โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ทุกวันนี้ ‘เอ็นเอสเอ’ แย่ซะยิ่งกว่า ‘สตาซี’ หรือ ‘1984’ ของจอร์จ ออร์เวลได้อย่างไร?

Posted: 28 Jun 2013 11:33 AM PDT

แปลจาก How Today's NSA Is Much, Much Worse Than Stasi Or Orwell's "1984"

(http://falkvinge.net/2013/06/19/how-todays-nsa-is-much-much-worse-than-stasi-or-orwells-1984/)

เขียนโดย Rick Falkvinge (ริค ฟอล์ควินจ์)

แปลและเรียบเรียงโดย พล สามนานนท์

 

ยังมีอีกหลายคนที่เตือนพวกเราว่ากำลังเดินละเมอเข้าไปหาสังคมแบบที่มีสตาซี1 หรือสังคมแบบ "1984" อยู่ แต่พวกเขาพลาดอย่างมากอยู่อย่างหนึ่ง: พวกเรามาไกล ไกลกว่าจุดที่มีสตาซีหรือ "1984" ซะอีก เครื่องมือที่รัฐใช้ติดตาม สะกดรอย และบันทึกตัวพลเรือนนั้นเป็นวัตถุแห่งฝันร้าย

ย่อหน้าที่กล่าวถึงฉากและสภาพแวดล้อมในเรื่อง 1984 ยังคงเป็นอะไรที่ทำให้ขนลุกได้อยู่เสมอถึงแม้หนังสือจะเก่าจนหมดการผูกขาดลิขสิทธิ์2 ในออสเตรเลียไปแล้ว:

เบื้องหลังวินสตัน เสียงจากโทรภาพยังคงพร่ำถึงการผลิตเหล็กได้เกินต้องการ ตามแผนสามปีครั้งที่เก้า โทรภาพนี้เป็นทั้งเครื่องรับและส่งพร้อมกันในตัว ไม่ว่าวินสตันจะทำเสียงอะไร เพียงดังกว่าเสียงกระพริบแผ่วที่สุด ก็จะถูกมันดักไว้ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้น ตราบใดที่เขายังอยู่ในข่ายความสามารถรับภาพของเจ้ากล่องโลหะนี้ ภาพและเสียงของเขาจะถูกถ่ายทอดโดยไม่มีทางรู้เลยว่ามีใครกำลังจับตาดูอยู่หรือไม่ ในเวลาไหนก็ได้ที่พวกนั้นต้องการ ตำรวจความคิดจะใช้ระบบใดหรือจับตาดูใครสักคนบ่อยแค่ไหนนั้นเป็นเพียงเรื่องของการคาดเดา เป็นที่เข้าใจกันด้วยซ้ำไปว่าพวกเขากำลังเฝ้ามองทุกคนอยู่ทุกขณะ พวกเขาสามารถเสียบปลั๊กเข้ากับสายของคุณได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ คุณจะต้องดำเนินชีวิตโดยมีนิสัยอันแปรมาเป็นสัญชาตญาณว่า มีคนได้ยินเสียงทุกเสียงที่คุณทำขึ้น ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของคุณจะถูกจับตามอง ยกเว้นในความมืด3

เรามาไกลเหลือเกิน ไกลเกินจุดนี้แล้ว แทนที่คำว่า "ตำรวจความคิด" ข้างบนแล้วใช้คำกว้างๆอย่างคำว่า "รัฐบาล" และคุณก็จะเรื่องนี้ก็จะเข้ากันเหมาเจาะกับเรื่องราวของเอ็นเอสเอของสหรัฐแบบสตาซี เรื่องของกฎหมายเอ็ฟอาร์เอ4ในสวีเดน หรือเรื่องอื่นในเทือกนี้

เจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่า "พวกเราไม่ได้กำลังเฝ้าดูทุกคนอยู่ตลอดเวลา เรามุ่งเป้าไปที่บุคคลต่างๆกัน" ซึ่งสิ่งที่เขียนไว้ข้างต้นนี้ เป็นที่แน่นอนว่า "ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เสียบปลั๊กดักสายของคุณเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่เขาต้องการ"

อ้อ ใช่ กล้องน่ะหรือ? รัฐบาลไม่ได้ติดกล้องไว้ในบ้านทุกหลังน่ะ ใช่ไหม? แน่นอนว่าไม่ แต่พวกเราทำ และรัฐบาลได้ใช้สิทธิในการใช้มันของพวกนี้ในการสอดส่องพวกเรา เจาะเข้าคอมพิวเตอร์เราและใช้เว็บแคมของพวกเรา เยอรมันมีชื่อในเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนหน้านั้นด้วยสิ่งที่เรียกว่า "โทรจันของรัฐ"5 สิ่งที่ต่างกันอยู่อย่างหนึ่งระหว่างฉากดังกล่าวใน 1984 กับทุกวันนี้ ในแง่ของกล้อง ก็คือ เราติดตั้งมันเอง

จนตอนนี้ นอกจากเราอยู่ในระดับของ 1984 หรือสตาซีแล้ว ก็ยังมีหลายอย่างที่แย่กว่านั้น

การเคลื่อนไหวของเรา อย่างการเดินอยู่ในเมืองก็ยังถูกติดตาม สะกดรอย และบันทึก6 – เรียกได้ว่าแทบจะทุกฝีก้าว ทุกๆก้าวที่คุณเดินไป พวกเขาจะจับจ้องคุณ ถ้าคุณเดินออกนอกเส้นทางปกติที่คุณเดินอยู่ประจำ คุณจะถูกบันทึกและถูกจับตามองเอาไว้ ครั้งแรกที่คุณเห็น "แผนที่การเคลื่อนไหว"7 ของคุณเอง และตระหนักได้ว่ามีคนบางคนเก็บข้อมูลนี้ไว้และใช้มันสู้กับคุณ จนทำให้คุณสันหลังวาบ เช่น คุณอยู่ที่ไหนตอน 17 เมษายน 2013 ณ 13.21 น. ตามเวลามาตรฐานของยุโรป? คุณกำลังเคลื่อนไหว ด้วยความเร็วเท่าไหร่? จากที่ไหนไปที่ไหน? มีคนตอบคำถามพวกนี้ได้ แต่คนที่ตอบนั้นกลับไม่ใช่ตัวคุณเอง

สิ่งนี้นำไปสู่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างโลกสังคมในจินตนาการสยองขวัญแบบดิสโทเปียและความเลวร้ายของสังคมวันนี้ ใครก็ตามที่เคยดูหรืออ่าน 1984 จะนึกออกว่าถ้ารัฐจับไม่ได้ว่าคุณพูดอะไรไว้ในตอนนั้น คุณก็รอดตัวไป คำพูดต่างๆจะหายไปเร็วพอๆกับที่พวกเขาได้พูดหรือฟัง หรือ ไม่ฟัง

ทุกวันนี้มันต่างออกไปใน ในโลกดิสโทเปียพวกนี้ อะไรก็ตามที่คุณพูดออกมาสามารถและจะถูกนำไปใช้สู้กับตัวคุณเองได้ ส่วนทุกวันนี้ ทุกสิ่งที่คุณพูดออกมาสามารถและจะถูกนำไปใช้สู้กับตัวคุณเองได้ ไม่เพียงแค่วันนี้ แต่ในอีกหลายสิบปีข้างหน้าในอนาคตด้วย ทุกอย่างถูกบันทึกไว้หมดแล้ว ทุกๆอย่าง

ถ้าคุณถูกหมายหัวด้วยข้อหาอันโง่เง่าในหนึ่งปีนับจากนี้ อะไรที่คุณพูดไว้เมื่อ 5 นาทีก่อนจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ว่าคุณพูดอะไรไว้กับใคร ถ้ากฎหมายหรือมาตรฐานของสังคมเปลี่ยนไปจนทำสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องสงสัยในอีกราวสิบปีข้างหน้า คุณก็จะถูกเพ่งเล็งว่าเป็นบุคคลต้องสงสัยเมื่อมีคนมาเจอเข้า – เมื่อทุกอย่างถูกบันทึกเอาไว้หมดแล้ว

สตาซีไม่ได้บันทึกว่าคุณอ่านบทความไหนอยู่ในหนังสือพิมพ์ เป็นเวลานานเท่าไหร่ และในลำดับไหน แบบนั้น พร้อมกับทุกความคิดที่คุณได้สำรวจขณะที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกถาวร แม้คุณจะไม่เคยบอกกล่าวกับมนุษย์คนใดมาก่อน

คุณบอกว่าคุณใช้การเข้ารหัสอย่างนั้นหรือ? มัมเบิ้ล, เรดโฟน, พีจีพี8? มันใช้ได้ผลกับคุณแค่ไหนกันเชียว ทุกๆรูปแบบของการเข้ารหัสย่อมมีอายุการป้องกันของมัน (shell life) อะไรที่เจาะไม่ได้ในวันนี้ คือสิ่งที่เจาะไม่ได้เมื่อราวสิบปีก่อน และเอ็นเอสเอยังเก็บการสื่อสารทุกชิ้นส่วนที่ถูกเข้ารหัสไว้อยู่แล้วด้วย ดังนั้น อะไรที่ก็ตามที่มันถูกเจาะไม่ได้ในวันนี้ ก็ยังอาจจะถูกเจาะได้ในอีกสิบปีข้างหน้า ถ้าคุณยังคงเข้ารหัสสิ่งต่างๆด้วยเจตนาที่จะรักษามันไว้ตลอดกาลล่ะก็ เข้าใจไว้ได้เลยว่าความจริงมันจะไม่เป็นไปเช่นนั้น โอ้ คุณเปลี่ยนกุญแจเข้ารหัสครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่หรือ? เดี๋ยวก่อนนะ คุณเข้ารหัสมันตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม?

เราคงจะคิดว่าพอกุญแจเข้ารหัส (cryptokey) หายแล้วก็ต้องเปลี่ยนกุญแจนั้นก่อนที่จะทำการสื่อสาร เหมือนกุญแจเข้าบ้านหายแล้วก็ต้องเปลี่ยนดอกใหม่ จริงๆแล้วมันแย่กว่านั้น ถ้าเราทำกุญแจหาย พวกเราก็แค่ถอดรหัสข้อมูลทุกอย่างที่เราส่งไปเข้ารหัสนั่นล่ะ – สำหรับบางคนที่ยังเก็บกุญแจเข้ารหัสไว้ก็โชคร้ายหน่อยที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น

การที่กุญแจบ้านหายไป มันไม่ได้หมายความว่า บ้านของคุณจะถูกงัดเข้าไปเมื่อปีก่อน แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีของกุญแจเข้ารหัสทุกวันนี้

พวกเรานั้นมาไกล ไกลเกินจุดที่มีสตาซี หรือแบบ "1984" แล้ว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะหยุดซักหน่อย แล้วสังเกต และฟังสิ่งที่เราได้สร้างขึ้นมาเอง

 

เกี่ยวกับ ริค ฟอล์ควินจ์:
ริคเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไพเรต (Pirate Party) พรรคแรกและเป็นผู้เผยแพร่ความคิดทางการเมือง เดินทางไปทั่วยุโรปและทั่วโลกเพื่อคุยและเขียนเกี่ยวกับ ความคิดของนโยบายสารสนเทศที่อ่อนไหว เขามีประวัติเป็นนักลงทุนด้านเทคโนโลยีด้วย

หมายเหตุ:

1 สตาซี หรือ Stasi คือ Ministerium für Staatssicherheit หรือกระทรวงความมั่นคงของรัฐ กอ่ตั้งขึ้นในปี 1950 และยุบกระทรวงนี้ไปในปี 1990 ในยุคที่เยอรมันตะวันออก (สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี) ล่มสลาย ถูกขนานนามว่าเป็นหน่วยข่าวกรองและหน่วยตำรวจลับที่รุนแรงหน่วยงานหนึ่งของโลก

2 1984 ของจอร์จ ออร์เวล ต้นฉบับภาษาอังกฤษสามารถอ่านได้ที่ Project Gutenberg Australia

http://gutenberg.net.au/ebooks01/0100021.txt

3 ยกสำนวนแปลมาจาก บทที่ 1 ย่อหน้าที่ 5 จาก 1984 ฉบับแปลภาษาไทยโดย รัศมี เผ่าเหลืองทอง

4 FRA หรือ Försvarets radioanstalt คือสำนักงานป้องกันคลื่นวิทยุแห่งชาติแห่งสวีเดน (www.fra.se)

เนื้อหาของการออกกฎหมายดังกล่าวสามารถอ่านได้ที่นี่: https://en.wikipedia.org/wiki/FRA_law

5 โทรจันของรัฐ เรียกว่า Bundestrojaner (Federal Trojan) ในเยอรมัน

6 ดูเรื่องการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์: https://en.wikipedia.org/wiki/Data_Retention_Directive

7 ดูกรณีนักการเมืองพรรคสีเขียว (Green Party) ชื่อมาลเธอ ชปิทซ์ได้ฟ้องผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของเยอรมันว่าได้เก็บข้อมูลกิจกรรมหลายอย่างไว้ จนเขาได้รับข้อมูล(อันน่าตกใจ)จำนวน 35,830 บรรทัดของรหัสที่บ่งตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และการเคลื่อนไหวของเขาตลอด 6 เดือน

สามารถดูได้ที่นี่: http://www.zeit.de/datenschutz/malte-spitz-data-retention

8 - เรดโฟน (Redphone) พัฒนาโดย Whisper Systems ใช้ในการเช้ารหัสการสื่อสารบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

- พีจีพี (PGP) หรือ Pretty Good Privacy คือระบบการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลที่พัฒนาโดยฟิล ซิมเมอร์แมน (Phil Zimmermann)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ม.ราชภัฏยะลาได้บัณฑิตมลายูรุ่นแรก ย้ำมุ่งพัฒนาสู่อาเซียน

Posted: 28 Jun 2013 09:44 AM PDT

มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาได้บัณฑิตมลายูรุ่นแรกแล้ว ยืนยันมั่นใจในมาตรฐาน ผ่านการฝึกงานจากประเทศมาเลเซีย ชี้มองเห็นโอกาส จึงบังคับให้นักศึกษาทุกคนเรียนลงทะเบียนเรียน ย้ำมุ่งพัฒนาสู่อาเซียน

น.ส.พารีดา หะยีเตะ ประธานหลักสูตรภาษามลายู มหาลัยราชภัฏยะลา เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลามีบัณฑิตที่เรียนจบหลักสูตรวิชาภาษามลายู นับตั้งแต่มีการเปิดสอนหลักสูตรนี้เมื่อปีการศึกษา 2553 โดยบัณฑิตรุ่นแรกนี้จะมีจำนวนประมาณ 28 คน

น.ส.พารีดา เปิดเผยต่อไปว่า นักศึกษาทั้งหมดได้ผ่านการฝึกงานจากองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆของมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย(Universiti Kebangsaan Malaysia) หรือ UKM เช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ศูนย์วัฒนธรรมมาเลเซีย ห้องสมุด เป็นต้น เพื่อให้เรียนรู้การใช้ภาษามลายูด้วยตัวเองในพื้นที่จริง

น.ส.พารีดา เปิดเผยอีกว่า หลักสูตรวิชาภาษามลายู สังกัดภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เริ่มเปิดสอนครั้งแรกในปีการศึกษา 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรด้านภาษามลายู เพื่อพัฒนาให้เป็นภาษาที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เป็นแหล่งความรู้และงานวิจัยภาษามลายู รวมทั้งยังได้จัดฝึกอบรมบุคลากรครูสอนภาษามลายูตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ด้วย

น.ส.พารีดา เปิดเผยด้วยว่า หลักสูตรวิชาภาษามลายูเปิดรับนักศึกษาทุกคน ทั้งในและนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่มีและไม่มีพื้นฐานด้านภาษามลายู โดยใช้วิธีการสอนในระบบ 2 ภาษา คือภาษาไทยและมลายูในปีแรก เพื่อให้นักศึกษาสามารถปรับตัวได้ก่อน แล้วจะค่อยๆลดการสอนด้วยภาษาไทยลง เป็นต้น

ดร.เวคิน นพนิตย์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้กำหนดให้นักศึกษาทุกคนเรียนวิชาภาษามลายูเบื้องต้นเป็นวิชาบังคับ เพราะถือว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาทุกคน

ดร.เวคิน เปิดเผยต่อไปว่า เหตุที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาเปิดสอนหลักสูตรภาษามลายู เนื่องจากมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะภาษา เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ร้อยละ 80 ใช้ภาษามลายู นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในอาเซียนใช้ภาษามลายู

นายอับดุลเลาะ สะมิง บัณฑิตรุ่นแรกของหลักสูตรภาษามลายู มหาลัยราชภัฏยะลา กล่าวว่า แม้การเรียนภาษามลายูที่นี่อาจเสียเปรียบผู้ที่เรียนภาษามลายูในต่างประเทศ เช่น ในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่ความสามารถในเชิงวิชาการไม่แตกต่างกันมาก

นายอับดุลเลาะ กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนภาษามลายูให้มีชีวิตชีวาขึ้นในพื้นที่นั้นมีหลายวิธีการ ตัวอย่างเช่น ในสมัยที่ตนเรียนอยู่มีการจัดกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งกิจกรรมทางวิชาการและการจัดนิทรรศการนำเสนอเรื่องความสำคัญของภาษามลายูและวัฒนธรรมมลายู ทำให้วันนี้สังคมส่วนใหญ่ในพื้นที่ได้ให้ความสำคัญกับภาษามลายูมากขึ้น และเชื่อว่า ผู้ที่มีความสามารถด้านภาษามลายูจะมีโอกาสมากกว่าคนทั่วไป

นายอับดุลเลาะ เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้บัณฑิตส่วนใหญ่ยังไม่มีงานทำ โดยเฉพาะในสายงานที่เกี่ยวข้องกับภาษามลายู เพราะเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ

อ่านข่าวนี้ฉบับภาษามลายูได้ที่ http://issuu.com/deepsouthwatch/docs/sinaran_vol.6

 

ศอ.บต.อบรมภาษามลายูให้ข้าราชการตำรวจ

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 สำนักสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รายงานว่า นายวิทยา พานิชพงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต.เป็นประธานปิดการอบรมหลักสูตรภาษามลายูถิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมอบวุฒิบัตรให้ข้าราชการตำรวจที่ผ่านการอบรมจำนวนกว่า 100 นาย ที่โรงแรมซีเอส.ปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี

นายวิทยา กล่าวว่า ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่สัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน เพราะต้องรักษากฎหมาย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง อีกทั้งให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ดังนั้นการเรียนรู้ภาษมลายูถิ่น จะทำให้สามารถขจัดปัญหาการติดต่อสื่อสารและสามารถลดเงื่อนไขของสังคมได้ในระดับหนึ่ง โดยเชื่อว่า ภาษามลายูถิ่นเป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของประชาชนในพื้นที่ การเรียนรู้และเข้าใจภาษา จะสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีแก่ประชาชนในทิศทางบวก

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ย้ายอีก50ผู้ต้องขังคดีไฟใต้ กลับคุกบ้านเกิดก่อนรอมฎอน

Posted: 28 Jun 2013 09:37 AM PDT

เตรียมย้ายผู้ต้องขังคดีความมั่งคงจากคุกบางขวางกว่า 50 ราย สู่เรือนจำบ้านเกิดก่อนรอมฎอน ศอ.บต.พาญาติเยี่ยมครั้งสุดท้ายที่กรุงเทพ ญาติเห็นด้วยกับบีอาร์เอ็นที่ให้ปล่อยนักโทษคดีไฟใต้ พร้อมแนะบนโต๊ะเจรจาสันติภาพต้องมีตัวแทนคนในพื้นที่

วันที่ 28 มิถุนายน 2556 ที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี ญาติผู้ต้องขังคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำบางขวาง กรุงเทพมหานครกว่า 200 คน ได้รวมตัวกันเพื่อเตรียมเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำบางขวางด้วยรถทัวร์จำนวน 5 คัน ตามโครงการสานสายใจจากครอบครัวสู่ผู้ต้องขังในเรือนจำนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต)

ทั้งนี้มีผู้ต้องขังในเรือนจำบางขวางที่ญาติจะไปเยี่ยมในครั้งนี้จำนวน 57 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังคดีความมั่นคง โดยก่อนเดินทางได้มีเจ้าหน้าที่ของศอ.บต.มาอธิบายถึงขั้นตอนและระเบียบในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง โดยมีกำหนดเข้าเยี่ยมในวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 โดยมีกลุ่มเพื่อน จ. เป็นอาสาสมัครร่วมเดินทางไปด้วย

ก่อนออกเดินทางในเวลาประมาณ 15.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต.ได้มาพบปะให้กำลังใจญาติผู้ต้องขังทั้งหมด และกลุ่มผู้หญิงจากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้มาร่วมพบปะและขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวระหว่างพบปะว่า การให้ญาติเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังในครั้งนี้ ถือเป็นการไปรับผู้ต้องขังกลับบ้าน หมายถึงการย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำบางขวาง กรุงเทพมหานครมาอยู่ที่เรือนจำในจังหวัดบ้านเกิดของผู้ต้องขังเอง เพื่อความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของญาติ เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายๆอย่าง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อไปว่า จะพยายามย้ายผู้ต้องขังดังกล่าวให้ได้ก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 2556 หรือก่อนเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า ส่วนผู้ต้องขังที่ศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิตและคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งไม่สามารถย้ายได้ เนื่องจากเป็นกระบวนการศาลและขั้งตอนตามกฎหมายนั้น มีอยู่ 2 คน แต่ก็จะพยายามให้ทุกคนได้กลับมา

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สำหรับผู้ต้องขังคดีความมั่นคงที่คดีสิ้นสุดแล้ว มี 6 รายที่ไม่สามารถย้ายเรือนจำได้ แต่ตนจะพยายามขอให้ได้กลับมาอยู่ที่เรือนจำกลางสงขลาให้ได้

"หลังจากการเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังในครั้งนี้แล้ว ผมจะขออนุญาตนำตัวผู้ต้องขังกลับมาอยู่ในภูมิลำเนาของตัวเอง เช่น ถ้าผู้ต้องขังเป็นคนจังหวัดนราธิวาส ก็จะขอย้ายมาอยู่ที่เรือนจำนราธิวาส แต่ถ้าเป็นผู้ต้องขังที่มีโทษหนักๆ ก็จะให้ย้ายมาอยู่ที่เรือนจำกลางสงขลา" พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีนโยบายที่จะบรรเทาความเดือนร้อนของญาติผู้ต้องขัง เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจ คลายความคิดถึงที่มีต่อผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำที่กรุงเทพมหานคร โดยจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมประกาศขยายอำนาจการคุมขังของเรือนจำกลางนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา รวมทั้งเบตง จ.ยะลา ให้ครอบคลุมอัตราการลงโทษของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถนำกลับมาอยู่ใกล้ชิดกับญาติพี่น้องได้มากที่สุด

นางสีตีนอร์ เจ๊ะเลาะ ชาวบ้านควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ภรรยาผู้ต้องขังคดีความมั่นคงในคดีโจมตีเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 หรือวันเดียวกับเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตได้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมในครั้งนี้ด้วย

นางสีตีนอร์ กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจว่าสามีจะได้ย้ายกลับมาอยู่ในเรือนจำที่จังหวัดปัตตานีหรือไม่ เช่นเดียวกับญาติคนอื่นๆบางคนด้วย เพราะยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ผู้ต้องขัง 6 คนที่อาจจะไม่ได้ย้ายนั้นเป็นใครบ้าง

นางสีตีนอร์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ ให้ปล่อยตัวนักโทษคดีความมั่นคงทุกคนนั้น อยากให้รัฐบาลรับพิจารณาด้วย แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ปล่อยทุกคน ต้องพิจารณาดูเป็นรายบุคคลว่า ใครบ้างที่สมควรปล่อยตัวไป แต่หากคนนั้นทำผิดจริงก็ไม่สมควรปล่อย

นางสีตีนอร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ด้วยว่า ถ้าจะให้เกิดสันติภาพขึ้นในพื้นที่ คงต้องใช้เวลาอีก 10 ปี เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก จะต้องเรียกหลายฝ่ายมาแก้ปัญหาร่วมกัน มาเจรจากัน ต้องพยายามเจรจา ต้องประนีประนอมกัน

นางสีตีนอร์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา การเจรจายังไม่ได้ผล จึงควรปรับเปลี่ยนตัวหรือคณะตัวแทนเจรจาด้วย เพราะชุดเก่าที่ไปเจรจานั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือแล้ว ที่สำคัญต้องมีตัวแทนของประชาชนด้วย เพราะย่อมรู้ดีว่าประชาชนต้องการอะไร อีกอย่างสถานการณ์ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด และการเจรจาไม่ใช่ไปเจาะจงที่กลุ่มBRN อย่างเดียว

นางสีตีนอร์ กล่าวด้วยว่า ในการเจรจานั้น อยากให้มีการเปิดเผยแพร่ต่อสาธารณะมากกว่าเป็นการเจรจาลับ และบนโต๊ะเจรจานั้น อยากให้มีแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ ผู้นำศาสนาและประชาชนมีส่วนร่วมด้วย และเมื่อการเจรจาเสร็จสิ้นลง ก็ให้แถลงให้ประชาชนรับทราบด้วย เพราะที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยทราบว่า การเจราเป็นอย่างไร โดยเฉพาะทางฝ่ายรัฐไทยที่ไม่เคยออกมาแถลง มีแต่ฝ่าย BRN เท่านั้นที่ออกมาแถลงข้อเรียกร้องต่อฝ่ายรัฐ

           

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'วงการข่าว' ขยับ จัดระดมความเห็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ร่างเก่า-ใหม่

Posted: 28 Jun 2013 08:47 AM PDT


 

(28 มิ.ย.56) ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์  จัดการเสวนา หัวข้อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ปรับร่างเพื่อประชาชน? ณ บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด หอประชุมพุทธยาคา ชั้น 22  อาคารอัมรินทร์พลาซ่า โดย นิรันดร์ เยาวภา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า  หลัง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 มีผลบังคับใช้ ผู้ใช้และผู้อยู่ในแวดวงเห็นทั้งประโยชน์ของการมีกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมการกระทำความผิดที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ แต่ก็มีปัญหาความไม่ชัดเจนของ พ.ร.บ.นี้ เรื่องนิยามความผิด ซึ่งบางประเด็นขึ้นกับดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ การปิดเว็บ ยังไม่ชัดว่าจะปิดยังไง ตามกฎหมายบอกให้ใช้คำสั่งศาล แต่บางครั้งไม่มีการใช้ หรือจะปิดถึงเมื่อใด ทำให้มีการยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ผ่านการรับฟังความเห็นไป 2-3 รอบแล้ว แต่อาจมีปัญหาสื่อสาร ทำให้แม้แต่นักข่าวสายไอทียังบอกว่าไม่ทราบเรื่องประชาพิจารณ์เท่าไหร่ จึงมีการจัดงานขึ้น เพื่อรวบรวมความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง (ดูร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับร่างโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)(สพธอ.)ที่ด้านล่าง)

อนันต์ แก้วร่วมวงศ์ นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย กล่าวถึงปัญหาจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ว่า มีปัญหาบ้าง แต่ไม่มากถึงขนาดปฏิบัติตามไม่ได้ โดยมีกรณีที่บอกให้บล็อคก่อนจะมีคำสั่งศาล ก็จัดการให้ แต่ก็ได้ขอให้ส่งคำสั่งศาลตามมา เพราะเข้าใจว่าการขอคำสั่งศาลต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม หากสุดท้ายไม่มีคำสั่งศาลตามมา ก็ต้องปลดบล็อคออกเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่หน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่งแจ้งมาให้บล็อคเว็บๆ หนึ่ง เพราะกลัวว่าปล่อยไว้จะเกิดความเสียหาย แต่อีกหน่วยงานบอกว่าอย่าบล็อค เพราะต้องการเก็บหลักฐาน เพื่อเตรียมจับกุม 

นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย กล่าวต่อว่า ส่วนสิ่งที่อยากได้คือ จุดติดต่อประสานงานจุดเดียว (single point of contact) ที่มีอำนาจมากพอ เพราะที่ผ่านมา มีหน่วยงานอื่นนอกเหนือจากกระทรวงไอซีที ติดต่อเข้ามา เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ต้องขอให้กลับไปที่กระทรวงไอซีที หรือบางครั้ง หน่วยงานความมั่นคง ก็มาเองโดยตรง ก็ต้องจัดการให้

พันตำรวจเอก ศิริพงษ์ ติมุลา รองผู้บังคับการกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ทุกฝ่ายยังมีปัญหาเรื่องการรับรู้และความเข้าใจในข้อเท็จจริงและบริบททางดิจิตอลที่ไม่ตรงกัน  ทำให้เกิดการแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท โดยการใช้มาตรา 14(1) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรื่องการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ มาใช้แทนข้อหาหมิ่นประมาทปกติ ซึ่งยอมความได้ และมีข้อยกเว้นที่มากกว่า และเมื่อแจ้งความผิดตามมาตรา 14 (1) แล้วก็สามารถให้พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้มาตรา 18 เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเป็นการละเมิดสิทธิการใช้งานและสิทธิอื่นๆ ต่อไปด้วย 

ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ว่า โดยหลักการนั้นดี แต่ยังมีปัญหาหลายประเด็น ได้แก่ มาตราที่เพิ่มขึ้นใหม่ เรื่องการทำซ้ำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจซ้ำซ้อนของกฎหมายลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ การแก้ไขให้ยอมความได้จะเกิดปัญหาตามมา ทุกวันนี้ แม้ยอมความไม่ได้ การจะหาเอกสารคดีจำนวนมากที่เกิดในเฟซบุ๊กยังใช้เวลานาน หากให้ยอมความได้ อายุความจะเหลือเพียงสามเดือน ไม่พอในการหาหลักฐาน นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดการขู่ฟ้องเอาเงินเข้ากระเป๋า แบบที่เกิดกับกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ รวมถึงการบล็อคเว็บที่เดิมมีการกรองสามชั้น คือ พนักงานเจ้าหน้าที่ รัฐมนตรีไอซีที และศาล แต่ร่างใหม่ ตัดขั้นตอนของการส่งไปให้รัฐมนตรีไอซีทีอนุมัติออก ถามว่า มาตรการกลั่นกรองอยู่ตรงไหน จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพหรือไม่

ทั้งนี้ ไพบูลย์ เสนอด้วยว่า ในการทำงานนั้น แต่ละส่วนมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างการขอล็อกไฟล์จากไอเอสพีแต่ละราย จะได้ข้อมูลไม่เหมือนกัน ขึ้นกับการตีความ จึงอยากให้มีหลัก code of conduct เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันและเพื่อให้ภาคประชาชนตรวจสอบได้ นอกจากนี้  ควรมีคณะกรรมการดูแลเรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ พร้อมกับเสนอให้มี lawful interception ซึ่งเป็นการดักข้อมูลตามกฎหมายด้วย 

ภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง กล่าวว่า จุดที่อยากให้แก้ไข คือ การปลดบล็อคเว็บ ที่ผ่านมาบางเว็บเลิกทำไปแล้ว แต่ก็ยังถูกบล็อคอยู่ ตอนนี้รายชื่อเว็บที่ต้องบล็อคนั้นยาวมาก ทำให้ระบบช้า เพราะต้องตรวจก่อน ถามว่าทำไมทุกคนต้องถูกลงโทษด้วย นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 15 ซึ่งเอาผิดกับผู้ให้บริการที่เจตนาปล่อยให้เกิดการกระทำความผิด โดยชี้ว่า เมื่อผู้ใช้บริการมาใช้งานนั้น ผู้ให้บริการไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าสิ่งที่ส่งผิดกฎหมายหรือไม่ จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อดักข้อมูลทั้งหมด เปิดอ่านอีเมลทุกฉบับ ดูไฟล์ทุกไฟล์ ก่อนการส่งต่อ ถามว่าผู้ใช้จะยินยอมหรือไม่

ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง ชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความบิดเบี้ยว โดยเมื่อโฮสติ้งรู้สึกว่าอาจเกิดปัญหาหรือหมิ่นเหม่ ก็จะบอกปัดให้ผู้ใช้บริการไปใช้บริการต่างประเทศ หรือไปใช้เฟซบุ๊ก ผลก็คือ สิ่งที่ภาครัฐอยากแตะก็แตะไม่ถึง โฮสติ้งในเมืองไทยจะใสสะอาด แต่ของไม่ดีไม่หายไป เพียงแต่ไม่อยู่เมืองไทยเท่านั้นเอง

ภูมิจิต เสนอทางแก้ว่า ควรเอาเรื่องเทคนิคและเนื้อหาออกจากกัน เพราะเทคนิคเป็นเรื่องที่ตัดสินได้ชัดเจนกว่า แต่หากเป็นเรื่องเนื้อหา คนทำโฮสติ้ง ทำเว็บ ไม่มีทางรู้ว่าข้อมูลไหนจริงไม่จริง นอกจากนี้ บริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้เนื้อหาเปลี่ยนแปลงตาม จึงไม่ควรเอาเรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มาเกี่ยวกับเรื่องเนื้อหา

นอกจากนี้ ภูมิจิต แนะด้วยว่า ร่างฉบับใหม่นี้ควรจะต้องทำเช่นเดียวกับที่ศาลปกครองทำกับโครงการการจัดการน้ำ นั่นคือ ให้มีการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุกคน  

ด้าน อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์  กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ มีความชัดเจนมากขึ้นว่า เป็นเรื่องของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์  โดยที่ผ่านมา เคยมีเด็กแจ้งความเพื่อน ซึ่งขโมยไอเท็มในเกมออนไลน์ ด้วยมาตรา 9 ที่ว่า ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การจะบังคับใช้กฎหมายจึงต้องคิดให้รอบคอบ

อภิศิลป์ กล่าวว่า นอกจากนี้ มาตรการแจ้งเตือนและเอาออก (notice and take down) ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งกำหนดผู้ให้บริการดำเนินการแก้ไข หรือระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ภายในเวลาอันเหมาะสม นับแต่วันที่รู้หรือได้รับแจ้งหรือในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดนั้น มีข้อดีคือ ง่ายต่อการจัดการของผู้ให้บริการ เพราะไม่ต้องตัดสินใจเอง แต่ก็มีข้อเสีย เนื่องจากข้อมูลตามมาตรานี้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งยังมีความไม่ชัดเจนว่าจะตีความอย่างไร ถามว่า หากมีคนโพสต์ข้อมูลเรื่องความเสียหายจากนโยบายภาครัฐ จะเป็นความมั่นคงหรือไม่

 

 

ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ 3 เม.ย.56

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

7 อรหันต์ ถอนตัว ไม่ร่วมเป็นคณะผู้รับฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงสอบสวนองค์การเภสัช

Posted: 28 Jun 2013 08:29 AM PDT

ระบุ ประดิษฐ-พิพัฒน์บิดเบือนข้อตกลงกับเครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ ที่ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

28 มิ.ย.2556 ตามที่ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ด อภ.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้ชี้ แจงข้อเท็จจริงและคณะผู้รับฟังข้อเท็จจริงกรณีการสอบสวนข้อเท็จจริงและการ เลิกจ้างผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม

นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทกล่าวว่า คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวเนื้อหาผิดไปจากข้อตกลงที่เครือข่ายเพื่อความเป็น ธรรมในระบบสุขภาพได้มีไว้กับนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกันให้เป็นการตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" แต่กลับมีคำสั่งจาก นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรี สธ. สั่งให้ประธานบอร์ด อภ. นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ออกคำสั่ง ให้เป็นคณะผู้รับฟังข้อเท็จจริง จากคณะผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคู่กรณี

 "การที่รัฐมนตรีประดิษฐมีคำสั่งให้มีหน้าที่เพียงเป็นผู้รับฟังข้อเท็จจริง ไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานเอกสารหรือสืบค้นข้อมูลภายในขององค์การเภสัชกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการปลดนายแพทย์วิทิตได้นั้น เท่ากับว่ารัฐมนตรีประดิษฐบิดเบือนข้อตกลงในการเจรจา ชมรมแพทย์ชนบทมีไฟล์เสียงการประชุมที่ทั้งรัฐมนตรีประดิษฐและคุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีสรุปตรงกันในการเรจาวันที่ 4 มิถุนายนว่า จะตั้งกรรมการที่มีอำนาจในการขอดูหลักฐาน เอกสาร สอบถามบุคคล หรือตรวจสอบข้อมูลว่าจริงหรือเท็จประการใด ไม่ใช่เป็นเพียงกรรมการรับฟังการชี้แจงเท่านั้น"

นพ.วชิระ บถพิบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ชมรมแพทย์ชนบทพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีกับรัฐมนตรีประดิษฐมาหลายหน แต่หนนี้คงตอบได้ชัดเจนแล้วว่า รัฐมนตรีประดิษฐไม่มีความจริงใจ ไม่ใช่ลูกผู้ชายที่มีสัจจะเป็นคุณธรรม ที่ยอมเจรจาหรือยอมทำท่าจะทำตามมติการเจรจาก็เพียงเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีในการปรับ ครม. ไม่ได้จริงใจในการแก้ปัญหา เป็นถึงหมอถึงรัฐมนตรีหากไม่มีสัจจะก็ไม่ควรมาปกครองบ้านเมือง"

รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จะไม่เข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว เพราะในคำสั่งให้เป็นแค่คณะผู้รับฟังฯเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถทำให้ความจริงกระจ่างได้ "ดังนั้นเมื่อเริ่มกระบวนการก็ไม่โปร่งใส จึงรับไม่ได้ในคำสั่งลักษณะบิดเบือนเช่นนี้"

 ทางด้าน นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเช่นเดียวกันว่า คำสั่งนี้

ผิดไปจากข้อตกลงที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำไว้กับเครือข่ายฯ ซึ่งเอกสารข้อสรุปที่ทางทีมงานของเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำไว้และเป็นเอกสารที่เข้าการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ชัดเจนว่า ให้เข้าไปเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง "คำสั่งที่ออกมาให้ไปรับฟัง ไม่ใช่เข้าไปตรวจสอบ เพราะนั้นไม่ร่วมสังฆกรรมกับคำสั่งนี้โดยสิ้นเชิง"

 ทางด้านนายระวัย ภู่ระกา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม (สร.อภ.) เห็นว่า การไปฟังคำชี้แจงเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์ แค่เข้าไปดูข้อมูลแค่นั้นไม่สามารถตัดสินอะไรได้ ท้ายสุดก็จบที่ศาลอยู่ดี จึงไม่ขอเข้าร่วม "การเจรจาในคืนวันที่ 4 รัฐมนตรียืนยันข้อมูลและการตัดสินใจของตัวเอง ทางกลุ่มคนรักหลักประกันจึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความบริสุทธ์ใจ เลขาธิการนายกรัฐมนตรียังพูดเลยว่า ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา ให้ไปพิสูจน์กัน หากผิดต้องว่าไปตามผิดนะ ทุกคนรับได้หรือไม่ ทุกฝ่ายในที่นั้นก็รับคำ แต่นี่ ชะลอ ประวิงเวลามาตลอด พอจะให้ตรวจสอบจริงๆ ก็ไม่ทำ ทั้งที่มาจากคำท้า วิธีการอย่างนี้ไม่ได้ประโยชน์"

 ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวว่า  ไม่ยอมรับคำสั่งแบบนี้ สิ่งที่ควรจะเป็นคือ ต้องมีการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งกระบวนการว่าถูกต้อง ชอบธรรมหรือไม่ ไม่ใช่ไปฟังและดูแค่เอกสารผลการสอบข้อเท็จจริง  

 ทั้งนี้ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 ด้านการควบคุมป้องกันโรค, ศ.ดร.ภญ.กาญจน์พิมล ฤทธิเดช และนายชำนาญ พิเชษฐ์พันธ์ นักกฎหมาย ต่างได้แสดงเจตจำนงค์ชัดเจนไม่ร่วมเป็นคณะผู้รับฟังข้อเท็จจริงอย่างเด็ดขาด

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปัญหาจากการล่มสลายของโครงการรับจำนำข้าว

Posted: 28 Jun 2013 08:04 AM PDT

ไม่มีใครคาดคิดว่ารัฐบาลจะกล้าตัดสินใจลดราคาจำนำข้าวและจำกัดวงเงินรับจำนำ อย่างกระทันหัน (ซึ่งเท่ากับเป็นการยกเลิกนโยบายการจำนำข้าวทุกเม็ดโดยปริยาย) เพราะตลอดเวลารัฐบาลมักจะอ้างเสมอว่าโครงการนี้เป็นนโยบายที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้ชาวนา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และรัฐบาลสามารถขายข้าวให้รัฐบาลต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องลดราคาจำนำข้าว น่าจะเกิดจากรายงานของมูดดี้ส์ที่แสดงความกังวลต่อการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวกว่า 2 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลต้องใช้เงินเพิ่มเติมอีกจำนวนมากในการรับจำนำ ทำให้รัฐบาลอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายงบประมาณสมดุลในปี 2560 และอาจส่งผลกระทบต่อการลดเครดิตของประเทศไทย การตัดสินใจครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเพื่อไทยยอมรับฟังคำเตือนของฝรั่งหัวแดง ต่างจากในสมัยรัฐบาลทักษิณที่เคยแสดงความไม่พอใจว่า "ยูเอ็นไม่ใช่ พ่อ"

ยิ่งกว่านั้นการที่รัฐบาลยอมผิดสัญญาตามที่เคยหาเสียงไว้กับชาวนา ก็แสดงว่ารัฐบาลยอมรับว่าการจำนำข้าวมีปัญหาการคลังอย่างรุนแรง นี่คือ บทเรียนสำคัญว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปประชาชนต้องใช้สติในการพิจารณาว่า "นโยบาย" ที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอนั้นจะมีผลเสียหายอย่างไร ไม่ใช่มองแต่ประโยชน์ที่ตนจะได้เพียงอย่างเดียว พรรคการเมืองเองก็ควรมีความรับผิดชอบที่จะต้องวิเคราะห์ผลดีผลเสียของนโยบายต่างๆก่อนที่นำนโยบายออกมาเสนอขายต่อประชาชน ผู้บริหารพรรคการเมืองต่างก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ และมีนักวิชาการที่มีความรู้สูง สังคมไทยคงไม่ต้องออกกฎกติกาบังคับเรื่องนโยบายหาเสียง หรือให้องค์กรอิสระมาตามตรวจสอบนโยบายหาเสียง นักการเมืองต่างคนต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ใช่เด็กๆ

การตัดสินใจลดราคาจำนำลงอย่างรวดเร็วดูเหมือนจะเน้นเฉพาะการเฉือนรายได้ชาวนาเพื่อแก้ปัญหาการขาดทุนจากราคาจำนำที่สูงลิบลิ่วเท่านั้น แต่ภาวะขาดทุนในโครงการจำนำข้าวมิได้เกิดจากราคาจำนำเพียงอย่างเดียว การขาดทุนยังเกิดจากการอุดหนุนผู้บริโภค ค่าใช้จ่ายของโครงการ ตลอดจนการขาดทุนที่เกิดจากการระบายข้าวไม่โปร่งใสและการทุจริตในโครงการ นอกจากนั้นการยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวอย่างกระทันหันอาจส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกลดลงอย่างฮวบฮาบ ทำให้ชาวนาที่อยู่นอกโครงการจำนำอาจประสบภาวะขาดทุนจากการขายข้าว คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติต้องนำประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาโดยเร่งด่วน


1. การลดภาระขาดทุนจากการจำนำข้าว

ประเด็นแรก ถ้ารัฐบาลต้องการลดภาระการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าว รัฐบาลควรต้องลดการขาดทุนจากการระบายข้าวและการอุดหนุนผู้บริโภคด้วย

การขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว นอกจากจะเกิดจากการตั้งราคารับจำนำข้าวเปลือกที่ 15,000 บาทต่อตัน (โดยชาวนาไม่ได้เป็นฝ่ายเรียกร้องแต่แรก) การขาดทุนอีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากการระบายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาด และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ แต่รัฐบาลไม่เคยยอมแถลงตัวเลขราคาข้าวที่รัฐบาลขายได้และปริมาณข้าวที่ขาย

โชคดีที่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเมื่อ 18 มิถุนายน 2556 นายวราเทพ รัตนากร ได้รายงานตัวเลขรายรับรายจ่ายของการจำนำข้าว 3 ฤดู (ตั้งแต่ตุลาคม 2554 ถึง 31 มกราคม 2556) ทำให้ผมสามารถคำนวณหาปริมาณการระบายข้าว ปริมาณสต๊อคที่เหลืออยู่ และที่สำคัญ คือ ราคาข้าวที่รัฐขาย (ตามตัวเลขของกรมการค้าต่างประเทศ) (ดูภาคผนวก)

จากการคำนวณดังกล่าว พบว่า รัฐบาลระบายข้าวจำนวน 4.99 ล้านตัน ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10.21 บาท ขณะที่ต้นทุนของข้าวสารในโครงการสูงถึง กก.ละ 33.62 บาท แปลว่ารัฐบาลขาดทุนกก.ละ 23.41 บาท การขาดทุนนี้ประกอบด้วยการขาดทุนจากการตั้งราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาดกิโลกรัมละ 14.52 บาท ขาดทุนจากต้นทุนดำเนินการ[1] (เช่น ค่าจ้าง โรงสี ค่าเช่าโกดัง ฯลฯ) 0.74 บาทต่อกก. และที่เหลือคือขาดทุนจากการระบายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาดอีก 8.15 บาท/กก. (รูปที่ 1)

การขาดทุนจากการระบายข้าว ยังสามารถแยกได้ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นการขาดทุนจากนโยบายข้าวสารราคาถูก ซึ่งเป็นการอุดหนุนผู้บริโภคกิโลกรัมละ 0.45 บาทและขาดทุนจากการขายข้าวให้พ่อค้าบางรายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด

รัฐบาลเพื่อไทยประสบความสำเร็จในการทำให้ข้าวเปลือกมีราคาแพง และข้าวสารราคาถูก (รูปที่ 2) การที่รัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกถึงเกือบ 63.5 ล้านตัน (ประมาณร้อยละ 57 ของผลผลิต 3 ฤดู ในช่วงตุลาคม 2554-เมษายน 2555) ราคาข้าวสารในประเทศจะต้องถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงต้องระบายข้าวจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในราคาที่ค่อนข้าวคงที่ (ประมาณ 22 บาทต่อกิโลกรัม)

รัฐบาลมีวิธีระบายข้าว 2 วิธี คือ การขายข้าวถุงละ 70 บาท (หรือ 14 บาทต่อกก.) จำนวน 1.8 ล้านตัน แต่ข้อมูลของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสมาชิกพบว่ามีข้าวถุงที่ส่งไปขายยังร้านถูกใจเพียง 5-10 % เท่านั้น วิธีนี้จึงไม่ได้ผลในการลดราคาข้าวขายปลีก

วิธีระบายข้าวอีกวิธีที่ช่วยให้ราคาขายปลีกข้าวสารเจ้าในตลาดมีราคาถูกเพียงถุงละ 110-120 บา (หรือ 22-24 บาท/กก.) คือ การขายข้าวทุกชนิดจำนวนมากให้พ่อค้าบางคนในราคาถูก ตัวเลขจากรายงานของรมว.วราเทพ รัตนากร ทำให้เราทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ขายข้าวสารราคาเฉลี่ยเพียง 10.21 บาท/กก.[2] พ่อค้าที่โชคดีเหล่านี้สามารถนำข้าวไปขายส่งในราคากก.ละ 16 บาทราคาขายส่งนี้ต่ำพอที่จะทำให้พ่อค้าขายปลีกสามารถขายข้าวสารคุณภาพต่ำในราคากก.ละ 22-24 บาท ให้ผู้บริโภค

ผลการระบายข้าวสารราคาถูกทำให้ราคาขายปลีกข้าวสารทุกชนิดในตลาดกรุงเทพฯ เฉลี่ย 24.17 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ราคาขายปลีกสูงกว่าเล็กน้อย คือ 24.62 บาทต่อกิโลกรัม แปลว่ารัฐบาลควักเงินอุดหนุนผู้บริโภคข้าวกิโลกรัมละ 0.45 บาท

ดังนั้นส่วนต่างที่เหลือจึงเป็นการนำเข้าภาษีไปแจกให้พ่อค้าบางคน ส่วนต่างนี้เท่ากับ 7.7 บาทต่อกก. หรือร้อยละ 33 ของมูลค่าการขาดทุนจำนวน 1.22 แสนล้านบาท (ดูรูปที่ 1)


รูปที่ 1 การขาดทุนในโครงการจำนำข้าวเกิดจากอะไร
(เฉพาะการระบายข้าว 3 ฤดูจำนวน 4.99 ล้านตันในระหว่าง ต.ค. 54- ม.ค. 55)

 

ที่มา: คำนวนจาก
(1) วราเทพ รัตนากร "ผลการรวบรวมข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ตามนโยบายรัฐบาล"

(2) ราคาข้าวเปลือกทุกชนิดของกรมการค้าภายใน

(3) ราคาขายปลีกข้าวสารทุกชนิดในตลาดกรุงเทพฯ ของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า


 

รูปที่ 2: ข้าวเปลือกแพง ข้าวสารถูก

ที่มา: กรมการค้าภายใน.  และสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์.


2. การทุจริตในการระบายข้าว

ประเด็นที่สอง การขาดทุนจากการระบายข้าวเกิดจากการที่รัฐบาลขายข้าวแบบไม่โปร่งใสให้แก่พ่อค้าบางรายในราคาถูกเป็นพิเศษ คำอภิปรายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่ารัฐบาลขายข้าวราคาถูกให้โรงสีแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรในราคากิโลกรัมละ 5.7 บาท ทั้งๆที่ราคาขายส่งข้าวสารในตลาด คือ 16 บาท แสดงว่าโรงสีดังกล่าวพันกำไรส่วนต่างถึงกิโลกรัมละ 10.30 บาท ถ้าเราทราบปริมาณข้าวที่รัฐขายในราคาถูกๆ เราก็จะสามารถคำนวณจำนวนเงินภาษีประชาชนที่ถูกนำไปแจกให้พ่อค้าพรรคพวกได้

โชคดีที่รายงานการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องออกมายอมรับว่ามีข้าวสารที่ยังไม่ได้ลงบัญชีอีก 2.5 ล้านตัน ทำให้ไม่สามารถปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวนาปีฤดู 2555/56 ได้

ตัวเลขดังกล่าวช่วยให้เราทราบวิธีการลักลอบนำข้าวจำนวนมากในโครงการจำนำไปขายในตลาด ส่วนบนของรูปที่ 3 แสดงขั้นตอนปกติของการจำนำ เมื่อชาวนานำข้าวเปลือกไปจำนำที่โรงสีโรงสีจะต้องสีแปรสภาพใน 7 วัน แล้วนำข้าวสารส่งมอบให้โกดังกลางของรัฐบาลที่เช่าจากเอกชน

รูปที่ 3: การส่งมอบข้าวตามขั้นตอน และการแอบขายข้าวในโครงการจำนำ

ส่วนขั้นตอนการทุจริต คือ หลังจากรับจำนำข้าวเปลือกจากชาวนาแล้วโรงสีบางแห่งแอบนำข้าวที่สีแปรสภาพไปขายให้ผู้ค้าข้าว (หรือบางกรณีแอบนำข้าวเปลือกไปขายให้โรงสีผู้ส่งออกข้าวนึ่ง) จากนั้นค่อยไปหาซื้อข้าวสารราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน มาส่งคืนให้โกดังกลางของรัฐบาลในภายหลัง ส่วนโกดังบางแห่งที่ไม่สามารถหาข้าวสารราคาถูกมาเข้าโกดังก่อนมีการตรวจสอบ ก็อาจเผาโกดังทิ้งตามที่มีข่าวเป็นระยะๆ หรือถูกจับได้ตามที่เป็นข่าว

แต่การลักลอบนำข้าวไปหมุนขายแบบนี้จะทำได้ในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น (เช่น กรณีโรงสีที่พิจิตรลักลอบนำเข้าจำนำไปขาย 9,000 ตัน) เป็นไปไม่ได้ที่ข้าวสารจะหายไปจากโกดังกลางถึง 2.5 ล้านตันหากไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง คำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ต่อ รมว.วราเทพ รัตนากร ว่าข้าวจำนวนนี้ยังไม่ได้สีแปรสภาพ จึงไม่ได้ลงในบัญชีข้าวสารก็ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงโรงสีก็จะต้องมีข้าวเปลือกกองเป็นภูเขาหลายพันลูก ตัวเลขข้าวสารที่ไม่ได้ลงบัญชีนี้เป็นต้นเหตุของคำสั่งให้ตรวจสต๊อคข้าวของโรงสีและโกดังทั่วประเทศในวันที่ 27 มิถุนายน ศกนี้ แต่กว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจ โรงสีและโกดังคงหาข้าวมาส่งคืนแล้ว เพราะวันเวลาล่วงเลยมานานเกือบ 5 เดือนหลังจากการทำรายงานปิดบัญชี ณ วันที่ 31 มกราคม 2556

หลักฐานสำคัญที่เป็นเงื่อนไขเอื้ออำนวยให้โรงสีไม่ต้องส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังใน 7 วัน และสามารถนำเข้าข้าวสารราคาถูกจากต่างประเทศโดยถูกกฎหมายมาเข้าโกดังกลางแทน ไม่ต้องแอบลักลอบนำเข้าแบบกองทัพมด คือ การที่คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการจำนำข้าว ได้อนุญาติให้มีการผ่อนผันให้โรงสีที่รับจำนำข้าวเปลือกไว้จำนวนมาก ไม่ต้องสีแปรสภาพและนำส่งข้าวสารเข้าโกดังกลางใน 7 วัน[3] ผู้เกี่ยวข้องในวงการข้าวคาดว่าอาจมีการผ่อนผันให้ยืดเวลาการสีแปรสภาพข้าวสารนานถึง 2 เดือน

เดิมกระทรวงพาณิชย์มีประกาศอนุญาตให้มีการนำเข้าข้าวสารจากประเทศเพื่อนบ้านตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เฉพาะในบางเดือนที่ไม่มีการเก็บเกี่ยวข้าวในประเทศ (คือ พฤษภาคม ถึง ตุลาคม) การนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านจะเสียภาษีนอกโควตาความข้อตกลง WTO ในอัตรา 52% ต้นทุนการนำเข้าข้าวจึงค่อนข้างสูง แต่ผู้นำเข้าจะใช้วิธีสำแดงมูลค่าข้าวและปริมาณข้าวต่ำกว่าความจริง เช่น สำแดงว่าราคาข้าวสารนำเข้ากิโลกรัมละ 3-4 บาท แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2555 รมว.กระทรวงพาณิชย์ได้อาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2539 ออกระเบียบให้มีการออกหนังสือรับรองการนำเข้าที่ได้สิทธิ์ชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณีตามความตกลงภายใต้ WTO ได้ทุกเดือนตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2556 ประกาศดังกล่าวช่วยให้ผู้ค้าข้าวสามารถนำเข้าข้าวสารจากประเทศเพื่อนบ้านได้ทุกเดือนโดยมีต้นทุนต่ำลง

ถ้าไม่มีประกาศทั้งสองฉบับรองรับ กระบวนการขโมยข้าวของผู้เสียภาษีไปขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันคงทำได้ลำบาก  และมีต้นทุนสูง

คำถามสำคัญ คือ มีข้าวจำนวนเท่าไรที่ถูกลักลอบจากคลังรัฐบาล นำไปหมุนขายก่อน เราทราบว่าในช่วงที่มีการจำนำข้าวระหว่างเดือนตุลาคม 2554-สิ้นมีนาคม 2556 รัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกทั้ง 3 ฤดู (นาปี 2554/55 นาปรัง 2555 และนาปี 2555/56) รวมทั้งสิ้น 36.48 ล้านตัน ซึ่งแปลงเป็นข้าวสารได้ 22.52 ล้านตัน) ส่วนผลผลิตข้าวทั้งประเทศเท่ากับ 39.68 ล้านตันข้าวสาร ก็แปลว่ามีข้าวอยู่ในมือโรงสีและพ่อค้าประมาณ 17.16 ล้านตัน แต่พ่อค้าข้าวจะต้องมีสต๊อคข้าวอยู่ในมือประมาณ 1.0 ล้านตัน ดังนั้นตลาดข้าวเอกชน จะมีข้าวขายเพียง 16.16 ล้านตัน ขณะเดียวกันในช่วง 18 เดือนดังกล่าว คนไทยต้องบริโภคข้าว 15.90 ล้านตันและมีการส่งออก 10.17 ล้านตัน รวม 26.07 ล้านตัน แสดงว่าตลาดยังขาดข้าวอยู่อีก 9.91 ล้านตัน (26.07-16.16) ข้าวจำนวนนี้จะต้องมาจากการระบายข้าวของรัฐบาลอย่างแน่นอน ถ้ามีการระบายข้าวน้อยกว่านี้ ราคาข้าวสารในตลาดจะต้องแพงขึ้นกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่รัฐบาลเพื่อไทยประสบความสำเร็จในการตรึงราคาข้าวสารให้มีราคาถูกกว่าสมัยอภิสิทธิ์ และทำให้ราคาข้าวเปลือกแพง (รูปที่ 2)

ทว่า นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฏรเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ระบายข้าวเพียง 7.07 ล้านตัน จึงเกิดคำถามว่าข้าวอีก 2.84 ล้านตันมาจากไหน คำตอบก็คือ นอกจากการนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายในประเทศ และข้าวบางส่วนถูกนำไปส่งมอบให้โกดังกลางแทนข้าวของชาวนาไทยที่ถูกลักลอบออกจากโกดังไปหมุนขายก่อนแล้ว ก็ยังมีข้าวสารในโครงการรับจำนำจำนวน 2.5 ล้านตัน ที่ไม่ได้ลงบัญชี แต่ถูกลักลอบนำออกไปขายในตลาดและยังมิได้นำข้าวสารมาคืนโกดัง

ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดการนำข้าวดังกล่าวมาคืนคลังได้ ก็เท่ากับประชาชนต้องสูญเสียเงินภาษีจำนวน 40,000 ล้านบาท (หรือ 2.5 ล้านตันคูณราคาขายส่ง 16,000 บาทต่อตัน) หรือถ้ามีการขายข้าวจำนวนดังกล่าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาด รัฐบาลก็ต้องขาดทุน

รัฐบาลจะต้องรีบจัดการสะสางปัญหาการทุจริตและภาระขาดทุนโดยเร่งด่วน โดยเริ่มต้นจากการแถลงรายละเอียดของการระบายข้าว ตั้งแต่ราคาข้าวปริมาณข้าวที่ขาย วิธีขาย และชื่อผู้ซื้อ เป็นต้น ผมหวังว่าหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะมีการแถลงข้อมูลเหล่านี้


3. ผลของการยกเลิกโครงการรับจำนำต่อราคาข้าวเปลือก

ประเด็นสุดท้าย การลดราคารับจำนำ และจำกัดวงเงินรับจำนำต่อเกษตรกร เท่ากับการยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดโดยปริยาย ผลที่จะตามมา คือ ราคาข้าวเปลือกในตลาดจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลมีข้าวในสต๊อคจำนวนมาก (อาจสูงถึง 17 ล้านตัน) สต๊อคจำนวนนี้กับผลผลิตข้าวในฤดูใหม่จะทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศลดต่ำลง ทำให้ชาวนาเดือดร้อน โดยเฉพาะชาวนาจำนวน 3 ล้านครัวเรือนที่ไม่ได้นำข้าวไปจำนำกับรัฐบาล แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลไม่เคยคิดถึงผลกระทบในด้านนี้เลย ข้อเสนอการเยียวยาเกษตรกรด้วยมาตรการช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูกอาจไม่เพียงพอ และคงไม่ได้ผลมากนัก ดังนั้นรัฐบาลจะต้องพิจารณาหาหนทางป้องกันมิให้ราคาข้าวเปลือกทรุดฮวบลงมาก เช่น ทบทวนการยกเลิกโครงการแบบกระทันหันโดยหาวิธีการค่อยๆยกเลิกโครงการรับจำนำ พร้อมมาตรการเสริม เช่น กลยุทธ์การระบายข้าว อย่างระมัดระวัง เป็นต้น

 

 

................................................................................

 

 

ภาคผนวก การคำนวณหาราคาข้าว-ปริมาณข้าวที่รัฐบาลระบายและสต๊อคข้าว
(นาปี 2554/55 นาปรัง 2555 นาปี 2555/56 ณ 31 มกราคม 2556)

 

พาณิชย์

อนุฯปิดบัญชี

ล้านตัน

ข้าวสารในโครงการรับจำนำ (ข้าวเปลือก 31.7 ล้านตัน)

15.16

15.61

ล้านตัน

เงินที่จ่ายให้ชาวนา

493,014.48

493,014.48

ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายดำเนินการ

16,634.06

16,647.94

ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายรวมต่อตัน ((2)+(3) หาร (1))

33,618

33,619.00

บาท/ตัน

มูลค่าข้าวในสต๊อค

341,956.26

226,851.58

ล้านบาท

สต๊อคข้าว (5) ÷ (4)

10,171,827

6,747,740

ตัน

จำนวนข้าวที่ระบาย (1) – (6)

4,988,173

8,862,260

ตัน

มูลค่าข้าวที่ระบาย

50,926.15

61,741.45

ล้านบาท

ราคาข้าวที่ระบาย (8) ÷(7)

10,209.30

6,966.70

บาท/ตัน

ขาดทุน

23,408.70

26,652.70

บาท/ตัน

 

หมายเหตุ : ถ้าใช้ข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีราคาข้าวที่ระบายจะเท่ากับ 7,341.4 บาทต่อตันจึงหมายความว่าการระบายข้าว 8.41 ล้านตัน จะขาดทุนตันละ 26,277.5 บาท (ซึ่งสูงกว่าตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่เฉลี่ย 23,409 บาทต่อตัน)

ที่มา : วราเทพ รัตนากร "ผลการรวมรวมข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล"
18 มิถุนายน 2556

 




[1] ใช้ตัวเลขต้นทุนของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งยังมิได้รวมค่าเสื่อมของข้าว และดอกเบี้ยจากเงินทุนที่ใช้ซื้อข้าวเก็บในโกดัง ถ้ารวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ต้นทุนดำเนินการจะสูงถึงกิโลกรัมละ 3.63  บาทต่อกก.

[2] ถ้าใช้ข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ราคาขายเฉลี่ย 6.97 บาทต่อกก.และขาดทุน กก.ละ 26.65 ขาท

[3] ฝ่ายเลขานุการ กขช. "หลักเกณฑ์การดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555"  กุมภาพันธ์ 2555

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักวิจัยภาษาศาสตร์เผย 'โทรล' ไม่ได้ประสงค์ร้าย แต่แค่เบื่อหน่าย

Posted: 28 Jun 2013 06:11 AM PDT

นักวิจัยด้านภาษาศาสตร์จาก ม. แลงคาสเตอร์ ของอังกฤษวิจัยจากกรณีศึกษา 4,000 รายเรื่อง "โทรล" (ผู้ชอบกลั่นแกล้งหรือยั่วยุ) โดยบอกว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่แค่มาจากความเบื่อหน่าย กับความรู้สึกมีอำนาจจากการเป็นบุคคลนิรนาม

27 มิ.ย. 2013 - งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยผลการวิจัยเกี่ยวกับ กลุ่มโทรล (troll - ผู้ชอบกลั่นแกล้งหรือยั่วยุให้คนอื่นโกรธ) ในอินเตอร์เน็ต โดยบอกว่าพวกเขา ไม่ใช่คนที่มีเจตนาร้าย แต่ส่วนมากแล้วมาจากความเบื่อหน่าย

ดร. แคลร์ ฮาร์ดาเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ได้ทำการศึกษากรณีศึกษาในโลกออนไลน์ 4,000 รายที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการ "โทรล" ทางอินเตอร์เน็ต

ฮาร์ดาเกอร์ ได้ ทำการวิเคราะห์ข้อความที่โพสท์ในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการข่มเหงรังแก, การกุเรื่อง, การล่อลวง, และการคุกคามทางอินเตอร์เน็ต โดยเมื่อไม่นานมานี้มีการอ้างว่าการรังแกกันทางอินเตอร์เน็ตเป้นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย

งานวิจัยของฮาร์ดาเกอร์กล่าวว่า กลุ่มโทรลจะกระทำการด้วยความรู้สึกว่าตนมีอำนาจ, เพราะอยากสนุก, เพราะเบื่อหนาย หรือเพราะอยากแก้แค้น รวมถึงสภาพความเป็นบุคคลนิรนามในอินเตอร์เน็ต

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารว่าด้วยภาษา ความก้าวร้าว และความขัดแย้ง มีการเปิดเผยกลวิธีที่เหล่าโทรลเล่นสงครามจิตวิทยากับเหยื่อของพวกเขา ซึ่งกลวิธีดังกล่าวดูเหนือกว่าการข่มเหงรังแกทั่วไป และดูมีความซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การยั่วโมโหด้วยการวิจารณ์คนอื่นแต่ทำเสียเอง, การให้คำแนะนำที่ทำให้คนอื่นเป็นอันตราย, การทำให้คนอื่นตื่นตกใจด้วยการกระทำไม่แยแสต่อเรื่องอ่อนไหว

"ความก้าวร้าว การล่อลวงและหลอกใช้มีอยู่ในการปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แต่ผู้ใช้จำนวนมากก็ยังไม่รู้ว่ามีบางพฤติกรรมที่มีอยู่จริง และมันจะส่งผลร้ายแรงหรือมีภัยแอบแฝงอย่างไรบ้าง" ฮาร์ดาเกอร์กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ยังได้แก้ความเข้าใจผิดในเรื่องที่ว่าโทรลจะมาจากกลุ่มเด็กหรือวัยรุ่นเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วคนที่เป็นโทรลมาจากทุกช่วงวัยและทุกภูมิหลัง

"พวกเขาจะใช้วิธีการต่างกันในการทำให้คนอื่นตอบสนองในแบบที่พวกเขาต้องการ วิธีการบางอย่างก็เห็นไม่ชัดเท่าวิธีการอื่น มันไม่ใช่เรื่องการข่มเหงส่วนตัวอย่างเดียว" ฮาร์ดาเกอร์กล่าว

นักวิจัยเตือนว่าการโทรลในบางรายนั้นอาจกลายเป็นพฤติกรรมที่แย่กว่านั้นเช่นการลอบติดตามทางอินเตอร์เน็ต (cyberstalking) และการคุกคามทางอินเตอร์เน็ต (cyberharassment)

มีดาราบางคนเช่น ดันแคน เจมส์ บอกว่าเขาได้รับข้อความในเชิงเกลียดชังคนรักร่วมเพศผ่านทางทวิตเตอร์ อีกรายหนึ่งคือเจสซี่ เจ. กรรมการของรายการ The Voice ของอังกฤษ ก็เคยถูกกล่าวร้ายทางโซเชียลเน็ตเวิร์กเช่นกัน

ขณะที่คนธรรมดาทั่วไปมักจะรู้สึกถูกข่มเวลาที่ตกเป็นเหยื่อของการโทรล ฮาร์ดาเกอร์กล่าวว่า เราสามารถเมินเฉยต่อข้อความของโทรลเพียงข้อความเดียวได้ง่ายๆ แต่การตอบสนองต่อข้อความโทรลจำนวนมากอาจเป็นสิ่งรบกวนทำให้เนื้อหาที่เป็นประโยชน์จริงๆ ถูกละเลยไป

 

7 วิธีการที่พวกโทรลชอบใช้

งานวิจัยได้มีการกล่าวถึงวิธีการที่โทรลใช้ดังนี้ หนึ่ง การหลีกเลี่ยงประเด็นที่โต้เถียงกันอยู่โดยเฉพาะประเด็นที่มีความอ่อนไหว ทำให้เกิดการตอบโต้อย่างรุนแรง

สอง การวิจารณ์แต่ทำเสียเองเช่นการวิจารณ์ไวยากรณ์หรือการสะกดคำของคนอื่นแต่ก็ใช้ผิดๆ เสียเอง ซึ่งเป็นการยั่งโมโหวิธีหนึ่ง

สาม การแสร้งทำตัวขัดแย้งกับจุดยืนคนอื่นหรือการแสร้งถามคำถามไร้เดียงสา

สี่ การให้คำแนะนำอันตรายหรือส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง

ห้า การสร้างความตื่นตระหนกด้วยการไม่แยแสประเด็นอ่อนไหวหรือกล่าวในหัวข้อต้องห้ามอย่างโจ่งแจ้ง

หกคือ การกล่าวร้าย ข่มขู่ หรือด่าทอผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีสาเหตุหรือการยุยงใดๆ

และเจ็ด การส่งข้อความยั่วโมโห สร้างความไม่พอใจ แบบเดียวกันไปให้หลายๆ กลุ่มและรอการตอบสนอง

 
 
 
เรียบเรียงจาก: Trolls who post vicious abuse on Twitter aren't acting out of malice – they're just bored, reveals study, The Independent, 27-06-2013 http://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/trolls-who-post-vicious-abuse-on-twitter-arent-acting-out-of-malice--theyre-just-bored-reveals-study-8676926.html
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง

Posted: 28 Jun 2013 05:05 AM PDT

ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เป็นชื่อของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่จะเข้าฉายอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้ สร้างโดยผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นหนุ่ม ชื่อ นนทวัฒน์ นำเบญจพล ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีความน่าสนใจในฐานะหนังนอกกระแส ที่มีลักษณะสัจนิยม(realistic) ถ่ายภาพและบันทึกเหตุการณ์ตามที่เป็นจริง เป็นแบบสารคดีโดยไม่อาศัยเนื้อเรื่องแบบละคร หรืออาศัยดารานำที่เป็นหนุ่มหล่อสาวสวย เป็นเครื่องจูงใจ แต่ใช้การบอกเล่าหรือฟ้องสังคมด้วยเนื้อเรื่องที่ตรงไปตรงมา

ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยเป็นข่าวมาแล้ว ตั้งแต่เมื่อสร้างเสร็จ แล้วกลายเป็นหนังที่ถูกเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ในวันที่ 23 เมษายน กลับมีข่าวว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ได้พิจารณาห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในราชอาณาจักร โดยเห็นว่า เนื้อหาและภาพของภาพยนตร์นี้ก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิด กระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจชักจูงให้ผู้ชมหลงเชื่อจึงไม่ควรอนุญาตให้เผยแพร่

เป็นการดีที่อีก 2 วันต่อมา คำสั่งห้ามฉายก็ถูกยกเลิกโดยคณะกรรมการพิจาณาภาพยนตร์ชุดใหญ่ เพียงแต่คณะกรรมการขอจัดหนังในเรท 18 พร้อมกันนั้น ผู้สร้างถูกขอร้องให้ดูดเสียงในช่วงต้นเรื่องความยาว 2 วินาที-ซึ่งเป็นประโยคที่พิธีกรบนเวทีในงานเคาท์เดาวน์รับปีใหม่ที่สี่แยกราชประสงค์-พูดว่า "เรามาร่วมเคาท์ดาวน์และร่วมฉลองให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 84 พรรษา" ซึ่งฝ่ายผู้สร้างก็ยอมรับตามนั้น เพราะเห็นว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักของเรื่อง

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ เปิดฉากที่งานเคาน์ดาวน์ปีใหม่ พ.ศ.2554 แต่ก็ได้ย้อนเหตุการณ์เล่าไปถึงการกวาดล้างปราบปรามประชาชนคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.2553 ด้วย จากนั้น ภาพยนตร์ก็เล่าถึงเรื่องชีวิตของชายคนหนึ่ง ชื่อ อ๊อด ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา บ้านเดิมอยู่ที่ตำบลกุดเสลา อำเภอกันทรลักษณ๋ จังหวัดศรีษะเกษ ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้เขาพระวิหาร เล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ของอ๊อดที่มีการศึกษาไม่สูงนัก และใช้ชีวิตบวชเป็นเณรอยู่ถึง 4 ปี ก่อนที่จะสึก แล้วไปจับใบแดง ต้องเข้าเป็นทหารประจำการ หลังจากที่ต้องฝึกฝนอย่างหนักแล้ว ก็ถูกส่งไปประจำการที่สามจังหวัดภาคใต้ จากนั้น ก็ได้เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกส่งมาปราบการชุมนุมของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯด้วย ทั้งที่ญาติพี่น้องและชาวบ้านสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงแทบทั้งสิ้น แต่อ๊อดก็ต้องมาปฏิบัติตามหน้าที่

ในกรณีนี้ เท่ากับว่าภาพยนตร์ได้พยายามเล่าเรื่องการปราบปรามคนเสื้อแดงในอีกทัศนะหนึ่ง ทั้งยังได้ใส่ข้อความเพื่อเสนอทัศนะเกี่ยวกับคนเสื้อแดงต่อผู้ชม เช่นเล่าว่า ที่ราชประสงค์"เคยมีการปิดล้อมสังหารหมู่ กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัด" และว่า "รัฐบาลไทยในสมัยนั้นอ้างว่าเป็นการกระทำของมือที่สาม เพื่อสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายรัฐบาล" แต่"กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเชื่อว่าเป็นการกระทำของรัฐบาลและทหาร" จากนั้นก็อธิบายต่อไปว่า "ชาวกรุงเทพฯและผู้ไม่สนับสนุนหลายคนกล่าวชื่นชมรัฐบาลและทหาร" ขณะที่ "ชาวต่างจังหวัดถูกปรามาสว่าโง่ เห็นแก่เงิน"

แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ เรื่องสำคัญที่สุดที่ภาพยนตร์เล่าก็คือ ผลกระทบของความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร ที่มีต่อประชาชนในพื้นที่กันทรลักษณ์ อันเป็นมุมมองที่คนเมืองและกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มรักชาติที่สนับสนุนการเรียกร้องดินแดนคืนไม่เคยคำนึงถึง เพราะเมื่อสถานการณ์ดึงเครียดและเกิดการสู้รบตามพรมแดน ประชาชนทั้งสองฝากพรมแดนได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ต้องเสี่ยงกับกระสุนปืนร้ายแรงที่ทหารสองฝ่ายยิงตอบโต้กัน และต้องอพยพออกจากเขตพื้นที่อันตราย ดังนั้น ชาวบ้านจึงมีความพอใจมากกว่า ในการเปลี่ยนรัฐบาลจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วทำให้การเผชิญหน้าระหว่างประเทศยุติลง อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาได้ชีวิตปกติกลับคืนมา

ภาพยนตร์ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงยังไปไกลกว่านั้น เพราะยังได้เล่าเรื่องความขัดแย้งเดียวกันในความเชื่อและเรื่องเล่าของประชาชนฝ่ายกัมพูชาที่อุดรมีชัยด้วยว่า ฝ่ายไทยต่างหากที่พยายามบุกรุกและโกงดินแดนชองกัมพูชาตลอดมา จนถึงขนาดว่า อาศัยเงื่อนไขที่กัมพูชามีสงคราม ย้ายหลักพรมแดนตามใจชอบ เช่นกล่าวว่า "หลักเขตไม่ได้เดินย้อนกลับไปทางฝั่งไทย แต่มันเขยิบมาทางฝั่งของเรา" และทหารไทยก็เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีกัมพูชาก่อน ฝ่ายกัมพูชาจึงเป็นสู้เพื่อปกป้องพรมแดนและชีวิตของประชาชน และยังลงท้ายเรื่องด้วยการสำรวจถนนสายใหม่ที่ขึ้นเขาพระวิหารจากฝ่งกัมพูชา ที่เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รับทราบในไทย

นัยยะที่ภาพยนตร์นี้พยายามสะท้อนก็คือ เส้นเขตแดนระหว่างประเทศเป็นเพียงสิ่งสมมุติ แต่ก็กลายเป็นเส้นแบ่งประชาชนให้ขัดแย้งกัน ทั้งที่ประชาชนทั้งสองฝากพรมแดนต่างก็พูดภาษาเขมรเช่นเดียวกัน และประชาชนสองฝ่ายก็ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติมากกว่าที่จะมีกรณีพิพาทกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงให้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Boudery ซึ่งหมายถึงเขตแดน นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้สร้างภาพยนตร์ได้อธิบายว่า "หลายคนมองว่าเป็นเรื่องของเขตแดน แต่ความจริงแล้วตามความคิดของผมหมายถึงเขตแดนตามความคิดของชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นการนำเสนอของตนในตัวภาพยนตร์แล้วจะพยายามนำเสนอให้รอบด้านให้มากที่สุด ให้ตัวละครแต่ละคนได้มีโอกาสมากที่สุด"

ภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเป็นสารคดีอันน่าสนใจ อย่างน้อยที่สุดก็คือการนำพาสาธารณชนชาวไทยไปรับรู้มุมมองของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นงานสร้างสรรค์อย่างง่าย ที่จะทำมาซึ่งประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์: คำประกาศ BRN กับ 10 ข้อพิจารณาเกี่ยวกับ “สันติสนทนา”

Posted: 28 Jun 2013 03:56 AM PDT

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 อุสตาซหะซัน ตอยยิบ ตัวแทนคนหนึ่งของ BRN ในกระบวนการสันติสนทนาที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 ได้นำเสนอคำประกาศ BRN ครั้งที่ 4 ทาง Youtube ว่าจะยุติปฏิบัติการทางทหารตลอดเดือนรอมฏอน (เริ่มประมาณวันที่ 10 กรกฎาคม) จนถึง 10 วันแรกของเดือนเซาวาล (คือประมาณวันที่ 17 สิงหาคม) ดังที่ได้เคยตกลงกันในสันติสนทนาครั้งหลังสุดเมื่อ 13 มิถุนายน 2556 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์โดยมีเงื่อนไขให้ทางการไทยต้องถอนกำลังทหาร-ตำรวจออกไปจากพื้นที่สามจังหวัดและห้าอำเภอของสงขลา ให้ทหารของกองทัพภาค 4 อยู่ในที่ตั้ง ไม่ให้ฝ่ายราชการโจมตี ปิดถนน จับ ควบคุมคน หรือ จัดกิจกรรมสังคมที่เกี่ยวข้องกับเดือนรอมฎอน กับให้ อ.ส.ที่เป็นมุสลิมไม่ต้องประจำการเพื่อให้พวกเขาไปปฏิบัติศาสนกิจที่บ้านได้ อีกทั้งห้ามขายเหล้าหรือสิ่งมึนเมาอื่นๆ ปิดแหล่งอบายมุขต่างๆตลอดเดือนรอมฎอน ทั้งหมดนี้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ลงนามและต้องประกาศในวันที่ 3 กรกฎาคม 2556
 
คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดคะเนสีหน้าของท่านผู้บัญชาการทหารบกเมื่อได้รับรู้เนื้อหาในคำประกาศBRN ครั้งที่ 4 นี้
 
ที่จริงคงไม่ได้มีแต่ท่านผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้นที่จะรู้สึก "ปี๊ด"กับคำประกาศครั้งหลังนี้ แต่หลายฝ่ายในสังคมไทยนอกพื้นที่ซึ่งความรุนแรงดำเนินอยู่ก็คงจะ "ปี๊ด" เช่นกัน   ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อ "ปี๊ด" ไปแล้วผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงภาคใต้ และผู้คนในสังคมไทยควรทำอย่างไรต่อ?
 
ข้อเขียนสั้นๆนี้เป็นการชวนให้ฝ่ายต่างๆในสังคมไทยได้ทำความเข้าใจกับ "สันติสนทนา"  ที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยมั่นใจในทิศทางการแก้ปัญหา และพร้อมเตรียมรับแรงกระเพื่อมที่จะเกิดจาก "สันติสนทนา" ได้ด้วยความรอบคอบ มีเหตุมีผลบนพื้นฐานของความรู้ในเรื่องนี้เพื่อประโยชน์สุขของประเทศ
 
1. สิ่งที่ผู้คนในสังคมไทยควรตั้งคำถามไม่ใช่ว่า BRN มีเจตนาอย่างไรจึงแถลงคำประกาศเช่นนี้หรือคิดอย่างไรจึงแถลงคำประกาศชนิดที่ก็รู้กันทั่วไปว่า ฝ่ายรัฐบาล ภาคราชการ และผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากคงรับข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้  แต่ควรถามว่าคำประกาศของ BRN กำลังทำงานอย่างไรในสังคมไทยขณะนี้โดยเฉพาะที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับ "สันติสนทนา"
 
2. ผมเลือกใช้คำว่า "สันติสนทนา" (peace dialogue) เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ "การเจรจาสันติภาพ" (peace negotiation)ข้อต่างสำคัญคือ ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการเจรจาสันติภาพคือ ข้อตกลงสันติภาพ (peace agreement) แต่สิ่งที่อาจจะได้จาก "สันติสนทนา" คือความเข้าใจในกันและกันตลอดจนบรรยากาศในการร่วมกันหาทางออกจากกับดักแห่งความรุนแรงที่กำลังรัดรึงทุกฝ่ายอยู่
 
3. กฎข้อแรกที่บิดาของสันติศึกษาคือ โยฮัน กัลตุง เคยสอนเกี่ยวกับการทำงานกับความขัดแย้งโดยเฉพาะในแนวทางสันติสนทนาคือ "อย่าฟังแต่เฉพาะสิ่งที่เขาพูด แต่ต้องฟังสิ่งที่เขาไม่ได้พูดด้วย"  ในแง่นี้จะเห็นได้ว่า คำประกาศฉบับที่ 4 ของ BRN สะท้อนการทำงานที่เตรียมการมา เพราะเลือกประกาศเสนอให้ยุติความรุนแรงในช่วงเวลาเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลาม (holy time) ด้วยการใช้วันที่สำคัญทางการเมืองของไทยในอดีตเป็นหมุดตรึงคือ วันเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามเมื่อ 81 ปีก่อนคือ 24 มิถุนายน อีกทั้งเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามในคำประกาศของตนในวันที่ 3 กรกฎาคม อันเป็นวันครบรอบชัยชนะของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผ่านการเลือกตั้งเมื่อสองปีก่อนพอดี กล่าวได้ว่าคำประกาศนี้เป็นการจัดวางเวลาศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาไว้ในเวลาทางประวัติศาสตร์และการเมืองประชาธิปไตยของสังคมไทย ทั้งหมดนี้หมายความว่า คงต้อง "อ่าน" ประกาศของ BRN ในฐานะคำแถลงต่อสังคม คือไม่ใช่ตั้งคำถามว่า ฝ่ายเขาต้องการอะไร แต่ที่สำคัญอยู่ที่เขากำลังบอกกับฝ่ายใด? ว่าเขาเป็นใคร? และคิดว่ารัฐและสังคมไทยเป็นอย่างไร?
 
4. ทุกครั้งและเกือบทุกหนแห่งที่เริ่มใช้  "สันติสนทนา" ความรุนแรงก็มักเพิ่มขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะ "สันติสนทนา"ไม่ใช่ "เทคนิค" ในการเผชิญกับความขัดแย้งที่ถึงตาย แต่ "สันติสนทนา" เป็น "การเมืองแห่งความขัดแย้ง" ชนิดที่การหาทางลดและมุ่งขจัดความรุนแรงให้หมดไปสัมพันธ์กับปัญหาความชอบธรรมที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของคนที่ก้าวเข้าสู่เวที "สันติสนทนา" กล่าวคือ ถ้า "สันติสนทนา" สร้างความชอบธรรมให้กับหะซัน ตอยยิบและมิตรสหายของเขาซึ่งก็มีบทบาทให้ฝ่ายอื่นๆซึ่งต่อสู้กับรัฐไทยอยู่ต้องยอมรับ ขณะที่ฝ่ายที่ไม่ได้ขึ้นรถไฟสันติภาพขบวนนี้ก็ต้องหาวิธีลดทอนความชอบธรรมของ BRN ซึ่งรวมทั้งการใช้ความรุนแรงเป็นฐานความชอบธรรมของตน เป็นไปได้ว่าเพราะเหตุนี้ในกรณีของไทยคณะทำงาน ศอ.บต.ที่ศึกษาเรื่องนี้จึงพบว่า นับแต่เริ่มสันติสนทนาเมื่อ 28 มีนาคม 2556 จนปัจจุบัน ความรุนแรงในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
 
5. แต่ถ้าถามว่าแล้วยังจะต้อง "สนทนา" กันต่อไปอีกหรือ คำตอบก็คือแน่นอน เพราะในการศึกษากลุ่มใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะการ "ก่อการร้าย" ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 268 กลุ่ม ของ Rand Corporation  พบว่า มีเพียงร้อยละ 7  หรือ 20 กลุ่มเท่านั้นที่รัฐใช้กำลังทหารเอาชนะได้ ขณะที่ ร้อยละ 43 ของกลุ่มใช้ความรุนแรงหรือ 114 กลุ่มโดยเฉพาะที่มีสมาชิกเกินพันคนเลิกสู้รบ เพราะหันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมืองปรกติ (Dudouet 2013) ได้  ปัญหาความขัดแย้งที่ถึงตายอย่างที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ที่สุดก็เช่นเดียวกัน ความรุนแรงคงไม่อาจทำให้ความขัดแย้งนี้จบลงได้ 
 
6. หลายคนคงถามว่า ถ้าเช่นนั้นจะต้อง "คุย" กันไปอีกนานเท่าใดกว่าจะตกลงกันได้? ผมคิดว่าไม่มีใครบอกได้ว่าในกรณีของไทยสันติสนทนาจะใช้เวลาเท่าใด เพราะเรื่องนี้เป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลากว่าจะกลายเป็นข้อตกลงสันติภาพ ในกรณีของอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซียก็ใช้เวลา 16 ปี ตั้งแต่ 2532 ถึง 2548 จึงบรรลุข้อตกลงเฮลซิงกิ (เพราะมีฟินแลนด์เข้ามาช่วยกระบวนการ) หรือ กรณีมุสลิมมินดาเนากับรัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ใช้เวลาพูดคุยกันนาน 26 ปีตั้งแต่ 2529 ถึง 2555 ผ่านข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้งหลายหน และมีรัฐบาลจากหลายประเทศรวมทั้งมาเลเซียเข้ามามีส่วนร่วม
 
7. ถ้าถามว่าที่สนทนากันมาแล้วได้อะไร? คำตอบก็คือนอกจากจะได้พบเห็นตัวตนของฝ่าย BRNผู้เข้ามาเจรจา สร้างบรรยากาศแห่งการพูดคุยแล้ว ที่สำคัญยิ่งคือการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพแห่งความชอบธรรมในความขัดแย้งนี้ เพราะการเมืองของสันติสนทนาเป็นการลดทอนความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรงของผู้ใช้ (ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด) โดยเฉพาะเมื่อเหยื่อเป็น เด็ก เป็นผู้หญิง เป็นคนแก่ หรือเป็นครูทั้งที่เป็นครูสอนศาสนาและครูโรงเรียนของรัฐ อาจเพราะเช่นนี้งานวิจัยของศอบต.จึงพบว่า หลังจากเริ่มสันติสนทนาเมื่อเดือนมีนาคม 2556 จนถึงบัดนี้ จำนวนเหยื่อความรุนแรงที่เป็นพลเรือนจึงลดลงครึ่งหนึ่ง
 
8. ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหานี้ควรคิดให้ชัดเจนว่า ที่ตัดสินใจเลือกเส้นทาง "สันติสนทนา"  ก็ไม่เพียงเพราะเห็นว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่ถูกด้วยมีคุณค่าทางศีลธรรมแฝงอยู่ในตัว แต่เพราะประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่ถึงตาย (deadly conflicts) รอบโลกสอนเราว่า ในที่สุดคู่ขัดแย้งก็ต้อง "คุย" กัน ไม่ว่าจะรบรากันนานเพียงไร แม้ที่ "ดูเหมือน" ว่าจะจบลงได้ด้วยการใช้กำลัง (อย่างในศรีลังกา) ก็พบว่าการใช้ความรุนแรงไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพยั่งยืน เพราะได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง โกรธแค้น ที่รอเวลาปรากฏตัวใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมในอนาคต และต้องหาหนทางเพาะสร้างสมานฉันท์ในสังคมด้วยความยากลำบาก(Keethaponcalan 2013) อีกทั้งความรุนแรงก็มีต้นทุนสูงไม่ว่าจะเป็นชีวิตผู้คนทั้งพลเรือนและนักรบของทั้งสองฝ่าย หรือต้นทุนทางวัฒนธรรมตลอดจนเงินทองมากมายที่หมดไปกับการใช้ความรุนแรง
 
9. ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและพลเรือนควรทดลองพิจารณาว่า "สันติสนทนา" เป็นวิธีการ/กระบวนการต่อสู้จัดการกับความขัดแย้งที่ถึงตาย โดยอาศัย "อาวุธ" ชุดใหม่ "อาวุธ" ที่ว่านี้มีอยู่ในเนื้อตัวทางวัฒนธรรม ในประวัติศาสตร์ของสังคมไทย เป็นอาวุธที่เคยใช้เอาชนะความขัดแย้งใหญ่ๆมามาก ไม่ว่าจะเป็น "อาวุธ" ที่ช่วยให้ประเทศรอดจากการเป็น "ฝ่ายแพ้" ในสงครามโลก หรือเอาชนะภัยคุกคามจากอุดมการณ์ในอดีต
 
10. แต่ "อาวุธ" ชนิดนี้ก็เหมือน "อาวุธ" อย่างอื่นคือ คนใช้ก็ต้องใช้ด้วยความเข้าใจ และการใช้ "อาวุธ" เช่นนี้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากสังคมไทยโดยรวม ด้วยเหตุนี้จึงต้องกำหนดยุทธศาสตร์การใช้ สันติสนทนาด้วยการตระเตรียมจริงจัง พร้อมจะทำงานเช่นนี้ในระยะยาวและท่ามกลางมรสุมอุปสรรคต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อสถาปนาความมั่นคงที่ยั่งยืนในอนาคตบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคม
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ขยายระยะเวลาคืนคลื่น 1800 MHz ขัดเจตนารมณ์กฎหมายหรือไม่?

Posted: 27 Jun 2013 09:29 PM PDT

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงมติเห็นชอบ 7 ต่อ 2 ใน (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ..... (ประกาศคุ้มครองผู้ใช้บริการฯ) ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ที่ การอนุญาตให้ผู้ให้บริการสามารถให้บริการบนคลื่นความถี่ที่หมดอายุสัมปทานได้ต่อไปชั่วคราว เพื่อเป็นการเยียวยาผู้ใช้บริการที่ยังคงค้างอยู่หลังคลื่นหมดอายุสัมปทานให้สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง หรือไม่เจอกับเหตุการณ์ "ซิมดับ"

ประกาศฉบับดังกล่าวเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อกรณีการหมดอายุสัมปทานของคลื่นความถี่ 1800 MHz ในวันที่ 15 กันยายน 2556 ซึ่งบริษัท ทรูมูฟ จำกัด (ทรูมูฟ) และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (ดีพีซี) ใช้ให้บริการกับลูกค้าผ่านสัญญาสัมปทานที่ทำขึ้นกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (กสท) โดย กสทช. อ้างว่า เนื่องจากมีผู้ใช้บริการอยู่บนคลื่นดังกล่าวรวมกันเกือบ 18 ล้านราย และสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า กสทช. จึงต้องใช้มาตรการขยายระยะเวลาชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบจากกรณีซิมดับ

อย่างไรก็ดี การตัดสินใจขยายระยะเวลาคืนคลื่น 1800 MHz มีข้อถกเถียงมากมายทางกฎหมาย ขณะที่ทาง กสทช. เสียงข้างมาก ได้อ้างเหตุผลของนายแก้วสรร อติโพธิ ประธานคณะทำงานการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจแนวทางการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz ซึ่งยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ละเมิดกฎหมายใดๆ เพราะไม่ใช่เป็นการต่ออายุสัมปทาน และหาก กสทช. ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซิมดับ ย่อมถือว่า กสทช. ละเลยต่อหน้าที่และอาจถูกดำเนินการทางอาญาได้ ทว่าทาง กสทช. เสียงข้างน้อยอย่างนายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา และนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เห็นว่ามาตรการขยายระยะเวลาคืนคลื่นอาจมีปัญหาเรื่องฐานอำนาจทางกฎหมาย และควรเสนอคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย กสทช. ให้แนวทางความเห็นก่อน

ด้วยเหตุนี้ นอกจากคำถามสำคัญที่ว่าเหตุใด กสทช. โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จึงไม่สามารถดำเนินการให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นทั้งที่มีเวลาเตรียมการล่วงหน้า จนเป็นเหตุให้ต้องขยายระยะเวลาคืนคลื่นออกไปโดยอ้างผู้บริโภค (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ "ขยายระยะเวลาคืนคลื่น 1800 MHz: เยียวยาผู้บริโภคหรือใคร?") อีกคำถามสำคัญต่อกรณีการจัดการกับคลื่น 1800 MHz คือ กสทช. มีฐานอำนาจทางกฎหมายในการขยายระยะเวลาคืนคลื่นหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดหรือไม่? และการกระทำดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตหรือไม่?

ในร่างประกาศคุ้มครองผู้ใช้บริการฯ กทค. อ้างอำนาจตามกฎหมายดังนี้   

  • มาตรา 47 ในรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้ กสทช. ดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสูงสุด
     
  • มาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ระบุว่าผู้ได้รับใบอนุญาตจะพักหรือหยุดการให้บริการทั้งหมดหรือบางส่วนไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่อาจปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซิมดับได้
     
  • มาตรา 27 (4) (6) (13) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ให้อำนาจ กสทช. ในการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาต เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็วถูกต้องและเป็นธรรม
     
  • มาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ประกอบกับมาตรา 83 ให้อำนาจ กสทช. ในการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่

นอกจากนี้ กทค. ยังตีความมาตรา 45 (ผู้ใดประสงค์ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับอนุญาตโดยวิธีการประมูลคลื่นเท่านั้น) ว่ามาตรการขยายระยะเวลาเป็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค มิใช่ "ความประสงค์" ของผู้ให้บริการ กล่าวคือเอกชนไม่ได้ต้องการประกอบกิจการ แต่ กทค. นำคลื่นไปให้เอกชนใช้เพื่อเยียวยาผู้บริโภค จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 45

การตีความกฎหมาย "ในแบบ กทค." สามารถโต้เถียงได้ดังนี้

  • ในกรณีมาตรา 47 ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ กสทช. ทำหน้าที่เพียงดูแลจัดสรรให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น กสทช. จึงต้องดำเนินการตามข้อบัญญัติในกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย การตีความว่าการยืดระยะเวลาการใช้งานคลื่นความถี่เป็นการทำเพื่อ "ประโยชน์สูงสุดของประชาชน" ตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมทำไม่ได้ อีกทั้งการอ้าง "ประโยชน์สูงสุดของประชาชน" แบบตามใจชอบเช่นนี้ ย่อมทำให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตต้องล่าช้าออกไปตลอด ซึ่งขัดกับหลักการส่งเสริมการแข่งขันเสรีเป็นธรรม ซึ่งเป็น "ประโยชน์สูงสุดของประชาชน" ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
     
  • มาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ไม่ได้ครอบคลุมถึงกรณีการหมดอายุสัมปทาน แต่หมายถึงการดำเนินการของผู้ให้บริการในระหว่างช่วงอายุของใบอนุญาตที่จะพักหรือหยุดให้บริการตามอำเภอใจมิได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถนำคลื่นกลับมาจัดสรรใหม่ได้ในทุกกรณี อีกทั้ง กทค. ก็เคยมีคำสั่งเห็นชอบให้มีการยกเลิกการให้บริการโทรคมนาคมมาก่อน
     
  • การอ้างมาตรา 83 และ 84 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรฯ ถือเป็นความย้อนแย้งอย่างชัดเจน เนื่องจาก กสทช. ได้ใช้อำนาจในมาตรานี้กำหนดไว้ในแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ข้อ 8.2.1 แล้วว่า คลื่นความถี่ที่หมดอายุสัมปทานต้องคืนมาให้ กสทช. จัดสรรใหม่ ดังนั้น กทค. จึงไม่มีสิทธิอ้างมาตราดังกล่าวเพื่อขยายระยะเวลาการใช้ให้กับ กสท เพราะจะขัดกับแผนแม่บทฯ (ยกเว้นแต่จะมีการแก้แผนแม่บทฯ เป็นกรณีเฉพาะ ซึ่ง กทค. ย่อมต้องตอบคำถามกับสังคมว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของใคร) นอกจากนั้น กทค. ก็ไม่มีสิทธิให้ผู้รับสัมปทานอย่างทรูมูฟและดีพีซีใช้คลื่นต่อไป เพราะมาตรา 80 ของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม คุ้มครองผู้ได้รับสัมปทานให้ใช้คลื่นต่อไปได้จนกว่าสัมปทานจะสิ้นสุดลงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ กทค. จึงไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมายในการให้ผู้ให้บริการรายเดิมใช้คลื่นต่อไป
     
  • แม้จะอ้างว่าการยืดระยะเวลาใช้คลื่นความถี่มิใช่ "ความประสงค์" ของผู้ให้บริการตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรฯ (แม้จะไม่ใช่ความประสงค์ แต่คงต้องดูว่าใครได้ประโยชน์จากการขยายระยะเวลาคืนคลื่นออกไป) ทว่า กทค. ก็ไม่มีฐานอำนาจใดๆ จะทำเช่นนั้นได้โดยไม่ขัดกับกฎหมายบางข้อ การฝืนอนุญาตให้ผู้ให้บริการรายเดิมอย่างทรูมูฟหรือดีพีซี หรือผู้ให้สัมปทานอย่าง กสท ใช้คลื่นประกอบกิจการต่อไป ถือเป็นความผิดตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรฯ ซึ่งวางโทษอาญากับ กสทช. ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว

นอกจากข้อถกเถียงในตัว "เนื้อหา" ของกฎหมายดังที่กล่าวไป ด้าน "กระบวนการ" ในการตีความกฎหมายก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะในกรณีที่มีข้อถกเถียงหรือความไม่แน่ใจในการตีความกฎหมายเกิดขึ้น (คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่วิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า 1800 ซึ่งเป็นผู้เสนอแนวทางการขยายระยะเวลาเพื่อป้องกันซิมดับเอง ก็เห็นว่าอาจติดปัญหาทางข้อกฎหมาย) กทค. ก็ควรส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กสทช. ให้แนวทางความเห็น ทว่า กทค. กลับปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น และเลือกผูกขาดการตีความกฎหมายไว้เอง ซึ่งอาจเป็นเพราะคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯ ชุดดังกล่าวเคยมีตีความในกรณีที่คล้ายกันของคลื่น 800 MHz ว่า พ.ร.บ. องค์กรฯ กำหนดว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องทำโดยวิธีการประมูลเท่านั้น ประกอบกับแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ก็มิได้ให้อำนาจ กสทช. พิจารณาขยายระยะเวลาคลื่นหมดอายุสัมปทานได้ "จึงไม่อาจที่จะพิจารณาขยายระยะเวลาในการใช้งานคลื่นความถี่ได้"

เมื่อพิจารณาตัวบทกฎหมายข้างต้นแล้ว กทค. ไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมายในการขยายระยะเวลาการคืนคลื่นออกไป เจตนารมณ์ในกฎหมายต้องการให้คลื่นที่หมดอายุสัมปทานคืนกลับมาสู่มือสาธารณะในฐานะทรัพยากรสื่อสารของชาติ และให้อำนาจ กสทช. เป็นตัวแทนในการจัดสรรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานซึ่งขาดความโปร่งใสและสร้างสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ไปสู่ระบบใบอนุญาตด้วยวิธีการประมูล ซึ่งมีความโปร่งใสและสร้างกฎกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมกว่า การขยายระยะเวลาโดย "จับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน" ทั้งที่ กทค. มีเวลาเตรียมการเพียงพอให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นโดยไม่ขัดกับข้อกฎหมาย ย่อมเป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่ดีให้กับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของ กทค. ตามที่กฎหมายกำหนด

 


ที่มา: http://nbtcpolicywatch.org/press_detail.php?i=1026
 

[1] อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ข่าว "เค-วอเตอร์" หนี้ท่วม - ที่แท้สื่อไทยอ่านงบผิด

Posted: 27 Jun 2013 02:00 PM PDT

อ่านผลประกอบการหน้าเว็บบริษัทจัดการน้ำจากเกาหลีใต้ "เค-วอเตอร์" พบยังได้กำไรสุทธิ - สินทรัพย์มากกว่าหนี้ - มูดี้ส์ให้เครดิตระดับ A1 ส่วนกระแสข่าวหนี้ท่วม มีที่มาจากวงเสวนาจัดการน้ำที่สมาคมนักข่าวฯ เชิญนักสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ร่วมเสวนา ก่อนกลายเป็นข่าวพาดหัวหลายสื่อ

ตามที่บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น หรือ "เค-วอเตอร์" รัฐวิสาหกิจของเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในบริษัทที่ชนะการประมูลการก่อสร้างตามแผนพัฒนาการทรัพยากรน้ำ โดย "เค วอเตอร์" สามารถประมูลการก่อสร้างได้ 2 โครงการ คือ คือ โมดูล เอ 3 และโมดูล เอ 5 ซึ่งเป็นโครงการแก้มลิงและฟลัดเวย์ ภายใต้วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท

และต่อมาเมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.) มีสื่อมวลชนไทยหลายฉบับ รายงานข่าวดังกล่าวในทำนองว่า "เค-วอเตอร์" เป็นบริษัทที่มีปัญหาทางการเงิน และดำเนินโครงการล้มเหลวในเกาหลีใต้ เช่น โพสต์ทูเดย์ พาดหัวข่าวว่า "ชำแหละ" เค-วอเตอร์"หนี้ท่วม-ทำโครงการเหลว"

โดยผู้สื่อข่าวประชาไทพบว่าข่าวดังกล่าว ใช้ข้อมูลจากการเสวนา "เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการน้ำ ระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนไทย และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมประเทศเกาหลีใต้" จัดโดยโครงการสื่อสุขภาวะชุมชนชายขอบและชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ในรายการดังกล่าว ได้อ้างอิงการอภิปรายของวิทยากรในการเสวนาดังกล่าว คือ นายยัม ฮยุง ชอล (Yum Hyung Cheol) ผู้อำนวยการสหพันธ์สิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ (Korean Federation for Environmental Movement : KFEM ) ซึ่งให้ข้อมูลว่า

"ในปี 2012 จะพบว่าทรัพย์ของบริษัทเค-วอเตอร์ อยู่ที่ 6.76 แสนล้านบาท ทุนอยู่ที่ 3.04 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นหลัก 99.9% มีรายได้ 2.27 แสนล้านบาท ขณะที่หนี้สินอยู่ที่ 3.72 แสนล้านบาท ภาษีที่ได้ 9.9 หมื่นล้านบาท รายได้สุทธิอยู่ที่เพียง 8,000 ล้านบาทเท่านั้น"

"เมื่อไปดูประวัติการทำโครงการของเค-วอเตอร์ ในเกาหลี ตั้งแต่ปี 1967 ที่ก่อตั้งบริษัทในฐานะรัฐวิสาหกิจ จากช่วงปี 1970-1980 ได้งานก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จำนวนมากทั่วประเทศเกาหลี"

"ถัดมาในปี 1980-1990 ย้ายไปรับงานระบบประปาและระบบน้ำ หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา เริ่มทำงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก แต่เป็นการก่อสร้างในภารกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำตลอดชายฝั่ง การก่อสร้างพนังกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วม"

"สถานการณ์ทางการเงินของบริษัทเค-วอเตอร์ ตั้งแต่ปี 2006-2012 เห็นได้ว่าทุนจะอยู่เท่าเดิม แต่หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยในปี 2012 จะเห็นว่าหนี้สินสูงกว่าทุน ฉะนั้นเท่ากับว่าสถานการณ์ทางการเงินของเค-วอเตอร์ย่ำแย่ ภายในระยะเวลา 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2009-2012 การดำเนินงานใน 2 โครงการหลักของเค- วอเตอร์ ได้แก่ 1.พัฒนาแหล่งน้ำหรือ 4 rivers project 2.พัฒนาคลองใช้เป็นฟลัดเวย์ พบว่าหนี้สินเพิ่มขึ้นถึง 758%"

 

นอกจากโพสต์ทูเดย์แล้ว ยังมีรายงานข่าวในสื่อไทยหลายฉบับ โดยข้อมูลมาจากวงเสวนาเดียวกัน เช่น สำนักข่าวอิศรา รายงานโดยพาดหัวว่า "NGO เกาหลีใต้ แฉ "เค-วอเตอร์" หนี้ท่วมหมื่นล้าน เชื่อทำฟลัดเวย์ในไทยไม่สำเร็จ" เดลินิวส์ พาดหัวข่าวว่า "นักสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ชี้ "เค วอเตอร์" ทำผิดกฎหมายการเงิน-สิ่งแวดล้อม"

แนวหน้า รายงานโดยพาดหัวข่าวว่า "สื่อเกาหลีใต้แฉซ้ำ หนี้สินท่วม บี้สอบ 'เค วอเตอร์' งานแย่ไร้ประสิทธิภาพ เคยทำโครงการเจ๊งยับ นิวัฒน์ธำรงโต้ดีจริง" ส่วน เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ พาดหัวข่าวว่า "นักสิ่งแวดล้อมโสมขาวชำแหละ "เค วอเตอร์" ประวัติฉาว หวั่นโครงการน้ำ 3.5 แสนล.มีปัญหา"

ส่วน ไทยโพสต์ พาดหัวข่าวว่า "ทักษิณคบคิดKวอต้ม แฉประวัติบริษัทสุดแสบ/ลุ้นศาลเบรกเค้กน้ำ" พาดหัวรองว่า "แฉประวัติสุดแสบ เค วอเตอร์ สร้างหนี้ ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ฉีกกฎหมาย ฮั้วก่อสร้าง เอ็นจีโอเกาหลีใต้ระบุทั้ง ป.ป.ช.และ สตง.แดนกิมจิตามตรวจสอบเข้มข้น และพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 70% ไม่พอใจ ฮือฮารูปหมู่ "ทักษิณ-ผู้บริหารเค วอเตอร์" ว่อนเน็ต หึ่งตกเขียวโครงการล่วงหน้า พลิกปูม "แม้ว-ปู" ไปเกาหลีแล้วคนละ 2 หน ระทึก! ศาลปกครองสั่งคดีเอาอยู่ 3.5 แสนล้าน"

และหลังการนำเสนอข่าวดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้ความเห็นผ่านรายการ "วันฟ้าใหม่" ทางสถานีโทรทัศน์ Blue Sky Channel ด้วยโดยเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจง โดยกล่าวว่า โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะกรณีบริษัทเค วอเตอร์ที่มีหนี้สินจำนวนมากกลับได้ประมูลมากที่สุดนั้น ทางรัฐบาลโดยเฉพาะคณะกรรมการที่เป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติของบริษัทต่างๆ ต้องออกมาชี้แจงตามข้อเท็จจริง นอกจากนี้ รัฐบาลต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นไปตามกฎเกณท์กติกา ผลประกอบการ หนี้สิน ภาพรวมการทำงานของบริษัทเป็นอย่างไร เพราะเมื่อมีคนของเกาหลีมาตั้งข้อสังเกตรัฐบาลก็ต้องรับฟัง การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปเกาหลีก็มีคนมาวิจารณ์ว่าบริษัทนี้จะได้ประมูลแล้วก็ได้จริงๆ  เอาเข้าจริงบริษัทเค วอเตอร์คงไม่ดำเนินการโครงการเอง แต่อาจจะให้บริษัทของไทยเป็นผู้ดำเนินการต่อ

 

000

อ่านผลประกอบการหน้าเว็บบริษัท-ยังได้กำไร-มูดี้ส์ให้เครดิต A1

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวประชาไท เทียบรายงานที่สื่อฉบับต่างๆ นำเสนอในเรื่องผลประกอบการของเค-วอเตอร์ เทียบกับผลประกอบการของบริษัท ปี ค.ศ. 2012 ซึ่งอยู่ในเว็บไซต์ของบริษัทดังกล่าว ซึ่งพบว่า ในปี ค.ศ. 2012 ผลประกอบการของบริษัทซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเกาหลีใต้ดังกล่าว แม้จะมีหนี้สิน แต่ก็ได้กำไร และไม่ได้ขาดทุนสะสมอย่างที่มีการนำเสนอข่าว

โดยในปี ค.ศ.2012 เค-วอเตอร์ มีสินทรัพย์ 25,016,382,827,000 วอน (25.02 ล้านล้านวอน) หรือ 6.77 แสนล้านบาทโดยประมาณ มีหนี้สิน 13,777,920,820,000 วอน (13.78 ล้านล้านวอน) หรือ 3.73 แสนล้านบาทโดยประมาณ มีเงินลงทุน 11,238,500,000,000 วอน (11.2 ล้านล้านวอน) หรือ 3.04 แสนล้านบาทโดยประมาณ

นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 2012 เค-วอเตอร์ มีรายรับ 3,668,445,409,000 วอน (3.67 ล้านล้านวอน) หรือ 9.93 หมื่นล้านบาทโดยประมาณ มีกำไรก่อนเสียภาษี 401,689,496,000 วอน (4.02 แสนล้านวอน) หรือ 1.09 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 308,295,352,000 วอน (3.08 แสนล้านวอน) หรือ 8.35 พันล้านบาท

ส่วนที่สื่อมีการนำเสนอของนายยัม ฮุง ชยอล ผู้อำนวยการสหพันธ์สิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ (KFEM) ที่รายงานว่าสถานการณ์การเงินของ เค วอเตอร์ มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จนมีหนี้สินสูงกว่าทุน "พบว่ามีหนี้สินเพิ่มขึ้นถึง 758%" ฯลฯ นั้น ผู้สื่อข่าวประชาไทได้ตรวจสอบส่วนผลประกอบการย้อนหลังของ 7 ปีก่อน พบว่าเค-วอเตอร์ แม้จะมีหนี้สินสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน และสินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน ขณะที่ผลประกอบการของเค-วอเตอร์ ก็ได้กำไรสุทธิทุกปี

โดยใน ค.ศ. 2006 เค-วอเตอร์ มีสินทรัพย์ 11,397,405,000,000 วอน (11.40 ล้านล้านวอน) หรือ 3.09 แสนล้านบาท มีหนี้สิน 1,743,575,000,000 วอน (1.74 ล้านล้านวอน) หรือ 4.72 หมื่นล้านบาท มีรายรับ 1,721,104,000,000 วอน (1.72 ล้านล้านวอน) หรือ 4.66 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 217,005,000,000 วอน (2.17 แสนล้านวอน) หรือ 5.88 พันล้านบาท

ค.ศ. 2007 พบว่า เค-วอเตอร์ มีสินทรัพย์ 11,443,850,000,000 วอน (11.43 ล้านล้านวอน) หรือ 3.1 แสนล้านบาท มีหนี้สิน  1,575,552,000,000 วอน (1.58 ล้านล้านวอน) หรือ 4.27 หมื่นล้านบาท มีรายรับ 1,498,004,000,000 วอน (1.50 ล้านล้านวอน) หรือ 4.06 หรือหมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 158,736,000,000 วอน (1.58 แสนล้านวอน) หรือ 4.30 พันล้านบาท

ค.ศ. 2008 เค-วอเตอร์ มีสินทรัพย์ 11,981,700,000,000 วอน (11.98 ล้านล้านวอน) หรือ 3.24 แสนล้านบาท มีหนี้สิน 1,962,286,688,000 วอน (1.96 ล้านล้านวอน) หรือ 5.31 หมื่นล้านบาท มีรายรับ 2,044,532,725,000 วอน (2.04 ล้านล้านวอน) หรือ 5.54 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 138,773,516,000 วอน (1.39 แสนล้านวอน) หรือ 3.76 พันล้านบาท

ค.ศ. 2009 เค-วอเตอร์ มีสินทรัพย์ 13,277,070,000,000 วอน (13.28 ล้านล้านวอน) หรือ 3.60 แสนล้านบาท มีหนี้สิน 2,995,639,000,000 วอน (3 ล้านล้านวอน) หรือ 8.11 หมื่นล้านบาท มีรายรับ 2,005,384,000,000 วอน (2 ล้านล้านวอน) หรือ 5.43 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 81,576,000,000 วอน (8.16 หมื่นล้านวอน) หรือ 2.21 พันล้านบาท

ค.ศ. 2010 เค-วอเตอร์ มีสินทรัพย์ 18,484,424,534,000 วอน (18.48 ล้านล้านวอน) หรือ 5.01 แสนล้านบาท มีหนี้สิน 7,960,714,386,000 วอน (7.96 ล้านล้านวอน) หรือ 2.16 แสนล้านบาท มีรายรับ 2,144,749,561,000 วอน (2.14 ล้านล้านวอน) หรือ 5.81 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 142,103,845,000,000 วอน (1.42 แสนล้านวอน) หรือ 3.95 พันล้านบาท

และ ค.ศ. 2011 เค-วอเตอร์ มีสินทรัพย์ 23,425,915,630,000 วอน (23.43 ล้านล้านวอน) หรือ 6.34 แสนล้านบาท มีหนี้สิน 12,580,936,220,000 วอน (12.58 ล้านล้านวอน) หรือ 3.41 แสนล้านบาท มีรายรับ 6,325,785,989,000 วอน (6.33 ล้านล้านวอน) หรือ 1.71 แสนล้านบาท มีกำไรสุทธิหลังเสียภาษี 293,267,171,000 วอน (2.93 แสนล้านวอน) 7.94 พันล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในเว็บไซต์ เค-วอเตอร์ ยังเผยแพร่ผลการจัดอันดับเครดิตของสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หรือมูดี้ส์ ให้เค วอเตอร์ อยู่ในระดับ A1 และ S&P ให้เค วอเตอร์อยู่ในอันดับ A+

อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. รายการฮาร์ดคอร์ข่าว ออกอากาศทาง ททบ.5 มีการนำเสนอข่าวกรณีเค-วอเตอร์ ชนะประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย 2 โครงการ โดยก่อนเข้าสู่รายงานดังกล่าว ผู้ประกาศข่าวได้กล่าวแนะนำรายการว่า "มีการเปิดเผยข้อมูลว่าบริษัทเค-วอเตอร์นั้นมีหนี้สินอยู่ถึง 700% และไม่เคยรับหน้าที่ในการบริหารจัดการกับโครงการขนาดใหญ่ ก็เลยกังวลกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น" อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่รายงานพิเศษได้ประมาณ 30 วินาที ก็ถูกตัดเป็นโฆษณาทีโอทีแทน และไม่มีการออกอากาศรายงานข่าวดังกล่าวอีก (ชมวิดีคลิป) โดยภายหลัง นสพ.ข่าวสด รายงานข่าว ผู้บริหาร ททบ.5 ชี้แจงว่าเป็นการตัดสินใจระงับการออกอากาศเอง เนื่องจากข้อมูลที่ได้ไม่มีความชัดเจนพอ เป็นเพียงข้อมูลที่ถูกเสนอออกมาผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกหมิ่นประมาทและฟ้องร้อง กองบรรณาธิการจึงตัดสินใจไม่นำออกอากาศ เพื่อป้องกันตัวเองและสถานี (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

 

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 1,000 วอน เท่ากับ 27.08 บาท

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หอไอเฟลเปิดแล้วหลังคนงานหยุดงาน ด้านคนงานโคลอสเซียมเล็งหยุดงาน

Posted: 27 Jun 2013 11:14 AM PDT

คนงานภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุโรป "หอไอเฟล-โคลอสเซียม" หยุดงานประท้วงเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้นและปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้น

 
 
ที่มาภาพ: ibtimes.com
 
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าในวันนี้ (27 มิ.ย.) หอไอเฟล (Eiffel Tower) ได้เปิดทำการอีกครั้งเมื่อเวลา 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังปิดทำการมาตั้งแต่วันอังคาร (25 มิ.ย.) โดยการหยุดงานประท้วงครั้งนี้เป็นการต่อรองของสหภาพแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าจ้างและสภาพการทำงานที่ดีขึ้นหลังจากการเจรจาล้มเหลวเมื่อวันจันทร์ (24 มิ.ย.) ที่ผ่านมา
 
สหภาพแรงงาน CGT ระบุว่านอกเหนือจากเรื่องค่าจ้างแล้ว สิ่งที่ผู้บริหารหอไปเฟลควรปรับปรุงก็คือเรื่องลิฟท์ ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความแออัดยัดเยียดของนักท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้สภาพการทำงานของคนงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก 
 
ทั้งนี้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวกว่า 8 ล้านคนมาเยี่ยมชมสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสแห่งนี้
 
ด้านคนงานของโคลอสเซียม (Colosseum) ประเทศอิตาลี สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของโลกอีกแห่งในยุโรป ก็มีแผนที่จะนัดหยุดงานประท้วงเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยจะมีการหยุดงานประท้วงในวันศุกร์นี้ (28 มิ.ย.) เวลา 8.30 น. - 12.30 น. โดยการหยุดงานประท้วงของคนงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อพิพิธภํณฑ์แห่งกรุงโรมอีกด้วย
 
 
ที่มา:
 
http://www.dailymail.co.uk/travel/article-2349011/Eiffel-Tower-strike-goes-second-day-Romes-Colosseum-workers-plan-Friday-walkout.html
 
http://www.ibtimes.com/eiffel-tower-paris-reopens-tourists-after-two-day-worker-strike-1325161#
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 2 เสื้อแดง 20 เดือน ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ระเบิดปิงปอง

Posted: 27 Jun 2013 10:10 AM PDT

27 มิ.ย.56 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ห้องพิจารณาคดี 704   ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.2514/2553 (หมายเลขแดง อ.4100/2554) ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระ สายพิมพ์กับพวกรวม 3 คน (นายจักรกริช จอมทอง และนางไกรรุ่ง อ่อนคำ) ในฐานความผิดฝ่าฝืนประกาศหรือข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และร่วมกันมีวัตถุระเบิด(ระเบิดปิงปอง) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย  ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษ นายวีระ สายพิมพ์ จำเลยที่ 1 และนายจักรกริช จอมทอง จำเลยที่ 2 จำคุกคนละ 20 เดือน  แต่ในส่วนของจำเลยที่ 3 นางไกรรุ่ง อ่อนคำ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รอลงอาญาเอาไว้ 1 ปี จึงไม่มีการอุทธรณ์

คดีนี้จำเลยที่ 1 นายวีระ สายพิมพ์ได้อุทธรณ์ว่าอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 ซึ่งเป็นโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ชัดเจนว่า "ถุงผ้า" นั้นเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือเป็นของใคร และระบุว่าที่รับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ และทำร้ายร่างกาย ซึ่งในประเด็นนี้อัยการได้มีการแก้คำอุทธรณ์ในสองประเด็นนี้ว่าแม้ถุงผ้าจะมีเพียงถุงเดียว แต่ข้อเท็จจริงในทางนำสืบของโจทก์ก็ประจักษ์ชัดว่าจำเลยที่ 1 และ 2 มีเจตนาร่วมกันในการครอบครองถุงผ้าดังกล่าว จึงเป็นการกระทำร่วมกันมีวัตถุระเบิด(ระเบิดปิงปอง) ทั้ง 24 ลูกไว้ในครอบครอง และในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองก็ให้การรับสารภาพ  ส่วนประเด็นการถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่นั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ซึ่งผู้ใดก็กล่าวอ้างได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดจริงก็ไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะต้องให้การรับสารภาพ

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ระบุว่า จากการสอบถามกับญาติของนายจักรกริชทราบว่าในวันที่ถูกจับกุม(19 พ.ค.53) ผู้ถูกจับกุมทั้ง 4 คน(อีก 1 คน เป็นเยาวชน) ได้เรียกแท็กซี่เพื่อที่จะไปขึ้นรถที่หมอชิตเพื่อกลับบ้าน โดยระหว่างทางได้เจอเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่ร่วมกันตั้งด่านตรวจอยู่บนทางยกระดับด่านแจ้งวัฒนะ จึงถูกเรียกให้ลงจากรถเพื่อทำการตรวจค้น ในรถคันดังกล่าวมีถุงผ้าอยู่ซึ่งเป็นของเด็กที่นั่งรถมาด้วยกัน  ซึ่งในถุงผ้านั้นมีเพียง ริบหนังสติ๊ก มีดพับ หัวนอต ลูกแก้ว ไฟแช็ก ไม้ขีด แต่ไม่มีระเบิดปิงปองทั้ง 24 ลูก แต่อย่างใด และในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้พวกเขายืนหันหน้าเข้าเสาทางด่วนและใช้อาวุธปืนจ่อบังคับ ข่มขู่ให้รับสารภาพด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.30 น. ทนายของนายจักกริชได้แจ้งความคืบหน้าการประกันตัวของจำเลยทั้งสองคนว่า  ในกรณีของนายวีระนั้นทางศาลอาญาได้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาการประกันตัว  ซึ่งจะทราบผลราววันอังคารหรือวันพุธของสัปดาห์หน้า ส่วนของนายจักกริชนั้นเนื่องจากทางศาลอาญาได้เปลี่ยนเงื่อนไขการประกันตัว ซึ่งทางญาติของนายจักกริชยังไม่มีหลักทรัพย์มาประกันจึงยังไม่สามารถทำเรื่องขอประกันตัวได้  เบื้องต้นทั้งสองถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำ

 

 ===========

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด  ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน  พ.ศ. 2490 มาตรา 38, 55, 74, 78 วรรคหนึ่ง และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 4,5,9,11,18 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 4,5,9,11,18 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83  การกระทำของจำเลยที่ที่ 1 และ 2 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จึงให้มีลงโทษตามพ.ร.บ.อาวุธฯ ปืน ม.78 วรรคหนึ่งอันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 จำคุกคนละ 2 ปี และลงโทษฐานฝ่าฝืนประกาศหรือข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยการเข้าร่วมการชุมนุม จำคุกคนละ 6 เดือน รวมคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 และ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม  เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 20 เดือน ลงโทษ จำเลยที่ 3 ฐานฝ่าฝืนประกาศหรือข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยการเข้าร่วมการชุมนุม จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฎว่า จำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาศจำเลยที่ 3 กลับตัว เป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ริบหนังสติ๊ก มีดพับ หัวนอต ลูกแก้ว ไฟแช็ก ไม้ขีด ของกลางข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกเสีย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เกษียร เตชะพีระ

Posted: 27 Jun 2013 09:55 AM PDT

"ในทางปรัชญา ผมเชื่อว่ามีความขัดแย้งขั้นมูลฐานอยู่ระหว่าง หลักเป้าหมายที่ดีที่ถูกต้อง ย่อมให้ความชอบธรรมกับวิธีการใด ๆ ก็ได้ หรือ The end justifies the means. ในทางการเมือง กับ หลักเอกภาพทางศีลธรรมของเป้าหมายกับวิธีการ หรือ the moral unity of means and end หลักสองอันนี้มีความขัดแย้งแตกต่างกันลึกๆ และการพยายามจะผูกการเมืองเข้ากับศีลธรรมมันอิหลักอิเหลื่อมากเพราะหลักการสองอันนี้"

26 มิ.ย.56, ปาฐกถาจากกีรตยาจารย์ ในปีนี้มีขึ้นในหัวข้อ โจทย์การเมืองไทยที่เปลี่ยนไปสองทศวรรษจากพฤษภาฯ 2535 ถึงปัจจุบัน

ชาวท่าแซะร้องผู้ว่าฯ ขอผ่อนผัน ตัดยาง-ปาล์มในพื้นที่ทับซ้อน หลังถูก จนท.บุกตัด

Posted: 27 Jun 2013 09:51 AM PDT

25  มิ.ย.56 ชาวบ้านกลุ่มสมัชชนคนจนกรณีพื้นที่ป่าทับที่ทำกินของราษฎรที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งถูกเจ้าหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าที่บุก ตัดต้นยางและต้นปาล์ม ประมาณ 30 คน เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดชุมพร เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อ นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร  รวมทั้งเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรและหัวหน้าอนุรักษ์ที่  4  โดยมีข้อเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่อนผันการจับกุมรื้อถอนพืชผลอาสินในกลุ่มสมัชชาคนจนอย่างเร่งด่วน ให้หน่วยงานที่รื้อถอนทำลายพืชผลรับผิดชอบค่าเสียหายในการกระทำดังกล่าว จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาของกลุ่มสมัชชาคนจนแล้วเสร็จ และกลุ่มสมัชชาคนจนเข้าทำกินในพื้นที่ตามวิธีชีวิตดั่งเดิม

ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ในทางกฎหมายประชาชนมีความผิดเพราะที่ดินนั้นเป็นพื้นที่ทับซ้อน ทั้งยังกล่าวอีกว่า  ถ้าจะร้องเรียนเรื่องที่เจ้าหน้าที่เข้ามาก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ให้ชาวบ้านไปร้องเรียนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับทางอุทยานฯ เพราะเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำตามคำสั่งเจ้านาย และตนเป็นผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจใดในการสั่งการ

ด้าน นายโส ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบกล่าวว่า "คนทีทำกินเป็นคนดังเดิม ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นยาจนถึงรุ่นหลาน หน่วยงานรัฐทำแบบนี้ไม่ยุติธรรม และชาวบ้านยังถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ"

นายรัตภพ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบกล่าวว่า "เมื่อต้นยางยังเล็กๆทำไมเจ้าหน้าที่ไม่สั่งมาตัด แต่พอยางต้นใหญ่แล้วกลับมาทำลาย  และเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ เพราะมีการตัดเฉพาะบางแปลงเท่านั้น"

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางวันของวันที่ 13 มิ.ย. 56  โดยเจ้าหน้าที่บุกเข้ามาตัดต้นยางพาราและต้นปาล์มของชาวบ้านในเขต ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร  ซึ่งเป็นเวลาที่ชาวบ้านไม่อยู่ในสวน ทั้งยังไม่มีการบอกกล่าวหรือแจ้งให้ชาวบ้านทราบล่วงหน้า ต้นยางพาราถูกตัดประมาณ 1,000 ต้น  รวมถึงต้นปาล์มน้ำมันถูกหยอดยาและถูกตัดประมาณ 300 ต้น  ทำให้ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์แจ้งต่อให้ชาวบ้านคนอื่นๆ และทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ 60 คน รถ 7 คัน ทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือ (ตอนล่าง) , สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร  หลังจากนั้นชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจึงรวมตัวกันเพื่อร้องเรียนนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเพื่อขอความเป็นธรรมต่อเรื่องที่เกิดขึ้น 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เกษียร เตชะพีระ: โจทย์การเมืองไทย จากพฤษภา35 ถึงปัจจุบัน

Posted: 27 Jun 2013 09:40 AM PDT

ชื่อบทความเดิม: "โจทย์การเมืองไทยที่เปลี่ยนไปในสองทศวรรษจากพฤษภาฯ 2535 ถึงปัจจุบัน"<1>

 

ในโอกาสเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงครั้งใหญ่ทางการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 ล่วงมาสองทศวรรษ ประจวบกับกระแสความขัดแย้งรุนแรงครั้งใหญ่ทางการเมืองปะทุระเบิดขึ้นอีกระลอกในรอบห้าหกปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเป็นจังหวะอันเหมาะสมที่จะมาทบทวนว่าโจทย์ใหญ่ของการเมืองไทยในช่วงดังกล่าวได้คลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวคิดความเห็นของฝ่ายต่างๆ ที่เป็นคู่ขัดแย้งหลักในสังคมการเมืองไทย เพื่อเป็นแนวทางในการขบคิดใคร่ครวญหาทางออกต่อไป

ผมใคร่แบ่งการปาฐกถาวันนี้เป็นหัวข้อย่อยดังนี้:

1) บริบทความคิดการเมืองหลังพฤษภาคม พ.ศ.2535

2) โจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อเหลืองและพันธมิตร

3) โจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อแดงและแนวร่วม

4) ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรม

 

1) บริบทความคิดการเมืองหลังพฤษภาคม พ.ศ. 2535

 

 

ในช่วงทศวรรษก่อนเกิดระบอบทักษิณราวปี พ.ศ. 2546<2> วิกฤตและปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจแห่งยุคของไทยได้แก่:

1) วิกฤตรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) พ.ศ. 2534 และการลุกฮือพฤษภาประชาธรรม พ.ศ. 2535 อันเป็นอาการแสดงออกซึ่งปัญหาความบกพร่องไม่พอเพียงของนักการเมืองจากการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนหรือที่เรียกว่าปัญหา "นักเลือกตั้ง/ระบอบเลือกตั้งธิปไตย" ชาวบ้านรากหญ้าและประชาสังคมเมืองรู้สึกว่าปัญหาเดือดร้อนเร่งด่วนสำคัญที่สุดของตนแทบไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นถกอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเลย สภาฯกลายเป็นเวทีตีฝีปากประคารมยกมือประท้วงวางท่านักเลงก้าวร้าวถกเถียงหมกมุ่นเรื่องข้อบังคับการประชุมที่แสนน่าเบื่อและไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ส่วนรัฐบาลก็เสมือนคณะกรรมการจัดการดูแลผลประโยชน์อันทุจริตฉ้อฉลเฉพาะของมุ้งกลุ่มก๊วนมากกว่าจะรับใช้รับผิดชอบผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ

⇒ วิกฤตการเมืองนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเกิดจากปัญหานักเลือกตั้ง/ระบอบเลือกตั้งธิปไตย <3>

2) วิกฤตค่าเงินบาทและเศรษฐกิจตกต่ำหรือที่เรียกว่าวิกฤต "ต้มยำกุ้ง" พ.ศ. 2540 อันเป็นอาการบ่งชี้ปัญหาผลกระทบของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ต่อประเทศไทยว่าการเปิดเสรีต่อเงินทุนชีพจรลงเท้า, กระแสบริโภคนิยมและการเอนเอียงทุ่มเทผลิตเพื่ออุตสาหกรรมส่งออกสุดตัวด้วยแรงงานและทรัพยากรราคาถูกนั้นเสี่ยงสูง ผันผวน และอันตรายร้ายแรงถึงขั้นล่มจม ไม่แน่ว่าจะนำมาซึ่งความร่ำรวยรุ่งเรืองดังที่ฝันหวานง่าย ๆ ถ่ายเดียวเสมอไป

⇒ วิกฤตเศรษฐกิจนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเกิดจากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ <4>

คำตอบแห่งยุคสมัยที่สังคมไทยเสนอต่อปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจดังกล่าวตอนนั้นได้แก่:

⇒ การเมืองภาคประชาชนหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนรวม/ทางตรง เพื่อแก้ไขบำบัดจุดอ่อนข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน<5>

⇒ เศรษฐกิจพอเพียง/ชุมชน เพื่อบรรเทาป้องกันความผันผวน, เสี่ยงสูง, สิ้นเปลือง, สุดโต่งเกินเลยของทุนนิยมโลกาภิวัตน์<6>

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าภายหลังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีพรรคไทยรักไทยเป็นแกนนำขึ้นสู่อำนาจในปีพ.ศ. 2544 ระบอบทักษิณได้ข้ามพ้นชุดคำตอบข้างต้นโดยเสนอคำตอบชุดใหม่ผ่านแนวนโยบายและมาตรการปฏิบัติของรัฐบาล ได้แก่: -

-ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้มแข็งครอบงำเหนือรัฐสภา

-ผลักดันผ่านนโยบายและงบประมาณประชานิยมต่าง ๆ ส่งผลให้.....

1) ประชาธิปไตยแบบตัวแทนสามารถดำเนินนโยบายสนองตอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนผู้เลือกตั้งโดยตรง เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน-เงินกู้ของภาครัฐและภาคเอกชน, การพักชำระหนี้, บริการการแพทย์ย่อมเยาถ้วนหน้า, โครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ ฯลฯ

2) เปิดช่องทางโอกาสและฐานทุน-เงินกู้ให้ชาวบ้านที่ถูกผลักไสหรือดึงดูดเข้าสู่กระแสคลื่นเศรษฐกิจตลาดเสรีอันผันผวนเสี่ยงสูง, ผ่านการหันไปประกอบอาชีพปลูกพืชเศรษฐกิจ/รับจ้างชั่วคราว/ประกอบธุรกิจรายย่อยต่าง ๆ, แล้วมักตกอยู่ในอาการปริ่มน้ำ จวนจะล่มจมมิจมแหล่ ไม่รู้แน่ว่าจะว่ายถึงฝั่งหรือไม่ – ได้อาศัยมันเป็นห่วงชูชีพประคองตัวลอยคออยู่รอดและพอมีหวังที่จะสู้แล้วรวยได้ในเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ต่อไป<7>

ขณะที่ความถูกต้องยั่งยืนแห่งแนวนโยบายข้างต้นของระบอบทักษิณยังคงเป็นที่โต้แย้งถกเถียงกันได้ไม่ยุติ แต่ก็ประจักษ์ชัดว่ามันจับใจยึดกุมจินตนาการของมวลชนผู้เลือกตั้งที่เป็นคนชั้นกลางระดับล่างจำนวนมากทั้งในเมืองและชนบท จนพวกเขาพร้อมแปรความเรียกร้องต้องการของตนเป็นพลังการเมืองเพื่อปกป้องแนวนโยบายดังกล่าวและรัฐบาลทักษิณทั้งด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้งและการเคลื่อนไหวชุมนุม<8>

 

2) โจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อเหลืองและพันธมิตร



หากถือเอาความคิดทางสังคมการเมืองของอาจารย์ ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุลในระยะหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธิปไตย 2535 เป็นต้นมา ดังที่ปรากฏในงานวิจัยสำคัญเรื่อง การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย (2548) ของท่านเองและหนังสือ ความคิดทางสังคมการเมืองของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล (2556) ของอาจารย์พัชราภา ตันตราจิน<9> ว่าเป็นตัวแทนสะท้อนโจทย์และการแสวงหาคำตอบทางเศรษฐกิจการเมืองแห่งช่วงทศวรรษแรกหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 อย่างรวมศูนย์แล้ว<10> เราก็อาจใช้แนวคิดของอาจารย์เสกสรรค์เป็นเส้นด้ายนำทางเพื่อสังเกตและทำ

ความเข้าใจบริบทกระแสความคิดการเมืองในช่วงทศวรรษหลังถึงปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบแนวคิดดังกล่าวกับแนวคิดของคู่ขัดแย้งหลักในสังคมการเมือง (เพื่อความสะดวก ขออนุญาตใช้สัญลักษณ์สีแทน) ได้แก่ "แดง" (คือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช.และผู้สนับสนุน) กับ"เหลือง" (คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือพธม.และผู้สนับสนุน)



1) ประเด็นหลักเรื่องอำนาจทุนในความคิดของอาจารย์เสกสรรค์ยังปรากฏต่อมา

เสกสรรค์เสนอว่าเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้อำนาจอธิปไตยของรัฐชาติเสื่อมโทรมลง ⇒ แนวคิดชาตินิยมเสื่อมโทรมลง ⇒ ส่งผลสืบเนื่องให้ฉันทมติและฉันทาคติทางการเมืองพลอยเสื่อมถอยไปด้วย (political consensus & consent หมายถึงความเห็นพ้องต้องกันและการยอมรับอำนาจปกครองในทางการเมือง) ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมก่อความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเรื้อรังเพราะรัฐขาดพร่องความชอบธรรม, ไม่มีความเห็นพ้องต้องกันและการยอมรับอำนาจปกครองของสังคมภาคส่วนต่าง ๆ นอกคูหาเลือกตั้งคอยประคองรองรับอำนาจของรัฐไว้

2) น่าสนใจว่าประเด็นอำนาจทุนนี้ "เหลือง" มองเห็น แต่ "แดง" กลับมองข้าม

สะท้อนออกในแนวคิดของคณะนิติราษฎร์ที่นับได้ว่าเป็นคลังสมองหรือเสนาธิการทางแนวคิดการเมืองของนปช.และผู้สนับสนุน<11> กล่าวคือปัญหาทางการเมืองที่นิติราษฎร์มองเห็นและนำเสนอจะยุติแค่มิถุนายน - ธันวาคม พ.ศ. 2475 (กล่าวคือจำกัดเฉพาะปัญหาอำนาจรัฐและเครือข่าย"อำมาตย์" หรือชนชั้นนำเก่าที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อันสืบเนื่องมาจากการอภิวัฒน์รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย 2475 ที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์) นิติราษฎร์ยังไม่เริ่มขึ้นเดือนมกราคม -มีนาคม พ.ศ.2475 ด้วยซ้ำไป (กล่าวคือไม่ได้เริ่มตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมตลาดเสรี ดังที่อาจารย์ปรีดีวิเคราะห์วิจารณ์และนำเสนอทางออกไว้ในเค้าโครงเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่าสมุดปกเหลือง ซึ่งมีที่มาจากวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมตกต่ำใหญ่ทั่วโลกเมื่อปี ค.ศ. 1929 และต่อมา)<12> ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบัน อำนาจทุนโลกสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ และผูกมัดกลายเป็นเนื้อเดียวกับอำนาจรัฐในสังคมไทย (ขอให้ดูตอนน้ำท่วมใหญ่ปลายปี พ.ศ. 2554 และบทบาทอิทธิพลกดดันต่อรองข่มขู่โน้มนำกำกับของรัฐบาลและทุนอุตสาหกรรมข้ามชาติญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง)<13>

3) ขณะที่ "เหลือง"มองเห็นปัญหาอำนาจทุน ทว่าวิธีแก้ที่นำเสนอคือเผด็จการ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและองค์กรพันธมิตรอาทิกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ยืนกรานว่าปัญหา "เผด็จการโดยพรรคการเมืองทุนนิยมผูกขาด" ไม่อาจแก้ได้ด้วยประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง หากต้องแก้ด้วยการรัฐประหารหรือวิธีพิเศษอื่นนอกระบบเพื่อมอบอำนาจแก่คนดีผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และมีความเป็นไทยมากกว่า ให้ถ่วงทานตรวจสอบอำนาจทุนไว้<14>  อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าใช้การไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยและโลก รังแต่สร้างความขัดแย้งใหม่ซ้ำซ้อนเพิ่มเติมลุกลามออกไป

 

3) โจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อแดงและแนวร่วม

ในทางกลับกัน ประเด็นหลักสำคัญประการหนึ่งในกระแสความคิดการเมืองปัจจุบันที่ไม่ปรากฏเด่นชัดในความคิดสังคมการเมืองช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธิปไตย พ.ศ. 2535 ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็คือความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลากหลายด้านในชนบท จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวมวลชนคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณและพวกพ้อง, ต่อต้านรัฐประหารและเครือข่าย "อำมาตย์" ในขอบเขตกว้างขวางหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน นี่เป็นความรู้ที่ก่อตัวมานานแต่ค่อนข้างใหม่ในวงวิชาการกระแสหลัก จึงเป็นธรรมดาที่ยังไม่ค่อยเป็นที่ตระหนักรับรู้ในวงวิชาการทั่วไปก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิรูป

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) อันเป็นระยะที่งานความคิดสังคมการเมืองสำคัญ ๆ ในช่วงหลังของอาจารย์เสกสรรค์ถูกผลิตออกมา

ความเปลี่ยนแปลงซับซ้อนหลายมิติในชนบทนี้มีหัวใจอยู่ที่กระบวนการเลิกทำเกษตรกรรม (deagrarianization) แล้วหันไปสู่กิจกรรมหลักและรายได้หลักในภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น<15> เรื่องนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องยาวนานที่ค่อย ๆ ก่อตัวคลี่คลายนับแต่ราว พ.ศ. 2529 - 2530 เป็นต้นมาร่วม 26 ปี กลุ่มนักวิชาการแรก ๆ ที่สังเกตเห็น ชี้ชวนให้สนใจและวิเคราะห์วิจัยจึงได้แก่นักเศรษฐศาสตร์, นักมานุษยวิทยา, นักรัฐศาสตร์ที่สนใจการเมืองท้องถิ่น, เอ็นจีโอ, ปัญญาชนสาธารณะที่เกาะติดชนบทเป็นสำคัญ เช่น อัมมาร สยามวาลา, สมชัย จิตสุชน, บัณฑร อ่อนดำ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, อรรถจักร สัตยานุรักษ์ เป็นต้น<16>
 

 

อย่างไรก็ตาม ความสนใจเรื่องนี้ในหมู่นักวิชาการส่วนน้อยถูกปลุกกระตุ้นจากการปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วแข็งขันเหนียวแน่นใหญ่โตกว้างขวางของการเคลื่อนไหวมวลชนคนเสื้อแดงหลังรัฐประหาร 2549 จนกลายเป็นกระแสการศึกษาวิจัยวิเคราะห์ตีความความเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้านในชนบทไทยขนานใหญ่ แผ่กว้างขยายวงออกไปในปัจจุบัน ที่โดดเด่นสำคัญเช่นทีมวิจัยเรื่อง "ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย" ของคณาจารย์หลายสาขาหลากมหาวิทยาลัย อาทิ อภิชาต สถิตนิรามัย, ยุกติ มุกดาวิจิตร, ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, จักรกริช สังขมณี, อนุสรณ์ อุณโณ, เวียงรัฐ เนติโพธิ์, ประภาส ปิ่นตบแต่ง, นิติ ภวัครพันธุ์และคนอื่น ๆ,<17>  หนังสือ Thailand's Political Peasants: Power in the Modern Rural Economy (2012) ของ Andrew Walker, งานเขียนบทความและปาฐกถาของ Charles F. Keyes, <18> Naruemon Thabchumpon กับ Duncan McCargo <19> , สมชัย ภัทรธนานันท์ <20> เป็นต้น ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ (ดูตารางเปรียบเทียบประกอบ) มีดังนี้คือ: -


1) ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในชนบทรอบ 26 ปีที่ผ่านมา

-สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง <21>

-เกิดกระบวนการเลิกทำเกษตรกรรม/เลิกเป็นชาวนา Deagrarianization/Depeasantization ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ <22>

-มี inverse resource flows หรือทรัพยากรไหลย้อนกลับตาลปัตรจากเมืองสู่ชนบท (เทียบกับช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมฯระยะแรกซึ่งทรัพยากรไหลจากชนบทสู่เมืองเป็นหลัก) ผ่านมาตรการโอบอุ้มของรัฐและการกระจายการคลังสู่ท้องถิ่น <23>

-ชาวนารายได้ปานกลางที่รายได้ส่วนมากมาจากนอกภาคเกษตรกลายเป็นคนส่วนใหญ่ <24>

-คนชนบทกลายเป็น cosmopolitans & extralocal residents มากขึ้น <25>

2) สังคมการเมืองชนบทของชาวนารายได้ปานกลางผลิตภาพต่ำที่ประคองไว้ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐ

-ปัญหาหลักของชนบทไม่ใช่ยากไร้ไม่พอกิน (food sufficiency) อีกต่อไป แต่กลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น, ภูมิภาค, ภาคส่วนเศรษฐกิจ (inequalities)

-ปัญหาผลิตภาพต่ำเรื้อรังแก้ไม่หายในส่วนภาคเกษตรและการผลักดันไปสู่เศรษฐกิจนอกภาคเกษตร เช่น ธุรกิจ SMEs เปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน เปลี่ยนตาสีตาสาเป็นเถ้าแก่ ฯลฯ ได้ผลจำกัด

-รัฐกระเตงอุ้มประชากรชนบทที่เป็นชาวนารายได้ปานกลางผลิตภาพต่ำไว้มหาศาล แต่ผลักไม่พ้น ไม่หลุดจากอก <26> (นี่คือที่มาสุดท้ายของนโยบายจำนำข้าวและค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศรวมทั้งเมกะโปรเจคต์ลอจิสติกส์ 4 ล้านล้านบาท)

3) สังคมการเมืองชนบทและธรรมนูญชนบท

-ชาวบ้านชนบทไม่ได้สัมพันธ์กับรัฐแบบพึ่งพาการอุปถัมภ์แนวดิ่งอย่างหยุดนิ่งและเป็นฝ่ายถูกกระทำข้างเดียว, อีกทั้งก็ไม่ใช่สัมพันธ์กับรัฐแบบต่อต้านคัดค้านรัฐที่เข้ามาขูดรีดทรัพยากรและแรงงานด้วยการรวมตัวแนวราบในนามชนชั้นชาวนาหรือชุมชนชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่อีกต่อไป

-หากแต่ชาวบ้านชนบทดึงอำนาจรัฐและอำนาจภายนอกอื่น ๆ เข้ามาในสังคมการเมืองชนบทเพื่อกล่อมเกลาเอาใจ ต่อรองกดดัน แล้วหลอกล่อฉวยใช้ ในอันที่จะดูดดึงและขัดแย้งแย่งชิงกันซึ่งทรัพยากร งบประมาณ ทุน เทคโนโลยี ฯลฯ เอามาเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจและอำนาจของตน เหมือนขุนแผนชุบเลี้ยงผีกุมารทองเอาไว้ใช้งาน (ชาวบ้านสัมพันธ์กับผี, รัฐ, ทุน, ชุมชน ในโหมดเดียวกัน)

-ธรรมนูญค่านิยมชาวบ้านที่กำกับความสัมพันธ์ทางการเมืองนี้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย/ฉบับสากลตะวันตกของคนเมือง <27>

ทั้ง 3 ประเด็นนี้ นักวิชาการและปัญญาชนที่พยายามเข้าใจและเห็นอกเห็นใจการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงมองเห็น แต่นักวิชาการสนับสนุนพันธมิตรฯกลับมองข้าม เช่น นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ติดอยู่กับปัญหาคอร์รัปชั่น เผด็จการทุนผูกขาด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ในชนบทโง่จนเจ็บ ขาดความรู้ ถูกซื้อเสียง ฯลฯ <28> ทั้งที่ชนบทเปลี่ยนไปมหาศาลทุกด้าน รวมทั้งในความสัมพันธ์กับรัฐและเมือง ทว่าในทางกลับกัน นักวิชาการและปัญญาชนเสื้อแดงออกจะมองข้ามจุดอับตันของสังคมการเมืองชนบท 2 อย่าง กล่าวคือ:

1) ในทางเศรษฐกิจ ภาวะดังที่เป็นอยู่จะยั่งยืนยาวนานได้ยาก มีขีดจำกัด รัฐจะกระเตงอุ้มเลี้ยงไข้เลี้ยงต้อยชาวนารายได้ปานกลางผลิตภาพต่ำอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ในชนบทไปได้นานแค่ไหน? <29>

2) ค่านิยมธรรมนูญชนบทของสังคมการเมืองชนบทที่มีลักษณะคับแคบ เฉพาะส่วน parochial และแตกต่างตรงข้ามกับประชาสังคมอย่างที่เป็นอยู่ หากแม้นไม่ปรับเปลี่ยนคลี่คลายขยายตัวก็ยากจะพาไปสู่สังคมการเมืองร่วมกันในระดับชาติอันเป็นที่รับได้ของหลักการเมืองสมัยใหม่ที่เป็นสากล เช่น ท่าทีไม่ใส่ใจไยดีเรื่องสิทธิมนุษยชนในกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด เป็นต้น<30>

 

4) ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรม

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองรอบหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวหาโจมตีและถกเถียงวิวาทะกันเสมอคือความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรม ในลักษณะที่ว่าฝ่ายตรงข้ามประพฤติปฏิบัติการเมืองอย่างทุจริตเลวร้าย ขาดพร่องหรือปราศจากศีลธรรมกำกับ ทำให้การเมืองเสื่อมทรามและเกิดวิกฤต ทางออกได้แก่การช่วยกันให้คนดีเข้ามามีอำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาก่อความเดือดร้อนวุ่นวายแก่บ้านเมือง <31>

กล่าวในทางวิชาการ ชุดโครงการวิจัยเรื่อง "วิกฤตความแตกแยกของธรรมวิทยาแห่งพลเมือง: การศึกษาการประกาศธรรมของประกาศกร่วมสมัย" ที่มีศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ จันทรวงศ์ เป็นหัวหน้าโครงการและได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เข้าจับปมปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรมร่วมสมัยนี้โดยตรงผ่านแนวคิด "ธรรมวิทยาแห่งพลเมือง" หรือ Civic Religion ดังสะท้อนออกในบทคัดย่อของคำบรรยายพิเศษโดยศาสตราจารย์สมบัติในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 (พ.ศ. 2553) ข้างล่างและต่อมาได้เขียนเป็นบทความสมบูรณ์ <32>


 
"ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดเรื่องธรรมวิทยาแห่งพลเมือง (civic หรือ civil religion) ของ Robert
Bellah เพื่อศึกษาความคิดซึ่งอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันระหว่างเสื้อเหลือง-เสื้อแดง โดยพบว่าอุดมการณ์ของพวกเสื้อแดงหลัก ๆ แล้วเป็นผลผลิตทางความคิดของนักประวัติศาสตร์ ซึ่งปฏิเสธค่านิยมแบบจารีตของไทยทั้งที่เป็นค่านิยมทางศีลธรรมและการเมืองที่ผูกโยงอย่างใกล้ชิดกับพุทธศาสนาและระบบกษัตริย์ เหล่าประกาศกของธรรมวิทยาแห่งพลเมืองใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักประวัติศาสตร์อาชีพชั้นนำของไทย เลือกที่จะทดแทนสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวระบอบประชาธิปไตยที่เน้นความเท่าเทียมกัน ซึ่งก็ต้องอาศัยการดำรงอยู่ของมวลมหาประชาชนผู้ล่วงรู้แจ้งและความแน่นอนว่าจะต้องเกิดขึ้นของกระบวนการทางประวัติศาสตร์อีกทีหนึ่งก่อน ในขณะที่ความตื่นตัวทางการเมืองและความใฝ่ฝันในความเสมอภาค (ทั้งในแง่ของผลประโยชน์และสิ่งอื่นใด) อาจถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของการเป็นพลเมืองที่ดี แต่เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะเห็นว่าธรรมวิทยาแห่งพลเมืองที่ปราศจากเนื้อหาทางศาสนาหรือจริยธรรมเลยจะสามารถยึดโยงประชาชาติใดให้อยู่ด้วยกันได้เป็นเวลาที่นานพอ สังคมในอุดมคติที่ไม่ต้องการสำนึกทางศีลธรรมนี้อาจเกิดขึ้นได้จริง แต่จะเหมาะหรือไม่กับการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์เป็นเรื่องที่ยังต้องการคำตอบ"<33>

ผมอยากใคร่ถือโอกาสนี้อภิปรายปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรมในบริบทสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองเสื้อสีร่วมสมัยสักเล็กน้อย เพื่อเป็นการสานต่อบทสนทนาทางวิชาการและสังคมการเมืองในเรื่องดังกล่าว

ไม่นานมานี้ ขณะทานข้าวไปพลาง ฟังสถานีวิทยุ "ชุมชน" ใกล้บ้านที่เปิดเพลงสลับกับขายยาและสอนธรรมะไปพลาง ผมก็ได้ยินเสียงอุบาสิกาอ่านหลักพุทธธรรมคำสอนของหลวงพ่อวัดแห่งหนึ่งแถบชานเมืองกรุงเทพฯยาวหลายนาที คำสอนนั้นผูกร้อยเชื่อมโยงความคิดชาตินิยม ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าด้วยกันเป็นเรื่องเดียวเนื้อเดียวอย่างไร้รอยต่อ ในลักษณะที่ว่า "ชาติ", "ในหลวง" และ "พุทธธรรม" ถูกเปล่งออกมาต่อกันรวดเดียวในชั่วอึดใจอย่างคล้องจองสอดรับเป็นธรรมชาติในทำนอง "ธรรมราชาชาตินิยม"

อันที่จริงนี่ก็ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่พิสดารนัก เป็นที่คาดหมายเข้าใจได้และเราท่านก็มักได้ยินได้ฟังกันอยู่เป็นปกติ แต่ที่สะดุดหูผมจนแทบสะอึกต้องวางช้อนส้อมนิ่งคิดไปพักหนึ่งคือวลีที่ว่า:

"...คนชั่วที่แอบอ้างเป็นคนไทย..."

ในวลีสั้นกระทัดรัดนี้ ได้ผูกโยงหลอมรวม ศีลธรรม, ชาตินิยม, การเมืองวัฒนธรรม, กฎหมาย,ความเป็นพลเมือง, เอกลักษณ์ชาติ เข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออกทีเดียว คำปราศรัยของท่านประธานองคมนตรีในวาระโอกาสต่าง ๆ ระยะหลายปีที่ผ่านมานี้ก็โน้มนำไปทำนองเดียวกัน คือผูกโยงการเมืองเข้ากับศีลธรรม, ชาตินิยมและเอกลักษณ์ชาติ เหล่านี้ทำให้ยากจะแยกแยะเสียงเรียกร้องแห่งความเป็นไทยดังที่ยกมาข้างต้นออกจากข้อเสนอที่วางอยู่บนกรอบคิดและหลักเหตุผลทางปรัชญาว่า "ไม่อาจแยกการเมืองออกจากศีลธรรมได้ หากแยกออกจากกัน การเมืองนั่นแหละจะเสื่อมทรามลง" ซึ่งโครงการวิจัย "ธรรมวิทยาแห่งพลเมืองฯ" ที่ศาสตราจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ เป็นหัวหน้าได้นำเสนออย่างจริงจังและลึกซึ้งเป็นระบบ

ผมอยากเสนอข้อคิดตอบสนองและข้อกังวลอย่างรวบรัดไว้ในที่นี้เป็นเบื้องต้นว่า:

-ถ้าข้อเสนอคือให้ประสาน Politics + Morality (การเมือง + ศีลธรรม) ในความหมาย A free marketplace of moral ideas (ตลาดความคิดศีลธรรมที่เลือกได้อย่างเสรี) แล้ว ผมก็เห็นด้วย

-แต่ถ้าข้อเสนอนั้นเป็น Politics + Moralism (การเมือง + ลัทธิยึดศีลธรรมเป็นเจ้าเรือน) ในความหมาย Self-centered, coercive moralism (ลัทธิศีลธรรมที่บังคับเอาด้วยอัตตาธิปไตย) แล้ว ผมเกรงว่ามันจะเป็นที่รับกันได้ในสังคมเสรีประชาธิปไตยหรือ? และจะใช้การได้จริงหรือ? <34>

และจะอย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่จะผูกโยงการเมืองกับศีลธรรมควรคำนึงถึงข้อสังวรในบริบทโลกสมัยใหม่และสังคมการเมืองไทยดังที่เป็นจริงปัจจุบันดังต่อไปนี้:

1) ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลาย (พหุนิยม) ของคุณค่าพื้นฐานเชิงศีลธรรมและศรัทธาศาสนาอย่างที่ไม่อาจลดลัดตัดทอนหรือย่นย่อเหมารวมเป็นหนึ่งเดียวได้อีกแล้ว<35> การบังคับกดดันให้ยึดหลักศีลธรรมเดียวหรือศรัทธาศาสนาเดียวเป็นที่ตั้งเจ้าเรือนรังแต่จะก่อความขัดแย้งไม่รู้จบสิ้นดังเราเห็นกันอยู่ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา, ประเทศเพื่อนบ้านและที่ต่างๆ ในโลก

2) ขณะเดียวกัน เอาเข้าจริงในทางปฏิบัติ สังคมวัฒนธรรมไทยไม่มีตลาดความคิดศีลธรรมที่เลือกได้อย่างเสรี หรือสนามประชันข้อเสนอทางศีลธรรมที่ราบเรียบเสมอหน้ากันอยู่จริง หากเทเอียงกระเท่เร่ไปทางหนึ่งตามฐานคติของรัฐและ/หรือประชากรส่วนใหญ่ <36>

3) ฉะนั้นแทนที่เราจะได้เห็น [การเมือง+ศีลธรรม] สมดังความมุ่งมาดปรารถนาของศาสนิกชน เรากลับมักเห็นผู้กุมอำนาจฐานะในสังคมการเมืองแสดงจริตศีลธรรม (moral pretensions)ออกมา ไม่มากไปกว่านั้น

4) นั่นแปลว่าข้อเรียกร้องที่ชอบด้วยเหตุผลให้มี "การเมืองที่กำกับด้วยศีลธรรม" บ่อยครั้งเมื่อเอาไปวางในโลกปฏิบัติที่เป็นจริงของสังคมการเมืองไทย รังแต่จะนำไปสู่ "ผู้อวดอ้างสวมสิทธิอำนาจวินิจฉัยตัดสินศีลธรรมทางการเมืองเอาเองโดยพลการและปราศจากการตรวจสอบควบคุม"

5) ในทางปรัชญา ผมเชื่อว่ามีความขัดแย้งขั้นมูลฐานอยู่ระหว่าง [หลักเป้าหมายที่ดีที่ถูกต้องย่อมให้ความชอบธรรมกับวิธีการใด ๆ ก็ได้ หรือ The end justifies the means. ในทางการเมือง] กับ [หลักเอกภาพทางศีลธรรมของเป้าหมายกับวิธีการ หรือ the moral unity of means and end] อุปมาเหมือนคนอุ้มห่อระเบิดออกวิ่งบนลู่อำนาจ ถึงจุดหนึ่งถ้าระเบิดที่อุ้มแนบอกไม่แตกตูมจนตัวเองตายคาที่ (หมดสิ้นอำนาจไป), ห่อที่ว่าก็อาจเน่าเสียคาอกได้ (ศีลธรรมเสื่อม) <37>

การประคองสองอย่างนี้ให้ไปด้วยกันตลอดรอดฝั่งนับเป็นภาวะลำบากอิหลักอิเหลื่อ (dilemmas) ของความพยายามจะผูกพันการเมืองเข้ากับศีลธรรมทั้งหลายทั้งปวง

 

=================================

เชิงอรรถ

1. บทความประกอบการแสดงปาฐกถากีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี2555, 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

2. ดูกำเนิดของคำว่า "ระบอบทักษิณ" ใน เกษียร เตชะพีระ, "ระบอบทักษิณ: บันทึกเรื่องราวของคำสร้างคำหนึ่ง (ตอนต้น)", ทางแพร่งและพงหนาม: ทางผ่านสู่ประชาธิปไตยไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2551), หน้า 91 – 95.

3.เกษียร เตชะพีระ, "ลัทธิเลือกตั้ง", บุญเลิศ วิเศษปรีชา, บก. ราษฎร์ดำเนิน (กรุงเทพฯ: สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประ เทศไทย, 2537). และ เกษียร เตชะพีระ, "ชำแหละระบอบเลือกตั้งธิปไตย: บทเรียนทางการเมืองจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไทย", กาญจนี ละอองศรีและธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, บก., กระจกหลายด้านฉายประวัติศาสตร์: รวมบทความเนื่องใน วาระครบรอบ 60 ปีชาญวิทย์ เกษตรศิริ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2544), หน้า 29 - 59.

4.เกษียร เตชะพีระ, แต่ง, ประจักษ์ ก้องกีรติ, แปล, "จุดอับทางเศรษฐกิจกับการฟื้นตัวทางการเมืองหลังวิกฤตในประเทศไทย: การเฟื่องฟูใหม่ของชาตินิยมทางเศรษฐกิจ," จุลสารไทยคดีศึกษา, 19: 1 (สิงหาคม-ตุลาคม2545), 3-29.

5.งานวิชาการที่เป็นตัวแทนสะท้อนข้อเสนอทางออกดังกล่าวอย่างรวมศูนย์เป็นระบบที่สุดได้แก่ผลงานวิจัยที่ได้รับทุนปรีดี พนมยงค์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายแรก คือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์, 2548).

6.ดูภาคผนวกที่ประมวลสรุปข้อเสนอทำนองนี้ได้ในภาคผนวก "การแสวงหาทางเลือกออกจากโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่: สาระสำคัญของข้อเสนอกู้ชาติทางเศรษฐกิจบางประการ" ท้ายบทความ เกษียร, "จุดอับทางเศรษฐกิจฯ", น. 16 - 19.

7.เกษียร เตชะพีระ, จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549: วิกฤตประชาธิปไตยไทย (กรุงเทพฯ: มูลนิธิ 14 ตุลา, 2550).

8. Pasuk Phongpaichit and Chris Baker, "Thaksin's Populism", Journal of Contemporary Asia, 38: 1(February 2008), 62 – 83. และ เกษียร เตชะพีระ, "ภาคสอง: ระบอบทักษิณ", ใน บุชกับทักษิณ: ระบอบอำนาจนิยมขวาใหม่ไทย-อเมริกัน (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2547), โดยเฉพาะหน้า 144 - 64.

9. พัชราภา ตันตราจิน, ความคิดทางสังคมการเมืองของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2556), โดยเฉพาะหน้า 113 - 25, 146 - 58, 194 - 249, 285 - 91.

อนึ่งหนังสือเล่มนี้ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2551 ของผู้เขียนซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

10. ดูการประเมินบทบาททางความคิดและการเคลื่อนไหวของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลและกลุ่ม ป X ป ช่วงดังกล่าวได้ใน อุเชนทร์ เชียงแสน, "ประวัติศาสตร์ "การเมืองภาคประชาชน": ความคิดและปฏิบัติการของ "นักกิจกรรมทางการเมือง" ในปัจจุบัน" (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2556), บทที่ 1 หัวข้อ "ทบทวนวรรณกรรม" และบทที่ 4 หัวข้อ "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการเมืองภาคประชาชนในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย".

11. เกษียร เตชะพีระ, "ข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน: The Spectral Material Force", มติชนรายวัน, 5ต.ค. 2555, น. 6.

12. ปรีดี พนมยงค์, "หมวดที่ 3 เค้าโครงการเศรษฐกิจและบันทึกบางประการที่เกี่ยวข้องกัน", ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย: รวมข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และโครงการ "ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย, 2526), หน้า 167 – 330. และ เกษียร เตชะพีระ, "ไตรลักษณ์ทางความคิดของปรีดี พนมยงค์", เนชั่นสุดสัปดาห์, 9: 424 (17 – 23 ก.ค. 2543), 32 – 33.

13. อาทิ "การพบปะเจรจากันระหว่างนายกรัฐมนตรีโนดะและนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์", สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, เข้าใช้ 1 มิ.ย. 2556, http://www.th.emb-japan.go.jp/th/policy/PM_111125.htm ; "ญี่ปุ่นให้ไทยทำตามแผนแก้ไขแก้น้ำท่วม "กิตติรัตน์"เผย2สัปดาห์มีความชัดเจน", ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, สร้าง 29 พ.ย.2554, http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1322567626&grpid=03&catid=00 ; "นักลงทุนญี่ปุ่นรายเล็กแหยงน้ำท่วมขู่แผนจัดการไม่ชัดทิ้งไทยแน่-จี้ผุดโมเดลใหม่", ข่าวสด, 9 ธันวาคม 2554,http://www.thaichamber.org/scripts/detail.asp?nNEWSID=4738. เป็นต้น

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อรับมือแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตมหาอุทกภัยเมื่อปลายปี พ.ศ. 2554 จึงได้ให้สัมภาษณ์หลังรับตำแหน่งดังกล่าว โดยสะท้อนความจริงเรื่องนี้ว่า:

"ช่วงนี้ผมจะไปหารือกับญี่ปุ่น เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีนักลงทุนรายใหญ่อยู่ในไทย ทั้งการผลิตและส่งออก

หากเขาต้องการเห็นอะไรก็จะช่วยทุกเรื่อง หรือบริษัทประกันภัยในญี่ปุ่นซึ่งรับประกันอุตสาหกรรมในไทย ถ้าจะรับประกันภัยร่วมกัน ต้องการเห็นหรืออยากได้อะไรก็บอกมา"

"ผมขอท่านทูตญี่ปุ่นจัดให้ไปพบและฟังข้อเสนอจากนักลงทุนญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยและในญี่ปุ่น เพื่อถามเขาว่าช่วง 1 ปีข้างหน้า เมื่อการฟื้นฟูประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติได้ บริษัทต่าง ๆ จะต้องรับแรงงาน 8 แสนคนกลับมาทำงานอย่างเดิมได้ จะให้ผมทำอะไรบ้าง จะไปหาไจก้าหรือรัฐบาลญี่ปุ่น ถามเขาว่าจะช่วยด้านเทคนิคหรือการเงินทางไหนได้บ้าง เรื่องเงินทองเท่าไรก็ต้องลง เพราะเราไม่ได้มีปัญหาด้านความมั่นคงทางการเงินการคลังเหมือนสมัยก่อนแล้ว"

"ผมเชื่อว่าถ้าเราทำสุดความสามารถอย่างนี้ เขาคงจะเห็นความตั้งใจกอบกู้สถานการณ์อย่างแท้จริง ให้ความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถอยู่ประเทศไทยได้ต่อไป ไม่ต้องย้ายไปที่อื่น"

("เปิดใจ...วีรพงษ์ รามางกูร ขอ 1 ปี ปรับโฉมประเทศฟื้นเชื่อมั่น-เศรษฐกิจ", ประชาชาติธุรกิจออนไลน์,สร้าง 12 พ.ย. 2554,www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1321070016&grpid=no&catid=04)

อนึ่ง ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้กล่าวตอนหนึ่งในงานเสวนาสาธารณะเรื่อง "คิดใหม่ประชานิยม: จากรัฐบาลทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ เราเรียนรู้อะไรบ้าง" ณ ห้องประชุมที่ทำการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ศกนี้ว่าท่านได้ทราบจากแวดวงผู้วางนโยบายรัฐบาลว่าอันที่จริงนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นมีขึ้นเพื่อสนองตอบช่วยเหลือกระตุ้นยอดขายรถยนต์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่นในประเทศไทยที่โรงงานของพวกเขาประสบความเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัยใหญ่เมื่อปลายปี พ.ศ. 2554

14. "คำต่อคำ: เปิดใจแกนนำพันธมิตรฯ ลั่นพร้อมรบ "สนธิ"ย้ำชุมนุมต้องแตกหัก จี้ทหารร่วมมือปชช.ปฏิวัติ", ผู้จัดการออนไลน์, สร้าง 20 ม.ค. 2555, www.manager.co.th/politics/viewnews.aspx?NewsID=9550000009019 ; ""ดร.อมร"ชำแหละเผด็จการนายทุนพรรคใช้ช่องโหว่ รธน.ยึดอำนาจรัฐเพื่อคอร์รัปชัน", ASTVผู้จัดการออนไลน์, สร้าง 6 ก.พ.2555, http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000016707;

""สยามประชาภิวัฒน์"เตือนถ้าไม่หยุดทุนผูกขาดแก้ รธน. จะเหลือทางแก้เดียวคือรัฐประหาร", ประชาไทออนไลน์, สร้าง 7 ก.พ. 2555,http://prachatai.com/journal/2012/02/39140 ; "พธม.ถกสยามประชาภิวัฒน์ เห็นพ้องป้องสถาบัน ปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มความรู้ ปชช.", ASTVผู้จัดการออนไลน์, สร้าง 19 เม.ย. 2555,http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000048897 .

15. Andrew Walker, Thailand's Political Peasants: Power in the Modern Rural Economy (Madison,Wisconsin: The University of Wisconsin Press, 2012), Section "The Nonagricultural Economy" pp. 74 – 80; และอภิชาต สถิตนิรามัย, "นโยบายอุดหนุนภาคชนบท: เมื่อภาคชนบทไม่ใช่ภาคเกษตรกรรม", สร้าง 15 ม.ค. 2013,http://thaipublica.org/2013/01/subsidy-policy-for-rural/ .

16. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด, "มายาคติว่าด้วยการเกษตรและประเทศไทย", มติชนรายวัน, 29 ก.ค. 2552, น. 6; และ รองศาสตราจารย์ ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, "โครงการวิจัย: ความเปลี่ยนแปลงและกระบวนการสร้างประชาธิปไตยใน "ชนบท"" (ฉบับร่าง 2555).

17. อภิชาต สถิตนิรามัยได้สรุปรวบยอดผลการค้นพบร่วมกันของทีมวิจัยไว้อย่างกระชับชัดเจนใน อภิชาต สถิตนิรามัย, "สองนคราประชาธิปไตยฉบับลัทธิแก้", มติชนรายวัน, 6 พ.ค. 2556, น. 7; นอกจากนี้โปรดดู อารีรัตน์ ปานจับ, "เก็บตกจากงานสัมมนา",วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา, 30: 2 (ก.ค. - ธ.ค. 2554), 179 - 89. (http://socanth.tu.ac.th/wp-content/uploads/2012/09/JSA-30-2-seminar-report.pdf ) ซึ่งบันทึกการอภิปรายถกเถียงในงานสัมมนา "ภูมิทัศน์และการเมืองของการพัฒนาชนบทไทยร่วมสมัย" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 8 ก.ค.2554

18. Pun-arj Chairatana, "A Romance of the Rural Middle Class: An Interview with Professor Charles F.Keyes", Trendnovation Southeast Issue 13: The Rural Challenge, accessed 1 June 2013,http://trendsoutheast.org/2011/dl/newsletter/issue13-w.pdf.

19. Naruemon Thabchumpon and Duncan McCargo, "Urbanized Villagers in the 2010 Thai RedshirtProtests: Not Just Poor Farmers?" Asian Survey, 51: 6 (November/December 2011), 993–1018.

20. สมชัย ภัทรธนานันท์, แต่ง, อัญชลี มณีโรจน์, แปล, "การเมืองของสังคมหลังชาวนา: เงื่อนไขการก่อตัวของคนเสื้อแดงในภาคอีสาน", ฟ้าเดียวกัน, 10: 2 (ก.ค.-ธ.ค. 2555), 122 - 42.

21. เป็นข้อสรุปสอดคล้องต้องกันของงานวิชาการที่เอ่ยถึงในย่อหน้าก่อนนี้ทั้งหมด สำหรับตัวอย่างการแถลงเรื่องนี้อย่างกระชัดชัดเจน ดู Walker, Thailand's Political Peasants, pp. 8 - 9; และอภิชาต, "สองนคราประชาธิปไตยฉบับลัทธิแก้".

22. ขณะงานส่วนใหญ่พูดถึงกระบวนการทั้งสองควบคู่กันไป Andrew Walker กลับจำแนก 2 กระบวนการนี้จากกันและยืนกรานว่ามี deagrarianization แต่ไม่เกิด proletarianization หรือ depeasantization กล่าวคือยังมีชาวนาอยู่ในบางความหมาย ดู Walker, Thailand's Political Peasants, pp.9 – 10, 34 – 36, 74 – 75, 120 – 21.

23. Walker, Thailand's Political Peasants, section "From Taxation to Subsidy" pp. 49 – 56; อภิชาต, "สองนคราประชาธิปไตยฉบับลัทธิแก้".

24. Walker, Thailand's Political Peasants, section "The Rise of the Middle-Income Peasantry" pp. 36 – 44;อารีรัตน์, "เก็บตกจากงานสัมมนา", น. 180 – 81.

25. คำแรกเป็นของ Charles F. Keyes จาก Pun-arj, "A Romance of the Rural Middle Class"; ส่วนคำหลังเป็นของ Andrew Walker จาก Thailand's Political Peasants, pp. 65 – 67.

26. Walker, Thailand's Political Peasants, pp. 8 – 9, 21 – 22, 44 – 56.

27. Walker, Thailand's Political Peasants, pp. 10 – 33, 190 – 218.

28. "อะไรคือสยามประชาภิวัฒน์ สัมภาษณ์ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต", Siam Intelligence, สร้าง 19 มี.ค.2012, http://www.siamintelligence.com/phichai-rattanadilok-na-phuket-interview/

29. คำถามนี้แฝงอยู่ในคำบรรยายของ Andrew Walker ซี่งเรียกสถานการณ์ดังกล่าวนี้ว่าเป็น "dilemmas of its (the peasantry's) preservation" ดู Walker, Thailand's Political Peasants, p. 56, 220 – 21.

30. Walker, Thailand's Political Peasants, pp. 22 – 24, 26, 145, 165, 213, 223 – 27, 229 – 30.

ทว่าถึงแม้สังคมการเมืองชนบทดังกล่าวจะบกพร่องไม่สมบูรณ์แบบ แต่กระนั้น Andrew Walker ก็ยังเห็นว่ามันมีคุณสมบัติบางอย่าง (หลากหลาย, ทรงไว้ซึ่งเกณฑ์วินิจฉัยเชิงคุณค่าของตน, สอดคล้องกับความเป็นจริงของการเมืองไทยปัจจุบัน) ที่จะเป็นความหวังที่ดีที่สุดในการพัฒนาไปเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทยต่อไป (pp. 230 –32).

31. โดยเฉพาะชุดปาฐกถาแก่โรงเรียนนายทหาร 3 เหล่าทัพของประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พลเอกเปรมติณสูลานนท์ ได้แก่ "พล.อ. เปรมปลูกจิตสำนึกนายร้อยจปร. เป็นทหารของชาติ ทหารของพระเจ้าอยู่หัว", มติชนรายวัน, 15 ก.ค. 2549, น. 2; พลเอกเปรม ติณสูลานนท์, "บทบรรยายพิเศษในหัวข้อการเสริมสร้างการเป็นผู้นำด้วยหลักคุณธรรม ความพอเพียงและความเสียสละของ พลเรือเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ โรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549", นาวิกศาสตร์, 90: 2 (ก.พ. 2550), www.navy.mi.th/navic/document/900202a.html ; และ "'เปรม' ย้ำสำนึกทหารอาชีพ ให้ถอยห่าง 'คนไม่ดีแต่มีเงิน'", มติชนรายวัน, 1 ก.ย.2549, น. 2.

32. สมบัติ จันทรวงศ์, "ความแตกแยกของธรรมวิทยาแห่งพลเมืองกับมุมมองทางปรัชญาการเมือง: ข้อสังเกตเบื้องต้น" (คำบรรยายพิเศษในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11, 2553,http://www.scribd.com/doc/63522618/ความแตกแยกของธรรมวิทยาแห่งพลเมืองกับมุมมองทางปรัชญาการเมือง-ข้อสังเกตเบื้องต้น ). และ สมบัติ จันทรวงศ์, "ประชาธิปไตยไทย: ปรัชญาและความเป็นจริง" (บทความวิจัยในโครงการวิจัย วิกฤตความแตกแยกของธรรมวิทยาแห่งพลเมือง: การศึกษาคำประกาศธรรมของประกาศกร่วมสมัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555). ตัวอย่างงานวิจัยที่โดดเด่นน่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งในโครงการวิจัยนี้ได้แก่ ศุภมิตร ปิติพัฒน์, บทวิพากษ์ธรรมวิทยาแห่งพลเมืองของประกาศกร่วมสมัย: เกษียร เตชะพีระ, ธงชัย วินิจจะกูล, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (กรุงเทพฯ:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและโครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2555).

33. สมบัติ, "ความแตกแยกของธรรมวิทยาแห่งพลเมือง", น. 13.

34. โปรดพิจารณา C.A.J. Coady, Messy Morality: The Challenge of Politics (Oxford: Clarendon Press,2008). โดยเฉพาะบทที่ 1 Morality, Moralism, and Realism

35. ทรรศนะของ Hannah Arendt ในบทความ "Truth and Politics" อ้างถึงและอธิบายใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,ความรุนแรงกับการจัดการ "ความจริง": ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2551), น. 30 - 32.

36. นิธิ เอียวศรีวงศ์, "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย", สุพจน์ แจ้งเร็ว, บรรณาธิการ, ชาติไทย, เมืองไทย,แบบเรียนและอนุสาวรีย์: ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐและรูปการจิตสำนึก (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ มติชน, 2538), หน้า 136 – 71. และ ยุกติ มุกดาวิจิตร, "คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย", วิภาษา, 3: 2 (1 พ.ค. – 15 มิ.ย.2552), 26 – 34.

37. แน่นอนว่านี่มาจากการอ่านตีความประยุกต์ The Prince ของ Machiavelli และแนวคิดการเมืองแห่งความไม่รุนแรงของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ท่านที่สนใจโปรดดูหัวข้อ Ideological Nonviolence ใน Thomas Weber and Robert J. Burrowes, "Nonviolence: An Introduction", accessed 2 June 2013, www.nonviolenceinternational.net/seasia/whatis/book.php.

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โรงสีสุรินทร์ข้าวอยู่ครบ เร่งชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวจี้เฝ้าระวังการสวมสิทธิ‏

Posted: 27 Jun 2013 09:38 AM PDT

สุรินทร์จัดชุดปฏิบัติการและคณะทำงานออกตรวจสอบคลังสินค้าและโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ทั้ง 17 อำเภอ พบปริมาณและสภาพข้าวจำนำยังอยู่ปกติ ทางด้านผู้ว่าฯ ย้ำให้เฝ้าตรวจสอบการสวมสิทธิ

 
 
สุรินทร์-วันนี้ (27 มิ.ย.56 ) เวลา 08.00 น.ที่ลานหน้าสถานีตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ คณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบคลังสินค้าและโรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการรับจำข้าว ปีการผลิต 2555/56 พร้อมชุดปฏิบัติการของตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมออกตรวจโกดังและโรงสีในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
 
คณะทำงานดังกล่าว มี นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์เป็นประธานการปล่อยขบวน เพื่อออกปฏิบัติการตรวจสอบคลังโกดังข้าวและโรงสีภายในจังหวัด จำนวน 72 แห่ง โดยแบ่งสายออกปฏิบัติการเป็น 3 สาย ประกอบด้วย สายแรก ในพื้นที่ 4 อำเภอ จำนวน 37 แห่ง มีพาณิชย์จังหวัดเป็นหัวหน้าชุด สายที่ 2 ในพื้นที่ 6 อำเภอ จำนวน 20 แห่ง มีการค้าภายในเป็นหัวหน้าชุด และสายที่ 3 ในพื้นที่ 3 อำเภอ จำนวน 15 แห่ง มีเกษตรจังหวัดเป็นหัวหน้าชุด
 
 
จากนั้น นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยนายพิภพ ดำทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมคณะกรรมการฯระดับจังหวัด เดินทางไปยัง บจก.สินอุดมพืชไร่ เลขที่ 220 หมู่ 16 ต.นาบัว อ.เมืองสุรินทร์ โดยมี อคส.เป็นผู้เช่า พบว่าสภาพการเก็บข้าวและจำนวนข้าวตามหลักฐานมีความถูกต้อง มีเพียงสภาพหลังคาที่มีรอยรั่วแต่ก็สั่งการให้ซ่อมแซมแล้ว เพราะเกรงว่าข้าวถูกน้ำจากฝนจะทำให้ข้าวเสียหาย
 
นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้ ทั้งที่ บจก.สินอุดมพืชไร่ และที่ ท่าตูม ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบแล้วก็ถือว่าเรียบร้อยดี ซึ่งเมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาก็ได้ไปตรวจมาครั้งหนึ่งแล้ว ก็รายงานไปว่าเรียบร้อยดี การออกตรวจอีกรอบในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างความมั่นใจ
 
 
การนำคณะเจ้าหน้าที่ออกตรวจทั้งจังหวัดในวันนี้ เพื่อให้เกิดโปร่งใสและให้ได้ข้อมูลปริมาณข้าวของรัฐบาลที่ถูกต้องและครบถ้วน เป็นไปตามการสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้ทุกจังหวัดเร่งตรวจสอบคลังสินค้าข้าวและปริมาณข้าวเปลือกคงเหลือของโครงการรับจำนำข้าว พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ณ ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ และได้เร่งให้การประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจการดำเนินโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับลดราคาจำนำข้าวเพื่อให้เกษตรกร และประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และได้กำชับให้คณะทำงานโครงการรับจำนำข้าวเฝ้าระวังและตรวจสอบการสวมสิทธิจำนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ททบ.5 แจง บก.ระงับข่าว "เค วอเตอร์" เพราะเนื้อหาไม่ชัด-หวั่นโดนฟ้อง

Posted: 27 Jun 2013 09:11 AM PDT

ผู้บริหาร ททบ.5 ชี้แจงบรรณาธิการสั่งระงับการนำเสนอข่าว "เค วอเตอร์" เอง เพราะหวั่นโดนฟ้อง ยืนยันไม่มีการแทรกแซงหรือสั่งการ ขณะที่สมาคมสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ฯ ทำจดหมายถึงช่อง 5 ขอให้ชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น

ตามที่เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.) รายการฮาร์ดคอร์ข่าว ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ในประเด็นบริษัทโคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (K-water) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ชนะประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย 2 โครงการ โดยก่อนเข้าสู่ข่าวดังกล่าว ผู้ประกาศข่าวได้แนะนำก่อนเข้าสู่รายงานพิเศษว่า "มีการเปิดเผยข้อมูลว่าบริษัทเค วอเตอร์นั้นมีหนี้สินอยู่ถึง 700% และไม่เคยรับหน้าที่ในการบริหารจัดการกับโครงการขนาดใหญ่ ก็เลยกังวลผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น" อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่รายงานพิเศษได้ประมาณ 30 วินาที ก็ถูกตัดเป็นโฆษณาทีโอทีแทน และไม่มีการออกอากาศรายงานข่าวดังกล่าวอีกนั้น (ชมวิดีคลิป)

ล่าสุด สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ทำจดหมายถึง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เรื่อง ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมกรณีรายการฮาร์ดคอร์ข่าว เกี่ยวกับการเสนอข่าวบริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (K- water) จำกัด (อ่านจดหมายเปิดผนึก)

โดยตอนหนึ่งของจดหมายระบุว่ากรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว "ได้สร้างความกังขาต่อสาธารณชนเป็นอย่างมาก" โดยในจดหมายระบุว่าทั้ง 2 องค์กรสื่อ "ใคร่ขอสอบถามถึงสาเหตุ รายละเอียด อันนำไปสู่เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของผู้ประกอบวิชาชีพฯ รวมทั้งปกป้องสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนด้วย"

ส่วนการชี้แจงของผู้บริหาร ททบ.5 นั้น เดลินิวส์ ได้เผยแพร่คำชี้แจง พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ซึ่งกล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นบรรณาธิการข่าวเป็นผู้ดูแล เมื่อข่าวที่นำเสนอเกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะเนื้อหาที่ยังไม่ชัดเจนสถานีนี้จะไม่ออกอากาศ ดังนั้นจึงต้องระงับการเผยแพร่ทันที เพราะหากททบ. 5 นำเสนอไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอาจถูกฟ้องร้องได้ ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อน โดยทางบรรณาธิการได้ตัดสินใจระงับการออกอากาศ  ซึ่งตนทราบเรื่องเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยผู้รับผิดชอบได้รายงานให้รับทราบและอธิบายถึงสาเหตุว่า สกู๊ปดังกล่าวยังไม่ชัดเจนเกรงว่าจะถูกฟ้องร้องได้ ยืนยันว่า การตัดสินใจการระงับการออกอากาศไม่มีใครสั่งการ เป็นการตัดสินใจของบรรณาธิการ

"ผมยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงหรือสั่งการใดๆทั้งสิ้น ผมได้เรียกบรรณาธิการที่รับผิดชอบรายการดังกล่าวมาสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งทางบรรณาธิการยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพราะตัดสินใจด่วนที่นำสกู๊ปดังกล่าวมาเผยแพร่ทั้งที่ควรตรวจสอบมากกว่านี้ก่อน ผมได้กำชับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นให้ถือเป็นบทเรียน ต้องไม่เกิดความผิดพลาดอีก การเสนอข่าว ททบ.5 ต้องมีความรอบคอบ เป็นไปตามนโยบายให้ถูกต้องชัดเจนและเชื่อถือได้ อย่าทำงานรีบร้อนต้องตรวจสอบให้ละเอียด ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ได้สั่งกำชับภายหลังทราบข่าวว่า การทำงานด้านข่าวต้องเชื่อถือได้ ไม่ใช่ทำแบบนี้ แต่ถือว่ายังโชคดีที่ระงับการออกอากาศทัน"

สำหรับรายการ "ฮาร์ดคอร์ข่าว" เป็นรายการข่าวที่ ททบ.5 ร่วมผลิตกับ บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด หรือเครือบางกอกโพสต์ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ออกอากาศระหว่างเวลา 18.00 - 18.25 น. 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กมธ. วุฒิสภา เผยผลการศึกษาโครงการจัดการน้ำ ขัด กม. 2 ฉบับ

Posted: 27 Jun 2013 08:02 AM PDT

คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เผยผลการศึกษาโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5แสนล้าน ชี้ขัดกฎหมาย 2 ฉบับ ชงผู้ตรวจการแผ่นดิน ยับยั้งความไม่โปร่งใสทั้งระบบ


(27 มิ.ย.56) เว็บไซต์ข่าวเดลินิวส์ รายงานว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เปิดเผยถึงผลการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับโครงการระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ตามการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านว่า กมธ. ได้ฝากประเด็นต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาเกี่ยวกับการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้รัฐบาลมีการยกเลิกการทำสัญญากับบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 244(1) ประกอบมาตรา 245 (2) ให้อำนาจ เนื่องจากพบว่าไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างน้อย 2 ฉบับ

นายไพบูลย์ กล่าวว่า โดยกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 ในมาตรา103/7 ที่ระบุให้หน่วยงานรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูล รายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 500,000 บาท ขึ้นไป เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบได้

2. พ.ร.บ.พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521 มาตรา 13 ที่ระบุให้กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง หรือกรม และรัฐวิสาหกิจเสนอ โครงการพัฒนาหรือแผนงานต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณากำหนดงบประมาณ รายจ่ายในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ หรือร่าง พ.ร.บ.เพิ่มเติมงบประมาณประจำปีงบประมาณ

"ในประเด็นที่ศาลปกครองกลางพิจารณาให้รัฐบาลระงับการดำเนินโครงการ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เป็นเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชนเท่านั้น แต่กรณีที่ กมธ.เสนอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา จะเป็นการยับยั้งความไม่โปร่งใสทั้งระบบ"นายไพบูลย์ กล่าว
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หมอวิทิตเล็งฟ้อง บอร์ด อภ.-รมต.-ครม. เรียกค่าเสียหาย 31 ล้าน

Posted: 27 Jun 2013 07:23 AM PDT

เครือข่ายความเป็นธรรมด้านสุขภาพและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม  โต้หมอประดิษฐ เบี้ยวไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ปลด ผอ.อภ. ไม่เป็นธรรม ด้าน นพ.วิทิตประกาศเดินหน้าฟ้อง รมว.สาธารณสุข คณะรัฐมนตรี และบอร์ด อภ.  ทั้งคดีปกครอง คดีอาญา และคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหาย 31 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา นพ.วิทิต  อรรถเวชกุล  ทีมที่ปรึกษากฎหมาย และผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรมรวมทั้งผู้แทนเครือข่ายความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ประชุมหารือข้อกฏหมาย  และได้ผลสรุปว่ามีข้อมูลและหลักฐานภายในที่ชัดเจนพร้อมที่จะฟ้องเอาผิดคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม รมว.สาธารณสุข และคณะรัฐมนตรีทั้งคดีทางปกครอง เพื่อให้ถอนมติ ครม. และคุ้มครองฉุกเฉิน  ฟ้องคดีอาญามาตรา 157 ในฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และจะฟ้องหมิ่นประมาท    นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ด อภ. และนพ.ประดิษฐ  สินธวณรงค์  รมว.สาธารณสุขที่ให้ข่าว กล่าวร้ายทำให้เกิดความเสียหาย  รวมทั้งจะฟ้องคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหาย 31 ล้านบาท

นพ.วิทิต  อรรถเวชกุล  กล่าวว่า เพื่อปกป้องระบบยาของประเทศ ปกป้ององค์การเภสัชกรรมของรัฐ และปกป้องศักดิ์ศรีของคนทำงาน สัปดาห์หน้าจะยื่นฟ้อง คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม รมว.สาธารณสุข และคณะรัฐมนตรีทั้งคดีปกครอง อาญาและทางแพ่งเรียกค่าเสียหาย 31 ล้าน เพื่อเป็นตัวอย่างเอาผิดกับการใช้อำนาจรัฐและเครื่องมือของรัฐ โดยไม่เป็นธรรมไม่ยึดหลักธรรมมาภิบาล

นพ.วิทิตกล่าวต่อว่า  ได้ทุ่มเทชีวิตให้กับราชการมาเกือบสามสิบปี รับใช้พี่น้องชาวบ้านแพ้วและพื้นที่ใกล้เคียงนับสิบปี  จนถูกไปใช้อ้างอิงหาเสียงในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคการเมืองหนึ่ง และใช้เวลากว่าหกปีพัฒนาองค์การเภสัชกรรม จนเป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำรายได้  สร้างระบบความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศ  แต่กลับถูกกลั่นแกล้ง ทำลายชื่อเสียงเพื่อยึดครองระบบยาของรัฐ  จึงจำเป็นต้องฟ้องเอาผิดเพื่อให้ศาลยุติธรรมได้ทำความจริงให้ปรากฏ 

ด้านชมรมแพทย์ชนบท ออกแถลงการณ์ว่า นพ.ประดิษฐ  สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ได้บิดพริ้วไม่ทำตามข้อสรุปของการหารือเมื่อวันที่  6 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาลที่สรุปให้ตั้งคณะกก.ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีการทำลายภาพพจน์องค์การเภสัชกรรม และปลดผู้อำนวยการ โดยมิชอบ

นพ. วชิระ บถพิบูลย์ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว "การที่ รมว.สาธารณสุขบิดพริ้วไม่ทำตามข้อตกลงที่ทำเนียบ แต่กลับเฉไฉไปตั้ง คณะทำงานของกระทรวงและองค์การเภสัชกรรมให้เป็นผู้ให้ข้อมูลและให้ข่าวอนุญาตให้กลุ่มคนที่เครือข่ายความเป็นธรรมด้านสุขภาพเสนอชื่อ ให้มีหน้าที่เพียงรับฟังข้อมูลจากคณะทำงานที่ตนตั้งขึ้นเท่านั้น ถือเป็นการบิดเบือนข้อตกลงและเป็นการให้ข่าวที่ไร้วุฒิภาวะ  ขาดความน่าเชื่อถือ" นพ. วชิระ บถพิบูลย์ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว

ขณะที่เว็บไซต์ข่าวเดลินิวส์ รายงานว่า นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ระบุว่า ได้พูดมาตลอดว่าการฟ้องร้องเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกฟ้องก็มีสิทธิ์ฟ้องกลับเช่นกัน  ทั้งนี้ เป็นห่วงว่าหากมีการฟ้องแล้ว ข้อมูลต่างๆ จะไม่สามารถเปิดเผยได้อีกต่อไป เพราะเป็นเรื่องของคู่กรณี เป็นอำนาจศาล ดังนั้นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบการยกเลิกสัญญาจ้าง นพ.วิทิต อาจไม่สามารถเรียกดูเอกสารที่เกี่ยวข้องได้

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ด อภ. กล่าวว่า การเลิกจ้างอดีต ผอ.อภ.ทำเป็นระบบ มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง นำเข้าพิจารณาในบอร์ด อภ.  12 คนลงมติเห็นชอบ ก่อนเสนอ รมว.สาธารณสุข นำเข้า ครม. จึงเชื่อมั่นในหลักฐาน พยานและเหตุผล  ที่เลิกจ้างเพราะบริหารบกพร่อง ทำให้เกิดความเสียหายซึ่งสามารถชี้แจงได้ ข้อสำคัญประเด็นความเสียหายบอร์ด อภ.จะตั้งคณะกรรมการละเมิดขึ้นมาพิจารณาเรียกค่าเสียหายไม่เฉพาะกรณีวัตถุดิบพาราเซตามอลและโรงงานวัคซีนเท่านั้น ยังมีกรณียาโคลพิโดเกรล และโอเซลทามิเวียร์อีก ทุกคนมีสิทธิ์ฟ้องแต่ถ้าใช้สิทธิ์ไม่ถูกต้อง เมื่อฟ้องคนอื่นได้ก็มีสิทธิ์ถูกฟ้องกลับเช่นกัน ถ้ากล่าวหาคนอื่นไม่จริง ทั้งนี้ในวันที่ 8 ก.ค.นี้ได้นัดคณะกรรมการตรวจสอบการเลิกจ้าง นพ.วิทิตและคณะกรรมการชี้แจงไปดูข้อมูลทั้งหมดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปาฐกถา เกษียร เตชะพีระ: โจทย์ใหม่ เหลือง-แดง และการเมืองแบบศีลธรรม

Posted: 27 Jun 2013 05:55 AM PDT

 

26 มิ.ย.56 ที่ห้องสัญญา ธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ มีพิธีมอบรางวัลกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2555 แก่ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยรางวัลดังกล่าวมีการมอบเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย และจะมีปาฐกถาจากกีรตยาจารย์ ในปีนี้มีขึ้นในหัวข้อ โจทย์การเมืองไทยที่เปลี่ยนไปสองทศวรรษจากพฤษภาฯ 2535 ถึงปัจจุบัน

เกษียร กล่าวว่าปาฐกถานี้จะนำเสนอว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โจทย์การเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างไร มีความพยายามหาคำตอบอย่างไรบ้าง หรือไม่หา ไม่เห็นโจทย์นั้นอย่างไรบ้าง โดยแบ่งหัวข้อออกเป็น 4 ข้อหลัก คือ  1.บริบทความคิดการเมืองหลังพฤษภา 35 -45 อะไรคือโจทย์หลัก ความพยายามหาคำตอบเป็นอย่างไร 2) อะไรคือโจทย์ใหญ่ทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มเสื้อเหลือง 3)อะไรคือโจทย์ใหญ่ทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วม 4) ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและศีลธรรม

เขาอธิบายด้วยว่า การพูดครั้งนี้ไม่ใช่ original research แต่เป็นการนำข้อค้นพบทางวิชาการที่ค่อนข้างใหม่ในช่วง 2-3 ปีนี้จำนวนหนึ่งนำมาสังเคราะห์ โดยชิ้นที่สำคัญ คือ 1. งานศึกษา ความคิดทางสังคมการเมืองของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล โดย พัชราภา ตันตราจิน อาจายร์จากม.บูรพา เนื่องจากเห็นว่า ความคิดของเสกสรรค์สะท้อนโจทย์การเมืองในทศวรรษหลัง 2535 ได้ดีที่สุด 2) วิทยานิพนธ์ของ อุเชนทร์ เชียงเสน เรื่อง ประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชน : ความคิดและปฏิบัติการของนักกิจกรรมทางการเมืองปัจจุบัน โดยเน้นที่ระบบคิด วิธีคิดของกลุ่มคนที่เรียกว่า พธม.  3) งานวิจัยชื่อ ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย เป็นการวิจัยที่เกิดขึ้นหลังเห็นความขัดแย้งทางเมืองอย่างดุดเดือนในช่วงหลัง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เรียกว่า คนเสื้อแดง อาจารย์จากหลายสถาบันได้มารวมกันเป็นทีมวิจัยเพื่อวิเคราะห์ว่า ภูมิทัศน์ของการเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างไร 4) งานนักวิชาการชาวออสเตรเลีย Andrew Walker ในงานชื่อว่า Thailand's Political Peasants : Power in the Modern Rural Economy

โดยสรุป เกษียรกล่าวถึงโจทย์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากพรรคไทยรักไทยเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทย โดยเริ่มนโยบายที่ให้ประโยชน์รูปธรรมกับประชาชนรากหญ้า หลังจากเกิดรัฐประหารและเกิดการเมืองสองขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายเสื้อเหลืองชูปัญหาใหญ่ของทุน แต่คำตอบของกลุ่มนี้ยังคงวนไปที่เผด็จการทหาร พระบารมี ขณะที่เสื้อแดงไม่ให้ความสำคัญของปัญหาทุน ทั้งที่เป็นปัญหาที่สำคัญและเป็นเนื้อเดียวกับการเมืองมากขึ้น กลุ่มวิชาการที่มีอิทธิพลต่อขบวนการเสื้อแดงอย่างนิติราษฎร์เองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางของกลุ่มเสื้อเหลืองก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าไม่ใช่คำตอบ นอกจากไม่แก้ไขปัญหาเก่ายังสร้างปัญหาใหม่ เพราะการในสถานการณ์ที่ชนบทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก (ไม่โง่ ไม่จน ไม่เจ็บ) เราไม่สามารถหดประชาธิปไตยให้เล็กลงได้ มีแต่ต้องขยายออก หากหดหรือลดทอนอำนาจผู้เลือกตั้งก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง นอกจากนี้เขายังพูดถึงข้อถกเถียงร่วมสมัยเกี่ยวกับการเมืองกับศีลธรรมด้วย โดยให้ความเห็นว่า ทั้งสองสิ่งเป็นไปด้วยกันได้ในเงื่อนไขของสังคมเปิด และการยอมรับความหลากหลายของแนวคิดทางศีลธรรม เพื่อสร้างสังคมการเมืองที่แข็งแรง แต่สังคมการเมืองไทยดูเหมือนไม่อยู่ในสภาพเช่นนั้น
 

สำหรับรายละเอียดของปาฐกถา มีดังนี้

 

2535-2545: ปัญหาอยู่ที่นักเลือกตั้ง คำตอบอยู่ที่ภาคประชาชน

วิกฤตในทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยช่วงนั้น คือ วิกฤตรัฐประหาร รสช.-การลุกฮือในปี 2535 กับวิกฤติต้มย้ำกุ้ง

ในแง่ของวิกฤตทางการเมือง ข้อวิเคราะห์ของคนจำนวนมากชี้ไปทางเดียวกันว่า มูลเหตุของปัญหาคือ นักเลือกตั้ง ระบอบเลือกตั้งธิปไตย หรือการเสื่อมรูป กลายรูปของระบอบประชาธิปไตยที่ไปเน้นที่อำนาจของคนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วไปตัดองค์ประกอบอื่นของระบอบเสรีประชาธิปไตยทิ้งไป ทำให้การเมืองมีปัญหา คอรัปชั่น การฉวยใช้อำนาจ คำตอบที่ได้ช่วงนั้นคือ การเมืองภาคประชาชน หรือการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจมากขึ้นแทนที่จะพึ่งพาแต่นักการเมือง

ในแง่ของวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง มีการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงบทบาทเจ้าของเงินกู้อย่างไอเอ็มเอฟ และสังคมชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า วิกฤตนี้เกิดขึ้นเพราะไทยเข้าสู่ระเบียบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์แบบไม่พร้อม ขาดประสบการณ์ คำตอบสำหรับยุคสมัยนั้นก็หันไปพึ่งเศรษฐกิจแบบอื่น ในนามเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง

รัฐบาลที่กินได้สมัยทักษิณ และความเสื่อมของรัฐชาติในระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์

ในช่วงท้ายของทศวรรษนี้ รัฐบาลทักษิณได้ทำให้ภูมิทัศน์การเมืองเศรษฐกิจเปลี่ยน ในแง่การเมือง รัฐบาลทักษิณดำเนินนโยบายให้ความสำคัญกับระบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ดำเนินนโยบายบางอย่างที่สนองตอบต่อผลประโยชน์รูปธรรมโดยเฉพาะของชนบทอย่างไม่เคยมีมาก่อน คำตอบใหม่ของรัฐบาลทักษิณที่เสนอ คือ รัฐบาลแบบตัวแทนที่กินได้  ในแง่เศรษฐกิจ มุ่งเปิดนโยบายประชานิยมจำนวนมาก นำโอกาสและทุนไปถึงประชาชนรากหญ้า ผลักดันพวกเขาเข้าไปต่อสู้ในตลาดทุนนิยม ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน แสดงออกโดยการชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นของพรรคไทยรักไทย

เมื่อพ้นระยะนั้น มีความขัดแย้งที่นำไปสู่การรัฐประหาร แบ่งเป็นฝักฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง หากนำงานของเสกสรรค์มาวาง  โดยเฉพาะงานวิจัยที่ได้ทุนปรีดี พนมยงค์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย ตีพิมพ์ปี 2548 จะพบว่ามีเรื่องสำคัญในงานของเขาที่คนไม่ค่อยมองหรือให้ความสำคัญนัก คือ การพูดถึงปัญหาหลักของการเมืองเศรษฐกิจไทยว่ามาจากอำนาจทุน ซึ่งมีที่มาจากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ทำให้อำนาจอธิปไตยของรัฐชาติทั้งหลายเสื่อมโทรมลง มีข้อกำหนดนโยบายหลายอย่างที่รัฐชาติไม่สามารถควบคุมได้เหมือนแต่ก่อน ผลดังกล่าวทำให้หลักการสำคัญ 2 อย่างทางการเมืองเสื่อมไปด้วย คือ Political Consensus ความเห็นพ้องต้องกันในหมู่ประชาชนในสังคมอย่างกว้างขวาง และหลัก Political Consent ฉันทานุมัติที่คนทั้งหลายยอมรับรัฐบาลให้ปกครอง

ในสภาพที่สังคมมีความเห็นพ้องต้องกันทางการเมืองน้อยลง ความยอมรับทางการเมืองก็เสื่อม ปรากฏการณ์หน้ากากขาว ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่เขาแสดงออกมาว่าไม่อยากให้รัฐบาลปกครองอย่างชัดเจน อาการเหล่านี้นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเรื้อรัง รัฐบาลไม่มั่นคงเสียที เพราะรัฐภายใต้ทุนนิยมโลกาภิวัตน์แบบนี้จะขาดพร่องความชอบธรรมทางการเมือง ขาดพร่องฉันทามติภาคส่วนต่างๆ เดินแนวนี้อาจมีกลุ่มคนเห็นด้วย แต่ก็มีคนเสียประโยชน์ที่คัดค้าน 

อะไรคือโจทย์ใหญ่ของเสื้อเหลือง – เสื้อแดง

ปัญหาอำนาจทุนที่นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองภายใต้ระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้น หากดูข้อเสนอทางหลักการ น้ำเสียงของบรรดาผู้นำ ปัญญาชน ผู้เข้าไปเกี่ยวพันกับพันธมิตรฯ จะเห็นว่าเขาเห็นปัญหาอำนาจทุนชัดเจน แต่ฝั่ง นปช.และเสื้อแดงไม่ให้น้ำหนักกับปัญหาอำนาจทุนเท่าไรนัก ที่ชัดเจนที่สุด คือกลุ่มนิติราษฎร์

ปัญหาอำนาจทุน เหลืองเห็น-แดงไม่เห็น

"ในความเห็นของผม นิติราษฎร์คือกลุ่มปัญญาชนที่ใกล้ชิด และมีอิทธิพลอย่างชัดเจนมากในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ก่อนหน้านั้นความเข้าใจของผมคือ กลุ่มเสื้อแดงเหมือนลูกกำพร้า อาจมีแนวร่วมนักธุรกิจ แนวร่วมนักการเมือง มีมวลชนเยอะ แต่ไม่ค่อยมีปัญญาชนที่ไปสนับสนุน ให้ความคิด แนะนำให้คำปรึกษากับขบวนการเสื้อแดงสักเท่าไร การเกิดขึ้นของนิติราษฎร์เข้าไปอุดช่องว่างตรงนี้ เล่นบทบาทเหมือนเสนาธิการทางปัญหาของขบวนการเสื้อแดง มีข้อคิด ข้อวิเคราะห์ เช่น การยกเลิกผลพวงรัฐประหาร การแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 แต่ข้อเสนอประดามีของคณะนิติราษฎร์มันจบแค่มิถุนายน ถึง ธันวาคม 2475 เป็นข้อเสนอที่พัวพันกับปัญหาอำนาจรัฐและเครือข่ายอำมาตย์ ..... แต่ข้อเสนอของนิติราษฎร์ยังไม่ถึงช่วงที่อาจารย์ปรีดี เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจด้วยซ้ำ ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปเศรษฐกิจสยามขนานใหญ่ กำเนิดมาจากวิกฤตการตกต่ำของทุนนิยมทั่วโลกอย่างหนักเมื่อปี  ค.ศ.1929 ปัญหานี้ไม่ปรากฏในครรลองความสนใจ การวิเคราะห์ปัญหาของนิติราษฎร์เลย ทำให้มีช่องโหว่ที่น่าสนใจในเรื่องอำนาจทุน ทั้งที่อำนาจทุนเริ่มสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเนื้อเดียวกับอำนาจรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ"

ขณะที่แดงไม่ให้ความสำคัญ แต่ฝ่ายเหลืองเห็นว่าปัญหาของทุนเป็นเรื่องสำคัญ สังเกตดูคำอภิปรายของกลุ่มสยามประชาภิวัตน์ นักวิชาการที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของ พธม. แต่วิธีแก้ปัญหาของกลุ่มนี้ในที่สุดก็วนกลับไปที่อำนาจเผด็จการทหาร หรือไม่ก็เสนอให้มีอำนาจพิเศษ วิธีพิเศษ พึ่งพระบารมี วิธีดังกล่าวชัดเจนมากจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่ามันไม่เวิร์ค นอกจากจะไม่แก้ปัญหาเก่าแล้วยังเพิ่มปัญหาใหม่ด้วย

ชนบทเปลี่ยน ไม่จน ไม่โง่ ไม่รอคอย

ในแง่กลับกันอะไรคือโจทย์ใหญ่ทางการเมืองของฝ่ายเสื้อแดง มีงานวิชาการจำนวนมากพยายามจะตอบ ซึ่งล้วนมองทิศทาง ชูประเด็นปัญหาใหม่ขึ้นมาใกล้เคียงกันว่า โจทย์ใหม่ทางการเมืองนี้ชัดเจนมากหลังรัฐประหาร และเกิดมีขบวนการเสื้อแดงปรากฏขึ้นมา ซึ่งสะท้อนว่า ชนบทกำลังเปลี่ยนอย่างสำคัญ และมุมมองต่อชนบทกำลังเปลี่ยน

ภาพเดิมชนบทคือสังคมการเกษตร ชาวนายากจน อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ขาดความรู้ ขายเสียง ทางออกจากเรื่องเหล่านี้ก็ยึดการเมืองภาคประชาชนเป็นทางออก เช่น การเคลื่อนไหวแบบสมัชชาคนจน และเศรษฐกิจพอเพียง แต่หลังรัฐประหาร 2549 งานวิชาการหลายชิ้นวาดภาพชนบทใหม่ คือ ไม่ใช่สังคมการเกษตรเป็นส่วนใหญ่อีกต่อไป  มีคนเลิกเป็นเกษตรมากขึ้นเรื่อยๆ , ส่วนใหญ่ของชาวนาเป็นผู้มีรายได้ปานกลาง อาจไม่เท่าชนชั้นกลางในกรุงเทพ แต่ไม่ได้ยากจนไม่พอกิน และมีความหวังว่าจะดีขึ้น แต่ปัญหาหลักคือยังมีผลิตภาพต่ำ ยากที่จะสร้างความมั่งคั่งทางรายได้ได้ การพยุงฐานะของพวกเขากระทำผ่านเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะผ่านการกระจายอำนาจ งบ อปท. เงินช่วยเหลือฉุกเฉินต่างๆ  โครงการกระตุ้น-เสริมราคาพืชผลเกษตร หรือเรียกว่ามี  inverse resource flow จากเมืองย้อนสู่ชนบทผ่านงบประมาณของรัฐ ซึ่งดำเนินการเป็นมาระยะยาวนาน ดังนั้น ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องความยากจน แต่เป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างชนบทกับเมือง หรือชนบทภูมิภาคต่างๆ

ข้อเสนอมุมมองใหม่ก็คือ สังคมชนไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์แบบเดิม ชาวนาไม่ได้แผ่หลารอคอย แต่ชาวนาฉลาดในการดึงอำนาจภายนอก ไม่ว่ารัฐ ทุน หรือวาทกรรมชุมชน มาตะล่อมใช้สนองผลประโยชน์ตัวเอง ดูดดึงเอาทรัพยากรเหล่านี้มาเพิ่มผลิตภาพตนเอง แล้วรู้จักใช้เงื่อนไขภายนอกให้เป็นประโยชน์กับตัว ไม่ได้เป็นเบี้ยล่างตลอด

หากจะบอกว่าชาวนาขาดความรู้ การศึกษา ภาพตอนนี้ก็เปลี่ยนไป มีชาวนาพันธุ์ใหม่ หรือ post-peasant บางคนเรียก cosmopolitan ผู้รอบรู้โลก บางคนเรียก extra local president ผู้เป็นสมาชิกหมู่บ้านที่ทำมาหากินในกรุงเทพฯ จังหวัดใหญ่หรือต่างประเทศ

หากจะบอกว่าชาวชนบทซื้อเสียง ภาพนี้ไม่ใช่ไม่จริง งานล่าสุดของประจักษ์ ก้องกีรติ ชี้ว่า เรื่องซื้อสิทธิขายเสียงทำกันทุกพรรค แต่ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด สังคมการเมืองชนบทสามารถต่อรอง ตะล่อมอำนาจภายนอก และขัดแย้งตรวจสอบกันเองภายในตามธรรมนูญชนบท (วัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่น) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการซื้อขายในร้านสะดวกซื้อ แต่มีกระบวนการที่เงินต้องไหลเข้าไปในพื้นที่สังคมการเมืองหนึ่งที่มีกฎเกณฑ์ของมัน แล้วชาวชนบทก็ต่อรองเพื่อเอาอำนาจภายนอกมาเพิ่มผลิตภาพของตัว

"มันแปลว่าเขาไม่มีศีลธรรมทางการเมืองเลยอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ เขาเลือก การซื้อต้องมีมารยาท การซื้อต้องมีวัฒนธรรม เขาเลือกระหว่างคนที่ซื้อแล้วหายหัวไปเลย กับคนที่ซื้อแล้วมาดูแลใส่ใจ ในทางกลับกัน อาจมองว่ามันไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่าที่ให้คุณไปช้อปปิ้งแล้วได้คะแนนเสียงมา เป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมการเมืองของตัวเองและสนองตอบ ตอบโต้กับการซื้อสิทธิขายเสียงเหล่านั้นได้"  

แล้วการเมืองภาคประชาชนเป็นทางออกหรือไม่ คำตอบอยู่ที่การเลือกตั้งระดับต่างๆ มากว่าที่เป็นทางหลักในการต่อรองช่วงชิงกดดันเอาทรัพยากรมา ขณะที่การเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนน้อยเท่านั้น การม็อบ การชุมนุมต่อรองยังใช่กันอยู่บ้าง

ส่วนเศรษฐกิจหลักที่เขาต้องการก็เป็นเศรษฐกิจการค้า ที่ดึงดูดปัจจัยภายนอกเอามาเพิ่มผลิตภาพเพื่อประคองฐานะคนชั้นกลางของเขาให้อยู่ได้และเติบโตขึ้นได้

"ข้อเสนอเสื้อแดงคือ เพื่อจะต้อนรับความเปลี่ยนแปลงในชนบทเหล่านี้ ต้อนรับคนเป็นแสนเป็นล้านที่หลุดจากการเป็นชาวนาแบบเดิม ทางเดียวที่จะอยู่กับเขาได้ในทางการเมืองคือ ต้องขยายประชาธิปไตย ถ้าจะซื้อสันติสุขทางการเมืองจากชนบทที่เปลี่ยนไปแล้วนี้ ไม่มีทางเลือกอื่น คุณหดปชต.ไม่ได้ มีแต่ต้องขยายตัวขึ้น เมื่อไรที่หดปชต. ยกเลิกการเลือกตั้ง ยกเลิกอำนาจของคนที่เขาเลือก เมื่อนั้นมีความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง"

จุดอับตันของของเสื้อแดง "ความหวังใหม่"

นักคิดปัญญาชนที่เข้าไปศึกษาเรื่องราวเหล่านี้จำนวนมากก็หวังว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นฐานใหม่ทางประชาธิปไตย แต่โดยส่วนตัวยังเห็นว่ามี 2 ปัญหาหลักที่เป็นจุดอับตัน คือปัญหาทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการเมือง

ทางเศรษฐกิจ จะเห็นว่าภาวะที่รัฐอุดหนุนชาวนาที่ผลิตภาพต่ำแต่เป็นประชากรส่วนใหญ่ในชนบทนั้นยั่งยืนได้ยาก เพราะมีขีดจำกัดทางการคลัง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเป็นคนชั้นกลางแล้วและไม่ยอมถอยกลับด้วย ปัญหาที่กำลังเกิดจากนโยบายจำนำข้าวสะท้อนสิ่งนี้ นโยบายนี้มีความเสี่ยงทางการคลังสูง แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ หากไม่ทำคนเหล่านี้จะไม่สามารถประคองสถานะคนชั้นกลางได้ จึงต้องทำไปเรื่อยๆ แต่การจะเปลี่ยนให้หลุดพ้นจากภาวะนี้ต้องพลิกเปลี่ยน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้พวกเขาออกจากภาคการเกษตร ไปทำงานแบบใหม่

"นี่คือฐานคิดที่มาของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท มันต้องอาศัยการทุ่มทุนขนานใหญ่ไปผลักให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้ชาวนาหลุดออกมาจากภาวะผลิตภาพต่ำ พึ่งพาการอุดหนุนจากรัฐ ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดจากชนบทที่เปลี่ยนแล้วต้องหาทางไป"

ทางด้านวัฒนธรรมการเมือง จะเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเมืองแบบไม่มีสมอง แต่เขามีค่านิยมธรรมนูญชนบทอยู่ แต่ก็ยังมีลักษณะคับแคบ ยึดผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และเป็นค่านิยมที่แตกต่างกับค่านิยมสังคมเมือง ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนค่านิยมเหล่านี้ ค่านิยมเหล่านี้ไม่คลี่คลายขยายตัว ก็ยากที่จะสร้างสังคมการเมืองร่วมกัน  ยกตัวอย่างท่าทีที่ชัดเจนในสังคมการเมืองชนบทในภาคเหนือ เขาไม่คิดว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนสำคัญเท่าไร เช่น เรื่องฆ่าตัดตอน เขาแคร์ว่ามันแก้ปัญหาได้บ้างมากกว่า ค่านิยมแบบนี้มีเหตุผลของตัวเอง แต่เข้ากันได้ยากกับแนวคิดแบบที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับศีลธรรม

ในท่ามกลางคำตอบทั้งหลายในช่วงหลังนั้น คำตอบหนึ่งที่มักได้ยินอยู่เสมอคือ การเมืองต้องมีศีลธรรม คำพูดแบบนี้ทั้งออกมาจากข้าราชการ ผู้ใหญ่ในสังคมการเมือง แต่ในเวอร์ชั่นที่เป็นวิชาการที่สุดคือ งานของสมบัติ จันทรวงศ์ ซึ่งทำวิจัยให้ สกว. เรื่อง วิกฤตความแตกแยกของธรรมวิทยาของพลเมือง การศึกษาการประกาศธรรมของประกาสกร่วมสมัย โดยสรุปคือ สมบัติฟังพวกที่วิจารณ์การเมืองประชาธิปไตยเก่าๆ แบบไทยๆ ขณะที่พยายามเสนอประชาธิปไตยแบบใหม่แบบพวกเสื้อแดงแล้วรู้สึกไม่เห็นด้วยเพราะไม่มีเรื่องศีลธรรม  หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการเอานักวิชาการอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ธงชัย วิจิจจะกูล เกษียร เตชะพีระ ไปชำแหละว่าพวกไม่คิดถึงศีลธรรมมีปัญหาอย่างไรบ้าง 

นักวิชาการเสื้อแดงแยกศีลธรรมออกจากการเมือง ถูกต้องหรือไม่

ข้อเสนอหลักในบทคัดย่อ คือ "ผู้เขียนใช้กรอบแนคิดเรื่องธรรมวิทยาแห่งพลเมือง ของ Robert Bellah เพื่อศึกษาความคิดซึ่งอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง โดยพบว่า อุดมการณ์ของพวกเสื้อแดงหลักๆ แล้วเป็นผลผลิตทางความคิดของนักประวัติศาสตร์ ซึ่งปฏิเสธค่านิยมแบบจารีตของไทยทั้งที่เป็นค่านิยมทางศีลธรรมและการเมือง ที่ผูกโยงอย่างใกล้ชิดกับพุทธศาสนาและระบบกษัตริย์ เหล่าประกาศกของธรรมวิทยาแห่งพลเมืองใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักประวัติศาสตร์อาชีพชั้นนำของไทย เลือกที่จะทดแทนสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวระบบอบทางประชาธิปไตยที่เน้นความเท่าเทียมกัน ซึ่งก็ต้องอาศัยการดำรงอยู่ของมวลหมาประชาชนผู้ล่วงรู้แจ้งและความแน่นอนว่าจะต้องเกิดขึ้นและความใฝ่ฝันในความเสมอภาค (ทั้งในแง่ของผลประโยชน์และสิ่งอื่นใด) อันถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของการเป็นพลเมืองที่ดี แต่เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะเห็นว่าธรรมวิทยาแห่งพลเมืองที่ปราศจากเนื้อหาทางศาสนาหรือจริยธรรมเลย จะสามารถยึดโยประชาชาติใดให้อยู่ด้วยกันได้เป็นเวลาที่นานพอ สังคมในอุดมคติที่ไม่ต้องการสำนึกทางศีลธรรมนี้อาจเกิดขึ้นได้จริง แต่จะเหมาะหรือไม่กับการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์เป็นเรื่องที่ยังต้องการคำตอบ"

โดยสรุปคือ ข้อเสนอของปัญญาชนฝั่งเสื้อแดงขาดมิติทางศีลธรรม และค่อนข้างต่อต้าน แยกศีลธรรมออกจากการเมือง ลักษณะนี้จะเป็นสิ่งที่เหมาะหรือไม่ เป็นโจทย์ที่น่าสนใจและน่าขบคิด  อยากเสนอว่า สังคมการเมืองที่ยึดลัทธิศีลธรรมเป็นเจ้าเรือนมีปัญหาของมันอยู่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ปาฐกถาของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ก่อนเกิดรัฐประหารไม่นาน ที่ระบุว่า ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครมีสิทธิ์ยึดถือเป็นของตนเองได้ เชื่อว่า พระสยามเทวาธิราชย์ จะปกป้องคนดี สาปแช่งคนทรยศให้พินาศ นับเป็นกามองประเด็นความดี ความชั่วเป็นแก่นกลาง  หรือการที่มีพระเทศนาเกี่ยวกับ "คนชั่วที่แอบอ้างเป็นคนไทย"  นี่เป็นประโยคที่เกิดขึ้นซึ่งสะท้อนทั้ง เรื่องศีลธรรม การเมือง ชาตินิยม วัฒนธรรม และกฎหมายความเป็นพลเมืองและเอกลักษณ์ชาติด้วย

การเมืองกับศีลธรรมไปด้วยกันได้ (ในสังคมเปิด)

โดยส่วนตัว คิดว่าการเมืองกับศีลธรรมควรไปด้วยกัน และไปด้วยกันได้ ในเงื่อนไขบางอย่าง เงื่อนไขที่จำเป็นคือ free market place of moral idea มีตลาดความคิดทางศีลธรรมที่เปิดกว้างให้ถกเถียงกันได้เรื่องศีลธรรมแลหลักที่ควรทำไม่ควรทำทางการเมือง ถ้ามีแบบนี้สังคมการเมืองจะมีสุขภาพดี แต่ถ้าไปเป็นแบบเอาลัทธิศีลธรรมเป็นเจ้าเรือน เอาเรื่องนี้ไปคลุมการเมืองทั้งหมดโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้งจะเป็นปัญหา เพราะไม่ว่าจะชอบหรือชัง โลกสมัยใหม่มีความหลากหลายทางศีลธรรมและศาสนาอย่างไม่อาจหดลดได้ ไม่สามารถยึดเอาศีลธรรมแบบเดียว ศาสนาหนึ่งใดเป็นหลักแล้วบังคับทั้งหมดได้ เราจึงต้องเริ่มต้นจากความเป็นจริงที่ยอมรับความหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยมีขีดจำกัดจำนวนมากที่ทำให้การถกเถียงในสังคมไทยก็ไม่มีเสรีภาพเพียงพอ ยกตัวอย่าง รายการ Devas cafe ของคำ ผกา ที่วิจารณ์ศาสนาแล้วถูกกดดันหนักให้ต้องสารภาพปากพร้อมยุติรายการ 1 เดือน  เมื่อไม่มีพื้นที่เปิด จึงยากมากที่จะเอาศีลธรรมมาผูกการเมืองแล้วจะไม่เป็นการกดขี่หรือกีดกันคนอื่น อีกประการคือ การที่ชนชั้นนำทางการเมืองมักแสดงจริตว่าตนเป็นคนมีศีลธรรม แต่ข้างหลังเละ ยิ่งบ่อนทำลายเรื่องนี้  แล้วยังทำให้เกิด ผู้ใหญ่ ซึ่งมีฐานะพิเศษที่จะบอกให้รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี โดยไม่มีการตรวจสอบ

"ในทางปรัชญา ผมเชื่อว่ามีความขัดแย้งขั้นมูลฐานอยู่ระหว่าง หลักเป้าหมายที่ดีที่ถูกต้อง ย่อมให้ความชอบธรรมกับวิธีการใด ๆ ก็ได้ หรือ The end justifies the means. ในทางการเมือง กับ หลักเอกภาพทางศีลธรรมของเป้าหมายกับวิธีการ หรือ the moral unity of means and end หลักสองอันนี้มีความขัดแย้งแตกต่างกันลึกๆ และการพยายามจะผูกการเมืองเข้ากับศีลธรรมมันอิหลักอิเหลื่อมากเพราะหลักการสองอันนี้"  

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นของ กสท. ในการไม่ออกเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติทีวีดิจิตอลสาธารณะ

Posted: 27 Jun 2013 04:29 AM PDT

แม้หลายภาคส่วนในสังคมจะออกมาเรียกร้องจนเป็นเหมือนแผ่นเสียงตกร่องให้คณะกรรมการกิจการเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ออกหลักเกณฑ์การประกวดคุณสมบัติทีวีสาธารณะที่ชัดเจน เพื่อพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการตอบสนอง "เป้าหมายสาธารณะ" อย่างแท้จริงของผู้ขอใบอนุญาต (ไม่ใช่รับใช้อำนาจทุนและอำนาจรัฐเหมือนโครงสร้างเดิมที่เป็นมา) แต่ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เมื่อในวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2556 ที่ประชุม กสท. มีมติไม่ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการโทรทัศน์สำหรับการประกอบกิจการสาธารณะ หรือหลักเกณฑ์การประกวดคุณสมบัติทีวีสาธารณะ ซึ่งนำเสนอโดย กสท. เสียงข้างน้อย คือ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ และ ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ โดย ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. ให้เหตุผลว่า หลักเกณฑ์ที่ กสท. ออกไปก่อนหน้า เพียงพออยู่แล้วในการใช้พิจารณา จึงไม่จำเป็นต้องออกหลักเกณฑ์การประกวดคุณสมบัติเพิ่มเติมอีก เพราะอาจทำให้ผู้ต้องการขอใบอนุญาตเกิดความสับสนกับหลักเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อนได้ อีกทั้งได้เสนอว่าจะนำหลักเกณฑ์การประกวดคุณสมบัติที่ กสท. เสียงข้างน้อยเสนอไปใส่ไว้หนังสือเชิญชวนแทน

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเป็นอีกหนึ่งแผ่นเสียงตกร่องที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ข้ออ้างของ ดร.นที ที่ว่าไม่มีความจำเป็นต้องออกหลักเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติทีวีสาธารณะเพิ่มเติมนั้น ฟังไม่ขึ้นอย่างไร และเหตุใดการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงมีความสำคัญ

1. ประกาศหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้าไม่มีฉบับไหนที่กล่าวถึงกิจการโทรทัศน์สาธารณะเป็นการเฉพาะ และไม่มีเนื้อหาส่วนไหนที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงหลักเกณฑ์ในการใช้พิจารณาการประกวดคุณสมบัตินอกเหนือไปจากข้อกำหนดพื้นฐานในกฎหมาย กระทั่งภาคผนวก ก. ในประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ซึ่ง ดร.นที เคยอ้างถึงเป็นการเฉพาะ ก็ไม่ได้กำหนดอะไรที่มากไปกว่าข้อบังคับในกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้างที่ว่าหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เพียงพอแล้วต่อการกำหนด "ความเป็นสาธารณะ" จึงฟังไม่ขึ้น และเมื่อหลักเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติเป็นแนวทางพิจารณาเพิ่มเติมจากข้อกำหนดพื้นฐานในกฎหมาย การออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ความซ้ำซ้อนอย่างที่ ดร.นที กล่าวอ้างอย่างแน่นอน ในทางกลับกันจะช่วยให้ผู้ยื่นขอใบอนุญาตเห็นแนวทางการประกอบกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

2. ในขณะที่การจัดสรรคลื่นทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ กสท. ยังมีการจัดทำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. .... ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อกำหนดถึงหลักเกณฑ์การประมูล ราคาขั้นต่ำของการประมูล เงื่อนไขใบอนุญาต ฯลฯ เหตุใดในการจัดสรรคลื่นทีวีดิจิตอลสาธารณะซึ่งเป็นเรื่องของดุลยพินิจในการตัดสินใจมากกว่าการประมูลที่ตัดสินด้วยตัวเงินเป็นหลัก กสท. จึงไม่ออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อลดปัญหาจากการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวของ กสท. เอง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าการตัดสินใจให้ใบอนุญาตทีวีสาธารณะจะส่งผลกระทบกับสาธารณะและการแข่งขันในกิจการโทรทัศน์ กสท. ยิ่งต้องออกหลักเกณฑ์การประกวดคุณสมบัติเพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนดด้วย การทำหนังสือเชิญชวนอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับเกณฑ์ที่จะมีผลกระทบกับสาธารณะอย่างมากเช่นนี้

3. กสท. มีอำนาจตามกฎหมาย (และควรใช้อำนาจนั้น) ในการออกหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อการันตีว่าผู้ขอใบอนุญาตจะประกอบกิจการเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" อย่างแท้จริงตามหลักสากล ไม่ว่าในแง่ของเนื้อหา โครงสร้างการบริหาร กลไกความรับผิดรับชอบ และระบบการเงิน การจัดสรรใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะบนเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติที่ดีและการกำกับดูแลอย่างจริงจังจะช่วยรับประกันว่า คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสาธารณะจะถูกจัดสรรให้กับผู้ที่มุ่งผลิตรายการเพื่อตอบสนองประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง ไม่ใช่นำคลื่นที่ตนได้มาฟรีๆ ไปรับใช้อำนาจการเมืองหรือแสวงหากำไร

การตัดสินใจไม่ออกหลักเกณฑ์การประกวดคุณสมบัติความเป็นสาธารณะ ประกอบกับนโยบายที่มีปัญหาก่อนหน้า เช่น การกำหนดเนื้อหาช่องรายการแบบตายตัว (ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าล็อคสเปกให้กับหน่วยงานของรัฐ) การตีกรอบนิยามบริการเพื่อความมั่นคงแบบแคบโดยให้ผู้ขอใบอนุญาตต้องเป็นหน่วยงานรัฐเท่านั้น (สถาบันอุดมศึกษาและองค์กรไม่แสวงหากำไรอื่นๆ ไม่มีสิทธิ) หรือการให้สิทธิช่อง 5 11 และ TPBS (โดยเฉพาะช่อง 5 ซึ่งหาโฆษณาได้เต็มที่และมีรายการข่าวสารสาระไม่ตรงตามเกณฑ์สาธารณะ) ในการออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิตอล โดยไม่ต้องปรับผังรายการและวิธีการหารายได้ อาจทำให้เกิด "ตลกร้ายปฏิรูปสื่อ" อาทิเช่น การเปิดทางให้หน่วยงานรัฐพาเหรดเข้ามายึดครองหน้าจอโดยอาจไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานรัฐเองหรือผู้ที่อยู่ในอำนาจทางการเมือง การเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐเอาภาษีของประชาชนมาใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเอง การปล่อยให้หน่วยงานรัฐเอาคลื่นไปให้บริการเชิงพาณิชย์ (โดยเฉพาะประเภทความมั่นคงที่สามารถหาโฆษณาได้) ซึ่งจะกระทบต่อการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมในอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์

การออกหลักเกณฑ์เพื่อการันตีว่าผู้รับใบอนุญาตจะประกอบกิจการเพื่อสาธารณะโดยไม่เป็นเครื่องมือของรัฐหรือทุน ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการปฏิรูปสื่อตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย การให้ใบอนุญาตโดยขาดหลักเกณฑ์ที่พิสูจน์ "เป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ" ย่อมสะท้อนถึงความไม่โปร่งใสและความไม่จริงใจของ กสท. ในการทำหน้าที่ของตนเพื่อปฏิรูปสื่อ ซึ่งซ้ำร้ายอาจซ้ำเติมสภาพการณ์ที่รัฐถือครองอำนาจสื่อดังที่เป็นอยู่

 

 

ที่มา:  http://nbtcpolicywatch.org/press_detail.php?i=1029

[1] อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ความหวังของคนขาย ‘มะตะบะปูยุด’ กับการหยุดความรุนแรงในเดือนรอมฎอน

Posted: 27 Jun 2013 03:07 AM PDT

เยือนถิ่นมะตะบะเลื่องชื่อในปัตตานี ความหวังของพ่อค้าแม่ค้ากับการหยุดความรุนแรงในเดือนรอมฎอน มองเป็นเรื่องน่ายินดี ทั้งคนขายและคนซื้อจะสบายใจ ไม่กังวลกับเหตุรุนแรง ปฏิบัติศาสนกิจได้เต็มที่ เผยเคยเกิดเหตุร้ายในเดือนถือศีลอด ลูกค้าหายแค่ 2-3วันก็กลับมาใหม่ ปีนี้แม้เหตุการณ์สงบแต่รายได้อาจไม่ได้เพิ่ม เพราะต้นทุนสินค้าแพงขึ้น
 


มะตะบะ - นางปารีดะห์ สะแลแม ผู้จัดการ ร้านมะตะบะ ตะเยาะห์แอปูยุด อ.เมือง จ.ปัตตานี (ขวา)
กับนางซะปีเยาะห์ มะยูโซ๊ะ เจ้าของร้านตัวจริง ที่ได้ชื่อว่าเป็นร้านมะตะบะที่อร่อยที่สุดร้านหนึ่งใน ต.ปูยุด

 

หากให้พูดถึงของกินในเดือนรอมฎอนว่ามีอะไรบ้าง หลายคนคงจะนึกถึงของกินหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคงไม่พ้นมะตะบะ และหากพูดถึงมะตะบะ หลายคนก็ต้องนึกถึงมะตะบะปูยุด เพราะขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยมานาน

"ปูยุด" เป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่บนถนนสาย 410 (ปัตตานี – ยะลา) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

ทุกปีเมื่อถึงเดือนรอมฎอน ผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วทุกสารทิศ เดินทางมาซื้อของกินที่ปูยุด โดยเฉพาะมะตะบะจนทำให้การจรจาจรติดขัด แต่ก็ทำให้คนปูยุดมีความสุขเพราะเป็นช่วงที่นำรายได้เป็นกอบเป็นกำมาให้คนปูยุด

และดูเหมือนว่าปีนี้ ทั้งคนปูยุดเองและคนที่มาจับจ่ายซื้อของอาจจะมีความสุขมากขึ้น เพราะอาจไม่ต้องเผชิญกับเหตุร้ายจากสถานการณ์ไม่สงบ เพราะผลมาจากการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น ที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มที่กำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพของฟาฏอนีย์ในขณะนี้ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดใช้ความรุนแรงในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้

นางปารีดะห์ สะแลแม เป็นผู้จัดการร้าน 'ตะเยาะห์แอปูยุด' ซึ่งเปิดขายมะตะบะมากกว่า 23 ปี กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ หลังจากที่มีข้อตกลงให้หยุดการใช้ความรุนแรงในเดือนรอมฎอนนี้ เพราะคนจะไปไหนมาไหนได้โดยสวัสดิภาพและไม่ต้องเห็นการเสียเลือดเนื้ออีกแล้ว

นางปารีดะห์ เล่าว่า ในช่วงเดือนรอมฎอนทุกปีจะขายมะตะบะได้ดีมาก ทำให้ต้องเตรียมโม่แป้งสาลีไว้ถึง 3 กระสอบจากปกติใช้เพียงกระสอบเดียว โดยแป้งสาลี 1 กระสอบมีน้ำหนัก 25 กิโลกรัม ซึ่งยแป้งสาลี 1 กิโลกรัมจะทำมะตะบะได้ประมาณ 30 ลูก

นางปารีดะห์ เล่าด้วยว่า ที่ผ่านมา ทางร้านเคยได้แชมป์จากการแข่งขันมะตะบะใน ต.ปูยุด มาแล้วในเรื่องความอร่อย ส่วนการแข่งขันในระดับจังหวัดเคยได้อันดับที่ 2 จึงทำให้ร้านมีชื่อเสียงมากขึ้น แต่การแข่งขันกินมะตะบะก็ได้หยุดไป 3 – 4 ปีแล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเพราะอะไร

ลูกค้าของร้านตนมีทั้งขาจรและขาประจำ โดยเฉพาะในเดือนรอมฎอน จะมีลูกค้าจาก อ.จะนะ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สั่งมะตะบะไปขายจำนวนมากด้วย

ปัจจุบันที่ปูยุดมีร้านขายมะตะบะในช่วงปกติประมาณ 10 กว่าร้าน แต่ถ้าในช่วงเดือนรอมฎอน จะมีประมาณ 50 กว่าร้าน ทั้งที่เป็นมือสมัครเล่นและมืออาชีพ

"ที่ผ่านมา เคยเกิดเหตุร้ายต่อหน้าต่อตาตัวเองมาแล้วในเดือนรอมฎอน ภาพความรุนแรงยังติดตาและในความทรงจำ ส่วนหูยังได้ยินเสียงปืนอยู่ ในวันนั้นผู้คนวุ่นวายไปหมด"

เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุคนร้ายขับรถตามประกบยิงเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งเสียชีวิตบนถนนบริเวณหน้าร้านของตัวเอง เมื่อราว 4 –5 ปีก่อน

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น นางปารีดะห์เองก็คือผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบที่เกิดขึ้นด้วย เพราะเมื่อปี 2552 สามีถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต โดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดาที่มีอาชีพขายมะตะบะ

นางปารีดะห์ เล่าว่า หลังจากสามีเสียชีวิต ทำให้ต้องปิดร้านไปประมาณ 40 วัน ก่อจะเปิดร้านอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นจะขาดรายได้ แต่ต้องจ้างลูกจ้างเพิ่ม 3 คนมาทำงานแทนสามี

นางปารีดะห์ กล่าวว่า โดยปกติ ในเดือนรอมฎอนจะมีคนมาจับจ่ายซื้อของที่ปูยุดจำนวนมาก ไม่ว่าก่อนเกิดเหตุไม่สงบเมื่อปี 2547 หรือหลังจากนั้นสถานการณ์ก็ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นในพื้นที่ต.ปูยุด แม้ไม่ใช่เดือนรอมฎอน ลูกค้าก็จะหายไป 2-3 วัน แล้วก็กลับมาเหมือนเดิม

แต่นางปารีดะห์เองก็ไม่แน่ใจมากนักว่า ในเดือนรอมฎอนปีนี้เหตุการณ์จะสงบได้จริงหรือไม่ เพราะผ่านมาหลายปีแล้ว ก็ยังไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ได้เลย

หรือหากเกิดความสงบจริง ปารีดะห์ ก็ไม่แน่ใจว่าจะขายดีกว่าที่ปีที่ผ่านหรือไม่ เพราะปีนี้วัตถุดิบในการผลิตมะตะบะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นไปด้วย กำไรก็อาจจะลดลง เพราะยังต้องขายมะตะบะราคาเท่าเดิม

แบมะ พ่อค้าขายของสินค้าเบ็ดเตล็ดบนรถจักรยานพ่วงข้าง (โชเล่) ในตลาดปูยุด กล่าวว่า หากในเดือนรอมฎอนปีนี้เกิดความสงบจริงๆ ก็จะดีมาก เพราะจะให้คนมุสลิมทุกคนสามารถประกอบศาสนกิจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องได้รับรู้ข่าวเหตุการณ์ที่จะทำให้รู้สึกสะเทือนใจ

แบมะ บอกว่า ที่ผ่านมาเหตุไม่สงบไม่ค่อยส่งผลกระทบกับอาชีพของตนมากนัก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านและเป็นลูกค้าประจำ แต่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น เช่น ผักต่างๆ ที่มีราดาสูงขึ้น ต่างกับเมื่อ 2 -3 ปีก่อนที่ของไม่ค่อยแพงมากนัก ทำให้ได้กำไรประมาณวันละ 700 - 900 บาท แต่ช่วงนี้ได้กำไรประมาณวันละ 300 บาท

"ตอนนี้ยังไม่ถึงเดือนรอมฎอนของก็แพงขึ้น แล้วอย่างนี้ชาวบ้านจะอยู่อย่างไร ชาวบ้านที่เคยซื้อปลาครั้งละ ครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัม แต่วันนี้ ซื้อแค่ครั้งละ 3 ตัว น้ำหนักไม่ถึงครึ่งกิโลกรัมด้วยซ้ำ" แบมะกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เก็บตกเวทีเสวนา: การทรมาน..ปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข

Posted: 27 Jun 2013 02:17 AM PDT


 

ในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันต่อต้านการทรมานสากล เพื่อเป็นการระลึกถึงเหยื่อของการทรมาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงร่วมกันจัด "เวทีนำเสนอสถานการณ์ปัญหาการทรมานในประเทศไทย" เพื่อให้สาธารณชนรับรู้สภาพปัญหาการทรมานและแสวงหาความร่วมมือเพื่อป้องกันการทรมานในประเทศไทย โดยมีเหยื่อและครอบครัวเหยื่อจากการถูกซ้อมทรมาน ทนายความ องค์กรเอกชนที่ทำงานด้านการป้องกันการทรมานและสิทธิมนุษยชน แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นายทหารพระธรรมนูญ กรมคุ้มครองสิทธิ นักศึกษา ฯลฯ เข้าร่วม

"การทรมาน" (Torture) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หมายถึง การกระทำใดก็ตามโดยเจตนาที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ไม่ว่าทางกายหรือทางจิตใจ ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศหรือคำสารภาพจากบุคคลนั้นหรือจากบุคคลที่สาม

กระทรวงยุติธรรม โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ยกตัวอย่างของการทรมาน เช่น การซ้อมตามเนื้อตัวร่างกายด้วยการทุบตี ตบ เตะ ต่อย ใช้พานท้ายปืนกระแทก ใช้ไฟฟ้าหรือบุหรี่จี้ที่อวัยวะเพศ การปัสสาวะใส่ปาก การคลุมศีรษะด้วยถุงพลาสติกให้ขาดอากาศหายใจเป็นระยะๆ การใส่กุญแจมือผูกกับเฮลิคอปเตอร์ขณะทำการบิน การบังคับถอดเสื้อผ้าให้อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลานาน การกดศีรษะลงน้ำ ให้อดอาหาร บังคับให้รับประทานสิ่งที่ปกติไม่พึงรับประทาน การโรยพริกลงบนบาดแผล การกระทำชำเราหรือล่วงละเมิดทางเพศ การตัดอวัยวะสำคัญ ถอนฟัน ดึงเล็บ บังคับให้ตากแดดเป็นเวลานาน บังคับใช้ยากล่อมหรือหลอนประสาท ให้เปลือยกายในที่สาธารณะ หรือการกระทำต่อความเชื่อทางศาสนา เป็นต้น [1]

ศ.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กล่าวถึงการทรมานว่าเป็นความผิดทางศีลธรรมทุกอย่าง ไม่สามารถอ้างข้อยกเว้นได้ ถือเป็นสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ากฎหมายภายในประเทศที่ใช้มาก่อนหรือหลังก็ขัดไม่ได้  การทรมานถือเป็นอาชญากรรมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ และหากมีความกว้างขวางและประทุษร้ายต่อประชาชน จะถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งเชื่อมโยงกับศาลอาญาระหว่างประเทศ หากเกิดการทรมานในสงคราม ถือว่าเป็นอาชญากรรมในสงคราม ทุกรัฐจะต้องยอมรับในกรอบสากลนั้น
 
นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ   ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2550 – 2555 มีรายงานตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานจากศูนย์ทนายความมุสลิมกว่า 300 กรณี และจากกรรมการสิทธิมนุษยชนจำนวน 102 กรณี จากการสัมภาษณ์ผู้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำ และผู้รอดพ้นจากการทรมาน (รอดชีวิตจากการทรมาน) และในกรณีที่เสียชีวิตนั้น หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายคลอบคลุมถึงการชดใช้เยียวยาเหยื่อ แม้จะมี พ.รบ. ชดเชยผู้เสียหาย แต่ก็ไม่สามารถได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผล

"ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่เดียวที่ได้ประกาศให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดความรุนแรงลง แต่การเยียวยาก็ยังไม่ครบถ้วนทุกกรณีที่ได้รับร้องเรียน การที่รัฐเอื้อให้เกิดช่องทางในการจ่ายค่าเสียหาย แสดงว่ารัฐยอมรับว่ามีการปฏิบัติในเรื่องการทรมานเกิดขึ้นจริง ถึงแม้รัฐจะไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม"

นายมูฮัมหมัดเปาซี อาลีฮา  เครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงการทำงานในพื้นที่ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยให้ความรู้ในเรื่องสิทธิของประชาชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พบว่าสถิติการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานอาจจะดีขึ้น แต่ก็ยังพบเห็นการทรมานอยู่เสมอ หากแต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ปัญหาการทรมานมาจากค่านิยม ทัศนคติและอารมณ์ ก่อให้เกิดการทรมานบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐ โดยผู้กระทำการทรมานคิดว่า การทรมานยังมีประโยชน์ในการบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพ และเมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาใช้กลไกยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำดังกล่าว กลับพบว่ากลไกดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการแก้ไขปัญหาได้ 

นางสาวอัญชนา  หีมมิหน๊ะ  ตัวแทนกลุ่มด้วยใจ กล่าวถึงการทำงานเยียวยาผู้เสียหายจากการทรมานภายใต้โครงการยุติธรรมนำสันติสุข พบ 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมโครงการมีภาวะวิตกกังวล   มีความเครียดจากการประสบเหตุการณ์ร้ายแรง และเป็นโรคซึมเศร้า โดยผู้ที่อยู่ในเรือนจำจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่า แต่ก็มีความเศร้าเพราะไม่มีความหวังในอนาคตว่าจะสามารถออกไปทำอะไรได้ มีแต่ความคิดแง่ลบในการปฏิเสธรัฐ ไม่กล้ารับการช่วยเหลือเพราะสาเหตุจากการกลัวทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ และยังเกิดความห่วงครอบครัว  รวมถึงผู้ที่ได้รับการดูแลภายใต้กฎอัยการศึก  เกิดความหวาดกลัว ระแวงสังคม เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ก็มีความต้องการจะหลบหนี  ไม่กล้าออกไปไหน หรือคิดจะดักทำร้ายเจ้าหน้าที่  ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่สามารถเยียวยาโดยรัฐได้ เพราะผู้กระทำคือรัฐ ทำให้ขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐไปเลย 

"จากเงื่อนไขที่ว่าต้องมีรอยบอบช้ำหลังจากการทรมานใน 7 วันถึงจะได้รับการเยียวยา ข้อนี้ควรมีการแก้ไขเพราะบุคคลเหล่านั้นจะถูกกักตัวไว้ให้รอยแผลหาย ก่อนที่จะปล่อยตัวออกมาแจ้งความได้ และโจทย์ที่ยากที่สุดคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ผู้เสียหายกลับมาอยู่ในสังคมได้ รวมถึงการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ   แต่ทั้งนี้ก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า หากมีการเข้าไปจัดการอย่างขาดการวางแผนที่ดีหรือจัดการในมาตรการที่รุนแรง อาจทำให้ผู้เสียหายจากที่เคยถูกซ้อมเพื่อให้ยอมรับผิดอาจถูกวิสามัญแทน"

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เน้นย้ำเรื่องมาตรการป้องกันและเยียวยาผู้เสียหายจากการทรมาน โดยถือว่าการทรมานเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ ทั้งปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูเหมือนความรุนแรงลดน้อยลงในเชิงปริมาณ แต่เพิ่มขึ้นในเชิงสถิติ ปัญหาผู้อพยพโดยเฉพาะชาวโรฮิงญาที่เป็นปัญหาการใช้กฎหมายไม่ถูกต้อง การขัดแย้งทางการเมืองและการฆ่าตัดตอนซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดการทรมานทั้งสิ้น แนะรัฐต้องชัดเจนในการแก้ไขปัญหา

"ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้ความจริง สิ่งที่รัฐต้องทำคือทำให้ความจริงปรากฏ ถ้าความจริงไม่ปรากฏว่ารัฐเป็นผู้ละเมิด ประชาชนก็จะถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อไป และมีสิทธิที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ รัฐจะต้องนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะต้องไม่ปล่อยให้คนทำผิดลอยนวล อีกทั้งมีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้ผู้ที่ถูกกล่าวหา และรัฐต้องยืนยันให้ได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก"

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.จังหวัดสงขลา และกรรมการกรรมาธิการกฎหมายและความยุติธรรม กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กับประมวลอาญา ต้องเขียนถึงขั้นตอนการฟื้นฟูและเยียวยา และเสนอว่าการแก้ไขกฎหมายควรตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการทรมาน แต่มองว่าการเสนอเป็นเพียงพระราชบัญญัติสนับสนุนเท่านั้นอาจจะใช้เวลานาน   ทางกรรมาธิการกฎหมายจึงเลือกเส้นทางในการแก้ไขโดยประมวลกฎหมายอาญา และวิธีพิจารณากฎหมายอาญา ซึ่งจะเน้นเรื่องการซ้อมทรมาน  และการแก้ไขการเยียวยาเพิ่มวงเงินและเพิ่มฐานความผิด และเสนอการวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งศาลควรมีอำนาจขอไต่สวน

นอกจากนั้นนางสาวนริศราวัลณ์ แก้วนพรัตน์ ญาติของพลทหารวิเชียร เผือกสม พลทหารประจำกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้เสียหายจากการซ้อมทรมานของครูฝึกจนเสียชีวิตเมื่อปี 2554 ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์การร้องเรียน และความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อหาความเป็นธรรม ถึงแม้เวลาจะผ่านไป 2 ปี เธอและครอบครัวยังต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ อำนาจมืดของระบบอุปถัมภ์ เพื่อปกป้องสิทธิให้กับคนอื่น โดยไม่ต้องการให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับใครอีก  เธอยังคงเชื่อว่า "ความถูกต้องและความยุติธรรม" เป็นสิ่งสำคัญ และต้องอยู่เหนือ "อำนาจและเงิน" ปัจจุบันญาติพลทหารวิเชียรได้นำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลเป็นคดีแพ่ง ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับกระทรวงกลาโหมและกองทัพบก พร้อมเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

 

 
[1] ข่าวสดรายวัน วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8216 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลปกครองสั่งรัฐบาลนำโครงการจัดการน้ำกลับไปฟังความคิดเห็นประชาชน

Posted: 27 Jun 2013 01:11 AM PDT

กรณีนายกสมาคมต่อต้านโลกร้อนฟ้องศาลปกครอง ให้เพิกถอนแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทนั้น ล่าสุดศาลปกครองมีคำพิพากษาให้รัฐบาลนำโครงการจัดการน้ำไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามมาตรา 57 (2) และ 67 (2) ก่อนจ้างออกแบบ

จากกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและพวกรวม 45 คน ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ หรือ กยน. คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ กบอช. และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. เพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนแผนการบริหารจัดการน้ำ และสั่งให้ร่วมกันจัดให้มีการทำประชามติรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดวันนี้ ที่ศาลปกครองกลาง เมื่อเวลา 14.30 น. องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ที่มีนายตรีทศ นิครธางกูร ตุลาการเจ้าของสำนวน ได้มีคำพิพากษาให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 (2) และมาตรา 67 (2) โดยให้นำแผนบริหารจัดการน้ำไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบ แต่ละแผนงาน ในแต่ละโมดูล ก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบในแต่แผนงาน

ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 57 (2) ระบุว่า "การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ"

ส่วนมาตรา 67 (2) การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai