โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

'อาเจะห์โพสต์' สื่อท้องถิ่นในสถานการณ์รุนแรง ลมหายใจที่ยังคงมีอยู่

Posted: 30 Jan 2013 10:00 AM PST

ทุกกลุ่มชนในโลกใบนี้ สมควรที่จะต้องรังสรรค์พื้นที่สื่อของตนเอง เพื่อให้เป็นสิ่งประดับให้อยู่คู่กับสังคม ไม่ว่าสังคมนั้นจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน จะวิกฤติหรือไม่อย่างไร สื่อท้องถิ่นจะต้องมีที่ยืนเพื่อเป็นสื่อกลางให้กับประชาชน ระหว่างช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผันจากห้วงขณะหนึ่ง ไปยังอีกช่วงขณะหนึ่งข้างหน้า โดยปราศจากการเลือกขั้วอย่างโจ่งแจ้ง

อาเจะห์โพสต์ถือเป็นสื่อท้องถิ่นของอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียเองที่คอยทำหน้าที่บอกกล่าวนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างที่จะเป็นการนำเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงการเมือง การสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ การวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณของผู้บริหาร และการศึกษา

ถึงแม้บทบาทที่แท้จริงอาจจะไม่เท่ากับสื่อกระแสหลักอย่างวิทยุและโทรทัศน์ที่มาจากส่วนกลางก็ตาม แต่อย่างน้อยเป็นการเปิดโอกาสให้กับสังคมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงที่สุดวิธีหนึ่ง

อาเจะห์โพสต์ เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ โดยจะเลือกเอาประเด็นที่น่าสนใจ ที่เคลื่อนไหวในแต่ละรอบสัปดาห์ เนื้อหาโดยส่วนใหญ่จะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายหลังจากที่ได้รับสิทธิทางการเมือง

เท่าที่ผู้เขียนได้สัมผัสในช่วงปลายปีที่แล้วที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นราวหนึ่งเดือนเศษไม่น้อยกว่าสี่ฉบับด้วยกัน ทุกฉบับจำเป็นจะต้องให้พื้นที่กับแวดวงการปกครองไม่มากก็น้อย อย่างน้อยเป็นการเกาะติดภารกิจของผู้นำที่ออกปฏิบัติภารกิจอยู่เป็นประจำ

ส่วนประเด็นการเมืองในอาเจะห์ส่วนมากจะเป็นการปฏิรูปที่กำลังอยู่ในระยะการพลิกฟื้นจากโศกนาฏกรรมความขัดแย้งที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปไม่น้อย ซึ่งกินเวลานานถึง 30 ปี นั่นก็คือเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับการร่างนโยบายของคณะผู้บริหาร การกำหนดกฎหมายและบทลงโทษเพื่อใช้ในการบริหารบ้านเมือง การลงมติเพื่อหาข้อสรุปในการที่จะเลือกใช้ตราสัญลักษณ์บนผืนธง ทุกเรื่องสังคมล้วนจักได้รับทราบอย่างทั่วกัน

นอกจากที่จะได้นำเสนอข่าวสารอื่นๆ แล้ว อาเจะห์โพสต์ ยังได้เปิดพื้นที่สื่อให้กับกลุ่มสตรีอีกด้วย ทุกฉบับจะต้องเปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิง ซึ่งเป็นการนำเสนอชีวประวัติ การศึกษา ความโดดเด่นและความสำเร็จในอาชีพการงานของบุคคลที่เป็นสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นดาราสาว การประกวดนางงามแห่งอาเจะห์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมหญิงที่ได้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ล้วนเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพื่อจักเป็นแบบอย่างแก่ผู้หญิงท่านอื่น

ถึงกระนั้นก็ตาม การอวดโฉมใบหน้าและเรือนร่างจะต้องอยู่บนครรลองคลองธรรมของศีลธรรมและสังคมถึงจะสามารถนำเสนอรูปภาพนั้นได้

อาเจะห์โพสต์ เป็นทั้งสื่อและเสียงเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสในการสื่อสารระหว่างรัฐได้เป็นอย่างดี รัฐอาจจะมองด้วยสายตาห่างๆ อยู่บ้างในบางครั้งบางคราว แต่ไม่ถึงกับการบังคับทุกระเบียบนิ้วเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีระหว่างกัน หากขืนรัฐไปแทรกแซงจนไม่สามารถที่จะขยับได้อย่างสะดวก ก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้ อาเจะห์โพสต์ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่จนวินาทีนี้ แม้ว่าจะเป็นสื่อเล็กๆ ฉบับหนึ่งก็ตาม เมื่อเทียบกับสื่อกระแสหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนจะมาจากส่วนกลางแห่งจาการ์ต้าอินโดนีเซีย

ถึงแม้สื่อกระแสหลักดังกล่าว จะมีทั้งความรวดเร็วและทันสมัย หากแต่ไม่ได้หมายความว่า สื่อเล็กๆ อย่างอาเจะห์โพสต์ จะต้องตายหายไปจากสังคมอาเจะห์ ด้วยความมีจรรณยาบรรณของทีมผู้บริหารและความสำนึกของทีมกองบรรณาธิการ สามารถเอาชนะสื่อกระแสหลักได้อย่างน่าแปลกใจ

อาเจะห์โพสต์ คงไม่สามารถยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้ได้ หากไม่มีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถหายใจได้ตราบนานเท่านานในท่ามกลางความท้าทายและการแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรง

อย่างไรก็ตามเมื่อตัวแปรอยูที่ประชาชน ประชาชนคือตลาด ประชาชนคือผู้ตัดสิน หากเมื่อใดก็ตามที่ผู้บริโภคไม่ถามหาสินค้า ผู้อ่านได้หันหลังให้กับสื่อ เมื่อนั้นลมหายใจของสื่อก็จะล่มจมไปในความเงียบอย่างน่าเสียดาย บางครั้งก็ยากที่จะเรียกกลับคืนมาใหม่ได้เหมือนเดิม

ความจำเป็นของสื่อนั้น เท่ากับว่าเป็นการเติมลมหายใจให้กับสังคมแต่ละสังคมเพื่อให้ยืดชีวิตอีกสักระยะหนึ่งได้ ทว่าหากสังคมใดก็ตามที่ไร้ซึ่งสื่อภาษาในแบบของตนเอง สังคมนั้นอาจไร้ความหมายโดยปริยายในบริบทของการดำรงอยู่ของแต่ละสังคมอย่างน่าอดสู่

ปาตานีก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่รอวันแห่งการสูญสลาย หากไม่มีผู้ที่ลุกขึ้นมาอาสาในการรังสรรค์เพื่อให้เกิดพื้นที่สื่อสำหรับสังคมปาตานีเอง อย่างน้อยก็เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าปาตานียังมีชีวิตอยู่ ปาตานียังไม่ตาย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

3 คนข่าวเสวนาข้อท้าทายในการรายงานข่าวเจาะ-ภาคใต้-112

Posted: 30 Jan 2013 09:48 AM PST

อียูจัดเสวนาว่าด้วยเสรีภาพในไทย เวทีเรื่องความท้าทายในการทำงานของผู้สื่อข่าว 'สถาพร' ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ชี้ความท้าทายข่าวคอร์รัปชั่น ต้องพิสูจน์มุมหมิ่นเหม่ทางกฎหมาย 'ปกรณ์' จากสำนักข่าวอิศรา แจง 3 ความท้าทายการทำข่าวภาคใต้ 'ประวิตร' จากเนชั่น ชี้อุปสรรคการนำเสนอข่าว 112 คือสื่อ


(จากซ้ายไปขวา) ปกรณ์ พึ่งเนตร-ประวิตร โรจนพฤกษ์-สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา-โจนาธาน เฮด (ผู้ดำเนินรายการ)

 

(30 ม.ค.56) ในการเสวนาหัวข้อภูมิทัศน์สื่อในประเทศไทย เรื่องข้อท้าทายในการทำงานจากมุมมองของผู้สื่อข่าว ภายใต้การสัมมนาเรื่องการปรองดองและเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย  ซึ่งจัดโดยสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ที่โรงแรมดุสิตธานี

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวถึงการทำข่าวสืบสวนสอบสวนว่า เป้าหมายในการทำข่าวประเภทนี้ไม่ได้ต้องการรังแกหรือทำลายความน่าเชื่อถือของใคร แต่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยที่ผ่านมา ในการทำข่าวเรื่องขบวนการบุกรุกที่ ราชพัสดุ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งได้รับรางวัลข่าวสืบสวนสอบสวนยอดเยี่ยม ก็เคยถูกขู่ฆ่า และสกัดทุกวิถีทางในการเข้าถึงพื้นที่  แต่ถือว่า มีข้อได้เปรียบคือทำงานในองค์กรที่ไม่มีโฆษณา ไม่มีคำสั่งจากรัฐบาล ทำให้เสนอเรื่องนี้ได้จนจบ โดยไม่เคยโดนสั่งให้เลิกทำ หรือให้เบาลง มีแต่บอกว่ายังไม่พอ โดยมีข้อพิสูจน์คือ ในการติดตามเรื่องนี้ 4 เดือน เสนอไป 30 ตอน นำไปสู่บทสรุปที่มีข้อเสนอ จนเกิดวาทกรรมสวนผึ้งโมเดล

สถาพร กล่าวว่า เรื่องของการบุกรุกที่ดินของรัฐนั้น มีบริบทชัดเจน แต่ประเด็นที่ยากกว่าคือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเนื่องจากมีมุมที่หมิ่นเหม่ทางกฎหมาย มีการแก้ไขระเบียบให้การทุจริตเหมือนไม่ทุจริต ซึ่งความท้าทายคือการพิสูจน์ว่านี่คือการทุจริตนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ สถาพรยกตัวอย่างอีกปัญหาที่พบจากทำงานล่าสุด ที่ติดตามเรื่องสารปรอทในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยพบในปลาและเส้นผมมนุษย์ว่า ชาวบ้านมีท่าทีให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล แต่ไม่ออกสื่อ เพราะมีความหวาดกลัว เนื่องจากต้องชนกับอุตสาหกรรมกระดาษที่ใหญ่ที่สุดในประเทศหรืออาจจะในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ พอเป็นการต่อสู้เรื่องข้อมูล ก็ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รัฐไปช่วยกลุ่มอุตสาหกรรม โดยหลังมูลนิธิแห่งหนึ่งตรวจพบสารปรอท แต่เมื่อหน่วยงานรัฐมาตรวจกลับบอกว่าไม่มีปัญหา


3 ความท้าทายการทำข่าวภาคใต้
ปกรณ์ พึ่งเนตร หัวหน้าศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา  และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กล่าวถึงความท้าทายในการทำข่าวความขัดแย้งในภาคใต้ว่า หนึ่ง คืองานด้านความมั่นคง เนื่องจากรัฐบาลไทยให้กองทัพ โดย กอ.รมน. เป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหา เมื่อมีการทำข่าวภาคใต้ในเชิงตรวจสอบ โดยนำเสนอคนที่ไม่ได้พูด กลุ่มคนที่ถูกจับ สื่อก็จะถูกมองว่าอยู่ตรงข้ามกับรัฐ หรือไม่รักชาติ ทั้งที่บางเรื่องไม่ใช่เรื่องความมั่นคงของชาติ แต่เป็นความมั่นคงของคนบางคนในกองทัพ เช่น เรื่อง GT200 แอร์ชิพ โรฮิงญา โดยวันที่มีการสอบทหารที่เกี่ยวข้องกรณีโรฮิงญา ตนเองได้ยินว่ามีทหารระดับ พ.อ. พ.ต. ร.ท. เกี่ยวข้องด้วย แต่สุดท้ายกลับมีการบอกว่าเป็นการนำรถไปช่วยขนคน ซึ่งนี่ไม่ต่างจากเรื่องเล่าที่ว่ามีตำรวจไปทลายแหล่งขายบริการ แล้วพบตำรวจซึ่งเป็นผู้ซื้อบริการ แล้วได้คำตอบว่ามาล่อซื้อ ทำให้ไม่มีการสืบสวนต่อ นอกจากนี้ในการทำข่าวจะถูกคุกคามด้วยวาจา เช่น ผู้นำกองทัพไม่ให้ข่าว และยังด่ากลับ ขณะที่ลับหลัง จะมีทีมงานมาคุย ให้ข้อมูลอีกแบบ และที่ร้ายกว่านั้นในพื้นที่ยังมีการให้เงินจ้างให้นักข่าวรายงานเฉพาะสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงต้องการด้วย

ปกรณ์ กล่าวต่อว่า สอง วิธีการนำเสนอ ลักษณะของข่าวไทยนั้นเน้นรายวัน จบแล้วจบเลย ยากที่จะมีการเกาะติด ตามจนจบ โดยยกตัวอย่างตนเองที่วานนี้ได้รับมอบหมายให้ทำรายงานเรื่องกล้องวงจรปิดถูกเผาที่ภาคใต้ ซึ่งก็ทำจนดึก พอมาเช้านี้มีข่าวกำนันเป๊าะถูกจับ เรื่องของตนคงไม่ได้ตีพิมพ์ และตลอดอาทิตย์นี้คงมีแต่เรื่องกำนันเป๊าะ ทั้งที่มาของคดี การกลับเข้าประเทศ  ทั้งนี้ การทำข่าวเช่นนี้ของสื่อก็สะท้อนสังคมไทยที่ตามข่าวแบบผิวเผินด้วย สังเกตจากตอนที่ตนเองทวีตข่าวในวันตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีผู้ติดตามและรีทวีตจำนวนมาก แต่พอวันถัดมา ก็ไม่มีใครสนใจแล้ว

ปกรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้การที่นักข่าวในพื้นที่ต้องตามข่าวรายวัน ต้องส่งข่าวให้ได้ จึงเกิดปรากฏการณ์ได้ข่าวจากรัฐฝ่ายเดียว เช่น ในการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งว่าเป็นมือปืน มีหมายจับ 30-60 หมายจับ ขณะที่ในเว็บของกองปราบฯ นั้น คนที่เป็นมือปืนมือหนึ่งมีหมายจับเพียง 7 หมายจับเท่านั้น ตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีนักข่าวคนไหนไปตามที่บ้านของผู้ตาย ไปถามความเห็นจากคนใกล้ตัวเขาเลย ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าหากผู้ต้องสงสัยดังกล่าวมีหมายจับจำนวนมาก ฆ่าได้หมดทุกคนก็คงเก่งมากๆ เพราะสามารถฆ่าตำรวจที่จบพลร่มได้ หรือกรณียิงครูจำนวนมากตั้งแต่กันยายนถึงสิ้นปี รวมแล้ว 11 กรณี ไม่มีใครนำเสนอต้นทางของปัญหาซึ่งคือการตายของผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนสอนศาสนาชื่อดังซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้นอกจากนักข่าวมาเลเซีย โดยชาวบ้าน-คนในพื้นที่เชื่อว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ สร้างความชอบธรรมให้ขบวนการก่อความไม่สงบที่จะแก้แค้นคืน เกิดการเอาคืน มีการฆ่าผู้อำนวยการโรงเรียนสายสามัญของรัฐ 

สาม ความท้าทายสังคมในพื้นที่เอง แยกเป็นสองส่วน คือ หนึ่ง ภาคประชาสังคม ซึ่งหลังๆ มีวาระในการเคลื่อนไหวของตัวเอง ด้านสิทธิมนุษยชนบ้าง ด้านการเมืองการปกครองเรียกร้องเขตปกครองพิเศษ ทำให้สื่อทำงานยาก บางทีเสนอมุมที่แตกต่าง องค์กรเหล่านี้ไม่ยอมรั ตอบโต้หรือกดดันสื่อ  อีกกลุ่มคือ สังคมในพื้นที่ที่มีกระแสอิสลามภิวัฒน์สูง ตัวเองโดนกดดันเยอะ เพราะไม่ได้เป็นมุสลิมและทำงานในส่วนกลาง ทำให้ไม่ได้รับความเชื่อถือ ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกัน หรือพูดภาษาเดียวกัน ทั้งที่นักข่าวของตนเป็นคนในพื้นที่อยู่แล้ว
 

อุปสรรคในการเสนอ 112 คือ "สื่อ"
ด้านประวิตร โรจนพฤกษ์ กล่าวถึงอุปสรรคในการเสนอข่าวเรื่องมาตรา 112 ว่าไม่ใช่ปัญหาจากภายนอก แต่เป็นปัญหาภายใน โดยน่าเศร้าที่สื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ปิดหูปิดตาภายใต้มาตรา 112 สื่อไม่ได้มีเจตจำนงจะแก้ไขมาตรานี้และยังรักษาไว้ พร้อมยกตัวอย่างบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันนี้ (30 ม.ค.56) ย่อหน้าที่ 5 ที่ว่าคนไทยทุกคนต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นการผลิตซ้ำความเชื่อที่ไม่สะท้อนความจริง ราวกับไม่มีใครที่มีความเห็นต่าง และที่ว่าไม่มีใครหรือกลุ่มใดที่เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งไม่จริง เพราะทั้งตนเองและสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เรียกร้องเรื่องนี้แต่สื่อไม่สนใจ สำหรับสมศักดิ์นั้น กลายเป็นที่ไม่พึงประสงค์ของสื่อหลักไปแล้ว

ประวิตรกล่าวว่า นอกจากนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีแถลงการณ์จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หลังคำตัดสินจำคุก สมยศ พฤกษาเกษมสุข 10 ปีจากการเป็น บก.นิตยสาร  เพราะทราบจากภรรยาของสมยศว่า ตลอดเวลาที่สมยศถูกคุมขัง 21 เดือน ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว 12 ครั้งนั้น ไม่เคยมีแถลงการณ์จากสมาคมนักข่าวฯ เลย

ประวิตรกล่าวด้วยว่า แม้จะมีสื่อหลักรุ่นใหม่ที่เป็นห่วงเรื่องนี้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าแสดงออก เพราะจะเป็นการฆ่าตัวตายทางวิชาชีพ ไม่มีใครที่ไม่เอา 112 แล้วเป็น บก.ในสื่อหลักได้ พวกเขาไม่มีที่ทางแสดงความเห็นถ้าไม่มีอายุงานพอ และถ้าอยากเติบโตในหน้าที่ก็ต้องเงียบ เพราะสื่อส่วนใหญ่นั้นไม่มีปัญหากับมาตรานี้

 
ในช่วงถาม-ตอบ เอกชัย (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาขายวีซีดีเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แสดงความเห็นว่า หลังเขาถูกจับกุม สื่อรายงานว่า ตำรวจได้จับกุมเขาเนื่องจากกระทำความผิดมาตรา 112 จากการขายวีซีดีสารคดีและวิกิลีกส์ โดยไม่ได้บอกว่าเนื้อหาในนั้นคืออะไร ในกลุ่มล่าแม่มดหลายกลุ่ม ก็บอกว่าเขาเลว ต้องฆ่าเขา โดยไม่รู้ว่าเนื้อหานั้นคืออะไร อยากขอให้สื่อลงเนื้อหาโดยสรุปก็ยังดี เพื่อที่ประชาชนทั่วไปจะได้มีข้อมูลก่อนจะตัดสินเขา

ขณะที่ปกรณ์ กล่าวว่า จากการทำข่าวมา 20 ปี วัฒนธรรมข่าวเรื่องนี้คือ ตกข่าวดีกว่า ไม่มีใครว่า พอเกี่ยวกับเรื่องนี้สื่อไม่นำเสนอเลยดีกว่า  แม้จะมีสื่อหลายคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ก็ถูกวาทกรรมกดทับ ซึ่งเขามองว่า ควรเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยกัน เหมือนอย่างกรณีปัญหาภาคใต้ และอยากให้รัฐเป็นผู้เริ่ม อย่างไรก็ตาม เขากล่าวด้วยว่า ขอให้มองสื่ออย่างเข้าใจด้วย เพราะที่ผ่านมา แม้แต่อดีตอธิบดีกรมตำรวจยังเคยถูกแจ้งความเนื่องจากอ่านเนื้อหาออกสื่อมาแล้ว 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ลอบบึ้มทหาร รปภ.ครู 3 ชุดในวันเดียว ทหารดับ 1 เจ็บ 4

Posted: 30 Jan 2013 09:44 AM PST

ด้าน ศอ.บต. แจ้งทูตสมาชิกโอไอซี 16 ประเทศ ลงติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคใต้วัน 31 มกราคม 56

ศูนย์ปฏิบัติการร่วมทางยุทธวิธีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานสถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาใต้ขอวันที่ 30 มกราคม 2556 ว่า มีเหตุลอบวางระเบิดทำร้ายเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยครูถึง 3 ชุดด้วยกัน

โดยเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. โดยคนร้ายลอบวางระเบิด ทหารชุดรักษาความปลอดภัยครู สังกัดหมวดปืนเล็กที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 33 บริเวณสามแยกโคกแมแน หมู่ที่ 3 ต.มะนังตายอ อ.เมืองจ.นราธิวาส ทำให้ทหารเสียชีวิต 1 ราย คือพ.จ.อ.สุเทพโมคะมูล บาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่ พลทหารอนุชิต กลีบนิล และพลทหารวสันต์ แก้วสันทราย ขณะออกลาดตระเวนโดยใช้รถกระบะเป็นพาหนะ

จากนั้นเวลา 07.30 คนร้ายลอบวางระเบิดชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยครู กองร้อยทหารพรานที่ 4609 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 46 จำนวน 12 นาย ขณะเดินเท้าลาดตระเวน เหตุเกิดบริเวณคอสะพานบ้านกูมุง หมู่ที่ 2 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาเวลา 08.40 น.คนร้ายลอบวางระเบิดชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพราน 4807 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 48 ทำให้ทหารพรานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย ได้แก่ อส.ทพ.อับดุลเลาะ รอดิง และอส.ทพ.มูฮาหมัดอุสมาน เจ๊ะมามะ เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านไอสะเตียร์ บ้านไอกูเด็ง หมู่ที่ 13 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขณะทหารพรานชุดกล่าวจำนวน 12 คน ออกลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยครูในพื้นที่

วันเดียวกัน สำนักสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แจ้งว่า ในวันที่ 31 ธันวาคม 2556 คณะเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ประจำประเทศไทย จำนวน 20 คน จาก 16 ประเทศ มีกำหนดเดินทางเยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ และเพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มอ.ปัตตานีก้าวหน้า เลือกตั้งออนไลน์ แห่งแรกในไทย

Posted: 30 Jan 2013 09:39 AM PST

ชี้ทราบผลเร็ว ประหยัดกระดาษ ตรวจสอบสถานภาพนักศึกษาได้ เตรียมเผยแพร่ให้ทุกมหาวิทยาลัยใช้ หนุนใช้กับการเลือกตั้งทั่วประเทศ ยันตรวจสอบได้ โกงยาก ฝ่ายไม่เห็นด้วยชี้ประชาชนยังไม่พร้อม

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารองค์การนักศึกษา สภานักศึกษาและนายกสโมสร โดยใช้ระบบออนไลน์หรือระบบอิเลคทรอนิกส์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

โดยระบบดังกล่าวให้นักศึกษานำบัตรประจำตัวนักศึกษาหรือบัตรประจำตัวประชาชนไปลงทะเบียนที่หน้าอาคารกองกิจการนักศึกษา เพื่อตรวจสอบสถานภาพความเป็นนักศึกษา โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งนักศึกษา เป็นผู้อธิบายวิธีการและขั้นตอนการลงคะแนน

จากนั้นให้นักศึกษาไปลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งภายในศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งปรับเป็นห้องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งออนไลน์ โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ภายในคูหาหลังจากนักศึกษาลงคะแนนแล้ว นักศึกษาจะต้องลงชื่อเพื่อบันทึกเป็นชั่วโมงกิจกรรมของนักศึกษาตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ผศ.นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนานักศึกษาและวัฒนธรรม ม.อ.วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า ระบบนี้เริ่มทดลองใช้เมื่อปีที่แล้ว และผลการทดลองประสบความสำเร็จอย่างดี จึงนำมาใช้จริงในการเลือกตั้งปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้ระบบการเลือกตั้งในรูปแบบออนไลน์

ผศ.นิฟาริด เปิดเผยด้วยว่า ทางมหาวิทยาลัยจะนำการเลือกตั้งในระบบออนไลน์ไปนำเสนอต่อที่ประชุมของกลุ่มเครือข่ายกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศนำระบบนี้ไปใช้ เนื่องจากเป็นระบบที่สามารถตรวจสอบได้

ผศ.นิฟาริด กล่าวว่า เห็นด้วยถ้าจะนำระบบนี้ไปใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศ เนื่องจากระบบการเลือกตั้งออนไลน์ สามารถตรวจสอบได้และไม่สามารถทุจริตได้ แต่ต้องมีการเตรียมความพร้อมแก่ประชาชนเสียก่อน

"ปัจจุบันนี้ระบบนี้สามารถใช้ได้สำหรับเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่และขอนแก่น เป็นต้น" ผศ.นิฟาริด กล่าว

นายวันสุไลมาน เจะแวมาแจ เจ้าหน้าที่กองกิจการนักศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทางองค์การบริหารองค์การนักศึกษาได้เสนอต่อมหาวิทยาลัยให้ใช้ระบบเลือกตั้งออนไลน์ เพื่อประหยัดทรัพยากร เนื่องจากแต่ละปีมหาวิทยาลัยต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้งประมาณ 8,000 ใบ แต่ปรากฏว่ามีนักศึกษามาใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 4,000 คน ทำให้สิ้นเปลืองกระดาษ

นายวันสุไลมาน เปิดเผยต่อไปว่า การเลือกตั้งระบบออนไลน์ยังทำให้สามารถทราบผลการเลือกตั้งได้อย่างรวดเร็วและสามารถตรวจสอบได้ทำให้ยากต่อการทุจริต โดยสามารถตรวจสอบทั้งผลการเลือกตั้งและตรวจสอบสถานภาพของนักศึกษา

นายนูรุดดีน มูลทรัพย์ นักศึกษาชั้นปี 4 คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี กล่าวว่า ข้อดีของการใช้ระบบการเลือกตั้งออนไลน์คือ สามารถรับรู้ผลการเลือกตั้งได้อย่างรวดเร็ว และในการลงคะแนนสามารถเห็นรูปภาพของผู้สมัครอย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากระบบบัตรเลือกตั้งที่ไม่มีภาพของผู้สมัคร ซึ่งจะเป็นผลเสียกรณีที่นักศึกษาบางคนจำชื่อผู้สมัครไม่ได้แต่จำหน้าตาได้ ส่วนข้อเสียคือ ระบบคอมพิวเตอร์ทุกระบบมีช่องโหว่ต่อการที่จะโดนเจาะฐานข้อมูลได้

"ผมไม่เห็นด้วยหากจะนำระบบการเลือกตั้งออนไลน์ ไปใช้กับการเลือกตั้งของนักการเมือง ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพราะจะเป็นปัญหาต่อผู้สูงอายุที่ไม่เข้าใจระบบเทคโนโลยี"

"นอกจากนี้ประเทศเราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ระบบอินเตอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึงทุกภาคส่วน ที่สำคัญส่วนใหญ่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงๆ มักมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และการเลือกตั้งมีการแข่งขันกันสูง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะจะเจาะระบบคอมพิวเตอร์และแก้ไขข้อมูลการเลือกตั้งได้" นายนูรุดดีน กล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รายงาน: พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา วีระ-ราตรี และราษฎรอื่นๆ

Posted: 30 Jan 2013 08:45 AM PST

พูดคุยกับอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองฯ ของคณะกรรมการสิทธิฯ ถึงเรื่องราวสภาพในเรือนจำของวีระ สมความคิด และปัญหาทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นเหยื่อของความรุนแรงอย่างเงียบๆ และถูกละเลย

 

วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ น่าจะมีข่าวดีเกี่ยวกับการปล่อยตัวนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ที่ได้รับอภัยโทษและเดินทางออกจากเรือนจำเปรยซอว์ กรุงพนมเปญ แม้ว่ายังเหลือนายวีระ สมความคิด อีกคนหนึ่งที่ติดค้างที่นั่น

ทั้งสองถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวเมื่อวันที่ 21 ส.ค.53 พร้อมกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงคนอื่นๆ ในทีม ขณะเดินทางไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.โนนสูง จ.สระแก้ว เพื่อเข้าไปตรวจสอบเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาอันเนื่องมาจากกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ซึ่งนายวีระเคยนำทีมไปอ่านแถลงการณ์ทวงคืนพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหารจนมีเหตุปะทะกับชาวบ้านในพื้นที่ก่อนหน้านี้ หลังการจับกุมรัฐบาลอภิสิทธิ์พยายามประสานขอตัวคนกลุ่มนี้กลับแต่ไม่ได้รับการตอบรับ ต่อมาหลังศาลกัมพูชาตัดสินโทษ คนส่วนใหญ่ได้กลับประเทศ เว้นแต่นายวีระเเละนางราตรี โดยในวันที่ 1 ก.พ.2554 ศาลกัมพูชาพิพากษาให้ทั้งสองมีความผิด 3 ข้อหา คือ รุกล้ำชายแดน เข้าไปในเขตทหาร และโจรกรรมข้อมูลทางทหาร ตัดสินจำคุกนายวีระ 8 ปี ปรับ 1 ล้าน 8 แสนเรียล และตัดสินจำคุกนางราตรี 6 ปีปรับ 1 ล้าน 2 แสนเรียล

เรื่องราวผ่านมากว่า 2 ปี ล่าสุด นายสุวัฒน์ แก้วสุข จากกองคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ของไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล แจ้งความคืบหน้าให้กับอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งมีหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นประธาน ว่า  กัมพูชามีการอภัยโทษให้กับนักโทษต่างชาติและกัมพูชาราว 500 คน เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ ซึ่งจะเริ่มในวันศุกร์ (1 ก.พ.) นี้ ในจำนวนนี้มีคนไทยอยู่ด้วย 5 คน รวมวีระและราตรี (จากจำนวนนักโทษชาวไทย 37 คนในกัมพูชาซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติด) นางราตรีได้ปล่อยตัวทันทีส่วนนายวีระนั้นได้รับการลดโทษ 6 เดือน แต่ก็มีสัญญาณที่ดีว่าน่าจะนำไปสู่การอภัยโทษในอนาคต ทั้งนี้ เพราะตามหลักเกณฑ์ของกัมพูชา นักโทษจะได้รับอภัยโทษได้เมื่อได้รับโทษครบ 2  ใน 3 แล้ว

นอกจากนี้ยังอาจมีการหารือเรื่องการโอนตัวนักโทษ ซึ่งตามเกณฑ์ของกัมพูชาแล้วต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 ซึ่งสำหรับนายวีระนั้นจะได้รับโทษครบ 1 ใน 3 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ สำหรับขั้นตอนการโอนตัวนั้น จะมีคณะกรรมการร่วมจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมการกงสุล และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งในเบื้องต้นคณะกรรมการได้พิจารณาเรื่องของนายวีระไว้แล้ว หากครบกำหนดโทษตามหลักเกณฑ์และมีการส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการเมื่อใดก็สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วทันที เรียกได้ว่า ขออภัยโทษ กับขอโอนตัว ทำสิ่งไหนได้แต่ก่อนก็จะทำทันที

นพ.นิรันดร์ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมการฯ ที่ติดตามเรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา เคยเดินทางไปเยี่ยมนายวีระและนางราตรีที่เรือนจำในกัมพูชาเมื่อปลายปีที่แล้ว ให้สัมภาษณ์ว่า การจับกุมคุมขังครั้งนี้เป็นประเด็นทางการเมือง โดยที่วีระ ราตรีไม่ได้เป็นสายลับจารกรรมข้อมูลดังที่ถูกกล่าวหา เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำงานกับวีระในเรื่องการต่อต้านการคอรัปชั่นมายาวนาน ประกอบกับวีระเองก็เป็นอนุกรรมการฯ ที่นพ.นิรันดร์เป็นประธาน ทำให้ยืนยันได้ว่าเขาเป็นคนตรงไปตรงมา และพยายามต่อสู้เรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามชายแดนตามแนวทางที่เชื่อ เพราะเรื่องนี้กระทบสิทธิของชุมชนและประชาชนด้วย

ประธานอนุกรรมการฯ กล่าวด้วยว่า อนุกรรมการฯ ชุดนี้ไม่ได้เพียงแต่ดูเรื่องคุณวีระ ราตรี แต่ได้รับเรื่องร้องเรียนของประชาชนไม่น้อยในเรื่องเขตแดนที่ไม่ชัดเจน มีคนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวไปอยู่ในเรือนจำที่เสียมเรียบบ้าง พนมเปญบ้าง และขณะเดียวกันก็มีพี่น้องกัมพูชาที่อยู่ชายแดนถูกทำร้ายโดยทหารของฝ่ายไทย โดยทางอนุฯ ได้เข้าไปตรวจสอบแล้วในหลายกรณี

"อยากให้เห็นว่านอกจากประเด็นชาตินิยมที่ต่างกัน ในเรื่องปราสาทพระวิหารแล้ว เรื่องเขตแดนที่ไม่ชัดเจนมันก็กระทบกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย เช่น พี่น้องประชาชนมาร้องว่า ไม่มีที่ดินทำกิน เพราะที่ดินตรงนั้นถูกประกาศให้กลายเป็นอุทยานแห่งชาติไป และประกาศกฎอัยการศึกไม่ให้คนไทยเข้าไปทำมาหากิน ทั้งๆที่เขาทำมาหากินมานาน แต่ตรงข้ามรัฐบาลกัมพูชาให้ชาวกัมพูชามาหากินได้ สร้างบ้านเรือนได้ มันเป็นนโยบายที่แตกต่างกัน"นิรันดร์กล่าว

เมื่อถามถึงสภาพการถูกคุมขังที่เรือนจำในกัมพูชา นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ในการไปเยี่ยมนั้นได้คุยกับวีระนานร่วมชั่วโมง ทั้งนายวีระ และนางราตรี อยู่ในห้องขังแยกกัน สำหรับสุขภาพของวีระนั้นดีขึ้น เนื่องจากมีโรคประจำตัวคือ โรคภูมิแพ้ โรคไขข้ออักเสบ แต่ระยะหลังมีคณะแพทย์จากประเทศไทยไปดูอาการและให้ยาเป็นระยะ

สำหรับการอยู่ในเรือนจำมีสภาพต่างกัน นพ.นิรันดร์เล่าว่า วีระถูกควบคุมมากกว่า ถูกจำกัดไม่ให้มีหนังสืออ่าน เขียนเอกสารใดๆ ไม่ได้ ไปไหนมาไหนจะมีผู้คุมเดินประกบตลอด อยู่ห้องขังเดี่ยว เพราะเขาถือว่าเป็นสปายสายลับ ซึ่งตรงข้ามกับราตรีที่ยังส่งหนังสือให้อ่านได้ ระยะหลังจึงผ่อนคลายพอสมควร

นพ.นิรันดร์กล่าวด้วยว่า "จุดที่วีระไปแล้วถูกจับเป็นจุดที่วีระเคยไปมาหลายครั้งแล้ว วีระยืนยันว่าจุดที่ไปอยู่ฝั่งไทย เพราะมีโอกาสพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่นั้นมาก่อน ไปเห็นหมุดเขตแดนชัดเจน เขาเชื่อมั่นตรงนั้นอยู่ในฝั่งไทย เพียงแต่มันมีนโยบายจัดการชายแดนที่ต่างกันระหว่างไทยกับกัมพูชา นอกจากนี้การจัดการเขตแดนของไทยกับกัมพูชามีปัญหามาตลอด ไม่สามารถเคลียร์ได้ แต่วีระเขามั่นใจว่าเขตนั้นอยู่ในเขตไทย ที่ไปแล้วถูกจับในครั้งหลังเพราะได้รับการติดต่อจากส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้ช่วยพาไป จริงๆ คุณวีระไม่ได้อยากไป โปรแกรมคุณวีระวันนั้นจะพาคุณแม่ไปพักผ่อน เพราะใกล้ปีใหม่ด้วยซ้ำไป" นิรันดร์กล่าว

นพ.นิรันดร์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง ประเด็นที่ถูกจับเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าไทยหรือกัมพูชา และการที่เขาถูกจับ นักการเมืองกัมพูชาก็ได้ประโยชน์ในการปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศของเขา การที่สามารถที่จะดำเนินการทำให้มีการลดหย่อนโทษวีระและปล่อยราตรี แสดงให้เห็นว่าการเมืองของความตึงเครียดที่มองกันเป็นศัตรูนั้นลดลง และเป็นข้อพิสูจน์ว่าความขัดแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาไม่ใช่ใช้ความรุนแรง หรือการรบ วิธีการเหล่านี้ไม่ได้เกิดประโยชน์

ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชานั้นไม่ได้มีเฉพาะกรณีของวีระ-ราตรี แต่ยังมีกรณีชาวบ้านอุบลราชธานีถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวไปด้วย อย่างที่กล่าวไปว่าการอภัยโทษครั้งนี้มีคนไทยรายอื่นรวมอยู่ด้วย คือ นายทองแดง ยะลา อายุ 51 ปี และนายพิณ นาอ่อน อายุ 46 ปี ชาวบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีอาชีพหาของป่า และเป็นพรานล่าสัตว์ ถูกทหารกัมพูชาจับตัวบริเวณช่องอานม้าเมื่อวันที่ 31 พ.ค.53 เนื่องจากเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน โดยพวกเขาถูกจำคุกอยู่ที่เสียมเรียบ

นายทองแดง  และนายพิณ  ถูกทหารกัมพูชาจับในข้อหา เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และข้อหาครอบครองและมีไว้ซึ่งอาวุธปืน(ปืนแก๊ปและกระสุนกว่า 500 นัด) ศาลลงโทษให้จำคุก 5 ปี ในระดับพื้นที่โดยปกติเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการเจรจา แต่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ไม่ค่อยจะดีนักจึงไม่ประสบผล  เมื่อญาติทราบข่าวการถูกจับกุมได้ไปร้องเรียนในหลายหน่วยงานแต่ไม่ได้รับความสนใจ ไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ทำเนียบรัฐบาล จนสุดท้ายได้ร้องเรียนมายังอนุกรรมการสิทธิพลเมืองฯ ซึ่งอนุกรรมการได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังทั้งสองที่กัมพูชาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือเท่าที่จะเป็นไปได้ในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนกรณีชาวบ้านอุบลราชธานีถูกทหารพรานของไทยเองยิง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2554 นายไชยา สายสิม อายุ 39 ปี พร้อมลูกชายเดินทางกลับจากการหาของป่า ช่วงเวลาประมาณ 20.00น. ทั้งสองขับรถไถนาแบบเดินตามที่เก็บท่อนไม้ยาวประมาณ 1 เมตรจำนวน 4 ท่อนกลับมาด้วย เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณไร่มัน เจ้าหน้าที่ส่องไฟใส่ แล้วยิงบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง นายไชยาฯ เข้าไปหลบอยู่ในไร่มัน ส่วนลูกชายได้วิ่งหนีไปก่อนหน้านั้น ทหารพรานที่อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งหมดประมาณ 6 – 7 นาย ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่จากอุทยานเขาพระวิหารมายึดรถไถนาเดินตามของนายไชยาฯ

ภายหลังการพักรักษาตัวราว 1 สัปดาห์ มีการได้ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานผู้ก่อเหตุมาเจรจากันที่โรงพัก แม้จะไม่มีการแจ้งความ อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดทหารได้ยอมจ่ายค่าเสียหายให้กับนายไชยา

ไม่เฉพาะราษฎรไทยที่ประสบปัญหาในพื้นที่ทับซ้อนเหล่านี้ ราษฎรกัมพูชาเองก็ประสบภัยคุกคามจากความไม่ชัดเจนของเขตแดนเช่นเดียวกัน โดยปลายปีที่แล้ว นักวิชาการกลุ่มหนึ่งและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนได้ร้องเรียนมายังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารไทย กรณีการสังหารประชาชนชาวกัมพูชานอกกระบวนการยุติธรรม (Extra-judicial executions) ตามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ. 2551 – 2554  ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับจากสมาคมสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งกัมพูชา (Cambodia Human Rights and Development Association) และศูนย์สิทธิมนุษยชนแห่งกัมพูชา (Cambodia Center for Human Rights) ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนแนวหน้าในประเทศกัมพูชานั้นได้อ้างถึงเหตุการณ์หลายกรณีในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ. 2551 – 2554 ที่เกี่ยวข้องกับกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนกัมพูชาตามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาโดยทหารไทย โดยอ้างว่าในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมาทหารไทยได้มีการสังหารประชาชนกัมพูชาไปกว่า 20 คน อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเอ็นจีโอที่ติดตามเรื่องนี้พบว่า ไม่มีความคืบหน้าในการตรวจสอบทั้งในฝั่งไทยและกัมพูชา

เป็นที่แน่ชัดว่า สถานการณ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นนั้นทำให้การเผชิญหน้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในจุดต่างๆ ลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่เรากำลังเตรียมพร้อมอย่างหนักในการแถลงต่อศาลโลกในคดีพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหาร เราอาจต้องหันมาตรวจสอบและแก้ปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนตามแนวชายแดนจุดอื่นๆ ด้วย เพื่อไม่ให้ราษฎรของทั้งสองประเทศต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงโดยไม่มีใครแยแสอีกต่อไป

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ธีระ สุธีวรางกูร

Posted: 30 Jan 2013 08:34 AM PST

"ทำให้คนหนึ่งคนหยุดร้องไห้ สำคัญกว่าทำให้คนพันคนหัวเราะ"

30 ม.ค.56, โพสต์สถานะบนเฟซบุ๊ก

ค้าน ‘กมธ.การเมือง’ จัดเวทีหนุน-ต้านโปแตชอุดรฯ หวั่นความขัดแย้งปะทุ

Posted: 30 Jan 2013 08:15 AM PST

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานียื่นหนังสือผ่านผู้ว่าฯ จี้ กมธ.การพัฒนาการเมือง ยกเลิกเวทีการมีส่วนร่วมฯ โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี เผยหวั่นปะทะรุนแรง พร้อมตั้งคำถามจัดเวทีตามใบสั่ง เหตุไม่มีใครร้องขอ ด้านเอ็นจีโอจวก สส.สร้างมูลค่าให้ตัวเอง

 
วันนี้ (30 ม.ค.56) เวลาประมาณ 11.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จำนวนกว่า 10 คน เข้ายื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดถึงประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ยกเลิกการประชุมและศึกษาดูงาน กรณีการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ของคณะกรรมาธิการ ชุดดังกล่าวซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 1 ก.พ.56 นี้ โดยเห็นว่าจะเกิดการเผชิญหน้าของกลุ่มชาวบ้านทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุนโครงการ และนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นอีก
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ นำโดยนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จ.อุดรธานี เขต 6 รองประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยได้ขอความร่วมมือจากส่วนราชการให้ออกหนังสือเวียนประสานให้ประชาชนที่มีส่วนได้เสียทั้งกลุ่มที่ต่อต้านและสนับสนุนโครงการฯ ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่เข้าร่วมประชุม
 
นางมณี บุญรอด กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ ระหว่างชาวบ้านทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุนโครงการฯ ยังคงครุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากว่า กมธ.การเมือง จะจัดประชุมโดยให้แต่ละฝ่ายที่มีจุดยืนและมีเป้าหมายที่แตกต่างกันเข้าร่วมเพื่อแสดงความคิดเห็นตามที่ฝ่ายตนเห็นว่าถูกต้องนั้น กลุ่มอนุรักษ์ฯ หวั่นเกรงว่า ปัญหาความขัดแย้งจะปะทุรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้น เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งจึงเห็นควรให้มีการยกเลิกเสีย
 
"การจัดเวทีดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการขอประทานบัตรในขั้นตอนใดเลย และเป็นที่น่าสังเกตว่าการจัดเวทีในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการร้องเรียนของฝ่ายใดมาก่อน อยู่ๆ กมธ.การเมือง ก็จะมาจัดแสดงว่า สส.พรรคเพื่อไทย รับใบสั่งจากใครมาให้ผลักดันโครงการ นี้หรือไม่" นางมณีกล่าว
 
ด้านนายพัตทอง กิตติวัฒน์ รักษาราชการแทนอุสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมารับข้อร้องเรียนของชาวบ้านแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดได้รับการประสานงานมาจากคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว จึงทำหนังสือให้ส่วนราชการแจ้งกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เข้าร่วมประชุม แต่เมื่อกลุ่มอนุรักษ์ฯ เห็นว่าไม่สมควรจัดเวที เนื่องจากว่าจะมีความขัดแย้ง ตนก็จะทำหนังสือประสานกลับไปยังคณะกรรมาธิการ เพื่อให้พิจารณาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้าน และหากมีผลเป็นอย่างไรก็จะแจ้งให้กลุ่มฯ ทราบอีกครั้ง
 
ขณะเดียวกันนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสสศ.) อีสานเปิดเผย กับผู้สื่อข่าวว่า การมาดูพื้นที่ของคณะกรรมาธิการ ที่นำโดยส.ส.พรรคเพื่อไทย ในครั้งนี้ ไม่ได้มีผลต่อการขอประทานบัตรโครงการเหมืองโปแตชอุดรฯ แต่เป็นการมาเพื่อสร้างค่าตัวให้กับตนเองและ กมธ.โดย กมธ.ชุดนี้อาจจะมีข้อสรุปที่เห็นด้วยกับเหมืองและเป็นตราประทับเพื่อให้สร้างโครงการฯ ได้ในอนาคต
 
"ที่ผ่านมา กมธ. ไม่มีบทบาทอะไรที่ชัดเจน การจัดเวทีในครั้งนี้ จึงเป็นการผลักดันผลประโยชน์ และเรียกค่าตัวให้กับตนเองมากกว่า ขณะที่ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์อะไร และยิ่งจะสร้างความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น" นายสุวิทย์กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. นายพัตทอง กิตติวัฒน์ รักษาราชการแทนอุสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ได้โทรศัพท์แจ้งกับกลุ่มอนุรักษ์ฯ ว่าทาง กมธ.การเมือง ได้ยกเลิกการการประชุมและการลงพื้นที่ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มฯ แล้ว
 
 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักต่อต้านในเยอรมนีจัดแข่ง 'เกม' ทำลายกล้องวงจรปิด

Posted: 30 Jan 2013 07:42 AM PST

กลุ่มต่อต้านการใช้กล้องวงจรปิดเชิญชวนแข่งขันทำลายกล้องวงจรปิดในเมืองต่างๆ ของเยอรมนี โดยให้คะแนนตามจำนวนและคะแนนพิเศษจากการทำลายกล้องด้วยวิธีการที่ 'ครีเอท' กว่าใคร แต่ขณะเดียวกันก็ชวนให้กังวลเนื่องจากเป็นการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมาเว็บไซต์ The Verge รายงานว่ามีกลุ่มนักต่อต้านในเยอรมนีประท้วงการติดกล้องวงจรปิดในประเทศที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการจัดแข่งเกมทำลายกล้องทั่วประเทศในชื่อ Camover 2013

การแข่งขัน Camover 2013 คือการให้ผู้เข้าร่วมทีมแข่งกันทำลายกล้องวงจรปิดให้ได้มากที่สุด เว็บบล็อกใน The Guardian เปิดเผยว่า นอกจากจำนวนแล้วยังมีการให้คะแนนพิเศษสำหรับทีมที่แสดงภาพการทำลายกล้องได้อย่าง 'ครีเอท' ที่สุด

ในวีดิโอเชิญชวนเผยให้เห็นภาพของ 'ผู้เล่น' ที่สวมหน้ากากสกีซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นนักฉกชิงวิ่งราว, คนพ่นกราฟิตี้, คนไร้บ้าน และนักบุกรุกสถานที่ พวกเขาใช้เชือกดึงกล้องลงมาแล้วทุบทำลายมันด้วยค้อน ทำให้กล้องมืดด้วยสีสเปรย์ มีการเชิญชวนให้อัพโหลดการทำลายกล้องของแต่ละทีมลงในเว็บไซต์ Camover ด้วย

The Guardian ชี้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ชาวเยอรมันเริ่มมีการถกเถียงเรื่องการใช้กล้องวงจรปิดในที่สาธารณะทั่วไป แม้ว่าจะมีการใช้กล้องวงจรปิดในเยอรมนีตั้งแต่ช่วงกลางยุค 1960s แต่เหตุการณ์ระเบิดในบอนน์เมื่อปีที่แล้ว และการฆาตกรรมในที่สาธารณะตอนกลางวันแสกๆ ในย่านอเล็กซานเดอร์แพลตซ์ที่มีคนพลุกพล่านก็ทำให้รมต.หมาดไทยของเยอรมนีนำกล้องวงจรปิดซึ่งแต่เดิมติดอยู่ตามสถานีรถไฟออกมาวางติดตั้งตามท้องถนน ทางกระทรวงอ้างว่าการติดกล้องทำให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงร้อยละ 20 แม้ว่ากล้องวงจรปิดจะไม่สามารถป้องกันเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งหมดเนื่องจากมักจะมีการใช้วิธีกำบังกล้องก็ตาม

อย่างไรก็ตาม The Verge กล่าวว่าความกังวลในเรื่องจริยธรรมและเรื่องกฏหมายต่อประเด็นการทำลายทรัพย์สินสาธารณะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มากกว่า 'เกม' การแข่งขัน และผู้จัดก็ยอมรับว่านี้ถือเป็นเรื่องจริงจัง

ผู้จัด Camover รายหนึ่งที่ไม่ระบุนามกล่าวว่า "แม้ว่าพวกเราเรียกมันว่าเกม แต่พวกเราก็จริงจังกับมันพอสมควร เป้าหมายของเราคือการพยายามทำลายกล้องวงจรปิดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องการแสดงอิทธิพลต่อเรื่องการมีกล้องวีดิโอวงจรปิดในเมืองของพวกเรา"

Camover มีกำหนดการหมดเขตการแข่งขันในวันที่ 16 ก.พ. สามวันก่อนการเริ่มประชุมสภาตำรวจของยุโรป


เรียบเรียงจาก

Anti-surveillance activists turn smashing CCTV cameras into a competitive game, The Verve, 27-01-2013
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ที่ปรึกษาอัคคีภัยเซ็นทรัลฯ ยันจำเลยคดีเผา CTW ไม่สามารถวางเพลิงได้

Posted: 30 Jan 2013 06:50 AM PST

นัดพิพากษาคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์25 มี.ค.นี้ สืบพยานครั้งสุดท้าย ที่ปรึกษาอัคคีภัยเครือเซ็นทรัลเบิกความไฟไหม้เพราะกองกำลังแต่งกายคล้ายทหาร ตำรวจยังไม่กล้ายุ่ง เผยช่วงเพลิงไหม้ทหารคุมพื้นที่ทั้งหมด9 ผู้ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุไม่มีความสามารถวางเพลิง ด้านนายจ้าง "สายชล" ยันวันเกิดเหตุขายของที่ห้างอิมฯลาดพร้าว

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.56 เวลา 13.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ห้องพิจารณาคดี 405 มีการสืบพยานจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 2478/2553 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ4  เป็นโจทก์ฟ้องนายสายชล แพบัว จำเลยที่ 1 อายุ 28 ปี (ในวันเกิดเหตุ) อาชีพรับจ้างและนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยที่ 2 อายุ 26 ปี (ในวันเกิดเหตุ) อาชีพรับจ้างในความผิดร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นซึ่งเป็นโรงเรือนที่เก็บสินค้าจนเป็นเหตุให้นายกิตติพงษ์ สมสุขซึ่งอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ถึงแก่ความตายและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินเหตุเกิดที่ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค.53 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยคดีนี้เป็นคดีเดียวกันกับกรณีผู้ต้องหา2 คนที่เป็นเยาวชนซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้พิพากษายกฟ้องไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.55

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการสืบพยานจำเลย 2 ปากสุดท้าย คือ พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ อายุ 61 ปี แกนนำนปช.จังหวัดชุมพร ปัจจุบันเป็นข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นนายจ้างนายสายชลจำเลยที่ 1 ที่จ้างให้ขายของที่ร้าน ชั้น 4 ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าวและพ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร อายุ 72 ปี พนักงานราชการ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย,เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทยและที่ปรึกษาด้านอัคคีภัยกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลพัฒนามากว่า 20 ปีในฐานะผู้ควบคุมการดับเพลิงในเซ็นทรัลเวิลด์

 

แกนนำ นปช.นายจ้าง "สายชล" ยันอยู่อิมฯ ลาดพร้าววันเกิดเหตุ

พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ เบิกความว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มนปช.ในปี 53 นั้นทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ ความสงบเรียบร้อย ประสานงานมวลชนเสื้อแดงกับเวทีปราศรัย โดยรู้จักกับสายชล จำเลยที่ 1 จากการที่ตนเองมาปราศรัยที่สนามหลวงหลังเหตุการณ์การรัฐประหาร 19 ก.ย.49 เป็นต้นมา โดยขณะนั้นตนสังกัดอยู่กลุ่มอิสระ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลขณะนั้นจัดให้มีการเลือกตั้ง นายสายชลขณะนั้นใช้สนามหลวงเป็นที่พักและมีอาชีพรับจ้าทั่วไป

เขาเบิกความต่อว่าได้เปิดร้านค้าที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าวชั้น 4 เพื่อขายของกิน ของที่ระลึกของคนเสื้อแดง รวมทั้ง VCD เผยแพร่ประชาธิปไตยซึ่งเป็นเทปบันทึกการปราศรัยของแกนนำแต่ละคน และเห็นว่านายสายชล มีพฤติกรรมดี ซื่อสัตย์ จึงได้จ้างวันละ 300 บาท เพื่อมาขายของที่ร้านพร้อมยืนยันว่าในช่วงปิดล้อมการชุมนุม วันที่ 12-19 พ.ค.53พยานได้ฝากร้านค้าที่ห้างอิมฯ ลาดพร้าว ให้นายสายชลดูแล

ภาพซ้าย : ภาพที่ รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์  มอบให้พนักงานสอบสวนและถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าภาพชายชุดดำดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุ

ภาพขวา : นายสายชล จำเลยที่ 1 ขณะถูกนำตัวมาแถลงข่าวหลังถูกจับกุม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 ภาพจากเว็บไซต์มติชน

ทนายจำเลยที่ 1 ได้นำภาพที่ใช้เป็นหลักฐานในการจับกุมและดำเนินคดีกับนายสายชล จำเลยที่ 1 (ดูภาพซ้ายประกอบ)ให้ พ.ต.ต.เสงี่ยม พิจารณาดูว่าเป็นนายสายชลหรือไม่นั้น พ.ต.ต.เสงี่ยม ได้ยืนยันต่อศาลว่าไม่ใช่ หลังจากนั้นทนายได้นำภาพที่นายสายชลขณะถูกนำตัวมาแถลงข่าวหลังถูกจับกุม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 (ดูภาพขวาประกอบ) พ.ต.ต.เสงี่ยม ได้ยืนยันต่อศาลว่าคนในภาพนี่คือนายสายชล

พ.ต.ต.เสงี่ยม ยังได้เบิกความต่อศาลถึงความเห็นที่มีการจับกุมตัวนายสายชลด้วยว่าหลังสลายการชุมนุม 19 พ.ค.53 นั้น ตนเองถูกผู้มีอำนาจผ่าน DSI ขอหมายจับข้อหาก่อการร้าย แต่ทราบว่าศาลไม่ได้ดำเนินการ อย่างไรก็ตามตนเองได้หลบไปต่างประเทศช่วงนั้นจึงคิดว่าในช่วงนั้นรัฐบาลพยายามที่จะตามหาตัวตนเอง การที่นายสายชลถูกจับนั้นก็อาจเป็นเพราะมีความใกล้ชิดกับตนเอง

พ.ต.ต.เสงี่ยม เบิกความต่อด้วยว่าจากประสบการณ์การเป็นตำรวจ คนเร่ร่อนหรือคนที่ที่อยู่สนามหลวง บางครั้งสายสืบก็จะใช้หรือจ้างหรือบังคับให้คนเหล่าเป็นสายสืบหาตัวผู้กระทำความผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งหากไม่ทำก็อาจมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ สำหรับนายสายชลนั้นทราบว่าเคยมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและเทศกิจ เช่น การไล่ร้าน แต่ตอนมาทำงานกับพยานที่ห้างอิมฯ ลาดพร้าว นั้นไม่มีปัญหากับเจ้าหน้าที่

 

ที่ปรึกษาอัคคีภัยเครือเซ็นทรัล เบิกความโยง "ชายชุดคล้ายทหาร"

พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทยและที่ปรึกษาด้านอัคคีภัยกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาเบิกความว่า ช่วง 2เดือนที่มีการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ของ นปช. นั้นได้วางแผนป้องกันความปลอดภัยและอัคคีภัยให้กับห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยในเซ็นทรัลเวิลด์มีทีมดับเพลิงมืออาชีพที่เป็นพนักงานประจำอยู่ถึง 25 คน ดังนั้นจากประสบการณ์แล้วเห็นว่าห้างนี้มีระบบรองรับทุกอย่าง หากเกิดไฟไหม้เล็กๆ พนักงานหรือแม่บ้านก็สามารถดับได้ แต่หากเป็นเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ก็จะมีพนักงานดับเพลิงมืออาชีพคอยป้องกันอยู่ ถือได้ว่ามีระบบการป้องกันอัคคีภัยเป็นหนึ่งในเอเชียก็ว่าได้ และได้มาตรฐานระดับสากล

ทนายจำเลยที่ 1 ได้ยกข้อความของพ.ต.ท.ชุมพล ที่เคยให้สัมภาษณ์ในหนังสือ "ความลับหลังฉาก เผาเซ็นทรัลเวิลด์" ที่จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์โลกวันนี้  หน้า 11 อ่านให้พ.ต.ท.ชุมพล ฟังเนื้อหาระบุว่า

"ตลอดเวลา2เดือนเต็มๆเราได้ประสานไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบจะรู้จักกันทุกคน แต่ในวันเกิดเหตุเผาเซ็นทรัลเวิลด์ขอบอกว่าไม่เห็นหน้าคนเหล่านั้นเลย มีแต่พวกที่เรียกตัวเองว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้แหละที่เขาบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจและทหารก็ไม่กล้าแตะ ถ้าแตะมันก็ต้องมีศพกันบ้างหละ แต่นี่ไม่ คนกลุ่มนี้เข้าออกในที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเขา เจ้าหน้าที่มีข้อมูลทุกอย่างแต่ทำไมถึงจับคนร้ายไม่ได้"

หลังจากนั้น พ.ต.ท.ชุมพล ได้ยืนยันต่อศาลว่าตนเองเป็นผู้พูดเช่นนั้น โดยหลังการสลายการชุมนุมได้มีคนมาสัมภาษณ์และนำไปลงในหนังสือ "คนช่วยคน" ของสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย ที่ตนเองเป็นเลขาธิการอยู่ และคาดว่าหนังสือความลับหลังฉากฯ ได้นำไปเผยแพร่ต่อ

ที่ปรึกษาอัคคีภัยเครือเซ็นทรัลเบิกความต่อด้วยว่า ในห้างมีสปริงเกอร์ทุกๆ 3 เมตร แต่เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พ.ค.53 นั้นอยู่นอกเหนือจากความสามารถของพนักงานดับเพลิง เพราะไม่สามารถดับเพลิงได้ พนักงานดับเพลิงปฏิบัติหน้าที่ได้เฉพาะในตอนต้นที่มีคนกลุ่มแรกเข้ามา รปภ. ที่มีกว่า180 คนก็สามารถผลักดันออกไปได้ แต่เมื่อมีคนกลุ่มที่ 2 เข้ามาอีก รปภ. ได้แจ้งว่ามีการปาระเบิดเข้าใส่พนักงานจนทำให้มีคนบาดเจ็บ จึงได้มีการร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามา เมื่อตำรวจเข้ามาในห้างประมาณ 25 คน ได้มีการจับกุมคนที่เข้ามาหลบซ่อนตัวในห้าง ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปเมื่อพบผู้บุกรุกชุดที่สองซึ่งมีอาวุธอยู่ด้านหน้าของห้าง

เขาขยายความต่อว่า ชุดแรกที่เข้ามานั้นมีประมาณ 14 คน เข้ามาจาก2 ด้านคือด้านถนนพระราม 1 และถนนราชดำริ ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าเซน (ZEN) ในเวลาประมาณเกือบ 14.00 น. โดยทุบกระจกเข้ามาในห้าง แต่ รปภ. ที่มีจำนวนถึง 180 คนก็ได้ไล่คนเหล่านั้นออกไปต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น. จากการตรวจสอบกล้อง CCTV เห็นว่ามีกลุ่มคนชุดที่สอง ประมาณ 7-8 คน แต่งกายคล้ายทหารและมีอาวุธด้วยเข้ามาทางด้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์รปภ. พยายามต้านทานไม่ให้คนกลุ่มนี้เข้ามาแต่กลับถูกปาระเบิดใส่ ตำรวจในเครื่องแบบเข้ามาช่วยก็ยังต้องถอนกำลังออกไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายได้นำภาพผู้ถูกจับกุม 9 คนซึ่งถูกตำรวจจับกุมตัวในห้างฯ โดยนำมาจากหนังสือ "ความลับหลังฉาก เผาเซ็นทรัลเวิลด์" หน้า 27 ซึ่ง 1 ในนั้นมีจำเลยที่ 2 (พินิจ) รวมอยู่ด้วยให้ พ.ต.ท.ชุมพล จากนั้น พ.ต.ท.ชุมพล ได้ยืนยันต่อศาลว่า 9 คนนี้เป็นพวกที่หลบอยู่ในห้างไม่มีอาวุธและไม่ใช่กลุ่มคนที่มีอาวุธดังกล่าว โดยเขาได้รับการยืนยันจากหัวหน้า รปภ.ที่อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย

ภาพ 9 คนที่ถูกตำรวจจับกุมตัวในห้างฯจากหนังสือ "ความลับหลังฉาก เผาเซ็นทรัลเวิลด์" หน้า 27

พ.ต.ท.ชุมพล  เบิกความต่อว่า หลังจากที่ตำรวจทั้ง 25 คน ถอนกำลังออกจากห้างไปทำให้ รปภ.และพนักงานดับเพลิงเสียขวัญกำลังใจ จึงได้ไปรวมตัวที่จุดรวมพลตรงลานจอดรถใกล้โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เพื่อให้ฝ่ายบริหารห้างตัดสินใจ เนื่องจากพนักงานเหล่านั้นไม่มีหลักประกันความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจออกจากห้างทั้งหมดในเวลาประมาณ 16.40 น.

เขากล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นเวลาประมาณ 19.00 น. เศษ ทางสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทยได้รับการขอร้องจากเซ็นทรัลเวิลด์อีกให้เข้าไปช่วยดับไฟแต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เนื่องจากไม่ได้รับการยืนยันความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ทหาร กว่าจะได้เข้าไปถึงพื้นที่ได้ก็เวลาประมาณ 22.00 น. และจากการตรวจสอบ CCTV จากห้างเกษรพลาซ่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้างเซ็นทรัลเวิลด์นั้นพบว่าเวลาประมาณ 21.00 น. กว่าๆ ตึกก็ได้ถล่มลงมาแล้ว และพื้นที่รอบๆ นั้นถูกควบคุมโดยกองกำลังของทหารทั้งหมด แม้กระทั่งตอนออกจากห้างในช่วงเย็นทางด้านหลังห้างพารากอนก็มีทหารควบคุมพื้นที่อยู่ รถพยาบาลหรือ รปภ. วิ่งออกมาจากพื้นที่ก็ยังต้องผ่านด่านทหาร

ทนายได้ถามด้วยว่าหลังสลายการชุมนุมของ นปช. บริเวณห้างและรอบๆ นั้น จากที่พยานได้รับรายงานและประสานงานนั้นเป็นหน่วยไหนที่ควบคุมพื้นที่ พ.ต.ท.ชุมพล  เบิกความว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารของ ศอฉ.

"ทีมงานเราอยู่ภายในถ้าไม่ไล่เราออกไป มันเรื่องเล็กสำหรับไฟขนาดนั้น ในอาคารมีอุปกรณ์พร้อม น้ำในห้างก็มีจำนวนมหาศาลทั้ง 3 อาคารเชื่อมต่อกัน ระบบแรงดันน้ำภายในห้างก็ใช้ได้ ถ้าไม่ไล่เราออกไม่มีทางจะไหม้ ส่วนคนที่ไล่เราออกไปนั้นคือกลุ่มคนที่มีอาวุธ มีการโยนระเบิด ขนาดตำรวจยังต้องหนี" ที่ปรึกษาฯ กล่าว

เขาเบิกความต่อว่า เมื่อออกไปแล้วก็กลับเข้ามายากมากเพราะต้องติดด่านที่ทหารตั้งอยู่ ตั้งแต่ด่านตรงเพชรบุรี สะพานหัวช้าง และถนนพระราม 1 ก็ไม่ให้เข้า เลยต้องขอเข้าด้านหลังแทน

พ.ต.ท.ชุมพล  เบิกความย้ำด้วยว่า "ไม่มีที่ไหนในโลกหรอกที่เขาไม่เคลียร์พื้นที่ให้กับทีมดับเพลิง ตั้งแต่เย็นไม่มีใครเคลียร์พื้นที่ให้ ปล่อยให้มันไหม้ได้อย่างนั้น"

ที่ปรึกษาด้านอัคคีภัยเครือเซ็นทรัล เบิกความภายหลังทนายได้นำภาพถ่ายที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับนายสายชล ซึ่งเป็นรูปชายชุดำกำลังถือถังสีเขียวว่า ภาพดังกล่าวถ่ายในบริเวณห้าง ส่วนถังสีเขียวในรูปเป็นถังดับเพลิง ซึ่งในตัวห้างก็มีถังในลักษณะนี้อยู่ ยืนยันว่าไม่ใช่ถังแก๊ส และเครื่องดับเพลิงไม่สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการวางเพลิงได้

ภาพชายชุดำกำลังถือถังสีเขียวที่ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับนายสายชล

อัยการได้ซักค้านพยานด้วยว่ากลุ่มคนกลุ่มที่สองซึ่งติดอาวุธ 7-8 คนที่เข้ามาในห้างที่พยานระบุว่ามีการแต่งกายคล้ายทหารนั้นมีลักษณะอย่างไร พ.ต.ท.ชุมพล ตอบว่าดูจากกล้อง CCTV ประกอบกับที่ได้รับการยืนยันจากหัวหน้า รปภ. แล้วคาดว่าเป็นชุดปฏิบัติการรบในลักษณะปฏิบัติการพิเศษแน่นอน เครื่องแต่งกายมีหมวกเหล็ก ท็อปบู๊ต ชุดพรางและมีฮู้ดปิดหน้า

พ.ต.ท.ชุมพลเบิกความยืนยันตอนท้ายด้วยว่าเมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งระบบการป้องกันอัคคีภัยและรายงานจากทีมดับเพลิงในที่เกิดเหตุเห็นว่า ผู้ถูกจับกุมทั้ง 9 คนที่ถูกจับในห้างนั้นไม่มีความสามารถในการวางเพลิงได้

หลังเสร็จสิ้นการสืบพยาน ศาลได้นัดพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 25 มี.ค.53 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้

ทั้งนี้นายสายชล แพบัว จำเลยที่ 1 และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยที่ 2 ปัจจุบันยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่หรือโรงเรียนพลตำรวจบางเขน โดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวมาตั้งแต่กลางปี 2553

 

ภาพทหารบริเวณแยกราชประสงค์ช่วงเพลิงไหม้และเสื้อแดงคนสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หนังสือ "ความลับหลังฉาก เผาเซ็นทรัลเวิลด์" ซึ่งทนายจำเลยใช้อ้างเป็นพยานวัตถุในคดี ยังมีภาพทหารสวมผ้าพันคอสีเขียวอ่อนหรือเหลืองปรากฏอยู่ในหน้า 36 และจากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ gettyimages.comซึ่งเป็นเว็บไซต์ซื้อขายภาพข่าวของช่างภาพทั่วโลกพบด้วยว่ามีภาพทหารกลุ่มผ้าพันเขียวพูดคุยกับน.ส.ผุสดี งามขำ หญิงเสื้อแดงที่นั่งอยู่หน้าเวทีราชประสงค์เป็นคนสุดท้ายในวันที่ 19 พ.ค.(คลิกดู)นอกจากนี้ผุสดียังเคยให้สัมภาษณ์กับข่าวสดรายวัน เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.53ระบุว่า หลังแกนนำมอบตัวและมวลชนออกจากบริเวณที่ชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ไปหมดแล้ว ท่ามกลางระเบิดและกระสุนที่ดังทั่วบริเวณ ตนเองยังอยู่ต่อและเห็นทหารกลุ่มหนึ่งผูกผ้าพันคอสีเหลืองได้ขอให้ออกจากที่ชุมนุม จึงตัดสินใจออกมาพร้อมผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่มารายล้อมขอสัมภาษณ์ตลอดเส้นทางเห็นกำลังทหารเข้ามายึดพื้นที่ฝั่งถนนเพลินจิตไว้ได้ทั้งหมดแต่กลับไม่มีการนำรถดับเพลิงมาดับไฟที่ลุกไหม้อยู่

รวมทั้งใน gettyimages.com  ยังมีภาพ 99986251ที่จะเห็น น.ส.ผุสดีที่นั่งอยู่บริเวณหน้าเวทีสีแยกราชประสงค์(คลิกดู) และภาพ 99986642(คลิกดู), 99986816(คลิกดู) และ 99985793(คลิกดู)จะเห็นทหารกลุ่มดังกล่าวบริเวณสี่แยกราชประสงค์ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์  

ภาพจาก หนังสือ "ความลับหลังฉาก เผาเซ็นทรัลเวิลด์" หน้า 36

วีดีโอคลิปขณะที่ทหารเคลื่อนจากเพลินจิตรเข้าสีแยกราชประสงค์

นาทีที่ 4.08 ของวีดีโอจะพบ น.ส.ผุสดี ที่นั่งถือธงอยู่บริเวณหน้าเวทีการชุมนุมที่สีแยกราชประสงค์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทูต 'อียู' แจงไม่ได้ 'แทรกแซง' ไทยกรณี 'สมยศ' แต่ 'ปฏิสัมพันธ์' ด้วยหลักสิทธิฯ

Posted: 30 Jan 2013 06:43 AM PST

ผู้แทนคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในไทย กล่าวถึงกรณีเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบัน ที่จะเดินทางไปประท้วงสำนักงานอียูในไทยวันพฤหัสนี้ กรณีอียูออกแถลงการณ์ "เป็นห่วง" การตัดสินคดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข 

30 ม.ค. 56 - เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าผู้แทนคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับประชาไทถึงเรื่องการชุมนุมของเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบัน ที่มีกำหนดชุมนุมคัดค้านสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ ( 31 ม.ค.) ว่า สหภาพยุโรปมิได้มีจุดประสงค์เพื่อเข้าไปยุ่งหรือแทรกแซงอธิปไตยตามที่ทางเครือข่ายอ้าง เนื่องจากสหภาพยุโรปเพียง"ปฏิสัมพันธ์" กับประเทศไทยบนหลักของสิทธิมนุษยชน และ "เป็นห่วง" ถึงบทลงโทษของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขที่รุนแรงเกินเหตุ

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันได้เผยแพร่กำหนดการการชุมนุมหน้าสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าเป็นการประท้วงการออกแถลงการณ์ของสหภาพยุโรปเรื่องการตัดสินจำคุก 10 ปีกรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงานและบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin เนื่องจากมองว่าสหภาพยุโรปได้ "ล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของชาติไทย" และต้องได้รับการ "สั่งสอน" 
 
เดวิด ลิปแมน ผู้แทนคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหภาพยุโรปไม่ได้เข้ามา "แทรกแซง" กิจการของประเทศไทย แต่หน้าที่ของสหภาพยุโรปคือการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน โดยมองว่า บทลงโทษจำคุกนายสมยศถึง 11 ปี สำหรับบทความที่ตนเองไม่ได้เขียน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม
 
"แน่นอนว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงออกเป็นเรื่องที่สามารถตีความได้ แต่เรามองเรื่องนี้จากหลักการทั่วไปของสิทธิมนุษยชน สำหรับเราแล้วในยุโรป เราเองก็มีสถาบันกษัตริย์ ผมมาจากประเทศอังกฤษซึ่งก็มีพระราชินีที่เราเคารัพและนับถือมาก และประชาชนก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ในทางที่เคารพ และก็ไม่ถูกส่งไปจำคุก" ลิปแมนกล่าว
 
เขากล่าวถึงกรณีการประท้วงของกลุ่มดังกล่าวว่า นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้คนสามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออกของตนเองได้ ไม่ว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสหภาพยุโรป แต่ลิปแมนก็ย้ำว่า การออกแถลงการณ์ไม่ใช่การแทรกแซง แต่เป็นการมีปฏิสัมพันธ์ที่อยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชนสากล
 
อนึ่ง ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ "การปรองดองและเสรีภาพในการแสดงออก" ที่โรงแรมดุสิตธานี โดยมีนักวิชาการ อดีตเอกอักรราชทูต สื่อมวลชน และองค์กรภาคประชาสังคมจากในไทยและระหว่างประเทศ เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนในประเด็นเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทย 
 
ลิปแมนกล่าวว่า จุดประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เป็นไปเพื่อพูดคุยเรื่องคอนเซปต์ของเสรีภาพการแสดงออก ไม่ได้มุ่งแต่ดูเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสถานการณ์ในไทยและยุโรป
 
 "เราต้องมีพื้นที่ที่สามารถคุยเรื่องนี้ได้อย่างเสรีและเปิดเผย และนั่นเป็นสิ่งที่ผมเห็นคุณค่ามาก เพราะผมรู้ว่า หากผมเป็นทูตที่นี่สองสามปีก่อน ผมคงไม่สามารถจัดงานสัมมนาเรื่องนี้ซึ่งมีวิทยากรทั้งในไทยและต่างประเทศมาได้ ฉะนั้น นี่แสดงถึงความก้าวหน้าในตัวมันเอง"
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช. มอบใบอนุญาตช่องรายการเคเบิล-ดาวเทียม ครั้งแรก ทดลอง 1 ปี

Posted: 30 Jan 2013 03:47 AM PST

ได้แล้ว 632 ใบอนุญาต สำหรับช่องรายการ 300 ใบ อายุ 1 ปีก่อนต่ออีก 14 ปี สื่อยักษ์ขอใบอนุญาตเปิดสถานีเพียบ ส่วนใบอนุญาตบริการโครงข่ายให้ 331 ใบ อายุ 15 ปี

 
วันนี้ (30 ม.ค.56) ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) หรือ บอร์ดกระจายเสียงฯ จัดพิธีมอบใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ในกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ 3 ฉบับ โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท.ร่วมเป็นประธาน
 
ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับใบอนุญาตฯ มีจำนวน 632 ใบอนุญาต ประกอบด้วย ใบอนุญาตเพื่อให้บริการกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ หรือช่องรายการ จำนวน 301 ใบอนุญาต ซึ่งมีอายุ 1 ปี แต่ถ้าผู้ประกอบการดำเนินรายการแบบไม่มีปัญหาจะให้อีก 14 ปี รวมเป็น 15 ปี และใบอนุญาตเพื่อให้บริการโครงข่ายกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ ระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น จำนวน 331 ใบอนุญาต โดยใบอนุญาตมีอายุ 15 ปี
 
ทั้งนี้ การมอบใบอนุญาตฯ เป็นไปตามประกาศ กสทช.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ การให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และการให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ลาคม 2555 เป็นต้นมา
 
ประกาศดังกล่าว ได้กำหนดรูปแบบโครงสร้างการอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ หรือ ช่องรายการ 2.การให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เช่น เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม เป็นต้น 3.การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ ส่วนที่รองรับการเชื่อมโยงโครงข่าย เช่น เสาอากาศ สายอากาศ ระบบท่อ ระบบสาย เป็นต้น
 
ด้าน พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช. และประธาน กสท.เปิดเผยว่า ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการมอบใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียมในรอบกว่า 50 ปี โดยคณะกรรมการฯ ใช้เวลาพิจารณาเอกสารคำขอประมาณ 1 เดือนเศษ ซึ่งยังมีผู้ประกอบการช่องรายการที่เอกสารสถานะทางการเงิน ลิขสิทธิ์รายการ ยังไม่พร้อม และโครงข่ายยังมีปัญหาเรื่องความชัดเจนของสถาปัตยกรรมต้นทางยันปลายทาง และขอบเขตการครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ ประมาณ 400 ราย คาดว่าจะสามารถพิจารณาแล้วเสร็จช่วงประมาณปลายเดือน ก.พ.56
 

ส่วนบรรยากาศการรับมอบใบอนุญาตดังกล่าว มีช่องรายการอาทิ เดลินิวส์ทีวี, จีเอ็มเอ็มแซด, เอเอสทีวี, เอเชียอัพเดต, ทรูวิชั่น, ซีทีเอช, กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานตำรวจ เป็นต้น ส่วนใบอนุญาตโครงข่าย อาทิ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มารับมอบในครั้งนี้
 
สำหรับกรณีใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง เมื่อวันที่ 28 ม.ค.56 การประชุม บอร์ด กสท.ได้มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง จำนวน 143 ใบ แบ่งเป็นประเภทบริการธุรกิจ 93 ใบ บริการสาธารณะ 30 ใบ และบริการชุมชน 20 ใบ รวมทั้งหมดที่พิจารณาไปแล้ว จำนวน 748 ใบ โดยมีการพิจารณาไปก่อนหน้านี้บ้างแล้ว และจะมอบให้ผู้ประกอบการในวันที่ 8 ก.พ.2556 โดยใบอนุญาตมีอายุปีต่อปี เพราะอยู่ในช่วงการคัดกรองผู้ให้บริการและจัดสรรคลื่นความถี่ที่ปัจจุบันมีปัญหาคลื่นรบกวน
 
 
เรียบเรียงบางส่วนจาก: เดลินิวส์ออนไลน์ และไทยรัฐออนไลน์ 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สาระ+ภาพ สื่อไทย-ใครเชียร์ ใครต้านแก้รัฐธรรมนูญ2550

Posted: 30 Jan 2013 02:58 AM PST

 

คลิกดูภาพขนาดใหญ่

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2556 Media Inside Out เรื่องการกำหนดกรอบวาทกรรมสื่อมวลชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ในปี 2555 ซึ่งศึกษาโดย รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, อริน เจียจันพงษ์,  วันเพ็ญ แถมอุทุม และธิติมา อุรพีพัฒนพงศ์

โดยทีมวิจัยได้ศึกษาเนื้อหาของหนังสือพิมพ์ 6 ฉบับได้แก่ ไทยรัฐ มติชน ไทยโพสต์ บางกอกโพสต์ ผู้จัดการ และคมชัดลึก ระหว่างเดือนเม.ย. –ก.ค. 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีกระบวนการนำเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาจนถึงการนำเรื่องสู่ศาลรธน. และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

โดยสรุปนั้น เกือบ 75 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างพบว่าเป็นไปในทางต่อต้านคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเหตุผล ล้มล้างสถาบัน/การปกครองระบอบประชาธิปไตย และมุ่งช่วยเหลือทักษิณ

ผลการสำรวจบทบก. 143 ชิ้น พบว่ามีวาทกรรม 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นวาทกรรมคัดค้าน/ชี้ถึงความไม่ชอบธรรมในการแก้รัฐธรรมนูญ จำนวน 133 ชิ้น หรือ 93.01 % ของตัวอย่างในการสำรวจ ขณะที่บทบ.ก.ซึ่งมีมีวาทกรรมเชิงสนับสนุน/ให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียง 10 ชิ้น หรือ6.99% เท่านั้น โดยเป็นบทบก.จากไทยรัฐและมติชน ส่วนผู้จัดการไม่มีบทบก.

วาทกรรมที่ถูหยิบยกขึ้นมาเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญผ่านบทบก. มากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. ทำให้สงครามการเมืองปะทุ (27 วาทกรรม = 18.88%), 2. แก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยทักษิณ (21 วาทกรรม = 14.68%) 3.ลดความน่าเชื่อถือของสมาชิกรัฐสภา (19 วาทกรรม = 13.28%) 4. ล้มล้าง/ทำลายสถาบัน (18 วาทกรรม = 12.58%) 5. เสียงข้างมากครอบงำสภา (11 วาทกรรม = 7.69%)

ด้านวาทกรรมของกลุ่มที่สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมี 4 ลำดับได้แก่ 1.ทำตามพันธสัญญาจากการหาเสียงเลือกตั้ง (4 วาทกรรม=2.79%) 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย (4วาทกรรม=2.79%) 3.ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง (1 วาทกรรม = 0.69%) และ 4. การแบ่งแยกอำนาจ (1 วาทกรรม = 0.69%)

ในส่วนของคอลัมน์ความเห็นหนังสือพิมพ์ที่เปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นมาก และให้การสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากคือมติชน ขณะบทความในไทยรัฐค่อนข้างให้น้ำหนักไปที่การไม่ให้ความชอบธรรมกับการแก้ไข รธน. และบทความส่วนใหญ่ 5 ใน 6 ฉบับไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผลสำรวจข่าวหน้าหนึ่งที่สื่อทั้ง 6 ฉบับนำเสนอพบว่า ไทยรัฐ มติชน และบางกอกโพสต์ นำเสนอมุมมองแบบผู้สังเกตการณ์ ขณะที่คมชัดลึก ไทยโพสต์ และเอเอสทีวีนำเสนอมุมมองแบบเลือกข้างเป็นฝ่ายคัดค้าน และลดความชอบธรรมของคนเสื้อแดง เช่น นักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใด คิดแต่ประโยชน์ตนเอง-ไม่เอานักการเมือง, เพื่อไทย-เสื้อแดงทำลายชาติ ตัวอย่างพาดหัวลักษณะนี้ เช่น  เปิดทางโหวตรัฐไทยใหม่ อัยการเป่าคดี ม็อบแดงถ่อยแจกเบอร์ศาล โดย เอเอสทีวีผู้จัดการ ฉบับวันที่ 8 มิ.ย. 2555, รธน. ปิตุฆาต โดยไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 เม.ย. 2555, อย่ากดดันในหลวง โดย ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 ก.ค. 2555

ทั้งนี้ พบด้วยว่าสื่อที่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญใช้วาทกรรมความแตกแยกทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดี และหลังคำตัดสิน กลุ่มของคำที่พบมากได้แก่ นองเลือด, วิกฤตครั้งใหญ่, เสี่ยงรัฐประหาร, ศุกร์ 13, บ้านเมืองสุ่มเสี่ยง เป็นต้น

วาทกรรมที่พบในข่าวหน้าหนึ่ง จำนวน 962 วาทกรรม สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สนับสนุน/ให้ความชอบธรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 241 วาทกรรม หรือ 25.05%  โดยฝ่ายสนับสนุนให้น้ำหนักกับประเด็นดังนี้ 1. ทำตามพันธสัญญาจากการหาเสียงเลือกตั้ง (14.34%) 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย (4.57%) 3.ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้ง (2.07%) 4. การแบ่งแยกอำนาจ (3.95%) 5.สภาใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (0.10%)

วาทกรรมฝ่ายคัดค้าน/ชี้ความไม่ชอบธรรมของการแก้รัฐธรรมนูญประกอบด้วย 1.การแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์/ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย (12.88%) 2.เป็นกลยุทธการเมืองของฝ่ายรัฐบาล (11.85%) 3. เพื่อช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (11.33%) 4.ทำให้สงครามกลางเมืองปะทุ (9.87%) 5. การแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกครองงำโดยนักการเมือง (4.78%)

สำหรับแหล่งข่าวนั้น เป็นแหล่งข่าวจากภาครัฐ ขณะที่แหล่งข่าวจากภาคสังคมมีไม่ถึง 1 %

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไฟเขียวลดเงินสมทบประกันสังคม ด้าน ก.แรงงาน ระบุหลังเพิ่ม 300 พบเลิกจ้างแค่ 1,264 คน

Posted: 30 Jan 2013 02:18 AM PST

ครม.เห็นชอบลดเงินประกันสังคมช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากการปรับขั้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ด้าน รมว.แรงงาน เผย ยังไม่มีลูกจ้างใน 25 จังหวัดที่ปรับค่าจ้าง 300 บาทแบบก้าวกระโดดมาขึ้นทะเบียนว่างงาน ขณะที่พบการเลิกจ้างเนื่องจากการปรับค่าจ้าง 7 แห่งเท่ากับกลางเดือนที่ผ่านมา 1,264 คน

 
 
30 ม.ค. 56 เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่านพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากการปรับขั้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ โดยปรับลดเงินจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎกระทรวงเดิมที่กำหนดให้ทั้งรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยทุพพลภาพ/ตาย/คลอดบุตร ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 เป็นต้นไปที่อัตรา 1.5% ของค่าจ้าง โดยปรับอัตราจ่ายสมทบลงเหลือฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2556 และให้กลับมาเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตรา 1.5% ของค่าจ้างตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค.2557 เป็นต้นไป ซึ่งการลดเงินสมทบตามร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะมีผลทำให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้รับการลดอัตราเงินสมทบด้วย จากเดิมออกเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท เป็นออกเงินสมทบในอัตราเดือนละ 336 บาทด้วย
 
สำหรับเงินสมทบเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ ให้ปรับอัตราเงินสมทบตามกฎกระทรวงเดิมที่รัฐบาลจ่ายสมทบในอัตรา 1% ของค่าจ้าง โดยปรับอัตราสมทบที่รัฐบาลจะต้องจ่ายในส่วนนี้เป็น 2% ของค่าจ้างไปจนสิ้นสุดปี 2556 ส่วนนายจ้างและผู้ประกันตนให้จ่ายสมทบในอัตรา 3% ของค่าจ้างต่อไปเช่นเดิม
 
นพ.ทศพรกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้กรมทางหลวงก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจ้างเหมาะก่อสร้างทางบริการ (โลคัลโรด) ทางหลวงหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-บ้านฉาง จ.ชลบุรี ตอนที่ 1-2 ระยะทาง 32 กิโลเมตร วงเงิน 1,190 ล้านบาท รวมทั้งขยายเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีจากปีงบ 2555-56 เป็นปีงบ 2555-58 ก่อนที่กรมทางหลวงจะไปลงนามในสัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมาต่อไป
 
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ พ.ศ. ... ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ 
 
 
กระทรวงแรงงานเผยยังไม่มีลูกจ้างใน 25 จังหวัดขึ้นทะเบียนว่างงานหลังปรับค่าแรง 300 บาท
 
ด้านสำนักข่าวไทยรายงานเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 56 ว่านายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากข้อมูลของศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการพร้อมจ่ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1-25 มกราคม 2556 มีสถานประกอบกิจการเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 16 แห่ง มีลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 1,264 คน เพิ่มขึ้นจากกลางเดือนที่ผ่านมา 2 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น 231 คน โดยสถานประกอบการที่เลิกจ้างเนื่องจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท มีจำนวน 7 แห่งเท่ากับกลางเดือนที่ผ่านมา เป็นการเลิกจ้างลูกจ้างบางส่วน จำนวน 435 คน และสถานประกอบการที่เลิกจ้างเนื่องจากผลกระทบอื่นๆ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจยุโรป ธุรกิจขาดทุนสะสมมีทั้งหมด 9 แห่ง เพิ่มขึ้น 2 แห่ง มีลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 598 คน ลูกจ้างเพิ่มขึ้น 231 คน แบ่งเป็นสถานประกอบการที่ปิดกิจการ 3 แห่ง เพิ่มขึ้น 1 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 186 คน เพิ่มขึ้น 4 คน และสถานประกอบการเลิกจ้างบางส่วน 6 แห่ง เพิ่มขึ้น 1 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างรวม 643 คน เพิ่มขึ้นจากกลางเดือน 217 คน ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการ ตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป แปรรูปอาหาร และผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า
 
ขณะเดียวกันจากการรายงานของศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการพร้อมจ่ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน 25 จังหวัด ที่มีการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดดพบว่ายังไม่มีลูกจ้างรายใดแจ้งขึ้นทะเบียนว่างงาน เนื่องจากผลกระทบค่าจ้าง 300 บาท แต่เป็นการแจ้งเลิกจ้างกรณีอื่นๆ จำนวน 99 คน ทั้งลาออกเองและเลิกจ้างในสถานประกอบการ 94 แห่ง
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การเมืองเรื่อง “ยกเมฆ” ของคน “แอ๊บฉลาด”

Posted: 30 Jan 2013 02:13 AM PST

ละครฉากใหญ่กำลังเปิดฉากขึ้นอย่างเข้มข้น แต่เป็นฉากเดิมๆ ซ้ำๆ เหมือนละครช่องเจ็ดและช่องสาม ที่พระเอกไม่รู้ว่านางเอกบริสุทธิ์เลยข่มขืน แต่สุดท้ายก็รักกัน หรือที่จริงนางเอกนั้นเป็นลูกผู้ดีมีเงินตกยากที่ตามหาพินัยกรรมของพ่อที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน  เช่นเดียวกันกับผู้สมัครรับเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ที่คิดมุกใหม่ๆ ไม่ออก นอกจากลอกท่อ ขึ้นรถเมล์ เทขยะ ฯลฯ ที่เราจะเห็นได้เฉพาะเมื่อเวียนมาถึงเทศกาลการเลือกตั้ง และตอนนี้...เราก็กำลังดูฉากเดิมๆ อยู่ ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งจริงขิงผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ

อีกหนึ่งละครฉากใหญ่ที่กำลังเล่นไปควบคู่กันก็คือเกมการเมืองที่ดุเดือดเข้มข้น และดูจริงจัง ดุเด็ด เผ็ดมันส์ มากกว่าการลอกท่อ ขึ้นรถเมล์ เทขยะ ฯลฯ โดยในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 18 คน สังกัดพรรคการเมือง 3 คน คือ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร พรรคประชาธิปัตย์ พลตำรวจเอก ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ พรรคเพื่อไทย และนายจำรัส อินทุมาร พรรคไทยพอเพียง และผู้สมัครอิสระอีก 15 คน โดยที่พอจะคุ้นชื่อและเป็นข่าวมากหน่อยเห็นจะเป็นพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส นามกลุ่ม "พลังกรุงเทพ" และนายสุหฤท สยามวาลา ดีเจชื่อดัง ที่ออกสตาร์ทหาเสียงก่อนใครเพื่อน

ความดุเด็ดเผ็ดมันส์เริ่มตั้งแต่การที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งอดีตผู้ว่า กทม. หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงสมัครเพื่อยึดเก้าอี้เดิมของตัวเอง ซึ่งตามมาด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายด้วย "Performance" ในการทำงานที่ผ่านมาในฐานะผู้ว่ากทม.นั้น ไม่สู้ดี ถึงขั้นมีการเขียนข่าวว่าแม้แต่ผู้ที่นิยมชมชอบในตัวพรรคประชาธิปัตย์เอง (ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดา) ยังไม่อยากจะเลือกกลับให้เข้าไปทำงานอีกครั้งเลย ตามมาด้วยข่าวพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัวผู้สมัครตามข่าวว่า แม้แต่ส่ง "เสาไฟฟ้า" ลงสมัคร ก็ยังชนะเลย ซึ่งกลายเป็นฉายาต่อมาของ พลตำรวจเอก ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยและอีกหนึ่งคนคือ คุณสุหฤท สยามวาลา ผู้สมัครอิสระที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากที่สุดอีกคนหนึ่ง ทั้งด้วยวิธีการการหาเสียง ประวัติส่วนตัว และนโยบาย

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ มีการเผยแพร่โปสเตอร์แคมเปญอันหนึ่งทางเฟซบุ๊ก สืบความได้ว่าน่าจะมาจากเพจ "พวกเราชาวไทยไม่ยุบสภาและมาเอาคนโกงชาติทักษิณกลับคืนมา" โดยมีการอ้างอิงข้อความบนโปสเตอร์นั้นมาจากความในใจเบื้องหลังคนบันเทิงคนหนึ่ง ซึ่งดูจากเครดิตท้ายโปสเตอร์เขียนไว้ว่า Thipdhida Satdhathip นักเขียนบทภาพยนตร์ที่ข้อความการแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กของเธอเกี่ยวกับเรื่องการแบนละครเรื่องเหนือเมฆนั้นได้รับการเผยแพร่แชร์ต่ออย่างแพร่หลาย และนี่อาจเป็นอีกครั้งที่ข้อความการแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กของเธอถูกนำมาเผยแพร่ในรูปแบบการจัดทำโปสเตอร์แคมเปญสู่สาธารณะในโลกโซเชียลมีเดีย โดยข้อความดังกล่าวปรากฏว่า

ภากจากเฟซบุ๊ก พวกเราชาวไทยไม่ยุบสภาและไม่เอาคนโกงชาติทักษิณกลับมา

"หนึ่งคะแนนเสียงมีค่าอย่าใช้เพื่อความมันแปลกแตกต่าง หรือกับพรรคอิสระที่มาก็ไม่ชนะอุตสาห์มาทำไม ????  อย่าเป็นคนแอ๊บใสที่อยากแสดงว่า "เป็นตัวของตัวเอง" จนไม่แหกตาดูว่ารอบๆ ตัว เหี้ย !!! มันกำลังแพร่เชื้อ อย่ามุ่งปัจเจกจนลืมภาพรวมผืนใหญ่ อย่าเป็นมือหนึ่งที่ส่งมอบประเทศไทย ป้อนใส่ปากทักษิณ BY Thipdhida Satdhathip"

พลันที่อ่านข้อความจบ ดิฉันก็คิดว่า คงต้องตีความแบบ "เหนือเมฆ" สักหน่อย อ่านรวมๆ เหมือนว่าจะดี เพราะยกเอา "ภาพรวม" เป็นหลัก แต่ไปริดรอนสิทธิ (รวมถึงดูถูกเหยียดหยาม) ทั้งผู้สมัคร และผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่นั่นก็ไม่เท่ากับคอนเซ็ปต์ความคิดอันจะพูดถึงต่อไป

อ่านแบบขำๆ นี่อาจจะเป็นเกมการเมืองแบบ "เหนือเมฆ" ก็เป็นไปได้ ในเมื่อหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ สตาร์ทด้วยภาพลักษณ์ที่ติดตัวมาจาก Performance ในขณะที่เป็นผู้ว่า กทม. ไม่สู้ดีนัก ซึ่งอาจทำให้คะแนนเสียงลดลงทั้งจากฝ่ายตรงข้ามที่ผูกปิ่นโตกับพรรคเพื่อไทย หรือฝ่ายที่นิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์อยู่แต่เดิม แต่ไม่อยากลงคะแนนเสียงให้หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เพราะพิจารณาจากผลงานครั้งที่แล้ว รวมถึงผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งคนอื่นๆ ที่อาจจะลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครอิสระอื่นๆ ด้วยเพราะความนิยมชมชอบในนโยบาย หรือความสนิทสนมส่วนตัว เป้นญาติ เป็นเพื่อน เป็นเจ้านาย อะไรก็ว่าไป ดังนั้นสาวกของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหลาย ในเมื่อมิอาจกู้ชื่อ "เสีย" จากการเป็นผู้ว่า กทม. ในครั้งก่อนเพื่อเรียกคะแนนเสียงในการลงสมัครครั้งนี้แล้ว จึงได้คิดแคมเปญใหม่คือ ไม่ต้องพูดถึงนโยบายกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครของใคร ไม่ต้องดูว่าผลงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่จงดู "ภาพรวม" กันดีกว่าว่า ถ้าคุณไปเอาคะแนนเสียงไปทิ้งกับบรรดาผู้สมัครอิสระทั้งหลาย จนเป็นการเกลี่ยคะแนนเสียง อาจทำให้ผู้สมัคร "เสาไฟฟ้า" จากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้ ซึ่งจะการสูญเสียพื้นที่การปกครองทั้งระดับกรุงเทพฯ และระดับประเทศ (เนื่องด้วยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลอยู่ ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ โดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่า กทม. ก็เท่ากับว่ายังเหลือกรุงเทพฯ ที่ยังไม่สูญเสียเขตพื้นที่และอำนาจการปกครองให้พรรคเพื่อไทย)

            อุ๊ย! มันช่าง "เหนือเมฆ" เสียจริง

ที่เหนือเมฆ หรือยกเมฆ มากไปกว่านั้นคือ อุปมาว่าด้วยการสูญเสียประเทศ ดั่งพม่าจะมาตีเมืองเหมือนสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 อย่างนั้นแหละ สงสัยคงจะดูหนังเรื่องนเรศวรมากไป ! หากจะกล่าวถึงเรื่องการสูญเสียประเทศเชิงกายภาพ ตราบใดที่เราเสียภาษี บ้านที่ดิน เป็นเชื่อของเรา รัฐบาลไม่บ้าจี้ (ซึ่งแน่นอนว่ามันคงโง่มาก) ลุกขึ้นมาออกกฎหมายริบทรัพย์สินของประชาชนให้ตกเป็นของรัฐทั้งหมด แล้วเราจะไปเสียประเทศให้คร้ายยย...(ยกเว้นฝรั่งหรือทุนต่างชาติที่ร่วมหุ้นกับทุนไทยที่กว้านซื้อที่ดินริมทะเลสร้างเป็นคอนโด รีสอร์ท โรงแรมหรูไปเสียหมด อันนี้สิ ของจริง!) หรือหากจะมองในแง่การครอบงำของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ปัจจุบันนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มี ลิสต์รายชื่อมาสิว่ากลุ่มทุนที่ผูกขาดที่ดิน แบรนด์อุปโภคบริโภคของคนไทย (เซเว่นเป็นต้น) จะมีสักกี่เจ้ากี่นามสกุลกันเชียว หรือหากจะพูดถึงในแง่เขตพื้นที่การบริหาร ไม่ว่าพรรคไหน หรือกลุ่มอิสระไหนเข้ามาบริหารกรุงเทพฯ ก็ต้องมีระบบในการตรวจสอบด้วยกันทั้งนั้น และก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวบสอบ (การทุจริต การเอื้อประโยชน์) ไม่ว่าพรรคไหนๆ ก็ตาม

ดิฉันไม่ได้นาอีฟ หรือแอ๊บใส โลกสวย ที่จะบอกว่าการที่พรรคการเมืองหนึ่งมีอำนาจปกครองในฐานะรัฐบาลแล้วพรรคการเมืองของตัวเองก็ได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารกรุงเทพฯ นั้นจะไม่เกิดการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง แต่สิ่งที่กำลังจะบอกก็คือ การอุปมาไปไกลขนาดนั้น มันไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ มันยกเมฆ มันเกินจริง กับการที่พยายามจะโน้มน้าวให้แคมเปญนั้นดูมีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ ทั้งๆ ที่มันไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด !

เริ่มตั้งแต่ประการแรก กับการดูถูกเหยียดหยามผู้สมัครอิสระคนอื่นๆ ที่ลงชิงชัยในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้กับคำกล่าวที่ว่า "พรรคอิสระที่มาก็ไม่ชนะอุตสาห์มาทำไม ????" (สะกดตามตัวบทเดิมในโปสเตอร์) เราคงต้องกลับไปทบทวนพื้นฐานการเมืองของประเทศไทยก่อนเสียว่า เราไม่ได้มีระบบสองพรรคอย่างอเมริกา ที่มีผู้ชิงชัยเพียง 2 ฝ่าย ใครเป็นรีพลับบลิกันก็ลงคะแนนให้รีพลับบลิกัน ใครเป็นเดโมแครตก็ลงคะแนนให้เดโมแครต ส่วนใครไม่เป็นอะไรเลย ก็รอดูว่านโยบายของใครน่าสนใจ และเราอยากจะสนับสนุนนโยบายของพรรคไหน และไอ้คำว่า นโยบายของใครน่าสนใจใครอยากจะสนับสนุนนโยบายของพรรคไหน หรือผู้สมัครคนใดก็เป็นพื้นฐานแห่งการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และในเมื่อประเทศไทยไม่ใช่ระบบสองพรรค จึงเปิดโอกาสให้มีผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ หรือในนามอิสระ ที่อาจมีนโยบายที่แตกต่างออกไปจากสองพรรคใหญ่ให้เป็นทางเลือกของคนกรุงลงสมัครรับเลือกตั้งได้

ซึ่งสงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหารนะคะ...

แต่แม้ว่าในที่สุด หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เราก็ไม่สามารถไปโทษผู้สมัครอิสระอื่นๆ ได้ว่า มึงเสือกมาลงเลือกตั้งทำไม เห็นไหมว่าคะแนนเสียงมันถูกเกลี่ยไป เพราะการเสือกมาลงสมัครรับเลือกตั้งนี้เป็นการเสือกที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายการเลือกตั้งและระบการเลือกตั้งของประเทศนี้ ที่เราไม่อาจเสือกไปว่าเขาได้ว่า "พรรคอิสระที่มาก็ไม่ชนะอุตสาห์มาทำไม ????" เพราะเขามีสิทธิโดยชอบธรรมทุกประการ และหากพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์แพ้การลือกตั้ง (ระวังไว้เหอะ ถ้าคุณสุหฤท สยามวาลา ได้ แล้วคุณจะหงายเงิบ)  มันก็ไม่ใช่ความคิดของผู้สมัครอิสระที่ไปแชร์ หรือไปเกลี่ยคะแนนเสียง แต่เป็นเพราะคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ (ที่โดยนัยของโปสเตอร์นั้นบ่งบอกว่ากรุณาเลือกพรรคประชาธิปัตย์นะคะ) ได้ไม่มากพอที่จะได้รับการเลือกตั้งต่างหากล่ะ

การไปตราหน้าด่ากราดว่า "พรรคอิสระที่มาก็ไม่ชนะอุตสาห์มาทำไม ????" เป็นการแสดงถึงความคับแคบทางความคิดในทางการเมืองของตนเองที่ไปตัดสินคนอื่นจากจุดยืนทางการเมืองของตนเองฝ่ายเดียวอีกด้วย

และยิ่งตอกย้ำความคับแคบทางความคิดของตนเองแบบคูณสองกับคอนเซ็ปต์ต่อมาที่ว่า "อย่าเป็นคนแอ๊บใสที่อยากแสดงว่า "เป็นตัวของตัวเอง" ประการแรกการเลือกตั้งนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยเจตจำนงเสรีที่บุคคลหนึ่งพึงมีโดยไม่ถูกกระทำด้วยการบังคับ ข่มขืน ทางร่างกายหรือจิตใจ ไม่ใช่หรือ และหากเขาเหล่านั้นจะใช้เจตจำนงเสรีของตนเองเลือกผู้ว่า กทม. ที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ การแสดงความ "เป็นตัวของตัวเองในทางความคิด" ด้วยการเลือกผู้ว่า กทม. ตามที่เขาพึงพอใจในนโยบายนั้น เขาผิดอย่างไร ทำไมจึงต้องถูกตราหน้าว่า "แอ๊บใส" พูดง่ายๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือกพรรคเพื่อไทยก็ได้ แต่สมมติว่าคนกลุ่มหนึ่งเบื่อมากกก...กับการเมืองสองพรรคใหญ่ ที่ตีกันไปกันมาแล้วกำลังจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครอิสระ แล้วเผอิญว่ากำลังการแสดงความเป็นตัวของตัวเองก้อนนี้ดันใหญ่ซะด้วย แล้วสมมติต่ออีกว่าทำให้ผู้สมัครอิสระคนหนึ่งได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ว่า กทม. นั้น เขา "แอ๊บใส" อย่างไร เขาผิดอย่างไร ??? การจะเลือกใครนั้น ปัจเจกคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง เขาอาจจะชื่นชอบ ศรัทธา ในนโยบาย (ที่สองพรรคนั้นอาจไม่มี หรือมีคนละเรื่อง) หรืออาจมี agenda ที่เหนือเมฆไปกว่านั้น คือเปลี่ยนมือการปกครองจากสองพรรคยักษ์ใหญ่ไปเลยก็ได้ นี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเราทุกคน ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจจะมาละเมิดหรือดูหมิ่น เหยียดหยาม

ทางที่ดีที่ถูกที่ควร สุภาพและวิญญูชนที่มีสติสัมปชัญญะพึงกระทำนั้นก็คือ หากคุณต้องการให้พรรคไหนที่คุณชื่นชอบนั้นชนะการเลือกตั้งก็จงช่วยเขาหาเสียง ช่วยเขาเผยแพร่นโยบายของเขา ไม่ใช่มากล่าวหาทั้งผู้สมัครอิสระ หรือคนที่จะเลือกผู้สมัครอิสระว่า เป็นมือหนึ่งที่กำลังทำให้ประเทศต้องล่มจมเพราะกำลัง "ส่งมอบประเทศไทย ป้อนใส่ปากทักษิณ"

ซึ่งทั้งหมดนั้น มาจบที่บทสรุปของคอนเซ็ปต์ความคิดใหญ่ที่โปสเตอร์หรือข้อความนั้นกำลังส่งสารถึงเรา นั่นก็คือ "มโนทัศน์ทางการเมืองของประชากรในเมืองผู้มีการศึกษา" ที่กำลัง "แอ๊บ" (หรือหลอก) ตัวเองว่า "ฉลาด" ฉันคือผู้ที่มีวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่กว้างไกล มองขาดกว่าคนอื่นๆ ฉันคือคนดี รักประเทศไทย เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ใครชั่ว ใครดี แล้วเราทั้งหมดต้องทำอย่างไร เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร และโปรดดด...ปฏิบัติตามที่ฉันบอก (สั่ง กล่าว ขู่ หรือด่า) ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะฉิบหาย และหากประเทศชาติฉิบหายขึ้นมา (โดยที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นผู้ว่า กทม.) พวกมึงนั่นแหละ ที่ไม่ยอมเชื่อ พวกมึงคือ "สาเหตุ" ที่ต้องแบกรับความผิด เพราะดันไปเลือกผู้ว่าอิสระ (พวกผู้สมัครอิสระ มึงก็ผิดและโง่เหมือนกัน มองเกมไม่ออกเหรอว่าถ้ามึงสมัคร คะแนนเสียงจะถูกเกลี่ย ทำให้ประชาธิปัตย์ไม่ชนะ) ทำให้คะแนนเสียงถูกแชร์ ถูกเกลี่ย พวกมึง ไม่ใช่คนชั่ว แต่ก็โง่ที่ไมยอมเชื่อฟัง ปฏิบัติตาม เห็นไหมล่ะ ประเทศต้องฉิบหายแน่ๆ เพราะพวกมึง ต้องโทษพวกมึง เพราะฉันบอกแล้ว และฉันก็เลือกพรรครประชาธิปัตย์แล้ว พวกมึงนั่นแหละ อยากแนว อยากเป็นตัวของตัวเอง แต่เสือกไม่ดูภาพรวม โง่ดีนัก เห็นไหมล่ะ เป็นไง เพื่อไทยครองเมืองแล้ว !!! ประเทศฉิบหายแน่ !!!

นี่คือมโนทัศน์ของผู้มีการศึกษา ที่ชอบยกตนอวดอ้างความฉลาดกว่าคนอื่นๆ รักประเทศไทยกว่าคนอื่นๆ และคนอื่นๆ ที่ไม่คิดเห็นไปตามที่พวกเขาคิดและบอก คือคนโง่ ฉลาดน้อย ไม่รักประเทศไทย (เพราะฉะนั้นประเทศนี้จึงควรมีแต่พวกเขาอยู่เท่านั้น ประเทศถึงจะเจริญ) และคนพวกนี้แหละที่จะพาประเทศชาติไปสู่ความฉิบหาย (เพราะฉลาดน้อยและอยากเป็นตัวของตัวเอง) ไม่ใช่พวกเขา ดิฉันจึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงมีความคิดเห็นบ้าๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรามากมายก่อนหน้านี้ เช่น อย่างอยากให้คนที่ลงคะแนเสียงเลือกตั้งจบปริญญาตรีเท่านั้น หรือเสียภาษีมาก ลงคะแนนเสียงได้มากกว่า

และจะไม่แปลกใจเลยหากการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ชนะการเลือกตั้ง เพราะผู้สนับสนุนนั้นเป็นคน "แอ๊บ" ฉลาด ที่ได้กระทำการ "โง่ๆ" จนคนหมั่นไส้และรังเกียจจนไม่อยากจะเลือกนั่นเอง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คปก.เสนอสภารอร่างฯ ทรัพยากรทะเลภาคประชาชน

Posted: 30 Jan 2013 01:36 AM PST

ชี้กฎหมายกำหนดให้ คปก.มีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินในการร่างกฎหมายของประชาชน การไม่รอจึงส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวได้

30 มกราคม 2550 กรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้มีมติเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ... ขึ้นมาพิจารณาก่อนโดยไม่รอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ... ที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555  ซึ่งอยู่ระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีหนังสือแจ้งกระทรวงมหาดไทยให้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายเพื่อให้ร้องคัดค้านนั้น และโดยที่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้เคยมีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี และประธานสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ...ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555

เรื่องดังกล่าว คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ออกหนังสือแถลงความเห็นว่า การเลื่อนพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว  ย่อมทำให้สิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนสิ้นผลไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากรัฐสภาไม่ปฏิบัติหน้าที่และไม่รับผิดชอบในการพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา  163 ที่กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนในการเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามหมวด  3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และยังกำหนดว่าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องให้ผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น ชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งกำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยจะต้องประกอบด้วยผู้แทนประชาชนที่เสนอร่างกฎหมายนั้นไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้กำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินในการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงส่งผลให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าว

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จึงเห็นควรให้รัฐสภาทบทวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ...โดยต้องพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนควบคู่กันไปด้วย  ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ไม่รับปากดันร่างนิรโทษฯ เข้าสภาสมัยนี้ นักวิชาการอัดรัฐ-นปช.เลือดเย็น

Posted: 29 Jan 2013 08:08 AM PST

ตัวแทนรัฐบาลขึ้นเวทีชี้แจง ยังยืนยันคงเดิม ส่งให้กฤษฎีกาตรวจสอบ และยังไม่กำหนดจะนำเข้าสภาเมื่อไร ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวบ้าน ด้านพนัส,สมศักดิ์ เจียมฯ, พวงทอง อัดรัฐบาล นปช. ไม่จริงใจช่วยคนธรรมดา "ความเงียบของคุณเป็นสิ่งเลือดเย็น" 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงตอนเย็นของการชุมนุมในการรณรงค์ "หนึ่งหมื่นเพื่อปลดปล่อย" ซึ่งผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนมาปักหลักบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า หลังจากยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรธน.ว่าด้วยเรื่องนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งแก่ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาประมาณ 18.00น. พลตำรวจตรี ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางมาขึ้นเวทีเโดยกล่าวว่า ทางนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะผลักดันทั้งในเรื่องการประกันตัวผู้ต้องขังและการนิรโทษกรรมอย่างเต็มที่ แต่อำนาจในเรื่องการพิจารณาคดีเป็นของศาลไม่ได้เป็นของรัฐบาล แต่โดยเบื้องต้น นายกรัฐมนตรีได้มอบข้อเสนอของทางกลุ่มที่ยื่นให้เมื่อช่วงเช้า ส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาตีความแล้ว และเมื่อกฤษฎีกาตีความเสร็จ ทางนายกรัฐมนตรีจะเร่งพิจารณาและนำสู่ที่ประชุมสภาโดยไว 
 
หลังจากนั้น  น.ส.สุดา รังกุพันธ์ แกนนำกลุ่ม 29 มกรา กล่าวปราศัยเพื่อหาฉันทามติว่า ทางกลุ่มมีเงื่อนไขให้รัฐบาลต้องนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ก่อนปิดประชุมในสมัยนี้ คือ ในช่วงเดือนเมษายน ในระหว่างการปราศัยได้มีผู้ชุมนุมโห่ร้องแสดงความไม่พอใจตลอดเวลา 
 
จากนั้นเมื่อเวลาราว 20.30 น. ได้มีการเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมทางการเมือง 
 
พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์และอดีตอัยการ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมาสามารถทำได้ เพียงแต่รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองและความจริงใจที่จะทำเช่นนั้น ในอดีตมีหลายคดีที่เมื่อถูกดำเนินคดีไปแล้วถึงชั้นอัยการ แต่ก็สามารถถอนฟ้องได้ เช่นในคดีมาตรา 112 ของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และหากว่าคดีนั้นยังไม่ได้ถูกสั่งฟ้อง ก็สามารถถอนฟ้องได้เช่นเดียวกัน 
 
เขากล่าวด้วยว่า นอกจากจะออกเป็นร่างรธน. ว่าด้วยการนิรโทษกรรมและความขัดแย้ง ก็ยังสามารถออกเป็นพ.ร.ก. ได้ด้วยเนื่องจากสามารถออกได้โดยรัฐบาลและกระทำได้รวดเร็วกว่า เช่นเดียวกับในอดีตที่รัฐบาลได้ออกพ.ร.ก. นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดสมัยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535
 
ด้านสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คำตอบของรัฐบาลเมื่อหัวค่ำที่ให้กับผู้มาชุมนุมในวันนี้เป็นเรื่องน่าผิดหวัง ตนไม่อยากทำให้ตัวแทนรัฐบาลขายหน้า แต่ตัวแทนรัฐบาลก็ยังไม่ยอมบอกว่าจะรับไปพิจารณาเมื่อไหร่ และไม่ได้รับปากว่าจะเอาไปเข้าสมัยประชุมครั้งนี้ด้วย ถ้าหากคนเสื้อแดงยังไม่กดดันเรื่องนี้ต่อไป แม้แต่การนำเรื่องเข้าสู่สมัยประชุมสภานี้ก็ยังคงไม่สำเร็จ 
 
สมศักดิ์กล่าวว่า เขาสื่อสารไปถึงทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ว่า เชื่อว่าคนเสื้อแดงและคนที่เลือกรัฐบาลมีความปรารถนาดีต่อรัฐบาล อยากให้รัฐบาลรับฟังเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมา ความช่วยเหลือจากจากนปช. หรือรัฐบาลก็ยังน้อยเกินไป นอกจากนี้สมศักดิ์ได้ตั้งคำถามต่อแกนนำนปช. ว่าทำไมกิจกรรมแบบนี้ต้องปล่อยให้คนอย่างอ. สุดา รังกุพันธ์ ที่เป็นแกนนำกลุ่มย่อยออกมา และชี้ว่า ก่อนหน้านี้นปช. ยังสามารถชุมนุมกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ปล่อยตัวแกนนำทุกอาทิตย์ได้ แต่เมื่อเป็นชาวบ้านคนเล็กน้อยกลับไม่ให้ความสนใจ
 
"ตอนที่มีการเสนอพรบ. ปรองดอง จากสนธิ บัง (บุญรัตกลิน) ตอนนั้นก็เข้าใจกันว่าเพื่อช่วยทักษิณ ผมเองก็ไม่ได้อะไรคิดว่าคุณทักษิณถูกดำเนินคดีอย่างไม่ชอบธรรมกลั่นแกล้งทางการเมือง ตอนนั้นนปช. และเพื่อไทยก็ยังหนุนพรบ. ปรองดองนั้นเต็มที่ แต่เมื่อเป็นระดับชาวบ้าน ก็มาอ้างว่าทำไม่ได้ กลัวรัฐบาลจะพังอย่างนู้นอย่างนี้ ทีตอนจะช่วยทักษิณยังไม่เห็นกลัว มันต้องมีความเสมอภาคกันหน่อย ความเดือดร้อนของคุณทักษิณไม่ได้หนึ่งในพันในร้อยของชาวบ้านเหล่านี้" เขากล่าว 
 
สมศักดิ์กล่าวว่า ทำไมต้องรอจนกระทั่งนิติราษฎร์และปฏิญญาหน้าศาลบอกจะยื่น ค่อยมีทีท่าจะมายื่นแย่งบ้าง ทำให้ตั้งคำถามว่ามีความจริงใจแค่ไหนในการช่วยในระดับชาวบ้าน ก่อนหน้านี้มาศาลว่าจะมีการถอนประกันจตุพร นปช.ก็จัดให้มีการเดินขบวน แต่สำหรัยชาวบ้านที่ติดอยู่ในคุกมาสองสามปี ทำไมไม่มีการทำอะไรแบบนี้บ้าง ถ้าจริงใจก็ต้องเสนอช่วยระดับชาวบ้านก่อน แล้วค่อยช่วยทักษิณ มันขายหน้าขนาดไหนในระดับแกนนำขนาดนี้ 
 
สมศักดิ์ยังกล่าวถึงตัวอย่างของนักโทษการเมืองที่เป็นชาวบ้านและต้องติดคุกยาวนานโดยไม่เป็นธรรม โดยยกกรณีของนายสนอง เกตุสุวรรณ์ จำเลยคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบล ซึ่งในการสืบพยานนั้นพยานโจทก์มาให้การเองว่าสนองไปช่วยดับไฟแต่สุดท้ายเขาก็ยังโดนโทษจำคุกไป 33 ปี 12 เดือน
 
นางวาสนา มาบุตร อายุ 49 ปี มารดาของ น.ส.ปัทมา มูลมิล อายุ 24 ปี ซึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานี พิพากษาให้จำคุก 33 ปี 4 เดือนในคดีร่วมกับพวกวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัด โดย นางวาสนา ได้กล่าวว่าดีใจที่เห็นว่ามีคนมาร่วมชุมนุมจำนวนมากแต่เสียใจมากที่รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการช่วยเหลือผู้ต้องขังแต่อย่างใด
 
พวงทอง ภวัครพันธ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และเป็นทีมวิชาการของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุนฯ หรือ ศปช. กล่าวว่า งานนี้ถ้ารัฐบาลไม่ทำก็จะเสียมวลชนแน่ เพราะประชาชนจะไม่ยอม และจะตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา ดังนั้นต้องยอมเผชิญหน้าและยอมให้เกิดความตึงเครียด เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมวลชนที่คอยปกป้องตลอด 
 
สุดท้าย พวงทองกล่าวถึงรัฐบาลเพื่อไทยว่า "ความเงียบของคุณที่ยังมีต่อคนเสื้อแดงและครอบครัวที่ยังร้องไห้อยู่ทุกครั้งเมื่อขึ้นเวที เป็นความเลือดเย็นเกินไป เกินกว่าจะรับได้" 
 

 

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วรเจตน์ ภาคีรัตน์

Posted: 29 Jan 2013 07:59 AM PST

"ประชาธิปไตยคือ ก่อนจะมีการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทุกฝ่ายมีโอกาสพูดได้เท่าเทียมกันหรือไม่ ชีวิตผมก็เป็นเสียงข้างน้อยมาเยอะนะครับ ผมก็อดทนรอคอยว่าวันใดวันหนึ่งเสียงข้างมากจะเห็นด้วยกับผม มันก็ไม่มีวิธีอื่นใดแล้วนะครับ"

29 ม.ค.56, ในเสวนาวิชาการหัวข้อรัฐธรรมนูญ 2550 แก้หรือเก็บ

แถลงการณ์จากกลุ่มกวีราษฎร์ ฉบับที่ 3

Posted: 29 Jan 2013 05:48 AM PST

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2556 ศาลอาญามีคำตัดสินให้จำคุกนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์วอยซ์ออฟทักษิณ เป็นระยะเวลา 10 ปี ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเป็นความผิดในฐานะบรรณาธิการซึ่งต้องรับผิดชอบการเผยแพร่บทความ 2 ชิ้น แม้ว่าตนจะไม่ได้เป็นผู้เขียนเอง 

และนี่ไม่ได้เป็นความอัปยศอดสูครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งได้ประกาศกับนานาอารยประเทศ ว่ามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่น่าเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยได้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน โดยการจับกุมคุมขังผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง และการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อเป็นเครื่องมือในการเอาผิดตัดสินลงโทษนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เป็นธรรมหลายครั้ง
 
หน้าประวัติศาสตร์ของรัฐจารีตอาจไม่ได้กล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่งถูกตัดสินในความผิดอาญามาตรา 112 เป็นระยะเวลา 15 ปีจนกระทั่งบัดนี้ยังไม่เคยมีการอนุญาตให้ได้รับการประกันตัว หรือบทลงโทษชายชราเป็นระยะเวลา 20 ปี จนเขาต้องตายในคุก มากไปกว่านั้นกฎหมายดังกล่าวยังส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากต้องหลบหนีออกจากประเทศของตน เนื่องจากถูกฟ้องร้องในกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งบุคคลใดก็อาจเป็นผู้ฟ้องร้องได้
 
ในฐานะที่กลุ่มกวีราษฎร์เป็นผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผ่านงานศิลปะ เราจึงตระหนักดีว่างานศิลปะไม่อาจะสะท้อนภาพของสังคมได้ หากปราศจากอิสระในการคิด พูด เขียน และแสดงออก อีกทั้งเราจะไม่อาจยอมให้ความอยุติธรรมกักขังอิสรภาพของพวกเราให้อยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจากการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันของมนุษย์ด้วยกันเอง
เราจึงขอเรียกร้องให้
 
1. ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง รวมถึงนักโทษและผู้ต้องหาในคดี 112 ทุกคนโดยทันที เพราะพวกเขาคือผู้บริสุทธิ์ทางการเมือง และรัฐบาลต้องเยียวยาความสาหัสจากกระบวนการตีตรวน ล่ามโซ่ คุมขัง
โดยยึดหลักของกระบวนการยุติธรรมสากลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทุกคน
 
2. รัฐบาลซึ่งได้รับชัยชนะมาจากเสียงการสนับสนุนของประชาชน จะต้องเข้ามาดำเนินการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับนักโทษทางการเมืองและนักโทษในคดี 112 ทุกคน
 
3. ทางกลุ่มกวีราษฎร์ขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของคณะนิติราษฎร์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเสนอตามหลักกระบวนวิชาที่เป็นธรรม
 
4. ในระยะยาว ขอเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทุกฉบับ เช่น กฎหมายอาญามาตรา 112 และ พรบ.คอมพิวเตอร์ ปี 2550 เป็นต้น
 
กลุ่มกวีราษฎร์ขอยืนหยัดในการร่วมเรียกร้องต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยของราษฎร
 
 
29 มกราคม 2556
ย่างเข้าสู่ปีที่ 81 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผู้บริโภคชวนปั่นจักรยาน ให้รัฐผ่านกฎหมายองค์การอิสระฯ

Posted: 29 Jan 2013 05:35 AM PST

29 ม.ค. 56 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดเสวนา "มาตรา61 (องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค) ช่วยแก้ปัญหาแคลิฟอร์เนียร์ว้าวได้อย่างไร"

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้ผลักดันกฎหมายองค์การอิสระฯ รายงานความคืบหน้ากฎหมาย ม.61 ว่า 15 ปี ยังไม่มีกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และเนื่องจากคณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อ การคุ้มครองผู้บริโภคของทั้งสองสภาได้พิจารณาร่าง พรบ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วเสร็จและรอนำสู่การพิจารณาของทั้งสองสภาเพื่อให้การ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกฎหมายฉบับนี้ 

"การพิจารณากฎหมายชั้นวุฒิสภาได้แก้ไข 4 ประเด็น ได้แก่ 1) เพิ่มงบประมาณจาก 3 บาทเป็น 5 บาทต่อหัวประชากร 2) เพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหา จาก 8 เป็น 9 คน โดยมีผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ 1 คน เป็นกรรมการสรรหา 3) เพิ่มอายุกรมการจาก 25 ปีเป็น 35 ปี 4) มีบทลงโทษคณะกรรมการองค์การอิสระฯ หากไม่ปฏิบัติหน้าที่
จนสุดท้าย ส.ส.ไม่รับกฎหมายที่แก้ไขของวุฒิสภา จึงตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา 22 คน พิจารณากฎหมายอีกครั้งและได้พิจารณาแล้วเสร็จ 9 ม.ค. 56 ซึ่งสิ่งที่น่า จับตาว่าจะมีการตัดตอนกลไกการคุ้มครองผู้บริโภค ก็คือความพยายามในการลดหรือตัดตอนบทบาทของคณะกรรมการองค์การอิสระฯทั้ง ไม่ให้ตรวจสอบภาคเอกชน (ธุรกิจ) ยกตัวอย่าง แคลิฟอร์เนียฟิตเนส กรณีผิดประกศห้ามรับสมัครสมาชิกเกิน ๑ ปี แต่ทางแคลิฟอร์เนียเปิดรับสมัครสมาชิกตลอดชีพ

ประเด็นไม่ให้มีบทบาทในการเปิดเผยชื่อสินค้าหรือบริการที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค ซึ่งองค์การอิสระฯ ต้องเป็นหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกรรมาธิการไม่อยากให้ตรวจสอบภาคเอกชน ขณะที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐด้วยกันได้ แต่ในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานนั้นเขาได้นำชื่อสินค้ามาเปิดเผยขึ้นเว็บไซต์ และไม่ให้มีบทบาทส่งเรื่องให้อัยการสูงสูดพิจารณาแต่งตั้งพนักงานฟ้องแทน ผู้บริโภค จากข้อสังเกตคาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากผ่านมาก็คิดว่าอาจไม่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคเท่าที่ควร"

นอกจากนี้ยังเชิญชวนประชาชน ปั่นจักยานรณรงค์ให้รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค "ปั่นจักรยาน ถีบกฎหมาย ม.61 องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เข้าสภาฯ" พรุ่งนี้ (30 มกราคม)เวลา 10 โมงเช้า  เส้นทางปั่นจากสวนสันติภาพ พญาไท แยกศรีอยุธยา จตุรทิศ โรงแรมเซ็นต์จูรี่ และกลับสวนสันติภาพ

นางรัศมี วิศทเวทย์  ในฐานะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนกล่าว ว่า องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ทำให้มองเห็นปัญหาผู้บริโภคที่อยู่นอกกรอบ แต่สามารถเชื่อมโยงปัญหาต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อแก้ไขปัญหาได้

"กรณีอำนาจหน้าที่ขององค์การอิสระฯ เรื่องการฟ้องแทนประชาชนนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และไม่ควรถูกตัดตอน เพราะอำนาจหน้าที่ของรัฐนั้น อย่าง สคบ. ถึงแม้จะมีอำนาจในการฟ้องแทนประชาชนได้ แต่กรณีนี้ประชาชาชนมีปัญหากับหน่วยงานรัฐ ก็จะฟ้องไม่ได้ และถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคที่ให้ประชาชนฟ้อง เองได้แล้ว ก็ถือเป็นรายเคสไป ประชาชนเองก็ยังต้องไม่มีความรู้กระบวนการทางกฎหมาย การจะตัดตอนอำนาจหน้าที่จึงไม่ควร"

พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่าการกำหนดงบประมาณต่อหัวประชาชน มีความสำคัญเพราะต้องเป็นอิสระจากรัฐบาล และการพิจารณามีการปรับใหม่จาก 5 บาทในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา กลับไปเหลือ 3 บาท ควรมีการพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

"กรณีปัญหาแคลิฟอร์เนียว้าว ที่ยังไม่มีใครดูเรื่องสัญญามาตรฐานที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ซึ่งหากมีองค์การอิสระฯคน่าจะเป็นประโยชน์และเป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทุกเรื่องให้กับผู้บริโภคได้" นางรัศมี กล่าว

ด้านนายเฉลิมพงษ์ กลับดี ทนายอาสามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงกรณีการฟ้องรวมหมู่ แทนผู้บริโภค กรณีปัญหาเดียวกันและสร้างความเดือดร้อนในวงกว้างว่า การฟ้องรวมหมู่นั้นสำคัญมาก อย่างกรณีบ้านเอื้ออาทรซึ่งเป็นของการเคหะแห่งชาติ ก็จะฟ้องการเคหะฯไม่ได้ เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐ การคงไว้ซึ่งหน้าที่ตามมาตรา 19 นั้นที่ให้ฟ้องแทนประชาชนนั้นสำคัญมาก

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

4 สถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือลงนามปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

Posted: 29 Jan 2013 05:27 AM PST

4 สถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตนบนร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการประสานความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยนชนแห่งชาติ เพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือและคุ้มครองโดยเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ณ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา 4สถาบันในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 

ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เพื่อร่วมมือในการดำเนินงานด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การศึกษาวิจัย และการพัฒนาบุคลากรกับสถาบันการศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ส่วนภูมิภาค ซึ่งพื้นที่ภาคเหนือมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ในระดับที่ต้องเร่งคุ้มครอง เช่น ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ ปัญหาสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินทำกินของประชาชนและฐานทรัพยากรของชุมชน ปัญหาสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษาของกลุ่มเด็กและเยาวชน และปัญหาสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เป็นต้น เมื่อ 4 สถาบันการศึกษาให้ความสำคัญผนึกกำลังร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น การส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนย่อมจะบังเกิดผลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพราะสถาบันอุดมศึกษามีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีองค์ความรู้และฐานข้อมูลในชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกและครบถ้วนสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งนี้ ข้อความในข้อตกลงความร่วมมือ มีดังนี้

1. การจัดให้มีการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบในมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมในด้านสิทธิมนุษยชน

2. การจัดกิจกรรมต่างๆด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างและพัฒนากระบวนการเรียนรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปกป้องสิทธิของตนเองและส่วนรวมได้อย่างถูกต้อง

3. การส่งเสริมให้สถาบันในเครือข่ายดำเนินการวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ร่วมกัน เพื่อสะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่และนำผลมาวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

4. การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมให้อาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ได้รับความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ผ่านประสบการณ์จริงในพื้นที่ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติ

5. การส่งเสริมการฝึกงานของนักศึกษาจากทั้ง 4 สถาบัน ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือองค์กรเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและประสบการณ์ในการทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสามารถนำความรู้มาพัฒนาตนเองและสังคมต่อไป

การดำเนินงานทำข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวได้ประชุมหารือ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2556 ก่อนลงนามความร่วมมือ โดยมีการระดมความคิดเห็นและนำเสนอโครงการจากคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยทั้ง 4 สถาบัน ซึ่งโครงการต่างๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสถาบันอุดมศึกษาจะระดมทรัพยากรร่วมดำเนินการ เช่น โครงการอบรมวิทยากรเผยแพร่ความรู้สิทธิมนุษยชน โครงการค่ายส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โครงการศูนย์ให้คำปรึกษาหารือเรื่องร้องเรียน และโครงการติดตามเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ที่คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีมติยุติเรื่องและมีข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาให้ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ เป็นต้น ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จาตุรนต์เสนอ ใช้ 'พรก.' นิรโทษฯ ไม่สำเร็จดัน 'พรบ.' ไม่ได้อีก 'แก้ รธน.'

Posted: 29 Jan 2013 05:13 AM PST

29 มกราคม 2556 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นกรณีนิรโทษกรรมในเฟสบุ๊คของตนเอง http://www.facebook.com/chaturon.chaisang/posts/3647200438779 โดยระบุว่า ขณะนี้หากไม่รวมร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่ค้างอยู่ในสภา การเสนอให้นิรโทษกรรมประชาชนมีถึง 3 ทางแล้ว คือ ร่าง พ.ร.ก.ของ นปช. ร่าง พ.ร.บ.ของคอ.นท.และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของนิติราษฎร์ ถึงแม้ว่าทั้ง 3 แบบนี้จะเสนอให้ใช้วิธีการต่างกันและมีเนื้อหาต่างกันอยู่บ้างแต่จุดร่วมที่สำคัญคือการเสนอให้นิรโทษประชาชนผู้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลานับแต่หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา โดยนายจาตุรนต์ ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอให้นิรโทษกรรมประชาชนดังกล่าวนี้มีเสียงคัดค้านน้อยและจะเป็นที่ยอมรับกว้างขวางพอสมควร ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะให้มีการออกกฎหมายเพื่อนิรโทษประชาชนเสียโดยเร็ว ส่วนจะเป็นวิธีใดย่อมเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถหารือกันเพื่อหาข้อสรุปต่อไปได้

"เหตุผลที่น่าจะเป็นที่ยอมรับในการที่จะนิรโทษฯประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมโดยไม่รวมแกนนำหรือผู้สั่งการก็คือ ประชาชนเข้าร่วมชุมนุุมทางการเมือง เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างจากรัฐ ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการกระทำผิดกฎหมายแต่อยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ ถูกบีบคั้นหรือกระทั่งถูกทำร้ายปราบปราม นอกจากนี้ในหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยยังอยู่ในสภาพที่การรักษาหรือบังคับใช้กฎหมายลักลั่น ไม่เป็นธรรมอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองจึงอยู่ในสภาพที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่อ่อนแอ

"การนิรโทษประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองนี้ จึงเท่ากับเป็นการเยียวยาบาดแผลของสังคมไม่ให้ต้องเลวร้ายหนักหนายิ่งขึ้นหรือเรื้อรังต่อไป ประชาชนจำนวนมากก็จะสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปรกติและยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสมานฉันท์ สามัคคีกันของคนในสังคมได้อีกด้วย

ทั้งนี้นายจาตุรนต์ได้แสดงความเห็นถึงข้อหว่งใยเรื่องที่ว่า การนิรโทษกรรมจะไม่มีหลักประกันว่า ผู้ที่ได้รับการนิรโทษจะไม่กระทำความผิดซ้ำอีกในเร็วๆ นี้นั้น ถือว่าเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดว่า จากนี้ไปจะทำอย่างไรให้สังคมอยู่ในสภาพที่คนส่วนใหญ่ยึดถือกฎ กติกาที่เป็นธรรมเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความแตกต่างทางความคิดและทำอย่างไรจะทำให้สังคมมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรมทั่วถึงและเท่าเทียมกันทุกฝ่าย

โดยวิธีการนิรโทษกรรมที่มีข้อเสนอแตกต่างกันนั้น อดีตรองนายกฯ เสนอให้ใช้ทั้ง 3 วิธีที่มีอยู่ ที่ต่างกันทั้ง 3 แบบนั้น

"ผมเสนอว่าให้เริ่มจากการออก พ.ร.ก.ก่อนตามที่ นปช.เสนอ หากติดขัดก็ให้ออกเป็น พ.ร.บ.ตามที่ คอ.นท. เสนอ และถ้ายังติดขัดอีก จึงให้วิธีการเสนอเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่นิติราษฎร์เสนอเป็นลำดับไป"

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จับ 2 ผู้ต้องสงสัย สารภาพยิงครูมุสลิมบาเจาะ

Posted: 29 Jan 2013 04:58 AM PST

รับสารภาพเกี่ยวข้องจริง เผยเป็นลูกน้องมะรอโซ ไม่เชื่อว่าคนร้ายเข้าใจผิด เนื่องจากวางแผนมาอย่างดี อีกทั้งครูชลธีเป็นที่รู้จักของชาวบ้านและไม่มีคนพุทธเป็นครูในโรงเรียนผู้ตาย ตำรวจรอหลักฐานเตรียมออกหมายจับจาก DNA 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2556 น.ท.ธรรมนูญ วรรณณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ 32 (ผบ.ฉก.นราธิวาส 32) เปิดเผยกับ DSJ ถึงความคืบหน้าในการติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุยิงนายชลธี เจริญชล ครูโรงเรียนบ้านตันหยง ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะจ.นราธิวาส เสียชีวิตภายในโรงอาหารของโรงเรียน เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556 ว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 2 คน ชื่อนายอารอพะ อาบูหลง และนายอับดุลบาซิต ปิดอเลาะทั้งสองเป็นคนในพื้นที่ ต.บาเระใต้

น.ท.ธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน ถูกควบคุมที่ค่ายจุฬาภรณ์ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457

"จากการซักถามพบว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน รับสารภาพว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวจริง โดยนายอารอพะมีหน้าที่ประสานงานกับทีมก่อเหตุ ส่วนนายอับุดลบาซิตทำหน้าที่ดูต้นทาง ซึ่งทั้ง 2 เป็นลูกน้องของนายมะรอโซ จันทรวดี แกนนำผู้ก่อเหตุคนสำคัญในพื้นที่ อ.บาเจาะ" น.ท. ธรรมนูญ กล่าว

น.ท.ธรรมนูญ เปิดเผยอีกว่า ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยครูนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามปกติทั้งระหว่างเดินทางไปและกลับจากโรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีครูไทยพุทธซึ่งมักจะตกเป็นเป้าหมายนั้น จะมีทหารเฝ้าดูแลโรงเรียนตลอดทั้งวัน ส่วนโรงเรียนที่ไม่มีครูไทยพุทธ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจเยี่ยมครูเป็นระยะๆ

"จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีข่าวออกมาว่าคนร้ายเข้าใจผิด คิดว่าครูชลธีฯเป็นครูไทยพุทธนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนร้ายจะเข้าใจผิด เนื่องจากคนร้ายมีการวางวางแผนมาเป็นอย่างดี ซึ่งจากสอบถามผู้ต้องสงสัยให้การว่ามีการวางแผนในการก่อเหตุครั้งนี้ประมาณ 4 วัน และที่สำคัญโรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่มีครูที่นับถือศาสนาพุทธแม้แต่คนเดียว อีกทั้งเป็นครูชลธีฯเป็นคนในพื้นที่ และเป็นที่รู้จักของชาวบ้านเป็นอย่างดี"

พ.ต.อ.ภักดี ปรีชาชน ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรบาเจาะ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า สำหรับคืบหน้าทางคดี ขณะนี้ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อจะออกหมายจับและรอพยานหลักฐานที่เป็นลายนิ้วมือแฝงหรือ DNA (สารพันธุกรรม) ที่เก็บได้จากรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ สีบรอนซ์-เทาหมายเลขทะเบียน กข1109 ยะลา ของครูชลธีซึ่งคนร้ายขโมยไปหลังก่อเหตุ ก่อนจะนำไปจอดทิ้งไว้ในทุ่งนาโล่ง บ้านกูบู หมู่ที่ 6 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556

ส่วนที่สโมสรร่มเกล้า ค่ายจุฬาภรณ์ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวระหว่างเดินทางมาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยครูและนักเรียนในพื้นระยะนี้ถือเป็นระยะที่ 2 ของการสร้างความเข้มแข็งของกองกำลังในพื้นที่ และต้องมีการบูรณาการกับกองกำลังทั้ง 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายพลเรือน กองกำลังทหาร และกองกำลังตำรวจในพื้นที่ ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อแก้ข้อบกพร่องของการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งกำชับให้ทุกฝ่ายได้เข้ามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาไม่ว่าปัญหาความยากจน การศึกษาและยาเสพติดที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ตั้งสองรองเลขาฯ สปสช.วุ่น จนท.ใส่ชุดดำ ผู้บริหารชักแถวลาออก

Posted: 29 Jan 2013 04:52 AM PST

แหล่งข่าวภายในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่บอร์ด สปสช. อนุมัติให้เพิ่มตำแหน่งรองเลขาธิการ สปสช. อีก 2 อัตราเพื่อดูแลระบบเบิกจ่ายเงินในกองทุนหลักประกันสุขภาพและได้รับการคัดค้านจากบอร์ดภาคประชาชนว่าเป็นการล้วงลูก มีใบสั่งจากผู้มีอำนาจทางการเมือง ล่าสุด นพ.วินัย  สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ต้องเลื่อนการประกาศผลคัดเลือกจากวันที่ 14 มค. ที่ผ่านมาออกไป  ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของผู้สมัครและภายใน จนท. โดยชมรมรัก สปสช. มีมติส่งผู้แทนเข้าพบผู้บริหารก่อนประกาศใส่ชุดดำเพื่อแสดงจุดยืนให้เลขาธิการและผู้บริหารระดับสูงร่วมกับจนท. ปกป้องอุดมการณ์ของ นพ.สงวน  นิตยารัมภ์พงศ์  ปกป้องหลักธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งผู้บริหารและปกป้องกองทุนหลักประกันสุขภาพแสนสามหมื่นล้านบาทให้ปลอดภัยจากการถูกแทรกแซงของผู้มีอำนาจทางการเมือง  ขณะที่มีกระแสข่าวว่ากรรมการคัดเลือก 2 ใน 3 คนที่เหลือเตรียมตัดสินใจไขก๊อกลาออกอีกเพราะรับไม่ได้กับใบสั่งให้เลือกคนของนักการเมือง  และล่าสุดผู้อำนวยการ สปสช.เขตและผู้บริหารกว่า 10 คน จาก เขตภาคอีสานและภาคกลางได้เขียนใบลาพร้อมออกจากราชการเพื่อยืนยันปกป้องระบบธรรมาภิบาลขององค์กรและกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไว้            

นส.สุรีรัตน์  ตรีมรรคา  อดีตบอร์ด สปสช. และหนึ่งในผู้สมัครรองเลขาธิการเปิดเผยว่า รู้สึกผิดปกติที่มีการเลื่อนการคัดเลือกและประกาศผลหลายครั้งโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลที่รับฟังได้ ขณะที่การสัมภาษณ์คัดเลือกก็ทำแบบคล้ายมีธงมีใบสั่งมาก่อน กรรมการที่เหลืออยู่สามคน ดูไม่ได้ตั้งคำถามต้องการคัดเลือกจริงจังอะไรมากนัก สอดคล้องกับข่าวลือว่างานนี้มีใบสั่ง

ขณะที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์ เครือข่ายมะเร็ง เครือข่ายคนพิการ และชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ได้ประชุมติดตามสถานการณ์การแทรกแซงกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อวันนี้ (วันที่ 28 มค.) มีความเป็นห่วงว่าระบบหลักประกันสุขภาพกำลังอยู่ในสถานการณ์อันตราย การส่งอดีตนักการเมืองเข้าเป็นผู้บริหารระดับสูงของ สปสช.เพื่อดูแลการเบิกจ่ายเงินกองทุนแสนกว่าล้านบาทของประชาชนจะกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยทั่วประเทศ "ทางเครือข่ายผู้ป่วยทุกเครือข่าย กำลังประสานเข้าพบเลขาธิการ สปสช. เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องใบสั่งตั้งรองเลขาธิการ และยืนยันจะปกป้องให้ระบบหลักประกันสุขภาพเอื้อประโยชน์กับประชาชนทั่วประเทศ จะคัดการการแทรกแซงแสวงหาประโยชน์จากผู้มีอำนาจทางการเมือง" แกนนำผู้ติดเชื้อเอดส์กล่าว

ขณะที่ชมรมแพทย์ชนบทนำโดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมฯ เปิดเผยว่าการแทรกแซงกองทุนหลักประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองต้องการทำมาโดยตลอด การมีใบสั่งให้ตั้งอดีตนักการเมืองเป็นรองเลขาธิการ สปสช.เป็นแผนขั้นที่สองของแผนทำลายระบบบัตรทองที่มีการเตรียมการไว้ทั้งหมดสี่ขั้นตอน หลังจากยึดสำนักงานแต่งตั้งผู้บริหารได้แล้ว ปีต่อไปจะเริ่มแผนขั้นที่สามปรับระบบการเงินของ สปสช. ให้เอื้อกับธุรกิจเอกชน เพื่อนำไปสู่แผนขั้นที่สี่คือยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายหลักประกัรสุขภาพแห่งชาติ ปรับไปใช้ระบบสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยแทน ทำให้ระบบ สปสช.เป็นระบบอนาถา และปรับราคาค่าบริการสุขภาพให้สูงขึ้นเพื่อรองรับคนมีเงินร่วมจ่ายและกำลังซื้อจากต่างประเทศ "นโยบายลดความเหลื่อมล้ำสามกองทุน ที่ประกาศไว้เป็นเพียงการหาเสียงทางการเมือง แต่ทำจริงๆกับเพิ่มการเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย และคนถือบัตรทองกับบัตรข้าราชการมากขึ้น" ประธานชมรมแพทย์ชนบทกล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ตั้งสองรองเลขาฯ สปสช.วุ่น จนท.ใส่ชุดดำ ผู้บริหารชักแถวลาออก

Posted: 29 Jan 2013 04:52 AM PST

ลากยาวเลื่อนประกาศผลคัดเลือกสองรองเลขาฯ สปสช. กรรมการคัดเลือกที่เหลือเตรียมไขก๊อกลาออกเพิ่ม ล่าสุดผู้บริหารกว่าสิบคนเขียนใบลาออกจากราชการถ้าระบบธรรมาภิบาลถูกทำลาย เครือข่ายผู้ป่วยเคลื่อนไหวขอความชัดเจน

แหล่งข่าวภายในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่บอร์ด สปสช. อนุมัติให้เพิ่มตำแหน่งรองเลขาธิการ สปสช. อีก 2 อัตราเพื่อดูแลระบบเบิกจ่ายเงินในกองทุนหลักประกันสุขภาพและได้รับการคัดค้านจากบอร์ดภาคประชาชนว่าเป็นการล้วงลูก มีใบสั่งจากผู้มีอำนาจทางการเมือง ล่าสุด นพ.วินัย  สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ต้องเลื่อนการประกาศผลคัดเลือกจากวันที่ 14 มค. ที่ผ่านมาออกไป  ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของผู้สมัครและภายใน จนท. โดยชมรมรัก สปสช. มีมติส่งผู้แทนเข้าพบผู้บริหารก่อนประกาศใส่ชุดดำเพื่อแสดงจุดยืนให้เลขาธิการและผู้บริหารระดับสูงร่วมกับจนท. ปกป้องอุดมการณ์ของ นพ.สงวน  นิตยารัมภ์พงศ์  ปกป้องหลักธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งผู้บริหารและปกป้องกองทุนหลักประกันสุขภาพแสนสามหมื่นล้านบาทให้ปลอดภัยจากการถูกแทรกแซงของผู้มีอำนาจทางการเมือง  ขณะที่มีกระแสข่าวว่ากรรมการคัดเลือก 2 ใน 3 คนที่เหลือเตรียมตัดสินใจไขก๊อกลาออกอีกเพราะรับไม่ได้กับใบสั่งให้เลือกคนของนักการเมือง  และล่าสุดผู้อำนวยการ สปสช.เขตและผู้บริหารกว่า 10 คน จาก เขตภาคอีสานและภาคกลางได้เขียนใบลาพร้อมออกจากราชการเพื่อยืนยันปกป้องระบบธรรมาภิบาลขององค์กรและกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไว้            

นส.สุรีรัตน์  ตรีมรรคา  อดีตบอร์ด สปสช. และหนึ่งในผู้สมัครรองเลขาธิการเปิดเผยว่า รู้สึกผิดปกติที่มีการเลื่อนการคัดเลือกและประกาศผลหลายครั้งโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลที่รับฟังได้ ขณะที่การสัมภาษณ์คัดเลือกก็ทำแบบคล้ายมีธงมีใบสั่งมาก่อน กรรมการที่เหลืออยู่สามคน ดูไม่ได้ตั้งคำถามต้องการคัดเลือกจริงจังอะไรมากนัก สอดคล้องกับข่าวลือว่างานนี้มีใบสั่ง

ขณะที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์ เครือข่ายมะเร็ง เครือข่ายคนพิการ และชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ได้ประชุมติดตามสถานการณ์การแทรกแซงกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อวันนี้ (วันที่ 28 มค.) มีความเป็นห่วงว่าระบบหลักประกันสุขภาพกำลังอยู่ในสถานการณ์อันตราย การส่งอดีตนักการเมืองเข้าเป็นผู้บริหารระดับสูงของ สปสช.เพื่อดูแลการเบิกจ่ายเงินกองทุนแสนกว่าล้านบาทของประชาชนจะกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยทั่วประเทศ "ทางเครือข่ายผู้ป่วยทุกเครือข่าย กำลังประสานเข้าพบเลขาธิการ สปสช. เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องใบสั่งตั้งรองเลขาธิการ และยืนยันจะปกป้องให้ระบบหลักประกันสุขภาพเอื้อประโยชน์กับประชาชนทั่วประเทศ จะคัดการการแทรกแซงแสวงหาประโยชน์จากผู้มีอำนาจทางการเมือง" แกนนำผู้ติดเชื้อเอดส์กล่าว

ขณะที่ชมรมแพทย์ชนบทนำโดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมฯ เปิดเผยว่าการแทรกแซงกองทุนหลักประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองต้องการทำมาโดยตลอด การมีใบสั่งให้ตั้งอดีตนักการเมืองเป็นรองเลขาธิการ สปสช.เป็นแผนขั้นที่สองของแผนทำลายระบบบัตรทองที่มีการเตรียมการไว้ทั้งหมดสี่ขั้นตอน หลังจากยึดสำนักงานแต่งตั้งผู้บริหารได้แล้ว ปีต่อไปจะเริ่มแผนขั้นที่สามปรับระบบการเงินของ สปสช. ให้เอื้อกับธุรกิจเอกชน เพื่อนำไปสู่แผนขั้นที่สี่คือยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายหลักประกัรสุขภาพแห่งชาติ ปรับไปใช้ระบบสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยแทน ทำให้ระบบ สปสช.เป็นระบบอนาถา และปรับราคาค่าบริการสุขภาพให้สูงขึ้นเพื่อรองรับคนมีเงินร่วมจ่ายและกำลังซื้อจากต่างประเทศ "นโยบายลดความเหลื่อมล้ำสามกองทุน ที่ประกาศไว้เป็นเพียงการหาเสียงทางการเมือง แต่ทำจริงๆกับเพิ่มการเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย และคนถือบัตรทองกับบัตรข้าราชการมากขึ้น" ประธานชมรมแพทย์ชนบทกล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทัพภาคประชาชนปาตานีเยือนอาเจะห์ เรียนรู้แก้ปัญหาความขัดแย้ง

Posted: 29 Jan 2013 04:43 AM PST

เรียนรู้ประสบการณ์ในพื้นที่ความขัดแย้ง "อาเจ๊ะห์ –มินดาเนา-ปาตานี" ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประชาชนกับประชาชน พร้อมกลับมาสร้างพลังขับเคลื่อนสันติภาพชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 กลุ่มนักประชาสังคมและประชาชนปาตานีกว่า 23 คน ได้เดินทางถึงเมืองบันดา อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเรียนรู้การขับเคลื่อนสันติภาพของภาคประชาสังคมและภาคประชาชนอาเจ๊ะ หลังจากผ่านประสบการณ์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยาวนานกว่า 30 ปี ระหว่างอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซีย การเดินทางครั้งนี้นำโดยมูลนิธิศักยภาพชุมชน หรือ People Empowerment Foundation

คณะทั้งหมดเป็นนักประชาสังคมและประชาชนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคมพุทธ ภาคประชาสังคมมลายู ตัวแทนนักศึกษา และคณะทำงานของมูลนิธิศักยภาพชุมชน

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้จัดโครงการ เปิดเผยว่า กิจกรรมภายใต้โครงการนี้มีหลายกิจกรรม ส่วนสำคัญคือการนำตัวแทนประชาชนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐที่ทำงานในพื้นที่เดินทางไปเรียนรู้ประสบการณ์จริงในพื้นที่ขัดแย้งจากนักเคลื่อนไหวและผู้มีส่วนขับเคลื่อนสันติภาพตัวจริง ทั้งที่ทำงานในชุมชนในพื้นที่และผู้มีส่วนในการเจรจาเพื่อสันติภาพ

"ประสบการณ์ตรงเหล่านี้ จะมีส่วนอย่างมากที่จะทำให้ผู้เข้าร่วม มีความคิดริเริ่มหรือต่อยอดงานตัวเองเพื่อเชื่อมต่อกับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่อย่างไร ซึ่งความคาดหวังต่อผู้เข้าร่วมเดินทางในครั้งนี้คือ เพื่อกลับมาขับเคลื่อนเพื่อสร้างสันติภาพหรือที่เรียกว่า Peace maker ภาคประชาชน"

"ประชาชนควรมีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพ เนื่องจากเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง แต่ต้องมีการสร้างองค์ความรู้ให้ภาคประชาชนได้เข้าใจว่ากระบวนการสันติภาพเป็นอย่างไร ซึ่งการพาไปพบประสบการณ์ของพื้นที่ความขัดแย้งอื่นอย่างอาเจ๊ะห์และมินดาเนา จะทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นว่า สันติภาพในพื้นที่ของเขาน่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร" นางชลิดา กล่าว

นายธนวัฒน์ โชติมณี กำนันตำบลธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา หนึ่งในผู้เข้าร่วมครั้งนี้ กล่าวว่า เป็นการเดินทางที่สนใจ ซึ่งตนเป็นนำชุมชนมาเกือบสิบปี ต้องมีหน้าที่หลักในการจัดการความขัดแย้งระหว่างลูกบ้านตลอด ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจระหว่างกันเป็นสำคัญ และคิดว่าในการเดินทางสู่อาเจ๊ะห์ในครั้งนี้ จะมีประสบการณ์การจัดการความขัดแย้งใหม่ๆเพื่อใช้ในพื้นที่ได้

"ปกติผมต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งให้พื้นที่อยู่แล้ว ผมสนใจว่าอาเจ๊ะห์ ที่ขัดแย้งมานานจะมีวิธีการจัดการปัญหาอย่างไร...ผมเชื่อว่าความขัดแย้งในบ้านเรามีเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก ถ้าปัญหาอื่นๆไม่ถูกจัดการให้เรียบร้อยก่อน อาจจะเกิดปัญหาอื่นๆตามมา ซึ่งอาจจะถูกลากไปเป็นปัญหาความมั่นคงไปเสียหมด" กำนันธารโต กล่าว

สำหรับกิจกรรมวันแรกตามกำหนดการของการเดินทางครั้งนี้คือ การพบนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเรื่องสันติภาพอาเจ๊ะห์ ที่ขับเคลื่อนทั้งทางด้านการเมืองและการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม จากนั้นจะลงพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติคลื่นสึนามิเมื่อปี 2547 ซึ่งคลื่นยักษ์ดังกล่าวมีส่วนเร่งให้กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วขึ้นในเวลาต่อมา

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผู้บริหารอีเลคโทรลักซ์แจง ไม่ได้ละเมิดสิทธิคนงานที่ระยอง

Posted: 29 Jan 2013 04:42 AM PST


สืบเนื่องจากกรณี เยอกี้ ไรนา เลขาธิการ IndustriALL Global Union ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ ส่งหนังสือถึงผู้บริหารอีเลคโทรลักซ์ที่สวีเดน โดยระบุว่าได้ทราบถึงการกระทำของผู้บริหารที่ละเมิดความตกลงสากลซึ่งการันตีสิทธิของคนงานที่ระยองและขอให้มีการสั่งการให้บริษัทที่ประเทศไทยรับคนงานและสมาชิกสหภาพแรงงานทุกคนกลับเข้าทำงานโดยทันที และกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ล่าสุด (22 ม.ค.) ไมเคิล มาร์เคอสัน รองประธานอาวุโส บริษัทอีเลคโทรลักซ์ ได้ส่งอีเมลชี้แจงเลขาธิการ IndustriALL Global Union โดยระบุว่า เป็นการไม่ถูกต้องที่จะกล่าวหาว่ามีการกักบริเวณคนงานเพื่อขจัดข้อเรียกร้องการเจรจาต่อรองร่วม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือคนงานกลุ่มหนึ่งไม่ยอมที่จะหยิบยกประเด็น/ปัญหาของพวกเขาผ่านช่องทางที่เหมาะสมรวมถึงขั้นตอนที่มีอยู่สำหรับเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ กรณีที่มีการให้ข้อมูลว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อพนักงานที่ตั้งครรภ์นั้นไม่เป็นความจริง โดยได้มีการดูแลเป็นพิเศษทั้งจัดอาหารและน้ำให้ และแจ้งต่อพวกเธอเรื่องสิทธิที่เธอมีทั้งนี้ อีเลคโทรลักซ์ยังเคารพในข้อตกลงสากลและจะปฏิบัติตามข้อตกลงสากลในทุกที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 

จดหมายจากเลขาธิการ IndustriALL ถึงอีเลคโทรลักซ์สวีเดน

เจนีวา 17 มกราคม 2556
 
Mr Keith McLoughlin 
President and CEO
AB อีเลคโทรลักซ์
 
 
การกักบริเวณและเลิกจ้างสมาชิกและผู้แทนสหภาพแรงงานที่อีเลคโทรลักซ์ประเทศไทย
 
 
ถึงคุณ McLoughlin
 
ผมเขียนถึงคุณในนามของสมาชิก 50 ล้านคน ใน 140 ประเทศ ของสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ IndustriALL Global Union และในฐานะคู่สัญญาความตกลงสากลที่อีเลคโทรลักซ์ได้ลงนามร่วมกับ IF Metall, UNIONEN และ IMF (ปัจจุบัน IndustriALL Global Union) รวมถึง KFD ของคณะกรรมการบริหาร Electrolux 
 
ด้วยความรู้สึกที่เลวร้าย เราได้ทราบจาก IF Metall ถึงความไม่เป็นธรรมและการต่อต้านสหภาพแรงงานของบริษัทอีเลคโทรลักซ์ระยอง ประเทศไทย การกักบริเวณและการเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานรวมถึงผู้แทนสหภาพแรงงานจำนวน 127 คน แสดงถึงพฤติกรรมการทำลายสหภาพแรงงานอย่างชัดเจนที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้คนงานยอมรับกระบวนการและข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม
 
ผู้บริหารอีเลคโทรลักซ์ประเทศไทยได้กักบริเวณคนงานมากกว่า 100 คน รวมถึงคนงานหญิงท้อง 6 เดือน ที่โรงงานอีเลคโทรลักซ์ ระยอง เป็นเวลานานกว่า 8 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2556  เพื่อกำจัดข้อเรียกร้องของคนงาน ซึ่งมีประเด็นเรื่องการจ่ายโบนัส การขึ้นค่าจ้าง และการบรรจุคนงานเหมาค่าแรงให้เป็นพนักงานประจำหลังจากทำงานที่อีเลคโทรลักซ์มาแล้ว 6 เดือน หลังจากกักบริเวณ ผู้บริหารประกาศเลิกจ้างคนงาน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่สมาชิกสหภาพแรงงาน คนงานที่ถูกเลิกจ้างกำลังต่อสู้กับความพยายามในการทำลายสหภาพแรงงานของผู้บริหารและล่าสุดได้ไปร้องเรียนที่กรรมการธิการแรงงานสภาผู้แทนฯ 
 
การกระทำของผู้บริหารกำลังละเมิดความตกลงสากล (International Framework Agreement) ซึ่งการันตีสิทธิของคนงาน ดังนั้นผมขอให้คุณสั่งการให้บริษัทที่ประเทศไทยรับคนงานและสมาชิกสหภาพแรงงานทุกคนกลับเข้าทำงานโดยทันที และกลับคืนสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ระหว่างผู้บริหารกับสหภาพแรงงาน  
 
ผมกำลังคอยคำตอบจากคุณ
 
ด้วยความจริงใจ
 
เยอกี้ ไรน่า (Jyrki Raina)
เลขาธิการ 

 

อีเลคโทรลักซ์
วันที่ 22 มกราคม 2556   
 
เรียน เยอกี้ ไรนา (Jyrki Raina) เลขาธิการ IndustriALL
จาก ไมเคิล มาร์เคอสัน (Michele Marchesan)                                                            
แผนกแรงงานสัมพันธ์   
เรื่อง อีเลคโทรลักซ์ระยอง ประเทศไทย                                                 
ส่งทางอีเมลถึงเยอกี้ ไรนา

คุณไรน่า

ขอบคุณสำหรับจดหมายเรื่องสถานการณ์ที่โรงงานการผลิตของเราที่ระยอง ประเทศไทย

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น และผมยินดีที่จะตอบจดหมายในนามของบริษัท อีเลคโทรลักซ์ เพื่อที่จะแก้ไขประเด็นที่มีความเข้าใจผิดกรณีเหตุการณ์วันที่ 11 มกราคม  และผมขอยืนยันเจตนารมณ์ของบริษัทที่มีต่อข้อตกลงสากลในด้านแรงงานและยืนยันว่า อีเลคโทรลักซ์ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานไทยและกฎระเบียบทางด้านแรงงานตลอดเวลา

เป็นการไม่ถูกต้องที่จะกล่าวหาว่ามีการกักบริเวณคนงานเพื่อขจัดข้อเรียกร้องการเจรจาต่อรองร่วม  สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือคนงานกลุ่มหนึ่งไม่ยอมที่จะหยิบยกประเด็น/ปัญหาของเขาผ่านช่องทางที่เหมาะสมรวมถึงขั้นตอนที่มีอยู่สำหรับเรื่องดังกล่าว

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากการประชุมที่ศาลากลางจังหวัด เรื่องค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับปี 2556 พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วมการผละงาน   แผนการจ่ายค่าตอบแทนเป็นผลพวงของการขึ้นค่าจ้างประจำปีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสภาพการจ้างและการขึ้นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไทย ไม่ใช่ช่วงเวลาของการเจรจาข้อตกลงสภาพการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา  ในแผนการจ่ายเราได้รวมโบนัส ซึ่งเป็นสิ่งที่ตกลงกับคณะกรรมการสหภาพแรงงานก่อนหน้านี้  การเจรจาข้อตกลงสภาพการจ้างครั้งถัดไปจะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้

หลังจากการประชุมพนักงาน  พนักงาน 822 คนจาก 920 คน กลับไปทำงาน ขณะที่ส่วนที่เหลืออยู่เข้าร่วมการสไตรค์ในบริเวณสนามหญ้านอกอาคาร บุคคลเหล่านี้และทั้งกลุ่มได้รับการบอกหลายครั้งให้กลับไปทำงานตลอดทั้งวัน  โดยได้มีการดูแลเป็นพิเศษต่อพนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์ มีการจัดอาหารและน้ำให้ และแจ้งต่อพวกเธอเรื่องสิทธิที่เธอมี

เจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่นรวมถึงสำนักงานแรงงานจังหวัด ได้รับแจ้งจากบริษัทถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และเดินทางมาในที่เกิดเหตุ โดยมีการให้คำแนะนำต่อคนงานและแจ้งให้พวกเขาทราบถึงผลที่จะตามมาหลังจากที่พวกเขาเข้าร่วมการหยุดงาน  เจ้าหน้าที่รัฐยังได้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น  หลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงโดยไม่มีทางออก  พนักงาน 90 คน ซึ่งยังร่วมการหยุดงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้รับแจ้งว่าพวกเขาจะถูกเลิกจ้าง  กรรมการสหภาพแรงงานที่ร่วมการหยุดงานถูกสั่งพักงานซึ่งเป็นไปตามกฏหมายแรงงานในประเทศไทย   พื้นที่ถูกล้อมไว้เพื่อไม่ให้พวกเขาเข้าไปในบริเวณโรงงาน แต่ได้เปิดช่องทางประตูเข้า-ออกโรงงาน ไว้ตลอดเวลา

เป็นเรื่องโชคร้ายที่จำเป็นต้องเลิกจ้างที่ระยอง การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่เป็นเพราะสถานการณ์ได้ก่อตัวและทวีขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  มีการพูดคุยกันหลายครั้งเป็นเวลามากกว่าหนึ่งเดือน  ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการก่อกวนทำให้การผลิตชะงัก  และมีการผละงานถึง 2 ครั้งภายใน 2 วัน

นับจากวันเปิดโรงงานระยองในปี พ.ศ. 2547  อีเลคโทรลักซ์ได้เพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโรงงานให้เป็นโรงงานการผลิตระดับโลกแห่งหนึ่งของบริษัท และเป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศ เรามีความตั้งใจที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานและสหภาพแรงงาน  ในความเป็นจริง อีเลคโทรลักซ์ได้ให้การอำนวยความสะดวกในการเริ่มต้นขององค์กรสหภาพแรงงานและให้การสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว  สำหรับผม นี่เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ระยะยาวของเราในประเทศไทย

อีเลคโทรลักซ์ยังเคารพในข้อตกลงสากลและจะปฏิบัติตามข้อตกลงสากลในทุกที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง  ก่อนหน้านี้ เราได้ต้อนรับ Erik Andersson เลขาธิการฝ่ายต่างประเทศของสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมคนงานการผลิตประเทศสวีเดน และ Ulf Carlsson ผู้แทนสหภาพแรงงานที่เป็นบอร์ดบริหารงานของบริษัท AB อีเลคโทรลักซ์ซึ่งเดินทางมาที่โรงงานระยอง   จากเหตุการณ์ล่าสุด พวกเขาจะมาที่โรงงานระยองอีกครั้งเพื่อช่วยในการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับผู้แทนสหภาพแรงงานให้คืนสู่ปกติ

อีเลคโทรลักซ์ให้ความไว้วางใจต่อผู้บริหารในประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์นี้และในวันข้างหน้า หากคุณยังมีคำถามในเรื่องนี้ อย่าได้ลังเลในการติดต่อกับผม

ขอแสดงความนับถือ
Michele Marchesan
รองประธานอาวุโส    

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทัพภาคประชาชนปาตานีเยือนอาเจะห์ เรียนรู้ประสบการณ์แก้ปัญหาความขัดแย้ง

Posted: 29 Jan 2013 04:42 AM PST

เรียนรู้ประสบการณ์ในพื้นที่ความขัดแย้ง "อาเจ๊ะห์ –มินดาเนา-ปาตานี" ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประชาชนกับประชาชน พร้อมกลับมาสร้างพลังขับเคลื่อนสันติภาพชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 กลุ่มนักประชาสังคมและประชาชนปาตานีกว่า 23 คน ได้เดินทางถึงเมืองบันดา อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเรียนรู้การขับเคลื่อนสันติภาพของภาคประชาสังคมและภาคประชาชนอาเจ๊ะ หลังจากผ่านประสบการณ์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยาวนานกว่า 30 ปี ระหว่างอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซีย การเดินทางครั้งนี้นำโดยมูลนิธิศักยภาพชุมชน หรือ People Empowerment Foundation

คณะทั้งหมดเป็นนักประชาสังคมและประชาชนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคมพุทธ ภาคประชาสังคมมลายู ตัวแทนนักศึกษา และคณะทำงานของมูลนิธิศักยภาพชุมชน

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้จัดโครงการ เปิดเผยว่า กิจกรรมภายใต้โครงการนี้มีหลายกิจกรรม ส่วนสำคัญคือการนำตัวแทนประชาชนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐที่ทำงานในพื้นที่เดินทางไปเรียนรู้ประสบการณ์จริงในพื้นที่ขัดแย้งจากนักเคลื่อนไหวและผู้มีส่วนขับเคลื่อนสันติภาพตัวจริง ทั้งที่ทำงานในชุมชนในพื้นที่และผู้มีส่วนในการเจรจาเพื่อสันติภาพ

"ประสบการณ์ตรงเหล่านี้ จะมีส่วนอย่างมากที่จะทำให้ผู้เข้าร่วม มีความคิดริเริ่มหรือต่อยอดงานตัวเองเพื่อเชื่อมต่อกับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่อย่างไร ซึ่งความคาดหวังต่อผู้เข้าร่วมเดินทางในครั้งนี้คือ เพื่อกลับมาขับเคลื่อนเพื่อสร้างสันติภาพหรือที่เรียกว่า Peace maker ภาคประชาชน"

"ประชาชนควรมีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพ เนื่องจากเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง แต่ต้องมีการสร้างองค์ความรู้ให้ภาคประชาชนได้เข้าใจว่ากระบวนการสันติภาพเป็นอย่างไร ซึ่งการพาไปพบประสบการณ์ของพื้นที่ความขัดแย้งอื่นอย่างอาเจ๊ะห์และมินดาเนา จะทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นว่า สันติภาพในพื้นที่ของเขาน่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร" นางชลิดา กล่าว

นายธนวัฒน์ โชติมณี กำนันตำบลธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา หนึ่งในผู้เข้าร่วมครั้งนี้ กล่าวว่า เป็นการเดินทางที่สนใจ ซึ่งตนเป็นนำชุมชนมาเกือบสิบปี ต้องมีหน้าที่หลักในการจัดการความขัดแย้งระหว่างลูกบ้านตลอด ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจระหว่างกันเป็นสำคัญ และคิดว่าในการเดินทางสู่อาเจ๊ะห์ในครั้งนี้ จะมีประสบการณ์การจัดการความขัดแย้งใหม่ๆเพื่อใช้ในพื้นที่ได้

"ปกติผมต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งให้พื้นที่อยู่แล้ว ผมสนใจว่าอาเจ๊ะห์ ที่ขัดแย้งมานานจะมีวิธีการจัดการปัญหาอย่างไร...ผมเชื่อว่าความขัดแย้งในบ้านเรามีเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก ถ้าปัญหาอื่นๆไม่ถูกจัดการให้เรียบร้อยก่อน อาจจะเกิดปัญหาอื่นๆตามมา ซึ่งอาจจะถูกลากไปเป็นปัญหาความมั่นคงไปเสียหมด" กำนันธารโต กล่าว

สำหรับกิจกรรมวันแรกตามกำหนดการของการเดินทางครั้งนี้คือ การพบนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเรื่องสันติภาพอาเจ๊ะห์ ที่ขับเคลื่อนทั้งทางด้านการเมืองและการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม จากนั้นจะลงพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติคลื่นสึนามิเมื่อปี 2547 ซึ่งคลื่นยักษ์ดังกล่าวมีส่วนเร่งให้กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วขึ้นในเวลาต่อมา

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสวนา: รัฐธรรมนูญ 2550 แก้หรือเก็บ

Posted: 29 Jan 2013 03:44 AM PST

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เสนอทางออกแก้รธน. ทั้งฉบับ ลงประชามติดีที่สุด ขณะวรเจตน์บอกถ้าจะใช้วิธีลงประชามติต้องมีสัญญาสุภาพบุรุษ ชี้สังคมควรต่อสู้ทางความคิด อย่าไปติดกับทักษิณ ขณะ ส.ส.ปชป. โอดไม่มีพื้นที่สื่อ เห็นด้วยกับการต่อสู้ทางความคิด ไม่ใช่เผาบ้านเผาเมือง

29 ม.ค. 2556 Media Inside Out จัดเสวนาวิชาการหัวข้อรัฐธรรมนูญ 2550 แก้หรือเก็บ ที่โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท  โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส. พรรคเพื่อไทย, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินรายการโดย จอม เพ็ชรประดับ

พีรพันธุ์ พาลุสุข ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 อาจจะไม่มีความคืบหน้า ขณะที่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงในการเลือกตั้ง และถือเป็นนโยบายหลักว่าต้องแก้ไขภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นที่มาของการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล แต่ก็ต้องเผชิญกับการถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและยืนยันเดินหน้าวาระสาม แต่มีผู้ที่กังวลว่าถ้าโหวตวาระสามจะโดนมาตรา 68 ซึ่งเขามั่นใจว่าไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 68 เมื่อศาลตัดสิน

"เมื่อเราจะแก้รัฐธรรมนูญจะมีกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญออกมาเลย และผมเชื่อว่าผลักดันต่อไปจะโดนย้อนด้วยมาตรา 68 แม้จะเป็นไปได้ว่าเข้าข่ายฟ้องซ้ำ แต่ก็ไม่มีความมั่นใจต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" พีรพันธุ์กล่าว

ด้านวรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ศาลรัฐธรรมนูญเวลานี้ประเมินไม่ได้ว่าจะตัดสินในแบบไหน ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ถูกต้อง

"ผมคิดว่ารัฐสภานั้นได้เสียอำนาจจริงๆ ที่เป็นของสภาไปแล้วเมื่อครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ระงับการพิจารณาไว้ชั่วคราว ซึ่งอำนาจนี้ไม่มีอยู่แต่ไปอนุโลมเอาประมวลกฎหมายแพ่งมาใช้ และเป็นการสั่งไปที่เลขาธิการรัฐสภาด้วยซ้ำ ศาลกลายเป็นคนให้ความหมายของมาตรา 68 ใหม่ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องผ่านอัยการก็ได้ และถือเป็นอันตรายมากๆ ต่อฝ่ายการเมือง เพราะคนจะไปยื่นต่อศาลฯ เมื่อไหร่ก็ได้ ตัวบทนั้นไม่มีความหมายแล้วด้วยคำวินิจฉัยของศาลฯ" วรเจตน์กล่าว

สำหรับการลงมติวาระสามนั้น วรเจตน์กล่าวว่าจะเป็นไปได้ไหมว่าหากนักการเมืองยืนยันลงมติผ่านวาระสามจะถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะหลังจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องตามมาตรา 68 แล้ว จากนี้อะไรก็เป็นไปได้หมด

วรเจตน์ย้ำว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำประชามติเพราะประชาชนได้แสดงออกไปแล้วตอนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะพรรคเพื่อไทยได้ใช้ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญในการหาเสียง

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรานั้น วรเจตน์เห็นว่าจะต้องใช้เวลานานจนแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำเร็จ โดยเขาเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญก่อนเพื่อปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป "ผมก็เสนอ ซึ่งมีผู้วิจารณ์ว่าข้อเสนอผมรุนแรงเกินไป คือการเสนอให้ยุบเลิกหรือเปลี่ยนโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญก่อน และฝ่ายการเมืองก็มีความชอบธรรมในการเปลี่ยนโครงสร้างนี้ แต่ไม่รู้ว่าฝ่ายการเมืองและรัฐบาลนั้นประเมินอย่างไร"
 

ปริญญาชี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ขาดการลงมติร่วมของสังคม เสนอลงประชามติเป็นทางออก
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล แสดงความเห็นว่าสิ่งที่เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นเรื่องที่แม้แต่นักศึกษานิติศาสตร์ปี 2 ก็รู้ สิ่งที่ศาลระบุในคำวินิจฉัยเรื่องควรทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องการเมือง เป็นคำแนะนำ แต่เป็นเรื่องการเมืองในการเผชิญต่อฝ่ายตรงข้าม

ปริญญายืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเป็นเรื่องทำได้ และไทยเคยทำมาแล้ว รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราขนานใหญ่เช่นกัน

"การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องมีการวางกติการ่วมกัน และรัฐธรรมนูญ 2550 มีข้อบกพร่องตรงนี้ ส่วนเนื้อหาข้างในที่ต้องการแก้ไขนั้นเห็นด้วยกับอาจารย์วรเจตน์หลายประการ ในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีทางเลือกสามทางคือ หนึ่ง ทำประชามติ สอง แก้รายมาตรา สาม เดินหน้าวาระสาม แต่อาจจะเผชิญหน้ากับการคัดค้าน ซึ่งถ้ารัฐบาลแคร์ ก็มีทางเลือกเหลือสองทาง คือทำประชามติ หรือแก้รายมาตรา

"ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรามีการแก้กันขนานใหญ่เหมือนกัน คือรัฐธรรมนูญ 2534"

"แนวทางที่เสี่ยงน้อยที่สุดสำหรับประเทศไทยว่าจะไปต่ออย่างไร ก็คือต้องเดินหน้าไปโดยคิดถึงว่าเราจะอยู่กันอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน ประเด็นที่ยังค้างอยู่ ถ้าจะเดินหน้าไปแบบไม่ให้เกิดปัญหา คิดว่าประชามติเป็นทางออกที่ดีที่สุด"

วรเจตน์ กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการใช้กติกาโดยเสียงข้างมากว่า "เรากำลังพูดถึงเรื่องการปกครองหลักประชาธิปไตย เป็นไปไม่ได้ที่คนจะเห็นเหมือนกัน ต้องมีคนเห็นต่าง ปัญหาคือเราจะจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร ที่เขาทำกันทั่วโลกคือใครชนะก็ใช้กติกาไป ซึ่งถ้าจะบอกว่าเป็นกติกาเสียงข้างมากก็ใช่ แต่เมื่อเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยก็ต้องโน้มน้าวให้ข้างมากมาเห็นด้วย ผมจึงไม่รู้สึกอะไรเลย เมื่อฝ่ายเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก เห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะกลายเป็นกติกาของเสียงข้างมาก

"ประเด็นของผมมีอย่างเดียวคือ ประชาธิปไตย คือก่อนจะมีการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทุกฝ่ายมีโอกาสพูดได้เท่าเทียมกันหรือไม่ ชีวิตผมก็เป็นเสียงข้างน้อยมาเยอะนะครับ ผมก็อดทนรอคอยว่าวันใดวันหนึ่งเสียงข้างมากจะเห็นด้วยกับผม มันก็ไม่มีวิธีอื่นใดแล้วนะครับ" 

โดยวรเจตน์ย้ำว่า การลงประชามติเพื่อให้แก้รัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีผลผูกพันกับสมาชิกรัฐสภา เพราะเขาได้รับความคุ้มครองตามหลัก Free Mandate (เป็นอิสระจากการแทรกแซง) แต่ถ้าจะให้มีผลผูกพันก็ต้องทำสัญญาแบบสุภาพบุรุษ
 

ส.ส.ปชป. โอดไม่มีพื้นที่สื่อให้แสดงความเห็น
วิรัตน์ กัลยาศิริ จากพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เห็นด้วยกับการลงประชามติ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้ออกสื่อเท่าเทียมกัน "ตอนนี้ออกแนวรณรงค์ฝ่ายเดียว ถ้าพี่น้องประชาชนเข้าใจ ทั้งโปรและคอน บวกและลบ บ้านเมืองก็เดินหน้าได้ ไม่ใช่รณรงค์ไปเต็มที่ ใช้งบประมาณเต็มร้อย พอชาวบ้านเห็นด้วยก็จัดลงประชามติ อย่างผมตอนนี้ช่อง 11 ผมก็ออกไม่ได้ เป็นข้อเท็จจริงที่อยากร้องเรียน"

ส่วนประเด็นที่ว่า ประชาธิปัตย์มักอ้างเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นผลประโยชน์ของทักษิณนั้น วิรัตน์กล่าวว่าถ้ามีความบริสุทธิ์ใจจริงใจก็มาเปิดอกคุยกันเหมือนกรณีภาคใต้ ที่รองนายกฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เชิญฝ่ายค้านมาพูดคุย ส.ส.ภาคใต้ก็ยินดีคุย ดังนั้นทางรัฐบาลต้องเปิดยื่นมือมาให้ได้พูดคุยกันอย่างเปิดอก คุยกันเพื่อหาทางออกเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย เราก็รักประเทศไทย อยากให้ประเทศไทยเดินหน้า

ปริญญากล่าวเสริมว่า สิ่งที่ทางฝ่ายประชาธิปัตย์ไม่ไว้วางใจคือการเอื้อประโยชน์ต่อทักษิณ ซึ่งนี่เป็นข้อที่ยากจะเชื่อใจ อย่างไรก็ตามประชาธิปัตย์อย่าลืมว่าได้ทำเรื่องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาถึงวาระสองด้วยกันกับทางรัฐบาล จนกระทั่งเข้าสู่วาระสาม แต่อดีตนายกฯ ทักษิณก็พลาดที่ยังคงพยายามแสดงบทบาท และแสดงความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม ปริญญาวิพากษ์ว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่ในภาวะขาลง เพราะวิธีการของประชาธิปัตย์ในการคัดค้าน เกิดเหตุวุ่นวายป่วนสภา และไม่มีการตักเตือนกันในพรรค นี่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เช่นกัน เพราะกระแสนิยมตก

วรเจตน์ กล่าวว่าถึงความหวาดระแวงว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเอื้อประโยชน์ต่ออดีตนายกฯ ทักษิณว่า เวลาที่พูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญต้องแยกทักษิณออกไปก่อน เพราะบ้านเราไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรก็ดึงทักษิณเข้ามารวมหมดทำให้ไม่เห็นโครงสร้าง

"การถูลู่ถูกกัง มันไปได้ระยะหนึ่ง แล้วพอถึงจุดหนึ่งมันเกิดการพลิกขึ้นมา ผมคิดว่าทุกคนที่นี่ไม่อยากไปถึงจุดนั้น ผมก็ไม่อยากไปถึงจุดนั้นครับ"

ด้าน ส.ส. ปชป. ยังคงยืนยันว่าไม่ได้พื้นที่ในสื่อ และวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลที่เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล ทำให้เห็นความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และกล่าวถึงการต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยหากปราศจากสถาบันกษัตริย์ ไทยอาจจะอยู่ในสถานการณ์วุ่นวาย เช่น ซีเรีย

วรเจตน์ กล่าวตอบในประเด็นนี้ว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน "ผมคิดว่าการแสดงความคิดความอ่านของกลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองมันไม่เป็นเอกภาพ ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน"

"ส่วนจะออกทีวีไม่ได้ ผมก็เคยอยู่ในลิสต์ที่ออกทีวีไม่ได้ โดยมีการให้เหตุผลว่าเพราะผมไม่เป็นมิตรกับ ปชป. ซึ่งนี่คือการพูดแฟร์ๆ ผมก็ไม่อยากให้เกิดสภาพแบบนี้ ผมเรียนว่าตอนนี้สังคมมันเปิด แม้บางฝ่ายอาจจะชอบคุณทักษิณ แต่ความคิดก้าวหน้าที่เป็นอิสระก็มี"

วรเจตน์ กล่าวในตอนท้าย ว่าเขาอยากเห็นความก้าวหน้าของประเทศไทย "ผมอยากให้เราทำการเมืองแบบนี้ เอาความคิดมาสู้กัน ลดเรื่องตัวคนไปให้เยอะ เราก็จะออกจากความขัดแย้งได้"

ด้าน วิรัตน์ กัลยาศิริ จากประชาธิปัตย์ จาก ปชป. ตอบว่า เห็นด้วยว่าควรจะสู้กันที่ความคิด ไม่อยากเห็นการเผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลาง

ขณะที่ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า การพูดให้ก้าวข้ามทักษิณเป็นเพียงคำพูดที่ดูดี แต่ในทางปฏิบัติก็มีปัญหา เพราะประชาธิปัตย์ยังคงหวาดระแวง เสนอให้ย้อนกลับมาดำเนินกระบวนการยุติธรรมกับทักษิณใหม่เป็นการเฉพาะ เพื่อปลดเงื่อนตายทางการเมือง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ASEAN Weekly: ศึกที่รัฐคะฉิ่น ชี้อนาคตกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า

Posted: 29 Jan 2013 03:32 AM PST

 

ASEAN Weekly ดำเนินรายการโดย สุลักษณ์ หลำอุบล และดุลยภาค ปรีชารัชช สัปดาห์นี้ พูดคุยถึงอีกด้านหนึ่งของสถานการณ์พม่า ที่รัฐบาลพม่ายังคงปราบกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการทำสงครามปราบปราม กองทัพแห่งอิสรภาพคะฉิ่น KIA ในพื้นที่รัฐคะฉิ่น ที่ดำเนินมาตั้งแต่กลางปี 2554 และในช่วงปลายปีที่ผ่านมากองทัพพม่าได้โหมโจมตีทางอากาศ และปืนใหญ่ใส่พื้นที่รอบๆ เมืองไลซา ฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพคะฉิ่น KIA โดยขณะนี้เกิดผู้อพยพภายในรัฐคะฉิ่น และชายแดนจีนนับแสนคน

ดุลยภาคกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐคะฉิ่น ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่กลางปี 2554 ก็คือ ประการแรก รัฐธรรมนูญปี 2008 ระบุว่ารัฐพม่าต้องมีกองทัพเดียว กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่เหลือจะต้องมามาเป็นส่วนหนึ่งกองทัพพม่า โดยหน่วยเหนือของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องถูกบังคับบัญชาโดยทหารพม่า และให้ทหารพม่าเข้ามาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นรัฐธรรมนูญปี 2008 จึงเป็นสลักระเบิดทำให้กองกำลังคะฉิ่นหันมาเคลื่อนไหว เนื่องจากว่าคะฉิ่นไม่อยากยอม เพราะถ้าคะฉิ่นยอมเท่ากับจะสูญเสียอาวุธยุทโธปกรณ์และแรงบันดาลใจในการต่อสู้ ที่ต่อรองกับพม่านับตั้งแต่พม่าได้เอกราชนั้น ถ้าฝ่ายคะฉิ่นขาดกองทัพไปก็จะเสียแต้มต่อในทางการเมือง

ประการที่สอง อาจเป็นไปได้ที่ขุนทหารชายแดนของพม่า อยากจะยั้งประโยชน์ในชายแดนรัฐคะฉิ่น เพื่อคงอิทธิพลในการเมืองพม่า ทั้งนี้การเมืองพม่าหลังมีการเลือกตั้ง ด้านหนึ่งในรัฐสภามี ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เป็นแกนนำ อีกด้านหนึ่งคือกองทัพพม่า ทั้งนี้การที่กองทัพพม่าที่อยู่ชายแดนทำให้สถานการณ์บริเวณชายแดนเกิดวาบไฟ ก็ทำให้กองทัพยังมีบทบาทในการเมืองโดยเฉพาะการเมืองชายแดน นอกจากนี้ทหารที่อยู่ชายแดนอาจจะยังคิดแก้แค้น เพราะสูญเสียกำลังพลเนื่องจากถูกฝ่ายกองทัพคะฉิ่นตอบโต้ ดังนั้นเมื่อรบติดพันอยู่ พอประธานาธิบดีเต็ง เส่ง สั่งให้หยุดรบก็ยังไม่หยุด เพราะอยากจะแก้แค้น

ประการที่สาม พื้นที่รัฐคะฉิ่น ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำอิระวดีนั้น จีนมีแผนสร้างเขื่อนมิตซนที่ต้นแม่น้ำอิระวดี และอีกหลายเขื่อนในรัฐคะฉิ่น ซึ่งเป็นการดีสำหรับจีนหากรัฐบาลพม่าสามารถเคลียร์สถานการณ์ให้นักลงทุนสามารถเข้าไปลงทุนได้สะดวก

ทั้งนี้ฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพแห่งอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) คือเมืองไลซา ที่ตั้งยังอยู่บนจุดยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐคะฉิ่น คือเมืองไลซา ซึ่งคร่อมอยู่บนถนนสายเลโด (Ledo road) ซึ่งเส้นทางดังกล่าวมุ่งไปทางเหนือของไลซาคือเมืองมิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น และไปยังรัฐอัสสัม ของอินเดียได้ และมุ่งไปทางใต้คือเมืองบะหม่อ ซึ่งเชื่อมเส้นทางการค้ากับมัณฑะเลย์ และไปยังมณฑลยูนนานของจีน

ส่วนกรณีที่ สภาสหพันธรัฐชนชาติแห่งสหภาพพม่า หรือ UNFC เสนอตัวจะเจรจากับรัฐบาลพม่าในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ต่อสถานการณ์ในรัฐคะฉิ่นนั้น ดุลยภาคกล่าวว่า UNFC เป็นการรวมตัวของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อต่อรองกับกองทัพพม่า และต่อรองให้ชนกลุ่มน้อยมีอำนาจในการปกครองมากขึ้น แต่ฝ่ายพม่าก็ไม่ยอมเพราะกลัวการล่มสลายของสหภาพพม่า ทั้งนี้ UNFC เพื่อรวมตัวกันไม่กี่ปี เพื่อตอบโต้นโยบายกองทัพเดียวของพม่า อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ สไตล์การต่อสู้ของสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ที่มารวมกันเป็น UNFC ยังมีความหลากหลาย และไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรทางการเมือง 

ตอนท้าย ดุลยภาคเสนอว่าเราถวิลหาประชาคมในฝัน ด้วยการมีประชาคมอาเซียนขึ้นมา แต่การกระบวนการสร้างรัฐสร้างชาติเพื่อก่อรูปเป็นประเทศสำหรับหลายๆ รัฐในอุษาคเนย์ยังไม่จบ โดยเฉพาะพม่า การสร้างรัฐของพม่าคือการใช้รัฐเป็นแกนกลาง และคนในประเทศที่เป็นหลากชนเผ่าและบางครั้งเป็นคนพม่าเองถูกทำให้เป็นศัตรูของรัฐ และขณะเดียวกันก็เขย่ามโนทัศน์โดยที่บอกว่า รัฐที่ให้ที่พักพิงกับชนกลุ่มที่ต่อต้าน ก็ถือว่าเป็นศัตรูด้วย ดังนั้นอคติที่แอบแฝง ทั้งที่คนพม่าที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน และความหวาดระแวงรัฐพม่ามีต่อรัฐพม่ายังมีอยู่ ขณะที่ยังถวิลถึงประชาคมในฝันของอาเซียน สัจจะนิยมในการสร้างรัฐสร้างชาติของพม่ายังไม่จบ และผลที่ตามมาคือความรุนแรงของรัฐ ซึ่งมีหลายระดับของความรุนแรง ซึ่งหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสงครามเย็นก็เกิดกรณีนี้ เช่น กรณีสงครามกลางเมืองสมัยเขมรแดง หรือที่ระบอบซูฮาร์โตที่ทำกับชาวติมอร์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คุ้ม คอก ขึด ข่วง พุทธอุทยาน: รอยปริบนทางเลือกพื้นที่สาธารณะเชียงใหม่ (2)

Posted: 29 Jan 2013 03:16 AM PST

บทสัมภาษณ์ "เมธาดล วิจักขณะ" ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ รวมทั้งคลิปวีดีโอการเสวนาสาธารณะ "จากคุ้มสู่คอก จากคอกสู่...?" ต่อกรณีกระแสข่าวการสร้าง "ข่วงหลวงเวียงแก้วพุทธมณฑล" ที่ จ.เชียงใหม่

 

ปูมความเป็นมาของการย้ายคุกออกจากกลางเมืองเชียงใหม่นั้นสามารถย้อนดูกลับไปถึงอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ.2510 ที่มีนายไกรศรี นิมมานเหมินทร์ เป็นผู้นำในการรณรงค์เพื่อใช้พื้นที่เป็น "ข่วง" หรือสวนสาธารณะ ต่อมาใน พ.ศ.2539 ในโอกาสเมืองเชียงใหม่ครบ 700 ปี ศูนย์ศึกษาปัญหาเมืองเชียงใหม่ (ปัจจุบัน - มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง) ได้รับช่วงรณรงค์ต่อโดยเรียกร้องเรื่อยมา ให้ย้ายเรือนจำออกจากพื้นที่ที่เคยเป็น "คุ้มเวียงแก้ว" หรือวังดั้งเดิมของเจ้าล้านนาและฟื้นฟูวัดสะดือเมือง ในปี 2541 กรมราชทัณฑ์ได้ย้ายเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ (ชาย) ออกไปอยู่บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ที่ อ.แม่ริม แต่ก็สับเปลี่ยนเอาทัณฑสถานหญิงเข้ามาไว้แทนที่ในคุกกลางเวียงนี้

จนกระทั่งในปี 2544 ช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการรวมกลุ่มกันก่อตั้งสถาบันล้านนาร่วมกันกับมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง และองค์กรภาคประชาชนอีกจำนวนหนึ่งร่วมกันเรียกร้องอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้นให้ย้ายคุกหญิงนี้ออกไปนอกเมือง ถัดมาในปี 2545 กรมราชทัณฑ์จึงมีโครงการสร้างเรือนจำแห่งใหม่ที่ ต.สันมหาพน อ.แม่แตง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่สำนักนโยบายและแผน กระทรวงมหาดไทยอนุมัติหลักการของเทศบาลเมืองเชียงใหม่ที่จะใช้พื้นที่ทัณฑสถานหญิงหลังจากย้ายออกไปแล้ว สร้างเป็นสวนสาธารณะ แต่หลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา แผนงานในการย้ายคุกและสร้างพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองก็ถูกวางพักไว้ แม้ว่าการก่อสร้างอาคารเรือนจำแห่งใหม่จะดำเนินการต่อไปจนเสร็จสิ้น

สำนึกรับรู้ที่เพิ่มขึ้นของคนเชียงใหม่ต่อการรณรงค์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องผ่านเวทีแลกเปลี่ยนต่างๆ ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มองค์กรทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม นักวิชาการท้องถิ่น รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งหลายนั้น ได้ส่งผลให้การย้ายคุกกลับมาเป็นที่ถกเถียงเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตามมติ ครม. ย้ายนักโทษชายจากเรือนจำกลางที่ อ.แม่ริมไปยังเรือนจำแห่งใหม่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2555 ตามด้วยการย้ายนักโทษหญิงเข้าไปคุมขังแทน สำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติมีแผนจะรื้อทุบอาคารเก่าทั้งหมดทิ้งและใช้พื้นที่ราว 22 ไร่ของทัณฑสถานหญิงเดิมนี้สร้างเป็น "ข่วงหลวงเวียงแก้วพุทธมณฑล" ด้วยงบประมาณการก่อสร้าง 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบผูกพันถึงปี 2557 ใช้ในการประดิษฐาน "พระพุทธชยันตี 2600 ปี" เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับโอกาสที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษาครบ 100 ปี และปรับปรุงให้เป็นพื้นที่พุทธอุทยานและสวนสาธารณะ โดยในวันที่ 26 มกราคมนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นชาวเชียงใหม่ จะมาเป็นประธานในการทุบอาคารและกำแพงเรือนจำด้วยตนเอง

ความคิดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังข้อเรียกร้องให้ย้ายคุกออกจากนอกเวียงนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า คุกนั้นเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นเสนียดจัญไรอันอุจาดไม่เหมาะควรจะมีหน้าตาอยู่กลางเมืองอันเป็นแหล่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม อีกทั้งคุกนี้ยังเป็นเครื่องมือของสยามในอดีตในการแผ่อำนาจมาปกครองครอบงำล้านนา โดยตลอดมามีการเผยแพร่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ผ่านทางบทความในหน้าหนังสือพิมพ์และเล่าสู่กันมาในเชิงว่า การสร้าง "คอก" ทับลงบนคุ้มในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นเป็นการกระทำทางไสยศาสตร์ที่มุ่งกดทับความศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนของพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นเสมือนภาพแทนของอำนาจท้องถิ่นของชาวล้านนาทั้งหลาย จึงสมควรที่จะกำจัดทิ้งเสียให้ราบคาบ ย่อมไม่แปลกที่ขณะนี้ประชาชนผู้สัญจรผ่านและนักท่องเที่ยวจะได้เห็นพระสงฆ์ 29 รูป นำโดยพระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ทำพิธี "สูตร (สวด) ถอน" ความอัปมงคลหรือ "ขึด" อยู่ภายในบริเวณอาคารเก่าตลอดระยะเวลา 9 วัน 9 คืนก่อนที่จะถึงวันรื้อทำลาย โดยมีนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ที่ปรึกษา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เป็นโต้โผ

แต่เรื่องราวดูท่าจะไม่จบลงง่ายดายเพียงแค่การทุบทำลายคุกเก่าเพียงเท่านั้น ยังคงมีเสียงเรียกร้องถึงความเหมาะสมชัดเจนในแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ ไม่ว่าตัวละครต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่จะมีบทบาทสำคัญในความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้จะมีจุดยืนสถานะทางการเมืองอยู่ฝั่งแดงหรือเหลืองอย่างไร ประเด็นปัญหาร้อนที่กำลังจะผุดขึ้นก็ดูจะไม่ใช่เรื่องสีเสื้อเสียแล้ว เมื่อมีเรื่องงบประมาณผูกพันหลักพันล้านมาเกี่ยวข้องกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ซึ่งย่อมส่งผลต่อทั้งชาวเชียงใหม่และประชาชนทั่วไปเป็นแน่

ก่อนหน้านี้เราได้หาโอกาสพูดคุยกับนักวิชาการและผู้มีอำนาจจัดการที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น เพื่อลองมองหาหนทางคลี่คลายให้พอกระจ่างขึ้นบ้างเสียก่อน ก่อนที่รอยแยกของความขัดแย้งในทางเลือกระหว่าง คุ้ม คอก ขึด ข่วง หรือพุทธอุทยาน ในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ลงบนพื้นที่สาธารณะกลางเมืองเชียงใหม่จะปริห่างเกินสมาน (หรือจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว ?)

อ่านตอนแรก: คุ้ม คอก ขึด ข่วง พุทธอุทยาน: รอยปริบนทางเลือกพื้นที่สาธารณะเชียงใหม่ (1)

0 0 0

 

(ที่มาภาพ: www.finearts.go.th)

เมธาดล วิจักขณะ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ (เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2555)

 

ในทางประวัติศาสตร์ที่ทางกรมศิลป์รับรู้ พื้นที่คุกหญิงเดิมนี้เป็นอย่างไร

เมธาดล : พูดง่ายๆ ว่าเป็นวังหลวงตั้งแต่สมัยพญามังรายไล่ลงมา มาปรากฏอีกทีสมัยรัชกาลที่ 5 มาสร้างทัณฑสถาน เดิมเป็นคุกชายมาก่อน คล้ายๆ กับที่พระนครศรีอยุธยาที่สร้างคุกทับวังหน้าของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น นักประวัติศาสตร์เชียงใหม่หลายกลุ่มก็มีการรณรงค์ให้ย้ายทัณฑสถานออกไปนอกเมือง แล้วก็เพื่อความปลอดภัยด้วย มีมติครม.รองรับ พื้นที่เดิมเป็นที่ราชพัสดุก็ต้องคืนกรมธนารักษ์ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะขอใช้ต่อว่าจะเอาไปทำอะไร แต่เดิมทางเทศบาลก็อยากจะได้ ตอนนี้มีแนวโน้มว่าทางจังหวัดน่าจะเป็นผู้ขอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด (นายธานินทร์ สุภาแสน) ก็ให้นโยบายเบื้องต้นว่าน่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตให้รื้อฟื้นความเป็นวังเวียงขึ้นมา ใช้องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เกี่ยวข้องไปรื้อฟื้นว่าของเดิมมีแค่ไหน ว่ามีโครงสร้างฐานอาคารอะไรตรงไหน หมายความว่าคงจะต้องรื้ออาคารสมัยใหม่ที่เป็นทัณฑสถานออกไปก่อน หลังจากนั้นจึงเข้าไปขุดดู

ในส่วนการฟื้นฟูตามแผนของผู้ว่าฯ ซึ่งเราสนับสนุน รวมทั้งสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลด้วย ก็คือ เมื่อได้หลักฐานว่าเป็นวังแท้ๆ แล้วมีพื้นที่เพียงใดก็มาศึกษาสถาปัตยกรรมล้านนาว่าคุ้มหลวงหรือเวียงเดิมรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เราสามารถที่จะสร้างใหม่ (reconstruct) ให้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต (living museum) ได้ ให้เป็นศูนย์กลางของขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม การแสดง อาหาร การแต่งกาย ความเชื่อ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภาคกลางคืนก็ได้ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ทำเป็นวังเวียงแบบล้านนาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคม เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โปรโมตเชียงใหม่ได้ เหมือนวังสุลต่านที่ยอกยากาต้าร์ อินโดนีเซีย มีห้องโถงสำหรับจัดการแสดงด้วย

 

ในช่วงเวลาราวสิบปีที่มีการรณรงค์ให้ย้ายคุกออกนอกเมืองนี้ ทางกรมศิลป์หรือสำนักศิลปากรมีการเตรียมจัดการรับมืออย่างไรบ้าง

เมธาดล : หน้าที่ย้ายไม่ใช่หน้าที่เรา แต่เรื่องการฟื้นฟูเป็นหน้าที่ที่จะให้คำแนะนำกับจังหวัดได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของนโยบายรัฐบาลและความเห็นของนักวิชาการท้องถิ่นที่รณรงค์กัน เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม เอาความเป็นคุกออกไปเสีย รื้อฟื้นความเป็นเวียงเป็นวังขึ้นมา

 

เอาความเป็นคุกออกไปนี่หมายความว่าต้องรื้อทำลายสถาปัตยกรรมคุกออกไปเลยใช่ไหม

เมธาดล : ต้องไปนั่งคุยกันในรายละเอียดว่าตรงไหนที่เป็นอาคารที่ไม่เกี่ยวข้องก็รื้อไป เราอยากให้มีประวัติศาสตร์ของคุกอยู่สักนิดหนึ่งหรือไม่ จะเอามุมไหน อย่างอยุธยาจะมีบางมุมที่ไม่ได้รื้อทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการออกแบบและแนวความคิดของกรรมการที่จะรื้อออกหมดหรือไม่ เพราะว่าเชียงใหม่ถือว่า "ขึด" ที่เอาคุกมาทับ เป็นความเชื่ออย่างที่ไม่ต้องมีความเห็นเลย สืบทอดกันมาก็ต้องเดินตาม ในเมื่อมีประเพณี มีการสูตรถอนขึด รื้อก็รื้อ แต่ว่าวังยังเอาขึ้นมาได้ ประเด็นสำคัญคือให้ความเป็นคุกหมดไป แต่ว่าเราสามารถถ่ายภาพ จัดแสดงเป็นประวัติศาสตร์ไว้ในลักษณะพิพิธภัณฑ์ได้

 

การรื้อหรือไม่รื้อในทางการขุดค้นต่างกันอย่างไร

เมธาดล : ถ้าเป็นที่ว่างๆ ก็ขุดค้นง่าย การรื้ออาคารไม่ใช่หน้าที่เรา แต่เราจะเข้าไปประสานงานไม่ให้กระทบกับหลักฐานที่อยู่ใต้ดิน ถ้าหลักฐานอยู่ภายใต้อาคารเราก็เข้าไปขุดไม่ได้ ถ้าอยากจะดูทั้งหมดก็ต้องเอาอาคารที่มีอยู่ปัจจุบันออกไป มีสมมติฐานว่าข้างใต้น่าจะเป็นโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างที่เป็นวังเป็นเวียง เป็นแนวกำแพงสัดส่วนของวัง เอาแค่ในสมัยประวัติศาสตร์ ยังไม่มีความคิดที่จะไปถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ยังไม่มีการเข้ามาระดมความคิดว่าจะทำอะไรในระดับจังหวัด ยังไม่มีอะไรชัดเจน เพราะยังไม่ได้ประชุมกัน เพียงแต่ว่าเดินตามแนวที่เขาอยากให้รื้อคุกออกไปก็ทำได้ กรมศิลป์ไม่มีความเห็นขัดแย้งอยู่แล้ว แต่เราจะไปรื้อฟื้นทางวิชาการโบราณคดีให้

 

จากประสบการณ์ในการจัดการพื้นที่อื่นเป็นอย่างไร

เมธาดล : อยู่ที่จังหวัดจะคุยอย่างไรกับท้องถิ่น อย่างพระนครศรีอยุธยาก็ทุบกำแพงบางส่วนทิ้ง บางส่วนก็เหลือไว้ บางส่วนราชทัณฑ์ขอไว้ขายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ แล้วก็รื้อฟื้นโบราณสถาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมีประวัติศาสตร์ของคุกส่วนหนึ่ง

ถ้าของใหม่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว จริงๆ สิ่งที่ควรจะทำคือรื้อฟื้นของเดิมขึ้นมา แต่ต้องใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดในเรื่องของวัฒนธรรม เราจะเป็นอาเซียนแล้ว แต่เชียงใหม่ตอนนี้เป็นเมืองเก่าที่มีการทำให้เป็นสมัยใหม่ (modernization) มากเสียจนมีสิ่งของใหม่ๆ มาสร้างทับซ้อนไว้จนแทบจะมองไม่เห็นของเก่า ดังนั้นคนมาเที่ยวเชียงใหม่ก็ได้เห็นแต่แจ่ง เห็นแต่ข่วง แล้วก็คูเมืองซึ่งไม่ชัดเจน มีตึกสมัยใหม่ขึ้นมาหมด คุ้มเจ้าเมืองวัดวาอารามโดนสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่บังทับไปหมด ความเป็นของเก่าไม่มีแล้ว เราต้องรื้อฟื้นศูนย์กลางของเมืองขึ้นมาให้ชัดเจนตามประวัติศาสตร์ดั้งเดิมให้ได้ ทำให้มีชีวิตและใช้สอยทางวัฒนธรรมให้เกิดประโยชน์ในการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี สิ่งที่ตามมาคือการต่อยอดทางเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ

 

เห็นด้วยหรือไม่ว่าจะต้องมีพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการเสียก่อน ก่อนที่จะมีการกำหนดนโยบาย

เมธาดล : ต้องเดินไปด้วยกัน เพราะเรามีข้อมูลทางวิชาการอยู่แล้ว เพียงแต่ขุดให้มันชัดเท่านั้นเอง เพราะเวลาเป็นตัวจำกัด ไปรอไม่ได้ คุณต้องมีฐานข้อมูลในการคิด ถ้าคิดแบบไม่มีฐานข้อมูลก็สะเปะสะปะ

 

อาคารเรือนจำอายุ 110 ปี เข้าเกณฑ์โบราณสถานหรือไม่

เมธาดล : ขึ้นอยู่กับว่าประวัติตรงนี้มีแค่ไหน จริงๆ แล้วคือเขาก็ไม่ได้ซีเรียสกับมัน โบราณสถานอยู่ในอำนาจของกรมศิลป์ ขึ้นทะเบียนหรือไม่ขึ้นทะเบียนอย่าไปแตกประเด็น เพราะตอนนี้มีประเด็นเรื่องศาลฎีกาอยู่ ตรงนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนในเรื่องเอกราชและประชาธิปไตย แต่ตรงนี้เป็นเรื่องคุกและเรื่องขึด ในเมื่อท้องถิ่นต้องการเอาขึดออกก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าเราอนุรักษ์ไว้ส่วนหนึ่งได้ ไม่ใช่อนุรักษ์ไว้แล้วทำประโยชน์ไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่อาคารสถาปัตยกรรมดีเด่น ไม่ใช่ว่าร้อยปีต้องเป็น ห้าสิบปีก็เป็นได้ถ้ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมมากพอ

0 0 0

ทั้งนี้ในการเสวนาสาธารณะ "จากคุ้มสู่คอก จากคอกสู่...?" เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556 ซึ่งศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่จัดขึ้นเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนหาแนวทางบริหารจัดการทัณฑสถานหญิงกลางเมืองเชียงใหม่นี้ หนึ่งในผู้ร่วมสนทนา เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ อดีตข้าราชการสังกัดกรมศิลปากรระดับหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ลำพูน นักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้มีผลงานวิชาการและบทความด้านศิลปวัฒนธรรมจำนวนมาก ได้แสดงความห่วงใยไว้ว่า "ไม่ทราบว่าการขุดค้นจะอยู่ในขั้นตอนใดของแผนงาน ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปี หรืออาจจะถึงสามปี ทำไมจึงตัดสินใจเร่งด่วนเช่นนี้ แล้วเมื่อเข้าสู่การรื้อแล้ว มีคนกลุ่มหนึ่งอยากเก็บอาคารบางหลังไว้เป็นตัวแทนคุก ก็ควรต้องประสานหอจดหมายเหตุแห่งชาติให้มาทำ full documentation คือการบันทึกอย่างละเอียดในทางวิชาการ แม้วันนี้เรามีมติเอกฉันท์ว่าสมควรทุบทิ้งทั้งหมด แต่อย่างไรก็สมควรต้องบันทึกไว้"

บันทึกเสวนา "จากคุ้มสู่คอก จากคอกสู่...?"

(ที่มาช่องยูทูป: Ram Dhama)

 

0 0 0

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายบัณรส บัวคลี่ คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้เขียนบทความต่อเนื่องลงในบล้อกส่วนตัว (http://storify.com/bunnaroth/2?utm_campaign&awesm=sfy.co_bDDX&utm_content=storify-pingback&utm_source=t.co&utm_medium=sfy.co-twitter) แสดงความเห็นด้วยและเห็นแย้งกับธเนศวร์ เจริญเมือง และโพสต์ในหน้าเฟซบุคของตนย้ำข้อสงสัย 6 ประเด็นว่า

"1. คนเชียงใหม่ยังไม่เห็นเอกสารรายละเอียดโครงการ ที่รู้ชัดคือ ครม.มีมติ 18 ม.ค.อนุมัติงบกลางเป็นกรณีพิเศษตามสำนักพระพุทธศาสนา(นิวัฒน์ธำรง)เสนอ รายละเอียดคือ ข่วงหลวงเวียงแก้วพุทธมณฑลเชียงใหม่ // การขออนุมัติงบได้ต้องมีรายละเอียดและแผนก่อสร้าง ขอถามว่า ไอ้รายละเอียดนั้นน่ะอยู่ไหน มีใครที่เป็นชาวบ้านธรรมดาหรือสื่อท้องถิ่น/สื่อส่วนกลางเห็นและรายงานมาบ้างว่า แบ่งเป็นรายการอะไรใน 150 ล.นั้น

2. ตามหลักการเมื่อเข้าครม. อนุมัติมาแล้ว ที่ดังกล่าวก็ต้องเป็นพุทธมณฑลและเดินตามกรอบที่เสนอไป ดังนั้นหากมีคนบอกว่าจะมีการหารือปรับเป็นลานกิจกรรม เป็นฯลฯ ต้องดูว่าคนที่พูดเป็นใคร มีตำแหน่งแห่งที่เกี่ยวข้องยังไง หรือเป็นแค่ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงที่ไม่เกี่ยวกันเลย หากจะคุ้มครองผลประโยชน์เชียงใหม่กันจริงๆ แล้ว คนเชียงใหม่ต้องเรียกดูรายละเอียดที่แท้จริงเสียก่อนว่าใช่ function แบบที่ต้องการจริงหรือไม่

3. ดร.เพ็ญบอกว่าจะเสนอผู้ว่าเรื่องการขุดค้นฯ ช้าไปแล้วครับ ... เพราะโครงการเดินหน้าไปแล้ว การสัมมนาครั้งนั้นก็แค่เครื่องเคียงประกอบเท่านั้น

4.ผมไม่ค้านทุบคุก แต่ค้านการยกคุกของหน่วยงานส่วนกลางหนึ่งไปให้หน่วยงานส่วนกลางอีกแห่งหนึ่งกำกับ งบประมาณและการจัดการขึ้นกับเขา ไม่ใช่ที่สาธารณะเพื่อประโยชน์สูงสุดคนเชียงใหม่แท้จริง

5. การออกแบบที่ดินกว้างๆ เป็น LandMark ของเมือง ต้องดูความเชื่อมโยงกับกิจกรรมทั้งหมด คนที่ได้ประโยชน์ต้องเป็นพื้นที่ก็ได้ทุกกลุ่มทุกศาสนาอาชีพ (ไม่ใช่แค่พุทธ) นักท่องเที่ยวก็ได้ ก็เหมือนกับลาน/สนามใหญ่ๆ ของเมืองอื่นๆ ที่มีกิจกรรมของคน เป็นลานที่มีชีวิต และเป็นกิจกรรมด้านบวก

6. เอาแค่เบื้องต้นก่อน ขอถามคนเกี่ยวข้องว่า เมื่อครม.อนุมัติให้สำนักงานพุทธศาสนาเป็นเจ้าภาพแล้ว กระบวนการขั้นตอนต่อไปจะทำยังไง...ขอถามลอยๆ ใครตอบได้ช่วยที"

หากวางการเมืองเรื่องสีเสื้อลงเสียก่อนเราอาจมองเห็นความพยายามในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในการตัดสินใจใช้พื้นที่สาธารณะที่จะส่งผลต่อประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กลุ่มอนุรักษ์บางส่วนเริ่มก่อหวอดคัดค้านการสร้างพุทธมณฑลนี้ จนเมื่อถึงวัน "ทุบทำลาย" จากเดิมที่กำหนดตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานในพิธี ก็กลับมีการเปลี่ยนตัวเป็นนายธานินทร์ สุภาแสน ผวจ.เชียงใหม่เป็นประธานแทนอย่างฉุกละหุก แต่จนบัดนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการประท้วงคัดค้านเป็นทางการแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะจบลงอย่างไร ไม่ว่าจะอย่างไรเสีย การจัดการพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ยังคงต้องการเสียงจากทุกฝ่ายในการพูดคุยหาข้อยุติที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะลบล้างผลพวงของอะไรก็แล้วแต่ออกไปได้ แต่ข้อมูลทางวิชาการซึ่งจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้ไม่ใช่หรือ.

 

 

(หมายเหตุผู้สัมภาษณ์เรียบเรียง : ข้อมูลเบื้องต้นสรุปเรียบเรียงจากรายงานลำดับเหตุการณ์ของมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ และบทความที่น่าสนใจ เช่น "คุก" ของใคร ครอบทับไว้เหนือ "หอคำ" โดย เพ็ญสุภาสุขคตะ ใจอินทร์ คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1615 หน้า 75 http://botkwamdee.blogspot.com/2011/08/blog-post_04.html, ได้เวลาขับเคลื่อน คุ้ม คอก ข่วง! โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1658 หน้า 76 http://botkwamdee.blogspot.com/2012/05/ptn-khuang.html รื้อเรือนจำเก่า เพื่อ (จอง) จำประวัติศาสตร์ใหม่ โดย มนวัธน์ พรหมรัตน์http://www.prachatai.com/journal/2013/01/44898)

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai