โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

สำนักงานสิทธิมนุษยชนยูเอ็น OHCHR เรียกร้องให้ไทยยุติควบคุมตัว 6 บุคคลโดยพลการ

Posted: 04 May 2017 11:19 AM PDT

สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ OHCHR เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการควบคุมตัวโดยพลการต่อ 'ประเวศ ประภานุกูล' และบุคคลอื่นรวม 6 ราย และเรียกร้องให้ปล่อยตัวบุคคลเหล่านี้ที่ถูกดำเนินคดีด้วย ม.112 และกฎหมายความมั่นคงทันที

5 พ.ค. 2560 สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการควบคุมตัวโดยพลการต่อนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเรียกร้องให้ปล่อยตัว 6 ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายความมั่นคงทันที

ในคำแถลงของ OHCHR ระบุว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายดนัย ทิพย์สุยา อดีตนายทหารจากเชียงใหม่ และนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความสิทธิมนุษยชนที่อยู่ กทม. ถูกจับกุมและคุมขังโดยกองทัพ ด้วยข้อหาโพสต์ข้อความเข้าข่ายฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.112 โดยถูกกล่าวหาว่าวิจารณ์พระมหากษัตริย์ลงเฟสบุ๊ก ทั้งสองถูกพาตัวไปในที่ที่ไม่สามารถระบุได้ จากนั้นในวันที่ 4 พ.ค. ได้นำตัวนายดนัยและนายประเวศ พร้อมด้วยผู้ต้องหาอีก 4 คน มาแถลงข่าวที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาในความผิด ม.112 มี 2 คนที่ถูกตั้งข้อหาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้นายประเวศถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.116 จากการวิจารณ์นายกรัฐมนตรี และทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

นายลอเรน มิลเลน รักษาการผู้แทนประจำภูมิภาคของ OHCHR แสดงความกังวลต่อใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เพิ่มมากขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2557 โดยมีบุคคลมากกว่า 70 คน ถูกคุมขังหรือถูกตัดสินว่ามีความผิด เขากล่าวด้วยว่ากลไกด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเน้นยำตลอดว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานด้านเสรีภาพการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น

สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังแสดงความกังวลต่อการใช้วิธีการควบคุมตัวโดยไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวติดต่อกับโลกภายนอก ทั้งนี้ในเดือนมีนาคมปี 2017 ประเทศไทยถูกทบทวนสถานการณ์โดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ซึ่งแสดงความกังวลในเรื่องที่บุคคลถูกจับกุมและคุมขังในสถานที่ลับ และไม่สามารถติดต่อทนายได้ โดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น เสนอแนะให้ไทยดำเนินหลักกฎหมายและแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ป.ป.ท. -องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จับมือร่วมร่างกฎหมายเอาผิดจับคนโกงทุกทาง

Posted: 04 May 2017 10:42 AM PDT

ป.ป.ท. และ ACT ร่วมร่างกฎหมายเอาผิดจับคนโกงทุกทาง กระตุ้น ปชช.ทราบแนวทางแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ตาม รธน. ม.63เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะ แนวทางมาตรการและกลไกที่ควรกำหนดไว้ในกฎหมาย ที่จะเรียกว่าเป็น "กฎหมายรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันโดยประชาชน" อย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แจ้งว่า  2 พ.ค. 2560 ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ร่วมกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดงานเสวนาเรื่อง "ร่วมเขียนกฏหมายต้านโกง ให้ถูกใจคนไทย" เรื่อง พ.ร.บ. การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริต ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องออกใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ม. 63

อนุสิษฐ คุณากร ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ จาก สำนักงาน ป.ป.ท. กล่าวว่า การทุจริตถูกยอมรับว่ามีความสำคัญจนได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อม ในการป้องกัน ตรวจสอบ และป้องปรามได้ จำเป็นต้องมีประเด็นที่จะช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยป้องกันการทุจริตเป็นสำคัญ เช่น การได้มาซึ่ง สภาวุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้ง ศาลร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน การพิจารณาคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การปกป้องคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และ การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนภาคประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นต้น

พร้อมกล่าวเพิ่มเติมถึงสิทธิของประชาชน ที่สามารถรวมตัวกันจำนวน 15 คน ขึ้นไป เพื่อที่จะได้รับความคุ้มครองปกป้องจากภาครัฐ กรณีมีการชี้เบาะแสการทุจริต รวมถึงการจัดตั้งกองทุน เพื่อใช้ในการต่อสู้คดี เป็นต้น 

มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)  กล่าวว่า เดิมมีความเชื่อว่าจะเล่นงานคนโกง ต้องมีหน่วยงานที่เข้มแข็ง มีเจ้าหน้าที่เยอะ ๆ มีกฎหมายแรง ๆ ลงโทษหนัก ๆ ถึงขั้นประหารชีวิต ถึงจะกำจัดการโกงคนโกงได้ แต่บทเรียนที่ผ่านมา การโกงมันซึมลึกทุกพื้นที่ ต่อให้มีกฎหมายที่เข้มแข็งมากแค่ไหน ก็ยังแก้ปัญหาการคอร์รัปชันไม่ได้

มานะ ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมภาคประชาชนถึงขาดความเข็มแข็งในการต่อต้านคอร์รัปชัน นั่นเพราะถูกขมขู่จากเจ้าหน้าที่ และ ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล จนประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย กลัว หรืออาจถูกอุ้ม เพื่อปิดปากจนเลิกลาในที่สุด จึงเป็นแนวคิดของกฎหมายป้องกันการ "ปิดปาก" Anti-SLAPP Law  นอกจากนี้การเข้าถึงข้อมูล ประชาชนไม่สามารถสืบค้นได้ละเอียดและลึก ในการที่จะสืบเสาะหาความจริงในเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ  ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องสนับสนุนให้ประชาชนเข้าใจสิทธิความเป็นพลเมืองอย่างแท้จริง รวมทั้งการปกป้องคุ้มครองประชาชนในกรณีของการชี้เบาะแส เป็นต้น

ต่อมาได้มีการจัดกลุ่ม "ร่วมเขียนกฎหมายต้านโกง" เพื่อรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) ต่อร่างกฎหมายว่าด้วยการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต เกี่ยวกับ "ร่าง พ.ร.บ. การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ" แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มเครือข่ายสมาชิกองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันและนักธุรกิจ 2. กลุ่มนักวิชาการ 3. กลุ่มเครือข่ายพลเมืองธรรมาภิบาล และ 4. กลุ่ม ศปท.และหน่วยงานภาครัฐ  จากการทำประชาพิจารณ์ได้ข้อสรุป 4 ประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ ควรมีองค์ประกอบและสัดส่วนของผู้ที่จะมาร่วมทำงานทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีความสมดุลกัน และ ประชาชนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกับเจ้าหน้าที่รัฐ

2. การมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐต้องส่งเสริมให้ความรู้แก่ประชาชน  มีคู่มือที่ให้นักเรียน ข้าราชการใหม่ ปลูกฝังความคิดเรื่องธรรมภิบาลความหมายของประชาน ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้  กรณีการชี้เบาะแสการทุจริตและประพฤติมิชอบ กฎหมายต้องมีฤทธ์เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทอย่างจริงจัง และเปิดกว้างให้สามารถตรวจสอบร้องเรียนและติดตามผลได้   

3. มาตรการการคุ้มครองและช่วยเหลือ กรณีผู้ชี้เบาะแสเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ เอกชน ผู้บังคับบัญชาได้ย้ายไปที่อื่น ควรได้อยู่ในระดับเดียวกันและค่าตอบแทนเท่ากัน พร้อมการคุ้มครองปกป้องพยานอย่างเข้มแข็ง เต็มที่ ในทุกช่องทาง

4.  กองทุนรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ควรกำหนดวัตถุประสงค์ และ การบริหารจัดการกองทุนให้ชัดเจน งบประมาณควรมาจากภาษีประชาชน ไม่ผ่านระบบสภา ฯ โดยมีทั้งรัฐและเอกชนเข้ามาดูแลในสัดส่วนที่เท่ากัน และ ควรให้เครือข่ายภาคประชาชนสามารถนำเงินในกองทุนไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

สรุป  การร่างกฎหมายฉบับนี้นับเป็นเครื่องมือของประชาชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของประชาชน ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่จะกำหนดชัดเจนเท่านี้อีกแล้ว วันนี้คือวันเริ่มต้นในการเห็นเครื่องมือของประชาชนในอนาคตที่จะสู้กับการทุจริต เพราะการทุจริตนี้ครอบงำรัฐบาล ครอบงำกลไกของรัฐในทุกระดับจนทำให้เกิดการสูญเสียที่มาจากอำนาจมืด ดังนั้น เครื่องมือตัวนี้ จะเป็นกฎหมาย เป็นตัวคุ้มครองป้องกันประชาชนอย่างแท้จริง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมศักดิ์ เผย 'เฟซบุ๊ก' อีเมล์แจ้งมีหมายศาลสั่งบล็อก 1 โพสต์ของเขาในไทย

Posted: 04 May 2017 09:24 AM PDT

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เผยเฟซบุ๊กมีอีเมล์แจ้ง กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ส่งหมายศาลไปยังเฟซบุ๊ก ขอให้จำกัดการเข้าถึงกระทู้ของตนกระทู้หนึ่ง ระบุผิด พ.ร.บ.คอมฯ 

4 พ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โพสต์ภาพ พร้อทข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เฟซบุ๊กมีอีเมล์แจ้งให้ตนทราบว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งหมายศาลไปยังเฟซบุ๊ก ขอให้จำกัดการเข้าถึงกระทู้ของตนกระทู้หนึ่ง

สำหรับจดหมายจากเฟซบุ๊ก ลงชื่อโดย Tim โดย สมศักดิ์ ได้แปลภาษาไทย สรุปความได้ว่า ทางเฟซบุ๊กติดต่อ สมศักดิ์ มา  เพราะว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ส่งหมายศาลซึ่งออกโดยผู้พิพากษาทัศนีย์ ลีลาภร และผู้พิพากษาสมยศ กอไพศาล ศาลอาญาแห่งประเทศไทย ระบุว่าโพสต์บนเฟซบุ๊คต่อไปนี้ของคุณ ละเมิดมาตรา 14 (3) แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (2007)

จดหมายดังกล่าวระบุด้วยว่า เมื่อบรรดารัฐบาลเชื่อว่า บางอย่างบนอินเตอร์เน็ตละเมิดกฎหมายของประเทศของเขา พวกเขาอาจจะติดต่อกับบริษัทเช่น เฟซบุ๊ก และขอให้เราจำกัดการเข้าถึงเนื้อหานั้น เราได้พิจารณาทบทวนคำขอของรัฐบาลเหล่านั้น ตามระเบียบของเราและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง. ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ https://www.facebook.com/help/1601435423440616 

ในจดหมายยังแนะนำด้วยว่า หากมีปัญหาอะไรก็ตามเกี่ยวกับคำขอนี้ กรุณาติดต่อกระทรวงดิจิทัล หรือผู้พิพากษา พร้อมให้ ที่อยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ URL ของโพสต์นั้น ขณะนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้วในประเทศไทย หรือเป็นการบล็อกเฉพาะบางภูมิประเทศ หรือ geoblock

สำหรับ สมศักดิ์ เป็นอดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันได้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ประเทศฝรั่งเศส ภายหลังการรัฐประหารโดย คสช. เขาใช้เฟซบุ๊กโพสต์ความคิดเห็นและวิพากษ์สถานการณ์ทางการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์ ภาพยนตร์ แบบที่หาไม่ได้ในประเทศไทย ช่วงหลังเริ่มมีการนำแมวมาร่วมแจมด้วย

ส่วนยอดผู้ติดตามเฟซบุ๊กของ สมศักดิ์ ซึ่งเป็นลักษณะบัญชีนั้นไม่สามารถระบุได้เนื่องจากถูกปิดการแสดงผล เพราะก่อนหน้านี้ หลังปรากฏการณ์ BBC Thai และไผ่ ดาวดิน มีรายงานข่าวว่าตำรวจเริ่มเรียกประชาชนธรรมดาผู้ใช้เฟซบุ๊กไป "ปรับทัศนคติ" บางกรณีบุกถึงบ้าน คุยกับครอบครัวโดยระบุชัดว่าเป็นเพราะกดไลก์ติดตามเฟซบุ๊ก สมศักดิ์ (รายละเอียดเพิ่มเติม) ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมาก่อน สมศักดิ์จะปิดการแสดงผลจำนวนผู้ติดตาม มีจำนวนผู้ติดตามอยู่ที่ 283,400 ราย
 
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงนามในประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่องการงดเว้นการติดต่อกับบุคคลบนสื่ออินเทอร์เน็ต โดยระบุว่า ด้วยศาลอาญา ได้มีคำสั่งให้ระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันไม่เหมาะสม ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงขอให้ประชาชนโดยทั่วไป งดการติดตาม ติดต่อ เผยแพร่ หรือกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการเผยแพร่ เนื้อหา ข้อมูล ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล (Andrew MacGregor Marshall บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อมิให้เป็นการกระทำความผิดว่าด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว ทั้งเจตนา และไม่เจตนา
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เจาะดีลเรือดำน้ำ “ถูกและดีมีจริงหรือ” กองทัพมาก่อน ปากท้องมาทีหลัง

Posted: 04 May 2017 09:07 AM PDT

รายการล่าความจริง และ ปมลึก ปมลับ เจาะดีลเรือดำน้ำ ระบุสเปคด้อยกว่าเจ้าอื่น มีนัยทางการเมืองหลังปิดดีลหมื่นล้านในช่วงข้าวยากหมากแพง

ภาพจาก TPBS Live

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมารายการ ล่าความจริง ของช่อง NOW 26 รายงานข่าวในหัวข้อ "เจาะเอกสารเรือดำน้ำจีน เมื่อประชาชนถูกมัดมือชก" ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติเรือดำน้ำ S26T ที่มีมติ ครม. ให้จัดซื้อจากรัฐบาลจีน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท จากแผนการจัดซื้อของกองทัพเรือทั้งหมด 3 ลำ ด้วยวงเงิน 36,000 ล้านบาท

"ประเด็น "ซื้อ 2 แถม 1" ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการล็อคสเปคให้จีนหรือไม่ เพราะในเอกสารเชิญชวนที่กองทัพเรือส่งไปยังบริษัทต่างๆ ที่เรียกว่า Request for Offer ได้เขียนความต้องการในการจัดหาเรือดำน้ำครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการจัดหา 2 ลำในวงเงิน 36,000 ล้านบาท และบริษัทอื่นก็เสนอตามนั้น รวมทั้งจีนด้วย แต่ภายหลังจีนมาเสนอสิทธิพิเศษ "ซื้อ 2 แถม 1" หลังจากนั้นกองทัพเรือก็เปลี่ยนเอกสารโครงการใหม่ ระบุว่าเป็นโครงการจัดหาเรือดำน้ำ 3 ลำ ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท"

ทีมล่าความจริง รายงานว่า ขนาดของตัวเรือที่ใหญ่กว่าเรือดำน้ำอื่นที่ถูกเสนอขาย ทำให้ระดับความลึกที่เรือดำน้ำจะซ่อนพรางได้ปลอดภัย ต้องมีความลึกที่ 60 เมตร แต่ความลึกเฉลี่ยของทะเลไทยอยู่ที่ 25-40 เมตร

เรือดำน้ำ S26T สามารถทำความเร็วสูงสุด คือ 18 นอต หรือ...กม./ชม. ได้เพียง 10 นาที ระยะปฏิบัติการ 8,000ไมล์ ในขณะที่เรือดำน้ำชาติอื่นทำความเร็วสูงสุดได้ 20 นอต นาน 1 ชั่วโมง และมีระยะปฏิบัติการมากกว่า 10,000 ไมล์

S26T มีระบบอำนวยการรบในการคำนวณเป้าหมายด้อยกว่าเรือดำน้ำแบบอื่นหลายเท่า ทั้งทางการจีนก็เสนอจำนวนตอร์ปิโดให้น้อยมาก เป็นลูกจริง 4 ลูก ลูกซ้อม 2 ลูก สำหรับเรือดำน้ำ 3 ลำ ในขณะที่เรือดำน้ำบางแบบให้ลูกจริงถึง 16 ลูก สำหรับเรือดำน้ำ 2 ลำ

ในแง่ของอายุการใช้งาน เอกสารที่เสนอจากบริษัทของจีนระบุว่า เรือดำน้ำจีนมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 25 ปี ซึ่งสั้นกว่าเรือดำน้ำแบบอื่น ที่บางแบบมีอายุการใช้งานนานถึง 40 ปีขึ้นไป อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ต่ำมาก การเปลี่ยนแบตเตอรี่แต่ละครั้งก็ใช้งบประมาณสูงมาก เรื่องอะไหล่และการซ่อมบำรุงก็ไม่รวมอยู่ในข้อเสนอ ทั้งๆ ที่เรือดำน้ำแบบอื่นเสนอราคารวมอะไหล่แล้ว บางประเทศยินดีสร้างท่าจอดเรือให้ บางประเทศกำหนดเพดานวงเงินถึง 1,100 ล้านบาท แม้ฝ่ายที่สนับสนุนเรือดำน้ำจีนจะออกมาให้ข้อมูลการจัดอันดับเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก ประจำปี 2016 ว่าเรือดำน้ำ S26T ติดอันดับท็อปเท็นด้วย แต่ข้อมูลนี้ก็ไม่มีแหล่งที่มายืนยันชัดเจน และการจัดอันดับอีกหลายรายการก็ไม่มีเรือดำน้ำจีนติดกลุ่มเรือคุณภาพดี

หลังจากนั้น วันที่ 3 พ.ค. 2560 รายการ ข่าวลึก ปมลับ จากผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นความตั้งใจของรัฐบาล คสช. ที่จะจัดซื้อเรือดำน้ำให้กองทัพเรืออยู่แล้ว เพราะหลังรัฐบาลชุดนี้ไปโอกาสที่จะอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นแทบจะไม่มี ที่ผ่านมากองทัพพยายามเสนอหลายครั้งแต่รัฐบาลพลเรือนไม่กล้าอนุมัติเพราะแรงต้านจากสังคมสูงทั้งเรื่องความเหมาะสมของภูมิประเทศหรือแนวโน้มการเกิดสงครามที่แทบจะไม่มี

ดังนั้น ยุคนี้จึงต้องทำให้สำเร็จ ทุกคนรับรู้กันดีว่าต้องเกิดขึ้น แต่วิธีการของคสช.และรัฐบาลทำให้เรื่องนี้ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า ตั้งแต่การอนุมัติเงียบๆ แบบลักหลับ สังคมเลยตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาในการกระทำแบบนี้ในภาวะเศรษฐกิจในประเทศย่ำแย่ ทำให้คนส่วนหนึ่งเข้าใจว่า เป็นการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลนี้เป็นการทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองกับจีน ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ทำให้งานนี้รัฐบาล คสช. เสียเครดิตไปมาก เพราะเลือกใช้เงินในลักษณะนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ

"ทำแบบนี้ก็เหมือนเป็นการสะท้อนว่า แท้จริงแล้วเรื่องของตัวเองมาก่อนเรื่องของประชาชน ประชาชนกำลังจะตาย แต่กลับไปให้ความสำคัญเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งเป็นเรื่องของกองทัพ" นพรัฐ พรวนสุข ผู้ดำเนินรายการกล่าว

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ และวรศักดิ์ มหัทธโนบล สองผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า ดีลเรือดำน้ำยังมีคำถามในเชิงปฏิบัติการที่ยังไม่มีคำตอบจากสเปคเรือดำน้ำ และความสัมพันธ์ที่ดูจะเอนเอียงไปทางจีนมากขึ้นนั้นมาจากความจำเป็นชั่วคราวเพราะรัฐบาลทหารไม่ได้รับการรับรองจากชาติตะวันตก รวมถึงเป็นหนึ่งชาติในสมรภูมิแย่งชิงอิทธิพลของมหาอำนาจ การคบหาจีนจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากจีนมักเมินเฉยต่อกติการะหว่างประเทศซึ่งอาจทำให้ไทยเสียเปรียบจีนในอนาคต (อ่านต่อ ที่นี่)

 

ที่มา: NOW 26: ล่าความจริง: เจาะลึกเอกสารเรือดำน้ำ เมื่อประชาชนถูกมัดมือชก ,ผู้จัดการออนไลน์: ข่าวลึก ปมลับ : เรือดำน้ำมีกลิ่นตุ เรือแป๊ะล่มแน่

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศูนย์ทนายฯ เผยข้อมูลการจับกุมทนายประเวศ + 5 ผู้ต้องหาไร้หมายจับ-หมายค้น และไม่แจ้งข้อกล่าวหาก่อน

Posted: 04 May 2017 08:24 AM PDT

ทนายความเปิดเผยข้อเท็จจริงการจับกุม 6 ผู้ต้องหาโพสต์แชร์เรื่องเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร และโพสต์หมิ่นกษัตริย์ ทุกคนระบุถูกควบคุมตัวเช้าวันที่ 29 เม.ย. โดยทหาร-ตำรวจทั้งในและนอกเครืองแบบ ด้านทนายประเวศเผย อดอาหารประท้วงเพื่อขอโทรบอกเพื่อนทนายให้ไปว่าความแทน

4 พ.ค. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวสองผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์โพสต์ของ Somsak Jeamteerasakul เกี่ยวกับหมุดคณะราษฎรที่หายไป โดยรายหนึ่งเป็นบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ยื่นหลักทรัพย์ประกัน 790,000 บาท และอีกรายยื่นหลักทรัพย์ 900,000 บาท

โดยศาลให้เหตุผลว่า เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว ส่วนผู้ต้องหาอีก 4 ราย คือ ประเวศ ประภานุกูล, ดนัย (สงวนนามสกุล), วรรณชัย (สงวนนามสกุล), และผู้ต้องหาที่ไม่ประสงค์เปิดเผยชื่ออีก 1 คน ที่ถูกควบคุมตัวในมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) และนำตัวมาฝากขังพร้อมกันเมื่อวานนี้ ยังไม่ได้ยื่นประกันตัว เพราะอยู่ระหว่างรวบรวมหลักทรัพย์ประกัน

ขณะที่ช่วงเช้าของวันนี้ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คนใน มทบ.11 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทราบว่า ทั้ง 6 คนถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ควบคุมตัวในช่วงเช้าวันที่ 29 เม.ย. 2560 โดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายค้น และไม่แจ้งให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราบว่าถูกควบคุมเพราะเหตุใด ก่อนจะพาตัวไปที่ มทบ.11 โดยผู้ถูกควบคุมตัวบางรายถูกปิดตาและมีผ้าคลุมศีรษะระะหว่างเดินทางด้วย บางรายเล่าว่าถูกปิดตาทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ทหารพาไปห้องน้ำ

ประเวศเล่าว่า เมื่อไปถึง มทบ.11 เขาถูกแยกควบคุมตัว สอบปากคำ และซักถามประวัติส่วนตัว ซึ่งประเวศให้ความร่วมมือ และยอมลงชื่อในเอกสาร เพราะคิดว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ระหว่างนั้นเขาขอโทรศัพท์ติดต่อบุคคลที่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้รับอนุญาต จึงอดอาหารเพื่อประท้วงการจำกัดสิทธิดังกล่าว

ประเวศไม่ได้รับประทานอะไรอีกเลยจนถึงช่วงสายวันที่ 30 เม.ย. 2560 เขายืนยันว่าต้องการติดต่อบุคคลที่ไว้วางใจ เพื่อจัดการเรื่องนัดหมายคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทหารจึงอนุญาตให้ประเวศใช้โทรศัพท์ โดยจะต้องเปิดลำโพงให้ทหารได้ยินด้วย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ยังติดต่อทนายประเวศไม่ได้ หลังโทรบอกเพื่อนทนายว่าถูก คสช. เรียกตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.)

ขณะที่ผู้ถูกควบคุมตัวคนอื่น ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อบุคคลภายนอก ทำให้ญาติและทนายความไม่อาจทราบชะตากรรมระหว่างถูกควบคุมตัว กระทั่งพนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เข้าไปสอบปากคำที่ มทบ.11 ในวันที่ 3 พ.ค. 2560 จึงอนุญาตให้ผู้ถูกควบคุมตัวทั้ง 6 คนติดต่อญาติได้ ก่อนจะนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาฝากขังผู้ต้องหาไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพระหว่างวันที่ 3-14 พ.ค. 2560

ทั้งนี้ ประเวศและดนัยถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ส่วนวรรณชัย และผู้ต้องหาที่ไม่ประสงค์เปิดเผยชื่ออีก 3 คน ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์โพสต์เกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วงเสวนาเสรีภาพสื่อกับสังคมไทย ระบุรัฐคุมสื่อก็เหมือนคุมการรับรู้ของประชาชน

Posted: 04 May 2017 07:21 AM PDT

วงเสวนาวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ซัดร่าง พ.ร.บ.คุมสื่อ อาจมีเจตนาปกป้องรัฐ เพราะทีผ่านมาประชาชนถูกสื่อละเมิด รัฐกลับไม่แสดงท่าที แต่เมื่อสื่อเสนอข้อมูลที่กระทบเสถียรภาพของรัฐ กลับมีปฏิกิริยโดยทันที ด้านสุทธิชัย หยุ่น ชี้หากต้องการให้คอร์ชั่นน้อย ต้องมีสื่อเสรี

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดเสวนา "เสรีภาพสื่อกับอนาคตสังคมไทย" โดยมี มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นคณะผู้บรรยาย โดยมีสื่อมวลชนร่วม นักวิชาการ ประชาชนร่วมงานกว่า 100 คน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ถ้าเราดูปรากฎการณ์ที่มีความเห็นเกี่ยวกับการนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กระแสหนึ่งได้สนับสนุนให้สื่อเข้ารูปเข้ารอย ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยเป็นจุดสำคัญที่คนทำงานสื่อต้องพิจารณาว่า 5-10 ปีที่ผานมาได้ทำไปเพื่อสังคมแค่ไหน เมื่อ 20 ปีก่อน เสรีภาพสื่อผูกกับประชาชน แต่เมื่อประชาชนถูกลิดรอนจึงเรียกร้องให้รัฐคุ้มครองเสรีภาพ แต่คนที่เคยออกมาเรียกร้องเสรีภาพของสื่อที่ผ่านมา กลับสนับสนุนให้มีการควบคุม ปัญหาคือสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยใช้เสรีภาพละเมิดสิทธิคนอื่น หรือใช้เสรีภาพก่อให้เกิดปัญหาในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อทีวี สื่อออนไลน์ ไม่ได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนควรรู้ แต่วันนี้มีเทคโนโลยีประชาชนมีสื่อในมือ ถ้าสื่อมวลชนทำอะไรไม่ถูกต้อง ประชาชนอาจจะตั้งคำถาม ล้อเลียน หรือถูกตำหนิ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยขานรับกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่รากฐานของการแก้จริยธรรมสื่อในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึง ส่วนใหญ่จะเป็นการควบคุมเนื้อหา และเมื่อรัฐผู้ที่อภิปรายอ้างประชาชนถูกละเมิดสิทธิ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐไม่เคยแสดงท่าทีเรื่องนี้ แต่เมื่อไหร่ที่สื่อได้นำเสนอข้อมูลกระทบข้อมูลเสถียรภาพของรัฐ รัฐจะออกมาทันที เพราะรัฐต้องการให้สื่อเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย ต้องการให้เป็นหมาเชื่องๆ มากกว่า ไม่ใช่หมาเฝ้าบ้าน

"การออกใบอนุญาต เข้าควบคุมเนื้อหา ทุกอย่างเป็นเพียงข้ออ้าง สิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐพูดไว้มองไปที่สิงค์โปร์ ในประเทศที่ทำให้ทุกฝ่ายนิ่งหมด แต่ฝ่ายรัฐทำได้ทุกอย่าง ไม่มีใครคอยดึงคอยรั้งไว้ ใครที่ตั้งคำถามรัฐหลายๆ แห่งในโลก ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจอยากให้สื่อมาตั้งคำถามหรือเห็นต่าง"มานะ กล่าว 

มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย)  กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้มีประเด็นกวนใจหลายอย่าง ซึ่งจากการสำรวจของหอการค้าไทย โดยเฉพาะเรื่องการต่อคอร์รัปชั่นพบว่า 3 ครั้งแรกตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ประชาชนมีความความเชื่อมั่นและความหวังว่าสื่อจะช่วยแก้ไขปัญหาประเทศได้ แต่ปีครึ่งที่ผ่านมาจากการสำรวจ ประชาชนมีความหวังน้อยลง ทั้งนี้ ความพยายามออกกฎหมายนี้ ต้องทำความเข้าใจว่าเรื่องการคอร์รัปชั่นหลักการแก้ปัญหา ไม่ใช่ไล่จับ แต่ต้องแก้ระยะยาวด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทำลายปัจจัยคอร์รัปชั่น เพราะการออกฎหมายมากๆเป็นปัญหา การมีกฎหมายแบบนี้ มันทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่าง ทำให้การนำเสนอข้อมูลไปในทางที่รัฐต้องการ

"สื่อเสรีนำเสนอข้อมูลหลากหลายไปสู่ประชาชนทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสังคม ถ้าเราจะแก้คอร์รัปชั่นให้ได้ ทุกคนต้องร่วมกันบอกผู้อำนาจในรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สิ่งที่อยากเห็น คือ ข่าวสารผ่านสื่อมีคุณภาพรวมถึงในโซเชียล เพื่อให้เกิดการตรวจสอบกันและกัน เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความหวังกับการต่อสู้คอร์รัปชั่น และทำให้ประชาชนเข้าร่วมปราบปรามและต่อต้านคอร์รัปชั่น"

ด้านสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่าการที่มีผู้มีอำนาจใจใช้เฮชสปีช สร้างความเกลียดชังด้วยการอภิปรายในสภาว่าจับสื่อไปยิงเป้าอยากถามว่าขัดกับจริยธรรมหรือไม่ ซึ่งคำพูดดังกล่าวเข้าข่ายเฮชสปีชอย่างไรก็ดี ร่างดังกล่าวมีชื่อไม่ตรงกับหลักการซึ่งสะท้อนถึงความต้องการขยายอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชนกับสถานการณ์ที่ขณะนี้ไม่มีฝ่ายค้านในสภาทำหน้าที่ตรวจสอบ ดังนั้นจึงมีเพียงสื่อทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงและถ้าไม่มีสื่อประเทศไทยเป็นอย่างไร มีเพียงมุมมองเดียวจากภาครัฐซึ่งตอนนี้รัฐสกัดอำนาจฝ่ายค้านไม่มี พรรคการเมืองอ่อนแอกฎหมายเข้มงวด ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ อำนาจสุดท้ายถ่วงดุลรัฐคือ สื่อมวลชนและออนไลน์ จนทำให้ผู้มีอำนาจรัฐไม่วางใจจำเป็นต้องมีเครื่องมือเข้ามาและคำว่าเสรีภาพกับความรับผิดชอบเป็นของมาคู่กันถ้าเมื่อไหร่สื่อไม่มีเสรีภาพ ความรับผิดชอบก็จะไม่เกิดและไม่เรียกว่าสื่อมวลชนได้อีกต่อไปต้องกลับมาตั้งหลักด้วยการเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้นแต่ไม่ใช่ลิดรอนเสรีภาพหากความรับผิดชอบไม่เพียงพอทั้งสื่อหลักหรือสื่อออนไลน์ก็สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่มาดำเนินการ

"จึงอยากเสนอสปท.คุ้มครองผู้เสียหายโดยใช้หลักนิติธรรมรัฐช่วยประชาชนฟ้องง่ายกว่าและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกับสื่อเองก็รับได้ถ้ารัฐใช้ทางลัดปัญหาไม่สิ้นสุด และเดือนนี้จะครบ 25 ปี เหตุการณ์ปี 35พฤษภา ซึ่งจากบทเรียนในอดีต รัฐคงไม่อยากซ้ำรอยควรให้เสรีภาพกับสื่อ" สุภิญญา กล่าว

ด้านอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่า สิทธิเสรีภาพของสื่อ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และเป็นสิทธิเสรีภาพที่ถูกรับรองไว้โดยกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยร่วมภาคีของสนธิสัญญาดังกล่าวด้วย โดยในข้อที่ 19 ได้ระบุชัดเจนว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และบุคคลทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออก ซึ่งเสรีภาพดังรวมถึงเสรีภาพที่จะรับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วย แต่การใช้เสรีภาพดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ 2 ประการคือ การเคารพสิทธิและชื่อเสียงของบุคคลอื่น และต้องรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ แต่หลักการคือ จะต้องเปิดให้ทุกคนมีเสรีภาพ ขณะที่ข้อจำกัดจะใช้เฉพาะเรื่องที่จำเป็น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องความมั่นคงของชาตินั้น กลับไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าอะไรคือความั่นคงของชาติ คำนี้จึงกลายเป็นคำที่ทุกคนต่างหวาดกลัว 

อังคณา กล่าวต่อไปถึงบทบาทหน้าที่ของสื่อว่า นอกจากเป็นผู้ที่ช่วยทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารแล้ว สื่อยังทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจ และการใช้งบประมาณต่างๆ ของรัฐด้วย ฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่เธอต้องการให้รัฐบาลกลับไปดูข้อเสนอแนะจากนานาประเทศในเวที UPR ซึ่งประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะในหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องการให้สิทธิและเสรีภาพกับสื่อมวลชน โดยข้อเสนอแนะต่างๆ เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องนำมาปฏิบัติ อย่างไรก็ตามอังคณา เห็นว่า สื่อมวลชนเองก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อังคณากล่าวต่อไปว่า แม้ว่าสื่อมวลเองจะยังคงมีปัญหาอยู่ แต่สิ่งที่รัฐบาลความทำมากกว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนคือ การสร้างให้ประชาชนมีความเป็นพลเมือง และมีสิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ และเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกที่จะทำให้การตรวจสอบสื่อมวลชนเอง อีกทั้งในเวลานี้ประเทศไทยก็มีกลไกที่จะตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่ออย่างเพียงพออยู่แล้ว

"สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องพัฒนาองค์กรอิสระ และกลไกการตรวจสอบให้มีความเป็นอิสระมีความโปร่งใส ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม และไม่หวั้นเกรงต่ออิทธิพลใดๆ" อังคณาล่าว

เธอระบุต่อไปว่า สิ่งที่น่ากังวัลสำหรับสถานการณ์เสรีภาพสื่อในเวลานี้คือ วิธีคิดของผู้ร่างกฎหมาย ซึ่งเธอมองว่าบางครั้งผู้ร่างกฎหมายเองก็มีความกลัว เช่นกลัวว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะอยู่กันอย่างไร และก็พยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมทิศทางให้คนในอนาคต

"คือคิดกันไปไกลว่า เราจะต้องอยู่กันอย่างไรในอนาคต จริงๆ แล้วท่านผู้สูงอายุทั้งหลายที่อยู่ใน สนช. หรือ สปท. ถ้าไว้วางใจลูกหลานเรา ฉันคิดว่าเราต้องปล่อยให้คนรุ่นใหม่ต้องรู้จักที่จะคิดเอง เลือกเองและตั้งรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไปด้วย อันนี้แหละคือการสร้างความเป็นพลเมือง" อังคณา กล่าว

อังคณา ระบุด้วยว่า เธอไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงมีการนำเอากรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าไปนั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชน ตามที่ระบุไว้ในร่างกฎหมาย เพราะในความเป็นจริงแล้วคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่ต้องเรื่องราวที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และทุกวันนี้หากสื่อมวลชนไปละเมิดใครกรรมการสิทธิก็มีหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว และในอนาคตสื่อก็อาจจะถูกละเมิดสิทธิเอง สื่อก็ควรจะมาร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิฯ ได้เช่นกัน แต่ถ้ากรรมการสิทธิไปนั่งอยู่ในคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวล แล้วกรรมการสิทธิจะอยู่ในฐานะที่เป็นกลางเป็นธรรมได้อย่างไร

"แทนที่รัฐจะมาคุม รัฐควรจะคิดว่าเมื่อสื่อปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เพื่อที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว สื่อจะต้องไม่ถูกคุกคาม จะต้องไม่ถูกละเมิดสิทธิทั้งร่างกาย และชีวิต และหากเกิดการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นก็จะต้องไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล"อังคณา กล่าว

สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า นักการมือง ตำรวจ สื่อมวลชน คือกลุ่มที่ประชาชนต้องการให้ปฏิรูป ตนไม่เห็นด้วยกับร่างของสปท. แต่สนับสนุนให้มีร่างวิชาชีพของสื่อที่สื่อเข้าไปยกร่างด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันความคาดหวังว่า กรณีสื่อเทียม สื่อเสี้ยมที่เข้ามาจำนนำนวนมากจะหมดไป ดังนั้นกฎหมายจะต้องส่งเสริมไม่ใช่ควบคุมสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจากนี้ยังมีหลายขั้นตอนอีกไกลมากกว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกมา ส่วนการควบคุมกันเองจะทำอย่างไร แต่ที่ผ่านมายังไปไม่ได้ จึงควรมีสภาวิชาชีพเกิดขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันให้กับสื่อด้วย

สุทธิชัย หยุ่น ระบุว่าจากร่างกฎหมายคุมสื่อฉบับที่ผ่านมติเห็นชอบจาก สปท. นั้นเป็นความพยายามที่จะคุมสือแบบหยาบๆ เพียวแค่ต้องการจะควบคุมจึงได้กำหนดให้คนเป็นสื่อมาขอใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ เขาเห็นความอันตรายของความคิดนี้คือ หากมีการควบคุมผู้ที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ก็จะสามารถควบคุมการไหลเทของข่าวสารตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ

"เขาคงลืมไปว่าเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปจนถึงขั้นที่ใครก็ไม่สามารถควบคุมการไหลเวียนของข่าวสารในสังคมได้อีกต่อไป แต่ผมเชื่อว่าความล่าสมัยของความคิดของคนที่อยู่ในอำนาจ หากคุมหนังสือพิมพ์ได้ เพราะตอนนี้ของคุมทีวีเกือบจะได้ทั้งหมด สิ่งที่เขาห่วงก็คือ คนในอำนาจตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ ก็จะไม่ชอบที่เห็นความคิดความอ่านต่างๆ จริงๆ เขาไม่ชอบคอลัมนิสหนังสือพิมพ์บางฉบับเท่านั้นแหละครับ เขาเลยคิดว่าอยากจะควบคุมได้ แต่เขาลืมไปว่าร่างกฎหมายนี้ออกมามันจะคุมทุกคนในสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะคนมีอาชีพสื่อสารมวลชนกระแสหลักเท่านั้น" สุทธิชัย กล่าว

สุทธิชัย กล่าวอีกว่า ทั้งหมดจึงเป็นปรากฎการณ์ให้สังคมได้ตระหนัก เพราะการปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสื่อมีมากอยู่แล้ว เสรีภาพก็สึกกร่อนไปด้วยทุนนิยม ดังนั้นความเข้มข้นคนทำสื่อก็แผ่วลงไป ดังนั้นคนแก่จึงต้องมาวันนี้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เดินหน้าต่อไป และต้องตระหนักว่าการปกป้องเสรีภาพ เพราะเสรีภาพของสื่อ คือเสรีภาพประขาชน ไม่มีอาชีพไหนปกป้องกันเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาชีพไหนที่ไม่มีคอร์รัปชั่น นักการเมืองก็มี หมอก็มี วิชาสื่อไม่ว่าตั้งกฎอะไรก็ต้องมีคนผิดกฎ แต่สุดท้ายสังคมจะตัดสินเอง ไม่ใช่รัฐบาลตัดสิน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงตัดสิน ที่นายกฯบอกว่า ต้องให้สื่อต้องเชื่อมโยงกับรัฐ แต่สื่อไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับรัฐ เพราะสื่อมีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงกกับประชาชนเท่านั้น รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมให้สื่อสามารถปกครองดูแลตัวเอง โดยผ่านการดูแลจากประชาชน 

"วันนี้คือจุดเริ่มต้นของสังคมไทย ในเสรีภาพของข่าวสารจะให้สังคมนี้ดีขึ้น ไม่ใช่มาควบคุมและมากำกับ ซึ่งปัจจัยที่การปราบคอร์รัปชั่นในประเทศที่คอร์รัปชั่นน้อยที่สุดโลก ที่ผมเคยสัมภาษณ์มานั้นคำตอบที่ได้คือ ต้องมีสื่อที่เสรี" สุทธิชัย กล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ก.ศึกษาฯ เร่งแก้ไขปัญหานักเรียนที่ไม่หลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

Posted: 04 May 2017 06:23 AM PDT

กระทรวงศึกษาธิการประชุมคณะกรรมการดำเนินการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่มีมีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เร่งแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนไร้สัญชาติให้มีข้อมูลที่ชัดเจนและมีสถานะบุคคลตามกฎหมาย

4 พ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดตั้งและประชุมคณะกรรมการดำเนินการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่มีมีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ประชุมมีมติให้เร่งจัดทำข้อมูลบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่อยู่ในระบบการศึกษาในทุกหน่วยงาน  เพื่อให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในการบริหารจัดการศึกษาให้คนกลุ่มนี้

ตามที่มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 และมติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 ในการให้โอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย สามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับประเภทหรือพื้นที่การศึกษานั้น ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนในโรงเรียนในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี 2559 ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวเช่นเดียวกับนักเรียนไทยจำนวน 67,577 คน  และกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องสัญชาติไทยจำนวน 6,800 คน  นอกจากนี้มีนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่เรียนอยู่ในโรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครจำนวน 3,679 คน  และในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนอีกประมาณ 1,500 คน

สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลการดำเนินการตามโครงการกำหนดสถานะให้แก่เด็กนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ที่รับผิดชอบ 5 อำเภอของจังหวัดตาก ได้แก่ ท่าสองยาง แม่ระมาด แม่สอด พบพระ และอุ้มผาง ได้ดำเนินการช่วยเหลือเด็กนักเรียนให้ได้รับสถานะมีเลข 13 หลัก และมีบัตรเอกสารแสดงตน จำนวน 1,756 คน อยู่ระหว่างดำเนินการจำนวน 1,442 คน  และที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการจัดการปัญหาสถานะของนักเรียน เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนในทุกพื้นที่ให้ได้รับการช่วยเหลือกำหนดสถานะที่ถุกต้องและเหมาะสม  โดยจะประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง  นอกจากนี้ยังมีมติตั้งคณะอนุกรรมการในการปรับปรุงแก้ไขคู่มือการปฏิบัติของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ระเบียบกฎหมายที่ปรับเปลี่ยนไปด้วย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสธ.ทร.เตรียมลงนามสัญญาซื้อเรือดำน้ำจีน 7 พ.ค.นี้ สตง.คาดใช้เวลา 2 สัปดาห์ สอบเอกสารลับ

Posted: 04 May 2017 06:02 AM PDT

ทร.ระบุ  เสธ.ทร.เยือนจีน เป็นตัวแทน ผบ.ทร. เตรียมลงนามสัญญาซื้อเรือดำน้ำ 7 พ.ค.นี้ ขณะที่ สตง.คาดใช้เวลา 2 สัปดาห์ สอบเอกสารลับ

ภาพเสนาธิการทหารเรือในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ พร้อมคณะเป็นผู้ชี้แจงโครงการจัดหาเรือดำน้ำอย่างเป็นทางการ 1 พ.ค. 2560

4 พ.ค. 2560 สำนักงานเลขานุการ กองทัพเรือ (สลก.ทร.) ได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจกจ่ายให้สื่อมวลชน ถึงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ลำที่ 1 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน  ระบุว่า กองทัพเรือได้รับแจ้งจากบริษัท China Shipbuilding & Offshore International Co.,Ltd.  (CSOC) สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ได้ประสานงานกับรัฐบาลจีน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน ในการจัดเตรียมเอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้ว และมีความพร้อมในการลงนามในข้อตกลงจ้างสร้างเรือดำน้ำ ลำที่ 1 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงมีความประสงค์ขอเชิญผู้แทนรัฐบาลไทยให้เกียรติไปเยือนจีน และลงนามในข้อตกลงฯ 

ดังนั้น การดำเนินการของกองทัพเรือ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2560 พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายให้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ ลงนามในข้อตกลงจ้างสร้างเรือดำน้ำ ลำที่ 1 ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน 

โดยเสนาธิการทหารเรือและคณะได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 4 – 7 พ.ค. 2560 และเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสารเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถประกอบพิธีลงนามในข้อตกลง  ณ อาคารรับรองรัฐบาล เตี้ยวหยูไถ่ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กับบริษัท CSOC ในฐานะผู้แทนรัฐบาล สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ ภายในวันที่ 7 พ.ค. 2560 ซึ่งจะถือได้ว่ารัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพันธกรณีต่อกันโดยสมบูรณ์ต่อไป 

สตง.คาดใช้เวลา 2 สัปดาห์ ตรวจสอบเอกสารลับ

พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยภายหลังเข้าพบ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม ว่า วันนี้ (4 พ.ค.)  สตง.มาตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ อาทิ การใช้งบประมาณการจัดซื้อดังกล่าว โดยจะตรวจสอบย้อนหลังไปถึงวันที่นำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา 

"เนื่องจากเป็นเอกสารลับ ไม่สามารถนำออกไปได้ คาดว่าใช้เวลา 1 สัปดาห์  ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ในการตรวจสอบประเด็นต่างๆ ที่สังคมสงสัย โดยจะนำข้อร้องเรียนของ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา มารวบรวม เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเอกสารที่กองทัพเรือส่งให้ ครม." พิศิษฐ์ กล่าว

พิศิษฐ์ กล่าวว่า หากมีข้อสังเกตใดๆ หรือพบนัยที่สำคัญ ก็จะรีบแจ้งกองทัพเรือ เพื่อนำไปพิจารณาทบทวน และแจ้งสื่อมวลชนให้ทราบ ส่วนจะระงับยับยั้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกองทัพเรือ  และไม่มีข้อห้ามว่า ระหว่างนี้ กองทัพเรือจะเซ็นสัญญากับจีนไม่ได้    

พิศิษย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่มาตรวจสอบเอกสารโครงการจัดหาเรือดำน้ำจีน เป็นผู้ตรวจราชการ เทียบเท่ารอง หรือ ผู้อำนวยการสำนัก จำนวน 5 คน และมีผู้ช่วยอีก 1-2 คน ซึ่งกองทัพเรือให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดย สตง.จะตรวจสอบต่อเนื่อง เพราะเป็นงบผูกพันหลายปี และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบคือ การทำสัญญาแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ จีทูจี เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเยอะ เช่น โครงการมันสำปะหลังและจำนำข้าว

"เป็นหน้าที่ของ สตง.อยู่แล้ว  ในการดูแลการใช้งบประมาณของแผ่นดิน  ยืนยันว่า การทำงานเป็นอิสระ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลการเมือง ที่ผ่านมาก็เคยตรวจสอบหลายโครงการของกองทัพเรือ  เช่น การจัดหาเรือดำน้ำ มือ 2 จากเยอรมนี ที่ได้ให้ข้อสังเกตต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดโครงการก็ไม่ได้รับการอนุมัติ" พิศิษฐ์ กล่าว

รายงานระบุด้วยว่า พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ได้เดินทางไปยังสาธารณประชาชนจีนแล้ว เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำ S26T   

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย โพสต์ทูเดย์ และ บีบีซีไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'โอเพนรัสเซีย' จัดชุมนุมต่อ-แม้ถูกรัฐบาลรัสเซียขึ้นบัญชีดำ

Posted: 04 May 2017 04:30 AM PDT

ถึงแม้ว่ารัฐบาลรัสเซียจะสั่งแบนและขึ้นบัญชีดำกลุ่มโอเพนรัสเซียในช่วงก่อนที่พวกเขาจะประท้วงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงไม่ยอมอนุญาตให้พวกเขาประท้วงในหลายๆ เมือง แต่ทางโอเพนรัสเซียที่ต้องการเรียกร้องสังคมที่เปิดกว้างเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ลดละ พวกเขายังยืนกรานจัดการชุมนุมต่อไป

ที่มาของภาพประกอบ: Wikipedia

4 พ.ค. 2560 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในรัสเซียมีการประท้วงใหญ่ต่อต้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ทั้งในกรุงมอสโกวและเมืองอื่นๆ ภายใต้สโลแกน "พวกเราเบื่อเซ็งเขาแล้ว" เนื่องจากปูตินมีแผนจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย โดยที่แม้ว่าจะถูกสั่งห้ามในหลายพื้นที่ และในบางพื้นที่อย่างมอสโควพวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินขบวน แต่พวกเขาก็ยังคงทำการชุมนุมกันต่อไป

กลุ่มผู้ชุมนุมชวนผู้เข้าร่วมมารวมตัวกันที่สำนักงานรับรองประธานาธิบดีประจำแต่ละท้องถิ่นของตัวเองเพื่อยื่นจดหมายถึงปูตินเรียกร้องไม่ให้เขาลงเลือกตั้งในครั้งถัดไปอีก โดยที่ปูตินดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีมาแล้ว 3 สมัยซึ่งไม่ได้เป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกัน ก่อนหน้าการดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 3 ปูติน คือช่วงปี 2551-2555 ปูตินได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแทนเนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกิน 2 สมัยติดต่อกัน

ในวันที่ 29 เม.ย. 2560 การชุมนุมในหลายพื้นที่มีจำนวนผู้ชุมนุมตั้งแต่ไม่กี่สิบคนไปจนถึงหลายร้อยคน ส่วนในมอสโควมีผู้ชุมนุม 250 คน จากตัวเลขการประเมินของทางการ โดยในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีผู้ประท้วงถูกจับกุมราว 100 คน จากที่มีผู้มาชุมนุมทั้งหมดราว 200 คน ตำรวจอ้างว่ากลุ่มผู้ประท้วงเป็นผู้ "ก่อความวุ่นวาย"

หนึ่งในผู้ชุมนุมอายุ 57 ปี กาลีนา อบราโมวา บอกว่า "ทุกอย่างแย่ไปหมด ทั้งการศึกษา สุขภาวะ ทุกอย่างถูกทำลายไปหมด ฉันต้องการการเปลี่ยนแปลง" ในส่วนของคนหนุ่มสาวอายุ 16 ปี อย่างแอนนา บาซาโรวา อายุ 16 ปีบอกว่าเธอไม่อยากให้ปูตินลงเลือกตั้งอีกในครั้งหน้า และปัญหาของพวกเธอคือการที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้ทีอยู่ในอำนาจได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรัสเซียที่มีการประท้วงโดยไม่รอให้ทางการอนุญาต ก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอย่าง อเล็กซี นาวาลนี ก็เคยจัดการประท้วงเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2560 ในกรุงมอสโควโดยมีประชาชนราว 1,000 คน ถูกจับกุมรวมถึงนาวาลนีเองด้วย และในช่วงก่อนหน้าที่กลุ่ม "โอเพนรัสเซีย" จะจัดการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการรัสเซียก็พยายามกดดันพวกเขาในช่วงก่อนการชุมนุมไม่กี่วัน

มิคาอิล โคดอร์คอฟสกี ผู้นำขบวนการ 'โอเพนรัสเซีย' เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์หลังจากที่รัฐบาลประกาศให้กลุ่มโอเพนรัสเซียเป็นกลุ่มผิดกฎหมายว่าเขารู้สึก "ภูมิใจ" ที่ขบวนการนี้ตกอยู่ภายใต้การเพ่งเล็งของรัฐบาล ซึ่งไม่เพียงแค่ถูกห้ามเท่านั้นแต่ยังถูกแบล็กลิสต์ในฐานะ "องค์กรที่ไม่พึงประสงค์" ด้วย แต่มันก็ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ พวกเขายังระกาศจัดการชุมนุมต่อไป

โคดอร์คอฟสกีกล่าวอีกว่าการตัดสินใจสั่งแบนของหัวหน้าอัยการรัสเซียมีผลต่อองค์กรโอเพนรัสเซียที่จดทะเบียนในอังกฤษเท่านั้นและไม่ได้ครอบคลุมถึง "ขบวนการออนไลน์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กของโอเพนรัสเซีย" ซึ่งใช้จัดตั้งการชุมนุม จัดกิจกรรม และจัดการด้านสื่อด้วย เนื่องจากปฏิบัติการออนไลน์ของโอเพนรัสเซียเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 82 ว่าด้วย "องค์กรสาธารณะ" ที่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน

ทางด้านมาเรีย บาโรโนวา หนึ่งในผู้ประสานงานของโอเพนรัสเซียกล่าวยืนยันต่อสื่อว่าถึงจะถูกแบนแต่กิจกรรมขององค์กรพวกเขาก็ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะพวกเขาเป็นแค่กลุ่มปัจเจกบุคคลที่เห็นตรงกันว่ารัสเซียควรจะเป็นประเทศที่มีความเป็นยุโรปและมีประชาธิปไตยมากกว่านี้ ในแง่การที่ถูกสั่งลงบัญชีดำว่าเป็นองค์กรที่ไม่พึงประสงค์นั้น พวกเขาออกแถลงการณ์ระบุว่ารัฐบาลกระทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะการขึ้นบัญชีดำทำได้แต่กับองค์กรเอ็นจีโอต่างชาติหรือนานาชาติเท่านั้น แต่โอเพนรัสเซียเป็นองค์กรสัญชาติรัสเซียโดยแท้แน่นอน

 

เรียบเรียงจาก

Russian police arrest dozens of anti-Putin protesters, Aljazeera, 30-04-2017

A letter to Putin: Open Russia's Khodorkovsky inspires Moscow protest, Russia Beyond The Headlines, 30-04-2017

Russian Protest Movement Says It Will Press On, Despite Federal Ban, Global Voices, 26-04-2017

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Vladimir_Putin

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'กสทช.-ISP' เผยปิดกว่า 6 พันเว็บ เนื้อหาไม่เหมาะ ยันทุกรายร่วมมือ เว้นเฟซบุ๊กกำลังเจรจา

Posted: 04 May 2017 02:36 AM PDT

กสทช.-สมาคมอินเทอร์เน็ต แถลงปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมตามที่ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย ไปแล้ว 6,300 กว่าเว็บ ใช้เวลากว่า 3 ปี เหลืออีก 600 กว่าเว็บ ที่เข้ารหัสและมีแม่ข่ายอยู่ต่างประเทศ พบเว็บเกี่ยวกับความมั่นคง การพนัน เว็บโป๊ มากสุด ยันทุกรายให้ความร่วมมือ ยกเว้นเฟซบุ๊กอยู่ระหว่างเจรจา

4 พ.ค. 2560 สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่า ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า ทาง กสทช. ได้ร่วมกับ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมมือในการทำงานดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งวันนี้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยได้เดินทางมายื่นหนังสื่อพร้อมชี้แจงว่า ที่ผ่านมาได้มีการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ตามที่ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย ปิดไปแล้ว 6,300 กว่าเว็บไซด์ใช้เวลากว่า 3 ปี เหลืออีก 600 กว่าเว็บไซต์ ที่มีการเข้ารหัส และมีแม่ข่ายอยู่ต่างประเทศ จึงได้ส่งหนังสือประสานไปยังผู้ให้บริการขอความร่วมมือให้ทำการปิดกั้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และผิดต่อกฎหมายของไทย ซึ่งเว็บไซต์ที่กระทำผิดมากที่สุดคือสื่อลามกอนาจาร และการพนัน

เลขาธิการ กสทช. ระบุว่า วันนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการประสานความร่วมมือกัน ระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการดำเนินการตามกฎหมายภายหลังศาลตัดสิน ทั้งนี้คาดว่าการดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์จะเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดได้ภายใน 1 สัปดาห์ พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดจะไม่กระทบต่อประชาชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ขณะที่ Nation TV  รายงานด้วยว่า ปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมแล้วกว่า 6,300 เว็บไซต์ จาก 6,900 เว็บไซต์ พบเว็บเกี่ยวกับความมั่นคง การพนัน เว็บโป๊ มากสุด ยืนยันทุกรายให้ความร่วมมือ ยกเว้นเฟซบุ๊กอยู่ระหว่างเจรจา โดย มรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคม ISP กล่าวว่า สมาชิกสมาคมไอเอสพีได้นำเว็บไซต์ไม่เหมาะสมลงจากอินเทอร์เน็ตแล้ว 6,300 เว็บไซต์ หลังมีคำสั่งศาล คงเหลืออีก 600 เว็บไซต์ที่เข้ารหัสไว้ สมาคมฯจึงทำหนังสือไปยังผู้ให้บริการเว็บไซต์เหล่านั้นเพื่อให้ปิดกั้นเว็บไซต์ จากนั้นผู้ให้บริการจึงทำหนังสือชี้แจงการดำเนินงานมายื่นต่อกสทช.เพื่อให้ทราบว่าดำเนินการอะไรไปบ้าง
 
มรกต กล่าวอีกว่า ตามปกติสมาคมไม่มีอำนาจในการกลั่นกรองเนื้อหา ต้องทำตามคำสั่งศาล ส่วนเว็บที่ปิดรองลงมาคือเว็บฟิชชิ่ง ยืนยันไม่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ประชาชนในเฟซบุ๊ก ยูทูป สำนักงาน กสทช. ดำเนินการในภาพใหญ่ทั้งหมดเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ถูกต้อง ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเฟซบุ๊ก การมอนิเตอร์เนื้อหาจะมีจากทั้ง 2 ส่วนคือจากสำนักงาน กสทช. เองและผู้ประกอบการ ISP
 
ตัวแทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวด้วยว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.คอม ภายในเดือนนี้ และคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถปิดกั้นเว็บไซต์ที่ผิดกฏหมายได้ทั้งหมด หลังจากนี้ กสทช.และฝ่ายความมั่นคงจะติดตามสถานการณ์ต่อไป โดยจะมีมาตรการกับเว็บไซต์ที่ผิดกฏหมาย ขอให้ประชาชนสบายใจได้ รัฐบาลไม่มีแนวคิดทปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ใดๆทั้งสิ้น ขออย่าวิตกกังวล
 
 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สภานิสิตจุฬาฯ โหวต 'เนติวิทย์' นั่งประธาน เผยสิ่งแรกที่ต้องทำคือปฏิรูปการรับน้อง

Posted: 04 May 2017 02:01 AM PDT

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ดำรงตำแหน่งประธานสภา ปีการศึกษา 2560 เจ้าตัวลั่น สิ่งแรกทำคือเริ่มปฏิรูปการรับน้อง ย้ำมุ่งเน้นนโยบายเรื่องการปกป้อง คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ของนิสิตจุฬาฯ

ภาพจาก Thorntep Maneecharoen

4 พ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 11.15 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ 'Nawakhun Sanasilapin' โพสต์ข้อความรายงานข่าวว่า เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2560 ด้วยคะแนนเสียง 27 เสียง จากองค์ประชุมทั้งหมด 36 คน

สำหรับ เนติวิทย์ เป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกสภานิสิตฯ และอดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทและยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น ต่อต้านบังคับเกณฑ์ทหาร เรียกร้องสิทธิการประกันตัว 'ไผ่ ดาวดิน' ผู้ต้องหาคดี ม.112 เคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษา เป็นต้น

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เนติวิทย์ กล่าวหลังรับตำแหน่ง ว่าจะมุ่งเน้นนโยบายเรื่องการปกป้อง คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ของนิสิตจุฬาฯ

ขณะที่ โพสต์ทูเดย์ รายงานว่า เนติวิทย์ กล่าว ด้วยว่า สิ่งแรกที่หลังได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการหลังวันที่ 1 มิ.ย.จะเริ่มปฏิรูปการรับน้อง ซึ่งต้องลดการใช้ความรุนแรง การรับน้องต้องเคารพสิทธิของน้องด้วย รุ่นพี่ต้องไม่กดขี่รุ่นน้อง

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนทำสื่อออสเตรเลียประท้วง ให้ผู้บริหารลดเงินเดือนตัวเองแทนการเลิกจ้างพนักงาน

Posted: 04 May 2017 01:23 AM PDT

พนักงานในเครือ Fairfax Media บริษัทฯ สื่อยักษ์ใหญ่ในออสเตรเลียหยุดงานประท้วงแผนการการเลิกจ้างพนักงาน 125 คนในกองบรรณาธิการข่าว เสนอให้ผู้บริหารระดับสูงลดเงินเดือนตัวเอง 25% แทนการเลิกจ้างพนักงาน

การประท้วงของพนักงานในเครือแฟร์แฟกซ์ มีเดีย (Fairfax Media) ที่ออสเตรเลีย ที่มา: แนวร่วมคนทำงานสื่อ ภาคบันเทิง และศิลปะ (Media, Entertainment & Arts Alliance - MEAA)

สมาพันธ์ผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (International Federation of Journalists หรือ IFJ) รายงานเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่า แฟร์แฟกซ์ มีเดีย (Fairfax Media) บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของออสเตรเลีย ประกาศว่าจะเลิกจ้างพนักงานประจำในกองบรรณาธิการข่าว 125 คน แผนการเลิกจ้างครั้งนี้ฝ่ายบริหารระบุว่าจะช่วยทำให้บริษัทฯ ประหยัดเงินไปได้ 30 ล้านดอลลาร์ออสเตรียเลีย (ประมาณ 777.20 ล้านบาท) โดยการเลิกจ้างครั้งนี้จะเป็นการเปิดให้เป็นการเลิกจ้างโดยสมัครใจ 125 คนในกองบรรณาธิการข่าว ซึ่งเริ่มกระบวนการมาแล้วตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว

การเลิกจ้างที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของกองบรรณาธิการข่าวนี้ ทำให้พนักงานในสังกัดของ แฟร์แฟกซ์ มีเดีย อย่าง Sydney Morning Herald และ The Age ขอมติประกาศนัดหยุดงานไปจนถึงสัปดาห์หน้าตอบโต้ทันที การประท้วงจะเริ่มในช่วง 15.00 น. ของทุกวัน โดยมีสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (IFJ) และแนวร่วมคนทำงานสื่อ ภาคบันเทิง และศิลปะ (Media, Entertainment & Arts Alliance หรือ MEAA) ประกาศให้ความสนับสนุนการนัดหยุดงานประท้วงครั้งนี้

กลุ่มพนักงานยังได้เรียกร้องให้ผู้บริหารระดับสูงลดเงินเดือนตัวเอง 25% แทนการเลิกจ้างพนักงาน ที่มา: แนวร่วมคนทำงานสื่อ ภาคบันเทิง และศิลปะ (Media, Entertainment & Arts Alliance - MEAA)

กลุ่มพนักงานแฟร์แฟกซ์ มีเดีย ยังได้ตกลงและเรียกร้องร่วมกันว่าจะไม่รับข้อเสนอการเลิกจ้างที่มีการบังคับของบริษัทฯ รวมทั้งเรียกร้องให้มีการให้ผู้บริหารระดับสูงลดค่าแรงของตนเองลง 25% แทนการเลิกจ้างพนักงาน ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2558 แฟร์แฟกซ์ มีเดีย ได้เลิกจ้างครั้งใหญ่กว่า 200 คนมาแล้ว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แกนนำนปช. ร้อง ผบ.ตร. ตั้งกก.วินิฉัย ตร.สภ.พัทยา ปมออกหมายจับชุมนุม ปี 52

Posted: 04 May 2017 12:51 AM PDT

แกนนำนปช. ร้อง ผบ.ตร. ตั้งกก.วินิฉัย ตร.สภ.พัทยา ปมออกหมายจับฐานชุมนุม พัทยา ปี 52 ยันหลังเกิดเหตุมีการตั้ง กก. จาก สตช. พิจารณาไปแล้วและไม่มีการแจ้งดำเนินคดี ด้านรองโฆษก สตช.เผยเตรียมส่งรับเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา ขณะที่ ณัฐวุฒิ แฉ ถูกขวางจัดระดมทุนการศึกษาเด็ก เหน็บย้อนมอง 'สุเทพ' ปิดเกาะจัดงานระดมทุนได้

4 พ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรานยงานว่า วันนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. พร้อมด้วย เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผ่าน พ.ต.อ.ภมร รัตนสมัย นายตำรวจเวรอำนายการ ประจำ สตช. เพื่อขอความเป็นธรรมโดยให้ ผบ.ตร. ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน รวมทั้งเป็นการใช้สิทธิที่อยากให้ สตช. ตรวจสอบกระบวนการออกหมายจับของ สภ.พัทยา ฐานมีส่วนร่วมกับการชุมนุมทางการเมือง ที่ โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา เมื่อปี 2552 ทั้งๆ ที่หลังเกิดเหตุมีการตั้งคณะกรรมการจาก สตช. พิจารณาไปแล้ว และไม่มีการแจ้งดำเนินคดี

จตุพร ระบุว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ไปขออนุมัติหมายจับจากศาล ทั้งๆ ที่โดยหลักการควรออกหมายเรียกก่อน ในที่สุดศาลไม่อนุมัติหมายจับ ต่อมาวันที่ 4 เม.ย. 60 ก็ไปยื่นขอหมายจับตนอีกครั้ง คราวนี้ศาลเรียกไต่สวนฝ่ายตำรวจในวันที่ 5 เม.ย. 60 และมีคำสั่งไม่อนุมัติหมายจับในวันเดียวกัน
 
จตุพร โพสต์ภาพพร้อมข้อความลงเฟซบุ๊กแฟนเพจ Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์ โพสต์ข้อความว่า จากกรณีที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ได้รับแจ้งความจาก แกนนำ กปปส.จังหวัดชลบุรี และเป็นอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีกับณัฐวุฒิ และต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขยายผลอีก 5 คนได้แก่ ตน เหวง วีระกานต์ อดิศร และสุพร อัตถาวงศ์ ว่าร่วมกันกระทำการใด ๆ ให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จตุพร ระบุว่า แกนนำ กปปส.ชลบุรีดังกล่าว มิได้เป็นผู้เสียหาย และมิได้เกี่ยวข้องพฤติการณ์แห่งคดี กลับนำข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เชื่อว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และน่าจะทำให้พวกผมได้รับความเสียหาย มาแจ้งความกล่าวโทษ ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนกระทั่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา มีหมายเรียกตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถึงพวกผมนั้น

ตามพฤติการณ์แห่งคดีอาญา ตามที่ได้อ้างถึงนั้น ตามทางการสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งเคยดำเนินการสอบสวนคดีชุมนุมในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อ 11 เมษายน 2552 เสร็จแล้ว ซึ่งในขณะนั้น ไม่เพียงแต่ที่พัทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องใครบ้าง ซึ่งฟ้องไปทั้งหมด 18 คน รวมทั้งคดีดังกล่าวได้มีการพิพากษามาแล้ว 2 ศาล คือ ศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ ขณะนี้อยู่ในระหว่างฎีกา ประเด็นสำคัญคือว่า พวกผมทุกคนไม่ได้ปรากฎเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้มาก่อน ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การสอบสวนของพนักงานสอบสวนและการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว และการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวของอัยการมิได้ปรากฎพฤติการณ์และการกระทำของพวกผม ว่าเข้าข่ายความผิดอาญาฐานใดมาก่อน กับไม่เคยปรากฎว่าผู้ที่มาร้องนั้น ได้มีความเกี่ยวข้องกับคดีไม่ว่าฐานะใดมาก่อน

จตุพร โพสต์ด้วยว่า การที่บุคคลดังกล่าวมากล่าวโทษ พวกตนว่าทำผิดระหว่างการชุมนุมในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดุสิต เท่านั้น หากปล่อยให้การดำเนินคดีนี้มีต่อไป ไร้การตรวจสอบ ความชอบด้วยกฎหมาย และ ความชอบของผู้กล่าวโทษ จึงอาจเป็นปัญหาทางกฏหมายหลายประการ

"พวกผม จึงมาร้องขอความเป็นธรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันนี้ ให้ตรวจสอบความชอบของผู้กล่าวหา เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และหากพบว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย ขอให้ดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว รวมถึงขอให้ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยเขตอำนาจการสอบสวนตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 และ 19 ก่อนที่จะมีการพิจารณาคดีต่อไป" จตุพร โพสต์

สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานด้วยว่า พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักตำรวจแห่งชาติ ระบุจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ก่อนส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาในรายละเอียดต่อไป

ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 1 กองร้อยจำนวน 150 นาย กระจายกำลังติดตามสถานการณ์ และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยโดยรอบพื้นที่

ณัฐวุฒิ แฉ ถูกขวางจัดระดมทุนการศึกษาเด็ก เหน็บย้อนมอง 'สุเทพ' ปิดเกาะจัดงานระดมทุนได้

นอกจากนี้ วานนี้ 3 พ.ค.60 Peace News รายงานว่า ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาฯนปช. เปิดเผยถึงการจัดงานระดมทุนเพื่อช่วยการศึกษาเด็กขาดแคลน หลังจากได้ข้อสรุปว่าจะใช้สถานที่ห้องประชุมชั้น 6 อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เป็นที่จัดงานระดมทุนโครงการด้วยรักและแบ่งปัน มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนยากจนทั่วประเทศในวันที่ 28 พฤษภาคมนั้น ปรากฏว่ามีทั้งฝ่ายปกครองและตำรวจไปพบผู้บริหารของทางห้างสรรพสินค้า แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย ซึ่งตนมองว่าเป็นการสร้างแรงกดดันให้การจัดงานเกิดข้อติดขัด ทั้งๆ ที่ยืนยันชัดเจนมาตลอดว่า ทั้งเนื้อหา รูปแบบ และวัตถุประสงค์ไม่มีเรื่องการเมือง

ณัฐวุฒิ ยังฝากถึงเจ้าหน้าที่ให้ย้อนมองภาพกลุ่ม สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่จัดงานสมุยเฟสติวัล เมื่อวันที่ 23-24 มกราคม 2559 เพื่อระดมทุนสร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการจัดงานที่แทบจะปิดเกาะสมุยแสดงคอนเสิร์ต ชกมวย ปั่นจักรยาน และอื่นๆ แต่ก็จัดได้ไม่มีใครไปขัดขวาง แถมมีบุคลากรภาครัฐทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานอื่นเข้าร่วม ขณะที่กิจกรรมที่ตนจะจัดเราทำแบบเจียมเนื้อเจียมตัว ใช้ห้องประชุมจัดงานไม่เกิน 3 ชั่วโมง ทุกอย่างเป็นไปโดยเปิดเผย เนื่องจากดำเนินโครงการมาครบ 1 ปีแล้วจำเป็นต้องมีทุนเพิ่มเติม ถ้ามีอะไรเป็นข้อสงสัยก็สอบถามกับตนได้โดยตรง ตนพร้อมตลอดเวลาที่จะชี้แจงรายละเอียดให้ทราบ

"ผมนั่งอ่านจดหมายที่เด็กเขียนมาทุกฉบับ รับรู้สภาพชีวิตและความยากลำบาก ซึ่งทุกคนอยากได้รับโอกาสเพื่อเดินไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะสกัดขัดขวาง ตั้งใจว่าจะจัดงานปีละครั้งและพัฒนาโครงการต่อเนื่องให้สามารถดูแลนักเรียนได้มากขึ้น ล่าสุดขยายทุนเพิ่มเป็นรายเทอมให้นักเรียนที่ได้รับทุนไปแล้วแต่มีผลการเรียนเทอมล่าสุดไม่ต่ำกว่า 3.00 โดยระดับมัธยม 10,000 บาท และระดับอุดมศึกษา 15,000 บาท ซึ่งถ้าผลการเรียนทุกเทอมยังอยู่ในเกณฑ์ก็จะดูแลต่อเนื่องจนจบชั้นปริญญาตรี วันนี้เราได้ห้องที่กว้างพอสำหรับจัดงานแล้ว หวังว่าจะได้หัวใจของผู้ใหญ่ที่กว้างพอให้เด็กยากจนมีที่ยืนด้วย" ณัฐวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้โครงการด้วยรักและแบ่งปัน ณัฐวุฒิ ได้ดำเนินการมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนยากจนทั่วประเทศ ผ่านรายการ "เข้าใจตรงกันนะ" ทางสถานีโทรทัศน์ พีซ ทีวี ไปแล้วจำนวน 655 ทุน แต่ยังมีเด็กนักเรียนอีกจำนวนมาก ที่ยังขาดแคลนทุนการศึกษาจึงเป็นที่มาของการจัดโครงการด้วยรักและแบ่งปันดังกล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวีประชาไท: ปฏิญญาอะมีบ้า

Posted: 03 May 2017 10:58 PM PDT


เราคือสัตว์เซลเดียวสูงส่ง

มั่นคงเทิดทูนในปฏัก

เราเลื้อยเราคลานมานานนัก

เราไม่รู้จักวิธีเดินอย่างคน .

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เศรษฐกิจแบบตลาดเติบโต-ทดสอบสังคมเกาหลีเหนือ

Posted: 03 May 2017 03:48 PM PDT

เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อท่ามกลางการคว่ำบาตรจากนานาชาติ สะท้อนความสัมพันธ์ของรัฐเผด็จการกับสังคม นายทุน ตลาดเสรี การศึกษา กลุ่มนายทุนอภิสิทธิ์ที่มีสัมพันธ์อันดีกับรัฐประกอบกิจการเป็นล่ำเป็นสัน ขณะที่งานวิจัยประเมินว่าชาวเกาหลีเหนือร้อยละ 40 เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจภาคเอกชน ซึ่งมีอัตราส่วนใกล้เคียงกับโปแลนด์และฮังการียุคหลังโซเวียตล่มสลาย

ภาพเผยแพร่ของสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเมื่อ 18 เมษายนที่ผ่านมา ระบุว่าเป็นภาพครอบครัวของนักวิจัยเกาหลีเหนือย้ายเข้าที่พักใหม่ซึ่งรัฐจัดไว้ให้ (ที่มา: แฟ้มภาพ/Uriminzokkiri)

ภาพเผยแพร่ของสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเมื่อ 18 เมษายนที่ผ่านมา ระบุว่าเป็นภาพครอบครัวของนักวิจัยเกาหลีเหนือย้ายเข้าที่พักใหม่ซึ่งรัฐจัดไว้ให้ (ที่มา: แฟ้มภาพ/Uriminzokkiri)

รายงานของนิวยอร์กไทม์ ระบุว่า เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือดีขึ้นในระยะห้าปีหลังจากที่คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือคนล่าสุดเถลิงอำนาจ ชนชั้นนายทุน ชนชั้นค้าขายกำลังเติบโตขึ้นภายใต้การคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยที่ในกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของประเทศมีการก่อสร้าง เริ่มมีรถวิ่งบนถนนเยอะขึ้น

แม้ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เชื่อถือได้ แต่ผู้ที่หลบหนีออกมา และนักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเศรษฐกิจเกาหลีเหนือก็กล่าวว่า แรงจากตลาดกำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งในเกาหลีเหนือ ถือเป็นพัฒนาการที่ทำให้ท่านโครงการนิวเคลียร์ของท่านผู้นำถูกหยุดยั้งได้ยากขึ้น เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมกับรัฐบาลจีน มีแนวทางที่จะคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพื่อหยุดยั้งโครงการพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ การเติบโตของเศรษฐกิจกลับทำให้เกาหลีเหนือมีทุนรอนในการดำเนินโครงการต่อ และลดแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรได้ด้วย

เศรษฐกิจเกาหลีเหนือเติบโตราวร้อยละ 1-5 ต่อปี ถือเป็นอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่เร็ว อย่างไรก็ดี การให้บริษัทเอกชนขยายตัว โอนอ่อนตามแรงตลาด ทำให้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ถูกวางไว้เป็นนโยบายหลักของคิมจองอึนควบคู่กับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2556 กลายเป็นบททดสอบสถานภาพการเป็นรัฐสังคมนิยมที่ควรเป็น "สังคมไร้ชนชั้น" โดยที่ผ่านมามีสัญญาณว่าตลาดกำลังลดทอนอำนาจการยึดกุมสังคมของรัฐบาลเปียงยางลง ข้อมูลข่าวสารได้ไหลเข้าประเทศพร้อมกับสินค้าจากต่างประเทศ ผนวกกับการที่ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาระบบเศรษฐกิจของรัฐ ทำให้ความยึดโยงระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำตระกูลคิมลดลง คิมจินฮี หนึ่งในผู้หลบหนีจากเกาหลีเหนือเมื่อปี 2557 กล่าวถึงทัศนคติที่มีต่อรัฐบาลว่า "ถ้าคุณเลี้ยงดูเราไม่ได้ก็ไม่ต้องมายุ่งกับเรา เราจะได้เลี้ยงชีพตัวเองด้วยระบบตลาด"

กิจการเถื่อนที่รัฐไม่รับรอง

คิมจินฮีเล่าว่า ช่วงทศวรรษ 90 เป็นช่วงที่มีภัยแล้งสลับกับน้ำท่วม รวมถึงการสูญเสียการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ทำให้รัฐบาลเกาหลีเหนืองดการแจกจ่ายสวัสดิการอาหาร ชาวเกาหลีเหนือในเมืองมูซานเลือกที่จะไม่ไปทำงานกับรัฐ แล้วหันไปค้าขายอะไรก็ตามที่ขายได้ เมื่อช่วงข้าวยากหมากแพงจบลง ร้านค้าในเมืองมูซานมีจำนวนนับพันร้านเบียดเสียดกันไปหมด

ที่แล้วมา อดีตผู้นำ คิมจองอิล บิดาของคิมจองอึน มีท่าทีลังเลกับเรื่องตลาด เขาใช้ตลาดเป็นเครื่องมือเพิ่มเสบียงอาหาร ลดแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหประชาชาติ ในขณะที่บางครั้งเขาก็เลือกที่จะปราบปรามกิจการพวกการค้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในปี 2553 จำนวนตลาดที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลมีถึง 440 แห่ง ภาพจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าขนาดของตลาดขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ผลจากการศึกษาของสถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติ (Korea Institute for National Unification) ในกรุงโซลรายงานว่า ประชากรจำนวน 1.1 ล้านจาก 25 ล้านคนมีอาชีพค้าปลีกหรือเป็นผู้จัดการอยู่ในตลาดเหล่านี้ ในขณะที่ลีบุงโฮ ผอ.หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้กล่าวกับสภานิติบัญญัติเป็นวาระลับว่า กว่าร้อยละ 40 ของประชากรเกาหลีเหนือล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเอกชน อัตราส่วนเทียบเท่าโปแลนด์และฮังการีหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย

นอกจากนี้ ตลาดที่ไม่ได้รับการรับรองก็เติบโตขึ้นเช่นกัน มีคนทำรองเท้า เสื้อผ้า ของหวานและขนมปังจากบ้านมาขาย มีตลาดขายผลิตผลทางการเกษตรทุกๆ 10 วันตามชนบท ทั้งยังมีคนลักลอบนำสินค้าจากตลาดมืดมาขาย เช่น ภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซีรียส์เกาหลีใต้ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่สามารถใช้โทรได้ตามชายแดนจีน

โดยแรงขับส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการซื้อขายในตลาดมาจากความไม่พอใจแผนเศรษฐกิจของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ยืดหยุ่น สมัยก่อน ชาวเกาหลีเหนือเคยทำงานอยู่ในโรงงานหรือที่นาของรัฐ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและคูปองแลกอาหารและเครื่องใช้จำเป็นจากร้านค้าของรัฐ แต่เมื่อระบบดังกล่าวล่มสลายลงในทศวรรษที่ 1990 สิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือได้รับคือเงินเดือนเดือนละไม่ถึงหนึ่งเหรียญสหรัฐ "ถ้าคุณเป็นคนเกาหลีเหนือธรรมดาๆ แล้วคุณไม่หากินกับตลาด คุณก็มีโอกาสที่จะหิวตาย" คิมนัมชอล หนึ่งในผู้หลบหนีจากเกาหลีเหนือ ผู้เคยหารายได้จากการลักลอบนำสินค้าจากเกาหลีเหนือไปขายที่จีนกล่าว

 

การแข่งขันมีอยู่ทุกหัวระแหง

ทัศนียภาพของกรุงเปียงยาง มองจากโรงแรมยังกักโด ภาพถ่ายในปี 2012
(ที่มา: แฟ้มภาพ/MarsmanRom/
Wikipedia)

คิมยังฮี ผู้อำนวยการแผนกเศรษฐกิจเกาหลีเหนือ จากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเกาหลีกล่าวว่า ทุกวันนี้สินค้ากว่าร้อยละ 80 ที่ชาวเกาหลีเหนือใช้กันมาจากจีน ซึ่งคิมจองอึนได้พยายามลดภาระการพึ่งพาจีนด้วยการพยายามกระตุ้นให้เกิดการผลิตสินค้าขึ้นมาเองในประเทศ โดยผู้หลบหนีผู้หนึ่งได้บอกว่ามาตรการดังกล่าวทำให้ส่วนแบ่งสินค้าที่ผลิตจากเกาหลีเหนือมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ผู้ที่เดินทางไปกรุงเปียงยางจะพบว่าเศรษฐกิจบริโภคนิยมกำลังเติบโตขึ้น มีการแข่งขันในหลายภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นบริษัททัวร์ แท็กซี่และร้านอาหาร มีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าเพราะรัฐไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ ในตลาดเถื่อนมีการขายน้ำอัดลมโคคา-โคล่า ที่รัฐบาลขนานนามว่าเป็น "น้ำโสโครกแห่งทุนนิยม"

 

รัฐบาลโสมแดงซบภาคเอกชน

คิมจองอึน ให้อิสระโรงงานของรัฐในการเลือกสินค้าที่จะผลิต รวมถึงปล่อยให้ทางการหาแหล่งวัตถุดิบและลูกค้าอย่างอิสระ ขอแค่สร้างรายได้ตามเป้า ประชาชนเองสามารถเก็บผลผลิตที่ทำเกินโควตาเอาไว้ได้ มาตรการดังกล่าวมีส่วนคล้ายคลึงกับจีนในช่วงที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบทุนนิยมในทศวรรษที่ 1980 แต่เกาหลีเหนือมักบอกว่าเป็น "การจัดการเศรษฐกิจในสไตล์ของพวกเรา"

อย่างไรก็ตาม ผู้หลบหนีคนหนึ่งได้รายงานว่า โรงงานมักมีปัญหาจากสภาพเครื่องจักรและไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ส่วนชาวไร่ชาวนาก็ขาดปุ๋ยและเครื่องมือการเกษตรที่ทันสมัย ทำให้ต้องดิ้นรนอย่างหนักกว่าจะทำผลผลิตครบตามโควตา และในภาพใหญ่สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความตึงเครียดเนื่องจากมีการลงทุนจากต่างชาติน้อย ทั้งยังไม่มีกลไกทางกฎหมายมาคุ้มครองธุรกิจเอกชนและการบังคับใช้สัญญา ซ้ำร้าย โครงสร้างภายในประเทศและการมีประวัติที่รัฐยึดครองสินทรัพย์ของชาวต่างชาติ ทำให้การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยังอยู่แค่บนแผ่นกระดาษ

ชามุนซอก นักวิจัยจากสถาบันศึกษาการรวมชาติแห่งเกาหลีใต้ (Institute for Unification Education of South Korea) ประเมินว่าว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือสามารถจัดเก็บภาษีจากตลาดที่มีอยู่ในกำกับได้เป็นจำนวนถึงวันละ 220,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีรายงานว่า ทางการได้ออกคำสั่งให้ประชาชนที่ขายสินค้าตามบ้านย้ายไปขายตามตลาดที่รัฐจัดไว้เพื่อให้เก็บภาษีได้มากขึ้น "ทางการก็ต้องการตลาดเท่าๆ กับที่ประชาชนต้องการนั่นแหละ" คิมจองเอ อดีตนักโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ที่ปัจจุบันหลบหนีมาเป็นนักข่าวอยู่ในกรุงโซลกล่าว

คิมจองเอ กล่าวถึงชนชั้นในเกาหลีเหนือที่เรียกว่า "ดอนจู" หรือที่นักวิชาการชาวเกาหลีใต้เรียกว่า "นายทุนแดง"ว่าเป็นชนชั้นที่ทำการค้าขายและนักธุรกิจที่เพิ่งโตขึ้นมา ดอนจูจะลงทุนในโครงการก่อสร้าง ร่วมลงทุนกับจีนเพื่อจัดหาสินค้ามาให้ตลาด "ดอนจู" มักได้รับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบางคนก็เป็นญาติกัน ดอนจูส่วนหนึ่งมีเชื้อสายจีน ซึ่งได้รับการอนุญาตให้เดินทางเข้าจีนและการทำธุรกรรมข้ามแดนได้ และมีบางส่วนเป็นกลุ่มคนที่ได้รับเงินจากญาติที่หนีไปอยู่เกาหลีใต้ โดยดอนจูมักถูกคาดหวังจากรัฐบาลเมื่อมีการจัดทำโครงการใหญ่ๆ ให้ทำ "การบริจาคเพื่อแสดงความจงรักภักดี (Loyalty donation)" โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นเหรียญตราและประกาศนียบัตรที่ถือเสมือนเป็นเครื่องหมายว่าพวกเขาได้รับการคุ้มครองเมื่อทำธุรกิจที่ผิดกฎหมาย

เคยมีมาตรการกุมบังเหียนเหล่าดอนจูก่อนที่คิมจองอึนจะขึ้นมามีอำนาจ ด้วยการบังคับให้ประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้าของรัฐเท่านั้น ประกาศห้ามใช้สกุลเงินต่างประเทศ ประกาศใช้ธนบัตรแบบใหม่และจำกัดจำนวนเงินที่สามารถแลกเป็นธนบัตรใหม่ได้ ถือเป็นการทำลายความมั่งคั่งที่เหล่าดอนจู รวมไปถึงสามัญชนคนธรรมดาที่สะสมกันมา การซื้อขายหยุดชะงัก ราคาสินค้าพุ่งสูง และมีการประท้วงตามเมืองต่างๆ จนท้ายที่สุดรัฐบาลต้องผ่อนปรนนโยบายดังกล่าว รวมถึงประหารชีวิตปักนัมกี เจ้าหน้าที่การคลังระดับสูง และหนึ่งปีหลังจากนั้น ปักปองจู อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกไล่ออกเพราะว่าผลักดันนโยบายที่พึ่งพาตลาด ถูกเรียกกลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง สะท้อนว่ารัฐบาลไม่สามารถกดขี่ตลาดเอาไว้ได้อีกต่อไป

และเมื่อตลาดพัฒนาขึ้น ชาวเกาหลีเหนือหลายต่อหลายคนจะเห็นผลิตภัณฑ์จากโลกภายนอกที่มีคุณภาพดีกว่า และอาจจะตั้งคำถามกับความล้าหลังของชาติตนเอง

จุงกวางอิล ผู้นำของกลุ่มผู้หลบหนีในกรุงโซลนามว่า ไร้พันธนาการ (No Chain) กล่าวว่า"ชาวเกาหลีเหนือพูดถึงปู่และพ่อของคิมจองอึนว่าเป็น 'ผู้นำที่ยิ่งใหญ่' หรือไม่ก็ 'นายพล'...ตอนนี้เวลาพวกเขาคุยกัน หลายคนเรียกคิมจองอึนว่า 'เด็กน้อย' พวกเขากลัวคิมจองอึนแต่ไม่ได้เคารพเขาเลย"

"เขาพูดกันว่า เขา (คิมจองอึน) เคยทำอะไรให้พวกเราบ้าง" จุงกวางอิลกล่าว

 

แปลและเรียบเรียงจาก

As Economy Grows, North Korea's Grip on Society Is Tested By CHOE SANG-HUN, The New York Times, APRIL 30, 2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์: TU101 การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทยผ่านการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง

Posted: 03 May 2017 12:20 PM PDT

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์บรรยายวิชา TU101 พูดเรื่องการตัดสินใจแบบ System 1 VS System 2 แนะต้องคิดแบบ System 2 ใช้เหตุผลแทนอคติ ย้ำ "เวลามีค่าที่สุด" ชีวิตต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำอะไร เปรียบเหมือนเรียงหิน กรวด และทรายลงในโถ และสุดท้ายพูดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไทยยังมีปัญหาเรื่องบริหารเวลาและคิดว่าประเทศอุดมสมบูรณ์จึงไม่ดิ้นรน รวมไปถึงยังมีอุปสรรคเรื่องทัศนคติ ความต่อเนื่องทางนโยบาย และการจัดงบประมาณ

พร้อมย้ำว่ารถไฟความเร็วสูงไม่ใช่ของวิเศษ หรือเครื่องมือเปลี่ยนประเทศฉับพลัน รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เพชรนิลจินดาแต่เป็นเหมือนครกกับสากไว้ตำน้ำพริกสร้างมูลค่า หัวใจคือคนต้องพร้อม และต้องหาประโยชน์จากพวกโครงการเหล่านี้ให้ได้

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ที่ห้องบรรยาย SC1059 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม บรรยายพิเศษหัวข้อ "การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทยผ่านการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ต้นทุนที่สูญเสียไประหว่างรถไฟฟ้ายังไม่ได้สร้าง" โดยการบรรยายเป็นส่วนหนึ่งของวิชา TU101 โลก อาเซียน และไทย

โดยเนื้อหาการบรรยาย หัวข้อแรกเป็นเรื่องการตัดสินใจ เนื้อหานำมาจากหนังสือ "Thinking, Fast and Slow" ผลงานของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาที่ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2002 และ "The Art of Thinking Clearly" ผลงานของ Rolf Dobelli ชาวสวิส

ส่วนหนึ่งของสไลด์ประกอบคำบรรยายโดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ชัชชาติอธิบายการตัดสินใจ 2 ระบบ คือ System 1 คิดเร็ว และ System 2 คิดช้า ซึ่งการตัดสินใจแบบแรกจะเน้นความเร็ว ใช้จิตใต้สำนึก อัตโนมัติ ทำทุกวัน แต่มีโอกาสพลาดง่าย ส่วนการตัดสินใจแบบคิดช้า ต้องมีสติ ต้องตั้งใจ และการตัดสินใจประเภทนี้วันๆ หนึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เป็นการติดสินใจที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ System 1 เร็ว สามารถทำได้พร้อมๆ กัน แต่การตัดสินใจประเภทนี้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ส่วน System 2 ทำได้ช้ากว่า และเรามักรู้สึกขี้เกียจที่ต้องใช้การตัดสินใจแบบนี้ นอกจากนี้ยังทำได้ทีละอย่าง และเป็นการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับเหตุผลด้วย ทั้งนี้ System 1 มีข้อจำกัดในการใช้ตัดสินใจ หากเรามีความลำเอียง (bias) หรือมีการรับรู้แบบผิดพลาด (illusion) มาเกี่ยวข้อง

โดยคนมักจะเลือกรับรู้เฉพาะข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อของตนเอง หรือ Confirmation Bias และเมื่อเราเจอกับประเด็นคำถามหรือปัญหาที่ซับซ้อนที่ต้องใช้ System 2 สมองของเรามักจะทดแทนคำถามหรือปัญหาที่ง่ายต่อการหาคำตอบโดยใช้ System 1 แทน หรือ Substitution Bias ทั้งนี้ชัชชาติเสนอด้วยว่า ที่สังคมไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจนก็เกิดจากการที่ผู้คนต่างใช้วิธีคิดอย่างมีอคติ มากกว่าจะคิดด้วยระบบเหตุผล

หัวข้อที่สอง คือเรื่องการบริหารเวลา ทั้งนี้ชัชชาติเสนอว่า เวลามีค่าที่สุด โดยแนะนำให้ดูภาพยนตร์ "Interview with the Vampire" มีแวมไพร (1994) เป็นเรื่องของผีแวมไพร์สองตัว ตัวแรกไม่กินเลือกมนุษย์ กินแต่เลือดหนู ทำให้ไม่มีแรง ส่วนอีกตัวฆ่าและกินแต่เลือดมนุษย์ ทำให้แข็งแรง และทั้งสองมาเจอกันและพูดคุยกัน มีแวมไพร์ตัวที่กินเลือกมนุษย์บอกว่า "God kills indiscriminately, and so shall we" โดยชัชชาติเปรียบว่า พระเจ้า (God) ก็คือเวลา เพราะ "เวลา ฆ่าอย่างไม่เลือกหน้า" เช่นกัน

อดีต รมว.คมนาคม ได้ยกคำสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ที่ทรงมีคำสอนว่า "ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย เลือได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด"

ส่วนหนึ่งของสไลด์ประกอบคำบรรยายโดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นอกจากนี้ชัชชาติยังพูดการจัดความสำคัญของเวลา โดยชี้ให้เห็นว่าเวลามีความสำคัญ มีค่ามหาศาล มันไม่ใช่ของฟรี ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น โดยเปรียบชีวิตเหมือน โถแก้ว ซึ่งเป็นภาชนะรองรับของ 3 สิ่ง ได้แก่ หิน เหมือนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต กรวด เป็นสิ่งสำคัญรองลงมา และทราย คือสิ่งไม่สำคัญ หรือเรื่องไร้สาระ

ถ้าเอา 3 สิ่งเข้าไปใส่ในโถแก้ว โดยเราเอาทรายใส่เข้าไปก่อน เอากรวดใส่ สุดท้ายไม่มีเวลาให้หิน มันล้นแล้ว เหมือนเราบอกไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เพราะใช้เวลาเล่นจดหมด แต่ถ้าเอาหินใส่ไปก่อน แล้วใส่กรวดตาม ก็สามารถเททรายแทรกเข้าไปได้เอง นี่คือการจัดลำดับความสำคัญในการใช้เวลา ก็จะได้ครบทั้ง 3 สิ่ง โดยไม่บ่นว่าไม่มีเวลาทำสิ่งสำคัญให้ชีวิตเลย ดังนั้น เราต้องกำหนดให้ได้ก่อนว่า หินของเราคืออะไร อะไรสำคัญในชีวิต กรวดคืออะไร ทรายคืออะไร

โดยชัชชาติ เปรียบว่าหินก่อนใหญ่ของเขาคือสุขภาพ ร่างกายเป็นจุดเริ่ม ถ้าร่างกายไม่ดีก็ไม่สามารถทำเพื่อครอบครัวและงานได้ แต่หินก้อนใหญ่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราแต่ละคนต้องออกแบบหินก้อนใหญ่ของเราให้ได้ก่อน ทั้งนี้ชัชชาติยังเปิดคลิปที่ได้รับจากไลน์แนะนำให้ผู้ฟังบรรยายให้ความสำคัญกับสุขภาพด้วย เพราะเวลาป่วยไม่สบาย ก็ไม่สามารถทำงานหรือหารายได้ใดๆ ได้เลย โดยชัชชาติแนะนำว่าตอนนี้เราอาจจะเห็นว่าไม่สำคัญเพราะอายุยังน้อย แต่ต้องทำให้เป็นนิสัย

นอกจากนี้ยังนำเสนอกิจวัตรประจำวันของเขา ที่ตื่นตั้งเวลา 03.50 น. เพื่อเปิดอีเมล์ ดูข่าว ดื่มกาแฟ เข้าห้องน้ำ จากนั้นในเวลา 04.30 น. จะต้องวิ่งออกกำลังกาย และเข้ายิม เวลา 06.00 น. จึงจะไปอาบน้ำ เตรียมตัวไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน ไปที่ทำงาน กลับบ้าน สอนการบ้านลูก อ่านหนังสือ โดยจะเข้านอนเวลา 22.00 น. และอาจจะมีงีบหลังกินข้าวนิดหน่อย

ทั้งนี้กิจวัตรประจำวันก็แสดงถึงหินก้อนใหญ่ กรวด และทรายของเรา  ถ้าจัดเวลาให้ดี ชีวิตมีตารางเวลาก็จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

หัวข้อที่สาม ที่ชัชชาตินำเสนอเป็นเรื่องสิ่งปลูกสร้างและการพัฒนาประเทศ ชัชชาตินำเสนอว่า มูลค่าเวลานั้นมีตลอด เช่น การซื้อเครื่องบินราคา 15,000 ล้านบาท ก็มีค่าเสื่อม มีค่าดอกเบี้ยที่ต้องเสียไป หากหักค่าเสื่อมทุกวันเป็นเวลา 20 ปี ก็จะพบว่าเครื่องบินมีค่าใช้จ่ายถึงวันละ 4.1 ล้านบาท หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วงเฉพาะค่าก่อสร้างไม่รวมค่าเดินรถ มีมูลค่า 56,000 ล้านบาท หากคิดค่าเสื่อมราคา 30 ปี ก็จะมีมูลค่า 5 ล้านบาทต่อวัน

ชัชชาติ ตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมประเทศไทยมีปัญหาเรื่องบริหารเวลา? ข้อหนึ่งก็คือ เราไม่เห็นคุณค่าของเวลา เราคิดว่าประเทศอุดมสมบูรณ์ มีคำกล่าวว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" แม้แต่หมาก็ไม่อดตาย รวมไปถึงเรื่องทัศนคติ ความเข้าใจ ความต่อเนื่องทางนโยบาย และงบประมาณแผ่นดิน ในขณะที่สิงคโปร์ต้องดิ้นรนอย่างมากหลังถูกมาเลเซียขับออกจากสหพันธรัฐ เพราะแม้แต่น้ำจืดก็ไม่พอ เวลา สำหรับเขาจึงสำคัญ

โดยกรณีของสิงคโปร์หลังถูกมาเลเซียขับออกมาตั้งประเทศใหม่ สิงคโปร์ซึ่งมีน้ำจืดไม่เพียงพอ จากที่ต้องพึ่งมาเลเซีย ปัจจุบันมีแหล่งน้ำ 4 แหล่ง 1. แหล่งกักเก็บน้ำ 2. โครงการ NEWater เอาน้ำใช้แล้วมาผ่านกระบวนการทำให้ใช้ได้ใหม่ ซึ่งเมื่อปีก่อนนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ก็โชว์ดื่มน้ำจากแหล่งนี้ 3. นำเข้าน้ำ และ 4. นำน้ำจากทะเลมากลั่น

"ถามว่าถ้าเขาไม่ยากลำบากแบบนี้ ชีวิตง่ายๆ เขาคงไม่ทำ ของเราก็ลุ้นกันว่าฝนจะแล้งไหม ถ้าไม่แล้งก็โชคดี ถ้าแล้งก็ประหยัดน้ำกัน แต่เรายังสบายกว่าเขาเยอะ ผมเชื่อเลยว่าเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของเวลา เพราะสบายเกินไป" ชัชชาติกล่าวตอนหนึ่ง

ชัชชาติยังเปรียบเทียบสิงคโปร์กับไทยในรอบ 10 ปี (ระหว่าง 2547-2556) ซึ่งชัชชาติเปรียบประเทศไทยว่าอยู่ใน "ทศวรรษที่สูญหาย" เพราะในรอบ 10 ปีนี้ซึ่งยังไม่ต้องนับ คสช. แต่ก่อนหน้านี้ก็มีการรัฐประหาร คมช. มีรัฐบาล 7 รัฐบาล+คมช. มีพรรคการเมืองถูกยุบ 7 พรรค มีน้ำท่วมใหญ่ 1 หน จากเหตุทั้งหมดมีผู้เสียชีวิต 933 ราย บาดเจ็บ 2,200 ราย และเสียหายกว่า 1.7 ล้านล้านบาท โดยที่ประเทศไทยไม่ได้ลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักใหม่ๆ ของประเทศเลย ขณะที่ในช่วง 10 ปีสำหรับสิงคโปร์ มีแผนก่อสร้าง Marina Bay เพื่อตั้งเป้าพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค

ส่วนหนึ่งของสไลด์ประกอบคำบรรยายโดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์

และเมื่อพิจารณาอันดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ประเทศไทยก็มีสภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ได้อันดับย่ำแย่ลง จากอันดับ 49 ในปี 2555 ก็ลดลงไปอยู่อันดับ 61 ในปีถัดมา และล่าสุดในปี 2559 อยู่ที่อันดับ 72 และเมื่อพิจารณาทั้งเรื่องถนน รถไฟ ท่าเรือ และอากาศยาน จะพบว่า โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟ มีอันดับถดถอยอย่างมาก จากอันดับ 57 ในปี 2554-2555 ไปอยู่อันดับ 77 ในปี 2559-2560

ชัชชาติยังนำเสนอระยะเวลาของโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในอดีต ในอดีตของประเทศไทย นับตั้งแต่ศึกษาจนสร้างเสร็จ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ที่ปัจจุบันกลายเป็นท่าเรือหลักใช้เวลาสร้าง 30 ปี ปัจจุบันเป็นท่าเรือที่มีปริมาณสินค้าขนถ่าย 54% นับเป็นท่าเรือหลัก สนามบินสุวรรณภูมิใช้เวลา 45 ปี ซึ่งปัจจุบันเป็นประตูหลักที่นับท่องเที่ยว 74% เข้าสู่ประเทศไทย และสร้างรายได้กว่า 8.3 แสนล้านบาท

ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูง ญี่ปุ่นเริ่มคิดโครงการในปี 2493-2497 และทันใช้งานในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2507 ส่วนไทยเริ่มศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงมาตั้งแต่ปี 2537 แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่จีนเดินรถไฟความเร็วสูงสายแรกปี 2546 เกาหลีใต้เดินรถปี 2547 และไต้หวันเดินรถปี 2550

โดยชัชชาติยังยกคำพูดของเขาในปี 2556 ที่ว่า "ปัญหาจริงๆ แล้วของเรา คือเราไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องเวลา เพราะเราคิดว่าเวลาคือ "ของฟรี" แต่ระยะเวลา "ไม่ฟรี" เวลาเป็นสิ่งที่แพงที่สุด"

ปัจจัยต่อมาคือเรื่อง "ทัศนคติ ความเข้าใจ" เช่นในช่วงที่เขาต้องไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแนะนำว่า ต้องให้ถนนลูกรังหมดไปเสียก่อนนั้น ชัชชาติอธิบายว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น มีถนนลูกรังก่อน แล้วมีถนนลาดยาง คอนกรีต ไฮเวย์ ฯลฯ ตามลำดับของการพัฒนาประเทศ และถนนลูกรังก็ไม่ได้แปลว่าไม่ได้พัฒนา เพราะถนนลูกรังบางทีก็จำเป็นเพราะใช้ในการสัญจรของชุมชน หรือเป็นถนนที่ลงไปตามไร่นา

ชัชชาติกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลปัจจุบันก็ยังคงดำเนินโครงการระบบรางต่อไป ไม่ได้รอให้ถนนลูกรังหมดไปก่อน โดยระบบรถไฟความเร็วสูงช่วงแรกก็จะมีการก่อสร้าง 4 เส้นทาง ก็ยังทำอยู่แต่ระยะเวลาเลื่อนออกไป 4-5 ปี

อีกประการหนึ่งก็คือ รัฐบาลไทยขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย โดยชัชชาติยกตัวอย่างแก้ไขจราจรในกรุงเทพฯ ว่าการใช้รถเมล์แก้ไขปัญหาจราจรก็น่าสนใจ เพราะสามารถกระจายตัวได้ทุกหย่อมหญ้า และใช้งบประมาณน้อย เมื่อเทียบกับการลงทุนระบบรางในเมือง แต่อย่างไรก็ตามนโยบายในรอบ 10 ปีของการพัฒนาระบบรถเมล์ก็ไม่มีความต่อเนื่องเชิงนโยบาย

สุดท้ายเรื่องงบประมาณ ประเทศไทยมีนโยบายในแต่ละปีจำกัด กรณีของคมนาคมในปี 2556 ใช้ประมาณแสนล้านบาทต่อปีจากงบทั้งหมด 2.4 ล้านล้านบาท เทียบกับสิงคโปร์ที่ใช้งบประมาณคมนาคมปีละ 1.4 แสนล้านบาท นอกจากนี้งบประมาณก็กระจุกอยู่กับเมืองหลวง ไม่ได้กระจายออกไปยังภูมิภาค ทั้งนี้การใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ยังมีข้อจำกัด ในขณะที่ปัญหาจราจรมีความรุนแรงขึ้น ทั้งการจราจรติดขัด และปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

ทั้งนี้ต้นทุนของการไม่ทำโครงสร้างพื้นฐานในวันนี้ก็คือ นอกจากเวลาลงทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้ต้นทุนโครงการเพิ่มสูงขึ้น  ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และเกิดค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

ช่วงสุดท้ายชัชชาติย้ำถึงการพัฒนาขนส่งทางราง เปรียบเทียบภาพขบวนรถไฟไทยและมาเลเซีย ที่สถานีปาดังเบซาร์ชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียพัฒนาระบบรางอย่างมาก ทำความเร็วได้ 160 กม. ต่อชั่วโมง ขณะที่รถไฟไทยขาดการพัฒนาไปนาน ทั้งนี้เวลาผมไปพูดเรื่องรถไฟความเร็วสูง คนมักคิดว่าเป็นแหวนเพชรหรือของมีค่า ถ้ารถไฟความเร็วสูงมาถึงจังหวัดนั้นต้องเจริญ ต้องขอบอกว่าจริงๆ รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เพชรนิลจินดา แต่เหมือนครกกับสาก คือเป็นเครื่องมือ ถ้าเราไม่ตำน้ำพริกก็ไม่เกิดมูลค่า หัวใจจึงไม่ใช่ครกกับสาก แต่หัวใจคือจะเอาครกกับสากไปตำน้ำพริกอย่างไรให้เกิดมูลค่า หัวใจของรถไฟความเร็วสูงคือ เราจะหาวัตถุดิบจากท้องถิ่นอย่างไร จะมีการตำน้ำพริกอย่างไร โดยอาศัยรถไฟความเร็วสูงเป็นเครื่องมือ และน้ำพริกที่ออกมาแต่ละจังหวัดต้องไม่เหมือนกัน มีน้ำพริกที่คนชอบในแต่ละบทบาทของจังหวัด รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่ของที่มีค่าในตัวมันเอง ต้องเอาไปทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม อย่าไปคิดว่าเป็นของวิเศษ มาถึงแล้วประเทศจะเปลี่ยนโฉมไม่ใช่เลย มันจะเปลี่ยนได้เราต้องหาเครื่องปรุงมา เราออกแรงตำมัน หาสูตรที่มีมูลค่าเพิ่มให้ ย้ำว่ารถไฟความเร็วสูงไม่ใช่ของวิเศษ หรือเครื่องมือเปลี่ยนประเทศ หัวใจคือคนต้องพร้อม และต้องหาประโยชน์จากพวกโครงการเหล่านี้ให้ได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไอลอว์ เปิดเรื่องราว ทนายสิทธิแรงงาน ที่ต้องถูกจำคุกฐาน 'ละเมิดอำนาจศาล'

Posted: 03 May 2017 12:06 PM PDT

เปิดเรื่องราวของ ทนายสิทธิแรงงาน ที่ต้องถูกจำคุกฐาน 'ละเมิดอำนาจศาล' จากเขาพร้อมแรงงานไม่พอใจศาลจำหน่ายคดี เหตุเขาไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาคดีจากการสื่อสารที่เข้าใจผิดกับจนท.ศาลโทรแจ้งเลื่อนคดี ปัจจุบันเขายังมีคดีที่ต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นทนายประมาณ 3-4 คดี และมีภรรยาที่มีอายุครรภ์ประมาณ 5 เดือนต้องดูแล

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย ไอลอว์ รายงานเรื่องราวของ ทนายความด้านสิทธิแรงงานคนหนึ่ง โดย ไอลอว์ ใช้ชื่อสมมติ ว่า  "สหรัถ" เขากำลังถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสระบุรีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีละเมิดอำนาจศาล ตามกำหนดโทษจำคุก 3 เดือน ตั้งแต่ 20 เม.ย. 2560

ข้อมูล ของ ไอลอว์ ระบุวาา "สหรัถ" เรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ปัจจุบัน อายุ 37 ปี ระหว่างที่เขาอยู่ในเรือนจำ เขาไม่สามารถดูแลภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน ภรรยาของ "สหรัถ" จึงต้องดูแลตัวเองและลูกในครรภ์เพียงลำพัง นอกจากนี้"สหรัถ"ยังมีคดีแรงงานที่ต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นทนายความอยู่ด้วย ซึ่งต้องมีนัดพิจารณาคดีในระหว่างที่ "สหรัถ" ถูกจำคุกอยู่
 
ก่อนหน้านี้ "สหรัถ" เคยเป็นอาสานักกฎหมายสิทธิมนุษยชนรุ่น 3 ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายให้กับกลุ่มแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ที่ จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร และเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายที่ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงาน ตามลำดับ
 
19 พ.ค. 2558 "สหรัถ" พร้อมผู้ใช้แรงงาน 51 คน รวมตัวกันแสดงความไม่พอใจที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีของพวกเขาออกจากสารบบความ เพราะ ฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาคดี โดย "สหรัถ" ให้เหตุผลว่า เจ้าหน้าที่ศาลโทรศัพท์ไปแจ้งเลื่อนคดี แต่เจ้าหน้าที่ศาลปฏิเสธว่าไม่ได้โทรแจ้งเลื่อนนัดคดี เพียงแค่แจ้งให้นำคดีที่จะมาฟ้องใหม่มาฟ้องในวันอื่นแทน เมื่อ "สหรัถ" และแรงงาน 51 คนที่เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวมาถึงศาลแล้วพบว่า คดีถูกจำหน่ายออกไปแล้ว จึงแสดงคงามไม่พอใจ โดยการพูดว่า "ต้องมีการเลื่อนคดี ท่านต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องมีคนรับผิดชอบ ผมจะร้องเรียน เดี๋ยวผมจะร้องเรียนเจ้าหน้าที่ทุกคน พวกเราไม่ยอมใช่ไหม"
 
จากนั้น "สหรัถ" และพวกทั้ง 51 คนก็พูดว่า "เราไม่ยอม เราไม่ยอม"แล้ว "สหรัถ"ก็โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ประมาณว่า "วันนี้รู้แล้วว่าศาลแรงงานรับใช้นายทุน..."
 
เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ "สหรัถ" ถูกอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาฟ้องร้องการกระทำผิดดังกล่าวว่าเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยวันที่ 16 มีนาคม 2560 ศาลชั้นต้น จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษารอการกำหนดโทษไว้มีกำหนดสองปีและให้คุมประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติทุกสามเดือนเป็นเวลาสองปี ขณะเดียวกัน การกระทำผิดดังกล่าวยังถูกดำเนินคดีแยกต่างหากเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยวันที่ 20 เมษายน 2560 ศาลฎีกา พิพากษาลงโทษจำคุกสามเดือน
 
สหรัถเป็นคนนิ่ง ใจเย็น ตั้งแต่ใช้ชีวิตคู่มา สหรัภเป็นเหมือนน้ำเย็น ส่วนพี่นั้นเป็นคนใจร้อน ก็เหมือนน้ำร้อน แต่พี่กับสหรัถก็อยู่ด้วยกันได้ คนรอบตัวสหรัถจะรับรู้เองว่า สหรัภเป็นคนอย่างไร - ประโยคหนึ่งที่สะท้อนอุปนิสัยของ "สหรัถ" จากภรรยา
 
จริงๆ แล้วสหรัถไม่ค่อยพูด ส่วนมากภรรยาสหรัถจะพูดแทนหมดแต่วันที่เกิดเหตุ พี่คิดว่า สหรัถคงอินกับคดีจริงๆ จึงใจร้อน - ประโยคหนึ่งที่สะท้อนอุปนิสัยของ "สหรัถ" จากทนายความที่เป็นเพื่อนของเขา
จากการสังเกตการณ์ในคดีความผิดฐานดูหมิ่นศาล ของ "สหรัถ" ที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยยอมรับว่า ได้กระทำการดังกล่าวรวมทั้งโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กจริง แต่ "สหรัถ" ต่อสู้คดีละเมิดอำนาจศาล ด้วยข้อต่อสู้อย่างน้อยสองประการสำคัญ คือ
 
1. การกระทำความผิดที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดกรรมเดียว ไม่ควรต้องรับโทษสองครั้ง อันเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไป "สหรัถ" ควรเลือกบทลงโทษที่หนักที่สุดให้แก่ผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่บัญญัติว่า "เมื่อการกระทําใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อ กฏหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทําความผิด"
 
2. "สหรัถ"มีหน้าที่ต้องดูแลมารดาที่มีความพิการทางการได้ยิน มีภรรยาที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ประมาณ 5 เดือน และในฐานะทนายความ "สหรัถ" ยังมีคดีที่ต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นทนายความประมาณ 3-4 คดี  ซึ่งต้องมีการดำเนินการต่อในระหว่างที่สหรัภถูกจำคุก และที่สำคัญ "สหรัถ" ไม่เคยต้องต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุให้ศาลกำหนดบทลงโทษสถานเบา หรือรอการลงโทษ
 
จากข้อต่อสู้ดังกล่าว ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาคงเห็นด้วยกับข้อต่อสู้เพียงข้อที่ 2. และพิพากษาให้ "สหรัถ" มีความผิด แต่รอการกำหนดโทษไว้ ซึ่งในทางกลับกัน ก็เท่ากับศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เห็นว่า การกระทำ 1 ครั้งของ "สหรัถ" ที่ถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลไปแล้ว ก็อาจถูกลงโทษฐาน "ดูหมิ่นศาล" ซ้ำอีกก็ได้
 
ถ้าต่อสู้คดีละเมิดอำนาจศาล ก็ไม่มีทางชนะ อย่างเช่น เคสอาจารย์ตุ้มก็ยังถูกจำคุกมาเลย ยังไงศาลก็ต้องคุ้มครองสถาบันศาลอยู่แล้ว - ทนายความของ "สหรัถ" กล่าว
ข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการพิจารณาของศาลแสดงออกที่บริเวณหน้าศาลจนถูกดำเนินคดีในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพของไอลอว์(iLaw) บันทึกข้อมูลพบอย่างน้อยสามคดีที่ศาลพิพากษาจำคุก รอการลงโทษ และอยู่ระหว่างการไต่สวนตามลำดับ ได้แก่ คดีสุดสงวน ประท้วงหน้าศาลแพ่ง หรือ "อาจารย์ตุ้ม" อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดชุมนุมวางพวงหรีดที่หน้าป้ายศาลแพ่ง หลังศาลมีคำสั่งห้ามรัฐบาลยิ่งลักษณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มกปปส. จนถูกพิพากษาจำคุกหนึ่งเดือนโดยไม่รอลงอาญา ถัดมาคดีณัฐพล พ่นสีป้ายศาลอาญา เป็นตัวอักษรเอในวงกลมรวมสองจุดบนป้ายศาลอาญา จนถูกพิพากษาว่ารอการลงโทษไว้มีกำหนดหนึ่งปี และล่าสุด คดีนักกิจกรรมเจ็ดคนละเมิดอำนาจศาลจังหวัดขอนแก่น จากการทำกิจกรรม อ่านแถลงการณ์ แสดงท่าทาง ร้องเพลง พร้อมนำอุปกรณ์มาตั้งบริเวณหน้าศาลจังหวัดขอนแก่น กรณีที่ศาลไม่ให้ประกัน 'ไผ่ดาวดิน'  จนถูกศาลเรียกไปไต่สวนความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ปัจจุบันคดีมีนัดไต่ส่วนวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 

นักวิชาการชี้กฎหมายละเมิดอำนาจศาล ยังไม่ชัดเจน

โดยคดีทั้งสี่ (สหรัถ สุดสงวน ณัฐพล และนักกิจกรรมเจ็ดคน) ยังไม่มีคดีไหนที่ศาลพิพากษายกฟ้อง อีกทั้งศาลพิจารณาว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่คดีประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล จึงเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31 (1) ซึ่งคำว่า "ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" ยังไม่มีนิยามการกระทำความผิดที่ชัดเจน

ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ อึ้งจะนิล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหนึ่งในผู้ทำงานวิจัยเรื่อง "หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในกรณีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล"กล่าวถึง ปัญหาการใช้กฎหมายละเมิดอำนาจศาลวไว้อย่างน้อยสองประเด็นคือ

1.       การกำหนดขอบเขตการกระทำความผิด การละเมิดอำนาจศาล ไม่ชัดเจน

2.       ผู้พิพากษาหรือศาลมีอำนาจพิเศษตัดสินลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาได้โดยตรง โดยไม่ต้องมีกระบวนการสอบสวนโดยตำรวจ และอัยการเช่นเดียวกับความผิดอื่น

อีกทั้งกฎหมายละเมิดอำนาจศาลมีโทษทางอาญาคือ โทษปรับไม่เกิน 500 บาท โทษจำคุกไม่เกินหกเดือน แต่ถูกนำไปเขียนไว้ในกฎหมายแพ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการนำคดีเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายอาญา ซึ่งอาจก่อให้เกิดความล่าช้าในการระงับเหตุและอำนวยความยุติธรรม ผศ.ดร.เอื้ออารีย์กล่าวเสริม

ตามความเข้าใจทั่วไปแล้ว หลักกฎหมายอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่มีความผิดและไม่มีโทษถ้าไม่มีกฎหมาย เพราะโทษของกฎหมายอาญากระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนกฎหมายแพ่งไม่มีหลักต้องตีความโดยเคร่งครัด ตีความตามตัวอักษรหรือเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อให้ปรับใช้กับข้อเท็จจริงในแต่ละคนและไม่มีบทกำหนดโทษ เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินเสียส่วนใหญ่

เมื่อกลับมาพิจารณาคดี "สหรัถ" และคดีอื่นที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นจะเห็นว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมาตรา 31(1) และบทลงโทษบุคคลที่กระทำตวามผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมาตรา 33 ได้ปรากฎที่ประมวลกฎหมายพิจารณาความเพ่ง เท่ากับว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมีความพิเศษ เพราะถูกบัญญัติที่กฎหมายแพ่งที่ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ทางทรัพย์สิน แต่ไม่ถูกบัญญัติที่กฎหมายอาญาที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามและบทลงโทษของประชาชน

สำหรับ บทสรุป ครั้งหนึ่งในชีวิตของ "สหรัถ" ทนายความด้านสิทธิแรงงานที่ครั้งหนึ่งต้องเป็นจำเลยและติดคุกจากการแสดงความไม่พอใจต่อศาล ต้องรับโทษในเรือนจำเป็นเวลา 3 เดือนในฐานของคดีละเมิดอำนาจศาลซึ่งได้สิ้นสุดไปแล้ว เหลือเพียงแต่คดีความผิดฐานดูหมิ่นศาลที่ยังรอคำพิพากษาจากศาลอุทธรณ์อยู่

ด้านทนายความของ "สหรัถ" ก็มองว่า ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีจิตใจที่จะช่วยจำเลยแล้ว เนื่องจากว่าเป็นคดีหมิ่นประมาทศาล โอกาสที่จะต่อสู้แล้วชนะคดีมีน้อยและรูปพยานแวดล้อมฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักมาก

ในส่วนของคดีดูหมิ่นศาลของ "สหรัถ" จึงยังต้องรอลุ้นต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีอย่างไร เนื่องจากว่า ปากกาอยู่ที่มือศาลหรือผู้พิพากษา

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประชาชนโวย-หลังแคว้นแคชเมียร์ปิดโซเชียลมีเดีย 22 แห่ง

Posted: 03 May 2017 10:20 AM PDT

แคว้นแคชเมียร์ในอินเดียมีเหตุประท้วงต่อต้านอำนาจกองทัพหลังมีคนถูกจับมัดกับรถแห่ประจานรวม จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการสั่งปิดเว็บโซเชียลมีเดีย 22 แห่งโดยอ้างว่าต้องปิดเพราะถูกพวก "ต่อต้านประเทศ" นำมาใช้ แต่ก็มีคนสงสัยว่ารัฐบาลเพียงแค่ต้องการปิดกั้นเรื่องราวมุมมองอื่นๆ ที่มองต่างจากรัฐบาล อีกครั้งการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเช่นนี้ยังขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

ที่มาของภาพประกอบ: Global Voices

3 พ.ค. 2560 กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐในแคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย ที่สั่งบล็อกโซเชียลมีเดีย 22 เว็บ/โปรแกรม เช่น เฟซบุ๊ก, วอตส์แอพ และทวิตเตอร์ ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในช่วงที่มีแคชเมียร์ยังคงมีการประท้วงและเหตุวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ทางการแคชเมียร์อ้างว่าสาเหตุที่พวกเขาสั่งปิดโซเชียลมีเดียในพื้นที่นี้ เนื่องจากมัน "ถูกนำมาใช้ในกลุ่มการต่อต้านประเทศอินเดียและต่อต้านสังคม"

ทางการของแคชเมียร์เปิดเผยอีกว่าพวกเขาสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กเหล่านี้ภายในพื้นที่แตชเมียร์ โกลบอลวอยซ์วิลเลจระบุว่าทางการสั่งห้ามในเรื่องนี้ในช่วงที่มีเหตุความวุ่นวายในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะช่วงหลังจากที่มีคนรู้เรื่องทหารอินเดียจับชาวแคชเมียร์มัดไว้หน้ารถจี๊บทหารแล้วแห่ประจานวนรอบหลายหมู่บ้านในแคชเมียร์ เรื่องนี้ทำให้มีผู้คนกล่าวประณามจำนวนมาก

ในการสั่งปิดโซเชียลมีเดียในครั้งนี้ก็ทำให้ชาวแคชเมียร์และคนในพื้นที่อื่นๆ ของอินเดียจำนวนมากไม่พอใจเช่นกันเนื่องจากเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่มีรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอินเดีย มีหลายคนใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการประท้วงเช่น นักข่าวชื่อ เกาฮาร์ กีลานี โพสต์แสดงความไม่พอใจเรื่องการสั่งแบนโซเชียลมีเดียของรัฐบาลอินเดียผ่านทางทวิตเตอร์

ในช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้นการประท้วงของนักศึกษาก็เข้มข้นขึ้นเพื่อต่อต้านการใช้กำลังรุนแรงภายใต้กฎหมายอำนาจพิเศษกองทัพของอินเดีย (AFSPA) ที่เป็นการขยายอำนาจของกองทัพในภูมิภาคต่างๆ อย่างน่าเป็นห่วง รวมถึงมีการที่เจ้าหน้าที่ทางการไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายในบางกรณีภายในพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎหมายนี้ด้วย รวมถึงในบางพื้นที่ของอินเดียก็มีการวางกำลังทัพหนาแน่นถึง 700,000 นาย มากจนกลายเป็นพื้นที่ที่มีทหารปฏิบัติการอยู่หนาแน่นที่สุดในโลก

อังชุกันทา จักราบดี นักเขียนอี-แมกกาซีนระบุว่าการปิดกั้นโซเชียลมีเดียในครั้งนี้น่าจะเป็นความต้องการปิดกั้นเรื่องเล่าของแคชเมียร์จากอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ใช่มุมมองของรัฐซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ในแคชเมียร์มีความซับซ้อนกว่าและไม่สามารถตัดสินได้ด้วยการยกตนมีจริยธรรมสูงกว่า เรื่องเล่าแบบที่หลากหลายมากขึ้นนี้เองจะเป็นสิ่งที่ทำให้ฝ่ายรัฐรู้สึกไม่สบายใจ

โซเชียลมีเดียที่ถูกปิดนอกจากเฟซบุ๊ก, วอตส์แอพ และทวิตเตอร์ แล้วยังมีแม้กระทั่งโซเชียลสัญชาติจีนอย่างคิวคิว ไป่ตู้ และวีแชต นอกจากนี้ยังบล็อกแม้กระทั่งยูทูบ สแนปแชต ฟลิกเกอร์ สไกป์ และพีอินเทอร์เรสต์ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียจะเคยเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตแะเว็บไซต์บางส่วนในแคชเมียร์มาก่อนในอดีตแต่นี้เป็นครั้งแรกที่มีการบล็อกโซเชียลครั้งใหญ่ รัฐบาลอินเดียยังักจะอ้างใช้โวหารโต้ตอบคนทำภาพยนตร์ นักกิจกรรม หรือเอ็นจีโอ ที่วิจารณ์พวกเขาว่าเป็น "พวกต่อต้านประเทศ"

การบล็อกเว็บในครั้งนี้ยังถือเป็นการกระทำที่เรียกว่า "การชัทดาวน์อินเทอร์เน็ต" ซึ่งหมายถึงการสกัดกั้นอินเทอร์เน็ตหรือเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ได้หรือทำให้ใช้การไม่ได้ โดยเป็นการสกัดกั้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือจำกัดเฉพาะกลุ่มประชากรจำนวนหนึ่ง เคยมีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นกับจัมมูและแคชเมียร์มาแล้ว 28 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งการทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อินเดียเคยให้คำมั่นกับนานาชาติไว้ โดยที่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเคยออกมติเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาระบุว่าการชัทดาวน์อินเทอรเน็ตเช่นนี้เป็นเรื่องน่าประณาม

เรียบเรียงจาก

Indian Government Bans 22 Social Media Platforms in Kashmir including Facebook, WhatsApp, Global Voices, 28-04-2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พบตัวทนายประเวศ และผู้ต้องหาอีก 5 ราย หลังทหารให้ตำรวจรับตัวไปฝากขังข้อหา 112

Posted: 03 May 2017 08:01 AM PDT

ศาลสั่งฝากขังทนายประเวศ หลังถูกควบคุมตัวเมื่อ 4 วันก่อน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาโพสต์หมิ่นกษัตริย์ ทั้งนี้มีผู้ต้องหาอีก 5 รายโดนข้อกล่าวหาเดียวกัน แต่ทนายประเวศ กับผู้ต้องหาอีก 1 ราย โดนข้อหายุยงปลุกปั่นด้วย

3 พ.ค. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อนุญาตฝากขังทนายความประเวศ ประภานุกูล, ดนัย (สงวนนามสกุล) และผู้ต้องหาอีก 4 ราย ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยประเวศ และดนัยมีข้อหายุยงปลุกปั่นด้วย

เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ควบคุมตัวทนายความประเวศ ประภานุกูล, ดนัย (สงวนนามสกุล) และผู้ต้องหาอีก 4 ราย รวมเป็น 6 ราย มาขออนุญาตศาลอาญาฝากขังผู้ต้องหา ระหว่างการสอบสวนในชั้นตำรวจ โดยบันทึกจับกุมระบุว่า 10.00 น. วันที่ 3 พ.ค. 2560 เจ้าหน้าที่ทหาร มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) เป็นผู้ประสานให้มารับตัวผู้ต้องหา

พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง พนักงานสอบสวน ปอท. เป็นผู้มายื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย โดยขอฝากขังประเวศในข้อหา หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3)

พฤติการณ์ตามคำร้องขอฝากขังระบุว่า ผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ ประเวศ ประภานุกูล โพสต์ข้อความที่มีเนื้อหายุยงปลุกปั่นจำนวน 3 ข้อความ และโพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ 10 ข้อความ แต่ประเวศให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ด้านดนัย ถูกฝากขังในข้อหา หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้บรรยายพฤติการณ์ในคำร้องฝากขัง ระบุแต่เพียงว่าตรวจสอบแล้วว่าดนัยเป็นบุคคลเดียวกับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ศาลอาญาพิจารณาออกหมายจับ ลงวันที่ 28 เม.ย. 2560 ดนัยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ส่วนผู้ต้องอีก 4 ราย ถูกฝากขังในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร โดย 3 ใน 4 รายให้การรับสารภาพ ส่วนอีกรายปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 3 – 14 พ.ค. 2560 ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 รายเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนอาจถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารที่ มทบ.11 ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. 2560 โดยก่อนหน้านี้ไม่มีการเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวทั้ง 6 คน ญาติและทนายความไม่สามารถติดต่อผู้ต้องหาได้ตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมา ทำให้ไม่ทราบชะตากรรมของผู้ถูกควบคุมตัว การสอบสวนอาจเกิดขึ้นภายในค่ายทหาร ซึ่งพนักงานสอบสวนอาจจะไม่สามารถสอบสวนและผู้ต้องหาอาจจะไม่สามารถให้การได้โดยอิสระ ทนายความไม่สามารถเข้าร่วมระหว่างการสอบสวนได้ รวมถึงศาลอาญาได้อนุญาตฝากขังดนัยโดยไม่ทราบพฤติการณ์การกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา เนื่องจากคำร้องขอฝากขังไม่ได้บรรยายพฤติการณ์ไว้

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วิษณุ ชี้ 'หลักนิติธรรม' เป็นอาวุธสำคัญ สร้างความปรองดอง-ปราบโกง

Posted: 03 May 2017 07:19 AM PDT

วิษณุ เครืองาม ปาฐกถา 'หลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่' ระบุ อาวุธชนิดหนึ่งที่ใช้ปราบโกง สร้างความปรองดอง และจัดระเบียบประเทศ คือ 'หลักนิติธรรม' 

แฟ้มภาพ

3 พ.ค.2560 สื่อหลายสำนักรายงานว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "หลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่"  เนื่องในวาระศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ 19 ปี  ตอนหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอายุ 19 ปี กำลังจะก้าวสู่ปีที่ 20   ถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้มีปัญญา ที่ต้องเรียนรู้ และรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างอดทนอดกลั้น โดยที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญ ถูกกล่าวถึงว่า เป็นหน่วยงานที่สงบเงียบ ด้วยความอดทนอดกลั้น 

วิษณุ กล่าวถึง หลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า หลักนิติธรรมได้ปรากฎมาก่อนหน้านี้ และรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ หากจะมีก็คงเป็นเรื่องความเข้มข้น ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญบอกเสมอว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ยาแรง เพื่อปราบโกง ดังนั้น อาวุธชนิดหนึ่งที่ใช้ปราบโกง คือ หลักนิติธรรม ซึ่งในรัฐธรรมนูญได้เพิ่มดีกรีความเข้มข้นขึ้น 

"หลักนิติธรรมนี้เอง ถือเป็นอาวุธสำคัญ ที่เป็นรากแก้วของการสร้างความปรองดอง และจัดระเบียบประเทศ ที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสามัคคีปรองดอง เดินต่อไปข้างหน้า และตอนนี้ประเทศกำลังเดินทางสู่ 3 หลัก คือ การปฏิรูป การเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ และ การสร้างความสามัคคีปรองดอง" วิษณุ กล่าว

วิษณุ กล่าวว่า คำว่า "หลักนิติธรรม" นั้น ปรากฎใน รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 อยู่ 2 แห่ง คือ ในมาตรา 3 วรรค 2 ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี  ศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องปฏิบัติตามกฏหมายและหลักนิติธรรม  และในมาตรา  26  บัญญัติไว้ว่า กฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพ  ต้องถูกต้องตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ส่วนในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุ ต้องตรากฎหมายตามหลักนิติธรรม  ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจของผู้ปกครอง ตามหลักนิติบริหารยุติธรรม 

วิษณุ กล่าวว่า ขณะที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 3 สถานการณ์ ที่สามารถใช้หลักนิติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย คือ 1. สถานการณ์ ที่ในกฎหมายระบุถึงหลักนิติธรรม ตรงๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้กับทุกเรื่อง 2. สถานการณ์ที่รัฐธรรมนูญในหลายมาตราระบุถึงคำว่า ธรรมาภิบาล หรือหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และ 3  สถานการณ์ที่รัฐธรรมนูญระบุถึงคำว่า เที่ยงธรรม ยุติธรรม แต่ต้องอาศัยการตีความตามบริบทของกฎหมาย  

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ คำว่า "หลักนิติธรรม" นั้น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยกล่าวถึงตั้งแต่ 16 พ.ย. 2552 ในฐานะองค์ปาฐก ในเรื่อง "นิติรัฐกับความยุติธรรมทางสังคม" ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า

จริงๆ แล้วในรัฐธรรมนูญของเรามีการพูดถึงการปกครองโดย "หลักนิติธรรม" คำนี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2550 มีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่านิติธรรมคืออะไร และแตกต่างจากนิติรัฐอย่างไร นิติธรรมพัฒนามาในยุโรปเหมือนกัน แต่ในเกาะอังกฤษไม่ใช่ภาคพื้นทวีป ความสำคัญของนิติธรรมในอังกฤษอยู่ตรงที่การปฏิบัติตามกฎหมายของฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการที่ผูกพันตนเองอยู่กับการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าถามต่อไปว่าแล้วองค์กรนิติบัญญัติผูกพันอยู่กับอะไร คำตอบก็คือไม่มี เนื่องจากอังกฤษประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่อื่นในการจำกัดอำนาจพระมหา กษัตริย์ ศูนย์กลางแห่งอำนาจได้เคลื่อนย้ายจากพระมหากษัตริย์ไปสู่รัฐสภา โดยเหตุนี้เขาจึงถือหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา สภาอังกฤษจึงสามารถตรากฎหมายอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น ไม่เหมือนรัฐที่ยอมรับการเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ กระนั้น เราก็พบว่าในอังกฤษแทบจะไม่ปรากฏว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะตรากฎหมายล่วงละเมิด สิทธิเสรีภาพของราษฎร อาจเพราะคนอังกฤษมีจิตสำนึกในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอยู่มาก เป็นจิตวิญญาณประชาชาติของเขา ในทางระบบจึงไม่เกิดปัญหาอะไร

ในขณะที่ในภาคพื้นยุโรปเรียก ร้องต่อไปอีกว่า การตรากฎหมายของรัฐสภานั้นต้องผูกพันอยู่กับคุณค่าพื้นฐานในทางรัฐธรรมนูญ อีกด้วย หมายความว่า สภาจะตรากฎหมายต้องผูกพันสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ

นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญของ หลักนิติรัฐที่ปรากฏในภาคพื้นยุโรป และหลักนิติธรรมที่พัฒนามาในอังกฤษ ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์กับระบบในบ้านเราแล้ว อาจกล่าวได้ว่า คำว่านิติธรรมในรัฐธรรมนูญ ถ้ามุ่งหมายแบบที่ใช้อังกฤษอาจไม่สอดรับกับระบบเท่าใดนัก เนื่องจากอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการประกันความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญแบบในบ้านเรานั่นเอง

เมื่อเราทราบแล้วว่า นิติรัฐ มีลักษณะเช่นนี้ ในทางรูปแบบก็เรียกร้องความชอบด้วยกฎหมาย ความผูกพันทางกฎหมายขององค์กรของรัฐ ในทางเนื้อหาก็เรียกร้องการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร ประเด็นก็คือ นิติรัฐสัมพันธ์กับความยุติธรรมอย่างไร

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มหา'ลัยกับการสร้างพลเมือง บทที่ 2 : ความต้องการของโลก-ตลาด ที่เด็ก มหา’ลัยไทยไม่ตอบโจทย์

Posted: 03 May 2017 06:07 AM PDT

รายงานสัมมนาถกปัญหาการศึกษาพลเมืองช่วงประชาธิปไตยขาลง เปิดความต้องการภาคธุรกิจ โลกโลกาภิวัฒน์ เผยเด็กไทยยังสอบตกภาษา ความกล้าแสดงออก ภาคธุรกิจขอนายจ้างช่วยสร้างพลเมืองแก้ปัญหาเรื้อรังชาติ กูรูต่างชาติเผยหลักสูตรท่องจำพลเมืองทำอะไรบ้างล้าสมัยแล้ว แนะลงชุมชน มหา'ลัยเป็นหัวหอกวิจารณ์รัฐ

เมื่อวันที่ 20-21 เม.ย.ที่ผ่านมา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท จัดสัมมนาสาธารณะ "บทบาทอุดมศึกษาในยุคประชาธิปไตยถดถอย การสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายทางเศรษฐกิจและการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม" ที่ห้องประชุม 101 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

ประชาไท นำเสนอบทที่ 2 ของซีรีส์มหาวิทยาลัยกับการสร้างพลเมืองด้วยทัศนะของนักธุรกิจ องค์การระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติและตัวแทนผู้จัดทำหลักสูตรการสร้างความเป็นพลเมืองไทย เพื่อขยายความเข้าใจนิยามความเป็นพลเมืองที่แต่ละคนอยากมี อยากได้บนเงื่อนไขด้านการสร้างความเป็นพลเมืองผ่านระบบอุดมศึกษาในปัจจุบันที่ทำให้อุปสงค์ยังคงเป็นฝันค้างยามกลางวัน

อ่าน มหา'ลัยกับการสร้างพลเมือง บทที่ 1: เมื่อเราไม่ได้พูดถึง "พลเมือง" คนเดียวกัน

นศ.ไทยทักษะแสดงออก ภาษาอังกฤษยังด้อยเรื้อรัง ตลาดแรงงานอยากได้คนดี คนเก่ง นักธุรกิจชื่อดังระบุ นายจ้างก็ต้องร่วมสร้างพลเมืองด้วย

ในการอภิปรายหัวข้อ "ทัศนะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: มืออาชีพและพลเมืองแบบไหนที่เราต้องการ" ร่วมอภิปรายโดยวิเชียร พงศธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ อดิศร เหล่าพิรุฬห์ จากโครงการ Young Southeast Asian Leaders Initiative (YSEALI) สถานทูตสหรัฐฯ และอัศริน แก้วประดับ จากสมาพันธ์แรงงานรัฐสัมพันธ์ มีอรรถพล อนันตวรสกุล เป็นพิธีกรดำเนินการอภิปราย

จากขวาไปซ้าย อรรถพล อนันตวรสกุล อัศริน แก้วประดับ อดิศร เหล่าพิรุฬห์ วิเชียร พงศธร

วิเชียร พงศธร ประธานบริษัทพรีเมียร์กรุ๊ป กล่าวว่า ในมุมนักธุรกิจ ตนอยากได้คนดี คนเก่ง คุณค่าสองอย่างควรมาด้วยกันเสมอ และภาคธุรกิจเองก็ต้องให้ความรู้เรื่องทักษะการทำงานต่างๆ ต่อยอดไม่จบสิ้น แต่ตั้งคำถามว่า ในแง่การสร้างคุณค่าความดี จะให้ภาคธุรกิจจะมารับช่วงต่อจากอุดมศึกษา สอนให้คนเป็นคนดีทันไหม ควรมานิยามว่าความดีที่เราอยากได้คืออะไร เช่น สำนึกที่ดี ซื่อสัตย์ ศีลธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณการปฏิบัติหน้าที่ที่ดี

"สถาบันการศึกษาต้องปูพื้นมาก่อน ภาคธุรกิจไม่สามารถเปลี่ยนความคิดคนอายุ ยี่สิบสามสิบกว่าได้ขนาดนั้น รัฐไทยจะปลูกฝังเด็กที่พบเจอเงื่อนไขภาระทางครอบครัว การเงินให้เป็นคนดีได้อย่างไร และโรงเรียน 3 หมื่นกว่าโรงเรียนมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ให้น้ำหนักการสร้างคนดีมากน้อยแค่ไหนในปัจจุบันเพื่อส่งทรัพยากรมนุษย์เข้าระดับอุดมศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาก็มีส่วนในการสร้างคนไปพัฒนาคนที่จะพัฒนาเด็กด้วยเช่นกัน" วิเชียร กล่าว

วิเชียรกล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เรื้อรังในสังคม ไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตขึ้น ขนาดของการถ่วงน้ำหนักเชิงเศรษฐกิจอาจจะมากกว่าเดิม จำนวนผู้ด้อยโอกาสเพิ่มขึ้นเยอะ สัดส่วนที่ลดลงเป็นเพราะว่าประชากรเติบโตขึ้น ในภาคธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกก็ด้อยลงเนื่องจากคุณภาพทางการศึกษา ในขณะที่สังคมกำลังเป็นคนชรามากขึ้น ปัญหาจะทวีคูณเพราะคนมีปัญหาทางการเงินชราภาพลงเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนพิการจำนวนที่มีศักยภาพในการทำงานมีประมาณ 7 แสนคน มีงานทำเพียงครึ่ง ที่เหลือตกงาน จะแก้ปัญหาอย่างไร ระดับทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่ในอันดับต้นๆของโลก สถาบันต่างๆทำสำรวจ วิจัยออกมามีมหาศาล ไม่ว่าจะเกิดจากระบบสินบนหรือความไม่โปร่งใสต่างๆ จึงเป็นภาระหน้าที่ของผู้ประกอบการด้วยเช่นกันที่จะสร้างมาตรฐานการจ้างงานและลงทุนบนเงื่อนไขธรรมาภิบาลที่ดี

"ชั่วชีวิตเรียนรู้มาแล้วว่าการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ในสังคมต้องการพลเมืองที่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของ มีส่วนได้ส่วนเสียกับสังคม อยากให้ได้พลเมืองที่รับผิดชอบและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผู้นำ รัฐ หรือภาคประชาสังคมเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการเองก็สามารถสร้างพลเมืองได้ด้วยการวางเงื่อนไขธรรมาภิบาลทั้งด้านมาตรฐานการจ้างงานและการลงทุน"

อดิศร เหล่าพิรุฬห์ จากโครงการ Young Southeast Asian Leaders Initiative (YSEALI) และสถานทูตสหรัฐฯ กล่าวถึงตัวโครงการว่า เป็นโครงการตั้งโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมพลเมือง สิ่งแวดล้อม การศึกษา การใช้ธุรกิจพัฒนาสังคม โดยคัดเยาวชนและประชาชนอายุ 18-25 ปีทั่วอาเซียน

ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพยากรนักศึกษาที่เข้ามาสมัครนั้น เมื่อดูจากเวลาคัดเลือก ภาษาอังกฤษยังเป็นสิ่งที่เยาวชนไทยต้องพัฒนาต่อไปอีกมาก

สอง การพูด การนำเสนอ ส่วนใหญ่ค่อนข้างทำได้ดี แต่ว่าเวลาการแสดงความเห็นจริงในกิจกรรมต่างๆมักไม่ค่อยแสดงออก ในขณะที่เยาวชนจากเวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์กล้าแสดงออกมาก จึงสงสัยว่าเกิดอะไรกับการศึกษาของไทย ตนคิดว่าอาจเป็นเพราะสัดส่วนการสมัครน้อยกว่าประเทศอื่น

สาม ความเป็นผู้นำ นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์กิจกรรมช่วงเป็นนักศึกษาของผู้สมัครโคงรงการ สิ่งที่เห็นคือความแตกต่างของนักศึกษาในกรุงเทพฯ กับที่ต่างจังหวัดนั้น ในกรุงเทพฯ มีความกระตือรือร้นมากกว่าชัดเจน แต่การคัดเลือกก็พยายามกระจายโอกาสให้ทั่วถึง

อดิศร กล่าวว่า อยากให้นักศึกษามีกิจกรรมนอกห้องเรียนมากยิ่งขึ้น คิดว่าเยาวชนทั้งอาเซียนอายุ 18-25 มีสัดส่วนกว่า 60 เปอร์เซนต์ ถือเป็นสัดส่วนอนาคตของภูมิภาคที่ใหญ่ อยากให้เยาวชนทำกิจกรรม ได้ช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆมากขึ้น

อัศริน แก้วประดับ ผู้แทนจากสมาพันธ์แรงงานรัฐสัมพันธ์กล่าวว่า ในฐานะคนที่จะจบจากมหาวิทยาลัยไปทำงาน นักศึกษาพึงทราบถึงสิทธิในการชุมนุม สิทธิแรงงานต่างๆที่พึงมี ซึ่งแรงงานในระดับรากหญ้าเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดสิทธิแรงงาน แต่ปัจจุบันไทยยังไม่รับรองกฎบัตรแรงงาน เพราะกลัวแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติจะรวมตัวประท้วงหยุดงาน จะส่งผลต่อความมั่นคง แต่กฎหมายไทยก็ไม่สามารถใช้เสรีภาพแก่แรงงานได้ดีเช่นกัน ผู้แทนจากสมาพันธ์แรงงานกล่าวว่า ตอนนี้กำลังแรงงานมี 40 ล้าน เป็นสหภาพเพียงร้อยละ 1.5 เป็นสัดส่วนการรวมตัวกันต่ำที่สุดเป็นลำดับต้นๆของโลก ข้าราชการ แรงงานข้ามชาติ นอกระบบไม่สามารถรวมตัวได้ บทบาทของสหภาพฯ ลดลงเพราะใช้เสรีภาพไม่ได้

อัศริน กล่าวว่า หลักการขั้นต้นของสหภาพแรงงานคือการสร้างผลประโยชน์จากส่วนรวม ถือว่าเป็นหูตาให้นายจ้างและกลไกรัฐด้วยซ้ำ เพราะผู้ตรวจสอบแรงงานมีเพียง 600 คนจากกระทรวงแรงงาน ไม่พอกับคนทำงาน 40 ล้านคนแน่ จึงมีแต่แรงงานที่จะช่วยเหลือได้ การตรวจสอบคุณภาพ สวัสดิการชีวิตแรงงานทำให้นายจ้างดูแลคนงานดี คนงานทำงานมามีคุณภาพ นายจ้างได้กำไร ต่างคนต่างได้

"เราอาจถูกจ้างวันนี้ และอาจจะถูกเลิกจ้างพรุ่งนี้ก็ได้ ดังนั้นก็จะต้องมีกลไกที่คอยปกป้องน้องๆจากการถูกละเมิด แต่เราคนเดียวไม่สามารถเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขสภาพนั้นๆได้ การรวมตัวกันจะทำให้เราเรียกร้องไปยังฝั่งนายจ้างละรัฐบาลให้รับรู้ถึงความต้องการของเรา" อัศริน กล่าว

มุมมองพลเมืองศึกษาจากนานาชาติ: อาเซียนยังตั้งไข่ มหาวิทยาลัยควรเข้าหาชุมชน เป็นประชาธิปไตย ทุกวันนี้นั่งท่องจำหน้าที่พลเมืองล้าสมัย น่าเบื่อ

ในหัวข้อการอภิปราย "มุมมองจากนานาชาติ" มีศรีประภา เพชรมีศรี จากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนว่าด้วยการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน (AUN-HRE Convener) เดวิด ซินเจอร์ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย และโจชัว ฟอร์สเทนเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานสาธารณประโยชน์ของสถาบันอุดมศึกษา จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ เป็นวิทยากร และวัชรฤทัย บุญธินันท์ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

จากขวาไปซ้าย โจชัว ฟอร์สเทนเซอร์ เดวิด ซินเจอร์ วัชรฤทัย บุญธินันท์ ศรีประภา เพชรมีศรี

โจชัว ยกแนวคิดของจอห์น ดิวอี้ นักการศึกษาชาวอเมริกันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการศึกษากับประชาธิปไตยว่า ประชาธิปไตยเป็นมากกว่าการเมือง แต่มันอยู่ในอณูของวิถีชีวิต และกล่าวว่า ปฏิสัมพันธ์ในชุมชนนั้นมักเกิดจากการรวมตัวทางความคิดทั้งองคาพยพในสังคมว่าจะจัดระเบียบสังคมอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์เสนอแนวทางสร้างพลเมืองที่ตื่นตัวในการมีส่วนร่วมสร้างเสริมประชาธิปไตย ดังนี้

- จัดการเรียนการสอนหรือกิจกรรมในเชิงการมีส่วนร่วมในสังคม (Service-based Learning) บนฐานที่พื้นที่ทางการศึกษาต้องมีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในเชิงวิชาการ การจัดการศึกษาดังกล่าวควรร่วมมือกับโรงเรียนในชุมชนเพื่อหาวิธีที่จะลงไปตอบสนองความต้องการของชุมชนด้วย การจัดการเรียนการสอนหรือกิจกรรมดังกล่าวมุ่งพัฒนาพลเมืองที่มีความปรารถนาดี และไม่ได้เออออห่อหมกไปกับกฎอย่างเดียว

- มหาวิทยาลัยควรให้ทุนจัดตั้งสหภาพ/คณะกรรมการนักศึกษา (Student Union) ในหลายกลุ่มกิจกรรม โดยคณะกรรมการต้องมีความเป็นเอกเทศ เป็นประชาธิปไตย จัดเลือกตั้งอย่างเสรีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในแนวราบระหว่างนักศึกษาด้วยกัน

- มหาวิทยาลัยควรเป็นตัวแทนของนักศึกษา บุคลากร และชุมชนในการรณรงค์และโน้มน้าวรัฐบาลต่อประเด็นสำคัญที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติ เช่น ภาวะโลกร้อน ยุทธศาสตร์ด้านงานอุตสาหกรรม การจัดการทรัพยากร บริการสาธารณสุข

- มหาวิทยาลัยไม่ควรยึดติดกับวัฒนธรรมการควบคุมจัดการ (Managerialism) แต่ควรให้สิทธิ์นักศึกษาให้แต่งตั้งผู้แทนนักศึกษาไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกสรรบุคลากรระดับผู้นำของมหาวิทยาลัยและคณะ โดยอาจจะไปได้ไกลถึงการอนุญาตให้มีตัวแทนนักศึกษาอย่างน้อยหนึ่งคนเข้าไปเป็นองค์ประชุมในที่ประชุมการแต่งตั้งหรือการเลื่อนตำแหน่ง

- ควรระบุให้มีพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยในหลักสูตรการศึกษา

- ควรใส่การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของปรัชญาความคิดมาอยู่ในหลักสูตร เพราะการศึกษาที่มาของความคิดในหลักปรัชญาและศาสนาต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเพลโต คัมภีร์อัลกุรอาน ฯลฯ มีความจำเป็นสำหรับการสร้างพลเมืองในฐานะเข็มทิศช่วยตัดสินใจวิถีพฤติกรรมและความโน้มเอียงทางการเมืองในโลกที่อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอด

ศรีประภากล่าวว่า เสรีภาพสำคัญต่อความสำเร็จในเชิงวิชาการมาก ถ้าไม่มีเสรีภาพก็ไม่สามารถจัดรูปแบบการศึกษาได้ ในกฎบัตรด้านการศึกษาเพื่อการเป็นพลเมืองประชาธิปไตยและการศึกษาสิทธิมนุษยชนของสภายุโรป ขัดแย้งกับผู้เสวนาจาก มศว. ในรอบที่แล้วมากในกรณีการคงไว้ซึ่งอำนาจเดิม กฎบัตรดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเสริมแรงให้กับสิทธิแห่งมนุษยชนและประชาธิปไตยในสังคม เพื่อให้พลเมืองเป็นตัวหลักในกระบวนการสร้างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมแห่งกฎหมายในสังคม

ตัวแทนจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนกล่าวว่า การศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงการเรียนระหว่างนักเรียนกับครู แต่หมายรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆในสังคม การจะทำให้เกิดพลเมืองประชาธิปไตยดังว่านั้น ต้องอาศัยหลักธรรมมาภิบาลว่าด้วยความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม ทั้งยังต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนตื่นตัว เพื่อเรียนรู้ถึงประเด็นสิทธิจากแง่มุมอื่นของสังคม

การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณค่าหลักของสภายุโรป ได้แก่ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม รวมไปถึงการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้น การศึกษาค่อยๆถูกมองให้เป็นเครื่องมือในการลดการก่อความรุนแรง การเหยียดเชื้อชาติ แนวคิดสุดโต่ง การเกลียดกลัวคนต่างเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติและความไม่มีน้ำอดน้ำทน…

คัดลอกและแปลจากบทนำของกฎบัตรด้านการศึกษาเพื่อการเป็นพลเมืองประชาธิปไตยและการศึกษาสิทธิมนุษยชนของสภายุโรป (อ่านต้นฉบับ ที่นี่)

ศรีประภากล่าวว่า ในที่ประชุมของอาเซียนได้กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนศึกษาและสันติศึกษา แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ เพราะในขณะนี้มหาวิทยาลัยสมาชิกของ AUN ยังไม่ให้ความสำคัญ ไม่อยู่ในนโยบายของมหาวิทยาลัย

เดวิด ซินเจอร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นสถาบันที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสาธารณะ และการศึกษาวิชาพลเมืองคือการมองสังคมผ่านสายตาของคนที่ไม่มีแต้มต่อทางสังคม ไม่ใช่จากมุมมองคนที่ได้เปรียบอยู่แล้ว

เดวิดให้ภาพการศึกษาในออสเตรเลียว่า ออสเตรเลียเน้นให้การศึกษาสร้างพลเมืองที่มีส่วนร่วม โดยมุ่งให้เกิดพลเมืองที่ตื่นตัว ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอทั้งในบริบทท้องถิ่น ภูมิภาคและโลก โดยพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทวิถีชีวิตปัจจุบันและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต ทุกวันนี้ การศึกษาหน้าที่พลเมืองแบบดั้งเดิม ที่มุ่งให้ผู้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างระบบการเมืองและประชาธิปไตยในหนังสือไม่ใช่คำตอบ เพราะเป็นการผลิตซ้ำชุดความคิดเชิงอำนาจนิยม ทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกว่าตัวเองเชื่อมโยงกับเนื้อหา ไม่มีความจำเป็น ทำให้ผู้เรียนเบื่อ

อาจารย์จากคณะศึกษาศาสตร์กล่าวว่า ลักษณะพลเมืองที่จำแนกได้เป็น 3 ประเภทได้แก่

- พลเมืองที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Citizen) คือพลเมืองที่ใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ

- พลเมืองที่มีส่วนร่วม (Participatory Citizen) คือพลเมืองที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในสังคม

- พลเมืองที่ใฝ่หาความยุติธรรม (Justice Oriented Citizen) คือพลเมืองที่มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างแห่งความอยุติธรรมและบทบาทของมันในสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

เดวิดกล่าวว่า ในยุคสมัยนี้ พลเมืองสองประเภทแรกไม่เพียงพอในสังคม การศึกษาควรทำให้เกิดพลเมืองประเภทที่สามด้วย

ผู้แทนยูเนสโกชี้ ความเป็นพลเมืองโลกสำคัญในยุคโลกาภิวัฒน์ ผู้แทน สกอ. ระบุโครงสร้างหลักสูตรสอดคล้องแผนปรองดองชาติ

ในหัวข้อ "อุดมศึกษาและการเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นพลเมือง" มีจุน โมโรฮาชิ ผู้แทนจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ชฎารัตน์ สิงหเดชากุล ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และวัชรฤทัย บุญธินันท์จากสถาบันสิทธิมนุษยชนศึกษาเป็นวิทยากร และอรรถพล อนันตวรสกุล เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

จากขวาไปซ้าย อรรถพล อนันตวรสกุล จุน โมโรฮาชิ ชฎารัตน์ สิงหเดชากุล วัชรฤทัย บุญธินันท์

จุน กล่าวว่า โลกทุกวันนี้อยู่บนเงื่อนไขของการพึ่งพาและเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน ทำให้แนวคิดการศึกษาเองก็เปลี่ยนตาม ทุกวันนี้มีการเน้นวิธีการสื่อสาร ทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังมีการกล่าวถึงสันติภาพ สิทธิ ความเท่าเทียม ความหลากหลายและความยั่งยืนบ่อยขึ้น

ผู้แทนจากยูเนสโก กล่าวว่า ทุกวันนี้โลกมีข้อท้าทายจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ข้ามเขตแดนรัฐ และสังคมพหุวัฒนธรรมจากพื้นที่เสมือนจริงหรือโซเชียลเนตเวิร์ค จึงมีการพูดถึงการเป็นพลเมืองของโลก (Global Citizenship) ที่หมายถึงการเป็นคนที่เคารพมนุษย์ผู้อื่น คำนึงถึงสิทธิ ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม สันติและความหลากหลาย รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ที่สำคัญคือตระหนักถึงชนรุ่นหลังและคนที่อยู่ไกลออกไปทั่วโลก การพัฒนาอุดมศึกษาอย่างยั่งยืน ต้องประกอบด้วยการให้คนทุกคนเข้าถึงทรัพยากรความรู้ทางเทคนิคและวิชาชีพ ถ้าอยู่ในสังคมที่มีกำลังสนับสนุนทุนการศึกษาได้ก็ต้องมีทุนการศึกษาให้

ทั้งนี้ จุน ยังให้ภาพตัวอย่างการศึกษาในญี่ปุ่น ที่หลักสูตรในบางมหาวิทยาลัยที่อาจารย์เป็นตัวกลางให้นักเรียนถกเถียง เลือกประเด็นปัญหา ทำแค่เป็นตัวกลางในการพูดคุย ติดต่อกับภาครัฐ หาทุน เด็กเป็นคนวางแผน ลงพื้นที่ คิดแผนการพัฒนา แก้ไขปัญหา และในฝรั่งเศสมีโรงเรียนที่ตั้งในพื้นที่อุตสาหกรรม มีความตึงเครียดในสังคมมากเนื่องจากผู้อยู่อาศัยมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมสูง ครูใหญ่จึงให้นักเรียนคิดโจทย์ว่าจะแก้ไขปัญหาสังคมอย่างไร เด็กคิดว่าควรให้ผู้ปกครองมามีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการมีค่านิยมการยอมรับความหลากหลาย เคารพซึ่งกันและกันและรูปแบบการจัดการเรียนการสอน

ชฎารัตน์ สิงหเดชากุล ผู้แทนจากสำนักงานการอุดมศึกษา กล่าวว่า หลักสูตรหน้าที่พลเมืองมีความสำคัญ เพราะจะทำให้ตัวนักศึกษาเข้าใจว่าจะใช้สิทธิและตระหนักถึงความรับผิดชอบในสังคมได้อย่างไร จะนำไปสู่สภาวะสังคมเสรีผ่านตัวพลเมืองที่ผ่านการศึกษามาแล้ว โดยการศึกษาต้องทำให้นักศึกษาเข้าใจกระบวนการออกนโยบาย กฎหมายของภาครัฐ ทั้งนี้ การศึกษาควรประกอบไปด้วยการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการฝึกฝนด้านการสื่อสาร การเก็บข้อมูลรวมถึงการฝึกคิดในเชิงการเมือง

ผู้แทนจาก สกอ. กล่าวว่า วิชาหน้าที่พลเมืองนั้นมีความจำเป็น เพราะสังคมทุกวันนี้มีประชาธิปไตยแค่ในห้องเรียนและคูหาเลือกตั้ง การศึกษาในแผนพัฒนาปี 2553-2561 มุ่งเน้นให้การศึกษาหน้าที่พลเมืองในหลายด้าน ทั้งยังมีการจัดกิจกรรมนอกหลักสูตรให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา โดยยุทธศาสตร์ปรองดองชาติ มีแผนระยะสั้นระยะยาว มีหนึ่งโครงการโดย สกอ. ให้สร้างพลเมืองดี คือต้องให้นักศึกษาปรองดองต่อความเห็นที่ต่างกัน มีการทำกิจกรรมขึ้นมา มีการอบรมเทคนิคการสอนให้ครู กระตุ้นนักศึกษาให้มีการคิด ตัดสินใจ นำโครงการไปใช้จริง

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สั่งลบโลโก้ 'แอปเปิ้ล กูเกิ้ล เฟซบุ๊ก' บน 'ครุฑยืน' ประดับพระเมรุมาศแล้ว

Posted: 03 May 2017 05:28 AM PDT

อธิบดีกรมศิลปากร สั่งถอดสัญลักษณ์โลโก้แบรนด์สินค้า  'แอปเปิ้ล กูเกิ้ล เฟซบุ๊ก' บน 'ครุฑยืน' ที่ประดับพระเมรุมาศออกแล้ว ชี้ยังอยู่ในขั้นตอนการปั้น -ไม่สอดคล้องกับคติความเชื่อ ด้านสำนักช่างสิบหมู่ ระบุ เพื่อสื่อถึงความทันสมัย และความเป็นสากล

3 พ.ค. 2560 จากรณีมีรายงานถึงการใส่โลโก้  Apple Facebook และ Google ลงบนรูปปั้นครุฑยืนประดับพระเมรุมาศไปเมื่อช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด Facebook Fanpage "ศูนย์ข้อมูลข่าวสารงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ได้เผยภาพครุฑยืนดังกล่าวให้ประชาชน ส่งผลให้เกิดกระวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม

ต่อมา Blognone รายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจดังกล่าวได้ลบโพสต์ออก ซึ่งสามารถดู Cached ของโพสต์ได้ที่นี่

ไทยพีบีเอส พิทักษ์ เฉลิมเล่า สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ระบุว่าเป็นประติมากรรมร่วมสมัย และประติมากร ได้ถ่ายทอดแนวคิดใส่โลโก้ แอปเปิ้ล กูเกิ้ล และเฟซบุ๊กไว้ เพื่อสื่อถึงความทันสมัย และความเป็นสากล เป็นภาพครุฑยืน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการปั้นที่สำนักช่างสิบหมู่ จังหวัดนครปฐม

ก่อเกียรติ ทองผุด ผู้ออกแบบพระเมรุมาศ กรมศิลปากร บอกว่า ขณะนี้ อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้หารือด่วนและสั่งการให้ปรับแก้ไข ออกไปหมดแล้ว เพราะไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับคติความเชื่อ ในการจัดสร้างพระเมรุมาศ อีกทั้งยังเป็นภาพลบเรื่องการโฆษณาไม่ถูกต้องที่จะนำมาใช้ก่อนหน้านี้ได้ มีการท้วงติงกันและภาพที่ออกมาในโซเชียลมีเดีย ยังทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จึงสั่งให้ประติมากรแก้ไขอย่างเร่งด่วน ให้เป็นงานประติมากรรมครุฑประกอบพระเมรุมาศ ตามแบบโบราณราชประเพณี ถวายพระเกียรติสูงสุดแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ต่อมาในช่วงบ่าย กรมศิลปากร ได้ทำหนังสือชี้แจงเผยแพร่มายังสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยกรมศิลปากรชี้แจงว่า ตามที่มีกระแสข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการจัดทำประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ "ครุฑยืน" ประดับพระเมรุมาศ โดยประติมากรได้นำตราสัญลักษณ์ของสื่อสังคมออนไลน์มาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสื่อความหมายถึงยุคสมัยในสังคมไทย ยังอยู่ในขั้นตอนของการปั้นเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ได้ปรับแก้ไขออกแล้ว เพราะไม่สอดคล้องกับคติความเชื่อ และวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างพระเมรุมาศ

สำหรับการจัดสร้างประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศนั้น จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่ การออกแบบลายเส้น การปั้นต้นแบบ ขยายแบบเท่าจริงและใส่รายละเอียด ซึ่งก่อนจะจัดทำพิมพ์และหล่อชิ้นงาน ต้องได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมศิลปากรก่อน กรณีที่เกิดขึ้น เป็นการดำเนินการตามแนวคิดของประติมากร ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากอธิบดีกรมศิลปากร อย่างไรก็ตาม ได้ทำการปรับแก้ไขเพื่อความถูกต้องเหมาะสม ให้งานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ เป็นไปตามแบบโบราณราชประเพณีถวายพระเกียรติสูงสุดแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

70 ปี รัฐธรรมนูญสมัยใหม่ญี่ปุ่น รัฐบาล 'อาเบะ' จะพยายามแก้ไขเพิ่มอำนาจกองทัพหรือไม่

Posted: 03 May 2017 05:21 AM PDT

70 ปี รัฐธรรมนูญฉบับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ท่ามกลางภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจทางการทหารหรือไม่ ในขณะที่ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมากยังมอง รธน. ฉบับนี้ในแง่บวกว่าช่วยวางรากฐานเสรีประชาธิปไตยและให้อำนาจประชาชน

ชินโซ อาเบะ

3 พ.ค. 2560 ในช่วงที่กำลังมีความตึงเครียดในแถบเอเชียตะวันออก ขณะที่วันนี้เป็นวันครบรอบ 70 ปี รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าวันสำคัญในช่วงโลกสำคัญที่โลกจับตามองเนื่องจากว่ามีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ชินโซ อาเบะ ที่ดูจะเป็นการหนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและเอื้อต่อการที่ญี่ปุ่นจะสามารถเน้นใช้กำลังทหารมากขึ้นจากที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทของกองทัพญี่ปุ่นถูกจำกัดลง โดยที่บทบรรณาธิการของอีสต์เอเชียฟอรัมก็ระบุว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของอาเบะมีแรงจูงใจจากอุดมคติของตนเองแต่ยากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ทางการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในญี่ปุ่นปัจจุบันส่วนมากยังต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าจะมัวแต่ยุ่งกับรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีมาตั้งแต่ปี 2490 นั้น ถูกร่างขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของพลเอกดักลาส แมกอาร์เธอร์ ในช่วงที่ญี่ปุ่นยังอยู่ภายใต้การยึดครองโดยสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ชวนให้เกิดข้อถกเถียง แต่ชาวญี่ปุ่นในกระแสหลักต่างก็ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และชื่นชอบแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยมที่ระบุในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพในอธิปไตยของประชาชน เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และเรื่องการหลีกเลี่ยงสงคราม

อีสต์เอเชียฟอรัมระบุว่ารัฐธรรมนูญเก่าในยุคเมจิช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เน้นให้อำนาจจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น รวมถึงพยายามกดให้ประชาชนอยู่ภายใต้แนวคิดเรื่องระเบียบและหน้าที่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมืองญี่ปุ่นจนนำมาซึ่งหายนะ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2490 ของญี่ปุ่นเน้นให้อำนาจอธิปไตยประชาชนมากกว่า เช่นเรื่องการให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายโดยห้ามการเหยียด-กีดกันทางเชื้อชาติ ความเชื่อ เพศ สถานะทางสังคม หรือพื้นเพทางครอบครัว ในแง่ของกองทัพรัฐธรรมนูญปี 2490 ของญี่ปุ่นมีมาตรา 9 ที่สั่งห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นใช้กำลังในการจัดการกับความขัดแย้งระดับนานาชาติ

ขบวนการฝ่ายขวาในพรรคแอลดีพีของอาเบะมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นเวลานานตั้งแต่รุ่นตาของอาเบะแล้วโดยถึงขั้นบอกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเป้าหมายของพรรคแอลดีพีโดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2490 "ทำให้ประเทศอ่อนแอ" หลังจากที่ โนบุสุเกะ คิชิ ตาของอาเบะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2500 เขาก็ตั้งคณะกรรมการศึกษารัฐธรรมนูญแต่สามปีหลังจากนั้นเขาก็ถูกบีบให้ลาออกก่อนที่จะทำอะไรได้ หลังจากนั้นมาพรรคแอลดีพีก็หันมาเน้นเรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วแทนขณะที่พักเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไว้เพราะกลัวเสียงจากประชาชน

จนกระทั่งสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2534 ก็มีเสียงตั้งคำถามต่อมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปรากฏขึ้นอีกครั้งเนื่องจากมาตรานี้ทำให้ญี่ปุ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งไม่ได้มาก มาถึงในปี 2550 อาเบะก็เริ่มออกกฎหมายกระบวนการที่จะเอื้อให้เกิดการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ในปี 2559 การเลือกตั้งสภาบนของญี่ปุ่นก็ทำให้กลุ่ม ส.ส. จากพรรคที่หนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามามีเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของสภาทั้งสภาบนและสภาล่าง ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีโอกาสที่ะจผลักดันให้เกิดการทำประชามติในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ยูกิ ทัตสึมิ ผู้อำนวยการโครงการญี่ปุ่นที่ศูนย์สติมสันในสหรัฐฯ ระบุว่าถึงแม้มาตรา 9 จะสร้างข้อจำกัดในการปฏิบัติการทางทหารของญี่ปุ่นแต่ชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งมองว่ามาตรา 9 ในรัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์แทนเจตจำนงช่วงหลังสงครามโลกว่าญี่ปุ่นจะไม่เดินทางผิดพลาดไปสู่แนวทางทหารนิยมแบบเดียวกับช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อีก การพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้อาจจะถูกมองว่าเป็นการทำให้ญี่ปุ่นก้าวถอยหลัง

อย่างไรก็ตามอีสต์เอเชียฟอรัมยก 3 สาเหตุว่าการพยายามจะแก้ไขดังกล่าวก็อาจจะไม่สามารถทำได้ง่ายๆ ในช่วงนี้ สาเหตุแรกคือทัตสึมิบอกว่า อาเบะได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงไปแล้วในปี 2558 ทำให้รัฐบาลเสียความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปชั่วคราว 

สาเหตุที่ 2 เกี่ยวข้องกับความพยายามรักษาสัมพันธ์กับพรรคโคเมอิโตะซึ่งเป็นพรรคพันธมิตรกับแอลดีพี พรรคโคเมอิโตะมีฐานเสียงเป็นกลุ่มพุทธศาสนาแนวสันติชื่อ "สมาคมสร้างคุณค่า" หรือ "โซกะ กักไก" (Soga Gakkai) ซึ่งฐานเสียงกลุ่มนี้จะไม่พอใจแน่ถ้าหากมีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพราะขัดหลักสันติภาพของพวกเขา

สาเหตุที่ 3 คือความที่ผู้คนไม่เชื่อใจในตัวอาเบะจากการที่รัฐบาลของเขาถูกมองว่ามีส่วนพัวพันกับกลุ่มฝ่ายขวาอย่างนิปปง ไคกิ จากที่เมื่อไม่นานมานี้เคยมีกรณีเรื่องอื้อฉาวโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งที่สอนชาตินิยมแบบสุดโต่งให้กับเด็ก

ถึงแม้จะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่โทชิยะ ทากาฮาชิ ผู้ช่วยศาตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโชอิน เปิดเผยในบทความเขาว่ารัฐบาลอาเบะก็กำลังพยายามเปิดอภิปรายในเรื่องอื่นๆ ที่จะส่งผลต่อเสรีภาพพลเมืองญี่ปุ่นเช่นกัน เช่น การปรับแก้เงื่อนไขการยุบสภา ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น และการระงับการใช้รัฐธรรมนูญในสถานการณ์ฉุกเฉินของประเทศ ซึ่งหมายความว่าในช่วงวิกฤตก็อาจจะมีการสั่งระงับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรืออนุญาตให้รัฐดำเนินการครอบครองทรัพย์สินเอกชนได้ ทากาฮาชิมองการถกเถียงเหล่านี้มีลักษณะที่พรรคแอลดีพีพายามเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลตัวเองซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายซ้ายในญี่ปุ่นจะต่อต้านในเรื่องนี้

ทากาอาชิ ยังวิจารณ์รัฐบาลเอาไว้ในบทความของเขาอีกว่า "ในระบอบเสรีประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญควรคุ้มครองเสรีภาพพลเมืองก่อน ไม่ใช่เน้นเรื่องอำนาจของรัฐ กลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองในญี่ปุ่นคงจะกำลังสูญเสียวิสัยทัศน์ถึงสิ่งที่เป็นตัวตนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญตัวเองไป"

ในเรื่องที่ว่าฝ่ายค้านของญี่ปุ่นจะสามารถคัดง้างอะไรกับรัฐบาลได้หรือไม่ เจอราด เคอร์ติส ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยโคลอมเบียก็ประเมินว่าฝ่ายค้านพรรคดีพีในญี่ปุ่นดูอ่อนแอลงมาก ในตอนนี้พรรคดีพีที่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมสายกลางถูกบีบให้ต้องไปร่วมกับนักการเมืองที่มีพื้นเพมาจากพรรคสังคมนิยมรวมถึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากสหภาพแรงงานมากขึ้นด้วย แต่พรรคดีพีก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าพวกเขาจะทำตัวเองให้เป็นพรรคก้าวหน้ามากขึ้นหรือทำตัวเป็นอนุรักษ์นิยมสายกลางแบบเดิม ตัวหัวหน้าพรรคเองก็ได้แต่บ่นโดยไม่ได้นำเสนอทางเลือกอะไรใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ รวมถึงไม่มีแนวคิดนโยบายที่ชัดเจนเสนอต่อประชาชน ทำให้ในตอนนี้พรรคแอลดีพีดูเหมือนจะมีอำนาจนำอยู่พรรคเดียวซึ่งไม่ดีต่อระบอบประชาธิปไตย

อีสต์เอเชียฟอรัมสรุปในบทบรรณาธิการของพวกเขาว่าการที่พรรคแอลดีพียังมีอำนาจอยู่โดยที่ฝ่ายค้านอ่อนแอเช่นนี้ ทำให้ต้องจับตามองต่อไปว่าพวกเขาจะละทิ้งหลักการกฎหมายพื้นฐานที่มีมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา หรือจะละทิ้งสถาบันแบบเสรีประชาธิปไตยของญี่ปุ่นที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศในแบบทุกวันนี้หรือไม่

 

เรียบเรียงจาก

Questions about Japan's constitution after 70 years, East Asia Forum, 01-05-2017

http://www.eastasiaforum.org/2017/05/01/questions-about-japans-constitution-after-70-years/

Spotlight on Japan's seventy-year old constitution, Yuki Tatsumi, East Asia Forum, 29-04-2017

http://www.eastasiaforum.org/2017/04/29/spotlight-on-japans-seventy-year-old-constitution/

Japan's constitutional revision debate masks silent state control, Toshiya Takahashi, East Asia Forum, 26-04-2017

http://www.eastasiaforum.org/2017/04/26/japans-constitutional-revision-debate-masks-silent-state-control/

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ภาคีต้านทุจริต' ยื่นหนุน ประยุทธ์ ซื้อเรือดำน้ำ โยนพวกต้านส่วนใหญ่เป็น 'เพื่อไทย'

Posted: 03 May 2017 04:13 AM PDT

ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นฯ ร้องประยุทธ์ หนุนซื้อเรือดำน้ำ ดันกองทัพไทยติด 1 ใน 10 ของโลก ย้ำจำเป็นปกป้องอธิปไตย หวั่นอนาคตมีสงครามโลกครั้งที่ 3 ระบุไม่พบทุจริต ชี้ความมั่นคงบางอย่างต้องเป็นความลับ

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนักรายงานว่า ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) นำโดย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการฯภตช.เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ชาติ (คสช.) เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ 

มงคงกิตติ์ กล่าวว่า ภตช. ขอสนับสนุนการจัดซื้อเรือดำน้ำของรัฐบาลครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ เนื่องจากอนาคตอาจมีสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ ทั้งนี้ตนจึงมองว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้ช้าไป เพราะการต่อเรือดำน้ำต้องใช้ระยะเวลาถึง 6 ปี ระหว่างนี้ขอเสนอให้รัฐบาลประสานงานกับประเทศมหาอำนาจ ขอเช่าเรือดำน้ำมาประจำการก่อนอย่างน้อย 3 ลำ  เพราะความมั่นคงคือสิ่งที่สำคัญ นอกจากนี้การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้องก่อนนั้น ตนมองว่ารัฐบาลดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว และมากกว่ารัฐบาลชุดก่อนด้วย ขณะเดียวกันก็อยากให้รัฐบาลเร่งรัดปราบปรามคดีทุจริต เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์และนำเงินเหล่านั้นมาจัดสรรในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ เพื่อผลักดันให้กองทัพติด 1 ใน 10 กองทัพโลก เพราะ 10 ปีที่ผ่านมางบประมาณในการจัดซื้ออาวุธของกองทัพมีเพียง 38,000 ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอ
 
ต่อกรณีคำถามว่า ภตช.มีคำแนะนำในการตรวจสอบงบประมาณซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้หรือไม่ มงคลกิตติ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการทุจริต คำชี้แจงของกองทัพเรือ ชี้แจงว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งเข้าใจว่าบางอย่างต้องเป็นความลับ และผู้ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตในเรื่องดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพรรคเพื่อไทย ตนจึงอยากแนะนำให้รวบรวมเงินไว้เตรียมจ่ายในคดีทุจริตก่อนหน้านี้จะดีกว่า
 
สำหรับข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ของ ภตช. เผยแพร่ในเพจ มูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ระบุว่า
 
1. ขอให้รัฐบาลเร่งกำหนดแผนเพิ่มเติมซื้อเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพในการสู้รบและสอดแนมข้าศึกมีประสิทธิภาพสูงขึ้นไม่ให้แพ้ประเทศใดในทวีปเอเซีย อีก 3 ลำ และ ขอสนับสนุนการตัดสินใจในการอนุมัติซื้อเรือดำน้ำของรัฐบาลไทยลำแรก ตามแผน 3 ลำ เพื่อครอบคลุมปกป้องพื้นที่ ฝั่งอันดามัน-ฝั่งอ่าวไทย-จนถึงน่านน้ำสากล กินระยะทางกว่า 4,800 – 7,500 กิโลเมตร
 
2.ขอให้รัฐบาลนำเงินงบประมาณที่เข้มงวดกวดขันลดปัญหาการทุจริตในงบประมาณของรัฐ 20% ทุกโครงการ อีกทั้งเร่งลัดการจัดเก็บภาษีกับบริษัทที่นำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ยักใหญ่ที่สำแดงภาษีเท็จ รวมค่าปรับ 3 เท่า รายการเดียวกว่า 1 แสนล้านบาท อีกทั้ง แก้ไข พรบ.รัษฏากร พ.ศ.2481 มาตรา 42(7) ให้จัดเก็บภาษีการศึกษา รวมทั้งหมดจะได้เงินคืนมากว่าปีละ 2 แสนล้านบาท ตามแผน 6 ปี จะได้เงินมาสนับสนุนกว่า 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อมาเป็น 1.เงินเพิ่มในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2.เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3.เงินเพิ่มอุดหนุนรายหัวนักเรียน 15 ล้านคน ให้เรียนฟรีจริงโดยไม่เก็บค่าบำรุงการศึกษา 4.เพิ่มเงินจัดซื้ออาวุธเพิ่มศักยภาพกองทัพไทยให้เข้มแข็ง 5.เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนในระบบสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาด เล็ก-กลาง
 
3.ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งกำหนดแผนการจัดซื้อ เรือบรรทุกเครื่องบินรบ และ เครื่องบินรบเพิ่มเติม จากประเทศ สหรัฐอเมริกา หรือ รัฐเซีย หรือ จีน จะเป็นมือ 1 หรือ มือ 2 ก็ได้ เพื่อทำให้กองทัพไทยเข้มแข็งติด 1-10 ของกองทัพโลกได้
 
4.ขอเสนอให้รัฐบาลเสนอบรรจุงบประมาณปี 2561 จัดซื้ออาวุธ อาทิ โทมาฮอว์ก (ขีปนาวุธ) รุ่น บีจีเอ็ม – 109 เอ (TLAM-N) - รุ่นโจมตีภาคพื้นดิน ติดหัวรบนิวเคลียร์ ดับบลิว 80 , อาร์จีเอ็ม/ยูจีเอ็ม - 109บี (TASM) - รุ่นต่อต้านเรือรบผิวน้ำ นำวิถีด้วยเรดาร์,บีจีเอ็ม - 109ซี (TLAM-C) – รุ่นโจมตีภาคพื้นดินหัวรบธรรมดา และ ขีปนาวุธ ระดับพิสัยไกล ข้ามทวีป 5,500 กิโลเมตร
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หมุดก็หาย เสวนาก็ปลิว ส.ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เผยถูก ตร.ขอให้งดถกปมหมุดคณะราษฎรหาย

Posted: 03 May 2017 02:36 AM PDT

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เลิกจัดเสวนา "ปริศนาหมุดคณะราษฎร์หาย" หลังมีจดหมายด่วนที่สุดจากสน.ลุมพินี ขอให้งด หวั่นผู้ไม่หวังดีก่อความวุ่นวาย กก.วัฒนธรรมฯ เผย ก.วัฒนธรรมนัดถกบรรจุเรื่องหมุดฯ ในบอร์ดวัฒนธรรม

3 พ.ค. 2560 บีบีซีไทยและ Voice TV รายงานว่า สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอแสดงความเสียใจที่ต้องยกเลิกการจัดเสวนาในหัวข้อ "ความทรงจำแห่งอภิวัฒน์ 2475 - ปริศนาหมุดคณะราษฎรหาย" (Memories of 1932 - The Mystery of Thailand's Missing Plague) ซึ่งตามกำหนดการจะจัดขึ้นในวันนี้ (3 พ.ค.60) เวลา 19.00 น. โดยระบุว่า  FCCT ได้รับหนังสือจากสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ขอความร่วมมือให้งดกิจกรรมดังกล่าวหลังทางตำรวจได้รับการประสานจาก "ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งเห็นว่างานเสวนาที่ว่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ บุคคลผู้ไม่หวังดีอาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ต่างๆ ก่อให้เกิดความวุ่นวาย

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการประเมินสถานการณ์เช่นนั้น งานของสมาคมมีการดำเนินรายการอย่างเรียบร้อยเสมอมาและเปิดให้มีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์เยี่ยงอารยชน ประเด็นเสวนานี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เอฟซีซีทีเข้าใจว่าเป็นคำสั่งของคสช. เราไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากปฏิบัติตาม

สมาคมฯ ระบุด้วยว่า ยังคงมีกิจกรรมในวันเวลาเดียวกันเนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก โดยเปลี่ยนหัวข้อเสวนาเป็น "สถานการณ์ด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทย" เนื่องจากขณะนี้บรรดาเพื่อนร่วมวิชาชีพชาวไทยกำลังเผชิญกับกฎหมายฉบับใหม่ซึ่งคุกคามต่อบทบาทของสื่อในการตรวจสอบผู้ครองอำนาจ

กก.วัฒนธรรมฯ เผย ก.วัฒนธรรมนัดถกบรรจุเรื่องหมุดฯ ในบอร์ดวัฒนธรรม

ขณะที่วันเดียวกัน สมภาร พรมทา อดีตอาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้โพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กแจ้งว่า วันนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมส่งข่าวมาบอกตนว่าอยากนัดปรึกษาหารือเรื่องการบรรจุเรื่องหมุดคณะราษฎรเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีอะไรก้าวหน้าจะแจ้ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประยุทธ์เผยรู้สึกเป็นเกียรติ 'ทรัมป์' ต่อสายคุยบอกรู้จักคนไทยพอสมควร เหตุมีเพื่อนเป็นคนไทย

Posted: 02 May 2017 11:44 PM PDT

พล.อ.ประยุทธ์ เผย รู้สึกเป็นเกียรติ 'ทรัมป์' ต่อสายโทรศัพท์คุย ชมการทำงานของตน ระบุรู้จักคนไทยมากพอสมควร มีเพื่อนเป็นคนไทย ออกปากชวนตนและครอบครัวไปเป็นแขกของทำเนียบขาว

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา รายลานข่าวระบุว่า บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ แถลงตอนหนึ่งถึง การสนทนาทางโทรศัพท์กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สนทนากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยได้แสดงความยินดีที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ คนที่ 45  พร้อมชื่นชมในความสำเร็จในการบริหารประเทศในช่วง 100 วันที่ผ่านมา และยืนยันต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯในทุกด้านเพื่อทำให้เกิดสันติภาพ ความมั่นคง มั่งคั่ง และเสถียรภาพ มาสู่ภูมิภาคและโลกด้วย ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวขอบคุณถึงความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ที่มีความเป็นพันธมิตรมายาวนาน 184 ปี และชื่นชมความก้าวหน้าของประเทศไทยภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน และ  ยืนยันว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นในอนาคต พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีไปหารือที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ด้วย

"และได้กล่าวชื่อชมคนไทยว่า รู้จักคนไทยมากพอสมควร มีเพื่อนเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นก็อยากส่งความปรารถนาดีมายังคนไทยทุกคนในประเทศไทย และเชิญนายกฯ กับครอบครัว มาเป็นแขกของทำเนียบขาวได้ ตามเวลาที่ประสงค์หรือที่ตรงกัน แล้วก็พร้อมให้การสนับสนุนนายกฯ ไทยทุกๆ เรื่อง หากมีความต้องการให้ช่วยเหลืออะไร ผมก็บอกว่าก็ขอให้ช่วยดูแลรักษาระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงสิ่งที่พูดคุยกับ ทรัมป์ ทางโทรศัพท์ พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่าได้เชิญ ทรัมป์ มาไทยด้วย ซึ่งตอบรับและยืนยันจะเข้าร่วมประชุม เอเปค ปีนี้ที่เวียดนาม

แฟ้มภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแถลงที่กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ เมื่อ 25 มกราคม 2017 (ที่มา: U.S. Department of Homeland Security (DHS)/Wikipedia)

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องการกำหนดบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกเราจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแสดงความคิดเห็น เช่น กรณีวิกฤติการณ์ในเกาหลีเหนือ เราและอาเซียนมีความคิดเห็นร่วมกันว่าเราคงจะต้องให้ประเทศมหาอำนาจพูดคุยหารือกันเพื่อหาหนทางปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการ เพราะหากเกิดความรุนแรงขึ้นมาจะมีผลกระทบกับทุกประเทศในโลก ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการพูดคุยกับประเทศจีนในระดับผู้นำไปแล้วเราก็คาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม ในเวทีสหประชาชาติ อาเซียนเราไม่เห็นชอบในการใช้ความรุนแรงหรืออาวุธนิวเคลียร์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของเหตุการณ์ในทะเลจีนใต้ก็อยู่ในขั้นตอนการเดินหน้าไปสู่การทำร่างกรอบการทำงานของคณะทำงานเพื่อหารือถึงการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้(ซีโอซี)ซึ่งเป็นไปในทางที่ดี ทั้งจีน ฟิลิปปินส์มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง โดยกลางปี 2560 นี้น่าจะจัดทำซีโอซีได้สำเร็จ ระหว่างนี้ได้มีการเสนอร่วมกันไปว่าขอให้ทำตามสัญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติในภาคทะเลจีนใต้ (ดีโอซี) ไปก่อนคือการสร้างความร่วมมือ เช่น สิ่งแวดล้อม การรักษาปะการังในทะเล เส้นทางการเดินเรือที่ปลอดภัยโดยเสรี เพราะเราต้องการให้เป็นทะเลแห่งสันติภาพและทะเลแห่งความมั่งคั่ง ทะเลแห่งผลประโยชน์ ซึ่งทุกประเทศให้ความเห็นชอบร่วมกันในจุดที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐบาห์เรนและการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 30 ว่า มีความก้าวหน้าในหลายเรื่องทั้งการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว สาธารณสุข การเกษตร รวมถึงช่องทางในการส่งออกอาหารฮาลาลและสินค้าเกษตรแปรรูปไปยังกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ไทยก็มีความร่วมมือกับบาห์เรนในลักษณะThailand+1 ที่จะทำกับบาห์เรนและกลุ่มประเทศอาหรับ นอกจากนี้ ทางบาห์เรนในฐานะผู้ประสานงานฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบีย มีแผนงานที่จะประชุมร่วมกันเร็วนี้ๆ สำหรับความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดิอาระเบีย ทั้งสองฝ่ายมีหลักการว่าจะประสานความสัมพันธ์ให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และรัฐบาลมีแผนจะให้รองนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียในอนาคต

 

ที่มา : ยูทูบ ทำเนียบ รัฐบาล เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล และข่าวสดออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ร้อง รบ.ทหาร เปิดเผยที่อยู่และปล่อยตัว ทนายประเวศ

Posted: 02 May 2017 10:47 PM PDT

ประเวศ ประภานุกูล

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ได้แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยควรเปิดเผยข้อมูลโดยทันทีเกี่ยวกับที่อยู่ของ ประเวศ ประภานุกูล ทนายความสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียง และผู้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ซึ่งหายตัวไปหลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้บุกตรวจค้นบ้านของเขาที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2560

โดย ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวในวันนี้ ทางการยังไม่ออกมายอมรับว่ามีการจับกุมและควบคุมตัวเขา ทำให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรงว่าเขาอาจตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย

"รัฐบาลทหารไทยควรเปิดเผยที่อยู่ของนายประเวศโดยทันที และให้ปล่อยตัวเขาหากไม่มีการตั้งข้อหาตามฐานความผิดที่น่าเชื่อถือ" แบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว "การควบคุมตัวแบบลับต่อทนายความสิทธิ ผู้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ และผู้เห็นต่างอื่น ๆ ทำให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัวในประเทศไทย และทำให้เกิดปฏิกิริยาด้านลบจากนานาประเทศ"
 
เจ้าหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นรัฐบาลทหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารจากกองร้อยรักษาความสงบที่ 1 (ร.อ.พัน 1รอ.) และตำรวจจากสถานีตำรวจบางเขน ได้บุกตรวจค้นบ้านของนายประเวศในตอนเช้า จากบันทึกการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีการยึดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดรฟ์ โทรศัพท์มือถือ ซีดีซึ่งมีรายการทางการเมือง และเสื้อยืดที่มีข้อความทางการเมืองหลายตัว อย่างไรก็ดี ไม่มีการประกาศแจ้งอย่างเป็นทางการว่ามีการจับกุมหรือควบคุมตัวนายประเวศแต่อย่างใด
 
ประเวศ อายุ 57 ปี เป็นทนายความสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียง เขาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ในคดีที่เป็นผลมาจากการปะทะกันทางการเมืองเมื่อปี 2553 เขายังทำหน้าที่ทนายความให้กับ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ซึ่งต่อมาศาลลงโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
 
นับแต่รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 รัฐบาลทหารได้ควบคุมตัวบุคคลหลายร้อยคน รวมทั้งนักการเมือง นักกิจกรรม ผู้สื่อข่าว และผู้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการประท้วงและกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลทหาร ผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลพลเรือนของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ถูกโค่นล้มจากอำนาจ รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงความเห็นในเชิงที่ไม่เคารพหรือดูหมิ่นต่อสถาบันกษัตริย์ ตรงข้ามกับข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลทหารที่ว่าหน่วยงานของทหารยึดมั่นตามขั้นตอนปฏิบัติของกระบวนการอันควรตามกฎหมายในระหว่างการจับกุมและควบคุมตัวบุคคล ที่ผ่านมาผู้ถูกควบคุมตัวหลายคนให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงปฏิบัติอย่างมิชอบต่อพวกเขาระหว่างการจับกุม มีการควบคุมตัวพวกเขาโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกในค่ายทหาร และมีการสอบปากคำโดยไม่สามารถเข้าถึงทนายความ
 
ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 และ 13/2559 หน่วยงานทหารมีอำนาจควบคุมตัวบุคคลแบบลับเป็นเวลาไม่เกินเจ็ดวันโดยไม่มีข้อหา และสามารถสอบปากคำบุคคลโดยไม่สามารถเข้าถึงทนายความหรือไม่มีหลักประกันเพื่อป้องกันการปฏิบัติมิชอบแต่อย่างใด ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารมักบอกปัดข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ทรมานผู้ถูกควบคุมตัว แต่ก็ไม่สามารถให้หลักฐานใด ๆ เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
 
ฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้แสดงข้อกังวลอย่างจริงจังเสมอมาเกี่ยวกับการควบคุมตัวแบบลับโดยกองทัพในประเทศไทย เพราะทำให้เกิดความเสี่ยงที่บุคคลจะถูกบังคับให้สูญหาย ถูกทรมาน และถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อบุคคลถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกในที่ทำการของทหาร
 
ในจดหมายจากฮิวแมนไรท์วอทช์ถึงรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2558 เราได้แสดงข้อกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับสภาพการควบคุมตัวในมณฑลทหารบกที่ 11 ซึ่งมักเป็นสถานที่ที่ใช้ควบคุมตัวบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง เราเขียนจดหมายดังกล่าวภายหลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสียชีวิตของหมอดูอย่างนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ และพ.ต.ต. ปรากรม วารุณประภาในระหว่างการควบคุมตัวที่นั่น
 
ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การบังคับบุคคลให้สูญหายหมายถึงการจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคลโดยเจ้าพนักงานของรัฐหรือหน่วยงานที่เป็นตัวแทน และต่อมาได้ปฏิเสธไม่ยอมรับว่ามีการควบคุมตัวดังกล่าว หรือไม่เปิดเผยชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคล การบังคับบุคคลให้สูญหายละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนานัปการที่ได้รับการคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี รวมทั้งข้อห้ามต่อการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ การทรมานและการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย นับแต่ปี 2523 คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหายหรือการสูญหายโดยไม่สมัครใจ (UN Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances) ได้เก็บข้อมูล 82 กรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการคลี่คลายกรณีใดจนแล้วเสร็จเลย
 
ที่ผ่านมาฮิวแมนไรท์วอทช์ได้กระตุ้นรัฐบาลไทยทุกคณะในเรื่องนี้ รวมทั้งเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2560 เราได้มีจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกร้องให้รัฐบาลให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาต่อต้านการบังคับบุคคลให้สูญหาย (Convention for Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และให้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเพื่อกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นฐานความผิดอาญาอย่างหนึ่ง ฮิวแมนไรท์วอทช์ แม้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารจะให้ความเห็นชอบต่อการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม แต่ทางสนช.ได้ปฏิเสธที่จะพิจารณาร่างกฎหมายที่จัดทำโดยกระทรวงยุติธรรมเพื่อเอาผิดกับการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย
 
"คำสัญญาของรัฐบาลทหารไทยที่จะเคารพสิทธิ ที่ให้ไว้กับหน่วยงานสหประชาชาติและหน่วยงานอื่น ๆ ในเวทีระหว่างประเทศ จึงฟังดูว่างเปล่ามากยิ่งขึ้น" อดัมส์ กล่าว "รัฐบาลประเทศที่เกี่ยวข้องควรกดดันพลเอกประยุทธ์ให้ยุติการจับกุมโดยพลการ การควบคุมตัวแบบลับ และการบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยให้ปล่อยตัวนายประเวศและบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบทั้งหมด" 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai