โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เอกยุทธ อัญชัญบุตร โพสต์ด่าสาวเหนือกระทบยิ่งลักษณ์

Posted: 02 Nov 2011 10:42 AM PDT

เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ด่ายิ่งลักษณ์ “ยายหน้าโง่” หน้าด้านเข้ามารับตำแหน่ง ให้ทบทวนอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง ระบุสาวเหนือไร้การศึกษา ขี้เกียจ ด้อยปัญญา มักทำงานขายบริการ ขณะที่มีผู้ตั้งกลุ่มต่อต้านเอกยุทธในเฟซบุคเรียกร้องให้ออกมาขอโทษ

วันนี้ (2 พ.ย. 54) นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุคว่า “ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น..สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ ?”

ekayuth

ekayuth2

โดยข้อความดังกล่าวมีผู้มาคลิกไลค์และวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ซึ่งนายเอกยุทธได้ตอบโต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า

“ต้องขออภัยนะครับ หากทำให้บางท่านไม่ชอบใจ..แต่กรุณาอ่านข้อความให้ชัดเจนครับ..ไม่ได้กล่าวหาหรือดูถูกใคร แต่กล่าวในความเป็นจริง และน่าจะเข้าใจกันดีว่าหมายถึงใครครับ..ผมเคารพในสิทธิ์และทุกอาชีพ แต่ไม่ยอมรับพวกหน้าด้านที่ทำให้สังคมและประเทศเสียหายครับ..และหญิงบริการก็ไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้ใคร แต่คนบางคนที่ไม่มีสติปัญญาก้ไม่ควรอาสาเข้ามานี่ครับ..”

ekayuth3

ekayuth4

ekayuth5

ekayuth6

“คุณคุณหมายความว่า หากมีอาชีพขายบริการแล้วต้องยกย่องก็คงได้มั้งครับ..ผมคิดว่าหากเข้าใจความหมายต่างกัน ก้ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ แต่หากจะเอาความคิดตัวเองว่าวิเศษ เลอเลิศแล้วก็คงไม่ต้องมาแสดงความคิดเห็นกันครับ..ผมจะพูดอย่างไร ก้ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ได้พล่ามและไร้สติ..ความหมายก้แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดและตัดสินกันเอง..อย่าเอาความคิดตัวเองไปตัดสินคนอื่นครับ..และหากจะกล่าวว่าผมดูถูกก็ตามสบาย แต่บอกแล้วว่า ผมรังเกียจพวกเกียจคร้านแต่อยากสบายโดยวิธีง่ายๆ ก็เท่านั้น..ส่วนคุณจะชอบหรืออย่างไรก็ตามสบายคุณครับ..”

หลังจากนั้น นายเอกยุทธไม่ได้ตอบโต้ความเห็นในสเตตัสเดิม แต่ได้โพสต์สเตตัสใหม่ต่อเนื่องวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้ที่เข้ามาแสดงความเห็นไม่พอใจต่อการโพสต์ข้อความของเขา

“ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน..หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับตำแหน่ง..”

“สื่อถามรัฐบาลและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่าต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเรื่องน้ำท่วมมั้ย ? คำตอบที่ได้คือ "เราช่วยตัวเอง" ได้...มิน่าถึงได้ยินบ่อยๆว่า"เอาอยู่ค่ะ"

ekayuth7

“รัฐบาล"มาร์ค" ไข่ชั่งโลขาย..แต่รัฐบาล"ปู"..ไข่ใบละ 8 บาท..อย่าไปกังวลมากรัฐบาล"ปูไข่" นั่นเอง...”

“รัฐบาลนี้ถนัดและเก่งอย่างเดียวคือการเป็น "นักกู้ " เริ่มจาก "กู้น้ำท่วม ".."กู้ความมั่นใจนักลงทุน ".." กู้เงิน"...ดีนะที่"ธิลิ้ม" ไม่ได้ร่วมรัฐบาล..ไม่งั้นต้อง "กู้ชาติ "อีกแล้ว....”

ekayuth8

“คนบางกลุ่มงมงายและหลงไหลในคนที่พล่ามและสร้างภาพและต้องตกอยู่ในสภาวะเป็นนักโทษหนีคุก..จะทนไม่ได้และไม่ยอมรับความจริงกับคนที่เอาความจริงมาพูดว่า"โง่แล้วอยากอาสามาทำงาน" เลยพล่านกันไปหมด..”

ทั้งนีเมื่อมีผู้โพสต์ลิงก์ “กลุ่มคนรักภาคเหนือ เรียกร้องให้ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ออกมากราบเท้าสาวเหนือคนเหนือ.....” นายเอกยุทธ์ กล่าวตอบว่า

“ทราบครับ..แต่ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเค้าพยายามพูดถึงนั้น ไม่ตรงกับความหมายที่ผมสื่ออกไป..ตามสบายพวกเค้าครับ..คงเครียดกับ"ความโง่"ของคนที่พวกเค้าคลั่งมากมั่งครับ..”

ekayuth9

“จะอนาถหรือสงสารหรือเวทนาบรรดาสาวกทักษิณดีครับ ? พวกที่เข้ามาในบล๊อคผมและต่อว่าด้วยถ้อยคำที่พวกเสื้อแดงถ่อยๆบางคนใช้นั้น ก็คงไม่ต่างกับคนที่พวกเค้างมงายหรอก..ผมเป็น ปชช.ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ตระกูลชั่วๆหรือพวกโง่เขลามานั่งเสนอหน้าบริหารประเทศหรอก..อายหมาว่ะ ++++”

ekayuth10

“หากจะมีคนเกลียดผมเพิ่ม 15 ล้านคน เพราะผมว่า"ยัยหน้าโง่" แล้ว ก็ยังสบายใจที่ยังมีอีก 50 ล้านคนที่ไม่ได้เกลียดหรือรัก...”

ekayuth11

สำหรับปฏิกิรยาตอบโต้กรณีที่นายเอกยุทธ์กล่าวพาดพิงผู้หญิงชาวเหนือนั้น ผู้เล่นเฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันสร้างเพจ กลุ่มคนรักภาคเหนือ เรียกร้องให้ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ออกมากราบเท้าสาวเหนือ โดยเมื่อเวลา 22.20 มีผู้คลิกไลค์กลุ่มดังกล่าวแล้ว 695 คน โดยเพจดังกล่าวมีการแชร์ประวัติของนายเอกยุทธ์ซึ่งเคยต้องคดีฉ้อโกง และคดีกบฏจนต้องหลบหนีออกนอกประเทศ

ทั้งนี้ นายเอกยุทธ์เป็นเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในอดีตเคยต้องคดีแชร์ชาร์เตอร์มีผู้เข้าร้องเรียนกับกองปราบเป็นจำนวนหลายพันคน ทางการประกาศอายัดทรัพย์สินของเอกยุทธ อัญชันบุตร บริษัท ชาร์เตอร์ และผู้ถือหุ้น เพื่อนำออกขายทอดตลาด และต้องคดีกบฏทหารนอกราชการ เมื่อ พ.ศ. 2528 และหลบคดีออกนอกประเทศ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น จอร์จ ตัน และขอลี้ภัยการเมืองที่สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นจึงย้ายไปนิวยอร์ก และเริ่มทำธุรกิจในตลาดค้าหุ้นวอลล์สตรีท และทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีธุรกิจหลักอยู่ในลอนดอน และกัวลาลัมเปอร์

นายเอกยุทธ์เพิ่งจะเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากคดีหมดอายุความแล้วและกลับมาเป็นข่าวคราวอีกครั้งในกลางปี พ.ศ. 2547 เมื่อได้เข้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับ นายอัมรินทร์ คอมันตร์ เพื่อเจรจาทางการเมือง มีการกล่าวหาว่า นายเอกยุทธพยายามจะให้เงินสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เพื่อใช้ในการโค่นล้มรัฐบาล แต่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงข่าวปฏิเสธและว่าไม่ได้รับเงินไว้ จากนั้น นายเอกยุทธได้ร่วมกับกลุ่ม “ประชาชนเพื่อชาติและราชบัลลังก์” จัดปราศรัยขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นที่ท้องสนามหลวงในเดือนกันยายนปี 2547 แต่มีผู้ร่วมชุมนุมไม่มากนัก จากนั้น นายเอกยุทธจึงได้ออกข่าวเป็นระยะ ๆ วิจารณ์และโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่อยมา และได้เปิดเว็บไซต์ส่วนตัว อีกทั้งในบางครั้งบางช่วงก็ได้วิพากษ์และโจมตี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำผู้หนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เปรมศักดิ์ เพียยุระ: วิกฤตตกงานจากน้ำท่วมนับล้าน วาระแห่งชาติที่ต้องเร่งเยียวยา ข้อเสนอแผนฉุกเฉินถึงผ่าตัดใหญ่

Posted: 02 Nov 2011 09:41 AM PDT

เรื่องใหญ่ของน้ำท่วมใหญ่คราวนี้ก็คือมียอดผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบระหว่าง 750,000 คน ไปถึง 1 ล้านคน และอาจต้องถูกเลิกจ้างมากกว่า 1 แสนคน แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือรัฐมนตรีแรงงานบอกว่า"ไม่มีผลกระทบอะไร เดี๋ยวน้ำลดก็ดีเอง" ผมเลยขอเสนอข้ามไปยังผู้นำรัฐบาลเลยแล้วกันว่า ได้โปรดยกเรื่องนี้ขึ่นเป็นวาระแห่งชาติให้ไว ดังนี้

1.มาตรการฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์ ดูแลการดำรงชีพ
2.มาตรการเฉพาะหน้า ทำไมรัฐบาลไม่ลงทุนจ้างคนงานที่ว่างงานมาเร่งช่วยฟื้่นฟูประเทศ คนเหล่านี้คือมืออาชีพ ดีกว่าให้อาสาสมัครทำ อย่างเดียว เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แก้คนว่างงานด้วย ฟื้่นฟูประเทศให้ฟื้นตัวเร่งด่วนด้วย
3.มาตรการอุดหนุนโรงงานให้ฟื้นตัวโดยไว และหากจำเป็นรัฐอาจต้องลงทุนเพื่อจ้างงานเอง
4.มาตรการระยะยาว เพราะภูมิศาสตร์เศรษฐกิจพลิกโฉมแล้ว เมื่อไทยเสี่ยงภัยธรรมชาติติดอัีนดับโลก เราต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อความยั่งยืนในการจ้างงานระยะยาว

ยอดคนงานได้รับผลกระทบน้ำท่วมยั
งไม่นิ่ง ได้รับผลกระทบตั้งแต่ 7.5 แสน-1 ล้านคน 
น้ำท่วมใหญ่เมืองไทยปี2554นี้กระทบไปทุกหย่อมย่านครับ หนักหนาสาหัสที่ตามมาก็คือคนตกงาน เพราะน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม โรงงานย่อยยับจมหายไปกับสายน้ำ นี่ไม่รวมการค้าการขายพาณิชยกรรม และภาคบริการอีกไม่นับ ชีวิตของคนงานก็ต้องมาประสบเคราะห์กรรมตกงาน 

ตัวเลขเวลานี้ยังไม่นิ่งครับ เมื่อตอนวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา เวลา 12.00 น. พบว่าใน 20 จังหวัด มีลูกจ้างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 663,218 คน และสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 14,172 แห่ง 

ในจำนวนนี้ เฉพาะในส่วนของจังหวัดปทุมธานีที่เดียวมีแรงงานได้รับผลกระทบ 218,474 คน สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 3,326 แห่ง โดยในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมนวนครที่ถูกน้ำท่วมเต็มพื้นที่ไปแล้วมีลูกจ้างได้รับผลกระทบกว่า 1.75 แสนคน จากสถานประกอบการ 227 แห่ง ทำให้สถานประกอบการต้องหยุดกิจการชั่วคราวและลูกจ้างต้องหยุดงาน 

ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดปัญหาน้ำท่วมจนถึงขณะนี้มีลูกจ้างได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 752,439 คน จากสถานประกอบการ 19,251 แห่ง และมีลูกจ้างกว่า 3,000 คน ที่ถูกเลิกจ้างใน 2 จังหวัด คือปทุมธานี 4 แห่ง และพระนครศรีอยุธยา 6 แห่ง 

นอกจากนี้ ปัญหายังลุกลามไปยังสถานประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯเพิ่มขึ้นอีก 5 เขต มีโรงงานได้รับผลกระทบกว่า 1,855 แห่ง ลูกจ้างกระทบจนต้องหยุดงาน 23,166 คน โดยนายจ้างในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังยืนยันยังไม่เลิกจ้าง และยังคงจ่ายค่าจ้างให้เต็มจำนวน และบางส่วนจ่าย 75% 

ขณะเดียวกัน ยังคงยืนยันตัวเลขคาดการณ์ของลูกจ้างที่อาจจะถูกเลิกจ้างมากกว่า 1 แสนคน เพราะมีการส่งสัญญาณจากนายจ้างเข้ามามากขึ้น โดยการโทรมาสอบถามที่ กสร.ถึงกรณีหากต้องประกาศเลิกจ้างพนักงานจะต้องทำอย่างไร และรัฐบาลจะช่วยดูแลอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อโทร.เข้ามาถามลักษณะอย่างนี้ไม่นานก็จะประกาศเลิกจ้างทุกราย

ขณะที่ภาคเอกชนพ่อค้าใหญ่อย่างนายสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอร์รี่ จำกัด เปิดเผยว่า จากปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากที่สุดตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในรอบ 78 ปี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ เกิดขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นปี 2485 หรือปี 2538 แต่ก็ไม่ถือว่ารุนแรงมากหากประเมินมูลค่าด้านความเสียหายทางเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีแหล่งอุตสาหกรรม จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบหรือประเมินมูลค่าด้านความเสียหายได้

เพราะจากนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งที่ต้องจมน้ำรวมประมาณ 1,000 โรงงาน ส่งผลให้หลังน้ำลดอาจมีพนักงานตกงานไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ซึ่งจากผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมประมาณ 2 ปี เนื่องจากเครื่องจักรบางตัวต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมบำรุง

ยังช่วยเหลือได้แค่หลักหมื่นจากผู้ได้รับกระทบนับล้าน
ขณะที่สถานการณ์การจ้างงานในช่วงวิกฤตขณะนี้ อธิบดีกสร.เปิดเผยว่า มีสถานประกอบการจำนวน 320 แห่ง ใน 38 จังหวัด ได้แจ้งความประสงค์ที่จะรับผู้ใช้แรงงานที่ประสบอุทกภัยเป็นการชั่วคราว 42,090 อัตรา ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร และชลบุรี

โดยประเภทตำแหน่งงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานฝ่ายการผลิต พนักงานคลังสินค้า ช่างเชื่อม ช่างไฟ ช่างก่อสร้าง ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหารสำเร็จรูป วิศวกร และ สิ่งทอ เป็นต้น ซึ่งล่าสุดมีนายจ้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตอบรับเข้ามาว่าจะส่งต่อลูกจ้างจำนวน 2,800 คน ไปทำงานชั่วคราวตามโครงการนี้

หนักสุดคือลูกจ้างรายวันที่ต้องตกงานกลับบ้าน เร่งบรรเทาทุกข์
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดเบื้องต้นประเมินว่ามีลูขณะนี้สถานประกอบการยังจ่ายค่าจ้างอยู่ ซึ่งมีอัตราตั้งแต่ 100% 75% และ 50% ของเงินเดือน 

ขณะที่คนงานที่หนีตายออกมาจากโรงงานท่วมนิคมอุตสาหกรรมนวนครหลายรายกล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า จำนวนมากที่เป็นลูกจ้างรายวัน และเมื่อโรงงานน้ำท่วมก็โดนเลิกจ้างโดยปริยาย ไม่มีจ่ายเงินชดเชยใดๆ ต้องกลับบ้านต่างจังหวัดเท่านั้่น

ตอนนี้ผู้ใช้แรงงานได้จัดตั้งเครือข่ายแรงงานไทยช่วยภัยน้ำท่วมขึ้น ระดมขอรับบริจาคอาหาร สิ่งของของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค หรืองบประมาณเพื่อจัดซื้อสิ่งของที่จำเป็น ตามศูนย์แรงงานกลุ่มย่าน สหพันธ์แรงงาน และสมาพันธ์แรงงาน จำนวน 10 ศูนย์ ก็ขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยช่วยสนับสนุนด้วยครับนี่คือคนกลุ่มใหญ่มากนับแสนคนที่ได้รับผลกระทบ(ดูรายละเอียดที่ http://voicelabour.org/?p=6997)

จี้รัฐมีมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน และระยะยาว แต่รมต.แรงงานบอกไม่กระทบ
เครือข่ายแรงงานไทยช่วยภัยน้ำท่วมได้เรียกร้องต่อรัฐบาลว่า ควรมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะหน้า รวมทั้งมีมาตรการระยะยาวในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการ อาทิ นโยบายส่งเสริมการฟื้นฟูสถานประกอบการและการชดเชยรายได้แก่ผู้ใช้แรงงาน หากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ก็มีแนวโน้มว่าผู้ใช้แรงงานจำนวนมากอาจจะถูกเลิกจ้างจากการปิดโรงงานของผู้ประกอบการ อันจะส่งผลสูญเสียต่อภาพรวมระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ

 
ปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้ที่คนไม่รู้คือเจ้าของโรงงานที่เสียหายจากน้ำท่วมมีประกันภัยไว้เป็นส่วนใหญ่ แต่คนงานไม่มีหลักประกันใดๆ
 
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า การช่วยเหลือแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น จะให้การช่วยเหลืออย่างดีที่สุด ทั้งแรงงานไทยและแรงงานชาวต่างด้าว ส่วนปัญหาเรื่องการว่างงานนั้น ตนเองมองว่า เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เพราะแรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีฝีมือ ขณะนี้ทางโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น ก็ได้ติดต่อให้แรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วกล่าว 3,000 คน และจากการพูดคุยกับเจ้าของกิจการโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะยังคงดำเนินกิจการในประเทศไทยต่อไป 

ฟังท่านรัฐมนตรีแล้วก็เหนื่อยใจแทนคนงานครับ ท่านไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาอะไรใหญ่โตเลย ไม่ต้องแก้อะไร เหมือนเป็นไข้หวัด เดี๋ยวก็หายเอง รัฐบาลไม่ต้องเยียวยาอะไร...

โครงการ New Thailand อย่าลืมแรงงาน ถึงรมต.แรงงานของท่านทำทองไม่รู้ร้อน 
ต้องหวังกับรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ครับที่ว่า กำลังจะแจ้งเกิดโปรแกรมการวางแผนประเทศไทยใหม่ หรือ “New Thailand” โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 6-8 แสนล้านบาท เสนอแผนฟื้นฟูสองระยะ คือ 

ระยะแรกภายใน 1 ปีหลังจากน้ำลด จะใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาทเข้าไปฟื้นฟู เช่น การฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเรื่องเศรษฐกิจและอัตราการว่างงาน 

ส่วนในแผนระยะยาวก็มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะหากประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤติลักษณะนี้อีก จะเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นต้องมีการแก้ไขปัญหาระบบน้ำของประเทศทั้งหมด เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งขณะนี้ได้มีประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ได้เสนอแผนฟื้นฟูประเทศไทยเป็นแบบแพ็กเกจมาแล้ว ทั้งเงินทุนและวิทยาการ 

ในเวลาที่บ้านเมืองเจอภัยพิบัติขนาดนี้ เรื่องปัญหาการว่างงานต้องยกระดับขึ้่นมาเป็นวาระแห่งชาติแล้วครับ และนอกจากการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินแล้ว การจะไปรอฟื้นฟูหลังน้ำลดเพื่อให้เอกชนกลับมาจ้างงานกันได้แบบรอฟ้ารอฝนนั้นคงไม่ได้

แนวทางแก้ไขปัญหานั้นผมว่า ควรปัดฝุ่นตำราเศรษฐศาตร์ของนักเศรษฐศาสตร์เลื่องชื่อ คือ จอห์น เมอร์นาด เคนส์ (John Maynard Keynes) มากอบกู้โดยไว นั่นก็คือ เมื่อยามเศรษฐกิจของประเทศถดถอย เจอภัยพิบัติอย่างนี้ เอกชนขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าลงทุน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ลงทุน เพื่อสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่นการลงทุนในโครงการที่สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟฟ้า เขื่อน หรือการฟื้นฟูโรงานที่ได้รับความเสียหายขึ้นมาใหม่ โครงการเหล่านี้จะส่งผลต่อการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจอย่างน้อยสองถึงสามปีแบบต่อเนื่อง 

โปรแกรมฉุกเฉินเปิดรับคนตกงานมาร่วมฟื้นฟูประเทศโดยด่วน ลงทุน 1 ได้ 2
หรือแม้แต่ระยะฉุกเฉินนี้แทนที่จะปล่อยให้คนตกงานหลายแสนเกือบล้านอยู่ว่างๆ และระทึกใจว่าจะได้กลับไปทำงานหรือจะตกงานยาว? รัฐบาลควรต้องจ้างคนเหล่านี้แหละครับเข้ามาเป็นมืออาชีพในการฟื้นฟูประเทศ แทนมืออาสาสมัคร หรือมือสมัครเล่นทั้งหลาย (ซึ่งนับวันจะหาได้ยาก) อยากได้คนกรอกทราย คนแพ็กของบริจาค คนขับรถบรรทุก ขับเรือไปช่วยเหลือผู้บริจาค คนสร้างศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย คนซ่อมแซมก่อสร้างบ้าน ซ่อมโรงงาน ซ่อมแซมสาธารณูปโภค ถนนหนทางสารพัด รวมทั้งคนที่จะซ่อมบ้านซ่อมเมือง ทำไมไม่ลงทุนจ้างคนตกงานเหล่านี้ไปเลยครับ คนเหล่านี้ล้วนมีทักษะฝีมือ

ตั้งโต๊ะรับเลยครับให้คนมาแห่สมัครงานจะ7แสนกว่าคนแบบอธิบดี กสร.ว่า หรือนับล้านแบบเจ้าของเบียร์สิงห์ว่าก็ต้องทำ แล้วเชิญรัฐมนตรีแรงงานมาดูว่ามากมายมหาศาลขนาดไหน อย่าไปนั่งในห้องแอร์สัมภาษณ์สื่อว่า"ไม่มีผลกระทบอะไร"

ทำแบบนี้เหมือนยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวครับ คนตกงานก็แก้ได้ บ้านเมืองก็ฟื้นฟูได้ไว

ระยะยาวต้องการกระจายความเสีี่ยง ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจถึงคราวต้องเปลี่ยน
หากไม่มีเหตุภัยน้ำท่วมใหญ่ คนไทยก็คงยังเข้าใจผิดๆตลอดไปว่าเราเป็นดินแดนแห่งความสุข ไม่มีปัญหาพิบัติภัยใหญ่ๆต้องเจอเหมือนที่อื่นเขา แต่จากรายงานของธนาคารโลกล่าสุดบอกว่าเมืองไทยเรา มีความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติอยู่อันดับที่ 13 ของโลก โดยเขาคิดจากคิดจากความเสียหายโดยรวมต่อGDP เป็น % หากเกิดภัยพิบัติขั้นร้ายแรงที่สุดขึ้นจริงมากกว่า 2 เหตุการณ์ (ดูที่นี่ครับรายละเอียด http://www.whereisthailand.info/2011/10/haz-nature-gdp/)

โดยสำหรับประเทศไทย หากเกิดภัยพิบัติรุนแรง ซึ่งประเมินว่าจะเกิดจากอุทกภัยเพียงอย่างเดียวนั้น จะทำลายพื้นที่ 47.8% ของประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชน 70.1% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ถือว่าเป็นประเทศในกลุ่มที่มีอัตราความเสี่ยงสูงมาก

ตัวเลขแบบนี้คงเป็นปัญหากระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติแน่ครับ รายที่เคยลงทึนอยู่ก็คิดหนักว่าจะอยู่ต่อไหม หรือย้ายฐาน รายที่จะไปกวักมือเรียกเขามาใหม่ เขาก็ต้องคิดเรื่องความเสี่ยงตรงนี้ จากเดิมคิืดว่าเมืองไทยคงไม่มีปัญหาเรื่องนี้

วิธียกเครื่องระยะยาวต้องมีการกระจายความเสี่ยง สามารถทำได้ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ เช่น กระจายความเจริญให้ทั่วพื้นที่มากกว่าให้กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ไม่กี่แห่ง อย่างกรุงเทพฯ ปทุมธานี อยุธยา โดนน้ำท่วมเข้าไปโครมเดียวก็วูบไปเลย

 
ต้องกระจายฐานผลิตไปยังภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน เพราะหากเกิดปัญหาที่โซนใดโซนหนึ่ง โซนอื่นก็ยัีงไปต่อได้ ไม่ใช่โครมเดียวพังครืนแบบนี้
 
นี่ก็จะเป็นหลักประก้นระยะยาวสำหรับผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริงครับ
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สื่อมวลชนกับ hate speech พึงสังวรไว้

Posted: 02 Nov 2011 09:25 AM PDT

ช่วงที่ขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา หลายขั้วการเมืองและสื่อมวลชนได้ใส่ไคล้กันมากมาย มีการพูดจาทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กัน ยุยงให้กระทำความรุนแรงต่อกัน เอาชื่อเอาแซ่ เอาที่อยู่มาประจานกันทางอินเตอร์เน็ต เว็บบอร์ด โดยหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นเป็น “ความผิดทางอาญา” ในสากลโลก

เอาเฉพาะกฎบัตรสิทธิมนุษยชนหลัก การใช้ hate speech เป็นความผิดต่อ ข้อ 20 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)* และข้อ 4 ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-ICERD)**

นอกจากนี้ ศาลโลกยังเคยติดสินลงโทษสื่อมวลชนที่กระพือ hate speech เพื่อสร้างความเกลียดชังให้คนเข่นฆ่าสังหารกันมาแล้ว ถ้ายังจำได้ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2537 ที่ประเทศรวันดาในแอฟริกากลาง ชนเผ่าฮูตูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ใช้อาวุธนานัปการเข่นฆ่าสังหารชาวตุตซี่ที่เป็นชนกลุ่มน้อยไปถึงครึ่งล้าน ภายหลังการโหมโฆษณาชวนเชื่อทั้งสื่อของรัฐและเอกชน โจมตี ดูถูกเหยียดหยามชาวตุตซี่ว่าเป็นพวกเลวร้าย

ในปี 2540 ศาลสหประชาชาติว่าด้วยอาชญากรรมนานาชาติกรณีรวันดา (United Nations International Criminal Tribunal for Rwanda - ICTR) ได้รับพิจารณาคำฟ้องต่อเจ้าของสื่อมวลชนในรวันดาสามคนในข้อหา “สังหารล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์” (genocide) ประกอบด้วย Hassan Ngeze ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Kangura (Wake Others Up!) ของฝ่ายฮูตู และในช่วงไม่กี่เดือนก่อนการสังหารหมู่ชาวตุตซี่ หนังสือพิมพ์หัวสีของเขาได้ตีพิมพ์บทความดูถูกเหยียดหยามชาวตุตซี่ว่าเป็น “แมลงสาบ” บ้าง แม้จะไม่ได้เรียกร้องชาวฮูตูให้สังหารชาวตุตซี่โดยตรงก็ตาม Ferdinand Nahimana และ Jean-Bosco Barayagwiza เป็นผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุ Radio Télévision Libre des Milles Collines (RTLM) ซึ่งมีการเรียกร้องทั้งทางตรงและทางอ้อมให้มีการสังหารหมู่ประชาชนชาวตุตซี่ มีการให้ชื่อและที่อยู่ของคนที่จะถูกฆ่าด้วย

ในเดือนธันวาคม 2546 ศาล ICTR มีคำสั่งลงโทษบุคคลทั้งสามในข้อหายุยงโดยตรงและเปิดเผยให้มีการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ ส่วนหนึ่งของคำสั่งศาลระบุว่า

“แม้จะไม่มีอาวุธปืน ไม่มีมีดดาบ หรืออาวุธใด ๆ พวกคุณ (สื่อมวลชน) ได้ทำให้พลเมืองที่บริสุทธิ์นับล้าน ๆ คนต้องตายไป”

“คดีนี้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชน ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาถึงเลยตั้งแต่การไต่สวนคดีที่นูเร็มเบิร์ก*** อำนาจของสื่อในการสร้างและทำลายคุณค่าพื้นฐานของมนุษย์มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ คนที่ควบคุมสื่อต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำที่เกิดขึ้นด้วย”

“Without a firearm, machete or any physical weapon, you caused the deaths of thousands of innocent civilians.”

“This case raises important principles concerning the role of the media, which have not been addressed at the level of international criminal justice since Nuremberg. The power of the media to create and destroy fundamental human values comes with great responsibility. Those who control the media are accountable for its consequences.”

 

*ข้อ 20(2) การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

**ข้อ 4 (a) จะประกาศให้การเผยแพร่ความคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหนือกว่าทางเชื้อ ชาติ หรือความเกลียดชังอันเกิดจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ การช่วยกระตุ้นให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และการกระทำรุนแรงหรือกระตุ้นให้เกิดการกระทำรุนแรงนั้นต่อชนเชื้อชาติหนึ่ง เชื้อชาติใดหรือกลุ่มบุคคลที่มีสีผิวอื่นหรือเผ่าพันธุ์กำเนิดอื่น ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนทางการเงินต่อกิจกรรมชาตินิยม เป็นการกระทำที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

***หลังสงครามโลกครั้งที่สองกรณีนาซี

 

อ่านรายละเอียดได้จาก http://www.ushmm.org/wlc/en/article.php?ModuleId=10007839

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

น้ำท่วม : โอกาสในวิกฤติ

Posted: 02 Nov 2011 07:39 AM PDT

ในวิกฤติน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 นี้ ใครจะก่นด่า คร่ำครวญ โยนความผิดให้คนนั้นคนนี้ว่าเป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยก็ตาม แต่ผมกลับมองเห็นโอกาสในวิกฤตินี้ เพราะหากเราสังเกตให้ดี การผจญอุทกภัยในครั้งนี้คนไทยเราค่อนข้างจะมีสติและรับสภาพที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว บางคนอาจจะมองว่าอาจจะเป็นเพราะความเชื่อในคำสอนของพุทธศาสนา แต่ไม่จริงทีเดียวนักเพราะน้ำท่วมในครั้งนี้ท่วมไปหมดไม่ว่าจะเป็นบ้านสวนไร่นาของพี่น้องชาวพุทธ ชาวคริสต์ หรืออิสลาม(โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยุธยาและหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ) ซึ่งอาจสรุปได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษของคนไทยใน พ.ศ.นี้โดยเฉพาะที่คนไทยเราส่วนใหญ่แล้วยังเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่

เราอาจจะไม่มีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดดังเช่นชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัยสีนามิ แต่ในเรื่องของน้ำใจ ผมเชื่อว่าคนไทยที่มีให้กันไม่ได้ด้อยกว่าแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของขอทานที่ควักเงินออกจากกระป๋องใส่ตู้บริจาคตีพิมพ์ลงหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ของออสเตรเลียที่เผยแพร่ไปทั่วโลก ที่ไม่ค่อยมีน้ำใจให้กันเท่าใดนักก็เว้นแต่ฝ่ายค้านกับรัฐบาลที่ฉวยโอกาสทุกท่าที่จะโจมตีกันและกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์คและสื่อทั่วไป โดยฝ่ายค้านก็ว่าฝ่ายรัฐบาลบริหารไม่เป็น ยักยอกของบริจาค ฝ่ายรัฐบาลก็โจมตีฝ่ายค้านว่ามัวแต่เล่นการเมืองไม่ช่วยกันแก้ปัญหาน้ำท่วม มิหนำซ้ำหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านยังดอดหนีไปเที่ยวมัลดีฟเสียอีก ฯลฯ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองแบบน้ำเน่าที่ควรจะหายไปกับกระแสน้ำในครั้งนี้ได้แล้ว

แน่นอนว่าคนก็คือคนไม่ว่าจะเป็นไทยหรือคนชาติอื่น ที่ยังมีการลักเล็กขโมยน้อย มีการเบียดบังเอาของบริจาคไปให้พรรคพวกของตนหรือเข้ากระเป๋าตนเองก็คิดว่าคงจะมีบ้าง เพราะพวกนี้คือสัตว์นรกในร่างคนที่ไม่ต้องรอให้ตายไปก่อน ผลกรรมย่อมตามสนองให้เห็นทันตาอยู่แล้ว แต่เหนืออื่นใดคือการมองโลกในแง่ดีของคนไทยที่แม้ว่าในตอนแรกอาจจะเครียดอยู่บ้างเพราะการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมวยเพราะต้องคอยตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นวันๆ และเครียดที่ต้องคอยลุ้นว่าเมื่อใดน้ำจะมาถึงตนเสียที แต่เมื่อน้ำท่วมเข้ามาจริงๆแล้วกลับไม่มีการจลาจลหรือเกิดความวุ่นวายกันมากนัก อาจมีบ้างประปรายในเรื่องของคันกั้นน้ำที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่ายสร้างเพราะจะไปท่วมเฉพาะที่ของตนเอง แต่ในที่สุดก็ไม่ลุกลามใหญ่โตแต่อย่างใดเพราะน้ำท่วมเสมอหน้ากันไปหมด

หากเราจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการมองโลกในแง่ดี ด้วยการคิดเสียว่าน้ำท่วมครั้งนี้

1) เป็นการเปิดโอกาสให้พระโพธิสัตว์หรือผู้ใจบุญได้ปฏิบัติหน้าที่ เช่น คนจนได้ช่วยแรง คนรวยได้ช่วยเงิน เป็นต้น

2) เราได้มีโอกาสอยู่พร้อมกันทั้งบ้าน หลังจากไม่ได้ดูทีวีด้วยกันมานานแล้ว ใช้ชีวิตช้าลง ไม่ต้องออกไปไหน

3) ทำให้เรารู้ว่าสิ่งของต่างของเรานั้นสิ่งไหนมีความจำเป็นที่แท้จริงกับเรา เพราะเวลายกสิ่งของขึ้นสูงเราจะเลือกสิ่งนั้น อันไหนไม่สำคัญก็เอาไว้ยกทีหลังเพราะมันหนักและขี้เกียจ แต่หากจำเป็นต้องอพยพ เราจะนึกออกว่าอะไรคือของจำเป็นจริงๆกับเรา หรือเราคิดถึงสิ่งใดบ้างเมื่อต้องสละบ้านเรือนมา

4) หากไม่ได้อพยพไปไหนก็ทำให้เราเป็นอิสระในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ต้องกลัวข้างบ้านรำคาญเพราะเสียงดัง ด้วยเหตุว่าข้างบ้านอพยพไปหมดแล้ว

5) ทำให้เราเรียนรู้วิธีใช้น้ำอย่างฉลาด เช่นใช้น้ำกันน้ำได้ เพราะเราสามารถใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำวางได้ และถ้าต้องลุยออกจากบ้าน เราก้เอาถุงพลาสติกเล็กๆมัดรวมกันหลายถุงแล้วใส่ถุงใหญ่มัดอีกที แล้วทำเป็นทุ่นเกาะ ออกมาปากทางหมู่บ้านได้

6) ทำให้รู้วิธีซักผ้าเองด้วยมือ เพราะเครื่องซักผ้าถูกยกขึ้นที่สูงไปแล้วเพื่อหนีน้ำ และทำให้รู้คุณค่าของเสื้อผ้าแต่ละชุดที่จะใส่อีกด้วย

7) ได้ออกกำลังกายหลังจากที่ไม่ได้ออกกำลังมานาน เพราะจะต้องวันๆได้แต่ยกของ กรอกน้ำ วิดน้ำ ฯลฯ

8) ได้อยู่กับบ้านมากขึ้น เพราะต้องเฝ้าระวัง ต้องกับสิ่งของที่มี ออกไปช็อปปิงเพิ่มก็ไม่ได้ ทำให้เรารู้ว่าสมบัติข้าวของที่เรามีนั้นมากมายเกินกว่าจะระวังได้ทั่วถึง ในทางกลับกันก็เป็นช่วงระยะเวลาที่ดีที่เราจะต้องโละสิ่งของที่ไม่จำเป็นทิ้งไปบ้าง หรือเลือกที่จะเก็บอะไรไว้

9) ข้อดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเราได้รอดพ้นภัยของซองกฐิน ผ้าป่า ที่ทำให้จิตใจเราต้องขุ่นมัวเมื่อถูกยัดเยียดหรือถูกบังคับโดยอ้อมให้ทำบุญในสิ่งที่เราไม่อยากทำ และเราจะไม่ต้องได้บาปเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องก่นด่าในใจต่อผู้ที่เอาซองมาให้

10) ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นกับการดูแผนที่แม่น้ำคูคลอง ทั้งจากการศึกษาด้วยตนเองและจากการดูโทรทัศน์(สำหรับบ้านที่ยังดูได้) อีกทั้งยังทำให้เรารู้ที่มาออกๆรายการกันนั้นน่ะ ใครมีกึ๋นหรือไม่มีกึ๋น

11) ทำให้เรารู้สึกตัวเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ เพราะต้องระวังภัยและศึกษาวิธีเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น งู จระเข้ ปลิง ยุง ฯลฯ

12) เป็นช่วงเวลาที่ได้ทบทวนทักษะการว่ายน้ำหลังจากเรื้อไปนาน

13) ทำให้ได้บรรยากาศหรือประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากขึ้นรถมาลงเรือแทน

14) ทำให้ปัสสาวะง่ายขึ้น คือ ฉี่ลงน้ำ(กรณีอยู่บนบ้าน)หรือฉี่ในน้ำเสียเลย(กรณีลุยน้ำ)

15) ทำให้สวนที่บ้านเลิกรก เพราะตอนที่น้ำท่วมก็ราบเรียบโล่งตา หลังจากน้ำลดก็ต้องจัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องสวยกว่าเก่า(ถ้ายังไม่หมดตัวเสียก่อน)

16) ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น(อันนี้ดีมาก) กรณีที่ต้องอยู่เงียบๆคนเดียวเป็นเวลานานๆ

17) ทำให้เราได้รู้จักผู้คนมากขึ้นในกรณีที่ต้องไปอยู่ที่ศูนย์อพยพฯ แม้ว่าบางคนโทรศัพท์มือถือจะหายก็ตาม ก็ถือเสียว่าอย่างน้อยที่ชาร์จแบตเตอรียังอยู่ คราวต่อไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่รุ่นเดียวกันจะได้มีที่ชาร์จ 2 อัน

18) ทำให้หมดปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างสีต่างๆ ไม่ว่าสีเหลือง สีแดง หรือสีซ่าหริ่ม เพราะไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้ ทำให้ต้องหันหน้าเข้าหากันโดยอัตโนมัติ (ยกเว้นไอ้พวกที่ไม่ถูกน้ำท่วมที่ยังหลงละเมอเพ้อพกอยู่ แต่ก็น้อยแล้ว)

จากที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่นึกขึ้นได้ และผมเชื่อว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ อยู่ที่เราจะสามารถมองเห็นและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตเราได้มากน้อยแค่ไหน เพียงได ใช่ไหมครับ

 

-------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2554

 

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ชาวอียิปต์ชุมนุมประท้วงร้องปล่อยตัวบล็อกเกอร์ที่ถูกทหารจับ

Posted: 02 Nov 2011 07:30 AM PDT

เอล ฟาตาร์ บล็อกเกอร์ชื่อดังของอียิปต์ถูกทหารจับข้อหายุยงให้เกิดความรุนแรงในกรณีสังหารหมู่มาสปิโร เมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา โดยจะถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร ขณะเดียวกันกลุ่มนักสิทธิมนุษย์ชนและนักกิจกรรมอียิปต์และตูนีเซียต่างเรียกร้องให้ปล่อยตัว และมีการสืบสวนจากหน่วยงานอิสระ เนื่องจากทหารก็มีส่วนในเหตุรุนแรงดังกล่าว

1 พ.ย. 2011 - ชาวอียิปต์ออกมาชุมนุมให้กำลังใจ อะลา อับดฺ เอล ฟาตาห์ บล็อกเกอร์และนักกิจกรรมที่ถูกกุมขังเป็นเวลา 15 วันแล้ว หลังจากที่ทหารได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ยุยงให้เกิดเหตุรุนแรงในวันที่ 9 ต.ค. หรือที่เรียกว่าเหตุการสังหารหมู่ มาสปิโร
 
เอล ฟาตาห์ ถูกทหารจับกุมตัวแต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ แต่ขอร้องให้มีการสืบสวนคดีในชั้นศาลพลเรือน และบอกอีกว่าการที่กองทัพเข้ามาสืบสวนคดีที่ตนมีส่วนเกี่ยวข้องขัดกับหลักกฏหมาย
 
เอล ฟาตาห์ และนักกิจกรรมรายอื่นๆ บอกอีกว่าพวกเขาถูกจับเป็นแพะรับบาป และทหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนอย่างน้อย 27 ราย และเป็นเหตุให้อีกมากกว่า 200 รายได้รับบาดเจ็บ นอกจากเอล ฟาตาห์ แล้ว ยังมีนักกิจกรรมอีกรายหนึ่งคือ บาฮาร์ ซาเบอร์ ก็ถูกทหารตั้งข้อหายุยงให้เกิดความรุนแรงเช่นกัน
 
เหตุการณ์สังหารหมู่มาสปิโรเกิดขึ้นในวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยกลุ่มชาวอียิปต์ราว 10,000 คนได้ชุมนุมอย่างสงบก่อนที่จะถูกล้อมโดยทหารและรถถังของกองทัพอียิปต์ เมื่อมีเสียงปืนดังขั้นทหารก็ยิงกราดมั่วและมีการนำรถถังแล่นทับประชาชน มีรายงานว่ามีกลุ่มนักเลงติดอาวุธเข้ามามีส่วนในเหตุชุลมุนครั้งนี้ด้วย แต่ทางผู้เห็นเหตุการณ์ก็เล่าว่าทหารยอมให้กลุ่มคนติดอาวุธผ่านเข้ามาในพื้นที่
 
วาเอล แอบบาส บล็อกเกอร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของอียิปต์ เพื่อนของเอล ฟาตาห์ บอกว่าเขาต่อต้านการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารมาตั้งแต่คดีแรกเกิดขึ้นแล้ว
 
"ตอนนี้คุณก็เห็นแล้วว่า ทุกคนถูกดำเนินคดีโดยกองทัพกันหมด รวมถึงนักข่าวและบล็อกเกอร์ด้วย" วาเอลกล่าว "ผมคิดว่าสภากองทัพเริ่มทำตัวเป็นฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติเข้าไปทุกที"
 
องค์กรต่างชาติเช่นองค์กรนิรโทษกรรมสากลและคณะกรรมการเพื่อการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) ก็สงสัยในแง่นี้เช่นกัน โดยเมื่อวันจันทร์ (1 พ.ย.) ที่ผ่านมาองค์กรนิรโทษกรรมสากลก็เรียกร้องให้รัฐบาลอียิปต์หยุดจับกุมตัวประชาชนขึ้นศาลทหาร โดยยังเปิดเผยอีกว่ามีประชาชนอีก 28 รายที่ถูกจับกุมและตั้งข้อกล่าวหาในแนวเดียวกัน คือถูกโยงเข้าไปเกี่ยวกับเหตุการณ์มาสปิโร
 
"กองทัพอียิปต์เองก็มีส่วนในการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์มาสปิโร แต่ยังทำการสืบสวนการนองเลือดในครั้งนี้เสียเอง" ฟิลิปส์ ลูเธอร์ รักษาการผู้อำนวยการขององค์กรนิรโทษกรรมสากลหน่วยงานตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือกล่าว เขายังบอกอีกว่า กองทัพอียิปต์ควรอนุญาตให้มีการสืบสวนโดยหน่วยงานอิสระต่อกรณีเหตุการณ์สังหารประชาชนในวันนั้นถ้าหากกองทัพจริงจังกับการจับผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจริง
 
ด้านคณะกรรมการเพื่อการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) เรียกร้องให้มีการปล่อยตัว เอล ฟาตาห์ โดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยยังได้กล่าวเน้นถึงการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในบล็อกของเขาด้วย ในบทความที่ลงหนังสือพิมพ์เอกชน อัล-โชรุค เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา เอล ฟาตาห์เขียนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่อยู่ในห้องเก็บศพกับครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9 ต.ค.
 
โมฮัมเม็ด อับเดล ดาเยม ผู้ประสานงาน CPJ หน่วยงานตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือกล่าวว่า นี้เป็นการเสแสร้งของสภากองทัพอียิปต์ที่ทำตัวเป็นผู้ปกป้องการปฏิวัติ โดยการพยายามใช้ศาลทหารข่มขู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์และวางแผนจับดำเนินคดี แทนที่จะตอบคำถามสำคัญที่มีคนสงสัยเกี่ยวกับตัวพวกเขา
 
สภาคณะทหารสูงสุดของอียิปต์ (SCARF) ได้หันเหความสนใจมาสู่กลุ่มผู้ชุมนุม แทนที่จะตรวจสอบบทบาทของเจ้าหน้าที่ในการสังหารผู้ชุมนุม ภาพวิดิโอเหตุการณืวันนั้นแสดงให้เห็นชัดว่ายานยนต์ของทหารได้แล่นทับกลุ่มผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ก็เปิดฉากยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมด้วย
 
กลุ่มผู้ชุมนุมหลายพันคนออกมาชุมนุมสนับสนุนบล็อกเกอร์รายนี้ในวันจันทร์ (31 ต.ค.) ที่ผ่านมา และสัญญาว่าจะยังคงออกมาชุมนุมตราบใดที่เขายังคงถูกกุมขังอยู่
 
ไม่เพียงแค่ในอียิปต์เท่านั้น ในตูนีเซียก็มีประชาชนหลายสิบคนออกมาชุมนุมหน้าสถานฑูตอียิปต์ในวันจันทร์ (31 ต.ค.) ซึ่งเหล่านักกิจกรรมโลกไซเบอร์ของอียิปต์กับตูนีเซียต่างก็มีการแลกเปลี่ยนกันในเรื่องแรงจูงใจ
 
มีเพื่อนและนักกิจกรรมทั้งในและนอกประเทศต่างเปลี่ยนรูปอวาตาร์ในทวิตเตอร์โดยการติด "ทวิบบิน" และใช้แฮชแท็ค #FreeAlaa ในการณรงค์ปล่อยตัวบล็อกเกอร์รายนี้
 
มีบล็อกเกอร์อีกรายที่ถูกจับขึ้นศาลทหารในช่วงบ่ายวันอังคาร (1 พ.ย.) ที่ผ่านมา คือ ไมเคล นาบิล ผู้ที่คัดค้านการที่กองทัพใช้สิทธิดำเนินคดีประชาชน แต่รายนี้ได้รับความสนใจจากนักกิจกรรมน้อยกว่า นาบิล ยังได้เคยอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 70 วันด้วย
 
"พวกเราหวังว่ากองทัพจะคอยอยู่ข้างๆ และสนับสนุนการปฏิวัติของพวกเรา" นาบิล เขียนในคำแถลงของเขาในเฟสบุ๊ค เมื่อวันที่ 1 พ.ย. "แต่โชคร้ายที่กองทัพเลือกจะกดทับการปฏิวัติแของพวกเรา และต่อสู้ปราบปรามเหล่านักปฏิวัติ"
 
วาเอล อับบาส เปิดเผยว่าเหตุที่นักกิจกรรมรายอื่นๆ รั้งรอและไม่ค่อยให้การสนับสนุนนาบิล เนื่องจากมุมมองต่อกรณีอิสราเอลของเขา
 
  
ที่มา
Egyptians protest over blogger's arrest, Aljazeera, 02-11-2011
http://english.aljazeera.net/news/middleeast/2011/11/201111145540459856.html

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จาก ‘One No, Many Yeses’ ถึง ‘We are the 99%’ : หนังโป๊ม้วนเก่าเอามาฉายใหม่

Posted: 02 Nov 2011 06:49 AM PDT

หนึ่งเดือนหลังการ “ยึดวอลล์สตรีท” (Occupy Wall Street) ได้เริ่มต้นขึ้น ดูเหมือนกระแสตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ และ ตื่นตูม กับขบวนการ “ยึดวอลล์สตรีท” นับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตามแต่ว่าผู้สังเกตการณ์จะเป็นฝ่ายใด ในขณะที่ฝ่ายขวาอเมริกันหลายคนเลือกที่จะตื่นตูมกับขบวนการนี้จนล่าสุดถึงกับต้องเข็นโครงการ ‘We are the 53%’ มาสู้กับสโลแกน‘We are the 99%’ ของขบวนการยึดวอลล์สตรีท บรรดาแอคทิวิสต์หลายต่อหลายคนก็ยังคงกระแสตื่นเต้นกับการยึดวอลล์สตรีทกันต่อไป และแน่นอน นักวิชาการชื่อดังหลายคนต่างก็เข้าร่วมวงอวยชัยให้แก่การยึดวอลล์สตรีทตามๆกันไปด้วย [อาทิ บทความของ Zizek และ Wallerstein ในประชาไท]

สิ่งที่น่าสังเกตในการวิเคราะห์อวยชัยของนักวิชาการบางท่านคือ แนวคิดที่นำเสนอการยึดวอลล์สตรีทว่า เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เป็นอุบัติการณ์ใหม่ เช่น Zizek อธิบายการยึดวอลล์สตรีทว่าเป็นการเริ่มต้นที่เราจะจินตนาการถึงโลกอื่นที่มิได้ครอบงำด้วยทุนนิยม เรากำลังจะติดอาวุธด้วยหมึกแดงหมึกน้ำเงิน ฯลฯ ในขณะที่วอลเลอชไตน์ถึงกับเรียกการยึดวอลล์สตรีทครั้งนี้ว่า เป็นอุบัติการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ ปี 1968 เลยทีเดียว

ตามจริงแล้ว มิใช่เฉพาะปูชณียปัญญาชนเหล่านี้ที่เน้นย้ำถึงความ “ใหม่” ของขบวนการยึดวอลล์สตรีท บรรดาแอคทิวิสต์ร่วมเจตนารมณ์และผู้สนใจต่างๆจำนวนมากก็อยู่ในบรรยากาศของความคิดที่ว่า เรากำลังพบเห็นการประท้วงแบบ “ใหม่” อยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องการเสนอว่า วัฒนธรรมการเมืองของขบวนการยึดวอลล์สตรีท ไม่ว่าจะเป็นยุทธวิธี การอ้างความชอบธรรม แนวคิด ฯลฯ มิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเลย หากแต่เป็นหนังโป๊เรื่องเก่าตั้งแต่ยุค 1990s จนถึงต้น 2000s กลับมาฉายซ้ำใหม่ในเวลาสิบปีให้หลังเท่านั้น

ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ และ ขบวนการยึดวอลล์สตรีท คล้ายกันอย่างไรบ้าง?
หลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง บรรดาแอคทิวิสต์ฝ่ายซ้ายเริ่มเปลี่ยนเข็มทิศการต่อสู้ จากการต่อต้านจักวรรดินิยมอเมริกันและทุนนิยมในสภาวะโลกสองขั้ว กลายมาเป็นการรวมตัวเพื่อต้านสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “โลกาภิวัฒน์” ซึ่งเป็นการเบนเข็มทิศมาหาศัตรูที่มีลักษณะคลุมเคลือ (vague) และคลอบคลุมความหมายกว้าง (broad) ยิ่งไปกว่าจักรวรรดินิยมอเมริกันในยุคสงครามเย็นอีก สิ่งที่น่าสนใจคือ การต่อต้าน “โลกาภิวัฒน์” ในโลกหลังสมัยใหม่ (postmodernist) นี้ คลุมเครือเกือบๆ เท่ากับโลกาภิวัฒน์ของพวกเขาเลยทีเดียว ตามจริงแล้ว ความคลุมเครือนี้เองคือธีม (theme) สำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวในโลกหลังสมัยใหม่มาตลอด ตั้งแต่การต่อต้านโลกาภิวัฒน์ยันการยึดครองวอลล์สตรีท

ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์มักจะมีเป้าหมายที่เรียงกันยาวเกือบจะเป็นย่อหน้าหนึ่งๆได้ เช่น สิทธิแรงงาน การรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตของชุมชนชนบท สิทธิของชาวบ้านท้องถิ่นและ “คนชายขอบ” สิทธิของคนร่วมเพศ สิทธิผู้หญิง สิทธิของคนผิวสี นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดสนับสนุนสิ่งแวดล้อม สนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ฯลฯ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างแถลงการณ์ต่อต้านทุนนิยมฉบับหนึ่งของซาปาติสต้า ซึ่งบรรดานักต่อต้านโลกาภิวัฒน์ถือว่าเป็นขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ “ตัวพ่อ” นั้น ในแถลงการณ์นั้นประกาศยืดยาวว่าซาปาติสต้ายืนอยู่เคียงข้าง องค์กรทางการเมือง, นักศึกษา, ชนเผ่า, ปัญญาชน, นักดนตรี, กรรมาชน, ครูบาอาจารย์, ชาวนา, คนหนุ่มคนสาว, สื่อทางเลือก, ผู้รักสิ่งแวดล้อม, เลสเบี้ยน, คนรักร่วมเพศ, นักสิทธิสตรี, และผู้ต่อต้านสงคราม…

นี่คือตัวอย่างความคลุมเครือและกว้างขวางอย่างมหาศาลของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ พวกเขาชื่นชอบที่จะอ้างว่าขบวนการของตนประกอบด้วยคนหลายต่อหลายกลุ่มที่มาร่วมกันต่อต้านศัตรูตัวเดียวกัน เป็นการรวมกันโดยการสร้างศัตรูร่วมกันมากไปกว่าจะสร้างเป้าหมายหรือข้อเรียกร้องร่วมกัน ผลที่ได้คือขบวนการที่เต็มไปด้วยตัวแทนหลายกลุ่มและหลายข้อเรียกร้อง – คล้ายกับขบวนการยึดวอลล์สตรีท ที่โฆษณาความหลากหลายของขบวนการของตนมาตลอด

นอกจากนี้ ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ยังมีแนวคิดที่คล้ายกับขบวนการยึดวอลล์สตรีทอีกประการหนึ่งคือ การอ้างว่าตนเองคือคนทั้งโลก

บรรดาผู้ต่อต้านโลกาภิวัฒน์ในยุคปลาย 1990s และต้น 2000s มักถือเอาแนวคิด “จักรวรรดิ ปะทะ มหาชน” อันบุกเบิกโดยสองนักคิด Hardt และ Negri เป็นแนวคิดสำคัญในการอธิบายการต่อสู้ของพวกตนต่อโลกาภิวัฒน์

แนวคิด “จักรวรรดิ ปะทะ มหาชน” นี้พัฒนาขึ้นจากงานของ Michael Hardt และ Antonio Negri อันโด่งดังที่ชื่อ Empire (จักวรรดิ) ตีพิมพ์ในปี 2000 ซึ่ง จักวรรดิ ตีความโลก (ในยุคสมัยนั้น) ว่าคือโลกที่แบ่งด้วยการต่อสู้ของคนสองกลุ่ม ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “จักวรรดิ” (Empire) อันประกอบด้วยมหาอำนาจทุนนิยมและบรรษัททุนนิยมทั้งหลายรวมกัน แต่จักรวรรดินี้ถือเป็นส่วนน้อย เพราะอีกฝ่ายหนึ่งคือ “มหาชน” (Multitude) อันประกอบด้วยประชาชนทั้งโลกนั่นเอง “มหาชน” นี้ก็คือผู้ที่อยู่ภายใต้ระบอบจักรวรรดิทุนนิยมและต่อต้านระบอบนั้นๆ ประกอบด้วยคนหลายชาติและหลายกลุ่ม

แนวคิดแบบ “โลกสองขั้ว” ว่าตนเองคือตัวแทนประชาชนทั้งโลกที่กำลังต่อสู้กับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนมหาอำนาจจักรวรรดิทุนนิยมนั้น จึงก่อให้เกิดสโลแกนของบรรดาแอคทิวิสต์ต่อต้านโลกาภิวัฒน์ในสมัยนั้นว่า “One No, Many Yeses – หนึ่งเสียงที่ไม่เอา(ความเปลี่ยนแปลง) หลายเสียงที่เอา (ความเปลี่ยนแปลง” และ “We Are Everywhere – พวกกูอยู่ทุกที่” สโลแกนที่ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์เหล่านี้ใช้เวลาไปประท้วงกลุ่มประเทศ G8 ก็ใช้คำว่า “You are G8. We are Six Billion – พวกมึงเป็นแค่แปดจี พวกกูคือคนหกพันล้าน”

โปรดสังเกตความเหมือนกันในการอ้างตนว่าคือคนทั้งโลกของทั้งสองขบวนการ สำหรับขบวนการยึดวอลล์สตรีทเองก็มีสโลแกนที่โด่งดังไปทั่วแล้วตอนนี้ว่า “We are the 99% - พวกกูคือคน 99%”

นอกจากการอ้างพวกของทั้งสองขบวนการแล้ว ยุทธวิธีของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ยังคล้ายคลึงกับขบวนการยึดวอลล์สตรีทด้วยเช่นกัน คือ ยึด

การยึดในที่นี้ของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ส่วนใหญ่คือการยึดพื้นที่เมื่อมีการประชุมของสถาบันการเงินหรือกลุ่มองค์การที่เกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยมข้ามชาติต่างๆ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) หรือกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 8 ประเทศ (Group of 8 หรือ G8) การยึดของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ก็ประกอบด้วยการจัดให้มีห้องสมุดประชาชนหรือห้องเรียนประชาชนไม่ต่างจากที่ขบวนการยึดวอลล์สตรีทกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

แม้แต่แนวคิดการประท้วงโดยไม่มีอำนาจส่วนกลาง ไม่มีพรรคการเมือง ไม่มีส่วนชี้นำ ไม่มีสามัคคีภาพใดๆทั้งสิ้นในเชิงองค์กร ก็มีเหมือนกันในทั้งขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์และขบวนการยึดวอลล์สตรีท มิใช่เรื่องใหม่หรืออุบัติการณ์แห่งทศวรรษเราแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันมากที่สุด – และมีปัญหาที่สุดในความเห็นของผู้เขียน – ระหว่างขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์และขบวนการยึดวอลล์สตรีทคือ ความสามารถ(?)ในการเชื่อมโยงจุดต่างๆที่ไม่เกี่ยวกันให้เป็นรูปภาพได้เสมอ พวกเขาทั้งสองขบวนมีความสามารถในการเชื่อมโยงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆทั่วโลก ให้เป็นเนื้อเรื่องเดียวกันได้ คือ การปฏิวัติทั่วโลกอันเป็นหนึ่งเดียว

ในขณะที่ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ตีความว่า โลกกำลังปะทุด้วยการต่อต้านจักวรรดิทุนนิยมจากมหาชน เห็นได้จาก การจลาจลที่ Seattle การเรียกร้องของบรรดาแรงงาน ไปจนถึง การต่อสู้ของซาปาติสต้า ขบวนการยึดวอลล์สตรีทก็กำลังอ้างว่า โลกกำลังปะทุด้วย “โลกาปฏิวัติ” (Global Revolution) โดยอ้างเนื้อเรื่องที่ประกอบด้วยการเชื่อมโยงของการประท้วงในสเปนไปจนถึงการปฏิวัติอาหรับและอัฟริกาเหนือ โดยไม่ต้องสนเนื้อหาสาระและความแตกต่างของแต่ละเหตุการณ์ ขอให้อ้างเป็นหนึ่งเดียวได้ก็พอ บางคนที่สนับสนุนแนวคิด “โลกาปฏิวัติ” ถึงกับนับการจลาจลและปล้นสดมภ์ที่ลอนดอนเข้าไปด้วยว่าเป็นอีกหนึ่งการต่อต้านทุนนิยม ชวนให้ผู้เขียนนึกสงสัยว่าถ้าหากประเทศยังอยู่ในช่วงที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ผู้สนับสนุนการยึดวอลล์สตรีทอาจจะสรรเสริญไปด้วยกระมังว่า เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการต่อต้านทุนนิยมสามานย์ (!)

ความสามารถแบบพิศดารของทั้งสองขบวนการนั้น ผู้เขียนขอเรียกว่าคือการ “เห็นผี” ชนิดหนึ่งที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “พาไรโดเลีย – Pareidolia” การ “เห็นผี” แบบพาไรโดเลียนั้น กล่าวกันว่าเป็นการเห็นผีที่พบบ่อยที่สุด กล่าวคือ เป็นการเห็นหน้าคนโดยอัตโนมัติในที่ที่ไม่มีหน้าคนอยู่ เพียงแค่มีจุดไม่กี่จุด สมองของเราก็ปะติดปะต่อเป็นหน้าคนแล้ว ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคงคุ้นเคยดีกับอิโมติค่อน : - ) ที่เราเห็นเป็นหน้าคนยิ้ม ทั้งที่ความเป็นจริง เป็นเพียงเครื่องหมายวรรคตอนเรียงติดกันเท่านั้น นอกจากนี้ ภาพถ่ายกลุ่มควันขณะที่ Central World ถูกเผาเมื่อปีที่แล้วก็มีคนมองเห็นหน้าคน(หรือหน้าปีศาจ)ในกลุ่มควันดังกล่าว และที่โด่งดังไปทั่วโลกคือ “ใบหน้าบนดาวอังคาร” ซึ่งความจริงแล้วเป็นเพียงมุมกล้องและแสงเงาที่เล่นตลกทำให้เราเห็นหน้าคนบนพื้นดาวอังคารเท่านั้น

ทำไมปรากฏการณ์พาไรโดเลียจึงเกิดขึ้น? หลายท่านอธิบายว่าเป็นเพราะสมองของมนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้ถูกล่าในสมัยดึกดำบรรพ์ถูกบังคับให้ต้องมองหาใบหน้าของผู้ล่าเสมอ ไม่ว่าจะในร่มไม้ตามป่ารกชัฎหรือในความมืด แค่มีจุดเล็กน้อยที่เราปะติดปะต่อว่าเป็นใบหน้า สมองของเราก็สังเกตเห็นแล้ว (ผู้ที่สมองไวไม่พอที่จะปะติดปะต่อใบหน้าได้ ถูกจับกินจนหมดสิ้นไปนานแล้ว)

ปรากฏการณ์ “เห็นผี” ของแอคทิวิสต์และผู้ที่สนับสนุนแนวคิด “โลกาปฏิวัติ” ซึ่งนำโดยการยึดครองวอลล์สตรีทนี้ ก็ไม่ต่างจากแอคทิวิสต์ที่ตื่นเต้นกับขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์เมื่อสิบปีที่แล้ว สำหรับบางคนแล้ว สมองของพวกเราถูกบังคับให้ดิ้นรนหาใบหน้าของโลกใหม่ที่พวกเขาอยากเห็นตามแฟนตาซีที่พวกเขามีเสมอ

ทั้งขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์และขบวนการยึดวอลล์สตรีท จึงเป็นเสมือนหนังโป๊ที่กลับมาฉายใหม่ เพื่อตอบสนองแฟนตาซีของคนกลุ่มนี้ได้เรื่อยๆนั่นเอง

…

ตอนแรกผู้เขียนตั้งใจจะจบการแสดงความเห็นตรงนี้ แต่ผู้เขียนเริ่มได้ยินคำถามบ้างแล้วว่า ขบวนการยึดวอลล์สตรีทครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าขบวนการยึดวอลล์สตรีทก็ไม่ต่างจากขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ ผู้เขียนจึงอยากชี้ให้เห็นว่าขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ลงเอยด้วยการหมดบทบาทลงเรื่อยๆ ในการประท้วงการประชุมกลุ่ม G8 ในปี 2001 นั้น มีผู้เข้าร่วมการประท้วงถึง 250,000 คน ในขณะที่ประท้วง FTA ที่เมืองไมอามี่ในปี 2003 หรือเพียงไม่กี่ปีให้หลัง มีผู้เข้าร่วมการประท้วงเหลือเพียง 10,000 และในการประท้วงแต่ละครั้งหลังจากนั้น ก็เริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวต่างๆก็มิได้เป็นไปตลอด หรือยิ่งใหญ่จนนำไปสู่การล่มสลายของโลกาภิวัฒน์ตามที่ได้เคยวาดฝันกันไว้ จนในปัจจุบันเหลือเป็นเพียงการรวมตัวเพื่อประท้วงการประชุม G8 หรือ WTO เป็นครั้งคราว จนมีผู้เรียกกลุ่มนี้ว่าเป็น “ตั๊กแตนที่กระโดดไปตามที่ประชุม” (summit-hopper) เท่านั้น

ถ้าขบวนการยึดวอลล์สตรีทไม่ต่างนักจากขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ตามที่ผู้เขียนวิเคราะห์จริง จุดจบก็คงคล้ายกัน คือลดบทบาทกลายเป็นเงาที่คอยหลอกหลอนระบบทุนนิยมที่ยังตั้งตระหง่านอยู่ต่อไปเท่านั้น

คำพูดของนักปราชญ์เยอรมันท่านหนึ่งที่เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนั้น เหตุการณ์ครั้งแรกคือโศกนาฎกรรรม ครั้งที่สองคือเรื่องโปกฮาแป้กๆ ก็คงกลับมาหลอกหลอนหลายคนอีกครั้ง

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"สุกำพล" คาดวางกระสอบทรายยักษ์เสร็จ 5 พ.ย. หวังกั้นน้ำเข้า กทม. ทิศเหนือ

Posted: 02 Nov 2011 05:35 AM PDT

รมว.คมนาคมเผยวางกระสอบทรายยักษ์ไปแล้วราว 2 กม. คาดจะวางครบ 6 กม. ภายใน 5 พ.ย. นี้ คาดจะทำให้ลดปริมาณน้ำเข้าคลองเปรมประชากร และดอนเมือง ทำให้บริหารจัดงานน้ำใน กทม. ทิศเหนือ-ตะวันออกได้ดีขึ้น

มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (2 พ.ย. 54) ว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงความคืบหน้าการวางแนวกระสอบทรายยักษ์ ป้องกันน้ำเหนือไหลบ่าเข้ากรุงเทพฯด้านเหนือ ว่า ขณะนี้ได้วางแนวกระสอบยักษ์จากประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้แล้วราว 2 กิโลเมตร ซึ่งวันเดียวกันนี้ได้ขนกระสอบทรายเพิ่มอีก 400 ใบ ไปทางรางรถไฟสายอยุธยา เพื่อนำกระสอบทรายไปวางตามแนวขนานกับรางรถไฟ โดยล่าสุดทางกระทรวงคมนาคมจะมีการปิดกั้นน้ำระยะทาง 6 กิโลเมตร จากประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ถึงสถานีรถไฟดอนเมือง

ซึ่งคาดว่าจะใช้กระสอบทรายยักษ์ราว 6,000 ลูก และกระสอบทรายขนาดเล็กราว 600,000 ลูก ในการกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าพื้นที่ทางเหนือของกรุงเทพฯ ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ หากสำเร็จไม่มีอุปสรรคใดจะทำให้ปริมาณน้ำในคลองเปรมประชากรลดลง และลดปริมาณน้ำเข้าทางดอนเมืองด้วย ซึ่งหลังจากนั้นกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะบริหารจัดการฝั่งกรุงเทพฯเหนือและกรุงเทพฯตะวันออกได้ดีขึ้น

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

'สมานฉันท์แรงงานไทย' แนะมาตรการช่วยคนงาน จี้รัฐบาล อย่าลอยแพ

Posted: 02 Nov 2011 02:06 AM PDT

(2 พ.ย.54) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) โดยชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. แถลงข่าวข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือแรงงาน โดยให้ข้อมูลว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 20 จังหวัด ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบ 752,439 คน สถานประกอบการโรงงานได้รับความเสียหาย 19,251 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมน้ำท่วม 7 แห่ง ได้แก่ นิคมสหรัตนนคร จ.อยุธยา นิคมโรจนะ จ.อยุธยา นิคมไฮเทค จ.อยุธยา นิคมบางปะอิน จ.อยุธยา นิคมแฟคตอรี่แลนด์ จ.อยุธยา นิคมนวนคร จ.ปทุมธานี นิคมบางกะดี จ.ปทุมธานี

ชาลีระบุว่า วิกฤตการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย การวางมาตรการในการแก้ไขปัญหาผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมแรงงานนอกระบบ เกษตรกร คนจนเมือง จะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ผู้ใช้แรงงานและองค์กรแรงงานควรมีส่วนร่วมในทุกระดับ ครอบคลุมแรงงานในทุกภาคส่วน มีผลบังคับใช้ต่อนายจ้างที่เป็นผู้ประกอบการโดยตรง และนายจ้างรับเหมาค่าแรง โดย คสรท. มีข้อเสนอต่อการกำหนดนโยบายและมาตรการผลกระทบจากน้ำท่วม ดังต่อไปนี้

1. ข้อเสนอต่อมาตรการของกระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และสภาอุตสาหกรรม

มาตรการ
สภาพปัญหา
ข้อเสนอ
1.1 การช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เดือนละ 3,000 บาท (กระทรวงแรงงาน)
 
1. ผู้ใช้แรงงานขาดหลักประกันการว่างงาน
2. ผู้ใช้แรงงานขาดหลักประกันในอัตราค่าจ้าง
 
1. ผู้ใช้แรงงานต้องได้รับค่าจ้างเต็ม
2. นายจ้างจะต้องไม่เลิกจ้างในช่วงประสบภัย
1.2 โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน (กระทรวงแรงงาน)
1. สถานประกอบการแห่งใหม่มีสิทธิประโยชน์และสภาพการจ้างไม่ช้ดเจน
2. สถานประกอบการแห่งใหม่บางแห่งมีเงื่อนไขบังคับให้ลาออกจากที่เดิม
3. สถานประกอบการแห่งใหม่ไม่มีที่พัก เดินทางไกล ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
 
1. ผู้ใช้แรงงานที่เข้าร่วมโครงการต้องได้รับค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่างๆ เท่าเดิม
1.3 เงินกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของผู้ประกันตนที่ถูกน้ำท่วม 50,000 บาท (สำนักงานประกันสังคม)
1. หลักเกณฑ์เงินกู้จำกัดเฉพาะเรื่องการซ่อมแซมอยู่อาศัย
1. ควรขยายหลักเกณฑ์การกู้ยืม สำหรับค่ายานพาหนะ ทรัพย์สินอื่นๆ ไม่จำกัดเฉพาะที่อยู่อาศัย
1.4 มาตรการการประกันว่างงาน (สำนักงานประกันสังคม)
1. ผู้ใช้แรงงานเกิดความสับสน อาจทำให้เสียสิทธิประโยชน์ในการประกันการว่างงาน และอาจทำให้คนงานตกงาน
 
1. สปส. และหน่วยราชการกระทรวงแรงงาน ต้องชี้แจงและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้ชัดเจน
 
1.5 นโยบายงดส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม 1 ปี (ข้อเสนอสภาอุตสาหกรรม)
1. ระยะเวลายาวนานเกินไป
2. หลักเกณฑ์การบังคับใช้ครอบคลุมสถานประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือไม่
1. หลักเกณฑ์การบังคับใช้ครอบคลุมโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและโรงงานที่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนี่อง
2. ตั้งคณะกรรมการไตรภาคีระดับชาติกรณีภัยพิบัติน้ำท่วม โดยมีตัวแทนแรงงานที่ได้รับผลกระทบเป็นกรรมการ
3. งดส่งเงินสมทบ 3 เดือน
 
1.6 นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เลื่อนไปปี 2556
(ข้อเสนอจากฝ่ายนายจ้าง)
1. ผู้ใช้แรงงานมีรายได้น้อย
1. รัฐบาลต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ คือ ค่าแรง 300 บาท เท่ากันทั่วประเทศ
 
 
2. ข้อเสนอแรงงานในระบบ
มาตรการ
สภาพปัญหา
ข้อเสนอ
2.1 สภาพการจ้าง และความมั่นคงในการทำงาน
ลูกจ้างขาดความมั่นคงในการทำงาน
 
1. สถานประกอบการที่ขอรับมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล อาทิ การงดส่งเงินสมทบการประกันสังคม ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อ ต้องทำสัญญากับภาครัฐในการไม่เลิกจ้างผู้ใช้แรงงาน
 
2.2 การควบคุมราคาสินค้า
 
ค่าครองชีพสูง ราคาสินค้า
1. มาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง
2. มีมาตรการพิเศษสำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท อาทิ การมีคูปองส่วนลดสินค้า
 
2.3 หนี้สินคนงานที่ได้รับผลกระทบ
คนงานมีหนี้สินมาก
1. ให้รัฐกำหนดนโยบายและมาตรการพักชำระหนี้สำหรับคนงานที่ได้รับผลกระทบ 6 เดือน ครอบคลุมธนาคารของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินอื่น(บัตรเครดิต) รวมทั้งหนี้นอกระบบ
 
2.4 เงินกู้ยืมแก่ผู้ใช้แรงงาน 50,000 บาท
1. ผู้ใช้แรงงานได้รับความเสียหายทางทรัพย์สิน และการสูญเสียรายได้ ที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย
 
1. รัฐต้องหาแหล่งเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยแก่ผู้ใช้แรงงาน
2. ไม่ควรมีผู้ค้ำประกัน
3. หลักเกณฑ์การกู้เงินสำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายทางทรัพย์สิน และสูญเสียรายได้
 
2.5 การงดจ่ายเงินสมทบประกันสังคม 3 เดือน
 
งดจ่ายเงินสมทบประกันสังคม 3 เดือน ในพื้นที่น้ำท่วม เมื่อจ่ายเงินแล้วให้คงสิทธิประโยชน์เดิม
 
2.6 การรักษาพยาบาลของผู้ประกันตน
การเดินทางกลับต่างจังหวัด เป็นจำนวนมาก
 
ผู้ประกันตนเข้ารักษาพยาบาลได้ทุกโรงพยาบาล
2.7 กองทุนประกันความเสี่ยง
การเลิกจ้างแล้วไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย
กองทุนประกันความเสี่ยง โดยหักจากนายจ้างและรัฐร่วมสมทบ
 
2.8 การทำงานในสถานประกอบการ
ผู้ใช้แรงงานไม่สามารถทำงานในสถานประกอบการเพราะน้ำท่วม จึงไปทำงานในสถานประกอบการอื่นชั้วคราว
ให้รัฐผ่อนผันการทำงานในสถานประกอบการอื่น และยังคงสภาพการจ้างงานเดิม
 
2.9 การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการวางมาตรการช่วยเหลือ
องค์กรด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานไม่มีกระบวนการรับฟังความเห็นจากแรงงาน
นโยบายภาครัฐในการแก้ไขปัญหาจะต้องมีผู้ใช้แรงงานและองค์กรแรงงานมีส่วนร่วม
 
 
3. ข้อเสนอแรงงานนอกระบบ
มาตรการ
สภาพปัญหา
ข้อเสนอ
3.1. หนี้สินในระบบ
แรงงานนอกระบบไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติ เช่น เย็บผ้า ซาเล้ง แท็กซี่
 
1. พักชำระหนี้สินในระบบ 3 ปี
2. ให้แรงงานนอกระบบเข้าถึงแหล่งทุนตามนโยบายของรัฐ และการส่งเสริมการประกอบอาชีพ
 
3.2. เงินทุนฟื้นฟูอาชีพปลอดดอกเบี้ย
ไม่มีรายได้ดูแลครอบครัว กู้ยืมหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบมา ประกอบอาชีพและดำรงชีพได้
1. เงินทุนฟื้นฟูอาชีพปลอดดอกเบี้ย เพื่อใช้ชำระหนี้สินนอกระบบและเป็นเงินหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ
3.3. กองทุนจัดการความเสี่ยง สำหรับแรงงานนอกระบบ
 
1. จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือในการจัดการความเสี่ยง สำหรับแรงงานนอกระบบที่ประสบภัย
 
4. ข้อเสนอแรงงานข้ามชาติ
มาตรการ
สภาพปัญหา
ข้อเสนอ
4.1 สิทธิแรงงานข้ามชาติ
ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกส่งกลับ
การเข้าถึงสิทธิแรงงาน การให้ความช่วยเหลือ ถุงยังชีพ
การเข้าถึงข้อมูลมีข้อจำกัด
รัฐควรให้ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง
การเดินทางออกนอกพื้นที่ถูกจับกุม และถูกเจ้าหน้าที่รีดไถ
 
รัฐต้องออกประกาศรับรองการเดินทางออกนอกพื้นที่อย่างปลอดภัย ไม่เรียกเก็บเงิน
ความชัดเจนในการเข้าไปอยู่ในศูนย์พักพิง
1. รัฐต้องให้ข้อมูลและเคารพในการอยู่ที่พักพิง
2. รัฐต้องออกประกาศให้ชัดเจนในกรณีการนำแรงงานไปทำงานต่างจังหวัด ต้องได้รับสิทธิแรงงานทางกฎหมาย
4.2 เอกสารสำคัญ และค่าจ้างค้างจ่าย
นายจ้างยึดบัตรเอกสารสำคัญ และไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย
1. รัฐควรมีมาตรการให้นายจ้างคืนบัตร เอกสารสำคัญให้คนงาน เพื่อเข้าถึงการช่วยเหลือ และหางาน
2. รัฐควรมีมาตรการให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้แรงงานข้ามชาติ
4.3 การเดินทางกลับภูมิลำเนา
แรงงานข้ามชาติเดินทางกลับจำนวนมาก
รัฐต้องเปิดลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่กลับบ้าน เมื่อน้ำลดสามารถกลับมาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
 

ชาลี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรวางมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติช่วยเหลือเพียงผู้ประกอบการโรงงาน แต่ปล่อยให้ลูกจ้างถูกลอยแพจากการเลิกจ้าง และขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแสดงบทบาทในการช่วยเหลือเยียวยาแรงงานเฉพาะหน้า และการวางมาตรการเชิงนโยบายในระยะยาวดังที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงไว้กับประชาชน

นอกจากนี้ ประธาน คสรท. แสดงความกังวลเรื่องการย้ายฐานการผลิตที่อาจเกิดขึ้นอันอาจทำให้คนงานตกงาน จำนวนมาก โดยย้ำว่า รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก โดยเตรียมการป้องกันด้านอุทกภัยและวาตภัย เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัยด้วย

บัณฑิต แป้นวิเศษ ผู้ประสานงาน "เครือข่ายช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติผู้ประสบภัยน้ำท่วม" กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติเกือบสองแสนคนในสามจังหวัดย่านอุตสาหกรรม ขณะนี้ ประสบปัญหาการเข้าถึงถุงยังชีพ เพราะต้องแสดงเอกสารสำคัญ ซึ่งบางส่วนถูกยึดนายจ้างยึดไว้ บางส่วนจมหายไปกับน้ำ อยากเรียกร้องว่าไม่ว่าจะมีบัตรหรือไม่ พวกเขาควรต้องได้รับถุงยังชีพ โดยอาจใช้วิธีให้ลงทะเบียนเข้าชื่อไว้

บัณฑิต เรียกร้องว่า การให้ข้อมูลการออกจากพื้นที่ประสบภัยแก่แรงงานข้ามชาติต้องทำให้ชัดเจน การจะส่งกลับต้องเป็นไปโดยสมัครใจ เพราะแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังไม่อยากกลับประเทศ ต้องการเพียงพักพิงชั่วคราวเท่านั้น การให้ข้อมูลไม่ชัดเจนหรือส่งกลับกึ่งบังคับ ทำให้มีแรงงานบางส่วนเริ่มหลบหนีจากศูนย์พักพิงแล้ว ซึ่งอาจประสบปัญหาการค้ามนุษย์ตามมาได้ นอกจากนี้ ขอให้องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ ให้การสนับสนุนองค์กรแรงงานที่มีหน่วยประสานงานในพื้นที่อยู่แล้วเพื่อทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "ธรรมะคือธรรม"

Posted: 02 Nov 2011 02:05 AM PDT

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "ธรรมะคือธรรม"

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยันน้ำท่วมไม่กระทบเตาปรมาณูที่ ถ.วิภาวดี

Posted: 02 Nov 2011 02:02 AM PDT

รอง ผอ.สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ ชี้เตาปฏิกรณ์ฯ ที่ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ ถ.วิภาวดี สูงกว่าถนนถึง 8.7 เมตร แถมล้อมด้วยผนังคอนกรีต 1 เมตร ตัวอาคารอยู่สูงกว่่า ถ.วิภาวดี ยันน้ำต้องสูงจากถนนเกิน 8 เมตรจึงจะล้นเข้ามาได้

สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TNN รายงานว่า วันนี้ (2พ.ย.54) นายชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กล่าวยืนยันว่า จะไม่เกิดเหตุสารกัมมันรังสีรั่วไหลปนเปื้อนลงสู่บริเวณพื้นที่น้ำท่วมใน ถ.วิภาวดีรังสิต อย่างแน่นอนตามที่มีหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์สารกัมมันตรังสีรั่วไหล

ก่อนหน้านี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ทำหนังสือถึงสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ที่อยู่ในการกำกับดูแลให้หามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนเป็นห่วง ซึ่งล่าสุดสถานการณ์ยังเป็นปกติและขณะนี้พื้นที่ของสถาบันเทคโนโลยี นิวเคลียร์ฯ ยังไม่ถูกน้ำท่วม

ด้านนางสิรินาฏ เลาหะโรจนพันธ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวว่า มีความมั่นใจ 100% ว่าเครื่องปฏิบัติการปรมาณูเพื่อการวิจัยจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ในครั้งนี้ โดยยืนยันว่าสามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเตาปฏิกรปรมาณูเพื่อการวิจัยได้อยู่ในสระน้ำบนพื้นที่สูงกว่าถนน วิภาวดีฯ ถึง 870 ซม. และยังล้อมรอบด้วยผนังคอนกรีตหนักหนา 1 เมตร สามารถรับแรงดันน้ำได้ 2-3 ตัน อีกทั้งขณะนี้เตาปฏิกรปรมาณูได้หยุดเดินเครื่องมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้ว เพระไม่สามารถขนส่งได้

นางสิรินาฎ กล่าวอีกว่า ตัวอาคารก็สูงกว่าถนนวิภาวดีถึง 170 ซม.ตอนนี้น้ำก็ยังไม่ท่วม ขณะที่ขอบบ่อเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูสูงถึง 870 ซม. ต้องให้น้ำจากถนนวิภาวดีสูงเกิน 8 เมตร ถึงจะล้นเข้ามาได้ มั่นใจ 100% ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ขสมก.ยังให้บริการได้ 80-90%

Posted: 02 Nov 2011 12:27 AM PDT

มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (2 พ.ย.) ว่า นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันรถโดยสารของ ขสมก.คงให้บริการได้ประมาณ 80-90% เนื่องจากบางพื้นที่ถนนถูกน้ำท่วมสูง ขสมก.จึงจำเป็นต้องงดให้บริการ เช่น สาย 556 เส้นทางพุทธมณฑล-รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือลดระยะทางเดินรถ โดยจะให้เดินรถเข้าถึงพื้นที่มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ ขสมก.จะให้บริการได้ไม่เต็ม 100% แต่พบว่ารายได้ค่าโดยสารเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณวันละ 10 ล้านบาท จากปกติช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมจะมีรายได้ค่อนข้างต่ำประมาณวันละ 7-8 ล้านบาทเท่านั้น แสดงว่าปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น เนื่องจากรถโดยสารสาธารณะอื่นๆ ให้บริการลดลง

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวนดังใช้ภาพประกอบผิดในเฟซบุค

Posted: 01 Nov 2011 09:48 PM PDT

โซเชียลเน็ตเวิร์คฮือฮา หลังผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนอาวุโสโพสต์กลอน ผู้ประสบอุทกภัยไม่ได้รับถุงยังชีพ เพราะไม่มีบัตรประชาชน แต่ใช้ภาพประกอบผิดเหตุการณ์ ตรวจสอบพบที่แท้เป็นภาพคนเสื้อแดงปาดน้ำตาหลังเจอแก๊สน้ำตาระหว่างสลายการชุมนุม 10 เมษาปี 53

ตั้งแต่คืนวันที่ 1 พ.ย. 54 ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน อดีตรองบรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์มติชน ปัจจุบันเป็นผู้บริหารเว็บไซต์ประสงค์ดอตคอม ได้โพสต์กลอน ซึ่งแต่งโดย ปิยะโชติ อินทรนิวาส ลงในเฟซบุคโดยตั้งค่าการเข้าถึงแบบสาธารณะ รายละเอียดของกลอนมีดังนี้

"ในวิกฤต มีวิกฤต ซ้อนวิกฤต
บาดชีวิต บาดรู้สึก บาดลึกล้ำ
น้ำท่วมบ้าน น้ำตาบ่ามาหนุ...นนำ
มาท่วมซ้ำซ้อนทบทับถมใจ
แค่บัตรหาย ไร้บัตร ยังบอกบ่ง
เธอยังคงสิทธิ์ข้น ไม่หล่นหาย
เธอยังคงคือไทย ใช่ไทยมลาย
เธอยังคงค่าหมายคือ “มนุษย์”"

ทั้งนี้มีคำอธิบายต่อท้ายกลอนว่า "เธอไม่ได้รับแจกถุงยังชีพ เพียงเพราะไม่มีบัตรประชาชน ช่วงหนึ่งของรายการคนค้นคนที่ไปถ่ายทำถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทำให้เราได้รับรู้ถึงความเดือดร้อน และที่น่าเศร้าใจคือ มีผู้หญิงคนหนึ่งบ้านอยู่ที่อุบลฯนั่งร้องให้อยู่ บอกว่าบัตรประชาชนหาย เธอไปขอรับถุงยังชีพ แต่เขาไม่ยอมแจกให้ เพราะเธอไม่มีบัตรประชาชน -- ภาพประกอบจากเน็ต ข้อมูลจากรายการคนค้นคน"

อย่างไรก็ตามผู้ใช้เฟซบุครายอื่นได้แชร์โพสต์ดังกล่าวต่อๆ กันจำนวนมาก และยังมีข้อสังเกตว่าภาพที่ใช้ประกอบคำกลอนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ผู้ประสบภัยไม่ได้รับแจกถุงยังชีพ เพราะไม่มีบัตรประชาชนอย่างที่ประสงค์ระบุ และอาจเป็นรูประหว่างการชุมนุมคนเสื้อแดง

โดยผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการตรวจสอบภาพประกอบที่นายประสงค์นำโพสต์ดังกล่าว พบว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงเสื้อแดงคนหนึ่งกำลังเช็ดน้ำตาหลังถูกแก๊สน้ำตา ระหว่างการประท้วงเมื่อ 10 เมษายน 2553 เป็นภาพถ่ายโดย สุกรี สุขปลั่ง ช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยภาพนี้ยังเคยถูกตีพิมพ์ใน ABC News ของออสเตรเลียด้วย

ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มด้วยว่า จากท้ายกลอนที่ระบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่ผู้ประสบภัยไม่ได้รับถุงยังชีพ เพราะไม่มีบัตรประชาชนโดยข้อมูลมาจากรายการคนค้นฅนนั้น พบว่าเป็นข้อมูลจากรายการคนค้นฅนจริง ซึ่งออกอากาศเมื่อ 25 ต.ค. 54 ทางช่อง 9 อสมท. โดยช่วงหนึ่งของรายการได้สัมภาษณ์ผู้ประสบอุทกภัยที่ไม่ได้รับแจกสิ่งของช่วยเหลือเนื่องจากไม่ได้นำบัตรประชาชนติดตัวไปด้วย (ชมคลิปที่นี่)

ล่าสุดเวลาประมาณ 13.20 น. ประสงค์ได้ชี้แจงในวอลล์แล้วว่า "ถ้าผิดพลาดก็ขอโทษด้วยที่นำเเรื่องและภาพของคนอื่นมาแชร์ต่อโดยมิได้ตรวจสอบภาพเนื่องจากเห็นว่า เรื่องประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเท็จมาขยายหรือมาหลอกลวงกัน"

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ศาลอาญายกขอคำร้องปล่อยตัว 'สมยศ' คดีหมิ่นเบื้องสูง

Posted: 01 Nov 2011 12:12 PM PDT

ศาลอาญา ยกขอคำร้องปล่อยตัว "สมยศ" คดีหมิ่นเบื้องสูง แจงยังไม่มีเหตุเปลี่ยนคำสั่งเดิม ลุ้นฟังคำสั่งปล่อยตัวกรณี "สุรชัย แซ่ด่าน" ต่อวันนี้ (2 พ.ย. 54)

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 54 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินในจังหวัดสุพรรณบุรี ราคาประเมิน 1,690,000 บาท ต่อศาล ขอปล่อยตัวชั่วคราว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการนิตยสาร 'วอยซ์ ออฟ ทักษิณ' จำเลยคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

นายคารม กล่าวว่า หลังจากยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอประกันตัวนายสมยศ แล้ว ต่อมาศาลอาญาได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายสมยศ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

"โดยส่วนผมตัวตีความคำสั่งศาลว่าข้อหาหมิ่นสถาบันมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี ซึ่งหลักทรัพย์ที่วางค้ำประกันนั้นน่าจะเพียงพอแล้วจึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องวงเงินประกัน ในฐานะทนายความกลุ่ม นปช. ก็ได้พยายามยื่นขอประกันตัวคดีคนเสื้อแดงมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นคดีอะไร และก็ได้รอให้สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปแล้วจึงได้ยื่นขอประกันตัวนายสมยศอีก"

นายคารม กล่าวว่า ขณะนี้เรือนจำมีความแออัดและถูกน้ำท่วม แต่ศาลก็ไม่อนุญาต แม้ศาลจะมีอิสระในการพิจารณา แต่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่จะได้รับการประกันตัว ต้องสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และให้สิทธิต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งคดีของนายสมยศ จะต้องส่งประเด็นไปนำสืบในศาลหลายจังหวัด อาทิ สระแก้ว นครสวรรค์ สงขลา และกว่าจะสืบพยานเสร็จสิ้นตามกำหนดนัดประมาณเดือน พฤษภาคม 2555 ดังนั้น นายสมยศ ที่ถูกจับกุมเมื่อเดือนเมษายน 2554 อาจถูกคุมขังถึง 1 ปีเศษและไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปรึกษาทนายความเพื่อต่อสู้คดีแม้อยู่ในเรือนจำจะปรึกษาได้แต่ก็ไม่สะดวก คดีนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว เห็นว่าน่าจะได้รับการประกันตัว แต่ศาลก็ไม่อนุญาต แม้ตามหลักเรามีสิทธิที่ยื่นประกันตัวใหม่หรือยื่นอุทธรณ์ แต่ก็ไม่สามารถเดาใจศาลได้ โดยจะต้องศึกษาคำร้องเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายคารม กล่าวว่า ในวันที่ 2 พฤศจิกายน นี้ ศาลอาญาได้นัดฟังคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายสุรชัย แซ่ด่าน แนวร่วม นปช. จำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นพันธบัตรมูลค่า 1 ล้านบาทขอประกันตัวด้วย

ทั้งนี้ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจาเป็นบรรณาธิการและจัดพิมพ์นิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ ซึ่งฝ่ายตำรวจอ้างว่ามีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูง ที่ผ่านมาเขาได้ขอประกันมาแล้วสามครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธทั้งหมด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เอเอสทีวีกลับมาออกอากาศอีกครั้ง 2 พ.ย. นี้

Posted: 01 Nov 2011 11:55 AM PDT

เอเอสทีวีกลับมาออกอากาศอีกครั้งวันนี้ หลังยุติไปกว่า 2 สัปดาห์ โดยได้เจรจาผ่อนชำระหนี้กับเจ้าของดาวเทียมแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นรายเดือนจะชำระให้ทุกเดือน

เว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานวานนี้ (1 พ.ย.) ว่า หลังจากสถานีได้หยุดแพร่ภาพผ่านสัญญานดาวเทียมโดยถ่ายทอดแค่เพียงในระบบอิน เทอร์เน็ตมาตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.เป็นต้นไป ผู้ชมในระบบดาวเทียมจะสามารถเปิดรับชมรายการต่างๆ ของสถานีได้ตามปกติแล้ว

ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 โดยเป็นสถานีข่าวแห่งแรกๆ ที่บุกเบิกการแพร่สัญญานภาพผ่านระบบดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต ต่อมาหลังวันที่ 17 ต.ค. มีการหยุดออกอากาศผ่านดาวเทียม โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีได้เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า เกิดจากการที่บริษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ (NewSkies Satellite) เจ้าของดาวเทียมชื่อ NSS-6 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสัญญานด้วยเหตุผลที่เอเอสทีวีที่เป็นคู่สัญญาได้ค้างชำระหนี้ค่าเช่าช่องสัญญานมานานกว่า 6 เดือนแล้ว โดยหนี้คงค้างมีอยู่ราว 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงเดิมก่อนที่ NSS-6 จะตัดสัญญานได้มีการเจรจากันมาระดับหนึ่งโดยเอเอสทีวีขอผ่อนชำระจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเกิดขึ้นรายเดือนนั้นก็จะชำระให้ทุกเดือน

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

พิษณุโลกเตรียมทำบุญหลังแม่น้ำน่านลดระดับ

Posted: 01 Nov 2011 11:18 AM PDT

ทั้งที่ต้นเดือนตุลาคมระดับน้ำสูงกว่า 11 เมตร ตอนนี้เหลือ 4.86 เมตร โดยทางจังหวัดเตรียมทำบุญสร้างขวัญกำลังใจประชาชนหลังเหตุอุทกภัย โดยเล็งจัดพร้อมกัน 9 อำเภอพร้อมตั้งจุดรับของบริจากช่วยคนกรุงเทพฯ น้ำท่วม

เว็บไซต์พิษณุโลกฮ็อทนิวส์ รายงานเมื่อ 31 ต.ค. ว่า หลังจากสถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่านที่สูงสุดกว่า 11 เมตร เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เพียงระยะเวลาผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ระดับน้ำแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองพิษณุโลก ลดลงและแห้งขอดจนน่าใจหาย ระดับน้ำอยู่ที่ 4.86 เมตร ซึ่งถือว่าลดระดับลงถึง 7 เมตรด้วยกัน จากระดับน้ำที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ทางจังหวัดพิษณุโลก ที่เตรียมจัดงานลอยกระทงประจำปี 2554 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 พ.ย.นี้ ต้องเสริมเวทีการประกวดนางนพมาศ และการแสดงต่างๆ ที่บริเวณหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ต้องจัดทำขึ้นถึง 2 ชั้นด้วยกัน เพราะทำให้ผู้ชมที่อยู่ด้านบนเห็นการแสดงไม่ชัดเจน

ต่อสองชั้นนอกจากนี้จากวิกฤติน้ำท่วมในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนชาวเมืองพิษณุโลกต่างลุ้นและผวาว่าน้ำจะท่วม เมืองเหมือนจังหวัดอื่น แต่ก็สามารถผ่านวิกฤติดังกล่าวไปได้ ส่งผลให้  นายปรีชา  เรืองจันทร์  ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมหัวหน้าหน่วยงานในจังหวัดพิษณุโลก  ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน จะจัดพิธีทำบุญเรียกขวัญเมือง ขวัญเอ๋ย ขวัญมี พิษณุโลกคนดี จงมีขวัญมา ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ที่ บริเวณสี่แยกกรุงไทย กลางเมืองพิษณุโลก โดยจะร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง แก่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล  และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ชาวพิษณุโลกหลังเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา โดยการจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 9 อำเภอ โดยแต่ละอำเภอก็จะเปิดจุดรับบริจาคสิ่งของที่จำเป็น ภายใน 7 วัน จากนั้นจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพ ต่อไป

คลิปเพิ่มเติม

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

พม่าที่ไม่รู้จัก “นักโทษการเมือง” และการปฏิบัติต่อฝ่ายค้านในฐานะ “ศัตรูของรัฐ”

Posted: 01 Nov 2011 11:09 AM PDT

วงเสวนาที่ FCCT อดีตนักโทษการเมืองพม่าชี้รัฐบาลพม่ายังไม่ยอมรับการมีอยู่ของ “นักโทษการเมือง” แม้จะปล่อยนักโทษการเมืองรอบล่าสุดกว่า 200 คน แต่ยังถือว่าเป็นนักโทษคดีอาชญากรรม และหากเป็นผู้นำชนกลุ่มน้อยจะถูกปฏิบัติในฐานะ “ศัตรูของรัฐ” ด้าน “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ของพม่ามาดีเบตกับฝ่ายค้านที่กรุงเทพฯ เรื่องการปฏิรูป 

จากซ้ายไปขวา ขิ่น โอมาร์ ผู้ประสานงาน Burma Partnership, ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตวุฒิสมาชิก และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ โก โบ จี เลขาธิการสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า

 

เมือวันที่ 26 ต.ค. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีการแถลงข่าวโดยนักกิจกรรมพม่าเพื่อเรียกร้องให้สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนชะลอการตัดสินใจให้พม่าเป็นประธานอาเซียน หลังรัฐบาลชุดใหม่ของพม่าแสดงเจตจำนงต้องการเป็นประธานอาเซียนในปี 2557

โดยก่อนหน้านี้พม่ามีกำหนดรับตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอาเซียนตั้งแต่ปี 2548 แต่ก็ถูกเลื่อนไป หลังจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) ขู่คว่ำบาตรการประชุมอาเซียน หากพม่าซึ่งมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นประธานอาเซียน

ปล่อยนักโทษการเมืองล่าสุด 237 คน
แต่อีก 1,700 คนยังถูกจองจำ

โดยนายโก โบ จี อดีตนักโทษการเมือง ปัจจุบันเป็นเลขาธิการสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า (AAPPB) กล่าวถึงสถานการณ์นักโทษการเมืองในพม่าล่าสุด หลังจากที่พม่าได้ปล่อยตัวนักโทษ 6 พันคน เมื่อ 13 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า เท่าที่รวบรวมข้อมูลได้รัฐบาลพม่าได้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองออกมาล่าสุด 237 คน ขณะที่ยังมีนักโทษการเมืองอีกกว่า 1,700 คนที่ยังถูกจองจำ

ขณะที่การอภัยโทษที่เกิดขึ้น รัฐบาลพม่าเรียกว่าเป็นการอภัยโทษให้กับ “นักโทษคดีอาชญากรรม” (Criminal Prisoners) ไม่ใช่ “นักโทษการเมือง” (Political Prisoners) นอกจากนี้แม้แต่ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ก็ไม่ยอมรับการมีอยู่ของนักโทษการเมือง เช่นเดียวกับที่ล่าสุด ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพม่า ให้สัมภาษณ์วิทยุ VOA ก็ไม่ยอมรับว่ามีนักโทษการเมืองในพม่า

ทั้งนี้นายโก โบ จี เปิดเผยว่าข้อมูลการปล่อยนักโทษการเมืองรอบล่าสุดของทางการพม่า ค่อนข้างคลุมเครือ ไม่มีการประกาศข้อมูลต่อสาธารณะว่าปล่อยใครบ้าง ทางสมาคม AAPPB ต้องส่งคนไปตามเรือนจำต่างๆ เพื่อสอบถามนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวว่าใครบ้างที่ต้องคดีทางการเมือง ทั้งนี้ในพม่ามีเรือนจำกว่า 42 แห่ง และมีค่ายใช้แรงงานกว่า 109 แห่ง

 

เผยนักโทษการเมืองถูกส่งไปเป็นลูกหาบที่แนวหน้า
ขณะที่ผู้นำชนกลุ่มน้อยถูกปฏิบัติในฐานะ “ศัตรูของรัฐ”

เลขาธิการสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า ยังระบุด้วยว่า สภาพความเป็นอยู่ของนักโทษการเมืองในพม่าอยู่ในสภาพที่เลวร้าย มีกรณีของนักโทษการเมืองรายหนึ่งที่ถูกจับในปี 2551 โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาถูกทางการจับ จนกระทั่งเขาเพิ่งได้รับการปล่อยตัว โดยช่วงที่ถูกจับกุม เขาถูกส่งไปแนวหน้า เพื่อไปเป็นลูกหาบให้ทหารพม่า และเขาเหยียบกับระเบิดจนเสียขาไปหนึ่งข้าง โดยเขาได้รับเงินชดเชยจากการเสียขาประมาณ 6 เหรียญสหรัฐ (180 บาท) นอกจากนี้ยังมีกรณีที่พระสงฆ์ซึ่งถูกทางการจับกุม และถูกส่งไปในค่ายใช้แรงงานและเสียชีวิตด้วย

และหากเป็นผู้นำชนกลุ่มน้อย จะไม่ถูกปฏิบัติแบบนักโทษ แต่จะถูกถือว่าเป็นศัตรูของรัฐ (Enemy of the State) โดยมีกรณีที่ผู้นำชาวกะเหรี่ยงถูกทางการพม่าจับ และไม่ถูกนำไปควบคุมตัวในเรือนจำ แต่ถูกส่งไปควบคุมตัวในค่ายทหารที่เมืองเชียงตุง รัฐฉานแทน หรือผู้นำทางการเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น มิ้นโกหน่าย หรือ ขุนทุนอู ซึ่งเป็นผู้นำชาวไทใหญ่ ก็ถูกส่งไปควบคุมตัวในเมืองชนบทห่างไกล

นายโก โบ จี กล่าวว่า ยังคงมีนักโทษการเมืองกว่า 1,700 คนในเรือนจำ โดยในจำนวนนี้ยังมีอดีตนายกรัฐมนตรีขิ่น ยุ้นต์ ซึ่งเป็นผู้นำในรัฐบาลทหารพม่า อดีตผู้นำนักศึกษาที่ประท้วงในปี 2531 รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ผู้นำพระสงฆ์ซึ่งมีบทบาทในการประท้วงรัฐบาลเมื่อปี 2550 อย่างพระ อะชิน กัมบิระ (Ashin Gambira) ก็ยังคงถูกจองจำด้วย โดยทางสมาคม AAPPB พยายามจะหาข้อมูลของนักโทษการเมืองเหล่านี้ แม้ว่าทางการพม่าจะปกปิดข้อมูลก็ตาม

 

เรียกร้องทางการพม่ายอมรับว่ามีนักโทษการเมือง-ปล่อยตัว
และล้างข้อมูลอาชญากรเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ

ทั้งนี้เลขาธิการสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า เรียกร้องต่อรัฐบาลพม่า 3 ข้อคือ 1. เรียกร้องให้ทางการพม่ายอมรับการมีอยู่ของนักโทษการเมือง 2. ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด 3. ลบล้างข้อมูลอาชญากร (Criminal Record)

โดยที่เรียกร้องให้ลบล้างข้อมูลอาชญากรเนื่องจาก หากไม่มีการลบล้างข้อมูลดังกล่าว อดีตนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวก็จะไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เช่น นักโทษการเมืองที่ประกอบอาชีพทนาย ถึงได้รับการปล่อยตัว แต่หากไม่มีการลบล้างข้อมูลอาชญากร เขาก็จะไม่สามารถมีใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายได้ หมอก็จะไม่สามารถมีใบประกอบโรคศิลป์เพื่อประกอบอาชีพได้ หากเป็นนักศึกษาก็จะกลับไปเรียนให้สำเร็จการศึกษาไม่ได้ ในกรณีที่เป็นนักการเมืองก็ไม่สามารถตั้งพรรคการเมืองได้ หากยังมีข้อมูลอาชญากรติดตัวอยู่

 

“ไกรศักดิ์” เสนอให้รัฐบาลใหม่พม่ามาดีเบตเรื่องปฏิรูปในไทย
ฝ่ายค้านตั้งปมทางการพม่ารีบเป็นประธานอาเซียนก่อนจัดการเลือกตั้ง 1 ปี

ในการเสวนาดังกล่าวยังมี นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนางขิ่น โอมาร์ (Khin Ohmar) นักกิจกรรมชาวพม่า ผู้ประสานงาน Burma Partnership ด้วย

โดยนายไกรศักดิ์กล่าวว่า “เราควรท้าทาย ‘รัฐบาลใหม่’ ที่เนปยิดอว์ และเชิญเขามาที่นี่ เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปของพวกเขา และดูว่าจะมีข้อมูลประเภทไหนที่เราจะใช้สนทนาและตอบโต้ด้วย”

เขากล่าวด้วยว่าฝ่ายค้านพม่าซึ่งลี้ภัยในประเทศไทยต้องมีพลวัตมากกว่านี้และ “ยอมรับด้วยท่าทีที่ระมัดระวังว่า มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในพม่า”

อย่างไรก็ตาม นักกิจกรรมพม่ายังคงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลพม่า ที่ต้องการล้างภาพของตัวเองในเวทีระหว่างประเทศด้วยการปล่อยนักโทษการเมือง โดยขิ่น โอมาร์ (Khin Ohmar) ตั้งคำถามว่า ทำไม รัฐบาลพม่าถึงต้องกำหนดเส้นตายภายในปี 2557 เพื่อเป็นประธานอาเซียน โดยกล่าวว่า จะมีตัวชี้วัดอื่นหรือไม่ว่ารัฐบาลพม่ากำลังต้องการ ‘ใบรับรอง’

“ที่จริงแล้ว จะมีการสับเปลี่ยนเป็นประธานอาเซียนในปี 2559 แต่จะมีการเลือกตั้งในพม่าอีกครั้งในปี 2558” ขิ่น โอมาร์กล่าว “ทำไมพวกเขาจึงรีบเร่งตอนนี้? ทำไมไม่รอจนกว่าจะมีการเลือกตั้งที่เสรีและโปร่งใสก่อน”

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กฤษฎีกาตีกลับ พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ชี้ขัด รธน.หมวดสิทธิ เสรีภาพ

Posted: 01 Nov 2011 10:35 AM PDT

กฤษฎีกาตีกลับ พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ หลัง ครม.เห็นชอบ ชี้ขัด มาตรา 45 เรื่องสิทธิเสรีภาพ และแสดงความคิดเห็นของประชาชน 

นสพ.ไทยรัฐ รายงานว่า  นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า จากที่ ครม.เคยมีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอ วันนี้ (1 พ.ย.)ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำความเห็นกลับมาว่า เนื้อหาบางส่วนใน พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 เรื่องสิทธิเสรีภาพ และแสดงความคิดเห็นของประชาชน ครม.จึงได้มอบให้กระทรวงวัฒนธรรมนำ พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับไปพิจารณาใหม่ 

 

 

ที่มา:  ไทยรัฐออนไลน์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เปิดตัวกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) /เริ่มประชุมนัดแรกหลังน้ำท่วม

Posted: 01 Nov 2011 10:07 AM PDT

ครม.รับทราบคำสั่งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ เรื่องตั้งกรรมการ 10 คน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งนายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ว่าล่าสุด ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ที่ผ่านมา ครม.ได้รับทราบคำสั่ง คอ.นธ.ที่ 1/2554 เรื่องการแต่งตั้งกรรมการ คอ.นธ.จำนวน 10 คน ลงนามโดยนายอุกฤษ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

ประกอบด้วย 1.นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด 2.นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 3.นายจำนงค์ สวมประคำ ส.ว.สรรหา 4.นายกำชัย จงจักรพันธุ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ 5.นายนัทธี จิตสว่าง อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 6.นายกมลินทร์ พินิจภูวดล 7.นายชาติชาย สุทธิกลม รองปลัดกระทรวงยุติธรรม 8.นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา 9.น.ส.รื่นฤดี สุวรรณมงคล รองผู้อำนวยการสำนักกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม และ 10.นายสุชาติ สิงห์ทอง

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำเว็บไซต์ www.nrlcthailand.org เพื่อให้สามารถติดตามการทำงานของ คอ.นธ.ได้อย่างต่อเนื่อง 

ก่อนหน้านี้ นายอุกฤษ มงคลนาวิน ได้นัดกรรมการกรรมการ คอ.นธ.ทั้ง 10 คน มารับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อแนะนำตัวและทำความรู้จัก แต่ยังไม่มีการนัดประชุมกันอย่างเป็นทางการ  ทั้งนี้นายอุกฤษ ประธาน คอ.นธ.ได้เคยนัดประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 2 พฤศจิกายน เพื่อหารือเรื่องกรอบการทำงานแต่ท้ายสุดก็แจ้งยกเลิกเพราะเห็นว่าอยู่ระหว่างสถานการณ์น้ำท่วม

000

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมพ.ศ.๒๕๕๔ 

เพื่อผดุงหลัก นิติธรรมและส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาคและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล กับทั้งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายของประเทศอันจะนำไปสู่ สังคมที่มีความเป็นปกติสุข สมควรให้มีคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความอิสระและเป็นกลาง เป็นผู้ดำเนินการศึกษาและเสนอแนะแนวทาง มาตรการ และกระบวนการต่าง ๆตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดโดยระเบียบนี้

 อาศัย อำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๖) และ (๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

 ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมพ.ศ. ๒๕๕๔”
 ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
 “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ
 “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ
 ข้อ ๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “คอ.นธ.” โดยให้คณะกรรมการดำเนินการตามแนวทาง ดังต่อไปนี้
 (๑) ศึกษาประเด็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย กฎ และการใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม
 (๒) รับฟังข้อมูลและความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชนและภาคส่วนต่าง ๆ และสร้างความตระหนักให้กับสังคมเกี่ยวกับหลักนิติธรรม
 (๓) เสนอแนะแนวทาง มาตรการ และกระบวนการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตาม (๑)
 ข้อ ๕ คณะกรรมการ ประกอบด้วย
 (๑) ประธานกรรมการซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ
 (๒) กรรมการจำนวนไม่เกินสิบสองคน ซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่ แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคณะกรรมการ
ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งเลขานุการหนึ่งคน และผู้ช่วยเลขานุการจำนวนไม่เกินสองคน
 ข้อ ๖ ประธานกรรมการและกรรมการ มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการใช้บังคับระเบียบนี้
 ในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้กรรมการอื่นพ้นจากตำแหน่งด้วยและให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานกรรมการใหม่
 ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่
 ข้อ ๗ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการและกรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
 (๑) ตาย
 (๒) ลาออก
 (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
 (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
 (๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
 ข้อ ๘ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
 ให้ ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
 การ วินิจฉัยของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
 ข้อ ๙ ในการดำเนินการตามข้อ ๔ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
 (๑) ศึกษา วิจัย และเสนอแนะแนวทาง มาตรการ และกระบวนการต่าง ๆ เพื่อผดุงหลักนิติธรรมและเสริมสร้างการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาค และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลกับทั้งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการ ใช้กฎหมายของประเทศ
 (๒) เสนอผลการดำเนินการตาม (๑) และจัดทำรายงานความคืบหน้าของการทำงานทุกรอบหกเดือน รวมทั้งรายงานสรุปผลเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจต่อคณะรัฐมนตรี
 (๓) จัดให้มีเวทีสาธารณะ การประชุม เพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็น และให้การศึกษากับสังคมเป็นระยะ ๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการ
 (๔) เชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือให้จัดส่งเอกสารหรือข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา
 (๕) แต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน
 ข้อ ๑๐ การประชุมของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน ให้นำความในข้อ ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 ข้อ ๑๑ ให้มีสำนักงานเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
 ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานจากข้าราชการกระทรวงยุติธรรม
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสำนักงาน และรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของสำนักงานขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม
 ข้อ ๑๒ ให้สำนักงานมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
 (๑) รับผิดชอบในงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม งานประชาสัมพันธ์ และงานเลขานุการของคณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน
 (๒) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของคณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน
 (๓) ประสานงานกับบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
 (๔) ปฏิบัติงานหรือดำ เนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการคณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน มอบหมาย
 ข้อ ๑๓ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงานนายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้า ราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างของส่วนราชการ ไปช่วยปฏิบัติงานที่สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ
 ข้อ ๑๔ ให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงาน ให้เป็นไปตามระเบียบนี้
 ข้อ ๑๕ ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้ตามความจำเป็น
 ข้อ ๑๖ ค่าตอบแทนของคณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
 ข้อ ๑๗ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับมีกำหนดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
 ข้อ ๑๘ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้

สั่ง ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
 
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

 

ข้อมูลบางส่วนจาก: มติชนรายวัน

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

มหาอุทกภัย: ศักยภาพของ อปท.และชุมชนสู่หนทางคลี่คลายวิกฤต

Posted: 01 Nov 2011 09:39 AM PDT

วิกฤตอุทกภัย ภาคกลาง ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร เดินทางมาถึงช่วงกลางของวิกฤต การกู้ภัย การช่วยเหลือตนเอง การพึ่งพาอาศัยกัน และความทุกข์ลำเค็ญของผู้ประสบภัย เป็นที่ประจักษ์ชัด ความพยายามของรัฐ ท้องถิ่น และผู้มีจิตอาสา ต่างทุ่มเทอย่างสุดกำลัง  แต่ผลลัพธ์ที่เห็นยังห่างไกลจากการจะพาวิกฤตนี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี  จากประสบการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ในพื้นที่แคบๆแต่ประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก กว่าจะผ่านพ้นวิกฤต มีทั้งทุกข์ สุข ความขัดแย้ง และการวิวาทะต่อกัน แต่ท้ายสุดเราก็ผ่านพ้นวิกฤตทั้งโดยการพึ่งตนเอง พึ่งพาอาศัยกัน  และการช่วยเหลือคลี่คลายจากองค์กรรัฐท้องถิ่น รัฐบาลกลาง และที่สำคัญการเข้ามาช่วยของผู้มีจิตอาสา ทั้งจากภาคประชาชนและองค์กรท้องถิ่นอื่นๆ การจัดการความช่วยเหลือที่เข้ามาทั้งในช่วงวิกฤตและภาวะน้ำลด จะเป็นโอกาสสำคัญในการคลี่คลายวิกฤต


องค์กรท้องถิ่นและองค์กรสาธารณกุศล จิตอาสา มีศักยภาพ องค์กรท้องถิ่นเจ้าบ้านส่วนใหญ่บอบช้ำทั้งในส่วนขององค์กรและพนักงาน หากสามารถประสานการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะพบคุณูปการของช่วยเหลือกัน อย่างไรก็ตามองค์กรช่วยเหลือหลายองค์กร มีความเป็นอิสระในเชิงความคิดและ วิธีปฏิบัติงาน การสนับสนุนให้เขาได้ดำเนินการ โดยตระหนักในความปรารถนาดี ก็จะช่วยให้เกิดความสอดคล้องเหมาะสมได้ไม่ยาก


ความยากคือการประสานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของการช่วยเหลือจนกระทั่งภาวะน้ำลด ซึ่งจะมีปัญหาทั้งทางสาธารณูปโภคและสุขอนามัยต่างๆตามมาอีกมากมาย การสร้างระบบการช่วยเหลือกันของท้องถิ่น โดยเฉพาะการช่วยเหลือกทม.และปริมณฑลจะยากกว่าในอดีตที่ผ่านมา ที่มีการช่วยเหลือกันแบบจิตอาสาและท้องถิ่นเจ้าภาพเป็นกลไกประสาน การนำศักยภาพท้องถิ่นและชุมชนทั้งประเทศมาช่วย จึงต้องการประสานและดำเนินการอย่างเป็นระบบ จึงจะช่วยให้การคลี่คลายวิกฤตเป็นไปอย่างต่อเนื่องและลดปัญหาผลกระทบหลังน้ำท่วมได้มากขึ้น และจะนำไปสู่สังคมไทยที่พึ่งพาอาศัยกันกันได้ในอนาคต

ทำไมผู้เขียนให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหตุที่เลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะองค์กรปกครองส่นท้องถิ่นแต่ละแห่งมีกลไกดำเนินงานต่างๆคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ขนาดอาจจะแตกต่างกัน แม้ว่าเขาอาจจะเล็ก  แต่เขาเป็นหนูที่สามารถช่วยราชสีห์ได้ เขามีงานสุขาภิบาล อนามัยสิ่งแวดล้อม มีบรรเทาสาธารณภัย มีบริการทั้ทางสังคมและการปกครอง  การประสานเขาเพื่อช่วยวิกฤตจะไม่เกินกำลัง และในปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งเล็กและใหญ่หลายพันแห่ง
 
ดำเนินการอย่างไร
 
1. กระทรวงมหาดไทย ในฐานะองค์กรแม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพ
2. กทม.จำแนกเขต/แขวง ออกเป็นพื้นที่ย่อยๆ
3. มหาดไทย – กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น จัดกลุ่ม เทศบาล อบต. ในพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มๆ
4. การดำเนินการในข้อ 2 – 3 จะได้พื้นที่/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ 400 – 500 พื้นที่/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5. มหาดไทย จับคู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศในสัดส่วน 1 พื้นที่/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบกับ 3 – 4 พื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ( มาจาก เหนือ, กลาง, ใต้, อีสาน)
6. นัดหมาย/ประสาน/ประชุม ระหว่างองค์กรสนับสนุนกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และจัดระบบการหมุนเวียนการช่วยเหลือจากองค์กรเหล่านั้น
7. เนื่องจากสัดส่วนองค์กรสนับสนุนเป็น 4:1 เขาจะสามารถหมุนเวียนกันมาช่วยเหลือคลี่คลายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลังน้ำลดได้สัก 1 – 2 เดือน โดยที่พื้นที่ตนเองไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
8. องค์กรประสานระดับประเทศต้องจัดระดับการประสานงานทั้งในระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น เพื่อรองรับการเข้าร่วมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนองค์กรท้องถิ่นเจ้าภาพต้องเตรียมผู้ประสานทั้งในระดับเทศบาล อบต. ลงไปถึงระดับชุมชน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้รับการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานถึงระดับพื้นที่อย่างทั่วถึง
9. องค์กรผู้เหย้า เตรียมบุคลากร งบประมาณ (สำหรับการช่วยเหลือและการดูแลตนเอง ) เครื่องไม้เครื่องมือ สิ่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อกู้เมืองมาช่วยอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมหมุนเวียนมาช่วย โดยดูแลตนเองไม่ให้เป็นภาระกับเจ้าบ้าน ปีนี้ไม่มีดูงาน มีแต่ไปช่วยงาน
10. แล้วเราจะฝ่าข้ามไป 
ทหาร องค์กรระดับชาติต่างๆ และองค์กรเอกชน ยังคงมีบทบาทสำคัญ เช่นการระดมกำลังพล ทำความสะอาดเมือง การช่วยเรื่องโครงสร้าง ถนนหนทาง สาธารณูปโภค การรักษาพยาบาล  การควบคุมป้องกันโรค การจัดหาสิ่งสนับสนุน การสงเคราะห์ต่างๆ 
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน เน้นการครอบคลุมพื้นที่หลักที่ได้แบ่งกันดูแลและทำภาระกิจเสมือนการดูแลประชาชนในพื้นที่ของเขา ซึ่งเขามีประสบการณ์สูง

องค์กรและผู้มีจิตอาสาต่างๆ ไม่ได้หายไปไหนกระบวนการฟื้นฟูนี้ โดยเขาอาจปฏิบัติงานโดยร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นภายนอกที่เข้ามาตามกรอบแผนงาน หรือดำเนินการตามความสามารถ ความสนใจเฉพาะของเขา โดยได้รับการประสานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เคยมีคนถามถึงว่าเมื่อกระจายอำนาจแล้วส่วนภูมิภาคและส่วนกลางอยู่ที่ใด ในมุมมองของผู้เขียน ภารกิจในการประสานและเติมเต็มการแก้ปัญหาให้ลุล่วงไป คือบทบาทของเขา เขาอยู่ที่นี่ – ผู้ประสานความร่วมมือ

หนทางคลี่คลายวิกฤตจึงไม่ได้อยู่ในมือของ ศปภ. ผู้ว่าราชการการจังหวัดหรือกทม. เพียงอย่างเดียว  การประสานเอาศักยภาพของท้องถิ่นและชุมชนทั้งมวล  มาเลือกใช้อย่างเหมาะสม  จะเป็นวิถีของการอยู่ร่วมกันทั้งในเบื้องนี้และเบื้องหน้า  และจะพาเราทั้งมวลผ่านวิกฤตครั้งนี้  ไม่ยากจนเกินไป

 

 

จากบทความเดิมชื่อ: มหาอุทกภัย: ศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนทั้งมวล  หนทางคลี่คลายวิกฤต

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

คลองสามวา คนกรุงเทพฯ กับความเชื่อเรื่อง “ลักษณะพิเศษ” ของสังคมไทย

Posted: 01 Nov 2011 09:29 AM PDT

หลายอาทิตย์กับการเผชิญวิกฤติน้ำท่วมอย่างเห็นแก่ตัวของผู้คนจำนวนไม่น้อย ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่า ยังมีใครยึดมั่นกับความเชื่อว่า สังคมไทยนั้นพิเศษ รักเอื้ออาทรและสามัคคีกันกว่าสังคมอื่น หลงเหลืออยู่บ้างไหม

หากคุณเป็นคนจนอย่างคนชุมชนคลองสามวาที่นักการเมืองเดินทางไปบอกว่า ขอให้ “เสียสละ” แล้วก็หายหัวไปเกือบสามเดือนโดยไม่เหลียวแลอะไรจนกระทั่งน้ำเพิ่มสูงเท่าเอว แถมเน่าอีกต่างหาก คุณจะทำอย่างไร จะยังคงยึดคติเรื่อง “ลักษณะพิเศษ” ของสังคมไทยอยู่ไหม

คำตอบนั้นชัดแจ้งอยู่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับวันอังคารหลายฉบับอยู่แล้ว ว่าชาวบ้านคลองสามวาสุดทน ได้ก่อม็อบจนกระทั่งนายกรัฐมนตรียอมออกคำสั่งให้เปิดประตูน้ำขึ้นหนึ่งเมตร แต่แค่นั้นก็ไม่พอสำหรับพวกเขาอีกต่อไป ชาวบ้านที่อยู่ในอาการสุดทน ได้แห่กันขุดดินข้างประตูน้ำอีกเป็นพื้นที่กว้างประมาณหนึ่งเมตรครึ่งในตอนบ่ายของวันจันทร์ เพื่อให้น้ำเน่าไหลเข้าสู่คลองแสนแสบและชั้นในของกรุงเทพอย่างรวดเร็ว 

การกระทำเช่นนี้ยุติธรรมหรือไม่

มันก็คงขึ้นอยู่กับว่า คนที่ตอบเป็นใคร แต่ที่แน่ๆ กองทัพบกต้องส่งทหารกว่า 200 นายไปประจำตามแนวคันกั้นน้ำอื่นๆ ทางตอนเหนือของกรุงเทพในเขตบางเขน และเราก็ทราบข่าวว่า มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวบ้านฝั่งที่น้ำท่วมน้อยกว่า กับฝั่งที่น้ำท่วมมากกว่าในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น นครปฐม และฉะเชิงเทรา เป็นต้น

วิกฤติช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ธาตุแท้ของสังคมไทย และพิสูจน์ความเชื่อหรือมายาคติที่ว่า สังคมไทยนั้นรักและสามัคคีกันมากกว่าชาติอื่น แรงกดดันจากวิกฤติน้ำท่วมทำให้ภาพความจริงของสังคมไทยลอยขึ้นเหนือน้ำจนเห็นเด่นชัด

ความเห็นแก่ตัวสารพัดชนิด ตั้งแต่การกักตุนน้ำดื่ม เสบียงอาหาร อย่างไม่คิดถึงผู้อื่นที่เดือดร้อนกว่า การจอดรถซ้อนสองซ้อนสามโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการจราจร การดราม่าแย่งคิวแทงกั๊ก ขัดขากันระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ หรือแม้กระทั่งในพรรคการเมืองเดียวกัน สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นอยู่ดาษดื่น นี่ยังไม่รวมถึงการฉวยโอกาสขายสินค้าบางประเภทเกินราคา หรือเสียงบ่นที่ว่า มีดาราและนักเล่าข่าวทีวีที่ดูเหมือนจะใช้น้ำท่วมโปรโมทตัวเองมากกว่าที่จะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ห้างหรูบางห้างก็ดูจะวุ่นๆ อยู่กับการติดตั้งต้นคริสต์มาสเทียมขนาดยักษ์มากกว่าการจัดกิจกรรมเพื่อรวบรวมเงินบริจาคช่วยน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม ในทุกตัวอย่างอันเลวร้ายและเห็นแก่ตัวที่มีอยู่ดาษดื่น เราก็สามารถสังเกตเห็นตัวอย่างของผู้ที่เสียสละและพยายามช่วยเหลือคนอื่นอย่างจริงใจได้ด้วยเช่นกัน แต่ความดีระดับปัจเจกบุคคลเหล่านี้ก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมไทยอยู่ต่อไปโดยไม่ตั้งคำถามว่า คนรวยในกรุงเทพฯ เคยชินกับความเห็นแก่ตัวและการมีอภิสิทธิ์จนถึงจุดที่เขาคาดหวังให้กรุงเทพฯ ชั้นในต้องได้รับการคุ้มครองโดยไม่สนอะไรกับคนด้านนอกใช่หรือไม่ โครงสร้างแห่งความอยุติธรรมที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของการกระจุกตัวของอำนาจ เงิน และทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญ ได้กลายเป็นข้ออ้างที่จะปกป้องใจกลางของเมืองหลวงให้แห้ง โดยมิสนใจว่า ผู้อื่นนอกเขตกั้นน้ำหรือประตูน้ำจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เปรียบได้กับเงินที่ต่อเงิน การกระจุกตัวแบบอภิสิทธิ์ชนของกรุงเทพฯ ทำให้กรุงเทพฯ อ้างว่าตนควรมีอภิสิทธิ์ในการได้รับการปกป้องคุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าส่วนอื่นของแผ่นดินไทย

คนกรุงผู้มีอันจะกิน สามารถขับรถหนีน้ำไปหัวหินหรือพัทยา พักรีสอร์ทหรูคืนละกว่าหมื่นบาท ในขณะที่เงินจำนวนนี้เทียบได้กับรายได้ของคนงานโรงงานจำนวนมาก ซึ่งหลายคนที่มีรายได้ระดับนี้ก็ได้ตกงานไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากน้ำท่วมโรงงาน บางคนรวยยิ่งกว่านั้น สามารถเลือกบินไปพักผ่อนต่างประเทศ เพื่อจะได้ไม่ต้องทนอยู่กับสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย ณ วันนี้ ที่พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศกำลังจมอยู่ใต้บาดาล 

คงไม่มีปัญหาอะไรหากคนยังอยากจะยึดมั่นกับความเชื่อ (หรือมายาคติ) ที่ว่า สังคมไทยนั้นพิเศษพิสดารกว่าสังคมอื่น รักและเอื้ออาทรต่อกันอย่างสุดๆ ผมเพียงแต่หวังว่า คนเหล่านี้จะปฏิบัติตนให้สมกับความเชื่อที่เขามี (หรืออ้างว่ามี) เราอาจต้องการคนที่พร้อมจะเสียสละมากกว่านี้ เพื่อที่มายาคติเช่นนี้จะดูสมจริงกว่านี้ และสำหรับผู้ที่ได้เกิดอาการตาสว่างหรือไม่เคยเชื่อในลักษณะพิเศษของสังคมไทยนั้นก็ไม่เป็นไร ถือเป็นสิทธิของเขา ผมเพียงแต่หวังว่า ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผู้คน ณ เวลานี้ไม่ควรที่จะทำตนให้เป็นภาระแก่ผู้อื่นและสังคมเพิ่มโดยไม่จำเป็น  

 

ปล. ณ เวลาส่งบทความนี้ (คืนวันที่ 1 พ.ย. 54) มีรายงานข่าวว่า ห้างแฟชั่นไอร์แลนด์บนถนนรามอินทรา ในเขตมีนบุรี ซึ่งไม่ไกลจากคลองสามวาต้องปิดตัวลงแล้วเพราะน้ำท่วม ในขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.ได้ส่งตำรวจเข้าไปคุมการซ่อมประตูคลองสามวา ส่วน ศปภ. ได้ประกาศตอนสามทุ่ม แนะนำให้ชาวบ้านคลองสามวาตะวันออกอพยพ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ซูจีและรัฐมนตรีพม่าหารือรอบที่สี่

Posted: 01 Nov 2011 09:10 AM PDT

ออง ซาน ซูจี หารือกับรัฐมนตรีพม่าเรื่องนิรโทษกรรมนักโทษ และการเจรจาสันติภาพกับกองทัพชนกลุ่มน้อย รวมทั้งประเด็นการเงินและเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมอ่านแถลงการณ์ร่วมกันและตอบคำถามนักข่าว

นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดีและนายอ่องจี รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานพม่าได้พบหารือกันอีกครั้งเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (30 ตุลาคม) โดยทั้งสองได้ร่วมหารือกันถึงประเด็นการนิรโทษกรรมนักโทษ การเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อย รวมไปถึงประเด็นการเงินและเศรษฐกิจในประเทศ โดยหลังเสร็จสิ้นการหารือแล้ว ทั้งสองได้อ่านแถลงการณ์ร่วมกันและตอบคำถามนักข่าว

ทั้งนี้ นายอ่องจีได้เปิดเผยกับนักข่าวว่า รัฐบาลและพรรคเอ็นแอลดีจะร่วมมือกันไม่เฉพาะในด้านการพัฒนาประชาธิปไตยใน ประเทศเท่านั้น แต่จะร่วมมือกันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและในภาคสังคม ขณะที่นายอ่องจีตอบคำถามนักข่าวถึงเรื่องที่จะมีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง เพิ่มอีกหรือไม่ นายอ่องจีตอบว่า เรื่องนี้ต้องดำเนินตามเป็นลำดับขั้นตอน และก็จะดำเนินการต่อไป ขณะที่มีการมองว่า หัวข้อการหารือระหว่างรัฐบาลและซูจีนั้นกว้างขึ้น โดยมีการหยิบยกเอาประเด็นเรื่องการแงินและการค้าเสรีมาหารือด้วย

ขณะที่นางซูจีตอบคำถามเรื่องการจดทะเบียนพรรคการเมืองของเอ็นแอลดีว่า ทางพรรคจะตัดสินใจจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองหรือไม่ขึ้นอยู่กับการอนุมัติ แก้กฎหมายที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนพรรคการเมือง ทั้งนี้ แม้การเสนอแก้กฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนพรรคการเมืองจะผ่านสภาล่างของพม่าแล้ว แต่ก็ยังต้องได้รับการเซ็นอนุมัติจากประธานาธิบดีเต็งเส่งและจากรัฐสภา ด้านผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า กฎหมายใหม่นั้นจะอนุญาตให้พรรคเอ็นแอลดีเข้าร่วมทางการเมือง ในอีกด้านหนึ่งมีการคาดการณ์กันว่า แกนนำนักเคลื่อนไหวหลายคนซึ่งขณะนี้ยังถูกกุมขังอยู่ในเรือนจำจะได้รับการ ปล่อยตัวในอนาคตด้วย

 

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก Irrawaddy/Mizzima

แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ "สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน"อ่านข่าวและบท ความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊คhttp://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์ http://twitter.com/salweenpost
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เยี่ยมบ้านบัวทองยามน้ำท่วม “เราไม่สนใจถุงยังชีพ แต่ขอตลาดสดใกล้บ้าน”

Posted: 01 Nov 2011 08:32 AM PDT

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ผมได้เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนบ้านและกลุ่มช่วยเหลือตัวเองบ้านบัวทอง การเดินทางใช้ระยะยาวนานและยากลำบาก แต่กลุ่มนี้ได้ปิดตัวเองเนื่องจากไม่สามารถซื้ออาหารสดมาทำอาหารได้ บรรยากาศทั่วไปประชาชนย่านบางใหญ่และบางบัวทองมีความพยายามพึ่งตัวเองและไม่สนใจถุงยังชีพ

การเดินครั้งเป็นความพยายามครั้งที่สอง ในการเดินไปให้ถึง หลังจากก่อนหน้าสามวันสามารถไปถึงแค่สี่แยกบางพูน เนื่องจากไม่มีรถบรรทุกเข้าไป ประกอบเป็นช่วงบ่าย จึงเกรงว่าเข้าแล้วจะกลับออกมาไม่ได้

วันนี้ไปถึงสี่แยกบางพูนตั้งแต่เวลา 10.00 น. เมื่อลงรถเมล์สาย 18 ที่สี่แยกบางพลู มีความอบอุ่นเหมือนเมื่อวันก่อน ที่มีประชาชนหลายร้อยคนนั่งคอยรถบรรทุกเพื่อเดินทางเข้าไป เมื่อสอบถาม พวกเขาบอก รถทหารมาบ้าง ไม่มาบ้าง ไม่มีความแน่นอน คนหนึ่งที่อยู่แถวถนนบ้านกล้วย-ไทรน้อย บอกว่าเขาเดินทางออกมาเมื่อวันก่อนอาศัยรถการไฟฟ้านครหลวงที่ไปจัดการเรื่องไฟฟ้า

ผมรอสักพักจึงตัดสินใจเดินด้วยเท้าเพราะสี่แยกบางพลูห่างจากบ้านบัวทอง 5 - 6 กม. เพราะคะเนว่า ต้องใช้รถบรรทุกทหารประมาณ 4 – 5 คันเป็นอย่างน้อย ระหว่างเดินทางมีขบวนรถทหาร 6 คัน เป็นรถบรรทุกถุงยังชีพ 2 คัน ที่เหลือบรรทุกคนใส่เสื้อทีเชิร์ตสีฟ้า เข้าใจว่าน่าจะรวมขบวนแจกถุงยังชีพ ผมกับผู้ร่วมเดินทางอีก 2 คนจึงไม่โบก

เมื่อเดินไปใกล้ทางยกระดับเข้าสู่ถนนกาญจนภิเษกเข้าออก น้ำท่วมสูงประมาณ 30 ซม. และมักจะเปียกถึงเอวจากรถกระบะที่วิ่งผ่าน แต่รถบรรทุกที่วิ่งผ่านกลับไม่ค่อยมีปัญหา เพราะใช้ความเร็วต่ำกว่า เมื่อมาเชิงสะพานเห็นรถการไฟฟ้านครหลวงวิ่ง พวกเราจึงโบก เพราะอีกสองคนมีเป้าหมายการเดินทางไปถึงบ้านกล้วย

เมื่อผ่านตลาดบางใหญ่ มีประชาชนหลายสิบคนหิ้วถุงบิ๊กซี บางส่วนกำลังรอรถโดยมีอาสาสมัครคอยเรียกรถให้ บางคนกำลังขึ้นเรือรับจ้าง เมื่อผ่านถึงหน้าบิ๊กคิงส์ ก็พบประชาชนอีกกลุ่มที่ซื้ออาหารแห้งและน้ำประมาณ 8 แพ็คที่บิ๊กซี มาเรียกรถโดยจะไปลงที่วัดลาดปลาดุก

ผมลงพร้อมกับชาวบ้านบัวทองที่สะพานข้ามคลองก่อนถึงหน้าหมู่บ้าน เพราะมีคนขอขึ้นรถ เราจึงลงเพื่อให้มีที่ว่าง เนื่องจากพื้นที่เต็มแล้ว หลังจากนั้น เราสนทนาถึงกลุ่มทีมงานคุณบัวทิพย์ สจ. ที่ตั้งกลุ่มช่วยเหลือตัวเองบ้านบัวทอง เพื่อนบ้านเล่าว่าทำโรงอาหารได้อยู่ 4 – 5 วัน แล้วเลิกไป ผมจึงบอกว่า คุณบัวทิพย์ เล่าถึงปัญหาว่า หลังน้ำท่วมบางใหญ่ ทำให้หาซื้ออาหารจำนวนมากไม่ได้ ต้องไปไกลถึงตลาดแค มีวันหนึ่งออกเดินทางตั้งแต่ตีห้ากลับมาถึงบ่ายสอง เพราะต้องโบกรถไปและรถของเธอไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากรถหนีน้ำคันอื่นจอดปิด แล้วเล่าต่อว่า เรื่องการซื้ออาหารสดผมได้แจ้ง ศปภ. แต่ไม่น่าจะเวิร์ก

ชาวบ้านบัวทองกลุ่มนั้น เล่าต่อว่า พวกเขาไม่เคยได้รับถุงยังชีพและไม่สนใจ พวกเขาพยายามช่วยตัวเอง อย่างอาหารก็มาซื้อที่ตลาดบางใหญ่ซึ่งมีบ้าง แต่มีน้อยและแพงมาก และเห็นด้วยว่าน่ามีอาหารสดมากขึ้นและถูกลงที่ตลาดบางใหญ่ แล้วพวกเขาถามว่าจะเข้าไปไหม ผมตอบว่าคงไม่จำเป็น เพราะตั้งใจมาหาทีมงานคุณบัวทิพย์ แต่เมื่อไม่พบและไม่สามารถพบโดยสะดวก ค่อยติดต่อทางโทรศัพท์

ขากลับผมได้รถหกล้อเล็กกลับไปทางตลิ่งชัน เมื่อรถเมล์ที่ขนส่งสายใต้ รถวิ่งขึ้นถนนลอยฟ้า เห็นน้ำเต็มตลิ่งบางกอกน้อย น้ำท่วมถนนหน้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า จึงคิดว่า บางแค คงกำลังเผชิญปัญหาในใกล้ๆนี้
การเดินทางอันยากลำบากครั้งนี้ ผมมีข้อสังเกตบางประเด็น

1. สวนดุสิตโพลล์ ที่บอกว่า ร้อยละ 84.88 มั่นใจว่า ทหารสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ดีที่สุด น่าจะไม่มีการสำรวจคนที่ยืนหยัดในพื้นที่ประสบภัย เพราะประชาชนหลายสิบคนที่สนทนาด้วยเฉยมากๆกับทหาร และการบริการของทหารก็ไม่ได้มีความแน่นอนจนชาวบ้านแถบนี้อาศัยได้ ผมเชื่อว่า รถบรรทุกของทหารจะให้บริการโดยเก็บค่าบริการก็ได้ เพียงแต่ให้มีความแน่นอน ไม่ใช่ทำตามความต้องการอนุเคราะห์

2. ประชาชนที่เหลืออยู่ น่าจะประมาณ 12 – 15 % มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะพึ่งตัวเอง เห็นได้จากการกระเสือกกระสนมาซื้ออาหารสด อาหารแห้งและน้ำจากบิ๊กซี บางใหญ่ ทั้งที่ต้องเดินทางไปกลับอย่างลำบากหลายชั่วโมงต่อเที่ยว น่ายืนยันคำพูดของชาวบ้านบัวทองบางส่วนที่บอกว่า พวกเขาไม่สนใจถุงยังชีพมากนัก และคิดว่านี่เป็นทางรอดเดียวของพวกเขา

3. ถ้า ศปภ. เปลี่ยนแปลงความคิดในการแจกถุงยังชีพไปประสานการอำนวยความสะดวกด้านอื่น เช่น การทำให้ตลาดสดใกล้ตัวชาวบ้านมากขึ้น ก็ขอให้มีเพียงรถบรรทุกทหารพาพ่อค้าแม่ค้าไปซื้อผักและอาหารจากราชบุรีวันละเที่ยว เพื่อเสริมให้ตลาดที่มีอยู่ เช่น ตลาดหมู่บ้านพระปิ่น 3 ตลาดปากซอยกันตนา ให้บริการดีขึ้น

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ประชาชนนนทบุรี ได้เลือกพรรคเพื่อไทยยกจังหวัด จนทำให้ ส.ส.อาวุโสคือ อุดมเดช รัตนเสถียร และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ได้เป็นตัวเลือกรัฐมนตรี ถึงแม้จะสรุปได้ว่ามีเพียง อุดมเดช เป็นประธานวิปรัฐบาล แต่ในช่วงน้ำท่วม ส.ส. เพื่อไทยกลับทะเลาะกันแค่เรื่องถุงยังชีพเท่านั้น หากไม่มีความพยายามอื่นในการประสานงานเพื่อทำให้ชีวิตชาวบ้านมีความสะดวกสบายขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่นนทบุรีฝั่งตะวันตก มี ส.ส. 5 คน ยกเว้น เขต 2 ที่มีเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกเท่านั้น แต่กลับปล่อยให้ชีวิตประชาชนเป็นตามยถากรรม

ทั้งที่ชาวบ้านมีความพร้อมในการพึ่งตัวเองระดับในระดับหนึ่ง  เพียงแต่ทำให้ชีวิตพวกเขาง่ายขึ้น อย่าพยายามทำตัวพรรคถุงยังชีพ มิฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้าอย่าคิดว่าจะยกจังหวัด เพราะหลายเขตชนะกันไม่มากแค่หลักพัน
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: ‘พื้นที่โฉนดชุมชนใต้’ ส่ง ‘ผักพื้นบ้าน’ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

Posted: 01 Nov 2011 05:15 AM PDT

ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด-สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ระดมขนผักพื้นบ้านช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ส่งถึง 4 จุด ที่สหกรณ์ฯ คลองโยง ไทยพีบีเอส ม.มหิดล และ ม.รามคำแหง

 
 
วานนี้ (31 ต.ค.54) ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดตรัง พัทลุง กระบี่ ประจวบคีรีขันธ์ และสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ระดมและขนส่งผักพื้นบ้านล็อตแรก ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
 
ขบวนผักดังกล่าวจะ เดินทางจาก จ.ตรัง จำนวน 2 คันรถ จ.สุราษฎร์ฯ 1 คันรถ และ จ.ประจวบฯ 2 คันรถ ปลายทางของรถขบวนนี้ คือ ศูนย์ช่วยน้ำท่วม 4 จุด คือ ที่สหกรณ์ฯ คลองโยง ไทยพีบีเอส ม.มหิดล และ ม.รามคำแหง นอกจากนี้ ประชาคมคนตรังยังได้ขนส่งอาหารแห้ง และข้าวของต่างๆ 1 คันรถ เดินทางไปพร้อมกันด้วย
 
นางกัญญา ปันกิติ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด กล่าวว่า อยากวิงวอนพี่น้องทั้งหมดทั่วประเทศที่เรายังเดือดร้อนน้อยกว่าเขา หรือที่ความเดือดร้อนยังไม่ถึงเรา อยากให้พี่น้องร่วมกันคนละไม้คนละมือ คนละเล็กคนละน้อย ไม่ใช่ว่าเราต้องเอาเงินไปมากมายอะไร ไม่ใช่ว่าเราต้องเอาสิ่งของไปมากมาย แต่ความช่วยเหลือของทุกคนมีค่า
 
"แม้ว่าจะเป็นกล้วยเครือเดียว มะละกอลูกเดียว หรือข้าวสารกิโลเดียว แต่ทุกอย่างมีค่าสำหรับพี่น้องที่กำลังอดอยาก มีค่าสำหรับพี่น้องที่กำลังทุกยาก" นางกัญญา กล่าว
 
 
 
 
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สัมภาษณ์นักโทษการเมืองพม่า: "ในความโดดเดี่ยว ฉันอยากพูดคุยกับผู้คน"

Posted: 01 Nov 2011 03:36 AM PDT

บทสัมภาษณ์ ซูซู นวย นักกิจกรรมพม่า ซึ่งได้รับการปล่อยตัวหลังต้องโทษจำคุก 12 ปี โดยถูกจองจำด้วยวิธีขังเดี่ยวมาเป็นเวลานาน และถูกย้ายไปเรือนจำต่างๆ ทั่วพม่า และในระหว่างที่เธอถูกขังเดี่ยวนั้นเธอได้เรียกร้องให้ทางการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำด้วย

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก “ในความโดดเดี่ยว ฉันอยากพูดคุยกับผู้คน นั่นเป็นความปรารถนาสูงสุดของฉัน” โดย กะยอ คา ใน หนังสือพิมพ์มิซซิมา, 24 ตุลาคม 2554

หมายเหตุ: งานแปลชิ้นนี้แปลโดยตัดทอนบทสัมภาษณ์บางส่วนออก โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนักโทษการเมืองเป็นพิเศษ บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มอ่านได้ที่ ‘In solitary: I wanted to talk with people: that was the biggest desire’, by Kyaw Kha in Mizzima, 24 October, 2011

 

บทสัมภาษณ์ ซูซู นวย นักกิจกรรมเพื่อสิทธิเกษตรกร แรงงาน และทหารเด็กในประเทศพม่า เมื่อเร็วๆนี้ หลังจากที่มีการประกาศอภัยโทษโดยประธานาธิบดี เธอถูกปล่อยตัวจากการลงโทษจำคุก 12 ปี เธอต้องถูกจองจำด้วยการขังเดี่ยวเป็นเวลานาน เธอถูกจำคุกทั้งในเรือนจำอินเส่ง กาเล และคามติ ในระหว่างที่เธอถูกขังเดี่ยวนั้นเธอได้เรียกร้องให้ทางการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ

หลังจากที่ถูกปล่อยตัว สำนักข่าวมิซซิมามีโอกาสพูดคุยกับซูซู นวยเพื่อสอบถามประสบการณ์และสถานการณ์ปัจจุบัน

ถาม: ช่วยเล่าให้พวกเราฟังว่าคุณถูกปล่อยตัวได้อย่างไร

ตอบ: ฉันถูกสั่งให้ลงนามในเอกสารบันทึกคำสัญญา 401 ซึ่งระบุว่าถ้าฉันกระทำความผิดแบบเดิมอีกในอนาคต ฉันจะถูกจำคุกเท่ากับระยะเวลาการลงโทษที่เหลืออยู่ ฉันตอบว่าทำไมฉันถึงต้องลงนามในเอกสารฉบับนี้ ถ้าฉันถูกปล่อยตัวพร้อมกับเอกสารฉบับนี้ ฉันไม่ออกไปเสียดีกว่า ฉันยินดีจะอยู่ในคุกเพื่อรับโทษของฉันจนครบกำหนดเวลามากกว่าที่จะยอมลงนามในเอกสารดังกล่าว หรือหากแม้ฉันรับโทษจำคุกจนครบกำหนดเวลาแล้ว และถูกร้องขอให้ลงนามในเอกสารนี้อีกครั้ง ฉันยืนยันว่าให้ลงโทษจำคุกฉันเพิ่มอีก 10 ปีเสียดีกว่าที่จะให้ฉันลงนามในเอกสารดังกล่าว หัวหน้าเรือนจำจึงกล่าวว่า แล้วแต่คุณแล้วกัน หลังจากนั้น เวลา 9.45 น. พวกเขาแจ้งว่าฉันจะถูกปล่อยตัวแม้ฉันจะไม่ได้ลงนามในเอกสารดังกล่าวก็ตาม และสั่งให้ฉันเก็บของใช้ส่วนตัว ในที่สุดฉันก็ถูกปล่อยตัวโดยไม่ได้ลงนามในเอกสารใดๆ

ถาม: มีเจ้าหน้าที่ทางการเจรจาต่อรองกับคุณก่อนที่คุณจะถูกปล่อยตัวหรือไม่?

ตอบ: ไม่มีการเจรจา มีเพียงข่าวว่าฉันจะได้รับการปล่อยตัวภายในสิ้นเดือนตุลาคมตั้งแต่เดือนสิงหาคม และเจ้าหน้าที่แจ้งให้ฉันรักษาสุขภาพให้ดี

ถาม: คุณถูกจับกุมและลงโทษได้อย่างไร?

ตอบ: เหตุที่ฉันถูกจับกุมก็เพราะฉันแขวนป้ายประท้วงด้านล่างป้ายประกาศของรัฐบาล ป้ายนั้นเขียนว่า “ต่อต้านพวกที่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา “ต่อต้านผู้ที่ยังคงมองโลกในแง่ร้าย” น้องชายของฉันเป็นคนเขียนข้อความต่อต้านรัฐบาลบนป้ายผ้า และฉันนำมันไปแขวนไว้ด้านล่างป้ายคำขวัญของรัฐบาล ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุระหว่างที่ฉันกำลังถ่ายรูปผลงานของฉันและจับกุมฉัน ไม่มีตำรวจหญิงอยู่ด้วยในระหว่างที่ฉันถูกจับกุม

เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ น้องชายของฉันพยายามหลบหนี แต่ โบ โบ วิน เหล่ง ถูกจับตัวได้ เขาล้มลงบนพื้นถนนและเจ้าหน้าที่ตำรวจเหยียบหลังของเขาไว้ ฉันจึงพูดว่า อย่าแตะต้องน้องชายของฉัน ฉัน คือ ซูซู นวย มาจับตัวฉันดีกว่า น้องชายของฉันหนีไปได้คนหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถูกจับกุม เมื่อตำรวจจับตัวฉันได้ก็หยุดทุบตีน้องชายของฉัน

ตอนที่ฉันร้องว่าฉันพร้อมให้จับกุมตัว ตำรวจไม่ได้บุกเข้าหาฉันในทันที พวกเขาประหลาดใจ ฉันได้ยินพวกเขารายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่า เป้าหมาย คือ ซูซู นวย ยอมมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนี้พวกเขาจับตัวเธอไว้แล้ว และพวกเขาควรจะทำอย่างไรกับเธอดี ฉันไม่รู้ว่าอีกฝั่งโต้ตอบว่าอะไร พวกเราอยู่ในรถคนละคันระหว่างที่ถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจบาหัน

มีการบิดเบือนสถานการณ์จริงในรายงานที่ตำรวจส่งไปให้ศาล เพราะตำรวจระบุว่าระหว่างที่จับกุมตัวฉันมีตำรวจหญิงอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีตำรวจหญิงอยู่ในที่เกิดเหตุ ฉันถูกจับกุมโดยตำรวจชาย 13 คน ที่นำโดยนายพล อู คะยอ เส่ง

ฉันจำไม่ได้ว่าถูกตั้งข้อกล่าวหาอะไรบ้างเพราะตำรวจตั้งข้อกล่าวหาฉันมากมาย และกล่าวหาฉันด้วยกฎหมายใดก็ตามที่พวกเขาต้องการ ฉันไม่ได้พูดโต้ตอบแม้เพียงคำเดียว ฉันถูกตัดสินลงโทษจำคุกจากข้อกล่าวหา 2 ข้อ เป็นเวลา 12 ปีครึ่ง ข้อหาแรก คือ ฉันแขวนป้ายประท้วงต่อต้านรัฐบาลมีโทษจำคุก 8 ปี และข้อหาที่สอง คือ ฉันรณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคนรวมถึง อองซาน ซูจี ฉันถูกลงโทษจำคุก 4 ปี และโทษจำคุก 6 เดือนจากการที่ฉันถ่ายภาพการประท้วง

ถาม: ช่วยเล่าให้เราฟังถึงการต่อสู้ของคุณในเรือนจำ ในฐานะที่คุณเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน?

ตอบ: ครั้งแรก หลังจากที่ฉันถูกจับกุม ฉันถูกขังเดี่ยวในเรือนจำอินเส่ง นักโทษคนอื่นที่ถูกส่งเข้าเรือนจำพร้อมฉันได้รับอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมและได้รับพัสดุสิ่งของ แต่ฉันถูกปฏิเสธไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว ฉันจึงประท้วงโดยการอดอาหาร หลังจากฉันประท้วงเป็นเวลาหนึ่งวัน ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่เรือนจำถามฉันว่าฉันกำลังอดอาหารประท้วงอยู่ใช่หรือไม่ ฉันรับว่าใช่ พวกเขาจึงกล่าวว่า ฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ได้และต้องถูกย้ายไปยังที่ตึกอื่น ฉันเรียกร้องให้ได้รับสิทธิเข้าเยี่ยมจากญาติและได้รับพัสดุสิ่งของ พวกเขาตกลง ฉันจึงยอมกินข้าวหลังจากที่อดอาหารประท้วงมา 3 วัน

หลังจากนั้น ฉันถูกแยกขังเดี่ยว ฉันได้รับอนุญาตให้ออกมาด้านนอกเมื่อมีญาติมาเยี่ยม และการติดต่อกับทางการ แต่ส่วนใหญ่ฉันจะถูกขังเดี่ยวเป็นเวลานานเกือบหนึ่งปี ฉันถูกย้ายไปที่เรือนจำกาเล และถูกขังเดี่ยว ฉันได้รับอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ รองผู้อำนวยการเรือนจำมาพบฉันในระหว่างที่ฉันอยู่ในเรือนจำกาเล เขากล่าวว่า ฉันได้รับอนุญาตให้มีญาติมาเยี่ยมได้ และลูกจะได้พบกับครอบครัวในเร็วๆนี้ เขากล่าวว่าเรือนจำในกาเลนั้นอากาศเย็น ขอให้รักษาสุขภาพด้วย เขากล่าวว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงตัดสินใจส่งฉันไปที่เรือนจำกาเลหลังจากมีการประชุมกัน เขาไม่สามารถช่วยอะไรฉันได้ เขาพยายามให้กำลังใจและให้ฉันรักษาสุขภาพ

ถาม: คุณถูกซ้อมทรมานในระหว่างการจับกุมหรือการสอบสวนหรือไม่ ?

ตอบ: ก็ไม่เชิง นายพลระดับภาค ไว ลวิน เข้ามาสังเกตการณ์ เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดหาอาหารให้ฉันระหว่างที่ถูกคุมขัง ต่อมานายพล ลา เต วิน เข้ามาตรวจสอบ เขาถามถึงสภาพความเป็นอยู่ เขาถามฉันว่า ฉันจะสามารถช่วยให้ทางการยกเลิกการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกได้หรือไม่ ฉันตอบว่า ฉันไม่มีอำนาจใดๆในเรื่องดังกล่าว

เขาเข้ามาพบฉันและรุ่นพี่ของฉัน มิน โก นาย ที่สถานีตำรวจบาหันเมื่อเวลาประมาณเที่ยงวัน พวกเขาพูดว่านายพลเข้าพบมิน โก นาย ก่อนที่จะมาพบฉัน

ถาม: คุณถูกขังเดี่ยวในเรือนจำทั้งสองแห่ง?

ตอบ: เมื่อครั้งที่ฉันถูกย้ายไปเรือนจำกาเล ที่นั่นมีหมอและโรงพยาบาลเพื่อให้บริการด้านสุขภาพ สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับฉัน คือ การถูกแยกขังเดี่ยว ฉันร้องขอเจ้าหน้าที่ให้ขังฉันรวมกับนักโทษการเมืองคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ตอบว่า พวกเขามีภาระอันใหญ่หลวงที่จะต้องแยกนักโทษหญิงออกมาขังเดี่ยว หลังจากถูกจองจำเป็นเวลา 4 เดือน ฉันล้มลงหมดสติในระหว่างที่กำลังเดินอยู่นอกกรงขัง เพราะฉันหายใจไม่ออกจากน้ำมูกและเสมหะ ต้องเข้ารับการรักษา ฉันถูกตรวจร่างกายด้วยเครื่องแสกนไฟฟ้า และถูกถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด ฉันบอกพวกเขาว่าอย่าถ่ายรูปแต่พวกเขาไม่ฟัง ฉันร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ฉันบอกว่าฉันเป็นผู้หญิง และขอให้หมอผู้หญิงเป็นคนตรวจร่างกายฉันในครั้งต่อไป

วันหนึ่ง คุณหมอโก โก ลวิน มาตรวจร่างกายฉัน ฉันมักจะอ่อนเพลียเป็นประจำ หมอบอกว่าฉันอายุมากแล้วและฉันต้องกิน Oramin-G หมอสั่งยานั้นและยาที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่เรือนจำเดินทางไปยังค่ายกักกันแรงงานภายในการควบคุมของเขาภายนอกเรือนจำ เจ้าหน้าที่พยาบาลจ่ายยาให้ฉันผิด เขาให้ยาสำหรับคนไข้หญิงที่มีอาการทางจิตที่อาศัยอยู่ข้างห้องของฉัน

ฉันร้องเรียนว่าพวกเขาจ่ายยาให้ฉันผิด และเพื่อเป็นการพิสูจน์ฉันจึงกินยานั้น เพราะยาดังกล่าวเป็นยาสำหรับรักษาคนไข้ที่มีอาการทางจิต ฉันจึงหมดสติไป ฉันแจ้งกับหัวหน้าเรือนจำว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลพยายามฆ่าฉัน แม้ว่าฉันจะไม่ได้ก่อปัญหาให้ใครเลยก็ตาม สองวันต่อมา ฉันได้รับยาที่ถูกต้อง ฉันได้ยินว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลคนดังกล่าวถูกปลดออกจากตำแหน่ง และต่อมาฉันถูกย้ายไปที่เรือนจำคามติ

ถาม: ในระหว่างที่อยู่ในเรือนจำคามติ คุณได้รับการดูแลสุขภาพ ได้รับสิทธิที่จะอ่านหนังสือ และสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมหรือไม่?

ตอบ: ฉันไม่ได้รับยารักษาโรคเป็นเวลากว่า 4 เดือน ฉันรู้สึกไม่ดีเลยเมื่อมาถึงเรือนจำคามติ ที่นั่นไม่มีหมอและไม่มีโรงพยาบาลในเรือนจำ มีเพียงเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ดูแลฉัน ฉันถูกขังเดี่ยวและสุขภาพร่างกายย่ำแย่ ฉันต้องเข้มแข็งไว้ ฉันไม่มีใครที่จะพูดคุยสื่อสารด้วย และบางครั้งฉันก็รู้สึกโกรธตนเองมากๆ ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา ฉันสวดภาวนาตลอดเวลา ฉันกำหนดตารางเวลาในแต่ละวันว่าจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น สวดภาวนา เดิน อ่านหนังสือ กินข้าว และอาบน้ำ ฉันพยายามทำตัวให้ยุ่งตลอดเวลา ตารางกิจกรรมประจำวันที่มีมากทำให้ฉันคลายความกังวลที่ต้องอยู่เพียงลำพัง

ถาม: คุณปรารถนาสิ่งใดมากที่สุดในระหว่างที่ถูกขังเดี่ยว?

ตอบ: แน่นอนว่าสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดในเวลานั้น คือ เพื่อนร่วมห้อง เพื่อน ฉันอยากพูดคุยกับผู้คน ฉันอยากกินข้าวกับใครสักคน นั่นเป็นความปรารถนาสูงสุดของฉัน

ถาม: อะไรคืออุปสรรคสำคัญสำหรับการเป็นนักโทษหญิง

ตอบ: ฉันถูกดูถูกจากความทระนงในศักดิ์ศรีและศีลธรรมระหว่างที่อยู่ในคุก ฉันไม่สามารถโต้ตอบข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้ แม้ฉันจะพยายามอธิบายข้อกล่าวหาเหล่านั้น แต่ฉันก็ไม่มีหลักฐานใดๆที่จะพิสูจน์ว่ามันเป็นความจริง

ถาม: คุณคิดว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลใหม่จึงปล่อยตัวคุณและนักโทษการเมืองคนอื่นๆ?

ตอบ: ฉันคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง พวกเราทุกคนถูกจับกุมเพราะความนึกคิดและความเชื่อ โลกทั้งโลก และทั่วประเทศ รวมถึง อองซาน ซูจี ต่างเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ทางการเลือกปล่อยพวกเราบางคน ยังมีนักโทษอีกจำนวนมากที่ยังตกค้างอยู่ในเรือนจำ รวมทั้งคนป่วย คนแก่ และคนที่ต้องนอนรักษาตัว พวกเขาทุกคนต้องได้รับการปล่อยตัว ทุกคนกำลังทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพ นักโทษการเมืองทุกคนสมควรที่จะได้รับอิสระ

ถาม: คุณอยากจะพูดอะไรเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานของคุณ รวมถึง มิน โก นาย ซึ่งยังไม่ได้รับการปล่อยตัว

ตอบ: นักโทษการเมืองที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยวิธีการของพวกเขา รวมถึง พระสงฆ์และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ มิน โก นาย ก็เช่นกัน พวกเขาทุกคนมีจิตใจดี ดังนั้นพวกเขาจึงพร้อมจะเสียสละเรื่องส่วนตัวทั้ง การเงิน สังคม การศึกษา และครอบครัวเพื่อให้ประเทศนี้มีเสรีภาพ พวกเขาอาจจะต้องตายในคุก แม้พวกเขาจะรู้ดีว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องติดคุก แต่พวกเขาก็ยังคงเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ประเทศนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ฉันจึงไม่อาจยินดีกับการปล่อยตัวของฉัน ฉันไม่อาจมีความสุขได้จนกว่านักโทษการเมืองทุกคนจะได้รับการปล่อยตัว

ถาม: คุณจะทำอะไรต่อไปในอนาคต?

ตอบ: ก่อนหน้านี้ ฉันเคยทำงานรับผิดชอบเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และสิทธิของทหารเด็ก ฉันถูกทางการปลดจากตำแหน่งที่รับผิดชอบเมื่ออายุ 35 ปี เรื่องที่ฉันมีความเชี่ยวชาญ คือ สิทธิของเกษตรกร แรงงาน และทหารเด็ก หลังจากที่ฉันพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายสักพัก ฉันจะทำงานเดิมต่อไป ในเวลาว่างฉันพยายามติดต่อผู้คนที่ทำงานรณรงค์ในเรื่องเดียวกัน ฉันจะไปพบพวกเขาเพื่อหาทางร่วมมือกันต่อไปในอนาคต

ถาม: ตอนนี้มีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิแรงงาน คนงานสามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้?

ตอบ: ฉันโทรศัพท์ไปยังสำนักงานของ ILO (องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ) ในกรุงร่างกุ้ง พวกเขาดีใจที่ฉันถูกปล่อยตัว ฉันเพิ่งได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่รายงานว่าตอนนี้คนงานสามารถเข้าร่วมชุมนุมได้ ฉันยังไม่สามารถเดินทางไปที่สำนักงานได้ในตอนนี้เพราะปัญหาด้านสุขภาพ

ถาม: ยังมีนักโทษการเมืองคนอื่นๆที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำคามติอีกหรือไม่? สุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง?

ตอบ: ในเรือนจำคามติ มีนักโทษการเมืองหญิง 1 คน นักโทษการเมืองชาย 10 คน มีพระสงฆ์รูปหนึ่งจากมันฑะเลย์ที่ถูกจำคุกเป็นเวลา 84 ปี พวกเขาทุกคนกำลังเจ็บป่วยจากโรคมาลาเรีย พวกเขามีปัญหาด้านสุขภาพ บางคนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะโรคมาลาเรีย ฉันเป็นห่วงพวกเขามากเพราะการให้บริการด้านสุขภาพนั้นแย่มาก แม้แต่เจ้าหน้าที่เรือนจำบางคนก็เจ็บป่วยจากอาการมาลาเรียขึ้นสมอง

ฉันภาวนาให้พวกเขาตลอดเวลา เนื่องจากนักโทษการเมืองจำนวนมากต้องทรมานจากโรคมาลาเรีย ฉันได้เห็นว่าผู้คนต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงไหนจากอาการมาลาเรียขึ้นสมอง ฉันเป็นห่วงพวกเขาเพราะเรือนจำคามตินั้นแตกต่างจากเรือนจำอื่นๆ

ถาม: บางคนพูดว่าหากมีแรงงานมีสิทธิมากเกินไป ก็จะมีการลงทุนจากต่างประเทศน้อยลง คุณคิดว่าอย่างไร

ตอบ: นั่นเป็นไปไม่ได้ เพราะสิทธิแรงงานได้รับการรับรองทั้งในทางปฏิบัติและทางกฎหมาย กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ขัดขวางการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้าเจ้าหน้าที่ทางการเคารพกฎหมายแรงงาน ถ้าไม่มีการละเมิดกฎหมาย พวกเราก็ไม่ต้องกลัวอะไร นี่เป็นความคิดเห็นของฉันในฐานะนักกิจกรรมแรงงาน

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

‘มะกัน’ กร้าว! ประกาศตัดงบช่วยเหลือ ‘ยูเนสโก้’ หลังรับรอง ‘ปาเลสไตน์’ เป็นสมาชิก

Posted: 01 Nov 2011 01:40 AM PDT

สหรัฐประกาศยุติเงินสนับสนุน 'ยูเนสโก้' มูลค่ากว่า 60 ล้านดอลลาร์ หลังองค์กรด้านวัฒนธรรมของยูเอ็นรับรอง 'ปาเลสไตน์' เป็นประเทศสมาชิกด้วยเสียงเกือบเป็นเอกฉันท์  

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศจะยุติการจัดส่งงบประมาณสนับสนุนให้แก่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ “ยูเนสโก้” เป็นจำนวนเงินถึง 60 ล้านดอลลาห์สหรัฐ หรือเท่ากับ 22% ของงบประมาณยูเนสโก้ทั้งหมด หลังผลการลงมติของบรรดาประเทศสมาชิกยูเนสโก้ส่วนใหญ่เป็นเอกฉันท์รับปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิกในฐานะประเทศ หรือเท่ากับรับรองสถานภาพการเป็นประเทศของปาเลสไตน์โดยปริยายไปด้วย โดยยูเนสโก้รับรองปาเลสไตน์เข้าเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 195 ขององค์การนับตั้งแต่ก่อตั้งมาในปีค.ศ. 1945 

สำหรับการตัดสินใจที่จะยุติงบประมาณช่วยเหลือให้แก่ยูเนสโก้นั้น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้เหตุผลว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของยูเนสโก้ไม่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ยืนยันมาตลอดว่า ปาเลสไตน์จะได้รับสถานภาพเป็นประเทศผ่านการเจรจาสันติภาพกับอิสราเอลโดยตรงเท่านั้น จะใช้ช่องทางอื่นมิได้ 

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯยังอ้างว่ามติครั้งนี้ของยูเนสโก้ละเมิดกฏหมายของสหรัฐฯที่มีเนื้อหาห้ามรัฐบาลสหรัฐฯสนับสนุนองค์การหรือหน่วยงานใดๆของสหประชาชาติที่รับรองสถานภาพความเป็นประเทศของปาเลสไตน์ ซึ่งกฏหมายดังกล่าวมีผลบังคับมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 

อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์ได้เตือนไว้ว่าปาเลสไตน์อาจจะขอยื่นเรื่องเข้าเป็นสมาชิกภาพขององค์การอื่นๆในสหประชาชาติที่สหรัฐฯมีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วยอย่างมหาศาล และท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯต่อกรณียูเนสโก้นี้อาจจะไม่สามารถใช้ได้กับกรณีอื่นๆได้ เช่น ถ้าหากปาเลสไตน์เข้าร่วมองค์การการค้าโลก

ในการลงมติรับรองสมาชิกภาพยูเนสโก้ของปาเลสไตน์เมื่อต้นสัปดาห์นี้ มีประเทศสมาชิกถึง 107 ประเทศที่ใช้สิทธิ์สนับสนุนมติดังกล่าว อาทิเช่น จีน บราซิล อินเดีย อัฟริกาใต้ ออสเตรีย และ ฝรั่งเศส และ 54 ประเทศอย่างเช่นอิตาลีและสหราชอาณาจักรใช้สิทธิ์งดออกเสียง ในขณะที่มีประเทศคัดค้านเพียง 14 ประเทศเท่านั้น โดยมีสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นประเทศแกนนำการคัดค้านครั้งนี้ ตามด้วยประเทศอย่างแคนาดา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี

โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า มติรับรองปาเลสไตน์ของยูเนสโก้จะยิ่งส่งผลร้ายต่อความพยายามของนานาชาติที่จะให้สันติภาพบังเกิดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ทูตอิสราเอลประจำยูเนสโก้กล่าวเสียดสีมติครั้งนี้ว่า ยูเนสโก้เป็นองค์การที่สนับสนุนนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์และการศึกษา เพราะยูเนสโก้รับรองประเทศที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก 

อย่างไรก็ตาม นายมามูด อับบาส ผู้นำปาเลสไตน์ ชื่นชมการตัดสินใจของยูเนสโก้ พร้อมกล่าวว่าปาเลสไตน์ได้มีที่ทางจริงๆบนแผนที่โลกในที่สุด ซึ่งนายอับบาสยังเป็นหัวหอกสำคัญที่ยื่นเรื่องสถานภาพความเป็นประเทศของปาเลสไตน์เข้าสู่สมัชชาของสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาจนกลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก และที่ประชุมของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะชี้ชะตาปาเลสไตน์เร็วๆนี้ด้วย 

นายริชาร์ด สเปนเซอร์ ผู้สื่อข่าวตะวันออกกลางของหนังสือพิมพ์ “เทเลกราฟ” (Telegraph) เขียนบทวิเคราะห์ว่าปาเลสไตน์ต้องการให้ยูเนสโก้เข้ามารับรองสถานภาพของศาสนสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆในพื้นที่ปาเลสไตน์ เพื่อยืนยันว่าปาเลสไตน์มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง โดยนายสเปนเซอร์มองว่า ประวัติศาสตร์ยังคงมีบทบาทต่อการต่อสู้ทางการเมืองโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่นั่นเอง คล้ายกับถ้อยคำที่ปรากฏในนิยาย “หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่” (1984) ว่า ผู้ใดควบคุมอดีต ผู้นั้นควบคุมอนาคต

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

Posted: 01 Nov 2011 12:39 AM PDT

บรรยากาศการปรับตัวอยู่กับน้ำ ในพื้นที่น้ำท่วมเขตบางพลัด ซึ่งวันนี้ระดับน้ำลดลง ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย โดยใช้พาหนะหลากหลายรูปแบบ ที่ปรับปรุงจากวัสดุที่พอหาได้

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

ประมวลภาพ บางพลัด: อยู่กับน้ำ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สุรชาติ บำรุงสุข: ปัญหาใหญ่กว่ารออยู่ เตรียมสู้วิกฤตหลังน้ำท่วม

Posted: 31 Oct 2011 11:17 PM PDT

เตือนอย่ามัวแต่วุ่นกับการแก้ไขน้ำท่วม ต้องเริ่มเผื่อใจคิดเรื่องวิกฤตหลังน้ำท่วมที่จะกระทบชีวิตทุกระดับทั้งเอกชนและสังคม ตั้งแต่เรื่องขาดอาหาร ตกงาน ระบุการจัดการของที่เสียหายที่ไม่ใช่แค่เอาน้ำมาล้าง ต้องซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวก ฟื้นฟูชีวิตและจิตใจผู้คน ดูดซับบทเรียนด้วยการปรับแผนจัดระบบประเทศใหม่ ที่สำคัญต้องรีบคิดว่าจะเอาเงินมาจากไหน


 ย่านสะพานกรุงธนบุรี (30 ต.ค.54)
แฟ้มภาพ: ประชาไท

 

เช้าวันนี้ (1พ.ย.54) สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซท์ไทยแลนด์ คลื่นเอฟเอ็ม 97 ถึงประเด็นปัญหาที่รออยู่หลังน้ำท่วม โดยระบุว่า สถานการณ์ข้างหน้าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต วิกฤตเดิมก็ยังไม่จบ แต่ขณะนี้ภาคเหนือหนาวแล้ว กำลังมีการล้างเมืองฟื้นฟูเมือง ส่วนอีสานน้ำยังท่วม กรุงเทพฯ ก็รอน้ำท่วม ภาคใต้มรสุมเริ่มเข้า ประเทศไทยเหมือนมีพื้นที่สี่แบบ เราจะคิดแบบเดียวกันไม่ได้ แต่ละพื้นที่ปัญหาไม่เหมือนกัน คนกรุงเทพฯ กับสื่อยังวุ่นอยู่กับน้ำ แต่ภาคเหนือชุดฟื้นฟูต้องเริ่มเข้า ถ้าเรายังมัวแต่จัดการกับน้ำอย่างเดียวและลืมพื้นที่อื่นก็จะมีปัญหาคนในพื้นที่เหล่านี้รู้สึกถูกทอดทิ้ง

สุรชาติ กล่าวว่า จะฟื้นฟูประเทศไทยอย่างไรนั้นเป็นปัญหาใหญ่มากเหมือนการจัดระบบประเทศใหม่ เรื่องแรกอาหารขาดแคลนแน่ แค่นี้เราก็เจอว่าขาดแคลนแล้ว โดยจะเห็นว่าพื้นที่แหล่งเกษตรหายหมด ในโซนสามพรานซึ่งเป็นที่ปลูกผักผลไม้ ผักหมดแน่นอน ส่วนผลไม้ชาวบ้านบอกว่ายืนในน้ำได้สามวัน หมายความว่าโซนปลูกผักผลไม้ของคนกรุงเทพฯ จะมีปัญหา เราอาจจะต้องตั้งคลังอาหาร

สอง เรื่องยา จะเอายาจากไหน อาจจะต้องอาศัยเครือข่ายนักศึกษาในมหาวิทยาลัยช่วยทำเรื่องยาและแจกยา ถัดมาเรื่องน้ำ น้ำไม่สะอาดโรคระบาดจะตามมา อาจจะต้องผลักดันผู้ผลิตน้ำเอกชนในหลายจังหวัดให้ขยายกำลัง ต่อมาคือเรื่องการซ่อมแซมบ้าน ตัวบ้าน ระบบไฟฟ้า ประปาในบ้าน วัสดุอุปกรณ์ หลังน้ำลดราคาจะแพง

เขามองว่า ปัญหาเหล่านี้สุดท้ายแล้วจะไปกระแทกโดยตรงที่รัฐบาล การซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้ต้องการแรงงานมีฝีมือ ช่างซ่อมจะขาดแคลน ต่อมาเรื่องการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ถ้าไม่ซ่อม การติดต่อจะเป็นไปไม่ได้ คำถามคือซ่อมของเหล่านี้จะเอาเงินจากที่ไหน เอาบริษัทที่ไหนมาทำ จะต้องใช้บริษัทซ่อมแซมจากต่างประเทศหรือไม่

นอกจากนี้ สุรชาติ ตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรกับรถของชาวบ้านที่จมน้ำหลายจังหวัดซึ่งมีเยอะมาก อาจจะต้องร่วมมือกับบริษัทเอกชนในเรื่องนี้ ระบบทำความสะอาดของเมืองหลังน้ำท่วม ไม่ใช่แค่เรื่องการเอาน้ำไปฉีดไล่แค่นั้น ปัญหาของเสียหลังน้ำท่วมให้ดูตัวอย่างจากภาพข่าวที่เคยเห็นอย่างในญี่ปุ่นหลังเจอสึนามิ ต้องเรียนรู้บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐ ของสหรัฐคือกรณีนิวออร์ลีนส์ อย่าคิดว่าขยะเป็นเรื่องเล่น หากไม่เคลียร์ขยะ ผลที่จะตามมาคือเรื่องโรคติดต่อ ในเรื่องน้ำสะอาดเครือข่ายประชาสังคมและภาครัฐต้องเริ่ม แต่สิ่งที่อาจจะต้องคิดต่อ ในแต่ละชุมชนต้องคิดฟื้นฟู วัด โรงเรียน ตลาด ตลาดนั้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชน ผู้คนไปจับจ่าย วัดอาจต้องเป็นที่พักพิงต่อไปสำหรับคนที่บ้านยังอยู่ไม่ได้ ส่วนโรงเรียนจำนวนมากจมน้ำ และตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้า อาจจะต้องเลื่อนเวลาเปิดเทอม

มหาวิทยาลัยอย่างจุฬาฯ อาจเปิดได้เพราะอยู่กรุงเทพฯ ชั้นใน แต่ปัญหาคืออาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิตที่น้ำท่วมจะทำอย่างไร จะฟื้นฟูชีวิตเกษตรกรอย่างไร พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์จะต้องหาให้เพราะระบบของเราล่ม อีกด้านคือเรื่องการรักษาความสงบหลังน้ำท่วม การปล้นสะดมภ์เป็นเรื่องใหญ่ บ้านจะถูกงัดแงะ ตำรวจจะต้องทำงานเชิงรุก ผู้คนจะเจอปัญหาแร้นแค้น ตกงาน บ้านน้ำท่วม ครอบครัวจะเอาเงินที่ไหนส่งลูก ค่าเล่าเรียนเทอมหน้าจะทำยังไง ไหนจะค่าเช่าบ้าน ปัญหาเฉพาะหน้ามันใหญ่
 


 ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี (22 ต.ค.54 )
แฟ้มภาพ: ประชาไท


อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ตั้งคำถามต่อถึงการเยียวยาว่า สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ออกหลักเกณฑ์วิธีการเยียวยาเอาไว้ รัฐบาลปัจจุบันจะใช้ต่อหรือจะปรับ เรื่องนี้จะโยงไปถึงเรื่องการทำบัญชีรายชื่อผู้ได้รับภัยพิบัติ มันต้องทำผ่านลงไประดับ อบต.จะทำอย่างไร คำถามสุดท้ายทั้งหมดนี้จะเอาเงินที่ไหน กระทรวงการคลังจะทำอย่างไร

ปัญหาเฉพาะหน้า อีกไม่กี่วันจะเปิดเทอม จะแก้ไขยังไง จะเปิดหรือเลื่อน ค่าเล่าเรียนกำลังจะมาถึง ต้องมีการดูแลเรื่องการจำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภค คุมราคาสินค้า จัดการช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ส่วนบุคคล ปัญหาว่างงาน กรมแรงงานต้องเตรียมตั้งศูนย์หางานนำแรงงานสู่ภาคการผลิต กองทุนฟื้นฟูประเทศต้องตั้ง อัดฉีดเงินเพื่อภารกิจทั้งหลาย ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ และให้ครอบคลุมชีวิตคนปกติ สุดท้ายคือการฟื้นฟูจิตใจประชาชน

ในระยะกลางต้องทบทวนแผนงานต่างๆ ต้องตั้งระบบบรรเทาสาธารณะภัยเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ตรงไหนต่ำตรงไหนสูงวัดยังไง วัดที่ถนนหรือตรงไหนและให้เป็นข้อมูลที่ชาวบ้านใช้ได้ ผมเสนอเล่นๆ เช่นเสาไฟฟ้าตรงถนนเมน ไปเขียนสีบอกระดับน้ำเอาไว้ สูงจากถนนเท่าไหร่ เช่นหนึ่งเมตรอยู่ตรงไหน ทำข้อมูลภูมิศาสตร์ระดับซอยเล็กๆ คนในซอยจะได้รู้ว่าน้ำสูงหนึ่งเมตรอยู่แค่ไหน จะไม่ต้องมาว่ากันว่าผิดข้อมูลหรืออะไร ต้องสร้างองค์ความรู้ การป้องกันเมืองจากภัยธรรมชาติเป็นเรื่องใหม่และเราไม่เคยคิด ตอนนี้ยอมรับกันแล้วว่า การป้องกันเมืองจากภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องคิดเผื่อ สังคมไทยยังไม่เคยเจอพายุใหญ่จริงๆ อย่างพม่าเจอนาร์กิส อันหนึ่งที่ต้องคิดต่อคือระบบระบายน้ำของเมือง

ระยะยาว เราพูดกันมากเรื่องบริหารจัดการน้ำ ต้องคิดอย่างจริงจังทั้งระบบชลประมาน น้ำเพื่อการเกษตร ระบบจัดการน้ำท่วม ระบบน้ำประปาจะมีระบบเปิดปิดอย่างไร ต้องทำโซนนิ่งพื้นที่ บ้านเรามีพื้นที่ที่อยู่อาศัย พื้นที่เพื่อเกษตร เพื่ออุตสาหกรรม และพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม อาจต้องสร้างโซนนิ่งและมามองกันว่าจะเอาอย่างไร

ศูนย์เตรียมพร้อมแห่งชาติต้องเกิด ที่จริงเรามีแผนแต่เอาไปเก็บไว้ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์นี้ต้องเกิด เป็นการจัดระบบประเทศใหม่เพื่อรองรับปัญหาภัยพิบัติ ปัจจุบันในเวทีโลกยอมรับกันแล้วว่าปัญหานี้ถือเป็นปัญหาความมั่นคง น้ำท่วมเป็นปัญหาใหญ่เป็นอันดับสี่ในบรรดาปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งมีทั้งเรื่องสึนามิ แผ่นดินไหว อุณหภูมิร้อนหนาวเกินจนคนตาย

"ปัญหาภัยพิบัติเขาเรียกว่าเป็น act of god ถึงที่สุดแล้วเราสู้ไม่ได้ ปัญหาคือจะลดความสูญเสียได้อย่างไร วันนี้ถ้าไม่โทษกันมากไป รอบนี้ถือว่าเป็นบทเรียนใหญ่" สุรชาติกล่าว

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper