โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

เสื้อแดงจัด "ช็อปช่วยชาติ" เตรียมรำลึก 4 ปี "19 ก.ย." พร้อมกันหลายประเทศ

Posted: 29 Aug 2010 01:27 PM PDT

 
 

29 ส.ค.53 เวลา 17.00 น. ที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจัดกิจกรรม “แดงเดินห้าง ช็อปช่วยชาติ” มีผู้มาร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ริเริ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงการจัดกิจกรรมวันนี้ว่า ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดง เพราะเป็นที่ตั้งของสถานีพีเพิล ชาแนล และเป็นสถานที่ที่คนเสื้อแดงมักมาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่หลังจากเหตุการณ์สลายการชมุนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.เป็นต้นมา คนเสื้อแดงจำนวนมากมีความกลัว และไม่กล้าใส่เสื้อสีแดง รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่บุกมารื้อค้นสถานีพีเพิล ชาแนล การกลับมาที่นี่ของคนเสื้อแดงจึงเป็นการทวงพื้นที่คืนทางสัญลักษณ์ และวันนี้คนเสื้อแดงมาทำกิจกรรมและช็อปปิ้งร่วมกัน

นายสมบัติแจ้งกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับงานครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย.ว่า จะมีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งตนได้ประสานงานกับคนเสื้อแดงในหลายประเทศ เบื้องต้นจะมีการจัดกิจกรรมที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ชิคาโก และอีกหลายเมืองในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา และกำลังประสานให้มีการจัดกิจกรรมในประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส โดยทั้งนี้กิจกรรมจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของคนเสื้อแดงในแต่ละประเทศ

สำหรับกิจกรรม 4 ปีรัฐประหารในประเทศไทยนั้น นายสมบัติกล่าวว่า จะมีการจัดแรลลี่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่โดยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และที่ จ.อุบลราชธานีจะมีขบวนแห่ทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมทั่วทั้งจังหวัด ส่วนที่กรุงเทพฯ กิจกรรมจะจัดขึ้นที่ราชประสงค์ และอยากให้วันที่ 19 ก.ย.เป็นวันที่มีการใส่เสื้อสีแดงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย

นอกจากนี้ นายสมบัติกล่าวกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยว่า อยากให้การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ของประชาชน และแม้จะมีการจำคุกแกนนำไม่ว่าใครก็ตาม การต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็จะดำเนินต่อไป และการทำกิจกรรมต่อไปนี้ควรออกแบบให้สามารถทำได้ภายใต้งบประมาณที่จำกัดและประหยัดที่สุด

“การต่อสู้ของเราต่อไปนี้ จะต้องต่อสู้โดยกลุ่มของประชาชนกลุ่มเล็กๆ ที่ออกแบบกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์และหลากหลายอย่างมหาศาล เรามาช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง และกระจายอำนาจกัน” นายสมบัติกล่าว

 
 
 
 
 

เวลาประมาณ 17.40 น. กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงและผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้ทยอยลงบันไดเลื่อนมายังชั้น 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้างบิ๊กซี เพื่อจับจ่ายซื้อสิ้นค้าตามแนวคิด “แดงเดินห้าง ช็อปช่วยชาติ” ระหว่างการช็อปปิ้งมีผู้มาให้กำลังใจนายสมบัติ และกิจกรรมได้รับความสนใจจากพนักงานและผู้ที่มาเลือกซื้อสินค้าของห้างบิ๊กซี

ส่วนกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงครั้งต่อไป จะจัดขึ้นที่ในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ย.ที่หาดจอมเทียน พัทยา ใช้ชื่อว่า “แดงลงทะเล” โดยนายสมบัติให้เหตุผลว่า เป็นการชวนคนเสื้อแดงไปเที่ยวทะเลเพื่อปลดปล่อยความโศกเศร้าและทิ้งความเคียดแค้นลงสู่ทะเลและกลับมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างสดใส และจะเป็นการเดินทางเพื่อไปให้กำลังใจกับคนเสื้อแดงที่พัทยาอีกด้วย

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เครือข่ายคนทำงานบ้านยื่น 4 ข้อเสนอต่อรัฐมนตรีแรงงานคุ้มครองสิทธิคนทำงานบ้าน

Posted: 29 Aug 2010 11:35 AM PDT

 
เมื่อวันที่ 27 ส.ค.53 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักปลัดกระทรวงแรงงาน เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ(ANM) เครือข่ายแรงงานทำงานบ้าน มูลนิธิร่วมมิตรไทยพม่า มูลนิธิ MAP มูลนิธิเพื่อนหญิง หน่วยพัฒนาและบรรเทาทุกข์แห่งประเทศไทย (ADRA) ร่วมกับโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล (สสส.) ได้เข้ายื่นข้อเสนอในการคุ้มครองอาชีพคนทำงานในบ้านต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยในการยื่นข้อเสนอในครั้งนี้มีตัวแทนคนทำงานบ้านทั้งคนไทยและแรงงานข้ามชาติกว่า 50 ชีวิต เข้าร่วมด้วย
 
นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ในฐานะตัวแทนยื่นข้อเสนอกล่าวว่า ที่ผ่านมามีแรงงานที่ทำงานในบ้านมากถึง 4 แสนคน สร้างเม็ดเงินสะพัดทั้งสิ้น 2 หมื่น 7 พันล้านบาทโดยมีอัตราค่าจ้างที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของนายจ้างในการกำหนดค่าจ้างให้กับตัวของแรงงานเอง ที่ผ่านมาแรงงานทำงานบ้านถูกมองในทางมิติเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นแรงงานที่ไม่ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ จึงส่งผลต่อการให้ความช่วยเหลือการคุ้มครองทางกฎหมายแรงงาน รวมถึงการเข้าถึงระบบสวัสดิการสังคมต่างๆที่ควรได้รับ จึงส่งผลให้แรงงานประสบปัญหาการถูกขูดรีดค่าจ้างแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม การเอาเปรียบการทำงานที่มีชั่วโมงยาวนาน ไม่มีวันหยุดพักผ่อนที่แน่นอน ทำงานเพียงคนเดียวแต่ต้องรับใช้คนในบ้านหลายคน บางรายถูกควบคุมการตัดเสรีภาพในการสื่อสารต่อคนภายนอก และที่ยิ่งน่าเป็นห่วงคือกรณีคนทำงานบ้านที่เป็นผู้หญิงหลายรายต้องตกอยู่ในสภาวะความไม่ปลอดภัยในเนื้อตัวร่างกาย และบางรายต้องจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรมโดยนายจ้างหรือโจรขโมย
 
ทั้งนี้ทางเครือข่ายได้ทำข้อเสนอเพื่อยื่นต่อรัฐบาล กระทรวงแรงงาน และคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร 4 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1) ให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ออกประกาศกฎกระทรวงคุ้มครองคนทำงานบ้านให้เร็วที่สุด ซึ่งการยกร่างประกาศฯฉบับนี้เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ  2) ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน และคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้เร่งให้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการยกร่าง เพื่อให้เกิดข้อยุติและเร่งเสนอร่างกฎกระทรวงฯฉบับนี้ เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการประกาศใช้คุ้มครองแรงงานในภาคส่วนนี้ต่อไป  3) ในระยะยาวขอให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ได้แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยบัญญัติว่าจะต้องคุ้มครองแรงงานที่ทำงานบ้านอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกับแรงงานในภาคส่วนอื่นๆ 4) ขอให้รัฐบาลจัดทำนโยบายและแผนงบประมาณ เพื่อการส่งเสริม พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้กับลูกจ้างทำงานบ้าน เช่นการจัดทำหลักสูตรและการฝึกอบรม การให้บริการ การทำอาหารอย่างมืออาชีพ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาทั้งในระบบ และนอกระบบ โดยการไปฝึกอบรมและการไปศึกษา นายจ้างต้องอนุญาตให้ไปตามคำร้องขอของลูกจ้าง และต้องจ่ายค่าจ้างเสมือนการมาทำงานให้กับนายจ้างตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้
 
ขณะที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการเรื่องประกาศกฎกระทรวงคนทำงานบ้านให้สำเร็จในระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างแน่นอน และสำหรับในประเด็นเรื่องสวัสดิการต่างๆที่เรียกร้องมานั้น ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ดำเนินการดูแลอยู่ จึงขอให้ทุกฝ่ายมีความสบายใจได้ และคิดว่าคงจะใช้เวลาดำเนินการไม่นานนักในการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ ซึ่งความจริงประเด็นที่เรียกร้องเหล่านี้แล้วล้วนเป็นนโยบายของรัฐบาลและเป็นนโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น การที่ตนมาทำงานก็ถือว่าเป็นการมาทำงานให้นายกรัฐมนตรี แต่การจะออกกฎหมายอะไรนั้นจะต้องมีความรอบคอบและต้องศึกษาให้ดีในแต่ละประเด็น จึงควรจะต้องใช้เวลาสักระยะ เพราะกฎหมายที่ออกมาในแต่ละฉบับย่อมส่งผลกระทบกับทุกคนและสังคม เพราะถ้าออกกฎหมายมาบางเรื่องที่คนทำงานบ้านยอมรับแต่ฝ่ายอื่นหรือส่วนอื่นๆไม่ยอมรับก็คงจะไม่ดีแน่ เพราะเนื่องจากกฎหมายคือสิ่งที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ และสำหรับในเรื่องสวัสดิการต่างๆคิดว่าทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพร้อมดำเนินการ ตนมั่นใจว่า 28 สิงหาคมในปีถัดไป ซึ่งตรงกับวันคนทำงานบ้านสากลจะทำให้เรื่องนี้เสร็จเรียบร้อย อะไรที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เพื่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันเพราะอะไรที่เหมาะกับสภาพการณ์ปัจจุบันสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้
 
 
รายงานโดย ปรเมศร์ บำรุงหนูไหม
โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล(สสส.)
ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน (Cross Border News Agency)
ฉบับที่ 90 (29 สิงหาคม 2553)
 
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

มาร์ค-เทพ แจง “ศิริโชค” พบ “วิคเตอร์ บูท” ไม่เกี่ยวกับพรรคและรัฐบาล

Posted: 29 Aug 2010 10:07 AM PDT

“อภิสิทธิ์” แจงศิริโชคเข้าพบ “วิคเตอร์ บูท” ในฐานะ ส.ส. ที่มีความสนใจเรื่องใดก็ไปเสาะแสวงหาข้อมูล แต่จะสนทนาอะไรต้องไปถามศิริโชคเอง ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ชี้มีความพยายามจุดประเด็นว่าไทยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเท็จและทำให้ภาพประเทศเสียหาย ด้าน “สุเทพ” บอกไม่หนักใจ “ศิริโชค” เป็นเรื่องของศิริโชค และพรรคไม่รับผิดชอบด้วย "ป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรี หรือของตนหรือของใคร ก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล"

มาร์คชี้คนจุดประเด็นไทยแทรกแซงยุติธรรม จะทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย

วันนี้ (28 ส.ค.) เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางเอลล่า บูท ภรรยานายวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องชาวรัสเชียคดีค้าอาวุธสงคราม ซึ่งออกมาแถลงข่าวเมื่อ 27 ส.ค. โดยปฏิเสธกรณีเทปลับการสนทนาระหว่างนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กับนายวิคเตอร์ บูท ในเรือนจำ ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงพูดแล้วไม่มีมูลความจริง แต่ที่เราให้ความสำคัญกว่าคือทำอย่างไรจะทำให้ทั้งคนไทยและประชาคมโลกเข้าใจชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลไทยหรือแม้กระทั่งรัฐไทยทำนั้นทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ รวมไปถึงหลักสากลและให้ความสำคัญกับมิตรประเทศทุกประเทศ ซึ่งการพยายามจะจุดประเด็นเหมือนหนึ่งว่าในประเทศไทยมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น นอกจากจะเป็นเท็จแล้วยังสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ประเทศไทยโดยไม่จำเป็น และไปสร้างความกระทบกระเทือนทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ชัดเจนแล้วว่ามันไม่มีเรื่องใดๆ ที่รัฐบาลจะไปใช้ต่อรองในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องคือกระบวนการ เพราะมีความซับซ้อนพอสมควร เนื่องจากยังมีคดีที่ 2 อยู่ที่เราก็ต้องการให้มันคลี่คลายไปก่อนแล้วถึงจะพิจารณาในขั้นตอนต่อไปได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางทนายความของนายวิคเตอร์ บูท ได้ร้องขอให้รัฐบาลอย่าเพิ่งส่งตัวไปให้กับสหรัฐอเมริกาโดยอ้างเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของลูกความ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในชั้นนี้ต้องรอการพิจารณาของศาลว่าในกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ประสานมาเพื่อให้อัยการยื่นถอนคดีที่ 2 นั้นศาลจะวินิจฉัยอย่างไร เพราะเข้าใจว่าฝ่ายจำเลยจะยื่นแก้คำฟ้องหรือการคัดค้านอย่างไรนั้นเรายังไม่ทราบ แต่ถ้าคดีนี้ยังอยู่ เราจะไม่สามารถส่งตัวตามคดีแรกได้

 

แจงศิริโชคทำในฐานะ ส.ส. มีความสนใจเรื่องใดก็ไปเสาะแสวงหาข้อมูล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภรรยานายวิคเตอร์ บูท ระบุว่านายศิริโชคอ้างตำแหน่งผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี ในการสนทนากับนายวิคเตอร์ บูท นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เมื่อคืนนี้ (27 ส.ค.) ผมได้สอบถามเจ้าตัวเขายืนยันว่าแนะนำตัวเองในฐานะ ส.ส. แต่รายละเอียดการพูดคุยก็ต้องให้คุณศิริโชค ชี้แจงเอง”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การอ้างตำแหน่งผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีนั้นอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ก็เจ้าตัวเขาบอกว่าไม่ได้พูด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายจตุพร บอกว่าในฐานะ ส.ส.ก็ไม่ควรไปพบเพราะไม่มีอำนาจหน้าที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เหรอครับ แล้วที่คุณจตุพร ทำอยู่นี้เป็นอำนาจหน้าที่ ส.ส.หรือเปล่าครับ ที่ไปทำมาทั้งหมด คุณศิริโชคก็ชี้แจงสภาฯ ไปแล้วว่าเขามีหน้าที่ในการหาข้อมูลมาประกอบการทำงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของบ้านเมืองครับ และไม่มีเรื่องประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีเรื่องต่อรอง ไม่มีเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ของแต่ละคน ส.ส.เขามีความสนใจปัญหาเรื่องใดก็ไปเสาะแสวงหาข้อมูล”

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไม่ใช่ ส.ส.แล้วทางกรมราชทัณฑ์จะให้เข้าพบผู้ต้องหาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อันนี้อยู่ที่ทางกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้พิจารณา ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายศิริโชค เป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีนั้นจะเป็นปัญหากับเรื่องนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ก็คงไม่มี เพราะจุดยืนของผมและรัฐบาลนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าเราพิจารณาทุกเรื่องเรายึดประโยชน์ประเทศและยึดกติกา ทั้งกติกาบ้านเราและกติกาสากล”

 

อยากรู้ว่าคุยเรื่องอะไรต้องให้ศิริโชคอธิบายเอง ยันรัฐบาลไม่เกี่ยว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แถลงการณ์ของนายบูทนั้นระบุชัดเจนว่าเป็นการพูดคุยเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คุยกันเรื่องอะไรบ้างก็คงต้องถามนายศิริโชค ให้อธิบายเองว่าคุยกันอย่างไร เช่น การระบุว่านายศิริโชคไปถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ต้องระบุด้วยว่าตอนนั้นคุยกันเรื่องอะไร อยู่ดีๆ จะไปตั้งคำถามคำตอบกันคงไม่ได้ เพราะเป็นการสนทนากัน ตนไม่ทราบรายละเอียดการพูดคุยว่าเป็นอย่างไร แต่ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในลักษณะที่พยายามจะกล่าวหาว่ามีการต่อรองเรื่องนั้นเรื่องนี้และมีความพยายามที่จะแทรกแซง แต่ตนสนใจที่สุดก็คือพวกเราทุกคนต้องยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมของไทย การทำหน้าที่ของอัยการและศาลนั้นเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เพื่อจะได้อธิบายกับมิตรประเทศของเราทั้ง 2 ด้านได้อย่างเต็มที่

“คือจริงแล้วต้องยอมรับว่าการแถลงข่าว (ของภรรยานายวิคเตอร์ บูท) เมื่อวานนั้นต้องการที่จะมุ่งไปที่สหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งอันนี้ผมได้ให้กระทรวงการต่างประเทศ มอบหมายไปว่าทำอย่างไรที่จะให้ 2 ประเทศนี้คุยกันเองได้บ้าง มิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นว่าความต้องการของแต่ละฝ่าย ก็จะมาบอกกับฝ่ายไทยอย่างเดียว ซึ่งความจริงเราอยู่ตรงกลาง และไม่ได้ไปมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องโดยตรงอะไรกับใคร” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

สุเทพไม่ขอวิจารณ์ประธานวุฒิสภาหลังให้สัมภาษณ์เรื่องวิคเตอร์ บูท

ล่าสุด วานนี้ (29 ส.ค.) เมื่อเวลา 12.45 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประธานวุฒิสภาออกมาระบุว่าการที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเจรจาลับกับนายวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาชาวรัสเซียคดีค้าอาวุธสงครามเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและทำให้ปัญหาลุกลาม ว่า เป็นสิทธิของท่านที่จะแสดงความคิดเห็น บังเอิญท่านเป็นผู้ใหญ่ ตนก็เลยไม่กล้าวิพากษ์วิพากษ์วิจารณ์ท่าน ถ้าเป็นคนอื่นเขาอาจจะวิจารณ์ท่านได้ว่าเป็นประธานวุฒิสภาไม่ควรจะมาวิจารณ์ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะเป็นฝ่ายบริหารจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายและประชาชนสบายใจได้ว่าประเทศไทยจะไม่ตกอยู่ในภาวะลำบากยุ่งยากจากเรื่องนี้ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่มีความรู้สึกวุ่นวายสับสนหวั่นไหวไปกับกรณีเรื่องของนายวิคเตอร์ บูทเลย เพราะเราได้ตกลงตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราจะยึดหลักปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายของเราและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีตัวบทกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม และมีกระบวนการยุติธรรมของไทยที่เราภูมิใจมั่นใจว่าเป็นมาตรฐานเดียวกับคนอื่นในโลก จึงไม่มีอะไรต้องไปวุ่นวายสับสนคิดมาก จะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือรัสเซียจะมาโวยวายกับเราไม่ได้ทั้งนั้น เพราะเราทำตามกฎหมาย ส่วนที่เป็นข่าวอื่นๆ ที่เหลือใหม่ๆ คิดว่าคนพยายามไปสร้างให้เป็นสีสัน ถ้าเราไปติดยึดกับสีสันเหล่านั้นจนพลอยกลุ้มอกกลุ้มใจไปก็น่าเสียดาย

 

ไม่หนักใจกับ “ศิริโชค” เป็นเรื่องของศิริโชค พรรคไม่รับผิดชอบด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าประธานวุฒิสภาเองเห็นว่าการกระทำของนายศิริโชคทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายเอาประเทศไทยเข้าไปอยู่ใต้ความขัดแย้ง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผมเรียนแล้วว่าไม่กล้าวิจารณ์ประธานวุฒิสภา แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไรเลย อยู่เฉย ๆ นายศิริโชคก็ไม่มีปัญญาที่จะทำให้ศาลเปลี่ยนคำพิพากษาได้ ศาลก็ไม่ฟังนายศิริโชคอยู่แล้ว แล้วนายศิริโชคก็ไม่เคยเอาสิ่งที่ไปพบกับนายวิคเตอร์ไปรายงานกับศาลหรือบวกเข้าไปในสำนวน ไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย อย่าไปโยงกัน ตนไม่หนักใจไม่กังวลว่ากรณีของนายศิริโชคจะนำรัฐบาลเข้าไปสู่ความยุ่งยาก ถ้ามีอะไรที่นายศิริโชคทำ ก็เป็นเรื่องที่นายศิริโชครับผิดชอบคนเดียว พรรคก็ไม่รับผิดชอบด้วย รัฐบาลก็ไม่พลอยเข้าไปหุ้นด้วยอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่นายศิริโชคเป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถึงเป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรี หรือของตนหรือของใคร ก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล

ผู้สื่อข่าวถามว่าระยะเวลากว่าจะถึงเดือนตุลาคม ที่ศาลจะพิจารณาคดีเสร็จสิ้นก่อนส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงกังวลเกรงจะมีการชิงตัวนายวิคเตอร์ จะต้องมีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างไร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนขอประท้วงเล็ก ๆ ต่อสื่อมวลชนชอบเสนอข่าวที่ยังไม่เกิดเป็นข่าว แล้วทำให้คนวิตกกังวล ทำให้ตนเป็นห่วงสุขภาพจิตของคน

 

ที่มา: ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล [1] และ [2]

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เลือกตั้งส.ก.-ส.ข.ปชป.กวาดที่นั่ง การเมืองใหม่ 0 พท.ฉะทหารคุมหน่วยเลือกตั้ง

Posted: 29 Aug 2010 10:04 AM PDT

 
29 ส.ค.53 ผลการนับคะแนน การเลือกตั้ง ส.ก. ใน 61 เขตเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเวลาประมาณ 24.00 น .ในเบื้องต้น ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีคะแนนนำใน 46 เขต พรรคเพื่อไทย (พท.) 13 เขต กลุ่มอื่นๆ (อิสระ) 0 เขต พรรคการเมืองใหม่ (กมม.)ได้ 0 เขต ทั้งนี้ยังเหลืออีก 2 เขตที่มีปัญหานับคะแนนล่าช้า คือ เขตดินแดง และเขตหลักสี่
 
ส่วนการเลือกตั้งส.ข. ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งมีทั้งหมด 256 ที่นั่ง จาก 36 เขต  เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ปรากฏว่า ปชป.ได้ที่นั่งมากถึง 210 ที่นั่ง ขณะที่ พท.ได้เก้าอี้ สข. เพียง 39 ที่นั่ง อีก 7 ที่นั่ง เป็นของผู้สมัครอิสระ ส่วนพรรคการเมืองใหม่นั้นไม่ได้ที่นั่ง โดยปชป.ยกทีมใน 27 เขต พท.ยกทีม ใน 5 เขต อิสระ 1

 
นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) 36 เขต ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 925,697 คนจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2,737,054 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 42.04 เขตที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิมากที่สุด คือ เขตทุ่งครุ ร้อยละ 52.11

 
การเมืองใหม่ยอมรับพ่ายแพ้ ยันไม่กลับไปเป็นพธม.
เมื่อเวลา 19.40 น.  พรรคการเมืองใหม่ได้ ออกแถลงการณ์เรื่องผลการเลือกตั้ง ส.ก. ส.ข.โดย นายสำราญ รอดเพชร  โฆษกพรรคอ่านแถลงการณ์ระบุว่า พรรคการเมืองใหม่ขอขอบคุณประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งและพร้อมยอมรับการตัดสินใจของประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนออกมาใช้สิทธิครั้งนี้น้อยเกินคาด แสดงว่าพลังเงียบยังไม่ออกมาใช้สิทธิ์ และพรรคการเมืองใหม่เป็นพรรคใหม่ยังไม่มีผลงานในพื้นที่เลือกตั้ง และยังต้องเผชิญกับการหาเสียงการเมืองแบบเก่าๆ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าพรรคจะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้  แต่พรรคการเมืองใหมได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีการซื้อเสียง และได้ประกาศนโยบายหลายอย่างที่ทำให้พรรคคู่แข่งได้นำเสนอเชิงนโยบายด้วย ทั้งนี้ พรรคการเมืองใหม่จะได้สรุปและทบทวนการทำงานในทุกๆด้านต่อไป เพื่อทำงานการเมืองในทุกระดับให้มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งต่อไป  ทั้งนี้พรรคได้เฟ้นหาผู้สมัครผู้ว่ากทม. และอีกไม่นานจะคัดสรรผู้ลงสมัครเลือกตั้งในการเลือกทั่วไปด้วย 

นายสำราญ ระบุว่า การที่คนออกมาน้อยทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นการเลือกตั้งแบบคะแนนจัดตั้ง  ซึ่งสาเหตุที่คนออกมาน้อยต้องไปถามกทม.และ กกต.  แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นเพราะการเลือกตั้ง สก. และ สข.ยังไม่แรงพอ  ต่างกับการเลือกตั้งทั่วไปและ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ซึ่งสะท้อนอารมณ์คนกรุงเทพฯได้มากกว่า  

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใหม่เดินหน้าจะทำงานการเมืองต่อไป  แม้จะมีหลายฝ่ายเห็นว่าควรกลับไปเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแบบเดิม เพราะพรรคเห็นว่าพันธมิตรฯซึ่งเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองมีอยู่แล้ว และพรรคการเมืองใหม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรฯที่จะทำงานควบคู่กันไป  ทั้งการเมืองภาคประชาชน และการเมืองในระบบ

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า  คะแนนเสียงที่ได้รับพรรคถือว่าได้รับชัยชนะแล้ว ยืนยันว่าการพ่ายแพ้ครั้งนี้จะไม่มีผลให้พรรคการเมืองใหม่กลับไปเป็นพันธมิตรฯ  เพราะพรรคการเมืองใหม่ต้องการสร้างการเมือง 2 ขา ที่ต้องการพัฒนาทั้งการเมืองภาคประชาชนและการเมืองในระบบ ซึ่งโจทย์นี้จะเป็นการบ้านที่ท้าทายพลังประชาธิปไตย ยืนยันว่าการตั้งพรรคการเมืองใหม่เดินมาถูกทางแล้ว และพรรคจะเดินหน้าทำงานการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติต่อไป

ทั้งนี้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า พรรคการเมืองใหม่ ไม่สามารถคว้าชัยได้แม้แต่ที่นั่งเดียว
 
 
 "พท."ร้องหีบที่บางกะปิพิรุธส่งเขตช้า 1ชม.
เวลา 18.30 น. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. ผู้อำนวยการเลือกตั้งส.ก.และส.ข. พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในเขตบางกะปิมีหีบเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 21 แฟลตบางกะปิใช้เวลาเดินทางเกือบ1ชั่วโมงจากการสอบถามปรากฎว่าหีบบัตรลงดังกล่าวมีลักษณะเทปกาวที่มีรอยหลุด ซึ่งขณะนี้ผู้อำนวยการเลือกตั้งเขตบางกะปิของพรรคพท.ได้ร้องเรียนไปยังกกต.ให้ตรวจสอบแล้ว

 "ทางสำนักงานเขตบางกะปิยืนยันว่าจะเปิดหีบบัตรดังกล่าวให้ได้ ทำให้มีข้อสงสัยว่าหีบบัตรนั้นถ้าเปิดแล้วยังมานับรวมกันกับหีบบัตรที่ไม่มีปัญหาก็จะยุ่งได้ ดังนั้นขอให้ทางเขตแยกนับโดยนับเฉพาะหีบบัตรที่ไม่มีปัญหาได้หรือไม่ อีกทั้งเขตดังกล่าวผู้สมัครส.ก.จากพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเป็นผู้อำนวยการเขตบางกะปิด้วย ทำให้พรรคไม่มั่นใจในพฤติกรรมดังกล่าวและขอให้กกต.ลงไปดูที่เขตด้วย"นายวิชาญกล่าว
 
นายวิชาญ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่เขตวังทองหลางภายหลังปิดหีบเลือกตั้งส.ก.ก็พบว่ามีการนำหีบบัตรแยกเป็น 2 กลุ่มคือไปที่ชั้น4 ห้างอิมพีเรียลและสำนักงานเขตวังทองหลาง ตนจึงสงสัยว่าผู้นำหีบบัตรไปห้างอิมพีเรียลไม่ทราบหรืออย่างไร เพราะจะต้องมีการนับคะแนนที่สำนักงานเขต อีกทั้งขณะนี้มีการแจ้งว่าหีบบัตรต่างๆที่จะเปิดเพื่อนับคะแนนที่มีการใส่กองละ 500 ใบมีหลายเขตแจ้งเข้ามาว่ามีการเทกองเพื่อนับคะแนนอยู่ในมุมอับเกรงว่าจะมีการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้นและขอให้สื่อและประชาชนช่วยกันสอดส่องการนับคะแนนเลือกตั้งส.ก.ด้วย
 
"พท."ชี้เลือกตั้งส.ก.ผิดปกติส่งทหารประจำหน่วยเลือกตั้ง
นายวิชาญกล่าวอีกว่า ได้รับแจ้งในแต่ละหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ที่มีความผิดปกติเนื่องจากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหารมาเป็นผู้ประจำหน่วยเลือกตั้งถือเป็นมิติใหม่หรือไม่ ที่กทม.ได้ขอพึ่งกำลังทหารแทบทุกเขต โดยเฉพาะเขตคันนายาว ดินแดง ห้วยขวาง ดอนเมือง และมีกำลังทหารส่วนหนึ่งที่อยู่ในหน่วยเลือกตั้งบางส่วนกำลังสังเกตการณ์ ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้บรรยากาศเลือกตั้งอยู่ในสภาวะปฏิวัติ ซึ่งเท่าที่สอบถามก็มีการแจ้งว่าเนื่องจากกำลังตำรวจไม่พอเพราะมีการโยกย้ายตำรวจ เช่นจากเขตบางรักไปเขตพระโขนง 48 นายซึ่งไม่ทราบว่าโยกย้ายเพื่ออะไร
 
"ทหารเหล่านี้ไม่อยู่กรมกอง เป็นเพราะตำรวจไม่พอหรือไงหรือเป็นกรณีพิเศษตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉินผมไม่เคยเห็นว่าจะมีทหารเข้ามาประจำหน่วยเลือกตั้งก็คงต้องสอบถามไปยังกกต.ด้วย" นายวิชาญ กล่าว
 
 
 
 
ในการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) 36 เขต

1. เขตคลองเตย มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
2. เขตคลองสาน มี ส.ข. ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
3. เขตจอมทอง มี ส.ข. ได้ 8 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 7 คน และเพื่อไทย 1 คน
4. เขตดินแดง มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
5. เขตดุสิต มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
6. เขตตลิ่งชัน มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
7. เขตทวีวัฒนา มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
8. เขตทุ่งครุ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 6 คน และเพื่อไทย 1 คน
9. เขตธนบุรี มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยทั้งหมด7 คน
10. เขตบางกอกน้อย มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
11. เขตบางกอกใหญ่ มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
12.เขตบางขุนเทียน มี ส.ข.ได้ 8 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 8 คน
13.เขตบางคอแหลม มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
14. เขตบางแค มี ส.ข.ได้ 8 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 8 คน
15. เขตบางซื่อ มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
16. เขตบางนา มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
17. เขตบางบอน มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
18. เขตบางพลัด มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
19.เขตบางรัก มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
20. เขตปทุมวัน มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
21. เขตประเวศ มี ส.ข.ได้ 8 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 8 คน
22. เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
23. เขตพญาไท มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
24. เขตพระโขนง มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
25. เขตพระนคร มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากอิสระ ทั้งหมด 7 คน
26. เขตภาษีเจริญ มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยทั้งหมด 7 คน
27. เขตยานนาวา มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
28. เขตราชเทวี มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
29. เขตราษฎร์บูรณะ มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
30. เขตวัฒนา มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
31. เขตสวนหลวง มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
32. เขตสัมพันธวงศ์ มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
33. เขตสาทร มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 7 คน
34. เขตหนองแขม มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ทั้งหมด 7 คน
35. เขตหนองจอก มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยทั้งหมด 7 คน
36. เขตห้วยขวาง มี ส.ข.ได้ 7 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ทั้งหมด 7 คน 
 
 
ผลการนับคะแนน ส.ก. ล่าสุด เมื่อเวลา 21.30 น.
 
เขตคลองเตย
นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ปชป. 9563
นายเจน หิมะทองคำ พท. 7043
พ.ต.ท.ขวัญชัย ชัยเวช กมม. 2275

คลองสาน
นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ปชป. 9568
น.ส.สายรุ้ง ปิ่นโมรา กมม. 7747
นายโกสินทร์ สุทธิรัตน์ พท. 5601

คันนายาว
นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ พท. 15648
นายโยธิน ปัชฌามุก ปชป. 9978
นายเกษม ทรัพย์เจริญ กมม. 706

เขตดินแดง
 (ยังไม่ได้นับคะแนน)

ดุสิต
นายศิริพงษ์ ลิมปิชัย พท. 11421
นางบุศกร คงอุดม ปชป. 9684
นายมนัส พงศ์วรินทร์ กมม. 1066

ตลิ่งชัน
พ.ต.ท.วันชัย ฟักเอี้ยง ปชป. 16583
นายสมคิด ชุ่มปลั่ง พท. 10035
นายเป็นเลิศ จิรังนิมิตสกุล กมม. 3338

ทวีวัฒนา
นายสุไหง แสวงสุข ปชป. 15627
พ.ต.ท.หญิงอรุณศรี โสขุมา พท. 6801

ทุ่งครุ
นายวันชัย เปี่ยมสวัสดิ์ ปชป. 9166
นายสุวรวิทย์ วรรณศิริกุล พท. 8444
นายวิโรจน์ ญาณพิชิต กมม. 4683
นายศิริพงษ์ เย็นอังกูร มภ. 2384

ธนบุรี
นายวิชัย หุตังคบดี พท. 7965
นายสมเกียรติ กันทรวรากร ปชป. 6485
นายสมชาย เอี่ยมมงคลสกุล กมม. 5467
นายสุวรรณ เอี่ยมสุขนันท์ อิสระ 2781

บางกอกน้อย
นายนภาพล จีระกุล ปชป. 12454
นายประสาร แก้วนิยม พท. 5364
นายสันติ ระฆังทอง กมม. 1796

บางกอกใหญ่
นายวิรัช คงคาเขตร ปชป. 14131
นางทิพย์ประภา ศุขบุญ พท. 7351
บางคอแหลม
นายอภิมุข ฉันทวานิช ปชป. 14354
นางจุฑาเพชร จินตโสภณ พท. 7649
นายสมเกียรติ อโนทัยสินทวี กมม. 4466

บางซื่อ
น.ส.พรพิมล คงอุดม ปชป. 11989
น.ส.ภัคภร ตั้งปณิธานสุข พท. 6469

บางนา
นายคำรณ บำรุงรักษ์ ปชป. 13552
นายกวีวงศ์ อยู่วิจิตร พท. 9980
นายพัสกร พุฒขาว กมม. 2440

บางบอน
นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ปชป. 7416
นายเชาว์ สังข์คุ้ม พท. 3988
นายสมพร คงโครัด กมม. 3760

บางพลัด
นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล ปชป. 12326
นายวัชรา พรหมเจริญ พท. 7463
นายศีลธรรม พัชรประกาย อิสระ 6274
นายมนูญ นกยูงทอง กมม. 2546

บางรัก
นายพิพัฒน์ ลาภปรารถนา ปชป. 10241
นายอภิชาติ อุดม กมม. 2779
นายธานี บุปผเวส พท. 2650
 
บึงกุ่ม
นายแมน เจริญวัลย์ ปชป. 21043
นายกษิณ พุกรักษา พท. 16138
นายบุญส่ง ชเลธร กมม. 4685

ปทุมวัน
น.ส.อุไร อนันตสิน ปชป. 4263
น.ส.เมธาวี ธารดำรงค์ อิสระ 2907
นายวิเชียรโชติ ส่งอาภากรณ์รัตน์ พท. 2504
นายปฐม สุคนธชาติ กมม. 1130
นายสุวิทย์ ทรัพย์เกตโสภา อิสระ 69
นายภูมิพิชัย ธารดำรงค์ อิสระ 19

ป้อมปราบฯ
นายเอก จึงเลิศศิริ ปชป. 8742
นางมาลี อุ่นมงคลมิตร พท. 2791
นายธนภัทร ธาตวากร กมม. 2661

พญาไท
นายพีรพล กนกวลัย ปชป. 6393
นายกวี ณ ลำปาง พท. 4187
นายสุชาติ วิริยานุภาพพงศ์ กมม. 1005

พระโขนง
นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ ปชป. 12197
นายสมศักดิ์ รัตนกังวานวงศ์ พท. 7181

พระนคร
น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ปชป. 9283
นายบดินทร์ วัชโรบล พท. 3549
นายรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี กมม. 2877
นายพงษ์พจน์ พิมพ์สมฤดี อิสระ 55

ภาษีเจริญ
นายสุธา นิติภานนท์ ปชป. 14407
นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา พท. 14181
น.ส.เพ็ญพิมล วิภาคทรัพย์ กมม. 1915

มีนบุรี
นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ พท. 20532
นายสุนันท์ มีนมณี ปชป. 15794
นายธนาวุฒิ วงษ์เสน กมม. 895
นายสุรชัย นิวาสพันธุ์ อิสระ 183

ยานนาวา
นายอมรเทพ เศตะพราหมณ์ ปชป. 11045
นายณรงค์ กองปัญญา พท. 4802

ราชเทวี
นางผุสดี วงศ์กำแหง ปชป. 8568
นายเอกกฤษ อุณหกานต์ พท. 5619
นายปรเมษฐ์ ภู่โต กมม. 2657

ราษฎร์บูรณะ
นายไสว โชติกะสุภา ปชป. 18057
นายสุเมธี วรรณศิริกุล พท. 7766
นายสมพงษ์ สุวรรณคู กมม. 2201

ลาดพร้าว
น.ส.บุณฑริกา ประสงค์ดี พท. 7878
นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ปชป. 5867
นายปรีดา พักงาน กมม. 1389
 
 
ผลการนับคะแนน ส.ก. ล่าสุด เมื่อเวลา 22.30 น.

