โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ทวนความจำ 16 สำนวนผู้เสียชีวิตปี 53 และกรณีนำร่อง 'มูราโมโต-มานะ-ชาญณรงค์'

Posted: 20 Nov 2011 11:36 AM PST

ทวนความจำเขาคือใคร ในโอกาสที่มีความคืบหน้า 1 คดีส่งอัยการแล้ว 2 คดีใกล้เสร็จ พร้อมเปิดรายชื่อ 16 ศพที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตร 16 ศพ ซึ่งเชื่อว่าเสียชีวิตเพราะเจ้าหน้าที่รัฐออกมาเปิดเผยว่าว่า สำนวนที่พนักงานสอบสวนทำใกล้เสร็จสิ้นแล้ว 2 คดี คือ นายมานะ อาจราญ ถูกยิงกลางดึกในสวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) และ นายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ส่วนที่ส่งให้อธิบดีอัยการแล้ว 1 คดี คือ นายชาญณรงค์ พลศรีลา ซึ่งถูกยิงที่หน้าปั้มเชลล์ ถนนราชปรารภ 
 
ชาญณรงค์ พลศรีลา จากคำบอกเล่าของบุตรสาวซึ่งเป็นพนักงานราชการ กองทัพอากาศ ระบุว่า พื้นเพเดิมชาญณรงค์เป็นคนจังหวัดสกลนคร โดยเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ก่อนจะพาลูกและภรรยามาอยู่ย่านสายไหม ชาญณรงค์มีอาชีพขับแท็กซี่ ขณะที่ภรรยาเป็นแม่บ้าน ปีที่แล้วทั้งสองไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงโดยตลอด โดยตอนเย็นชาญณรงค์จะขับรถไปส่งภรรยาที่เวทีชุมนุม พอเช้าก็ไปรับภรรยากลับบ้าน สำหรับเหตุการณ์ที่ถูกยิงนั้น นิค นอสติทช์ ช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ ได้ให้ปากคำกับตำรวจและบอกเล่าเรื่องราวแก่บุตรสาวนายชาญณรงค์ไว้โดยละเอียด
 
อ่านเพิ่มเติมได้ใน http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30026
 
มานะ อาจราญ วัย 20 เศษ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสวนสัตว์ดุสิต กลางดึกวันเกิดเหตุ 10 เม.ย.53 เขาและน้าชายเข้าเวรดูแลบ่อเต่ายักษ์ ขณะที่เกิดเหตุชุลมุนและทหารที่เข้าไปพักด้านในสวนสัตว์ดุสิต วิ่งจากลานจอดรถด้านนอกเข้าไปด้านใน เขาและน้าชายกำลังออกเวร กระทั่งถูกกระสุนปืนความเร็วสูงเข้าที่ศรีษะด้านหลังทะลุด้านหน้าจนกะโหลกศีรษะ
 
ฮิโรยูกิ มูราโมโต  เป็นช่างภาพ ทำงานให้กับรอยเตอร์มาได้ 15 ปี ก่อนหน้าที่จะมาเป็นช่างภาพของรอยเตอร์เขาเคยเข้าร่วมงานกับสำนักข่าว ABC (Australian Broadcasting Corporation) สาขากรุงโตเกียวมาก่อน จากนั้นจึงมาเป็นช่างภาพอิสระให้รอยเตอร์เมื่อปี 2535 และเข้าทำงานที่รอยเตอร์เต็มเวลาในปี 2538 เคยมีประสบการณ์เดินทางในประเทศเสี่ยง ๆ อย่างเกาหลีเหนือและฟิลิปปินส์ (ในช่วงที่การเมืองวุ่นวาย) มาก่อน ซึ่งนอกจากเรื่องการเมืองแล้ว มูราโมโตยังรายงานเรื่องราวปกิณกะที่น่าสนใจหลายเรื่อง
 
อ่านเพิ่มเติมในหนังสือ วีรชน 10 เมษา คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต จัดพิมพ์โดย มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย (2554)

 
16 สำนวนคดีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากเหตุชุมนุมระหว่าง เม.ย. - พ.ค.2553  

ซึ่งต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ และมีการส่งจากดีเอสไอให้ บช.น.เป็นผู้ชันสูตร

 

1.นายฮิโรยูกิ  มูราโมโต้  (10 เม.ย.)  หน้า รร.สตรีวิทยา ถนนดินสอ  ถูกยิงหน้าอกด้านขวาทะลุไหล่ซ้าย  1 นัด

2.นายรพ  สุขสถิต  (19 พ.ค.)  หน้าวัดปทุมวนาราม ถ.พระราม 1  ถูกยิงหัวไหล่ขวาทะลุถึงหน้าอกขวา  1 นัด

3.นายมงคล  เข็มทอง  (19 พ.ค.)  หน้าวัดปทุมวนาราม ถ.พระราม 1  ถูกยิงบริเวณหน้าอกขวา  1  นัด

4.นายสุวัน  ศรีรักษา  (19 พ.ค.)  หน้าวัดปทุมวนาราม ถ.พระราม 1  ถูกยิงหน้าอกซ้าย  1 นัด

5.นายชาติชาย  ชาเหลา  (13 พ.ค.)  หน้าอาคารอื้อจื่อเหลียง ถ.พระราม 4  ถูกยิงบริเวณหน้าผากด้านหน้า  1 นัด

6.นายบุญมี  เริ่มสุข  (14 พ.ค.)  หน้าร้านอาหารระเบียงทอง บ่อนไก่  ถูกยิงบริเวณหน้าท้อง  1 นัด

7.นายชาญณรงค์  พลศรีลา  (15 พ.ค.)  บริเวณหน้าปั๊มเชลล์ ถนนราชปรารภ ถูกยิงบริเวณหน้าท้อง  1 นัด

8.พลทหารณรงค์ฤทธิ์  สาละ  (28 เม.ย.)  หน้าอนุสรณ์สถาน ถ.วิภาวดีรังสิต  ถูกยิงบริเวณศีรษะซีกซ้าย  1 นัด

9.ด.ช.คุณากร  ศรีสุวรรณ (15 พ.ค.)  ซอยโรงหนังโอเอ ถ.ราชปรารภ ถูกยิงเข้าหลังทะลุท้อง  1 นัด

10.นายพัน  คำกอง  (15 พ.ค.)  หน้า คอนโด IDO ใกล้แอร์พอร์ตลิงค์  ถูกยิงต้นแขนซ้ายตัดเส้นเลือดใหญ่  1 นัด

11.นายมานะ  อาจราญ  (10 เม.ย.)  ภายในสวนสัตว์ดุสิต เขตดุสิต กทม.  ถูกยิงศีรษะซีกขวาด้านหลัง  1 นัด

12.นายเกียรติคุณ  ฉัตร์วีระสกุล  (16 พ.ค.2553)  บริเวณใต้ทางด่วน ถ.พระราม 4  ถูกยิงบริเวณหน้าอกซ้าย  1 นัด

13.นายประจวบ  ประจวบสุข  (16 พ.ค.)  บริเวณใต้ทางด่วน  ถ.พระราม 4  ถูกยิงบริเวณหน้าอกซ้าย  1 นัด

14.นายอัฐชัย   ชุมจันทร์  (19 พ.ค.)  หน้าวัดปทุมวนาราม ถ.พระราม 1  ถูกยิงเข้าหลังทะลุหน้าอก 1 นัด

15.น.ส.กมนเกด  ฮัคฮาด  (19 พ.ค.)  หน้าวัดปทุมวนาราม ถ.พระราม 1  ถูกยิงด้านหลังกระสุนทะลุฝังศีรษะ 1 นัด

16.นายอัครเดช  ขันแก้ว  (19 พ.ค.)  หน้าวัดปทุมวนาราม ถ.พระราม 1  ถูกยิงต้นแขนขวาทะลุโหนกแก้มขวา 1 นัด

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จดหมายจากคน (คุก) รักทักษิณ: FORGIVE AND 'FORGET’ ? (1)

Posted: 20 Nov 2011 09:53 AM PST

 หลังการเผยแพร่ ‘จดหมายจากทักษิณ’ ฉบับล่าสุด ‘ประชาไท’ เป็นตัวกลางนำเสนอ ‘จดหมายถึงทักษิณ’  ที่เขียนขึ้นก่อนหน้านี้โดยผู้ต้องขังเสื้อแดงที่โดนคดีตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังอยู่ในเรือนจำจนปัจจุบัน ‘คำหล้า ชมชื่น’

หมายเหตุ กองบรรณาธิการได้รับจดหมายชุดนี้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 โดยในการนำเผยแพร่ได้คงตัวหนังสือไว้ตามต้นฉบับจริง แต่จัดย่อหน้าใหม่เพื่อความสะดวกในการอ่าน

คดีของนายคำหล้า ชมชื่น ศาลนัดสืบพยานจำเลยอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ย.นี้ ที่ห้อง 811 ศาลอาญา ถนนรัชดา โดยในคำฟ้องในเว็บไซต์ศาลอาญาระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันปล้นทรัพย์ อาวุธปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) 2 กระบอก ราคากระบอกละ 16,031 บาท ซองกระสุน 6 ซอง  ราคา 2,280 บาท และกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. 100 นัด  ราคา 950 บาทของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองของ จ.ส.อ.สอน  แก่นทน, จ.ส.อ.ทวี ภูดินดาน  และ ส.ต.วิรัตน์ ศรีหาสารไปโดยทุจริต โดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายเหตุเกิดที่แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอาวุธปืน, ซองกระสุน และกระสุนปืน 19,261 บาท  แก่ผู้เสียหายด้วย

 

เรื่อง ขอความเมตตาและความเป็นธรรมเพื่อพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง

เรียน พณฯ ท่านนายก ทักษิณ ชินวัตรน์

 

ข้าพเจ้า ซื่อ นาย คำหล้า ชมชื่น เลขหมาย 2278/53 คดีปล้นปืนทหาร อายุ 37 ปี XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX (ประชาไทขอปิดที่อยู่ผู้เขียนจดหมาย) ประวัตโดยก่อนเขาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ข้าพเจ้าทำงานสำนักงานการระบายน้ำของ ก.ท.ท. เป็นลูกจ้างประจำ พอหมดเวลาราชการ กระผมก็ได้ใช้เวลาว่างขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเพื่อหาลายได้เสิรมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอีกด้านหนึ่ง 

และมีอยู่วันหนึ่งผมได้ขับรถไปส่งผู้โดยสารได้เห็นกลุ่มคนเสื้อแดงของสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ที่ถนนวิภาวดีซอย 3  ผมจึงได้จอดรถถามผู้ชุมนุมว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า มีกลุ่มพันธมิตรจะมาปิดสถานีวิทยุ ผมจึงมาช่วยอีกแรงหนึ่ง เพราะเห็นการกระทำที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง ผมจึงต้องออกมาชุมนุมกับคนเสื้อแดงด้วย เพราะได้เห็นเหตุการ ในวันที่ผมเขาร่วมชุมนุมมีกลุ่มพันธมิตรได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่คนเสื้อแดง แล้วผมก็ร่วมชุมนุมมาโดยตลอดมาจนเกิดเหตุ เมื่อปี 2552 เดือนเมษายนและปี 2553 เมษายนและพฤษภาคมปี 2553 

ก่อนที่ผมจะถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม วันที่ 14 พฤษภาคมผมไปรวมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง พอมาถึงได้สักพักใหญ่ๆ ก็มีรถทหารวิ่งผ่านมาทางสามเหลี่ยมดินแดง มีทหารอยู่บนด้วยกันสามคน แต่มีอยู่คนหนึ่งอยู่หลังรถและมีอาวุประจำกายปืนเอ็มสิบหกหนึ่งกระบอก และได้ยกปืนใส่ผมตอนที่ผมเดินไปดูหลังท้ายรถ ผมจึงเดินไปอยู่ด้านข้างรถของทหาร และมีคนเสื้อแดงที่เดินตามผมมาแล้วทหารก็ได้ยกปืนใส่คนเสื้อแดงกลุ่มคนที่เดินตาผมมาเขาจึงได้ขึ้นไปยื้อแย่งอาวุธปืนของทหารออกจากทหาร เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ชุมนุม หลังจากนั้น ผมก็ได้กลับไปที่สถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ที่อาจารชินวัตรน์ หาบุญพาด จัดรายการอยู่ กับกลุ่มอาจารชินวัตรน์ แต่หลังจากวันที่ 14 ถึงวันที่ 19 จนใด้มีเสียงแกนนำประกาศบนเวทีผมได้กับมาที่สถานีและแยกย้ายกันไปแล้วไปทำงานตามปกติ โดยที่ตัวผมไม่รู้ตัวว่ามีรูปภาพ

พอทำงานมาจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคมตอนบ่ายๆ ตัวผมรับประทานอาหารอยู่ข้างทางได้มีเจ้าหน้าที่เรียกชื้อผมๆ ก็หันไปมอง เขาก็ได้แสดงหมายจับแต่ไม่มี แล้วได้นำตัวผมไปที่ บ.ช.น. ที่สี่แยกพญาไท แล้วถามผมว่าใช่ผมหรือเปล่า ผมบอกว่าไม่ใช่ แล้วเขาก็เอากลุ่มคนเสื้อแดงให้ผมดูแล้วถามผมว่าเคยรู้จักหรือไม่ ผมบอกว่าไม่รู้จักเขาก็บังคับให้รู้จัก แต่ผมก็ยังยืนยันว่าไม่รู้จักเหมือนเดิม แล้วเขาก็พูดขอความร่วมมือหน่อย ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จะพาไปส่งให้ทหาร ถ้าไปหาทหารก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นนะ ในเวลาที่พูดคุยขอความร่วมมือเขาก็บันทึกข้อความไปด้วย พอบันทึกเสร็จแล้วก็เอาบันทึกมาให้ผมพร้อมกับโยนประกาให้ผมแล้วผมก็จะเปิดบันทึกดู เขาก็ไม่ให้ดู แล้วตะคอกผมว่า เอ้าเซ็น มึงรับเซ็น ผมก็ตกใจเขาก็บังคับให้ผมเซ็น ตอนนั้นผมอยู่คนเดียวแล้วก็บอกกับเขาว่าขอติดต่อญาติ เขาก็ไม่ให้ติดต่อ แล้วเขาก็บอกมึงเซ็นเร็วๆ ผมก็เลยเซ็น พอเซ็นเสร็จก็พาผมไปแถลงข่าว 

พอแถลงข่าวเสร็จก็พาผมไปส่งที่ สน ดินแดง พอถึง สน ผมก็บอกเจ้าหน้าที่ติดต่อญาติ เขาก็ติดต่อญาติให้ผมแล้วพอเขาไปอยู่ในห้องขังประมาณสักพักหนึ่ง ญาติผมก็มา ตอนนั้นผมกับญาติติดคิดอะไรไม่ออก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาได้แนะนำให้ผมและญาติไปติดต่อที่พรรคเพื่อไทยให้เขาช่วย ญาติผมก็ไป พอไปถึงพรรคเขาก็หาทนายให้ แล้วญาติผมเขากับมาบอกผมที่ สน ดินแดงว่า พรรคเขาหาทนายให้แล้วนะ พอตกกลางคืน ไม่ทราบเวลา ก็มีเจ้าหน้าที่มาสอบผมอีกโดยที่เขาบอกผมว่าจะช้วยให้เบาลง แล้วผมก็ไม่ได้พูดอะไรเลย วันต่อมาเขาก็ส่งตัวผมฝากขังที่ศาล และก็ส่งตัวมาที่เรือนจำเลย

ในช่วงที่ผมอยู่ในเรือนจำประมาสองเดือนก็มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกับเจ้าหน้าที่ทหารมาชี้ตัวผมถึงสองครั้งก็ไม่ใช้ตัวเลย แล้วในเวลานั้นที่ผมอยู่ที่แดนหนึ่งได้สองอาทิตย์ก็จะจำแนกไปที่แดนแปดก็จะถูกเก็บยอดแน่ เพราะเขารอเก็บยอดในคดีปล้นปืนทหาร เพราะว่ามีใบสั่งมาจาก ผ.บ แดน8 เพราะว่าคนในนี้เขาบอกผมๆ ผมจึงรู้ แล้วเขาได้สั่งให้เสมียนให้ผมปั่นถ้วยยอดเต็มห้าโลครึ่งหรือเกลือบหกโล โดยที่ว่าหลังผมก็ไม่ดี เพราะผมปวดหลังแต่ผมก็ไม่กล้าไปหาหมอ กลัวทำยอดงานเสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็โดนตรี แต่ว่าตัวผมก็อยากไป แต่ไม่มีนมจ้างงานออก พอเวลาญาติผมมาเยี่ยมที ผมก็ได้แต่ถามว่ามีเงินมาหรือเปล่าที่ผมญาติ เพราะญาติผมไม่ค้อยมีเงินมา ผมก็เลยญาติผมเอารถผมไปขายเพื่อจะได้มีเงินมาเยี่ยมผมแล้วผมญาติติดต่อทางทนายให้มาเยี่ยม ผมจะถามเรื่องการประกันตัวผมว่าได้หรือไม่ได้ ที่ผมให้ติดต่อทนายเพราะเห็นว่าญาติผมบอกว่าเขายื่นเรื่องประกันให้แล้ว พอทนายเขามาเขาก็บอกว่าไม่ผ่านนะ แล้วเขาก็หายไปเลย ผมถึงคิดว่าได้รับการช้วยเหลือเต็มที่ จนอยู่มาได้ครึ่งปีกว่าๆ อิมพีเรียลยื่นมือช่วยเหลือครั้งหนึ่งด้วยวงเงิน 5,000 บาทแล้วก็ได้ออกเรียกร้องให้แกนนำและพวกผม แต่ก็เป็นเหมือนชวยพวกผมแค่คำพูด แต่การกระทำไม่มี พวกผมรู้สึกน้อยใจและต้องการความช่วยเหลือย่างจริงๆ จังๆ

สิ่งที่ผมต้องการให้ช่วยเหลือก็คือของใช้และดูแลความเป็นอยู่ในนี้บ้าง เพราะว่าครอบครัวของยากจน จึงไม่ค่อยมีเงินมาเยี่ยมผม แต่ก็ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มของคุณนกแดงอยู่กลุ่มเดียวที่คอยช่วยเหลือผมและพวกมาโดยตลอด และคอยช่วยให้กำลังใจพวกผมมาโดยตลอดและเขาคอยติดตามเรื่องการประกันตัวผมและคอยให้คะแนะนำกับแฟนผม แต่สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือเรื่องการประกันตัวผมมากๆ เลยครับ เพราะผมอยากออกไปช่วยเหลือครอบครัว เพราะว่าแฟนผมต้องรับภาระอยู่คนเดียวและลูกผมต้องเรียนหนังสือด้วย ผมจึงอยากจะประกันตัวไปช้วยแฟนแบ่งเบาภาระครอบครัวมากเลยครับ

(อยากให้ช้วยเรื่องประกันตัว)

 

เรียน พณฯ ท่านนายก ทักษิณ ชินวัตน์ รักและเคารบอย่างสูง

 

คำหล้า ชมชื่น

แดน 8    2278/53

 

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

อะไรคือสลิ่ม? ว่าด้วยที่มา บริบทความหมาย และคุณลักษณะเฉพาะ

Posted: 20 Nov 2011 09:35 AM PST

 ซาหริ่ม, ซ่าหริ่ม น. ชื่อขนมอย่างหนึ่ง ทําด้วยแป้งถั่วเขียว ลักษณะคล้ายลอดช่อง แต่ตัวเล็กและยาวกว่า กินกับนํ้ากะทิผสมนํ้าเชื่อม.

 (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒)

นี่อาจจะเป็นอีกคำหนึ่งที่มีผู้สะกดผิดมากคำหนึ่ง ซาหริ่ม หรือที่เรามักเขียนกันว่า "สลิ่ม" ตามความหมายดั้งเดิมหมายถึงขนมไทยชนิดหนึ่ง แต่ความหมายของคำในภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะหนึ่งก็คือการย้ายที่ของแวดวงความหมาย ทำให้เกิดการใช้คำนั้นในอีกความหมายหนึ่งที่ไม่ตรงกับความหมายประจำคำ นั่นคือลักษณะของสำนวนนั่นเอง ซึ่งสลิ่มเองก็ได้กลายมาเป็นคำศัพท์เฉพาะ (หรืออาจเรียกว่าเป็นสแลง) ทางการเมืองไทยร่วมสมัยด้วยความเป็นมาที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ที่มาและบริบทความหมาย

ช่วงต้นปี ๒๕๕๓ มีการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงที่เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ในขณะนั้นยุบสภา ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านคนเสื้อแดงอย่างหลากหลาย และหนึ่งในนั้นคือการเกิดขึ้นของกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติ(ไม่แบ่งสี) โดยการนำของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ซึ่งกลุ่มนี้ต่อมาขนานนามตนเองว่าเป็น "กลุ่มเสื้อหลากสี" 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อหลากสีได้สร้างปฎิกิริยาโต้กลับจากฝ่ายเสื้อแดงในทางเย้ยหยัน ว่าเป็นแค่การเปลี่ยนชื่อ/เปลี่ยนสีเสื้อ ของคนเสื้อเหลืองเก่า ที่ไม่สามารถใช้เสื้อเหลืองในการเคลื่อนไหวอย่างสะดวกใจได้ต่อไป เนื่องจากการเสื่อมความนิยมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกอบกับความกระดากที่กลุ่มพันธมิตรได้กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีสำคัญๆ (แม้ว่าจะรอดพ้นการดำเนินคดีได้อย่างปาฎิหาริย์มาโดยตลอด) ในทัศนะของคนเสื้อแดงคนเสื้อหลากสีก็คือเสื้อเหลืองจำแลงนั่นเอง เพราะจริงๆ แล้วทั้งความคิด พื้นฐานอุดมการณ์ การกระทำ และการแสดงออกของเสื้อหลากสีก็เหมือนกับเสื้อเหลืองไม่ต่างกับฝาแฝด กล่าวคือ ทั้งสองเสื้อล้วนอยู่ตรงข้ามพรรคเพื่อไทย/คนเสื้อแดง และแสดงออกถึงการต่อต้านทักษิณอย่างมากล้น รวมไปถึงมีคติร่วมที่ไม่ค่อยเชื่อประชาธิปไตยในระบบ เป็นพวกฝักใฝ่ระบอบกษัตริย์ และมักเรียกร้องหารัฐประหาร

การดูแคลนคนเสื้อหลากสีของคนเสื้อแดงได้ถ่ายทอดออกมาผ่าน "สมญานาม" ที่ใช้เรียกเสื้อหลากสี คำๆนั้นก็คือคำว่า "สลิ่ม" ด้วยเหตุผลว่าสลิ่ม(ซาหริ่ม) เป็นขนมที่มีเส้นหลากหลายสีสัน เป็นการล้อไปกับสภาพเสื้อที่หลากหลายสีของกลุ่มเสื้อหลากสีนั่นเอง กล่าวได้ว่ากายภาพด้านสีของขนมสลิ่ม ได้ถูกถ่ายความหมายมาใช้กับคนเสื้อหลากสีเพื่อสื่อถึงสภาพดังกล่าว ผู้เขียนพบเห็นคำนี้ผ่านเฟซบุ๊คของเพื่อนในช่วงเดือนเมษา ๕๓ แต่ก็ไม่ทราบต้นตอว่าใครเป็นคนคิดคำนี้คนแรก ในที่นี้มีความน่าสนใจว่าถ้าจะสื่อถึงสภาพหลากสี ทำไมไม่ใช้คำที่เรามักใช้กันเช่น "สายรุ้ง" หรือจะเป็นด้วยว่ามันฟังดูหน่อมแน้มน่ารักเกินไป โดยถ้ามองจากสายตาของนักภาษาศาสตร์ ผู้เขียนเสนอว่า "สลิ่ม" เป็นคำที่มีทั้งเสียงเสียดแทรกคือเสียง /ส/ และลงท้ายด้วยเสียงวรรณยุกต์เอกซึ่งเป็นเสียงต่ำ ทำให้มีเสียงที่หนักแน่นเหมาะจะใช้ในการด่าหรือเหยียดหยาม เช่นเดียวกับคำว่า "สัตว์" ที่เรามักด่ากันว่า "ไอ้สัตว์" นั่นเอง

แม้ว่าในเบื้องแรกสลิ่มจะถูกใช้ขนามนามให้คนเสื้อหลากสีเป็นการเฉพาะ แต่ในที่สุดแล้วคำๆนี้ก็ได้กลายเป็นสแลงทางการเมืองที่แพร่หลายมากคำหนึ่ง (อย่างน้อยก็ในหมู่คนเสื้อแดง) สลิ่มได้ถูกนำไปใช้ในบริบทความหมายที่กว้างขึ้น จากเดิมที่ใช้เฉพาะกลุ่มการเมืองของคนเสื้อหลากสี ไปสู่การใช้กับใครก็ตามที่มีพฤติกรรมร่วมที่เข้าข่ายเดียวกับคนเสื้อหลากสี เพราะดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าคนเสื้อหลากสีก็มีรากเดียวกับคนเสื้อเหลืองเก่า ดังนั้นแล้วหากพิจารณาตัวเล่นในการเมืองไทย ก็จะเห็นได้ว่าประกอบไปด้วยฝั่งแดงและฝั่งเหลืองอยู่นั่นเอง เราอาจแยกผู้เล่นออกได้เป็นภาคพรรคการเมืองและภาคประชาชน ซึ่งฝั่งแดงจะประกอบด้วยพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งจะประกอบไปด้วยพรรคประชาธิปัตย์และสลิ่มนั่นเอง ตามบริบทความหมายที่ใช้กันในปัจจุบัน สลิ่มย่อมจะหมายถึงใครก็ตามที่มีจุดยืนทางการเมืองในแบบหนึ่ง(ที่จะขออธิบายในหัวข้อต่อไป) ไม่ว่าคนๆนั้นจะให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็นพันธมิตรฯ เป็นเสื้อหลากสี หรือแม้แต่เป็นกลางก็ตาม

คุณลักษณะเฉพาะ

จากที่มาข้างต้นประกอบกับที่ผู้เขียนได้สังเกตการแสดงออกทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ผู้เขียนอยากจะเสนอลักษณะเฉพาะ (Characteristic) ของ "สลิ่ม" ว่ามีดังนี้

๑.มีความเกลียดชังทักษิณเป็นล้นพ้น พันธมิตรฯซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสลิ่มได้ถือกำเนิดในปี ๒๕๔๘ เพื่อไล่นายกทักษิณในขณะนั้น และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน เมื่อผนวกกับกระบวนการรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ก็ทำให้เกิด "ผีทักษิณ" ที่หลอกหลอนสังคมไทยมาโดยตลอด ทำให้สลิ่มจะคิดว่าทักษิณคือต้นตอแห่งความเลวร้ายทุกประการของการเมืองไทย เราจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากเว็บบอร์ดอันเป็นที่พักพิงของสลิ่มทั้งหลาย ที่ไม่ว่าจะเกิดประเด็นทางการเมืองอะไร ชื่อของทักษิณก็มักจะถูกนำเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ (แม้ว่าบางกรณีทักษิณจะไม่ได้เกี่ยวข้องเลยก็ตาม) รวมถึงการสร้างวาทกรรมว่าทักษิณใช้อำนาจเงินเข้าไปซื้อทุกอย่าง (จนเสื้อแดงเอาไปล้อเลียนในลักษณะขบขันเสมอๆ เช่นมีเพจในเฟสบุ๊คชื่อ "มั่นใจว่าทักษิณสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ได้") ความเกลียดทักษิณนี้ทำให้สลิ่มรังเกียจทุกสิ่งที่มีความเกี่ยวพันกับทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย นักการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ญาติทักษิณ ประชาชนที่ชอบทักษิณ ฯลฯ

๒.ฝักใฝ่ลัทธิกษัตริย์นิยม เป็นเรื่องน่าประหลาด แต่คุณลักษณะในข้อ ๑ และข้อ ๒ นี้มักจะมาด้วยกันเป็นเงาตามตัว นั่นอาจเป็นผลพวงจากการสร้างวาทกรรมของกลุ่มพันธมิตร ที่กล่าวหาว่าทักษิณล่วงละเมิดในหลวง-แดงล้มเจ้า ลัทธิกษัตริย์นิยม หรือ Royalism เป็นแนวคิดที่เชื่อมั่นในตัว/สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสุดโต่ง คนที่เป็น royalism มักจะโน้มเอียงในทางที่ไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย มีการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง (เช่นมาตรา ๗) จนบางคนอาจเสนอให้ประเทศไทยกลับไปใช้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำ อาการของ royalism นี้มักแสดงออกด้วยการ"ดึง"เอาสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองในแทบทุกเรื่อง (ดูรูปข้างล่างประกอบ) และมักใช้สถาบันเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนความคิดของตน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือวาทะประวัติศาสตร์อันลือลั่นของอ๊อฟ พงศ์พัฒน์ (ที่บางคนขนานนามว่าสลิ่มตัวพ่อ) ที่ว่า "ไม่รักพ่อก็ออกไปจากบ้านของพ่อซะ"

Salim 1

 

๓.โหยหาทหาร อาจเป็นเพราะนับแต่ ๑๙ ก.ย. ๔๙ สถาบันทหารได้แสดงจุดยืนที่"ไม่เข้าข้าง"รัฐบาลพลเรือนจากฝ่ายทักษิณมาโดยตลอด ทำให้ทหารกลายเป็นพระเอกในใจสลิ่มไปโดยปริยาย สลิ่มจึงพยายามที่จะเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารซ้ำแ่ล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่สมัยการชุมนุมของพันธมิตรในทำเนียบ มาจนถึงช่วงอุทกภัยในปัจจุบันนี้ (ดูรูปด้านล่างประกอบ) นั่นอาจเป็นเพราะสลิ่มมีความคิดง่ายๆ ว่า แค่กำจัดทักษิณและพลพรรคนักการเมืองของเขาออกไปได้ทุกอย่างก็จะจบ โดยที่ก็ลืมคิดไปว่ารัฐประหารที่ผ่านมาก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรแม้แต่นิดเดียว

Salim 2

๔.ไม่เชื่อมั่นประชาธิปไตยในระบบ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งหลังๆที่ผ่านมาจบลงด้วยชัยชนะของพรรคในเครือข่ายเก่าของทักษิณเสมอ นั่นอาจทำให้สลิ่มหมดหวังหรือถึงขั้นชิงชัยประชาธิปไตยในระบบ เพราะถ้าเล่นกันตามเกมแล้วความต้องการและรสนิยมทางการเมืองของพวกเขาไม่อาจกำเสียงส่วนมาก สลิ่มจำนวนมากจึงหันไปหาวิธีการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของกษัตริย์และกองทัพดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หรืออีกวิธีหนึ่งก็ืคือการแก้ไขกติกาให้เสียงของประชาชนมีความสำคัญน้อยลง เช่น ข้อเสนอ 70/30 ของพันธมิตร หรือเสนอให้คนจบปริญญาตรีขึ้นไปเท่านั้นที่จะมีสิทธิเลือกตั้ง (ดูรูปด้านล่างประกอบ) พวกเขาคงจะคิดว่ายิ่งลดทอนความเป็นประชาธิปไตยให้ได้มากเท่าไหร่ ความต้องการทางการเมืองของตนก็คงจะสมหวังได้ง่ายขึ้น

Salim article 3

๕.ขาดเหตุผลและความรู้ นี่เป็นปัจจัยที่ทำให้สลิ่มถูกปรามาสจากเสื้อแดงมาโดยตลอด เนื่องจากสลิ่มมักขาดเหตุผลที่ดีในการแสดงออก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่เคยยกไปในข้อที่ ๑ ก็คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สลิ่มก็มักใช้เหตุผลว่า "ทักษิณซื้อ...ไปแล้ว" หรือในช่วงน้ำท่วมนี้เราก็จะเห็นกันได้อย่างดาดดื่นกับการแสดงออกทางการเมืองที่แสนจะน่าตลกขบขันปนหดหู่ เช่น ด่ายิ่งลักษณ์ว่าโง่ โดยที่คนด่าก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาแสดงได้ว่ายิ่งลักษณ์โง่อย่างไร เธอทำงานผิดพลาดอย่างไร หรือเหน็บแนมในเรื่องที่ไม่เป็นสาระ เช่นเรื่องรองเท้าลุยน้ำของนายก เรื่องท่าทาง ไปจนถึงเรื่องการจับมือกับโอบามา (ซึ่งบางอย่างที่ยกมาก็เป็นเรื่องเท็จ) นอกจากนั้นแล้วสลิ่มยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีความรู้พื้นฐานทางการเมือง-สังคม-ประวัติศาสตร์ที่ดีพอ ทำให้บางครั้งหาข้อสนับสนุนความคิดของพวกเขาเป็นไปอย่างลักลั่น ขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าขัน เช่น กลุ่มพันธมิตรใช้เหตุการณ์ ๖ ตุลามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของตน ทั้งที่สิ่งที่พันธมิตรกระทำก็เป็นสิ่งเดียวกันที่ฆ่านักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลา หรือในกรณีข้อเสนอเรื่องสิทธิเลือกตั้งกับวุฒิปริญญาตรีก็แสดงให้เห็นว่าคนเสนอไม่ได้มีความรู้เกี่ยวทางสังคมและหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ดีพอแต่อย่างใด (กรุณาอ่าน http://www.prachatai.com/journal/2011/11/37879)

๖.มีความหลงผิดว่าตนเองดีเลิศและสูงส่งกว่าคนอื่น ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุอันใด ทำให้สลิ่มที่พบเจอมักจะเป็นชนชั้นกลางไปถึงสูงที่มีการศึกษา ส่วนหนึ่งอาจเป็นคนเมืองหรือคนชนบทที่สมาทานความเป็นคนเมืองไว้พอสมควร ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสลิ่มจะต้องชิงชังทักษิณอย่างถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อภาพของคนที่ชื่นชอบทักษิณส่วนใหญ่เป็นคนชนบท-คนชั้นล่าง ทำให้สลิ่มนำภาพรวมดังกล่าวมาเปรียบเทียบ และยกสถานะตนเองในแง่ของชนชั้นและการศึกษาว่าเหนือกว่าอีกฝ่าย การยกตนนี้ลุกลามไปจนถึงการแสดงออกทางการเมือง สลิ่มจะคิดไปว่าความคิดทางการเมืองในแบบของตนนั้นดีเลิศและสูงส่งกว่าของคนอื่นโดยเฉพาะเสื้อแดง นั่นเป็นที่มาของอาการ "ตีอกชกหัว" ของสลิ่มทั้งหลายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเพื่อไทยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ สลิ่มทั้งหลายไม่รีรอที่จะ "ขึ้นธรรมาสน์" ด่ากราดสั่งสอนคนที่เลือกเพื่อไทยว่่าโง่-ไม่มีการศึกษา-ไม่มีวิจารณญาณ-ถูกซื้อเสียง ขณะเดียวกันก็ชูหางตนเองว่าตนเองนั้นเหนือกว่าพวกควายแดง เพียงแต่มีจำนวนน้อยกว่า (นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยที่ได้ยกไปข้างต้น)

ความหลงตนประการนี้ทำให้ัในการแสดงออกทางการเมืองหลายครั้งสลิ่มละเลยที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดตน(ย้อนกลับไปอ่านข้อ๕) เพราะมีความหลงว่าสิ่งที่ตนเชื่อนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาความไร้เหตุผลและการขาดความรู้ที่สลิ่มแสดงออก มันก็ยิ่งชวนขบขันในความหลงตัวเองของสลิ่ม ดังที่สหายท่านหนึ่งได้เขียนเสียดสีไว้ว่า สลิ่ม (SLIM) นั้นย่อมาจาก Special League of Intellectual and Morality คือพวกที่คิดไปเองว่าตนเองมีมาตรฐานปัญญาและศีลธรรมที่เหนือกว่าชาวบ้าน แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้แสดงให้เราเห็นเช่นนั้นแต่อย่างใด

ต้นตอของความเป็นสลิ่ม

เราจะเห็นว่าคุณลักษณะของสลิ่มที่ยกมานั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก อาการที่ ๑ ก่อให้เกิดอาการที่ ๒ อาการที่ ๓ ก่อให้เกิดอาการที่ ๔ อาการที่ ๕ เป็นปัจจัยของอาการที่ ๑...

อย่างไรก็ดีหลังจากที่วิเคราะห์ได้ระยะหนึ่งผู้เขียนก็พอจะสรุปได้ว่า ความเป็นสลิ่มนี้มีมูลเหตุพื้นฐานมาจากสิ่งหนึ่ง นั่นคือ Ignorance (ผู้เขียนเคยใช้คำภาษาไทยว่า "ความโง่เขลา" แต่เมื่อนำคำนี้ไปใช้ในการถกเถียงในเว็บบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่งปรากฏว่าวงแตกทันที ทำใ้ห้คิดว่าจะเป็นการดีกว่าที่จะใช้คำทับศัพท์โดยไม่แปล) 

ในวิกิพีเดียอธิบายว่า Ignorance หมายถึง a state of being uninformed (lack of knowledge) หรือสภาวะของความไม่รู้/การขาดความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง Ignorance นี้ต่างจากความโง่เง่า (Stupidity) เพราะความโง่เง่าแสดงถึงศักยภาพทางสมองที่ต่ำ แต่คนที่มี Ignorance นั้นอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องก็ได้ (เราจึงเห็นสลิ่มเป็นได้ทั้งหมอ วิศวกร ทนาย อาจารย์มหาวิทยาลัย) แต่ Ignorance เป็นการไม่รู้เพราะเลือกที่จะไม่รู้ เลือกที่จะไม่รู้เพราะอคติหรือบางสิ่งกำลังบังตา ทำให้คนที่มี Ignorance นั้นขาดเหตุผลและเกิดความคิดที่ผิดๆไปหมด(เช่นเดียวกับสลิ่ม) ในที่นี้สมมติฐานของผู้เขียนก็คือ ความเกลียดชังทักษิณและการหมกมุ่นในลัทธิกษัตริย์นิยมได้กลายเป็นคติที่มาบดบังสติปัญญาของคนจำนวนหนึ่ง ทำให้เกิด Ignorance และเมื่อเกิด Ignorance ก็เป็นตัวก่ออาการที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้นในลักษณะนี้

  • มี Ignorance ทำให้ไม่เข้าใจประชาธิปไตย
  • มี Ignorance ทำให้ไม่เห็นข้อเสียของรัฐประหาร
  • มี Ignorance ทำให้ละเลยข้อเท็จจริง และบริบทประวัติศาสตร์
  • มี Ignorance ทำให้ขาดเหตุผล
  • มี Ignorance ทำให้คิดว่าตนเหนือคนอื่น
  • มี Ignorance ทำให้ความเกลียดชังทักษิณยิ่งเข้มข้นขึ้นโดยไม่ตรวจสอบ
    ฯลฯ (สามารถสรุปเป็นแผนผังได้ดังนี้)

Salim article 4

ถึงที่สุดแ่ล้วผู้เขียนเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ตรงข้ามฝ่ายเสื้อแดงจะเป็นสลิ่ม ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เกลียดทักษิณจะเป็นสลิ่ม แต่เป็น Ignorance และอาการข้างเคียงนั้นเองที่ทำให้ใครคนหนึ่งกลายเป็นสลิ่ม

หากท่านเกลียดทักษิณ แต่ท่านมีสติพอจะเข้าใจว่าปัญหาของการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากทักษิณคนเดียว

ท่านไม่ใช่สลิ่ม!

หากท่านอยู่ตรงข้ามกับเสื้อแดง แต่ท่านเห็นว่าทหารไม่ควรก้าวก่ายการเมือง 

ท่านไม่ใช่สลิ่ม!

หากท่านฝักใฝ่สถาบันกษัตริย์ แต่ท่านเห็นว่าอำนาจของกษัตริย์ก็ควรอยู่ในครรลองของประชาธิปไตย

ท่านไม่ใช่สลิ่ม!

หากท่านด่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ด่าอย่างมีเหตุผลและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

ท่านก็ไม่ใช่สลิ่ม!

ดังนั้นถึงตรงนี้ผู้เขียนอยากฝากคำถามไปถึงคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล/เสื้อแดงว่า ท่านมีลักษณะอย่างที่กล่าวมาหรือไม่ ท่านได้ตรวจสอบตัวท่านเองบ้างหรือเปล่า และท่านมีความคิดที่จะกำจัด Ignorance ของท่านทิ้งไปบ้างหรือไม่ เพราะถึงที่สุดแล้วสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังขนานนามและหยามหยันท่านอยู่นั้น มันก็ล้วนเกิดจากตัวท่านเองทั้งสิ้น ในอดีตโคลงโลกนิติบอกเราไว้ว่า

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ    ในตน

กินกัดเนื้อเหล็กจน    กร่อนขร้ำ

บาปเกิดแก่ตนคน    เป็นบาป

บาปย่อมทำโทษซ้ำ    ใส่ผู้บาปเอง

แต่นาทีนี้เราคงต้องเปลี่ยนกันใหม่แล้วล่ะว่า "สลิ่มเกิดแต่เนื้อในตน" 

 

ที่มา: เฟซบุ๊ก Faris PHar Yothasamuth

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ทดลองซ้ำยืนยัน นิวทรีโนยังคงเดินทางเร็วกว่าแสง

Posted: 20 Nov 2011 08:15 AM PST

จากเมื่อสองเดือนที่แล้ว ห้องแล็บของเซิร์นและห้องแล็บของแกรนแซสโซ ได้ทำการทดลองส่งผ่านอนุภาคนิวทรีโนและตรวจวัดเวลาได้ว่าสามารถเดินทางไวกว่าแสง สร้างความฉงนสงสัยแก่วงการฟิสิกส์ จนต้องมีการทดลองอีกครั้งเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจจะมาจากการทดลอง ซึ่งผลออกมายังคงยืนยันว่านิวทรีโนเป็นอนุภาคที่เดินทางไวกว่าแสง

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทำลองอนุภาคที่เดินทางไวกว่าแสงที่ชื่อนิวทรีโนเป็นครั้งที่ 2 และได้ผลการทดลองว่านิวทรีโนสามารถเดินทางไวกว่าแสงโดยการทดลองครั้งนี้ได้ลบล้างตัวแปรวัดผลที่ผิดพลาดจากครั้งแรกได้ (แฟ้มภาพ/ที่มาของภาพ: : Cern/Science Photo Library)

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2011 สำนักข่าวเดอะ การ์เดียน รายงานว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทำลองอนุภาคที่เดินทางไวกว่าแสงที่ชื่อนิวทรีโนเป็นครั้งที่ 2 และได้ผลการทดลองว่านิวทรีโนสามารถเดินทางไวกว่าแสงโดยการทดลองครั้งนี้ได้ลบล้างตัวแปรวัดผลที่ผิดพลาดจากครั้งแรกได้

ผลการทดลองในครั้งนี้ที่ 2 นี้มีการนำมาเผยแพร่ในเว็ยไซต์ Arxiv.org เมื่อตอนเช้าของวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา และมีการส่งเพื่อตีพิมพ์ในวารสารการประเมินทางวิชาการ (peer review) ชื่อ Journal of High Energy Physics โดยก่อนหน้านี้มีการรับรองการวัดผลจากการทดลองส่งอนุภาคดังกล่าวทางใต้ผืนโลกจากห้องแล็บของเซิร์นในเจนีวา ไปยังห้องทดลองแกรนแซสโซในอิตาลีในระยะห่าง 720 กม. ซึ่งอนุภาคนิวทรีโนนี้จะสามารถเดินทางได้ไวกว่าแสงเสมอ

เดอะ การ์เดียน ระบุอีกว่าการทดลองอนุภาคนิวทรีโนนี้อาจสร้างการสั่นสะเทือนแก่กฏเกณฑ์ทางฟิสิกส์ ไม่เพียงแค่ว่าเป็นผลการทดลองที่ขัดกับทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษของไอน์สไตน์เท่านั้น แต่หากการทดลองมีความถูกต้องแม่นยำก็อาจเปิดช่องทางความเป็นไปได้ในการส่งข้อมูลย้อนกลับไปในอดีต บดเบลอเส้นแบ่งระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และทำลายหลักการพื้นฐานเรื่องเหตุและผล

แต่ก็มีบางคนที่ไม่เชื่อถือการทดลองดังกล่าว อย่างเช่นศาตราจารย์ จิม อัล-คาลิลี นักฟิสิกส์และพิธีกรรายการทีวีจากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์พูดเย้ยว่า หากผลการทดลองสามารถพิสูจน์ได้ว่านิวทรีโนสามารถเดินทางไวกว่าแสงจริง เขาจะยอมกินกางเกงบ็อกเซอร์ของเขาออกทีวี

ผลการทดลองก่อนหน้านี้พบว่า นิวทรีโนจะเดินทางได้เร็วกว่าแสง 60 นาโนวินาที (นาโนวินาที = 0.0000000001 วินาที) จากการเดินทางผ่านสูญญากาศ

นักวิทยาศาสตร์รายอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าการทดลองในครั้งแรกมีตัวแปรที่สามารถสร้างความผิดพลาดคือการที่จังหวะการส่งอนุภาคของเซิร์นนั้นห่างเกินไป โดยวางระยะห่างการส่งไว้ที่ครั้งละ 10 ไมโครวินาที (ไมโครวินาที = 0.0000001 วินาที) ทำให้การวัดผลการมาถึงของอนุภาคนี้ในแกรน แซสโซ อาจเกิดความผิดพลาดได้สูง

เพื่อแก้ไขตัวแปรที่เสี่ยงต่อความผิดพลาดนี้ ในการทดลองครั้งล่าสุดระยะห่างการส่งอนุภาคจากเซิร์นจึงถูกลดลงหลายพันเท่าจนเหลือระยะห่างอยู่ราว 524 นาโนวินาทีต่อครั้ง ซึ่งจะสามารถทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่แกรนแซสโซวัดเวลาการมาถึงของนิวทรีโนได้แม่นยำขึ้น

แมทท์ สตราสเลอร์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ส อธิบายเหตุผลว่าที่ต้องเว้นระยะห่างการส่งอนุภาคให้สั้นลงนั้นเพื่อให้ผู้วัดผลไม่ต้องวัดรูปร่างและช่วงลำของอนุภาค "มันเหมือนกับการส่งเสียงคลิกเดียวๆ ต่อๆ กัน แทนการส่งเสียงแตรยาวๆ ไป" แมทท์กล่าว "ถ้าเป็นอย่างหลัง คุณก็ต้องวัดด้วยว่าเสียงแตรเริ่มและหยุดเมื่อใด แต่ในอย่างแรก คุณแค่คอยฟังเสียงคลิกแล้วก็จบไป พูดอีกอย่างคือหากมีอัตราการส่งที่สั้นคุณไม่จำเป็นต้องวัดรูปร่างของห้วงจังหวะ (pulse shape) แต่จะวัดแค่เวลา"

"แล้วคุณก็ไม่จำเป็นต้องวัดนิวทรีโนนับพันเพื่อสร้างห้วงจังหวะซ้ำๆ เมื่อคุณวัดช่วงหัวและช่วงท้ายได้ถูก คุณก็ต้องการแค่จำนวนเล็กน้อย อาจจะแค่ 10 อนุภาคเพื่อเช็คเวลาของห้วงจังหวะที่นิวทรีโนเข้ามาในห้องทดลอง OPERA" แมทท์กล่าว

ในการทดลองครั้งล่าสุดมีการวัดนิวทรีโน 20 ครั้งที่แกรนด์แซสโซ ตรงตามการส่งมาจากเซิร์น นักวิทยาศาสตร์สรุปการวัดผลครั้งล่าสุดว่านิวทรีโนดูจะมาถึงก่อนเวลาอันควรเช่นเคย

"จากเครื่องเร่งอนุภาคของเซิร์นที่สร้างลำอนุภาคใหม่ทำให้พวกเราสามารถวัดผลเวลาการมาถึงของนิวทรีโนได้อย่างแม่นยำ อนุภาคต่ออนุภาค" ดาริโอ ออเทียโร จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) กล่าว "พวกเราวัดผลนิวทรีโน 20 อนุภาค ด้วยความแม่นยำที่มากกว่าการทดลองครั้งก่อนหน้านี้ถึง 15,000 เท่า นอกจากนี้แล้วการวิเคราะห์ผลก็ทำได้ง่ายกว่า และไม่ต้องขึ้นอยู่กับการวัดโครงสร้างเวลาจากห้วงจังหวะของโปรตอน และสิ่งอื่นๆ ที่มาจากนิวทรีโน"

เฟอร์นานโด เฟอโรนี ประธานสถาบันนิวเคลียร์ฟิสิกส์ของอิตาลีออกแถลงการณ์ระบุว่า "การวัดผลที่มีความละเอียดอ่อนและฉีกหลักการฟิสิกส์เช่นนี้ต้องมีการใคร่ครวญเป็นพิเศษ ส่วนการทดลอง OPERA นั้นต้องขอบคุณเครื่องยิงลำอนุภาคพิเศษของเซิร์น ที่ทำให้การทดลองนี้มีผลการทดลองที่สอดคล้องกัน การที่ผลการทดลองออกมาเป็นบวกยิ่งทำให้พวกเรามั่นใจในผลลัพธ์มากขึ้น แม้ว่าการทดลองวัดผลที่อื่นของโลกควรจะเป็นผู้ให้คำตอบก็ตาม"

ตั้งแต่ที่ทีมทดลอง OPERA (Oscillation Project with Emulsion-tRacking Apparatus) ในแกรนแซสโซประกาศผลการทดลองออกมา นักฟิสิกส์ทั่วโลกจำนวนมากก็เขียนงานวิชาการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ ไม่ว่าจะในฐานะของผลการทดลองที่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยหรือการเสนอแนวคิดทางฟิสิกส์แบบใหม่

ดร. คาร์โล คอนทาลดี จากอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน เสนอว่าผลจากแรงโน้มถ่วงที่ต่างกันในเซิร์นและแกรนแซสโซอาจส่งผลต่อนาฬิกาที่ใช้วัดเวลาของนิวทรีโน นักวิทยาศาสตร์รายอื่นๆ พูดถึงไอเดียใหม่เกี่ยวกับฟิสิกส์ที่มีการดัดแปลงแนวคิดเรื่องสัมพันธภาพพิเศษโดยพูดถึง 'มิติที่สูงกว่า' ที่ทำให้เกิดผลเกินความคาดหมาย

อย่างไรก็ตาม ออเทียโร จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศสก็กล่าวว่า การทดลองวัดความเร็วของอนุภาคนิวทรีโนควรมีการตรวจสอบโดยการทดลองอิสระจากที่อื่นก่อน เพื่อที่ว่าจะเป็นการยืนยันหรือลบล้างผลการทดลองนี้ได้ ขณะเดียวกันทางการทดลอง OPERA ก็จะมีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องวัดอนุภาค muon เครื่องใหม่ในปีหน้าเพื่อเพิ่มความแม่นยำของผลการทดลอง

การค้นหาข้อผิดพลาดก็ยังไม่จบสิ้นลง โดย จาคส์ มาร์ติโน ผู้อำนวยการสถาบันนิวเคลียร์แห่งชาติและฟิสิกส์อนุภาคที่ CNRS กล่าวว่าเขาจะตรวจสอบการทดลองเช้มงวดกว่านี้รวมถึงการเช็คให้แน่ใจว่านาฬิกาของเซิร์นและแกรนแซสโซมีความแม่นตรงตามเวลากันด้วย โดยอาจหันมาใช้เส้นใยนำแสง (optical fiber) แทนระบบพิกัดจัพัเอส (GPS) ที่ใช้ในตอนนี้

การตรวจสอบและเปลี่ยนเครื่องมือดังกล่าวจะช่วยขจัดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลของทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ที่บอกว่านาฬืกาจะเดินด้วยจังหวะไม่เท่ากันซึ่งเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อนาฬิกา โดยนาฬิกาที่อยู่ใกล้ผืนโลกมากกว่าจะเดินช้ากว่าตัวที่อยู่ไกลจากผืนโลกออกไป

ซึ่งความต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนาฬิกาที่เซิร์นกับแกรนแซสโซ อาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้อนุภาคนี้ถูกวัดว่าเดินทางเร็วกว่าแสงก็เป็นได้

 

ที่มา: Neutrinos still faster than light in latest version of experiment, The Guardian, 18-11-2011
http://www.guardian.co.uk/science/2011/nov/18/neutrinos-still-faster-than-light

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ใต้เท้าขอรับ: ยิ่งลักษณ์พูด... “ใคร” ฟัง

Posted: 20 Nov 2011 08:10 AM PST

การโจมตียิ่งลักษณ์ในฐานะที่เธอ “พูดไม่เป็น” ทั้งในพากย์ไทยและอังกฤษนั้น เป็นสิ่งที่ถูกนำมาเป็นประเด็นโจมตีนับตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่สนามการเมือง

นักสื่อสารย่อมเห็นตรงกันว่า การสื่อสารของยิ่งลักษณ์นั้นติดขัด แต่เธอ “ล้มเหลว” ในการสื่อสารหรือไม่ แนวทางที่วิเคราะห์วิจารณ์ที่ผ่านมามุ่งไปที่ตัวยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้พูด

แต่เมื่อประเด็นการโจมตียิ่งลักษณ์ “ขายไม่ออก” จึงน่าสนใจว่า ในการสื่อสารทางการเมือง คงไม่อาจมองที่ตัวผู้ส่งสารแต่เพียงอย่างเดียว

ในวันเดียวกับที่ยิ่งลักษณ์พูดภาษาอังกฤษในการแถลงข่าวร่วมกับฮิลลารี คลินตัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ บัน คีมุน ก็แถลงข่าวด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีซึ่งเชื่อได้ว่า สื่อไทยและคนไทยไม่คุ้นชิน แต่ก็ไม่มีใครพูดถึง ผู้นำในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกน้อยคนที่จะพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่ดี มีผู้เสนอและยกตัวอย่างว่าผู้นำเหล่านี้ใช้ล่ามในงานพิธีการ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งลักษณ์ก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน แต่ยิ่งลักษณ์ควรใช้ล่ามในงานพิธีการหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่สังคมไทยถกเถียง และเป้าหมายหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ก็มิใช่เพื่อเสนอแนะทางเลือกให้ดีขึ้น หากแต่เพื่อดูถูกเหยียดหยาม ปรามาสเธอในฐานะผู้นำที่น่าอับอายต่างหาก

การชี้วัดคนจากสำเนียงภาษาเป็นเรื่องคร่ำครึ ยิ่งเมื่อโลกติดต่อกันบนพื้นฐานของการเคารพในความแตกต่างหลากหลายและความเท่าเทียม

และการเป็นผู้นำ มิใช่การมีคุณสมบัติเลิศลอยกว่าประชาชนของตัวเอง ผู้นำยิ่งมีคุณสมบัติวิเศษ ยิ่งอยู่ห่างจากประชาชนของตนเองมากเท่านั้น สื่ออังกฤษอย่างไทมส์ เคยวิพากษ์วิจารณ์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ในแง่มุมนี้ และวิพากษ์กระทั่งว่า ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่เขามี (จบการศึกษาจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ผลิตผู้นำให้กับหลายประเทศ ซ้ำยังเกิดที่อังกฤษอีกด้วย) เขาจึงเหมาะสมที่จะเป็นนักการเมืองอังกฤษเสียยิ่งกว่าจะเป็นนายกของไทย คำวิพากษ์วิจารณ์ทำนองนี้ ฟังดูเหมือนคำชมหรือคำเหน็บแนมกันแน่ ความรู้สึกบวกหรือลบที่ได้ คงช่วยตอบได้ว่าคุณคือกลุ่มเป้าหมายของผู้นำแบบไหน

ยิ่งลักษณ์คือภาพที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่จากพี่ชายหรือจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่จากประชาชนจำนวนหนึ่งที่ต้องการส่งเสียงยืนยันสิทธิทางการเมืองของตน โดยมิได้สนใจว่าผู้นำของตนคือ “ใคร” มากเท่ากับ ผู้นำคนนั้นเข้าสู่อำนาจ “อย่างไร” การมีเธออยู่นั้นเพียงพอแล้ว แต่เธอจะอยู่แล้วพูดอะไรอย่างไร เป็นเรื่องรองลงไป

มากไปกว่านั้น ประชากรกลุ่มใหญ่ที่ยิ่งลักษณ์สื่อสารได้สัมฤทธิ์ผล ก็อาจเป็นเช่นเดียวกับยิ่งลักษณ์หรือหนักข้อกว่า คือไม่ได้พูดภาษาไทยกลาง และไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ มิพักต้องไปหวังถึงสำบัดสำนวนสละสลวยแสดงไหวพริบปฏิภาณ ลำพังพูดให้รู้เรื่องยังยาก ซึ่งคือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ภาษาหรือสำเนียงที่ยิ่งลักษณ์ใช้จึงไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับผู้ฟังกลุ่มนี้

ผู้มีการศึกษาดี ภาษาดีแต่ไม่นิยมกติกาการเลือกตั้ง ถ้าไม่ยอมเข้าใจปรากฏการณ์นี้ ก็ย่อมไม่มีวันเข้าใจได้ว่าทำไมตนจึงเป็นผู้แพ้ทุกครั้งที่ออกไปลงคะแนนเสียง

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

Posted: 20 Nov 2011 08:01 AM PST

.ยกเลิกการชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ..เนื่องจาก..สาระสำคัญยังเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม ตามที่รัฐบาลชุดที่แล้ววางไว้..

โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทหารพรานนำหน้าขบวนครูรือเสาะ ถกมาตรการใหม่คุ้มครอง

Posted: 20 Nov 2011 07:23 AM PST

เพิ่มกำลังทหารพรานรือเสาะ คุ้มครองความปลอดภัยนำหน้าขบวนครู สมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถกหามาตรการใหม่ เสนอรัฐบาลผ่าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

บุญสม ทองศรีพลาย


นายบุญสม ทองศรีพลาย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ในขณะนี้สมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับมาตรการการรักษาความปลอดภัยของครูในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สวัสดิการของครูที่เหมาะสมเพื่อจะทำให้ครูอยู่ในพื้นที่ได้นาน และแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ เพื่อทำเป็นโมเดลเสนอต่อรัฐบาล โดยจะเสนอผ่าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายบุญสม เปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมาสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ประชุมแผนวางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตลอดก่อนเปิดภาคเรียนทุกครั้ง และยังได้ประชุมร่วมกับแม่ทัพภาคที่ 4 เดือนละ 1 ครั้ง เรื่องมาตรการการคุ้มครองครู

“ที่ผ่านมาเหตุการณ์ร้ายยังคงเกิดขึ้นกับครู แสดงว่ามาตรการคุ้มครองครูยังมีปัญหาอยู่ เช่น ในพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอหรือตำบล ซึ่งยังมีปัญหาในเรื่องความรับผิดชอบของแต่ละกองกำลังที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้” นายบุญสม กล่าว

นายบุญสม เปิดเผยว่า บางพื้นที่ที่เคยทำบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) เรื่องการคุ้มครองครูกับหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ยังไม่เกิดผล เพราะบางหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า เปิดเผยว่า พล.ต.สุภัช วิชิตการ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (รอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน). แจ้งว่า จะเพิ่มกำลังทหารพรานอีก 1 กองร้อยในพื้นที่อำเภอรือเสาะ เป็นการเสริมกำลังของหน่วยเฉพาะกิจ นราธิวาสที่ 30 ที่มีอยู่แล้ว เพื่อจะรักษาความปลอดภัยครู โดยจะให้ทหารพรานทำหน้าที่หลักนำหน้าขบวนครูทั้งไปและกลับจากโรงเรียนทั้ง 44 โรงในอำเภอรือเสาะ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พล.ต.สุภัช วิชิตการ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (รอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน.) เรียกประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษายะลา ปัตตานีและนราธิวาส รวม 11 เขต ผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหน่วยงานด้านความมั่นคง กว่า 30 คน เข้าร่วมประชุมหารือหาจุดบกพร่องของมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยครู หลังเกิดเหตุลอบทำร้ายครูและเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ 3 ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 11 เขตและผู้บริหารสถานศึกษามีความเห็นว่า การดูแลรักษาความปลอดภัยคณะครูในพื้นที่เสี่ยงยังบกพร่อง การปฏิบัติงานยังขาดการเชื่อมต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ และมาตรการต่างๆ ยังไม่เข้มงวด 100 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องการให้หน่วยกำลังฝ่ายต่างๆ ประสานการปฏิบัติงานให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อปิดช่องว่างในจุดเสี่ยงภัยต่างๆ ที่คาดว่าจะเป็นช่องทางให้กลุ่มคนร้ายสามารถก่อเหตุได้

นอกจากนี้ อยากให้หน่วยกำลังในพื้นที่ทั้งหมด ไม่ว่าทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง รวมทั้งกองกำลังภาคประชาชน เปิดเวทีสัมมนาหาข้อสรุปและแนวทางการดูแลความปลอดภัยร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน

ขณะที่ในพื้นที่เสี่ยงของอำเภอรือเสาะ กำลังเจ้าหน้าที่ทหารชุดพัฒนาสันติ ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยได้ถอนออกนอกพื้นที่ไปแล้ว จำนวน 19 หน่วย ทำให้การดูแลรักษาความปลอดภัยไม่ทั่วถึง หากเป็นไปได้อยากให้มีเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้เต็มพื้นที่เหมือนเดิม

 พล.ต.สุภัช กล่าวยอมรับความผิดพลาดในการดูแลรักษาความปลอดภัยคณะครูในครั้งนี้ จนทำให้คณะครูถูกลอบทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และได้รับปากข้อเสนอของคณะครูที่จะให้มีการปรับแผนการรักษาความปลอดภัยครูใหม่ เน้นการปรับแผนทางด้านการข่าวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด และจะเพิ่มความเข้มในการดูแลรักษาความปลอดภัยคณะครู บุคลากรทางการศึกษาและโรงเรียน โดยจะอุดช่องว่างระหว่างพื้นที่ จะมีการเขื่อมต่อและประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยกำลังในพื้นที่ไม่ว่าตำรวจ ฝ่ายปกครอง กองกำลังภาคประชาชน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาและชาวบ้าน ให้มีความพร้อมและช่วยสอดส่องดูแลและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยคณะครู

วันเดียวกัน นายฮานาปี แวมิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดือแลหะยี ตำบลสุวารี ในฐานะประธานกลุ่มโรงเรียนสุวารี-สามัคคี พร้อมผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูในอำเภอรือเสาะ 40 โรงเรียน ประมาณ 300 คน ได้มารวมกันตัวกันที่อาคารชมรมข้าราชการผู้สูงวัย อำเภอรือเสาะ เขตเทศบาล ตำบลรือเสาะ เพื่อหารือถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ หลังเกิดเหตุลอบทำร้ายครูโรงเรียนบ้านละหาร อำเภอรือเสาะ เมื่อเย็นวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 จนเป็นเหตุให้ครูได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ทำให้กลุ่มครูจาก 8 โรงเรียน ในตำบลสุวารี สามัคคีและรือเสาะออกประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เป็นเวลา 10 วัน และจะเปิดสอนอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เลือกตั้งกรรมการอิสลาม เวทีเสวนาฝากดูแลเหยื่อไฟใต้

Posted: 20 Nov 2011 07:20 AM PST

เลือกตั้งกรรมการอิสลามทั่วประเทศ 24 พ.ย. เวทีเสวนาฝากผู้นำดูแลเหยื่อไฟใต้ ดันกฎหมายอิสลาม ยะลาประเดิมเปิดตัวทีมแรก ชูนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิต จัดระบบสังคมมุสลิม

 

เริ่มเปิดตัว – กลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามในจังหวัดยะลาในนามกลุ่มอามานะห์เปิดตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง
คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา
ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลาหลังเก่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554

 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 ที่ห้องประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีการเสวนาเรื่อง บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดต่อการพัฒนาสังคม มีนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และนักวิชารเข้าร่วมประมาณ 100 คน

ทั้งนี้ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้แก่ โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดในแต่ละจังหวัด

นายอับดุลการิม รามันห์สิริวงศ์ เลขาธิการสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศ ในฐานะผู้จัด กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เพื่อให้เยาวชนมุสลิมในพื้นที่ได้รับรู้บทบาทของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และให้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลามาแถลงนโยบายและแสดงวิสัยทัศน์ แต่ปรากฏมีว่าที่ผู้สมัครจากกลุ่มอามานะเพียงกลุ่มเดียวที่เข้าร่วม

นายแพทย์อนันต์ชัย ไทยประทาน ที่ปรึกษาสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ในฐานผู้ร่วมจัด กล่าวว่า คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีความสำคัญมาก เพราะถือเป็นหัวใจของสังคมมุสลิม เพราะเป็นผู้นำที่ดูแลด้านคุณธรรมและจริยธรรมของสังคม จึงอยากให้เลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถในทุกๆด้านมากกว่าเรื่องศาสนาอิสลามอย่างเดียว เพราะปัจจุบันสังคมมีปัญหามากมายที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหายาเสพติด เด็กกำพร้าและผู้หญิงหม้าย

นายแพทย์อนันต์ชัย กล่าวว่า ต้องการให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดช่วยผลักดันร่างกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการศาสนาอิสลามยังค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรด้วย เช่น ร่างพระราชบัญญัติกองทุนซะกาต ร่างพระราชบัญญัติอาหารฮาลาล เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถจัดการเรื่องการรับรองฮาลาลให้เป็นระบบที่ดีต่อคนมุสลิมได้ รวมทั้งพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจญ์ที่ยังไม่สามารถบังคับเรื่องการบริการผู้ประกอบพิธีได้อย่างมีมาตรฐานเพียงพอ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่รอการแก้ไข

นายวุสนุง มัดดา ประธานชมรมผู้พิการทุกประเภทในจังหวัดยะลา กล่าวต่อผู้เข้าร่วมเสวนาว่า ต้องการให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดดูแลผู้พิการด้วย เนื่องจากปัจจุบันในจังหวัดยะลา มีผู้พิการทุกประเภทรวมกันประมาณ 4,000 คน ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะผู้พิการที่เป็นชาวมุสลิม ซึ่งบางครั้งระบบการดูแลผู้พิการโดยทั่วไปไม่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม ทำให้ผู้พิการชาวมุสลิมไม่อยากรับการช่วยเหลือมากนัก จึงต้องอยู่ตามยะถากรรมในหมู่บ้าน และมีหลายรายที่เป็นผู้พิการจากเหตุไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ยะลาประเดิมเปิดตัวผู้สมัครกรรมการอิสลาม
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลาหลังเก่า นายวันอับดุลกอเดร์ แวมุสตอฟา หัวหน้ากลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามในจังหวัดยะลาในนามกลุ่มอามานะห์ ได้จัดประชุมโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดทั่วจังหวัดยะลาเพื่อแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา จำนวน 30 คน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ โดยมีโต๊ะอิหม่ามเข้าร่วมประมาณ 200 คน

นายวันอับดุลกอเดร์ ในฐานะว่าที่ผู้สมัครในตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า กลุ่มอามานะห์มีนโยบายในการให้ความสำคัญกับการดูแลและแก้ปัญหาเด็กกำพร้า คนจน ผู้เข้ารับอิสลาม ผู้ติดยาเสพติด หญิงหม้ายและคนว่างงาน เนื่องจากเป็นปัญหาสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้มีนโยบายที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยจะสร้างโรงแรมเพื่อหารายได้เข้าสำนักงาน ซึ่งรายได้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ใช้บริหารสำนักงาน ใช้ในกิจการศาสนาอิสลามและช่วยเหลือคนจน

นายวันอับดุลกอเดร์ กล่าวว่า ว่าที่ผู้สมัครคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดของกลุ่มอามานะห์ เป็นคนที่มีผลงานทีดีเป็นที่ยอมรับในสังคม และเป็นบุคคลที่ยอมเสียสละทำงานเพื่อสังคม ซึ่งการทำงานของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดต้องไม่มีแค่ 4 อย่าง คือ ทำพิธีแต่งงานให้คู่แต่งงานตามหลักศาสนาอิสลาม การเป็นพยานในการหย่าร้าง การแบ่งมรดกและการแจกปฏิทินเดือนรอมาฏอนเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันมีทั้งปัญหาสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ จึงต้องสร้างองค์กรทางศาสนาอิสลามนี้ให้เข้มแข็ง

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัครทั้ง 30 คน ของกลุ่มอามานะห์ ประกอบด้วยตัวแทนจากเขตอำเภอเมือง ได้แก่ นายวันอับดุลกอเดร์ แวมุสตอฟา นายอิรอเฮม ยานยา นายนิมุ มะกาเจ นายมะ กาแม นายมะแอ ตาเฮ นายอาหามะ ยานยา นายอาซิ สุหลง นายหะยีอับดุลอาซิ บินฮาหวัง นายอับดุลเลาะ แวดอเลาะ

ตัวแทนจากอำเภอรามัน ได้แก่ นายรัมซี วันอุสมาน นายอาซิ และนิตันหยง นายดอรอแม ยีปาโล๊ะ นายฮาสัน สามะ นายมูหัมมะริดวาน เล๊ะนุ นายมะดาโอะ ซิกะ นายคอซี ยาหะแม

ตัวแทนจากอำเภอยะหา ได้แก่ นายดือเร๊ะ บาราเฮง นายเจ๊ะลอเซ็ง อาแด นายเกษม วาตู นายกอเซ็น ดีแม

ตัวแทนจากอำเภอเบตง ได้แก่ นายหะยีดอเลาะ ลูดิง นายต่วนอิสมาแอ กาโฮง

ตัวแทนจากอำเภอบันนังสตา ได้แก่ นายอับดุล อาแย นายมูหัมมัดกอซี แนปิแซ

ตัวแทนจากอำเภอกรงปินัง ได้แก่ นายอับดุลรอซัก ลาแซ นายวอแด มาฮะ

ตัวแทนจากอำเภอธารโต ได้แก่ นายซาการียา สาและ

ตัวแทนจากอำเภอกาบัง ได้แก่ นายสกรี ดาตู

สำหรับนโยบายหลักๆ ของกลุ่มอามานะห์ เช่น ด้านสาธารณสมบัติ เช่น การจัดระเบียบของทรัพย์สินสาธารณะที่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลาดูแลให้เป็นระบบ บริหารการจัดการทรัพย์สินซากาต(ทรัพย์จาการบริจาคภาคบังคับของมุสลิม)ให้เป็นระบบและมีระเบียบแบบแผน แปรเงินที่ทุกมัสยิดมอบให้สำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดแห่งละ 1,000 บาทเป็นกองทุนออมทรัพย์

ด้านสังคมและการเผยแพร่ศาสนา เช่น จัดตั้งคณะกรรมการดูแลและช่วยเหลือมุอัลลัฟ(มุสลิมใหม่) จัดระเบียบเยาวชนให้ตระหนักถึงความเป็นมุสลิม จัดตั้งคณะกรรมการห้ามและตักเตือนเยาวชนกลุ่มเสี่ยงโดยกระบวนการฮูกมปากัต(กฎแห่งความร่วมไม้ร่วมมือ) ให้อยู่ในกรอบศาสนาและจัดกิจกรรมการการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับยุคโลกาภิวัฒน์

ด้านสวัสดิการสังคม เช่น จัดสร้างที่พักแรมและที่พักอาศัยผู้สูงอายุ คนยากจนอนาถา และให้เงินช่วยเหลือโต๊ะอิหม่ามที่เสียชีวิตในจำนวนที่เหมาะสม เช่น 10,000 บาท

ด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ เช่น จัดตั้งองค์กร/คณะทำงานเพื่อประสานกับสถานศึกษาในจังหวัดยะลา เช่น ปอเนาะ ตาดีกา มัสยิด จัดการศึกษาคู่ขนาน และ บูรณาการตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาการกำหนด จัดหาทุนการศึกษาจากแหล่งต่างๆทั้งในและต่างประเทศ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

‘ประชา’ แจงร่างฯอภัยโทษทุกครั้งต้อง ‘ลับ’ ยันทักษิณไม่ได้ประโยชน์

Posted: 20 Nov 2011 07:06 AM PST

20 พ.ย. ศปภ. ASTV ผู้จัดการออนไลน์ รายงานการแถลงของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรณีร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษว่า การเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราชทุกครั้งเป็นการดำเนินการในทางลับมาโดยตลอด แต่เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์และทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ โดยที่ผ่านมา นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยคำสั่งของกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2554 คำสั่งที่ 67/2554 ว่าด้วยเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษ มีคณะบุคคลได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา 20 คน ประกอบด้วยปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน รองปลัดกระทรวงยุติธรรมหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นรองประธาน และมีกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ราชเลขาธิการ หรือผู้แทน หรือเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม หรือผู้แทน อธิบดีกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น

จากนั้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอหลักเกณฑ์การพระราชทานอภัยโทษต่อนายพีระพันธ์ ซึ่งได้มีความเห็นชอบในหลักการ โดยมีเนื้อหาสำคัญ 2 ประการ คือ1. ให้ขอพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวให้แก่นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป โดยไม่มีเงื่อนไข เว้นคดีต้องโทษประหารชีวิตและคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ 2. ขอพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีอายุตั้งแต่ 60-69 ปี โดยยกเลิกหรือผ่อนคลายเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ เท่าที่จะกระทำได้ เว้นแต่คดีซึ่งต้องโทษประหารชีวิตความผิดร้ายแรง และมีกำหนดโทษสูง และคดีอาเสพติดให้โทษ ซึ่งเดิมการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาพ.ศ. 2553 เงื่อนไขเหล่านี้ถูกกำหนดไว้ในบัญชีความผิดท้ายพรฎ.ก็ยังมีอยู่

พล.ต.อ.ประชา กล่าวด้วยว่า เงื่อนไขที่นายพีระพันธ์เห็นชอบนี้ ตนก็ได้เห็นชอบตามนั้น ไม่มีการหักล้างอะไร และได้เซ็นรับทราบ เห็นควรดำเนินการต่อไป เมื่อ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา เรื่องจึงกลับไปคณะกรรมการและร่างฯ เพื่อเสนอตนอีกครั้ง จากนั้นจึงได้แทงเรื่องไปให้กรมราชทัณฑ์ นำร่างไปหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นไปตามกฎหมาย ป.วิอาญา แล้วนำกลับเสนอตนอีกครั้งว่ามีการหารือและกฤษฎีกามีความเห็นอย่างไร ซึ่งก็ได้เห็นชอบ และเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา

กรณีที่มีการถามต่อมาว่าร่างฯนี้เอื้อประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่งหรือไม่ พล.ต.อ.ประชา ชี้แจงว่า “ตอบด้วยความสัตย์จริงว่า ไม่มี คนต้องโทษการทุจริต ตามกฎหมาย ป.ป.ช.ก็ยังอยู่ในบัญชีแนบท้าย ผู้ต้องหาเกี่ยวกับยาเสพติดก็ยังอยู่ ไม่ได้ขาดหายไปไหน การวิพากษ์วิจารณ์อาจทำให้ประชาชนสับสน จึงต้องเรียนให้ชัดเจนและไม่น่าห่วงอะไร เพราะเป็นร่างฯ ที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีส่วนใดขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใด และที่ห่วงทำประโยชน์คนใดคนหนึ่งก็ยืนยันว่าไม่มี”

เว็บไซต์เอเอสทีวีรายงานการถามของผู้สื่อข่าวที่ถามย้ำว่า โทษทุจริตมีการตัดออกหรือไม่ คนที่ไม่ได้รับโทษหรือคนที่หนีคดีมีโอกาสได้รับประโยชน์จากร่าง พรฎ.นี้หรือไม่ พล.ต.อ.ประชา กล่าวยืนยันว่า “ไม่มีครับ” เมื่อถามต่อว่า ยืนยันว่าต้องเป็นนักโทษที่ติดคุกมาก่อน พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า “ถูกต้องครับ” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ตอบให้ชัดได้เลยหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.นี้ พล.ต.อ.ประชา หยุดคิดแล้วย้อนถามว่า “จะให้ตอบเลยเหรอครับ ถูกต้องครับไม่ได้ประโยชน์”

“ผมในฐานะผู้รับผิดชอบก็เรียนชี้แจง ถ้าผมพอมีเกียรติอยู่บ้าง ก็คงจะได้รับความเชื่อถือบ้างในข้อมูลนี้ การมาชี้แจงไม่ได้ช้าเกินไป เพราะเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องลับอยู่" พล.ต.อ.ประชา กล่าว

เมื่อถามว่า เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่มาชี้แจงว่าทักษิณ ไม่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.นี้ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า มันพูดไม่ได้ เป็นเรื่องความลับ เมื่อถามว่า หากสุดท้ายทักษิณได้รับการอภัยโทษ จะทำอย่างไร พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า “ผมก็ไม่อยู่” พร้อมกับหัวเราะ

"แก้วสรร" แนะรัฐเผยร่าง กม.อภัยโทษ 
ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ยังได้สัมภาษณ์นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ กล่าวถึงคำแถลงในจดหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะไม่ขอรับการอภัยโทษ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถแสดงเจตนาที่จะรับ หรือไม่รับอภัยโทษได้ เนื่องจากกรณีดังกล่าว เป็นเรื่องรัฐบาลที่ออกกฎหมายให้มีผลตามพระราชกฤษฎีกา หากจะให้เรื่องนี้ยุติ รัฐบาลควรเปิดเผยร่างดังกล่าว ให้สาธารณชนได้รับทราบ หากเนื้อหาไม่เข้าข่าย ถือว่าเรื่องนี้เป็นข้อยุติ

 

ที่มา: เรียบเรียงจากผู้จัดการ เอเอสทีวีออนไลน์, โพสต์ทูเดย์, กรมประชาสัมพันธ์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

พันธมิตรเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมจาก สนง.กฤษฎีกาเป็นภายในบ้านเจ้าพระยา

Posted: 20 Nov 2011 06:36 AM PST

โฆษกพันธมิตรฯ เผยงดชุมนุมหน้า สนง.กฤษฎีกาพรุ่งนี้ เนื่องจาก รมว.ยุติธรรมใ้ช้ พ.ร.ฎ.อภัยโทษแบบที่รัฐบาชุด ปชป. เคยใช้ และทักษิณไม่ได้ประโยชน์ โดยจะย้่ายสถานที่ชุมนุมไปอยู่ภายในบ้านเจ้าพระยาแทน

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 17.40 น.วันนี้ (20 พ.ย.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยผ่านรายการ “ชั่วโมงข่าวสุดสัปดาห์” ทางเอเอสทีวี ว่าตามที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ประกาศแล้วว่าจะใช้พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ตามที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ทำมาแล้วในปี 2553 ทุกประการ ซึ่งยังคงเงื่อนไขว่าผู้ที่ต้องโทษด้วยคดียาเสพติดและคอร์รัปชันจะไม่ได้รับ พระราชทานอภัยโทษ เท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะได้ไม่ได้รับประโยชน์จากการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ ดังนั้น แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่า เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนท่าที และถอยจากประเด็นนี้แล้ว จึงหมดเงื่อนไขที่จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2554 นี้ ดังนั้น จึงขอประกาศยุติการชุมนุมตามที่นัดหมายแต่เดิม แต่เปลี่ยนเป็นกิจกรรมย่อยพบปะพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแกนนำและผู้ปราศรัย โดยจัดเวทีกลางแจ้งที่บ้านเจ้าพระยา วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10.00-18.00 น.

นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณพี่น้องพันธมิตรฯ ที่เตรียมจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งท่าทีการเคลื่อนไหวของพี่น้องพันธมิตรฯ ครั้งนี้ที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ทำให้รัฐบาลยอมถอย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องรีบเขียนจดหมายเปิดผนึกเมื่อเช้านี้ และต้องขออภัยพี่น้องที่ไม่ได้มาชุมนุมตามความตั้งใจ แต่เราได้เตรียมการจัดกิจกรรมสังสรรค์ไว้ต้อนรับแล้ว

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

แถลงฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ รพ.ศิริราช ฉบับที่ 46

Posted: 20 Nov 2011 06:23 AM PST

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง
เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช
ฉบับที่ 46

วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานพระอาการประชวรถุงเนื้อเยื่อบนผนังของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) อักเสบ ว่า พระอาการเจ็บบริเวณพระนาภีด้านล่างน้อยลง และมีพระปรอท (ไข้) ลดลง พระอาการทั่วไปดี คณะแพทย์ฯ ขอพระราชทานให้ประทับ (นั่ง) เป็นครั้งคราว เสวยพระกระยาหารเหลวได้ และทรงพระบรรทมได้ดี

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
สำนักพระราชวัง
20 พฤศจิกายน 2554

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กองทัพรัฐฉาน – รัฐบาลพม่าหยุดยิงชั่วคราว

Posted: 20 Nov 2011 06:05 AM PST

กองทัพรัฐฉาน SSA/RCSS กลุ่มเจ้ายอดศึก และ รัฐบาลพม่า เจรจาสงบศึกกันชั่วคราว สร้างความปรองดองในชาติตามคำเรียกร้องรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่พม่า ที่มี พล.อ.เต็งเส่ง เป็นประธานาธิบด

ที่มาของภาพ: Taifreedom.com

มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 54) คณะตัวแทนรัฐบาลพม่า และคณะตัวแทนกองทัพรัฐฉาน SSA (Shan State Army) ภายใต้การนำของพล.ท.เจ้ายอดศึก ซึ่งมีองค์กรการเมืองชื่อ สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS (Restoration Council of Shan State) ได้พบเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างกัน ที่สถานที่แห่งหนึ่งบริเวณชายแดนไทย – พม่า อันเป็นไปตามคำประกาศเรียกร้องของรัฐบาลชุดใหม่พม่า

ในการเจรจา ฝ่ายคณะตัวแทนรัฐบาลพม่ามี อูอ่องมิน รัฐมนตรีการขนส่งทางรถไฟ, ดร.เหน่วินหม่อง, ดร.จ่อหยิ่นไหล่ และ อูติ่นหม่องตาน ฝ่ายกองทัพรัฐฉาน SSA/RCSS มีพล.ท.เจ้ายอดศึก พร้อมด้วยคณะนายทหารระดับสูงหลายนาย และมีเจ้าหาญ ณ หยองห้วย บุตรชายเจ้าฟ้าส่วยแต้ก (อดีตประธานาธิบดีคนแรกสหภาพพม่า) นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า และเจ้าคืนใส ใจเย็น บรรณาธิการสำนักข่าวฉาน (SHAN) เข้าร่วมสังเกตุการณ์ด้วย

ทั้งนี้ ฝ่ายคณะตัวแทนรัฐบาลพม่าได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อ ได้แก่ 1. ให้ทั้งสองฝ่ายยุติสู้รบกัน 2. ให้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานและเปิดสำนักงานเจรจาระหว่างกัน 3. หากไม่พกพาอาวุธให้อนุญาตเข้าพื้นที่เคลื่อนไหวซึ่งกันและกัน และ 4. กำหนดวันเวลาและสถานที่ในการพบเจรจากันครั้งต่อไป

ส่วนทางด้านกองทัพรัฐฉาน SSA/RCSS ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อ เช่นกัน ประกอบด้วย 1. ขอทั้งสองฝ่ายยุติสู้รบกัน 2. ให้แก้ไขปัญหาทางการเมืองร่วมกัน 3. ขอเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนา และ 4. ขอปราบปรามยาเสพติดร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ข้อสรุปและมีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันในเรื่องยุติสู้รบกันชั่วคราว ส่วนรายละเอียดข้อเสนอต่างๆ จะนัดพบหารือกันในโอกาสต่อไป ซึ่งหลังจากสองฝ่ายได้ข้อสรุปตรงกันและมีการลงนามอย่างเป็นทางการ จะมีการเปิดประชุมใหญ่ร่วมกันในระดับรัฐสภา ที่กรุงเนปิดอว์ ต่อไป

ทั้งนี้ การเจรจาระหว่างกองทัพรัฐฉาน SSA/RCSS และรัฐบาลพม่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งกองทัพรัฐฉาน SSA/RCSS หลังจากกองทัพเมืองไตย MTA ภายใต้การนำของขุนส่า ล่มสลายเมื่อปี 2539 ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2550 รัฐบาลทหารพม่าและกองทัพรัฐฉาน SSA/RCSS เคยนัดเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างกันแล้วครั้งหนึ่ง แต่การเจรจาต้องล้มเหลว หลังสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องสถานที่

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/


"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: ขออาหารช่วยสุนัขติดเกาะที่อยุธยา

Posted: 20 Nov 2011 03:43 AM PST

อาสาสมัครของศูนย์ช่วยเหลือแรงงานที่อยุธยา บันทึกภาพฝูงสุนัขสภาพหิวโซติดเกาะบริเวณคันดินกั้นน้ำนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ฝากช่วยเผยแพร่ ระบุต้องการอาหารสุนัขจำนวนมาก

ชาญศิลป์ ทรัพย์โนนหวาย อาสาสมัครของศูนย์ช่วยเหลือแรงงาน กลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง บันทึกภาพสุนัขกว่า 50 ตัวที่ติดเกาะอยู่บริเวณคันดินกั้นน้ำนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ฝากให้ประชาไทช่วยเผยแพร่ โดยระบุว่าอาหารสำหรับช่วยสุนัขขณะนี้มีจำนวนไม่เพียงพอต่อจำนวนสุนัขที่ติดเกาะเป็นเวลานับเดือนในช่วงน้ำท่วม

โดยผู้ที่ต้องการนำอาหารไปช่วยเหลือสุนัขสามารถติดต่อได้ที่เต๊นท์ของศูนย์ ช่วยเหลือแรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วม ศูนย์บางปะอิน ถนนสายเอเซีย หมายเลข 32 กิโลเมตรที่ 1 แยกบางปะอิน โทร 085-9957195, 089-9203967

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สีสันของโลกกลางคืน: มุมมองจากสถานีอวกาศ

Posted: 19 Nov 2011 11:39 PM PST

Earth | Time Lapse View from Space, Fly Over | NASA, ISS from Michael König on Vimeo.

 

เมื่อ 12 พ.ย. Michael König ได้เผยแพร่ชุดภาพถ่ายความเร็วต่ำจากสถานีอวกาศนานาชาติของนาซา (NASA) เผยให้เห็นสีสันและแสงสว่างสุกสกาวของผิวโลกในเวลากลางคืน ภาพดังกล่าวถ่ายโดยนักอวกาศชุด 28 และ 29 (Expedition 28, 29) ที่อยู่ในสถานียานอวกาศนานาชาติสูงจากโลกราว 350 กิโลเมตร โดยมีการบันทึกภาพระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม

สถานที่ของภาพดังกล่าว เรียงตามลำดับเวลาดังนี้

1. แสงออโรราเหนือสหรัฐอเมริกาในเวลากลางคืน
2. แสงออโรราเหนือสหรัฐฯ ตะวันออกในเวลากลางคืน
3. แสงออโรราเหนือเกาะมาดากัสการ์ถึงตอนตะวันเฉียงใต้ของออสเตรเลีย
4. แสงออโรราเหนือตะวันตกของออสเตรเลีย
5. ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐถึงอเมริกากลางตอนใต้ในเวลากลางคืน

6. แสงออโรราจากมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ไปยังตอนเหนือ
7. รอบครึ่งโลก
8. แอฟริกากลางถึงตะวันออกกลางในเวลากลางคืน
9. ทะเลทรายซาฮาร่าถึงตะวันออกกลางในยามเย็น
10. แคนาดาและสหรัฐฯ ตอนกลางในเวลากลางคืน

11. แคลิฟอร์เนียตอนใต้ถึงอ่าวฮัดสัน
12. เกาะย่านฟิลิปปินส์ในเวลากลางคืน
13. จากเอเชียตะวันออกสู่ทะเลฟิลิปปินส์และเกาะกวม
14. ตะวันออกกลางในเวลากลางคืน
15. ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในเวลากลางคืน

16. แสงออโรราและสหรัฐฯ ในเวลากลางคืน
17. แสงออโรราเหนือมหาสมุทรอินเดีย
18. จากยุโรปตะวันออกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลากลางคืน

สำหรับวิดีโอดังกล่าว ทำดนตรีประกอบโดย Jan Jelinek และตัดต่อโดย Michael König

ที่มา: http://vimeo.com/32001208

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จม.จากทักษิณขอให้ลืมเรื่องเก่าๆ และไม่ขอรับอภัยโทษ

Posted: 19 Nov 2011 11:11 PM PST

ทักษิณเขียนจดหมายไม่ขอรับการอภัยโทษ เชื่อรัฐบาลจะไม่ทำการใดๆ ที่ให้ประโยชน์แก่ตนหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ชี้ช่วงนี้ต้องนำประเทศสู่ความปรองดองและฝ่าฟันวิกฤตจากน้ำท่วมใหญ่เท่านั้น วอนผู้สนับสนุนอย่าได้ผิดหวัง "เมื่อแสงแห่งธรรมปรากฎ" ทุกอย่างจะจบเอง บ้านเมืองจะอยู่ในภาวะขัดแย้งอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้

วันนี้ (20 พ.ย. 54) นายนพดล ปัทมะ ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เขียนด้วยลายมือ จากเมืองดูไบ สหรัฐสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผ่านเฟซบุค โดยเนื้อหาในจดหมายยืนยันที่จะไม่ขอรับประโยชน์จากการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวมี เนื้อหาดังนี้

พี่น้องไทยที่เคารพรัก เนื่องด้วยขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม ผมเป็นห่วงและต้องการให้ประเทศและพี่น้องประชาชนผ่านพ้นวิกฤตโดยเร็ว ซึ่งต้องการความสามัคคีปรองดองภายในชาติ จึงจะร่วมกันฟันฝ่าภัยธรรมชาติในครั้งนี้ได้

ผมขอสนับสนุนทุกมาตรการที่จะนำไปสู่ความปรองดองในชาติและไม่อยากเห็นความ พยายามใดๆ ที่จะทำให้บรรยากาศนี้เสียหาย และผมพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัว ทั้งๆที่ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมมากว่า 5 ปีแล้ว เพื่อพี่น้องประชาชนผมจะอดทน

จากการเสนอพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษประจำปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 ปี จึงมีข่าวว่าอาจจะมีผมรวมอยู่ด้วย ผมมั่นใจในหลักการที่ว่า รัฐบาลจะไม่ทำการใดๆที่ให้ประโยชน์แก่ผม หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำใดๆในช่วงนี้ต้องเป็นไปเพื่อนำประเทศสู่ความปรองดองและฝ่าฟันวิกฤต จากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมใหญ่เท่านั้น

อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระประชวรอยู่ เราต้องไม่ทำให้พระองค์ทรงหนักพระราชหฤทัยเป็นอันขาด และผมก็มั่นใจว่าท่านนายกฯของเรามีแนวคิดและความตั้งใจเช่นเดียวกับผม
 
สำหรับพี่น้องที่สนับสนุนผม ห่วงใยผม ก็ขออย่าได้ผิดหวังเพราะเมื่อแสงแห่งธรรมปรากฎทุกอย่างจะจบเอง เพราะบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะขัดแย้งอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้
 
ท้ายนี้ผมขอเรียกร้องทุกฝ่ายที่รักชาติบ้านเมืองจริง ต้องรู้จักคำว่า "FORGIVE AND FORGET" คือรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกันลืมเรื่องเก่าๆ เข้าสู่มิติใหม่ของวันพรุ่งนี้เพื่อบ้านเมืองและลูกหลานเราครับ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น