วังทองหลาง
นายบำรุง รัตนะ ปชป. 13960
นายสิงห์ทอง บัวชุม พท. 9743
นายนัสเซอร์ ยีหมะ กมม. 1660

วัฒนา
นายประสิทธิ์ รักสลาม ปชป. 11301
นายธนินท์พล ปิคิธนภูมิพัฒน์ พท. 3135
ว่าที่ร.ต.นภดล เดชาฤทธิ์ กมม. 2216

สวนหลวง
นายณัทวุฒิ หมัดนุรักษ์ ปชป. 19005
นายคงเจษฏร์ พุ่มม่วง พท. 8877
นายเนติราษฎร์ นาคโฉม อิสระ 646

สะพานสูง
นายประสิทธิ์ มะหะหมัด พท. 10983
นายสามารถ หว้าพิทักษ์ ปชป. 9893
นายปราโมทย์ บุญชู อิสระ 2149
นายชเขษม ป จันทไทย กมม. 1526

สัมพันธวงศ์
นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ปชป. 6311
นายสมหมาย ศรีสุทธิยางกูร กมม. 1465
นายปรีดา ปรัตถจริยา พท. 1338

สาทร
นายธวัชชัย ปิยนนทยา ปชป. 14073
นายไพรัชต์ พรรณรายน์ พท. 4708
นางกรรณิกา วิชชุลตา กมม. 3836

หนองแขม
นายนวรัตน์ อยู่บำรุง พท. 22804
นายอภิเดช ศรัทธาพิริยะพงศ์ ปชป. 12898
นายฮารูน มูหมัดอาลี กมม. 4976

หนองจอก
นายไพฑูรย์ อิสระเสรีพงษ์ พท. 20787
น.ส.เบญญาภา เกษประดิษฐ ปชป. 19233
นายวรรณภูมิ คำอ้อ กมม. 735

หลักสี่
น.ส.เรณุมาศ อิศรภักดี อิสระ 3731
นายตกานต์ สุนนทวุฒิ พท. 3544
นายรังสรรค์ กียปัจจ์ ปชป. 1883
นายศุภชัย เจียมสกุล กมม. 644
ว่าที่ร.ต.อมรวิวัฒน์ พิกุลงาม มภ. 373

ห้วยขวาง
นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ พท. 13621
นายประวิทย์ พรหมทอง ปชป. 8759
 
 
ผลการนับคะแนน ส.ก. ล่าสุด เมื่อเวลา 23.00 น.

จตุจักร 1
นายประพนธ์ เนตรรังษี พท. 9849
นายโยธิน เปาอินทร์ ปชป. 8207
นายถนอม พิมพ์ใจชน กมม. 1312

จตุจักร 2
นายอนันตชาติ บัวสุวรรณ์ ปชป. 11534
น.ส.วิลาวัลย์ ธรรมชาติ พท. 11011
นายประกิต จันทร์สมวงศ์ กมม. 2488

จอมทอง 1
นายพิรกร วีรกุลสุนทร ปชป. 11229
นายธวัชชัย ทองสิมา พท. 10435

จอมทอง 2
นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ปชป. 13253
นายธนวัฒน์ จันทร์เศรษฐ พท. 7096

สายไหม 1
น.ส.รัตติกาล แก้วเกิดมี ปชป. 13218
นายเอกภาพ หงสกุล พท. 13034
นายวัชรินทร์ อนันหน่อ อิสระ 810

สายไหม 2
นายสมชาย เวสารัชตระกูล ปชป. 13287
นายอำนวย ชัยพรประเสริฐ พท. 6850

บางเขน 1
นายสายัณต์ จันทร์เหมือนเผือก พท. 13979
นายฐิติโชค กาญจนภักดี ปชป. 11033
สิบเอกอำพันธ์ เฉลิมบุญ ปชท. 1120

บางเขน 2
น.ส.ปราณี เชื้อเกตุ ปชป. 12285
นายณกรณ์ ทองศรี พท. 8463

บางแค 1
นายสุพิน คล้ายนก ปชป. 14245
พันตำรวจเอกสมชาย พงษ์ธานี พท. 6915
นายพัลลภ นางจีนวงศ์ กมม. 1441

บางแค 2
นายเพทาย จั่นเผื่อน ปชป. 15793
นายนิรันด์ พรมจีน พท. 10467
นายวิศิษฐ์ ดีเป็นธรรม กมม. 1772

บางกะปิ 1
นายประเสริฐ ทองนุ่น ปชป. 7547
นายชัยวุฒิ จริยวิโรจน์สกุล พท. 6809

บางกะปิ 2
นางนฤมล รัตนาภิบาล ปชป. 8581
นายเฉลิมชัย ฉิมหิรัญ พท. 5707
นายภูโมกข์ นุ่นจันทร์ กมม. 1493

บางขุนเทียน 1
นายสารัช ม่วงศิริ ปชป. 11272
นายสมศักดิ์ ลีลาสถาพรกูล พท. 6919
นายสุพจน์ ภูมิใจตรง อิสระ 872

บางขุนเทียน 2
นายสาทร ม่วงศิริ ปชป. 3842
นายสมชาติ รัตนเรืองกิต พท. 2196
นายนพดล อิศรเสนา ณ อยุธยา อิสระ 286

ประเวศ 1
นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล ปชป. 10202
นายธีระวุฒิ สัมมาทรัพย์ พท. 5065

ประเวศ 2
นายกิตพล เชิดชูกิจกุล ปชป. 11858
นายพารวย จันทรสกุล พท. 6117
นายธวัช กีรติอิสริยะกุล อิสระ 738

คลองสามวา 1
นายวิรัช อินช่วย ปชป. 10525
นายสุวิทย์ บุญมา พท. 9331
นายวิบูลย์ศักดิ์ หนันดี อิสระ 494

คลองสามวา 2
นายชูชาติ ประเสริฐกรรณ ปชป. 11801
นายลี่จั๊ว แซ่เฮ้ง พท. 11368

ดอนเมือง 1
นายสุริยา โหสกุล พท. 11187
นายพฤกพงษ์ เปรมศิริ ปชป. 6750
นางปภาวรินทร์ กลิ่นฟุ้ง อิสระ 1324
นายธนัชพงศ์ เกิดนาค กมม. 925
นายธนกร พูลมี อิสระ 369

ดอนเมือง 2
นางพิมพ์ชนา โหสกุล พท. 10172
นางกนกนุช นากสุวรรณ ปชป. 8363
นายชุติเดช สุวรรณเกิด กมม. 1118
นางอัมพร โสภณดิเรกรัตน์ อิสระ 823
นายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อิสระ 477

ลาดกระบัง 1
นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ พท. 10085
นายสมโภชน์ ชยุติแสงไพศาล ปชป. 7672
นายธนยศ เกษประดิษฐ อิสระ 5088

ลาดกระบัง 2
นายณัฐ สำเร็จวาณิชย์ พท. 10432
นายเจริญณรัฐ ศิริรัตนสุวรรณ ปชป. 7219
นายอำนวย นวลทอง กมม. 1817
  
 

 

ที่มา: มติชนออนไลน์

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กวีประชาไท:ภู กระดาษ กับบทกวี"ฝนตกฟ้าฮ้อง"

Posted: 29 Aug 2010 09:56 AM PDT

ท่านท่านชี้หน้าว่า พวกผู้ข่าละถิ่นฐาน
พวกคนอีสาน ชอบขายแรงงานซื้อข้าว
สิเด๋อสิด๋า ว่าเป็นเสี่ยวว่าเป็นลาว
หนังสือบ่หัน โง่เง่าต่างด้าวดงดิน

ปล่อยคนแก่เฒ่า ให้อยู่เฝ้าเลี้ยงหลานหลาน
แล้วละทิ้งบ้าน กระเซซานพลัดลำเนาสิ้น
ไลลืมรากเหง้า แต่ก่อนเก่าบ่เหลือกลิ่น
วิถีชุมชนบ่ถวิล ฟุ้งเฟ้อกันสิ้นรนดิ้นละลา

แล้วสร้างปัญหา ให้ถ้วนหน้าได้ประสบ
สุมเร้าเท่าทบ สูงท่วมกลบขื่อคานฝา
สืบเนื่องกร่อนกัด สารพัดอยู่นานมา
ทุกเรื่องทั้งมวลปัญหา ก็เพราะพวกผู้ข่าทั้งนั้น

ฯลฯ

พวกผู้ข่าค้อมรับ สิ้นเสร็จสรรพทุกความว่า
เพราะอำนาจผูกขาดนานา พวกผู้ข่าล้วนจัดสรร
ทรัพยากรถลุง สนานสนุกอยู่ทุกคืนวัน
บริหารจัดการกันมันส์ ถ้วนประเทศเขตคาเม!

***********

หมายเหตุ: พวกผู้ข่า, ข่า : ชนพื้นเมือง หรือข้า, ข้าน้อย ผู้เป็นบ่าวรับใช้
                สิเด๋อสิด๋า : เด๋อๆ ด๋าๆ น่าหัวร่อ
                ไลลืม, ลืมไล : หลงลืม หลงเลือนไป

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:วิพากษ์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กรณีรับเป็น“กรรมการปฏิรูปประเทศ”

Posted: 29 Aug 2010 09:10 AM PDT

ชื่อบทความเดิม: การรับเป็น "กรรมการปฏิรูปประเทศ" ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ไม่มีคุณธรรม

 

โปรดพิจารณา “เรื่องสมมุติ” ต่อไปนี้:

 
เพื่อนบ้านครอบครัวหนึ่ง เพิ่งสูญเสียพ่อบ้าน หรือลูกชายหรือลูกสาว จากการถูกฆ่าอย่างน่าอนาถเมื่อไม่กี่วันมานี้ และสมาชิกที่เหลืออยู่ของครอบครัวนั้นยังอยู่ในช่วงเศร้าโศกอย่างหนัก พยายาม “ทำใจ” กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ฯลฯ
 
ไม่ว่าที่ผ่านมา เราจะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านครอบครัวนี้อย่างไร อาจจะไม่ถึงสนิทสนมใกล้ชิด อาจจะมีความ “หมั่นไส้” ไม่ชอบบางคนในครอบครัวนั้น รวมถึงแม้แต่ตัวผู้ตายเอง และไม่ว่าสถานการณ์ของการถูกฆ่านั้น เราจะคิดอย่างไร (สมควรหรือไม่ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ฯลฯ) แต่โดยสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน (basic human decency)[decency คำนี้ ผมขออภัยที่ใช้ทับศัพท์ เพราะนึกคำไทยที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ จะแปลว่า “มารยาท” “ความเหมาะสม” หรือ “ความสุภาพ” แม้อาจจะให้ความหมายที่ใกล้เคียง ก็รู้สึกยังไม่ตรงนัก จะใช้ว่า “ความดีงามในจิตใจ” ก็อาจจะหนักเกินไป จึงขออนุญาตเขียนเช่นนี้โดยตลอดบทความ] เราย่อมพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ครอบครัวนั้นรู้สึกเป็นการ “ซ้ำเติม” ความเศร้าโศกของพวกเขา เช่น เราคงไม่ไปแสดงอาการดีอกดีใจ รื่นเริงบันเทิง ต่อหน้าเขา ไม่ไปพูดคุยโอ้อวดถึงความดีใจของเรา ที่ลูกชายลูกสาวเราเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเพิ่งเรียนจบ ได้งานทำ มีเงินเดือนสูง ฯลฯ ต่อให้เราไม่ถึงกับต้องไปช่วยเหลืองานศพของคนตาย หรือกระทั่งไปพูดจาปลอบประโลม (เพราะไม่สนิทกัน) ฯลฯ
 
การหลีกเลี่ยงไม่กระทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้านดังกล่าว ไม่จำเป็นว่าเพราะเราเป็นผู้มีการศึกษา หรือมีคุณธรรมสูงส่งอะไรเลย เป็นเพียงการมี decency พื้นๆ ของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ในทางตรงข้าม หากเราทำอะไรอย่างที่ว่า (รื่นเริงบันเทิง ดีอกดีใจ ในความสุขความสำเร็จของครอบครัวเราเองในขณะนั้น ต่อหน้าต่อตาเพื่อนบ้านที่กำลังโศกเศร้า ฯลฯ) ก็ต้องจัดว่า เราเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม (cruel) ป่าเถื่อน (babaric) ไม่มีคุณธรรมพื้นๆอย่างยิ่ง
 
. . . . . . . . . . . .
 
การที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ เข้ารับตำแหน่งเป็น “กรรมการปฏิรูปประเทศ” ที่ตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปราบปรามที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย บาดเจ็บพิการนับพัน (และถูกจับกุมคุมขังอีกกว่าร้อยคน) โดยที่ผลกระทบโดยตรงต่อครอบครัว คนใกล้ชิด เพื่อน ของคนตาย คนบาดเจ็บพิการ เหล่านั้น ยังรู้สึกกันได้อย่างรุนแรง (ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อ “สังคม” วงกว้างออกไป) เปรียบเสมือนการกระทำในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้าน ที่กล่าวไว้ใน “เรื่องสมมุติ” ข้างต้น นี่เป็นการกระทำที่มาจากจิตใจที่เหี้ยมโหด (creul) ป่าเถื่อน (babaric) ขาดคุณธรรมอย่างถึงที่สุด
 
ทั้งนี้ ไม่ว่านิธิจะคิดหรือให้เหตุผลใดๆก็ตาม กับการเข้าร่วมนั้น (ประเภท “เข้าไปเป็นกรรมการเพื่อผลักดันวาระและกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน” ฯลฯ) ไม่ว่าเขาจะมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือตัวกรรมการนั้นเอง (“อ้อมกอดอำมหิต”, “ประชาชนต้องอย่าไว้ใจกรรมการที่ตั้งขึ้นมา” ฯลฯ)
 
แต่ตัวการกระทำนั้นเอง (การเข้าเป็นกรรมการ) เป็นสิ่งที่อุจาด (indecent) และเหี้ยมโหดป่าเถื่อน (cruel, babaric) ซึ่งคนที่มี decency พื้นๆของความเป็นคน ไม่ทำกัน
 
ผมเองโดยส่วนตัว เห็นว่า การตายและสูญเสียอย่างมหาศาลของ “คนเสื้อแดง” เป็นสิ่งซึ่งความจริงสามารถหลีกเลี่ยงได้ เห็นว่า การกระทำหลายอย่างของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งอาจจะรวมทั้งคนที่ตายไปนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเห็น – และผมเชื่อ/หวังว่า ทุกคนที่มี decency ของความเป็นมนุษย์อย่างพื้นๆ คงจะคิดเช่นนี้ด้วย – ว่า ปัญญาชนระดับนำสูงสุดของประเทศอย่างนิธิ(หรือคนอื่นๆ) ไม่สมควรที่จะทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” พวกเขาและญาติมิตรของเขา (หรือ “สังคม” โดยรวม) ด้วยการไปรับตำแหน่งที่รัฐบาล ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการฆ่าพวกเขา ตั้งขึ้นมา ด้วยสาเหตุที่ชัดเจนว่าต้องการทำให้การฆ่าที่ตัวเองมีส่วนรับผิดชอบนั้น เป็นเรื่อง “เบา”ลงไป
 
ยิ่งนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังคงพูดและเขียนในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนี้เท่าไร ยิ่งทำให้การที่เขาไปร่วมเป็นกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเป็นการกระทำที่ไร้ความ decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์มากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น ปัญญาชน นัก นสพ. จำนวนหนึ่ง ที่อาจจะ “ไม่สบายใจ” กับการที่นิธิไปร่วมเป็นกรรมการ พยายาม “ปลอบใจตัวเอง” หรือให้ “คำอธิบาย” ทำนองนี้ ด้วยการยกเอาการที่นิธิยังคงพูดและเขียนในลักษณะ “ไม่ขึ้นต่อรัฐบาล” หรือกระทั่ง “วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล” มาอ้าง หาได้คิดว่า ความจริง ยิ่งนิธิยังคงเขียนเชิงวิพากษ์รัฐบาลเท่าไร ยิ่งเป็นการประจานความไม่มี decency ของตัวเองมากขึ้นเพียงนั้น ในแง่นี้ บรรดา “ปัญญาชนบริกร” อย่าง อานันท์, อมร, สมบัติ ฯลฯ ที่เขียนเชียร์รัฐบาลนี้อยู่เสมออยู่แล้ว กลับมีลักษณะ “ซื่อตรง” (honesty) ยิ่งกว่านิธิ เพราะอย่างน้อย พวกนี้เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร (เขียนเชียร์รัฐบาล กับไปเป็นกรรมการให้รัฐบาลเป็นอะไรที่ไปด้วยกันได้สนิทอยู่แล้ว) แต่สิ่งที่นิธิทำ กลับเป็นการแสดงความไม่ซื่อตรง (dishonesty) หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ (hypocritical) อย่างขาดความละอายชัดๆ
 
เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องอาศัยอุดมคติหรือทฤษฎีที่สูงส่งลึกซึ้งอะไรเลย แค่สามัญสำนึกของความ decency ของความเป็นมนุษย์ ที่จะไม่เหี้ยมโหดป่าเถื่อน ทำร้ายซ้ำเติมผู้ที่อยู่ในความทุกข์โศกสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอยู่แล้วเท่านั้น
 
 
 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

รายงาน: ร้อยวันแห่งการสูญเสียของ ครอบครัวศรีหนองบัว

Posted: 29 Aug 2010 04:28 AM PDT

 
 
 
 
ทรงศักดิ์ ศรีหนองบัว (ป๋อง) เกิดวันที่ 28 มีนาคม 2520 ปัจจุบันอายุ 33 ปี เป็นคนบ้านดอนธาตุ ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทฯติดตามหนี้ อยู่ในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่น
 
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นายเจียง ศรีหนองบัว อายุ 59 ปี พ่อของทรงศักดิ์ ทราบว่า ทรงศักดิ์เป็นลูกชายคนโต จากพี่น้องทั้งหมด 4 คน มีน้องชาย 2 คน และน้องสาว 1 คน น้องชายคนรองมีครอบครัวแล้วอยู่หมู่บ้านใกล้ๆกัน คนรองลงมาทำงานอยู่ในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่นเช่นกันแต่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ส่วนน้องสาวคนสุดท้องมีครอบครัวอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นานๆ จะกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งหนึ่ง มีเพียงทรงศักดิ์ที่อยู่อาศัยที่บ้านเป็นประจำ และช่วยเหลือดูแลงานทั้งหมดภายในบ้าน เช้าไปทำงานเย็นประมาณ 5 โมงก็กลับถึงบ้าน กินข้าวฟังวิทยุพักผ่อน เป็นคนไม่เที่ยวเตร่ ขยันทำงาน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งไปขยายสาขาที่จังหวัดอุดรธานี และกำลังมีแผนจะแต่งงานแต่ก็มาเสียชีวิตเสียก่อน
 
พ่อเจียงเล่าต่อว่า ในวันเกิดเหตุ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ทรงศักดิ์ขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปทำงานตอนเช้าตามปกติ เวลาประมาณ 5 โมงเย็น โรงพยาบาลโทรศัพท์มาแจ้งว่า ทรงศักดิ์ป่วยอยู่โรงพยาบาลไม่บอกว่าป่วยเป็นอะไร บอกเพียงแต่บอกว่าป่วยให้มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลด่วน พ่อจึงให้ลูกชายอีกคนโทรศัพท์กลับไปสอบถามให้แน่ชัดจึงทราบว่าถูกยิง เมื่อไปถึงโรงพยาบาล หมอบอกว่าถูกกระสุนยิงที่ต้นแขน 6 นัด ไปโดนที่เส้นเลือดแดง และต้องผ่าตัด วันนั้นมีประกาศเคอร์ฟิว พ่อต้องรีบกลับบ้าน กลัวไม่ทันเวลา ให้ลูกชายอีกคนเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาล กลับมายังไม่ถึงหมู่บ้านประมาณ 3 ทุ่ม ลูกชายโทรศัพท์มาบอกว่าทรงศักดิ์เสียชีวิตแล้ว
 
พ่อเจียงเล่าว่าไม่คิดเลยว่าลูกชายต้องมาเสียชีวิตเช่นนี้ เพราะตอนเช้ายังแต่งตัวออกไปทำงานตามปกติ และที่ผ่านมาแม้ลูกชายจะเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับ นปช. ทั้งที่ขอนแก่นและกรุงเทพฯบ้าง แต่แค่เข้าร่วมฟังปราศรัยเพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงเท่านั้น แล้วก็กลับบ้าน ตอนเช้าก็ไปทำงานตามปกติ เคยมาเข้าร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง มาวันสองวันก็กลับบ้านไปทำงานตามปกติ คนที่เห็นเหตุการณ์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หน้าบ้านนายประจักษ์เล่าให้พ่อฟังว่า ทรงศักดิ์ยืนอยู่บนฟุตบาทฝั่งตรงข้ามบ้านนายประจักษ์ แล้วมีคนยิงปืนลูกซองออกมาจากบ้านนายประจักษ์ สองถึงสามนัดมีคนโดนลูกกระสุนบาดเจ็บหลายคน
 
พ่อเจียงบอกว่า พ่อไม่คิดเอาเรื่อง ไม่คิดฟ้องกลับ ไม่อยากมีเรื่องมีราวขึ้นโรงขึ้นศาล เรามันคนจนต่อสู้กับเขาลำบาก ลูกชายก็ตายไปแล้ว อย่างไรก็ไม่ฟื้น แต่อยากให้ทางนายประจักษ์แสดงความรับผิดชอบบ้าง มาถามไถ่สาระทุกข์สุขดิบ มาร่วมทำบุญให้ลูกชายบ้าง ตอนนี้พ่อเรียกร้องค่าชดเชยไปกับตัวแทนเขาสามแสนบาท ตัวแทนเขาบอกว่ามากเกินไป เขาเสนอให้หนึ่งแสนบาท พ่อคิดว่ามันจะมากไปได้อย่างไร ชีวิตคนหนึ่งชีวิต ถ้าลองเป็นลูกชายเขาบ้างเขาจะยอมไหม จนวันนี้ครบรอบทำบุญร้อยวันแล้ว พ่อยังไม่ได้รับค่าชดเชยแต่อย่างใด
 
สำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา พ่อเจียงบอกว่าได้รับการช่วยเหลือจากพรรคเพื่อไทยเป็นเงินหนึ่งแสนสามหมื่นบาท จากสำนักพระราชวังเป็นเงินห้าหมื่นบาท จากสำนักงานประกันสังคมเป็นเงินหนึ่งแสนบาท จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯเป็นเงินสี่แสนบาท และได้มีการยื่นเรื่องไว้ที่กระทรวงยุติธรรมฯ ซึ่งทราบมาว่าจะมีการช่วยเหลือเป็นตัวเงิน ตอนนี้อยู่ระหว่างรอผลการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
 
พ่อเล่าต่อว่าได้เงินมาเท่าไร มันก็ไม่คุ้มกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ปีนี้พ่อต้องทำนาคนเดียว คิดถึงทรงศักดิ์มาก ปกติเขาจะเป็นคนจัดการดูแลทุกอย่าง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ช่วงดำนาที่ผ่านมา คิดถึงทรงศักดิ์มาก ฝนตกลงมา น้ำตาพ่อก็ไหล
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ทำบุญ100วัน‘น้องเกด’ แม่เตรียมรวมกลุ่มญาติวีรชน53-ช่างภาพเนชั่นจ่อฟ้องรัฐเป็นคดีตัวอย่าง

Posted: 29 Aug 2010 01:09 AM PDT

ทำบุญ 100 วันเกดกมน อัคฮาด คนร่วมหนาแน่น แม่น้องเกดลั่นพร้อมร่วมมือจตุพรฟ้องดีเอสไอ แจ้งเท็จใส่ร้ายคนตาย และเตรียมรวมกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ขณะที่ช่างภาพเนชั่นที่ถูกยิงชี้เตรียมฟ้องรัฐเป็นคดีตัวอย่างฐานใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม ด้านดีเอสไอยันชันสูตรทำตามขั้นตอน ขีดเส้น 60 วันรู้ใครยิง

 
27 ส.ค.53 มีการจัดงานทำบุญครบ 100 วันของ นางสาวกมนเกด อัคฮาด ที่หมู่บ้านพูลสิน1 ร่มเกล้า โดยมีแกนนำ นปช.หลายคนและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีญาติผู้เสียชีวิตรายอื่นร่วมงานด้วย เช่น ครอบครัวของนายมานะ แสนประเสริฐศรี อาสาสมัครที่ถูกยิงที่ย่านบ่อนไก่เมื่อ 15 พ.ค. ภายในงานมีการทำบุญเลี้ยงพระ แจกซีดีที่ระลึกราว 2,000 แผ่น และกล่าวไว้อาลัยผู้เสียชีวิต
นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด อดีตอาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ เตรียมให้ญาติผู้เสียชีวิตลูกเมียจากเหตุการณ์การชุมนุมยื่นฟ้องเอาผิดดีเอสไอ ในข้อหาฟ้องเท็จ ใส่ร้ายคนเป็นให้ร้ายคนตายต่อศาลฎีกา ว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับนายจตุพร เพราะผ่านมานาน 3 เดือนแล้วดีเอสไอก็ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดีใดๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครยิงประชาชน จึงขอแนะนำว่าหากว่ารัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั่วประเทศเมื่อใดหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ยิงประชาชนนี้ก็จะออกมาและทุกอย่างก็จะจบ
นางพะเยาว์ กล่าวด้วยว่า หลังจากเสร็จสิ้นงานทําบุญ 100 วันของลูกสาววันนี้แล้ว ตนมีแนวคิดจะรวมตัวของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายรายที่แจ้งความประสงค์มาเพื่อเดินหน้าเรียกร้องหาความเป็นธรรม โดยจะไปกันเองในภาคประชาชนในฐานะที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง มีความรู้สึกว่าหากเรารวมตัวได้อย่างนี้จะสามารถไปยื่นเรื่องกับองค์กรต่างๆ ได้ดีกว่า และจะได้ไม่ให้รัฐบาลทําแกล้งเฉย ทําเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผ่านแล้วผ่านเลยเป็นเรื่องเก่า ไม่ใช่ เราจะพยายามทําให้ผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพ นั้นไม่ให้ใครลืมเขาได้ และผู้เสียชีวิตทุกรายจะต้องได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลนี้ รัฐบาลจะต้องจัดการให้ได้ผลพิสูจน์ให้เร็วที่สุดว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า ใครเป็นคนทํา จะเป็นคนชุดดํา หรือทหาร ทำก็ต้องชี้แจงมาเลย
 
นายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวไว้อาลัยภายในงานทำบุญ 100 วันว่า การเสียชีวิตของน้องเกดก็เหมือนคดีอื่นๆ ที่ไม่คืบหน้าแม้มีพยานเห็นคนยิงชัดเจนก็ตาม การเสียสละของน้องเกดและคนอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เวลานี้ผู้มีชีวิตอยู่มีหน้าที่คือการทำความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตที่ถูกปราบปรามอย่างอยุติธรรมที่สุด ความทรงจำของพวกเราต้องอยู่ต่อไป ไม่หยุดที่ 100 วัน วันหนึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล เราต้องสร้างอนุเสาวรีย์วีรชนให้กับผู้บาดเจ็บล้มตาย และรัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องดูแลผู้อยู่เบื้องหลัง ขณะที่คนที่เป็นฆาตรกรก็ต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสมที่สุด
“วันนี้ก็ให้กำลังใจกัน ทุกวันนี้เรามีหน้าที่คือการรักษาหัวใจในระยะผ่าน เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและเอาฆาตกรมาลงโทษ บ้านเมืองมันยังจะต้องแก้ไขปัญหาอะไรอีกมากมาย และกรณีการเสียชีวิตจะไม่มีคนรับผิดชอบไม่ได้ ตราบใดที่ฆาตกรยังไม่ถูกลงโทษเราก็จะต้องต่อสู้กันต่อไปจนกว่าบ้านเมืองของเราจะได้ใช้กฎหมายที่ยุติธรรม ไม่ใช่สองมาตรฐานแบบปัจจุบันนี้” นายจตุพรกล่าว

แดงไซเบอร์จัดทำบุญ100 วันผู้เสียชีวิตที่วัดหัวลำโพง หลังพลาดจากวัดปทุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันสมาชิกคนเสื้อแดงทางเว็บไซต์จากหลายกลุ่ม ร่วมกันทำบุญ 100 วัน ให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีการทำบุญเลี้ยงเพลพระที่วัดหัวลำโพง หลังจากทางวัดปทุมวนารามปฏิเสธการขอใช้พื้นที่เนื่องจากถูกกดดันหนัก
กลุ่มคนเสื้อแดงทยอยมาร่วมจัดอาหาร เพื่อเลี้ยงเพลพระตั้งแต่ช่วงเช้า โดยการทำบุญครั้งนี้นอกจากเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา ยังมีการรวบรวมเงินบริจาคเพื่อทำบุญร่วมกันและส่วนหนึ่งนำไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การชุมนุมและยอดผู้เสียชีวิต ส่วนการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลบริเวณโดยรอบวัดและสมาชิกคนเสื้อแดงบางส่วน ได้มีการตั้งแผงวางขายของที่ระลึกของคนเสื้อแดงหน้าวัดด้วย อาทิ เสื้อโปโล ผ้าโพกศีรษะ ภาพเหตุการณ์การชุมนุม เป็นต้น
 
ช่างภาพเนชั่นเตรียมฟ้องรัฐบาล

ด้านนายชัยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพสำนักข่าวเนชั่น เหยื่อกระสุนปืนในเหตุ การณ์สลายม็อบเสื้อแดงวันที่ 15 พ.ค. บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงและแยกราช ปรารภ กล่าวว่า เตรียมฟ้องร้องรัฐบาลทั้งทางอาญาและแพ่ง เพื่อเป็นคดีตัวอย่าง กรณีใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณดังกล่าว จนทําให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมาก รวมทั้งตัวเองก็ถูกกระสุนเจ้าหน้าที่ยิงใส่ที่ต้นขาอาการสาหัสด้วย การฟ้องร้องดังกล่าวขณะนี้เตรียมทนายความไว้แล้ว โดยนัดหารือกันเพื่อรวบรวมข้อมูลในวันที่ 1 ก.ย.นี้

"การฟ้องร้องผมต้องการให้เป็นคดีตัวอย่าง ให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบ และเป็นการฟ้องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับสํานักพิมพ์ ส่วนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเท่าใดขอปรึกษาทนายก่อน" ช่างภาพที่ถูกยิงกล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงอาการบาดเจ็บว่า นับตั้งแต่ถูกยิงเมื่อวันที่ 15 พ.ค. อาการดังกล่าวก็ยังไม่ค่อยดี ยังคงต้องทํากายภาพ บำบัดทุกวัน เนื่องจากกระสุนที่ยิงมานั้นไม่ทะลุ แต่ไปทําลายระบบเส้นเลือด และกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาขวาทําให้ขาไม่มีแรง และมีสีดํา เนื่องจากเลือดไม่สามารถลงไปหล่อเลี้ยงได้ 

 
 
ธาริตแจงศอฉ.พิสูจน์ 91 ศพ
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกฯ ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นประธานการประชุมศอฉ. มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธรพุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ผบ.ทอ. และพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ผบ.ตร. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วยผบ.ทบ.พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผบ.ทบ.พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. พล.ท.คณิตสาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 นายธาริต เพ็งดิษฐ์อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช. เข้าร่วมประชุม
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.กล่าวภายหลังการประชุมว่า นายธาริตได้รายงานในที่ประชุมถึงเสียงวิจารณ์การพิสูจน์ศพประชาชนที่เสียชีวิต 91 ศพ จากเหตุการณ์เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันว่าได้ปฏิบัติทุกอย่างตามขั้นตอน โดยประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งผลสรุปที่ออกมาได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทุกอย่างโดยเฉพาะการพิสูจน์ศพได้ดำเนินการธรรมดาไม่มีกรรมวิธีพิเศษใดๆ ถือว่าทำอย่างดีที่สุดแล้วอย่างไรก็ตามนายสุเทพกำชับว่า ให้อธิบดีดีเอสไอไปชี้แจงถึงผลการพิสูจน์ศพให้ประชาชนเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
"ขอให้ยึดเหตุที่เกิดเป็นตัวตั้ง ไม่ต้องคำนึงผลว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเราต้องการทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อสาธารณชน และขอให้เจ้าหน้าที่แบ่งกลุ่มงานไปรวบรวมข้อมูลหลักฐานให้มากที่สุด ถูกต้องที่สุด จากบุคคลที่มาเป็นพยานได้ในขณะนี้ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง หากใครมารื้อฟื้นคดีจะได้มีข้อมูลหลักฐานที่เพียงพอชี้แจงได้" พ.อ.สรรเสริญกล่าว
พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า คณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ได้ให้หน่วยงานความมั่นคงประเมินการทำงานทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ในการป้องกันการทุจริตและนำข้อมูลทั้งหมดเข้าที่ประชุมเพื่อหาแนวทางต่อต้านการทุจริต ที่ป.ป.ช.จะจัดประชุมในวันที่ 10-13 พ.ย.นี้
 
สั่ง 60 วันพิสูจน์ให้เสร็จ
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบผู้เสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ในเดือนเม.ย.-พ.ค.ว่า วันนี้ดีเอสไอได้รับหนังสือลงนามคำสั่งอย่างเป็นทางการจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศอฉ. ให้ดีเอสไอดำเนินการเป็นพิเศษเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง การเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 89 ราย ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน โดยจะต้องทำความจริงให้ปรากฏ ทั้งในส่วนสาเหตุการเสียชีวิต ลักษณะบาดแผล พยานแวดล้อมพยานบุคคล พยานทางนิติวิทยาศาสตร์ วิถีกระสุน ระเบิด ตลอดจนใครเป็นผู้กระทำให้เสียชีวิต ซึ่งตนมอบหมายให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์คชรักษ์ ในฐานะหัวพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย จัดทีมทำงานเฉพาะรายไป โดยดีเอสไอจะรายงานความคืบหน้าต่อศอฉ.เป็นระยะ
นายธาริตกล่าวว่า เบื้องต้นดีเอสไอรับสำนวนการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต จากตำรวจนครบาลมาครบถ้วนแล้วทั้ง 89 ราย มีเพียงบางส่วนที่ส่งกลับไปแก้ไขเพื่อให้ข้อมูลสมบูรณ์ที่สุดยืนยันว่าจะพยายามทำงานให้เสร็จสิ้นภายใต้กรอบเวลาที่ศอฉ.กำหนด และมีการทยอยเปิดเผยผลการชันสูตรออกมาเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าด้วย
ส่วนการเสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่นและอิตาลีนั้น ดีเอสไอต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามขอยืนยันดีเอสไอไม่ได้ละเลยการทำงานในเรื่องดังกล่าว แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาแสวงหาข้อเท็จจริงจำนวนมาก ดังนั้นขอให้ผู้สื่อข่าวรวมทั้งผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่มีภาพถ่ายหรือข้อมูลอื่นๆ นำมาให้ดีเอสไอด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีการตรวจสอบการเสียชีวิต 89 ศพนั้น ดีเอสไอยึดตามสำนวนของพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองปราบปราม เป็นหลักส่วนจำนวน 91 ศพนั้น เป็นตัวเลขจากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข
 
ที่มาบางส่วนจากเว็บไซต์ข่าวสด
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

รายงาน: “ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายการเมืองไทยร่วมสมัยที่ ม.เชียงใหม่

Posted: 28 Aug 2010 11:46 AM PDT

“ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายเรื่องประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” ที่ไม่มีวันเหมือนเดิมหลังจากมีการเลือกตั้ง ผ่่านพฤษภา 35 กระทั่งมีรัฐธรรมนูญ 2540 ชี้การปกครองแบบประชาธิปไตยถ้าปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนและการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย และฝ่ายที่สู้กับประชาชนไม่มีวันชนะ

 หมายเหตุ: เชิงอรรถและคำอธิบายเป็นการเพิ่มเติมโดย “ประชาไท”


เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เชิญ ศาสตราจารย์ทามาดะ โยชิฟูมิ (TAMADA Yoshifumi) อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเมืองร่วมสมัยของไทย ที่ห้องประชุมชั้น 8 อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ โดยการอภิปรายของอาจารย์ทามาดะ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

โดยอาจารย์ทามาดะ เริ่มอภิปรายด้วยคำถามว่า การเมืองไทยและความเป็นประชาธิปไตยของไทยสมัยปัจจุบันนี้มีสถานะอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำผลการสำรวจขององค์กรเอกชนที่ชื่อว่า "Freedom House" ซึ่งใช้ตัวชี้วัด 2 ประการ ในการสำรวจ คือ สิทธิทางการเมือง (Political Rights) กับเสรีภาพพลเมือง (Civil Liberties) โดยตัวเลขน้อยแสดงว่ามีสิทธินั้น ๆ มากในอันดับต้นๆ

ผลสำรวจในประเทศไทยปี 2546 มีสิทธิทางการเมือง อยู่ในระดับที่ 2 เสรีภาพพลเมืองอยู่ในระดับที่ 3 แต่ตกต่ำลงหลังรัฐประหาร โดยในปี 2550 สิทธิทางการเมืองตกไปอยู่ระดับที่ 7 ส่วนเสรีภาพพลเมืองอยู่ระดับที่ 4 ในปีล่าสุดนี้สิทธิทางการเมืองของไทยดีขึ้นเล็กน้อยคืออยู่ในระดับที่ 5 ส่วนเสรีภาพพลเมืองยังอยู่ในระดับที่ 4

ขณะนี้เปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเรียงลำดับแล้ว สิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองอันดับต้นๆ คืออินโดนีเซีย ซึ่งเดิมเคยเป็นรัฐบาลทหารแต่เปลี่ยนเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย รองลงมาได้แก่ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยไทยมีสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองเท่ากับสิงคโปร์ โดยที่สิงคโปร์ถูกวิจารณ์ว่าเป็นอำนาจนิยม อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยในไทยตกต่ำลงเพราะการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549

จากนั้น อาจารย์ทามาดะ ได้อภิปรายเหตุการณ์ทางการเมืองไทย ผ่านการฉายภาพการ์ตูนล้อการเมืองของ "ขวด" ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ "เซีย" ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี 2549-2553 ซึ่งสร้างความสนใจให้กับผู้ร่วมประชุม

อาจารย์ทามาดะ ได้อภิปรายต่อไปว่า คำถามที่ว่ามีสงครามระหว่างใคร มีอะไรเกิดขึ้นในสามปีที่ผ่านมา พอจะนึกออกแล้วใช่หรือไม่ ประเทศไทยกำลังมีสงครามระหว่างใครกับใคร มีคนอธิบายแบบง่ายๆ ว่าเป็นสงครามระหว่าง "สาวกคนดี" กับ "สาวกทักษิณ" ซึ่งตนว่าไม่จริง โดยขออธิบายว่า เป็นการต่อสู้ทางการเมือง มันเป็นสงครามที่ไม่เท่าเทียมกันเพราะมีฝ่ายเดียวที่เป็นฝ่ายรุกโดยส่วนใหญ่

ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งจะต้อง "มีกฎที่แน่นอน แต่ไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร" (Certain rule with uncertain result) แต่ถ้าการเลือกตั้ง "มีกฎที่ไม่แน่นอน แต่ผลแน่นอน" (Uncertain Rule with certain result) แบบนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยไม่ได้

ธงชัย วินิจจะกูล ได้อธิบายว่า คนที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (Anti democratic forces) ได้แก่ คนสามกลุ่ม คือ 1.ชนชั้นกลาง (Urban elite) 2.พลังข้าราชการ (Bureaucratic power) 3.ฝ่ายนิยมเจ้า (Monarchist) โดยคนสามกลุ่มเป็นคนละส่วนแต่ได้จับมือกันเพื่อต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร โดยพวกนิยมเจ้าเริ่มสู้กับทักษิณ เพราะเขาไม่ชอบทักษิณ และกังวลเรื่อง Successor (ผู้สืบสันตติวงศ์) ส่วนคนในเมืองที่เป็นชนชั้นกลางนั้นสู้กับคนจนในชนบทและคนจนในเมือง ในขณะที่พวกข้าราชการก็สู้กับ ส.ส.

พวกนิยมเจ้าไม่ชอบทักษิณ เพราะรัฐในอุดมการณ์ของเขาเข้ากับทักษิณได้ยาก เขาต้องการปกครองในรูปแบบ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" หรือ "ราชประชาสมาศัย" ซึ่งสองอย่างนี้เหมือนกันหรือคล้ายกันมาก

ปิยะบุตร แสงกนกกุล เคยอธิบายว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" มีลักษณะดังนี้ คือ หนึ่ง องคมนตรีมีอำนาจแทรกแซงการเมือง สอง ประชาชนเป็นข้าแผ่นดิน ไม่ใช่พลเมือง สาม รัฐบาลเสียงข้างมากต้องประนีประนอมกับอภิชน สี่ เชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ตัวบงชี้ ห้า กองทัพเป็นผู้อนุบาล หก ปราศจากการตรวจสอบและความรับผิด (accountability)

ระบบการปกครองต่างๆ ทั่วโลก ที่เป็นระบอบประชาธิปไตย มีสามรูปแบบ หนึ่ง ระบบประธานาธิบดี (Presidency System) ผู้นำเป็นประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้

สอง ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ภูฏาน สิงคโปร์ ส่วนมากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องเป็นรูปแบบที่ 1 หรือที่ 2 นี้

สาม เรียกว่ากึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (Semi-Presidential System) โดยนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีมีอำนาจเท่าๆ กัน ประเทศที่ใช้การปกครองรูปแบบนี้เช่น ฝรั่งเศส ไต้หวัน รัสเซีย

แบบที่สี่ “แบบไทยๆ” นี่เป็นลักษณะพิเศษ เป็นแบบที่แบ่งอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ Monarch (สถาบันพระมหากษัตริย์)

และแบบที่ห้า Monarchial system หรือ แบบกษัตริย์ เช่น บรูไน

โดยระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข กับระบบกษัตริย์เป็นประมุขมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่เท่านั้น

ทั้งนี้ในรูปแบบสามกับสี่ มีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดี และระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกษัตริย์ อาจเป็นแบบ Zero-sum game คนหนึ่งได้หมด คนหนึ่งจะเสียหมด ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันได้นี่ยากหน่อย โดยทั่วไปแล้วอีกฝ่ายชนะ อีกฝ่ายแพ้ มักจะเป็นอย่างนั้น

ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะใช้รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแบบนี้ ประธานาธิบดีมีอำนาจแบบนี้ ยึดกันตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่กำหนดอย่างชัดแจ้งจะเกิดปัญหาแบบที่เมืองไทยที่แย่งชิงอำนาจกัน ใครมีอำนาจมากกว่ากัน

“แบบไทยๆ” นั้นมีปัญหาอย่างไร ถ้าหากว่านายกรัฐมนตรี มีความชอบธรรมสูงมาก สำหรับพวกนิยมเจ้าถือว่าเป็นปัญหา พวกเขาสนใจมากและห่วงมากหากนายกรัฐมนตรีมีความชอบธรรมสูงมากไป แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ซึ่งมีกษัตริย์เหมือนกัน แต่นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจมากหรือน้อยนั้นพวกนิยมเจ้าเขาไม่สนใจ ส่วนเมืองไทยไม่เป็นอย่างนั้น

จึงถือว่าแบบญี่ปุ่นและอังกฤษทั้ง Popularity (ความนิยมของประชาชน) กับ Ability (ความสามารถ) ของ Monarch นั้น ไม่สำคัญกับระบอบ แต่สำคัญสำหรับแบบที่ 4 กับแบบที่ 5 ในญี่ปุ่น และอังกฤษไม่มีปัญหา โดยอำนาจของกษัตริย์ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ ผมพูดในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมาย ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดอย่างชัดแจ้งปัญหาก็จะเกิด

กล่าวคือความสูงต่ำของเพดานอำนาจ Monarch จึงเปลี่ยนง่าย ขึ้นอยู่กับความสามารถของ Monarch และความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพวกนิยมเจ้าจึงพยายามเพิ่มอำนาจของ Monarch

ปัญหาจึงเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายนิยมเจ้า กับ ทักษิณ ทะเลาะกัน เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ กษัตริย์ เริ่มเปลี่ยน เพราะประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น โดยมีขั้นตอนเริ่มจากการเลือกตั้งอย่างน้อยหลังปี 2522 สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ แล้วอีกอย่างที่สำคัญ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 มีการแก้รัฐธรรมนูญว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. แปลว่าคนที่เลือกนายกรัฐมนตรีคือประชาชน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญ ต่อมามีรัฐธรรมนูญปี 2540 และในช่วงเดียวกันมีการกระจายอำนาจ มีการเลือกตั้งบ่อยขึ้น หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมีการเลือกตั้งมากขึ้น ประชาชนเรียนรู้ว่าจะใช้คะแนนเสียงของตนอย่างไร

สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้งปี 2544 ทักษิณขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นปัจจัย เงื่อนไข ให้พวกนิยมกษัตริย์ ตกใจ เป็นห่วง ไม่พอใจ พวกนิยมเจ้าคิดอย่างไร นี่เป็นคำพูดที่มีชื่อเสียง ทุกคนเคยเห็นเคยได้ยินมาแล้ว เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนนท์ (ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) พูดที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ก่อนมีรัฐประหารประมาณ 2 เดือน เขาอธิบายว่า “รัฐบาลก็เหมือนกับ jockey คือเข้ามาดูแลทหาร ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” [1] แต่คำว่า ชาติ ของ พล.อ.เปรม หมายถึงอะไร ก็คงไม่มีใครอธิบาย เมื่อวานผมผ่าน “ค่ายตากสิน” (กองพันสัตว์ต่าง กรมการขนส่งทหารบก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่) เขาเขียนว่า “เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน” แต่ในตะวันตก ชาติ หมายถึง ประชาชน เป็นอันเดียวกัน แต่ที่นี่ ที่ประเทศไทยชาติไม่ใช่ประชาชน ชาติหมายถึงอะไร ไม่รู้ ที่นี่ชาติอาจไม่มีความหมาย ทหารจึงเป็นของกษัตริย์ในสายตาของ พล.อ.เปรม

นอกจากนี้มีหนังสือจากประธานศาลฎีกา ถึงประธานวุฒิสภา ลงวันที่ 1 มิ.ย. 2549 อธิบายทำนองว่าในภาวะที่ประเทศว่างเว้นรัฐสภา และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ถ้ารัฐสภาว่างเปล่า ครม.ว่างเปล่า เหลือแต่อำนาจศาล กษัตริย์จะใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านศาลได้ [2] เพราะช่วงนั้น สภาว่างเปล่าจริงๆ ไม่มี ส.ส. ส่วน ส.ว. ก็ว่าง เหลือแต่ คณะรัฐมนตรีรักษาการ ถ้าหากทักษิณลาออก หรือถูกทำให้ออกในสมัยนั้น ทักษิณไป คณะรัฐมนตรีก็ไม่มีเหลือ จะเหลือแต่อำนาจศาลเท่านั้น ผมเข้าใจว่ามีการพยายามสร้างสถานการณ์หรือทำให้มีสภาวะของอำนาจแบบนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะสามารถใช้อำนาจอธิปไตยโดยใช้ศาลได้ แต่พอดีเกิดรัฐประหารขึ้น

ต่อมา อาจารย์ทามาดะ เปรียบเทียบความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนสองกลุ่ม คือกลุ่มเสื้อแดง กับ กลุ่มเสื้อเหลือง ตามตัวชี้วัดต่างๆ ดังนี้

ประเด็นแรก “การเลือกตั้ง” เสื้อเหลือง ไม่ชอบ และ ด่า ส.ส. ส่วน เสื้อแดง ถือว่าเขาได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งขาดไม่ได้ต้องมี ประเด็นที่สอง ในเรื่อง “การรัฐประหาร” เสื้อเหลือง ยอมได้ เสื้อแดง ไม่ยอม ประเด็นที่สาม ในเรื่อง “ด่าใคร” ในกรณีการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เสื้อเหลือง ด่าคนที่ถูกฆ่า ส่วนเสื้อแดง ด่าคนที่สั่งฆ่าหรือคนที่ฆ่า

จากนั้น อาจารย์ทามาดะ ได้นำข้อมูลจากงานวิจัยของอภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาอภิปราย โดยคำถามในงานวิจัย เมื่อถามเกี่ยวกับอาชีพของคนสองกลุ่ม  ในการสำรวจพบว่าอาชีพเกษตรกร คนเสื้อเหลืองมีอาชีพนี้ 35% ส่วนคนเสื้อแดง 53% เป็นเกษตรกร

ในอาชีพงานนอกระบบ คนเสื้อเหลืองทำงานนอกระบบ 4% คนเสื้อแดง 9% ส่วนอาชีพในระบบที่เป็นทางการ พบว่าเป็นคนเสื้อเหลือง 35% คนเสื้อแดง 22% ส่วนอาชีพค้าขาย พบว่าเป็นคนเสื้อเหลือง 27% คนเสื้อแดง 6%

ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา คนเสื้อเหลืองจบระดับปริญญาตรีขึ้นไป 38% คนเสื้อแดง 18.7%

ในเรื่องรายได้ต่อเดือน คนเสื้อเหลืองมีรายได้ 31,427 บาทต่อเดือน คนเสื้อแดงมีรายได้ 17,034 บาทต่อเดือน ส่วนคนที่เป็นกลางมีรายได้ 11,995 บาทต่อเดือน ในด้านจิตสำนึก เป็นอย่างไร คนเสื้อเหลืองกลับรู้สึกว่าตัวเอง ยากจน 23% คนเสื้อแดง รู้สึกว่าตัวเองยากจนเพียง 18% คือคนเสื้อเหลืองรวยกว่าแต่รู้สึกว่ายากจนกว่า ส่วนคนที่เป็นกลางรู้สึกว่ายากจน 14.6%

ส่วนคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง พบว่า คนเสื้อเหลือง 61.5% คิดว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง คนเสื้อแดง 50% คิดว่าตนมีฐานะปานกลาง ส่วนคนที่เป็นกลาง 78.1% คิดว่าตัวเองมีฐานะปานกลาง ส่วนทัศนคติเกี่ยวกันความเหลื่อมล้ำทางรายได้แล้ว พบว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองนั้นรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นไม่ห่างมาก หมายถึงยังพอรับได้ 57.7% ส่วนคนเสื้อแดง 75.0% และคนที่เป็นกลาง 87.8% คิดเช่นนั้น

เรื่องการยอมรับการรับประหาร คนเสื้อแดง ไม่ยอมรับการรัฐประหาร 81% ยอมรับการรัฐประหาร 19.2% ส่วนคนเสื้อเหลือง ไม่ยอมรับการรัฐประหาร 12.5% ยอมรับการรัฐประหาร 50% และเมื่อถามว่าจะยอมรับการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ คนเสื้อเหลืองร้อยละ 73.1 ตอบว่ายอมรับการรัฐประหารหากเป็นไปเพื่อการปกป้องสถาบัน และ 57.7% ยอมรับการรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาจลาจล

อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง ฝ่ายที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง กับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง พวก Monarchist ต้องโจมตีทั้ง “Principal” “Agent” และ “Election” โดยโจมตีว่าประชาชน ซึ่งเป็น “Principal” นั้น โง่ ยากจน การศึกษาต่ำ จึงขายเสียง โจมผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น “Agent” ว่าคอร์รัปชั่น ซื้อเสียง จึงไม่ชอบธรรม และโจมตีขั้นตอนมอบอำนาจคือ “Election” หรือการเลือกตั้ง ว่ามีการซื้อเสียง ขายเสียง

โดยอาจารย์ทามาดะ ได้เปรียบเทียบวิธีคิดนี้กับคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ขณะนั้นเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2549 ที่นายจรัญกล่าวว่า “เราขอถามที่มาของผู้ทรงอำนาจรัฐ 16 ล้านเสียง แค่คูณด้วยเสียงละพัน มันก็เป็นเงินแค่ 1.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง...” [3] ซึ่งถ้าเป็นผู้พิพากษาในญี่ปุ่นพูดแบบนี้ถูกปลดทันที แต่ในไทยตอนนี้คนนี้ก็ยังเป็นผู้พิพากษาอีก

จากนั้น อาจารย์ทามาดะ อภิปรายต่อไปว่า เกี่ยวกับความไม่พอใจของคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง โดยอาจารย์ทามาดะกล่าวว่า ขอเดาว่า หนึ่ง คนเสื้อแดงไม่พอใจกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สอง คนเสื้อแดงไม่พอใจ Injustice หรือสองมาตรฐาน ว่าเป็นประชาชนด้วยกัน เป็นคนไทยด้วยกัน แต่มีการปฏิบัติด้วยมาตรฐานหลายอย่าง สาม คนเสื้อแดงไม่พอใจที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่เกิดภายในค่ายทหาร เพราะฉะนั้นเขาไม่ชอบ

ส่วนคนเสื้อเหลือง เขาไม่พอใจ เพราะเขากลัว การเมืองแบบเสียงข้างมาก แต่เขาเป็นเสียงข้างน้อย เขาไมชอบแบบนี้

ตามคำอธิบายของอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร ในแง่มุมทางเศรษฐกิจ คนเสื้อเหลือง หรือชนชั้นกลางเดิมนั้นเขาได้เปรียบหลายอย่าง แต่สิบปีที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เปรียบ ฐานะเริ่มเท่ากับคนชั้นล่าง เขาจึงไม่พอใจ ส่วนแง่มุมทางวัฒนธรรม คนเสื้อเหลือง ชนชั้นกลาง เขาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เขาไม่ชอบ ไม่ต้องการให้เปลี่ยน

อาจารย์ทามาดะ กล่าวว่า ดังนั้นการทะเลาะกันนี้ยังไม่จบและจบยาก เพราะการต่อสู้นี้ ถ้าเลียนแบบคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่พูดกับ ส.ส. เมื่อเดือนธันวาคมปี 2551 ที่พูดว่า “รู้ไหม สู้กับใคร” เพราะฉะนั้น ส.ส. หลายคนจึงกลายเป็นงูเห่า

ดังนั้น ถ้าเลียนแบบเขาเอาคำพูดนี้มาใช้แล้วเอามาถามว่า “เขาสู้กับใคร?” หลายคนคิดว่ากำลังสู้กับทักษิณ? แต่ว่าจริงๆ แล้ว โจมตีทักษิณมา 5 ปีแล้วยังชนะไม่ได้ ทำไม? ยังโจมตีไม่พอ? ทำลายไม่พอ? หรือเปล่า? ก็ไม่ใช่ เขาสู้กับประชาชน เพราะสู้กับประชาชน ดังนั้นจึงไม่มีทางเอาชนะได้

และการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐสองแบบ รัฐของฝ่ายกษัตริย์นิยม กับ รัฐของประชาชน ถ้าเป็นระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบธรรมดาๆ โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนเป็น Principal โดยตัวของเขา และเลือก Agent และ Agent ผู้ถูกเลือกตั้งเขาจะทำการปกครอง โดยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือประธานาธิบดี นี่เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ภายใต้โครงสร้างนี้จะปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนและปฏิเสธการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะถ้าปฏิเสธสิ่งเหล่านี้เราไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว หนทางของฝ่ายที่กำลังสู้กับประชาชนนี้ไม่มีวันที่จะชนะได้

 

 

หมายเหตุโดยประชาไท

[1] หมายถึงคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ระหว่างบรรยายพิเศษหัวข้อ “ทหารอาชีพ กับทหารมืออาชีพ” ให้กับนักเรียนนายร้อย จปร. ชั้นปีที่ 1-4 ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) อ.เขาชะโงก จ.นครนายก เมื่อ 14 ก.ค. 2549

[2] หมายถึงหนังสือศาลฎีกา ด่วนที่สุด เลขที่ ศย.100/10666 ลงชื่อนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา ถึงนายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา เรื่อง การพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง โดยเป็นการชี้แจงเหตุผลถึงมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ไม่สรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งแทน 2 ตำแหน่งที่ว่างลง ข้อความตอนหนึ่งของหนังสือระบุว่า “... ในเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะว่างเว้นรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสงวนรักษาระบอบการปกครองและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักรไว้ พระมหากษัตริย์ย่อมทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านทางศาลได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสแก่ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ดังนั้น การปฏิบัติภารกิจของศาลตามที่ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมา จึงเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”

[3] หมายถึงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกาในขณะนั้น กล่าวระหว่างการเสวนาหัวข้อ "สิทธิชุมชน: เส้นทางกระจายอำนาจจัดการทรัพยากรของชุมชน” เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2549 ที่สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จับตาภาคประชาชน: พนม บาลี และ ชิ สุวิชาน เมื่อชาวบ้านควรมีสิทธิ มีเสียง และเป็นตัวเอกในการนำ

Posted: 28 Aug 2010 09:31 AM PDT

พนม บาลี  แรงงานกลุ่มสตรีสู่เสรีภาพ และชิ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินปกาเกอะญอ ในซีรี่ส์ "NGO เป็นไงในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน" กิจกรรมตีปี๊บ "เวทีทบทวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย" โดยกลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย
 
ตอน 25 พนม บาลี  แรงงานกลุ่มสตรีสู่เสรีภาพ
 
 
“ภาคประชานที่ออกมาเคลื่อนไหว มันเป็นสิทธิของเขาที่เขาควรจะทำได้ ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ”
 
“เท่าที่สัมผัสมากรณีของเอ็นจีโอ ถ้ามีเอ็นจีโอมันก็ดี เพราะว่าจะทำให้ภาคประชาชนได้รับสิทธิ ความที่อาจจะ ภาคประชาชนอาจไม่รู้เรื่องสิทธิ เอ็นจีโอก็เป็นตัวจุดประการให้มีภาคประชาชนขึ้นมา ให้มีการรวมตัว ให้มีการเรียกร้อง” 
 
“ภาพที่มองเอ็นจีโอก็ตอบสนองภาคประชาชนได้ค่อนข้างมากเพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ภาคประชาชนมีสิทธิมีเสียง มีการตัดสินใจร่วมกับขบวนการ หรือคนที่ทำงานด้านเอ็นจีโอมากขึ้น”
 
ในอนาคต เอ็นจีโอ... “ก็ควรจะทำงานร่วมกับภาคประชาชน ทำให้ภาคประชาชนมีสิทธิ มีเสียง มีการตัดสินใจร่วมกัน เป็นความต้องการของภาคประชาชนจริงๆ” พนม  บาลี แรงงานกลุ่มสตรีสู่เสรีภาพ
 
 
00000
 
ตอน 26 ชิ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินเตหน่า
 
  
“ในภาคประชาชน ภาคประชาชนสังคมในบางพื้นที่ มันไม่ได้มีเฉพาะภาคประชาชน ราษฎรธรรมดา มันจะมีภาครัฐ ภาคท้องที่ ท้องถิ่นเข้ามาร่วมขบวนภาคประชาชน แต่บางพื้นที่มันต้องมีเฉพาะภาคประชาชนเท่านั้น ถ้าเอารัฐ เอาท้องถิ่นพวกนี้เข้ามาเกี่ยวมันจะครอบชาวบ้านทันที เพราะฉะนั้นแต่ละพื้นที่มันจะต้องดู มันไม่สามารถใช้หลักการเดียวกันได้ทุกเมื่อ ผมคิดว่านี่คือโจทย์ใหม่ของการทำงานภาคประชาสังคมใหม่” 
 
“ในความเป็นเอ็นจีโอ ในภาพของผม มันมีภาพของภาคประชาชนอยู่ในนั้น มีภาพของคนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไป ผมคิดว่าหนึ่งถ้าเราเข้าไปสู่พื้นที่ปุ๊บต้องถอดหมวกของความเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนออกมา ถ้าเราจะขับเคลื่อนกับชุมชน เราต้องถอดหมวกตรงนั้นออกมา เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แต่ว่าการหนุนเสริมเราเอาองค์กรเป็นฐานของเรา เป็นแรงขับช่วยเรา”
 
“แต่ที่ผ่านมา นี่ไม่ได้ว่านะ... บางองค์กรก็ทำดี บางองค์กรก็ยังยึดติดกับองค์กรของตนเอง พอเข้าไปในพื้นที่เหมือนกับว่าอยากจะให้องค์กรพัฒนาเอกชน เอ็นจีโอเข้าไปนำพื้นที่ ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่ มันจะทำให้พื้นที่ไม่เติบโต มันจะทำให้พื้นที่ติดยึดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ถ้าองค์กรนั้นถอย ชุมชนก็จบ”
 
“เราเหมือนกับว่าพยายามชูเขาให้เป็นคนนำให้ได้ ถ้าเขานำได้สุดท้ายภาคประชาสังคมก็จะได้เป็นพี่เลี่ยง แล้วงานมันจะเบาลง แต่ถ้าอยากทำงานหนักก็เอาเหมือนเดิม”
 
“ผู้อำนวย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนหรือภาครัฐผมคิดว่าต้องถอยกลับมา แต่ว่าการถอยนั้นเป็นการถอยมาสังเกตการณ์ เพื่อให้ชาวบ้านเขายืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ ให้ภาคประชาสังคมมันโต ไม่อย่างนั้นหลายปีที่ผ่านมาองค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรก็โตเอาๆ แต่ชุมชนไม่โตสักที ภาครัฐ บางกรมบางหน่วยก็โตเอาๆ คนที่เข้ามาเป็นหัวหน้าหน่วยก็ขึ้นไปเป็นหัวหน้า เป็นอธิบดี... แต่ว่าชาวบ้านก็อยู่ที่เดิม คนจนก็จนเหมือนเดิม”
 
“เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ชาวบ้านจะเป็นพระเอก เป็นคนจัดการตัวเอง เป็นคนจัดการ เอ็นจีโอก็ดี รัฐก็ดีเป็นผู้อำนวยการ แต่ว่าชาวบ้านเป็นผู้จัดการให้มากที่สุด” ชิ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินเตหน่า นักดนตรีชาติพันธุ์
 
.....................................................
หมายเหตุ: กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย (Thai Social Movement Watch: TSMW) เป็นการรวมตัวกันของนักกิจกรรมทางสังคม นักพัฒนา อดีตนักพัฒนา นักศึกษา และนักวิชาการ ซึ่งมีความเกี่ยวข้อง สนใจ และห่วงใยในสภาวการณ์ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไทยภายใต้สถานการณ์ความ ขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ศาสนาของผู้ปกครอง : จริยธรรมที่ถูกทำลาย

Posted: 28 Aug 2010 03:34 AM PDT

                                                                    “คนดี ย่อมเอาสิ่งที่ดีงาม มาจากขุมทรัพย์แห่งดวงใจ ที่ดีงามของเขา
                                                                        และคนชั่ว ย่อมเอาสิ่งที่ชั่วร้าย มาจากขุมทรัพย์ ที่ชั่วร้ายของเขา”
                                                 “A good man out of the good treasure of his heart brings forth good things,
                                                                 And an evil man out of the evil treasure brings forth evil things”.
                                                                          

                                                                                      (The gospel according to Matthew, - ลก.6:43-45)


นับเนื่องจากเหตุการณ์ “สังหารโหดพฤษภาทมิฬ”

ที่คร่าชีวิตประชาชนไปร่วม 100 ศพ, บาดเจ็บกว่า 2,000 คน จากพฤติกรรมที่เหี้ยมโหด การสังหารด้วยอาวุธสงคราม, ใช้ปืนติดกล้องเล็งเป้าหมาย ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนา “จงใจฆ่า” มันไม่ใช่เป็นการใช้อาวุธ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง ตามคำแก้ตัวของผู้สั่งการ!!!

มันเป็นการ “จงใจฆ่า” ที่ผิดวิสัยของอารยะชน ที่จะพึ่งกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซ้ำร้ายเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นยังเป็นเพื่อนร่วมชาติ พวกเขาเป็นญาติพี่น้องกัน, ทั้งผู้ลงมือฆ่า และผู้ถูกฆ่า มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจ. ด้วย “เหตุผลของการฆ่า” เพียงเพื่อต้องการสลายการชุมนุมของประชาชน ที่มาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง, เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามกฎเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย.!!!

ถ้าหากประเทศนี้ยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิของตน เว้นเสียแต่ว่าประเทศนี้ เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น.!!!

และถ้าหากประเทศนี้ยังมีศาสนา ที่พร่ำสอนให้ผู้คนอยู่ในศีลธรรม, สอนให้คนรู้จักกฎแห่งกรรม, และสอนให้คนกลัวที่จะตกนรก มากกว่าเกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง, แล้วใครจะคาดคิดว่าผู้ปกครองประเทศนี้ กลับเป็นฝ่ายที่ไม่อาจจะแยกแยะได้ว่าอะไรคือ กรรมดี – กรรมชั่ว, อะไรคือ ศีลธรรม-จริยธรรม - - ถึงได้กล้าสั่งฆ่าประชาชนเพื่อนร่วมชาติ ได้อย่างเช่น การฆ่ามดแมลง.

หรือคำว่า “บาปบุญคุณโทษ” ที่ได้สั่งสอนต่อ ๆ กันมา มันเป็นเพียงมนต์คาถา หรือนิทานหลอกเด็ก

คำถามที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ ก็คือ ประเทศนี้ยังมีศาสนาที่เป็นรากเหง้าของความเป็นชาติอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของปัจเจกชนอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของชุมชนอยู่หรือไม่ และประเทศนี้ยังมีศาสนาของรัฐชาติอยู่หรือไม่?

และ “ผู้ปกครองประเทศนี้” ยังมี “สำนึกแห่งจริยธรรม” อยู่หรือไม่???
เพราะสังคมที่ไร้ซึ่งสำนึกแห่งจริยธรรม - - ศาสนาจะดำรงอยู่ได้อย่างไร???

หรือว่าประเทศนี้ – ประชาชนก็มีจริยธรรมของตัวเองแบบหนึ่ง มีศาสนาของตัวเองแบบหนึ่ง, ผู้ปกครองก็มีศาสนา มีความเชื่อของตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง - - กรณีหลังสุดที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พูดสอพลอว่า นายอภิสิทธ์ฯ จะเป็น "อภิสิทธัตถะ" (ซึ่งแปลว่า “ยิ่งใหญ่กว่า-เหนือกว่าพระพุทธเจ้า)”!!! มันสะท้อนถึงวิธีคิด และความเชื่อแบบวิปลาสขาดสติ ของชนชั้น(ผู้รับใช้) ผู้ปกครอง - มันจึงถูกพิสูจน์แล้วว่า แม้แต่จริยธรรมทางศาสนาของปัจเจกชนก็ยังถูกปรับเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย?

หลายครั้งที่ จริยธรรมของศาสนาถูกปรับเปลี่ยนบทบาท มารับใช้ผู้ปกครอง ตั้งแต่ครั้งที่ พระกิตติวุฑโฒ พูดว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” - กระทั่งเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519.!!!

ตราบใดที่จริยธรรมของศาสนายัง “ถูกผู้ปกครอง” ปรับเปลี่ยนมาตรฐานกลายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครอง เพื่อรับรองความชอบธรรม เพื่อที่ผู้ปกครองจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่การ “ออกใบสั่งฆ่า” ผู้บริสุทธิ์กลางเมืองหลวง ซ้ำร้ายเมื่อ “ฆ่าเสร็จ”
ก็เอาศาสนา (พระสงฆ์) รวมทั้ง “นักจริยประดิษฐิ์” มาช่วยกันอธิบายความ ว่าพวกจะเราปรองดองกันได้อย่างไร?

อะไรคือ ศาสนาของประเทศนี้ – อะไรคือ ตัวเชื่อมโยงประชาชนเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นอุดมคติขึ้นในสังคมแห่งนี้ว่า ชีวิตนี้มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร, เราจะร่วมกันทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมนี้ เพื่อทำให้สังคมของเราจะได้มีวิวัฒนาการไปสู่สังคมที่มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมที่งดงาม, สังคมที่ผู้คนจะปฏิบัติต่อกัน ด้วยการให้เกียรติกัน และเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน.!!!

ปฐมเทศนากัณฑ์แรก ของพระพุทธเจ้า คือ “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา - - เนื้อหาทรงแสดงถึงการปฏิเสธ “ปรัชญาสุดโต่งสองอย่าง” (ปลายสุดขั้วด้านหนึ่งคือ ”การละทิ้งกามสุข” ถึงปลายสุดขั้วอีกด้านหนึ่งคือ “การแสวงหากามสุข”) โดยปฐมเทศนา, พระพุทธองค์ได้เสนอแนวทางการดำเนินชีวิตบน “ปรัชญาทางสายกลาง” ซึ่งมีหลักการสั้น ๆ ว่า ชีวิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ถึงการดับทุกข์ และการบรรลุนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา.

ยุคแห่งปรัชญาอินเดียในสมัยพุทธกาล ปรัชญาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม “อาสติกะ” (Orthodox systems) เป็นกลุ่มที่นำเสนอ และอธิบายความ โดยอ้างอิงถึงคำสอนจากคัมภีร์พระเวท, กลุ่ม “นาสติกะ” (Unorthodox systems) เป็นกลุ่มที่ไม่เชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์พระเวท, ปรัชญาในกลุ่มนี้ได้แก่ ปรัชญาพุทธ ปรัชญาเชน และปรัชญาจารวาก, ปรัชญาพุทธ ใช้การวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ และได้เสนอทางสายกลาง - มรรค 8 เป็นวิธีในการหลุดพ้นจากความทุกข์, ปรัชญาเชน อธิบายวิธีที่ทำให้ชีวะไม่บริสุทธิ์ ถูกแยกออกไป และกำจัดเสียเพื่อทำให้ชีวะบริสุทธิ์, หนทางหลุดพ้นจากพันธะแห่งกรรม และหลักอหิงสาภาวนา 5 ประการ. แต่ “จารวาก” เป็นปรัชญาเดียว ที่มีความแตกต่างไปจาก ปรัชญาทุกสำนักในอินเดีย.

ปรัชญา “จารวาก” หรือ “โลกายัต”
คำว่า “จารวาก” (Carvaka –จาร-วา-กะ) แปลว่า พูดเพราะ (จารุ-เพราะ, ไพเราะ, วาก-พูด)
คำว่า “โลกายัต” แปลว่า ดำเนินไปตามโลก หรือเป็นไปตามแนวแห่งโลก, ความหมายของปรัชญาจารวาก หรือ โลกายัต จึงเข้าใจได้ว่า ปรัชญานี้ย่อมยึดถือเอาตามโลก (วัตถุ) เป็นแก่นสำคัญ และเนื่องจากปรัชญานี้กล่าวถึงโลก โดยสำนวนโวหารอย่างไพเราะจับใจ จึงเป็นที่ถูกใจของโลกีย์ชนยิ่งนัก.

ต่อไปนี้เป็นปรัชญาคำสอนของ “จารวาก - โลกายัต”

“…ศาสนาเป็นเพียงความรู้ความคิดของพวกที่ชอบล่อลวงผู้คนทั่วไป ให้หลงใหลด้วยการใช้คำพูด เป็นเครื่องมือ แต่กลับเป็นคำสอนที่ค้านกันเองอยู่ในตัว – - ถ้ามีใครถามว่า ‘ถ้าหลักฐานของศาสนา ไม่มีความจริงแม้แต่น้อย แล้วเหตุไฉนศาสนาจึงเกิด และดำรงอยู่ได้เล่า’ – - ปัญหานี้ตอบได้ทันทีว่า‘เพื่อจะทำมาหากินโดยการล่อลวงคนอื่น ผู้ที่ไม่มีหนทางที่จะแสวงหาอาชีพอื่นได้ดี และทั้งเกียจคร้านในการงาน จึงได้ประดิษฐ์ศาสนาขึ้น เป็นอาชีพอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำงานหนัก’ - - เพราะคนธรรมดาไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะพิจารณาข้อเท็จจริงในคำพูดของคนอื่น ๆ ได้ – - เมื่อพวกเขาได้ยิน คำเยินยอถึงความสุขสำราญบนสวรรค์ และความทุกข์ทรมานในขุมนรก จิตใจของผู้ฟังก็ย่อมมุ่งไปสู่วิธีที่จะพาพวกเขา ไปยังสรวงสวรรค์ ซึ่งก็คือ “การทำบุญ” นั้นเอง – การทำบุญก็คือ การถวายอาหาร และสิ่งของให้แก่นักบวช - - นี่แหละเป็นอาชีพของพวกเขา ซึ่งตั้งตัวเป็นศาสนาจารย์”

“พวกศาสนาจารย์จะหลอกลวงพวกคนโง่ ด้วยสำนวนโวหารว่าถ้าไม่ทำบุญ จะตกนรกหมกไหม้ด้วยความทุกข์ทรมาน
แต่ถ้าใครทำบุญ แม้เบื้องหน้าร่างกายแตกสลายไปแล้ว เขาก็จะได้ขึ้นสู่สวรรค์ซึ่งจะมีแต่ความสุขสำราญ มีนางฟ้าคอยบำเรอ คนโง่ ๆ ย่อมหลงเชื่อถ้อยคำอันไพเราะเหล่านี้ และหลงดำเนินชีวิตไปตามคำสอนเหล่านั้น”.

“เหตุนี้ ผู้ที่มีสติปัญญา จึงไม่ควรเชื่อถือคำสอนของศาสนาใด ๆ ไม่ต้องกลัวตกนรก และไม่ควรกระหายอยากต่อการขึ้นสวรรค์ เพราะเมื่อมนุษย์ตายแล้วจะไม่มีการเกิดอีก ชีวิตจะดับสูญไปพร้อม ๆ กับความตาย, ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีความหลุดพ้น ไม่มีโมกษะ ไม่มีนิพพาน”.

“ชีวิตเป็นเพียงแต่กำลังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการประมวลเข้าแห่ง ดิน น้ำ ลม และไฟ เหมือนดั่งรสมึนเมาของสุราเมรัย ซึ่งเกิดขึ้นจากข้าว เมื่อได้ผ่านหมักดองแล้ว เมื่อธาตุ ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ผสมกันเข้าโดยบังเอิญ ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม ย่อมเกิดมีกำลังชนิดหนึ่งขึ้น ซึ่งเราเรียกกันว่า “ชีวิต” และเมื่อ ดิน น้ำ ลม และไฟ พรากออกจากกัน ชีวิตก็ย่อมดับสูญไป ซึ่งเราเรียกกันว่า “ความตาย”.

“ไม่มีอาตมัน หรือวิญญาณใด ๆ ที่จะเลื่อนลอยออกจากร่าง และไปสู่ความเกิดใหม่อีก เมื่อเป็นดั่งนี้ความสุขสบายคือจุดหมายสูงสุดของชีวิต สวรรค์ที่แท้จริงอยู่บนโลกนี้ จงหาความบันเทิงเริงรมย์ จงกินจงดื่ม และรื่นเริงด้วยทรัพย์สมบัติที่แสวงหามาได้ ความสุขในชีวิตต้องเกิดจากการแสวงหาด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดการอ้อนวอนจากพระเจ้า ความสุขกับความทุกข์นั้นเป็นของคู่กัน ที่ใดมีสุขที่นั้นมีทุกข์ จะมีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่าเท่านั้น, ไม่มีใครจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด, คนฉลาดต้องรู้จักหาวิธีลดความทุกข์ และเพิ่มความสุข ในบรรดาความสุขที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ‘สุขในการบริโภคเพศตรงข้าม’ นับว่าเป็นสุขสุดยอด ที่พึงเสพเสวย และลิ้มลองที่สุด”.

“ถึงแม้การบริโภคเพศตรงข้าม จะมีความยากลำบากอยู่บ้างก็ตาม แต่เราไม่ควรหันหน้าเบือนหนี เป็นธรรมดา เหมือนเมื่อเรารับประทานปลา เราต้องเลือกเฟ้นเอาแต่เนื้อ และปล้อนเอาก้างปลาออกฉันใด การบริโภคเพศตรงข้ามก็ฉันนั้น - - เราควรเลือกเฟ้นเอาเฉพาะแต่ความยั่วยวนบันเทิงรื่นเริงใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการบริโภคนั้น แล้วปล้อนความลำบากเท่าที่มีอยู่ ในการบริโภคนั้น ออกทิ้งเสีย ก็แล้วกัน ฉะนี้”.

“สิ่งที่บุคคลควรจำไว้ ก็คือ ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะมาลงโทษเรา แต่ถ้าจะมีพระเจ้าที่สามารถลงโทษเรา พระเจ้านั้นก็คือ ‘รัฐบาล’ นั้นเอง อำนาจของรัฐบาล เรามองเห็นอยู่แล้วชัดเจน ถ้าใครทำผิดกฎหมาย รัฐบาลย่อมจับกุม และถูกลงโทษ, อำนาจของพระเจ้าหาได้ปรากฏอยู่อย่างประจักษ์แจ้งไม่ - - - ตรงกันข้าม หลายครั้งที่เราได้เห็นว่า ผู้ที่ทำความชั่ว ทำบาป แต่กลับกลายเป็นคนที่มีความสุขกายสบายใจมากกว่าผู้ที่ทำบุญนี่แหละ แสดงให้เห็นว่าไม่มีพระเจ้าที่ไหน ที่จะลงโทษใครได้”.

“และเนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ดังนั้นในการแสวงหาความสุขสบายทางโลก เราควรมีความปรองดองกัน
และดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ ดั่งที่รัฐบาลได้บัญญัติไว้ พวกเราจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ อย่างสุขสบาย”.

“พวกเราจึงไม่ควรละเมิดต่อรัฐบาล ซึ่งนับว่าเป็น ‘พระเจ้าที่แท้จริง’ ของพวกเรา”!!!

…

สองพันกว่าปี - โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คือ “จิตใจมนุษย์”
จิตใจที่จมดิ่งอยู่ในตัณหาราคะ จิตใจที่ชุ่มไปด้วยกิเลส จิตใจที่ลุ่มหลงอยู่ในอำนาจ.

“โอ้! สวรรค์ - โอ้! ความสุข - เจ้าอยู่บนโลกนี้นี่เอง - - เจ้าอยู่ในประเทศนี้นี่เอง”!!!

....................................................................................................................................................
อ้างอิงข้อมูล “ปรัชญาจารวาก”
จากหนังสือ “ปรัชญาบูรพทิศ”, “ความบัญญัติ – อาธฺยากฺษิกวาท – สฺยาทฺวาท” : ศ. สวามี สัตยานันท ปุรี
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เรือนร่างและความงาม พิจารณาความงามผ่านร่างกายและอุดมการณ์

Posted: 28 Aug 2010 01:32 AM PDT

                                     “เพ่งพินิจ พิศพักตร์ ลักษณะ งามจังหวะ มารยาท สะอาดสิ้น
                                    นวลละออง สองปราง อย่างลูกอิน โอษฐ์ดังลิ้น จี่จิ้ม ยิ้มยวนใจ
                                       กรรณเกศ เนตรขนง นาสิกศอ ดังเหลาหล่อ ล่อจิต พิสมัย
                                          ถันเคร่ง เต่งตั้ง บังสะไบ แลวิไล สวยสะพรั่ง ทั้งกายา”

 

                                                                                                                  บทชมโฉมในเรื่อง ราชาธิราช
 

! มนุษย์ตามล่าความงามมาตั้งแต่ยุคใดไม่ปรากฎแน่ชัด แต่การสรรค์สร้างสิ่งที่เป็นความ
สวยงามผ่านการดำเนินชีวิตมีปรากฎอยู่ในทุกสังคม การผลิตสิ่งของวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มักจะมีการ
สอดแทรกความงดงามลงไปด้วยเสมอ


จากสิ่งของที่ไม่มีชีวิตเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ปริมณฑลของเรือนร่างที่มีชีวิต

 

ความงามของเรือนร่างมนุษย์หลายสังคมสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความ
เชื่อ และค่านิยม การเจาะหู เจาะจมูก การสัก การใช้ของแข็งหรือของมีคมกรีดร่างกายให้เป็นริ้วรอย
แผลเป็น หรือการรัดเท้าให้มีขนาดเล็กนั้นนอกจากการให้ความหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กล่าว
มาแล้ว ล้วนมีคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับความสวยงามอยู่ด้วยเสมอเช่นเดียวกัน
 

! สิ่งที่น่าสนใจสังเกตคือ ความงามในสังคมต่าง ๆ นั้น มีความแตกต่างกันไป อาจมีความ
ละม้ายคล้ายคลึงกันบ้าง แต่มักแตกต่างในรายละเอียด ในทวีฟอาฟริกากลุ่มชนหลายกลุ่มวัดความ
สำเร็จของการอยู่รอดและความเข้มแข็งจากจำนวนสมาชิกของกลุ่ม ความงามของผู้หญิงจึงเชื่อมโยง
อยู่กับความสามารถในการให้กำเนิดสมาชิก ผู้หญิงจะงามหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับว่าเธอมีเรือนร่างเหมาะ
สมสำหรับการให้กำเนิดและการเลี้ยงดูบุตรจำนวนมากได้หรือไม่ ร่างกายที่ทำอย่างนั้นได้ต้องมีหน้า
อกใหญ่ซึ่งการันตีได้ว่าเธอสามารถผลิตน้ำนมได้มากพอ สะโพกต้องผายและก้นต้องใหญ่ดุจเดียวกัน
ซึ่งการันตีได้ว่าเธอสามารถคลอดบุตรได้ง่าย และสามารถผลิตสมาชิกได้มากในช่วงชีวิตของเธอ นั่น
ละคือผู้หญิงงาม
 

! ผู้หญิงชนเผ่าเซอร์มาในเอธิโอเปีย ใช้แผ่นประดับปากทำด้วยดินเผา ยิ่งแผ่นใหญ่มากเท่า
ไหร่พ่อแม่ผู้หญิงก็สามารถเรียกค่าสินสอดได้มากขึ้นเท่านั้น1 นั่นละคือผู้หญิงงาม
เมื่อพิจารณาจากปรากฎการณ์เหล่านี้ ความงามจึงไม่มีลักษณะของความเป็นสากล ยังไม่มี
ใครบังอาจผูกขาดคำนิยามลักษณะของความงามอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
 

ความจริงที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือความงามนั้นมีลักษณะที่ไม่คงเส้นคงวา เพราะมนุษย์ทุกคนไม่
ได้เกิดมามีหน้าตาหรือร่างกายเหมือนกัน การนิยามความงามให้มีความหลากหลายครอบคลุมคนทุก
กลุ่มจึงเกิดขึ้น ด้วยการนำความงามไปเชื่อมโยงกับมิติอื่น ๆ ทั้งมิติด้านสุขภาพ สุนทรีย ภาพลักษณ์
หรือรสนิยม และปลุกกระแสให้ทุกคนเชื่อว่ามีโอกาสเข้าใกล้ความงามในลักษณะอื่นๆซึ่งหน้าตาไม่
สามารถเข้าถึงได้ และส่วนใหญ่ก็มักมีผลิตภัณฑ์ซุ่มรอไว้แล้วเช่นกัน ดังนั้นความงามจากที่เหมือนมี
ความหลากหลายตามแต่บุคลิกปัจเจก จริง ๆ แล้วก็กลับกลายเป็นความงามที่มีเป้าหมายไปใน
ทิศทางเดียว
 

! ความงาม ความสวยที่มีความหลากหลาย เริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ
ความงามตามแบบอย่างการนิยามของกลุ่มอุตสาหกรรมความงามต่าง ๆ โดยมีกระบวนการผลิตซ้ำ
ความงามและวิธีการเข้าถึงความงามที่พึงปราถนาออกมาสู่สาธารณะเพื่อให้มวลชนได้มีโอกาส
จัดการตนเอง พร้อมกับสร้างให้เชื่อว่าเขาเหล่านั้นมีอำนาจการตัดสินใจโดยปราศจากการครอบงำ
และนี่คือกระบวนที่ทำให้ปัจเจกรับอุดมการณ์บังคับจากภายนอก เข้ามาจัดการจากภายในตนเอง
ด้วยตนเอง โดยไม่รู้สึกถึงอำนาจครอบงำนั้น ๆ
 

! กลไกการจัดการความสัมพันธ์และการใช้อำนาจระหว่างกันของกลุ่มคน ถ้าย้อนมองดูจาก
อดีตจะเห็นว่ามีการคลี่คลายจากการใช้กำลังบังคับ มาเป็นการให้คนในสังคมบังคับกันเองโดยใช้สื่อ
เป็นเครื่องมือสำคัญของกลุ่มทุนทะลุทะลวงเข้าไปจัดระบบคิดของปัจเจกให้เห็นคล้อยตามด้วย
ตนเอง ซึ่งเป็นการบังคับจากภายใน อำนาจของมันจึงถูกสร้างขึ้นมาโดยมีค่านิยมของคนในสังคม
เป็นสิ่งค้ำจุนความถูกต้องของมัน เมื่อพิจารณาจากมุมนี้แล้วจึงเท่ากับว่าเรากำลังหยิบยื่นอำนาจให้
กับทุนและสร้างความชอบธรรมในการปล่อยให้มันเข้ามาจัดการกับร่างกายเราให้งามในลักษณะ
สมยอมทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว คล้ายกับหลักการของศาสนาที่ใช้คำสอนเป็นหลักการให้มนุษย์
ดำเนินชีวิต จากนั้นมนุษย์จึงสมาทานเข้าไปควบคุมตนเอง ใครใช้สิ่งเหล่านี้ควบคุมตนเองได้มากกว่า
ก็จะกลายเป็นมนุษย์ผู้มีศีลธรรมที่สังคมต้องการมากกว่า และทุกคนก็แข่งขันกันเป็น ผิดกันตรงที่
ว่าการแข่งขันกันปฏิบัติตามคำสอนของศาสนามีนัยของการ “แอบล้วงกระเป๋า” น้อยกว่ากลุ่มทุน
และลัทธิบริโภคนิยมซึ่งทำได้ทุกอย่าง

เมื่อความงามคือค่านิยมของสังคม มันจะถูกผลิตซ้ำเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอุดมการณ์ของ
สังคมที่ทุกคนสามารถสร้างจินตนาการร่วมกันได้ เมื่อเอ่ยถึงความงาม เราก็จะเข้าใจตรงกันว่าคือ
แบบใด ความงามจึงเป็นสิ่งสร้างทางสังคม นั่นคือความเห็นพ้องต้องกันในระดับหนึ่ง แต่ในระดับ
ปัจเจกความงามมีเงื่อนไขที่เลื่อนไหลไม่ตายตัว และเป็นเหตุผลสำหรับคำอธิบายว่าทำไมเราจึงเลือก
คนที่แต่งงานแตกต่างไปจากจินตนาการหรืออุดมคติเรื่องความงาม

ผู้หญิงสวยหรืองามทางสังคมจึงมีคุณค่าเป็นสาธารณะมากกว่าคุณค่าปัจเจก คุณค่า
สาธารณะเป็นคุณค่าที่ยึดโยงกับบุคคลอื่น ความงามจึงถูกจับจ้องสอดส่องจากคนอื่นมากขึ้นเช่น
เดียวกัน และการถูกจับจ้องความงามอีกนัยหนึ่งคือการจับผิด คนที่สวยหรืองามจึงต้องจัดการ
ร่างกายตนเองให้งามอยู่ตลอดเวลา ! ความงามแบบนี้จึงเป็นความงามที่ทำให้เจ้าของร่างต้อง
เหน็ดเหนื่อย และต้องอดทนด้วยความวิริยะอุตสาหะในการจัดการเรือนร่างให้มีความงามตามความ
ต้องการของคนอื่น และไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์แบบ ต้องดูแลเอาใจใส่ ปรนนิบัติและบำรุงอย่างเต็มที่
ร่างกายจึงเป็นสิ่งที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า the body project2
 

! เมื่อความงามเป็นสาธารณะ คำถามก็คือ ใครคือตัวแทนของสาธารณะผู้มีอำนาจในการ
กำหนดความงาม ไม่งาม
 

! คำถามนี้คงไม่ยากนักสำหรับการหาคำตอบ เพราะหากเราย้อนกลับมามองให้ดีแล้ว ก็จะพบ
ว่าเราเองก็เป็นคำตอบส่วนหนึ่งของคำถามนี้เหมือนกัน
 

! เมื่อการณ์กลับเป็นเช่นนี้แล้ว ผมจึงคิดว่าเราควรเลิกกระทำความรุนแรงต่อเพศตรงข้าม
ด้วยการเพิกถอนความเห็นพ้องกับความงามตามแบบที่กลุ่มอุตสาหกรรมความงามสร้างขึ้น เราจะ
ได้ไม่ต้องวิ่งไล่ล่าความงามกันจนเกินความจำเป็น และแอบเปิดกระเป๋าให้เขาล้วงไปเรื่อย ๆ ด้วย
ความเต็มใจ
 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามผมก็ยังจำภาษิตบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ทางสังคมที่
หยั่งรากไว้ในสังคมไทยได้ดี ภาษิตบทนั้นบอกเล่าไว้ว่า “คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า” แต่ที่จำได้
แน่นหนากว่าก็คือ “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”
 

หรือความงามจะไม่เคยปราศจากการครอบงำ “ครอบงำทั้งจิตใจ และร่างกาย”

 

####################################################################################

1 อ่านเพิ่มเติมได้จาก “เผยร่าง-พรางกาย การทดลองมองร่างกายในศาสนา ปรัชญาการเมือง ประวัติศาสตร์ ศิลปะ
และมานุษยวิทยา” กรุงเทพฯ: คบไฟ. 2541 น.11

2 เรื่องเดียวกัน อ้างแล้ว น.3

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

รายงาน: ‘มะยาเต็ง มะรานอ’ คนหาย ไม่เคยห่างหายจากชายแดนใต้

Posted: 28 Aug 2010 01:10 AM PDT

 
นางโซมาฮิเดาะห์ ภรรยานายมะยาเต็ง และลูกน้อย

เรื่องราวของคนสูญหายในชายแดนใต้ ไม่ใช่เรื่องเก่า แต่ยังคงมีคนสูญหายเกิดขึ้นอยู่อีก รายล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2553 คือ การหายตัวไปของนายดอรอแม เจะและ อายุ 46 ปี ชาวบ้านบ้านลาดอ ตำบลบาราเฮาะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 
 
แต่กรณีการหายตัวไปของนายมะยาเต็ง มะรานอ นักการภารโรงโรงเรียนบ้านบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เพียงกรณีเดียวในชายแดนใต้ที่เป็นคดีขึ้นสู่ศาล จนกระทั่งศาลจังหวัดยะลามีคำสั่งว่า เป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มารตรา 61 ด้วย
 
แต่นั่นก็เป็นเพียงคำสั่งที่ไม่ได้สั่งเอาผิดใคร ในขณะที่การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งดังกล่าว สามารถดำเนินการได้หลังการหายตัวไปแล้ว 2 ปี
 
ในช่วงเวลานั้นความทนทุกข์ต่างๆ จึงตกอยู่กับคนที่อยู่ข้างหลัง เพราะนอกจากไม่อาจดำเนินการทางนิติกรรมใดๆ ได้แล้ว ยังต้องแบกรับภาระและความลำบากที่เกิดขึ้นตามมา
 
ครั้งสุดท้ายที่คนในครอบครัวได้อยู่ด้วยกันกับนายมะยาเต็ง คือ ตอนเที่ยงของวันที่ 24 มิถุนายน 2550 โดยถูกเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งนำตัวไป จากบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 3 ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พร้อมกับรถกระบะ 1 คัน อาวุธปืน 1 กระบอก และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ในขณะที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าในบ้าน
 
จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้เห็นนายมะยาเต็งอีกเลย ในขณะที่หน่วยทหารในพื้นที่ก็ยืนยันว่าได้ปล่อยตัวนายมะยาเต็งไปแล้ว จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ เรื่องราวทั้งหมดจึงถูกเบนไปที่การกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจนได้
 
“หลังจากศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ดิฉันก็เอาคำสั่งศาลนี้ไปให้นายกฤษฎา บุญราช ตอนนั้นยังเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ท่านก็บอกว่าน่าจะเข้าหลักเกณฑ์ผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐกรณีเสียชีวิต จะได้เงินช่วยเหลือ 500,000 บาท” นางโซมาฮิเดาะห์ ภรรยานายมะยาเต็ง กล่าว
 
เธอหวังว่า จะเอาเงินจำนวนนี้ไปชำระหนี้ที่สามีทิ้งไว้รวมกว่า 780,000 บาท กับลูกชายอีก 2 คน  
 
แต่ความพยายามของเธอก็สูญเปล่า เพราะเธอและลูกๆ ไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตากหลักเกณฑ์ของรัฐ แม้จะพยายามเรียกร้องสิทธิในส่วนนี้ในฐานะที่สามีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม
 
เพราะหลังจากนั้นนายกฤษฎา ได้ส่งเรื่องไปให้นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้พิจารณากรณีการหายตัวไปของนายมะยาเต็ง ว่าเป็นผลกระทบจากความไม่สงบหรือไม่
 
สุดท้ายคณะอนุกรรมการชุดนี้ได้แจ้งผลการพิจารณามายังเธอว่า ไม่เข้าหลักเกณฑ์ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ อีกทั้งไม่มีการรับรองจากเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย คือ ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง การช่อวยเหลือเยียวยาใดๆ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้
 
เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ ความพยายามของเธอ เพื่อวิ่งเต้นให้ได้สิทธิในเรื่องนี้ ก็ค่อยๆ หดหายลงไปด้วย ล่าสุดมีข่าวว่าโครงการจ้างงานเร่งด่วน เดือนละ 4,500 บาท ที่เธอได้รับอยู่ด้วยว่า จะมีการยกเลิกโครงการ ก็ยิ่งทำให้เธอท้อใจ
 
ยังดีที่พอจะมีน้ำใจจากเพื่อนบ้าน ญาติมิตร และเพื่อนผู้ที่สามีสูญหายไปเหมือนเธอหยิบยื่นให้บ้างเท่านั้น รวมกับน้ำใจจากนายทหารบางคน อย่างพล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ พตท.
 
พล.ท.กสิกร ได้ที่มอบเงินช่วยเหลือหลังจากศาลมีคำสั่งให้สามีเธอเป็นคนสาบหายไปไม่กี่วัน เป็นเงิน 50,000 บาท จากนั้นนายอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา มอบเงินช่วยเหลือให้อีก 50,000 บาท เป็นทุนการศึกษาให้ลูก แต่เงินส่วนนี้ถูกเจียดไปสวนหนึ่ง จำนวน 27,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินครึ่งไร่ ซึ่งเธอบอกว่า จะเอาไปปลูกยางพาราไว้ให้ลูก
 
เธอบอกว่า เธอเคยขอเงินจาก พล.ท.กสิกร 30,000 บาท จะสร้างห้องน้ำ ท่านก็ให้ ท่านยังให้เงินมาอีก 10,000 บาท ให้ซื้อจักรยานให้ลูกทั้ง 2 คน ไว้ปั่นไปโรงเรียน แต่เราก็เจียดส่วนหนึ่งเอาไว้กิน นอกจากนี้ยังมีพวกเอ็นจีโอมาให้เงินช่วยเหลือด้วย 10,000 บาท แล้วก็แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยศูนย์สุขภาพจิตที่ 15 สงขลา ที่มาเยี่ยมและให้เงินบ่อย ครั้ง 3,000 บาทบ้าง
 
“เวลาเดือดร้อนหรือลำบากจริงๆก็จะโทรศัพท์ไปขอจากคนนั้นคนนี้เอาดื้อๆ เพราะเราคิดอะไรไม่ออกแล้ว มันกังวนไปหมด กลัวคนจะมายึดบ้านยึดทรัพย์สิน”
 
ทุกครั้งที่เธอจะไปหาใครเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่ๆ ก็มักจะไปเอง เพราะไม่กล้าขอช่วยคนอื่น ซึ่งบางครั้งเธอก็ไม่รู้เรื่องว่า การพบผู้ใหญ่ต้องทำอะไรบ้าง แต่เธอไม่สนใจอย่างอื่นแล้ว ไปให้เจอตัวก่อนแล้วค่อยว่ากัน
 
เรื่องโครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาท ที่มีข่าวว่าจะมีการยกเลิกในเดือนกันยายน 2553 นี้นั้น ทำให้เธอถึงกับต้องไปขอให้พล.ท.กสิกร ช่วยดำเนินต่อให้เธออีก แต่ก็พล.ท.กสิกรทำได้เพียงสั่งการลูกน้องไว้ เนื่องจากมีข่าวอาจจะย้ายไปอยู่กรุงเทพมหานคร
 
“ท่านยังบอกให้หาที่ดินซัก 3 ไร่ เพื่อปลูกยางพารา ซึ่งท่านจะซื้อและปลูกยางพาราให้ด้วย แต่ตอนนี้ก็ยังหาที่ดินไม่ได้เลย”
 
วันนี้ หลังจากมามีเธอหายตัวไป เธอไม่ได้กลับไปอาศัยที่บ้านเดิมอีกเลย อาจจะมีบ้างที่ไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ได้นอนพักที่บ้านในสวนโดดเดี่ยวหลังนั้น ยกเว้นเพียงคืนเดียวที่ยกโขยงกันไปนอนทั้งญาติสนิทมิตรสหาย
 
ปัจจุบัน เธอมาอยู่อาศัยกับพ่อที่บ้านกาลอ ตำบลกาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นบ้านเดิม โดยปลูกบ้านหลังใหม่ขึ้นมา ใกล้กับบ้านพ่อใช้พักอาศัยอยู่กับลูกชาย 2 คน
 
แต่บ้านหลังใหม่ก็ร้อนเหลือเกิน เธอจึงไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน ชอบไปโน่นมานี้ เรื่อยเปื่อย
 
“บางครั้งเครียดมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร คิดถึงเขา ก็คิดถึงอยู่ตลอด บางครั้งถึงกับต้องวิ่งไปมา ไปที่นั่นที ไปที่นี่ที อยากอยู่ตามในป่า ทุ่งนา ไม่อยากไปบ้านคนอื่นเลย”
 
เธอเล่าต่อว่า ตอนนี้สภาพจิตใจไม่ 100% เครียดมาก นอนไม่หลับ ต้องกินยาแก้เครียดตลอด ต้องไปหาหมอจิตเวชที่โรงพยาบาลรามันทุกเดือน ซึ่งหมอกำชับว่า ต้องกินยาตลอด เพื่อให้คลายความเครียดลง
 
ขณะที่พวกครูที่โรงเรียนก็ชอบโทรศัพท์มากดดัน ให้ขายบ้าน ขายที่ดิน เพื่อเอาไปจ่ายหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ในฐานะที่เป็นคู่สมรสของสามีซึ่งเป็นลูกหนี้
 
 “เขาโทรศัพท์มาทุกทีก็เครียดทุกที แล้วก็โทรศัพท์มาบ่อยมาก ที่เขามากดดันเรา ตอนนี้หนี้ยังอยู่ครบ ไม่ได้จ่ายเลยซักบาท”
 
จากนั้นเธอได้แจกแจงรายการหนี้ที่สามีเธอทิ้งไว้รวมทั้งหมดประมาณ 780,000 บาท โดยเป็นหนี้สหกรณ์ครู 500,000 บาท หนี้ธนาคารออมสิน 100,000 บาท หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส.อีก 20,000 บาท บวกกับดอกเบี้ยอีก 10,000 กว่าบาท ที่เหลือเป็นหนี้นอกระบบที่ก็ของชาวบ้านมา
 
ในขณะที่เธอเล่าว่า เธอมีรายได้จากการรับจ้างกรีดยางพาราแค่วันละ 100 กว่าบาท ซึ่งแน่นอนไม่พอกินแน่ ซึ่งเงินจำนวนนี้ ต้องแบ่งให้ลูกคนโตไปโรงเรียนวันละ 50 บาท ส่วนคนเล็กแม้เพิ่งเรียนอยู่ชั้นอนุบาล แต่ก็ต้องให้เงินค่าขนมอีกวันละ 20 – 30 บาท
 
ส่วนตัวเองบางวันถ้ามีกินก็กิน ถ้าไม่มีก็อด บางครั้งพ่อหรือพี่สาวให้กับข้าวมาบ้าง ซึ่งความอยู่รอดส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือของเพื่อนบ้านหรือญาติๆ
 
“เรื่องงานก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะทำงานอะไร ไม่ใช่ไม่คิด เคยคิดที่จะเปิดร้านขายของ แต่เท่าที่สังเกตก็มีร้านค้าอยู่เยอะแล้ว ที่คิดเรื่องขายของ เพราะตอนสามีอยู่ ได้เปิดร้านขายอาหารกับขนมในโรงเรียน จึงคิดว่าพอจะมีความสามารถขายของอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ยังเครียดอยู่ แล้วก็ต้องใช้เงินทุนด้วย”
 
ผลกระทบนี้ไม่ได้มีแค่เธอเท่านั้น ลูกอีก 2 คนก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ด้วยเช่นกัน เพราะไม่เพียงขาดความอบอุ่นอันเนื่องมาจากพ่อหายตัวไปเท่านั้น
 
แต่ภาพที่พ่อถูกทหารควบคุมตัวไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ยังคงอยู่ในสายตาของลูกทั้ง 2 คนนี้ด้วย เพราะอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเช่นกัน
 
ลูกชายทั้ง 2 คนของเธอ คนโตชื่อรุสลัน อายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีฟารีดาบารู ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่กับการสอนวิชาสามัญ ส่วนคนเล็กชื่ออิมรอนอายุ 5 ขวบเรียนอยู่ชั้นอนุบาล
 
“ตั้งแต่สามีหายตัวไป ลูกชายทั้ง 2 คน ไม่สบายบ่อย ส่วนคนโตถึงกับมีอาการซึมเศร้า ไม่มีชีวิตชีวาเลย จนบางครั้งก็ไม่ได้ไปโรงเรียนหลายวัน ดิฉันเคยถามลูกชายคนโตว่า เป็นอะไรถึงป่วย เขาก็บอกว่า คิดถึงพ่อ”
 
เธอเล่าต่อว่า มีครั้งหนึ่งก่อนถึงวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันพ่อแห่งชาติ ดิฉันเห็นลูกชายคนเล็กวิ่งหนีกลับบ้าน แล้วก็มาร้องไห้ต่อหน้าเรา ถามว่าทำไมถึงร้อง เขาก็เล่าว่าครูที่โรงเรียนถามนักเรียนว่า ใครไม่มีพ่อให้ยกมือขึ้น แต่ลูกไม่ยอมยกมือ แต่วิ่งหนีกลับบ้าน
 
“ครูก็ไม่น่าถามอย่างนั้นเลย แต่เขาก็คงไม่รู้หรอก คนที่ไม่มีพ่อเขาจะรู้สึกอย่างไร ถ้าถูกถามอย่างนั้น”
 
เธอย้ำว่า “เขาไม่เข้าใจครอบครัวคนหายเลย”

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ห้าม! “เป็นกลาง”

Posted: 27 Aug 2010 09:50 PM PDT

แด่... “ปิยมิตรผู้มีกึ๋นจะเป็นกลาง”

ในบทความชื่อ “สื่อไทยในสถานการณ์ความขัดแย้ง” อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนว่า

“ในสถานการณ์ความขัดแย้งซึ่งหลายคนมองเห็นว่า สื่อไทยไม่ "เป็นกลาง" นั้น ไม่จำเป็นต้องตีโวหารอะไรให้มากหรอก คุณไม่มีกึ๋นจะ "เป็นกลาง" ได้ ก็เท่านั้นเอง” (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274177091&grpid=&catid=02)

แต่ที่จริงปัญหาความเป็นกลางไม่ได้เกิดเฉพาะกับสื่อเท่านั้น ทว่าหากเกิดแก่ทุกคนที่พยายามแสดงว่าตนเองมีจุดยืนทางการเมือง “เป็นกลาง”

ปี 2548 ผมใส่เสื้อเหลืองไปชุมนุมกับพันธมิตร และเขียนบทความสนับสนุนหลายชิ้น ปี 2549 ผมเบลอ (หมายถึงยังโง่) ปี 2552 ดูเหมือนผมพยายามที่จะเป็นกลาง ปี 2553 ผมเลือกสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง และหลังจากนั้นไม่นานนักผมก็ได้อ่านข้อความ “...คุณไม่มีกึ๋นจะเป็นกลางได้” ดังกล่าวแล้ว

ทำให้ผมต้องมาตั้งคำถามกับ “ความเป็นกลาง” (ไม่ว่าจะของสื่อ หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์นักสันติวิธี ฯลฯ) อย่างจริงจังว่า จริงๆ แล้วในปริมณฑลของความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 4-5 ปีมานี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นกลาง” อยู่จริง หรือมันสามารถจะมีได้หรือไม่?

ความเป็นกลางคืออะไร? ผมไม่แน่ใจ แต่ขอนิยามอย่างนี้ว่า ใครก็ตามที่บอกว่าตัวเองเป็นกลางทางการเมือง จะต้อง 1) ยึดหลักการประชาธิปไตยเป็นทางออกของความขัดแย้ง ถ้าจะตัดสินถูก-ผิดของฝ่ายใดๆ ต้องตัดสินบนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย และ 2) ต้องวิจารณ์คู่ขัดแย้ง และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบทางศีลธรรม ทางการเมือง และทางกฎหมายอย่างเท่าเทียม

โดยความหมายของความเป็นกลางดังกล่าวนี้ เมื่อนำไปใช้กับความขัดแย้งที่ฝ่ายหนึ่งออกมาเดินขบวนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน เมื่อไล่ไม่สำเร็จจึงเพิ่มข้อกล่าวหาวางแผนล้มเจ้า และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหาร พร้อมกับหาเหตุผลมาสนับสนุนความชอบธรรมของรัฐประหารและกระบวนการต่อเนื่องของรัฐประหาร เป็นต้น แล้วก็มีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ 2540 และเรียกร้องให้ทักษิณคืนสู่อำนาจโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เป็นต้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ มีข้อที่ควรพิจารณาในทาง “หลักการ” คือ

1. การคอร์รัปชัน (สมมติว่าจริงตามข้อกล่าวหา) กับรัฐประหาร อย่างไหนผิดมากกว่า คำตอบคือรัฐประหารผิดมากกว่า คำถามที่ตามมาคือจะสามารถมี “ความเป็นกลาง” ระหว่าง “ผิดกับผิดมากกว่า” ได้หรือไม่?

2.ในแนวทางการต่อสู้สองแนวทาง หนึ่งสนับสนุนรัฐประหาร เรียกร้องอำนาจ
นอกระบบการเลือกตั้ง สองต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องการเลือกตั้ง หรือยืนยันอำนาจของประชาชน หากยึด “ประชาธิปไตย” เป็นเกณฑ์ จะสามารถมีความเป็นกลางระหว่างสองแนวทางนี้ได้หรือ?

อย่างไรก็ตาม หากจะอ้างว่าเรื่องหลักการมันอาจตีความต่างกันได้ และสมมติว่าสามารถตีความให้มีความเป็นกลางได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับ “ความเป็นจริง” ที่ชัดแจ้งที่ไม่ต้องตีความเลย นั่นคือความจริงที่ว่า “สังคมนี้ไม่อนุญาตให้มีความเป็นกลาง” ในปริมณฑลความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

กล่าวคือ สังคมนี้เป็นสังคมที่ไม่อนุญาตให้วิจารณ์ และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบต่อคู่ขัดแย้งโดยอ้างอิงหลักการประชาธิปไตยได้ “อย่างเท่าเทียม”

เพราะโดยหลักการประชาธิปไตยที่เรามีอยู่จริงนั้น เราสามารถวิจารณ์และเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง ทางกฎหมาย และทางศีลธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเต็มที่ (อาจจะเกิน 100 % ด้วยซ้ำ) แต่เราไม่สามารถทำอย่างเดียวกันได้กับอีกฝ่าย เช่น เราไม่สามารถวิจารณ์ และ/หรือเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง ทางกฎหมาย และทางศีลธรรมต่ออำนาจที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร หรือที่อยู่เบื้องหลังการสลายการชุมนุมที่มีประชาชนเสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บว่า 2,000 คน ฉะนั้น “ความเป็นกลางที่แท้จริง” จึงไม่อาจมีได้

ด้วยเหตุนี้ ยิ่งนานวันเรายิ่งได้เห็นความ “ไม่อยู่กับร่องกับรอย” ของบุคคล หรือฝ่ายที่พยายามแสดงบทบาท “เป็นกลาง” ทั้งนี้เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว เขาไม่สามารถที่จะมี “ร่องรอย” ให้อยู่

หรือไม่สามารถที่จะมี “จุดยืน” ของความเป็นกลางได้จริง ในปริมณฑลของความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ในสังคมที่ไม่อนุญาตให้มีความเป็นกลางได้!

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper