โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ส่องกระแสนักกิจกรรมหญิงคนรุ่นใหม่ในกัมพูชากับภารกิจเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกเพศ โปรดเกล้าฯ ให้...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ธงชัย วินิจจะกูล

Posted: 15 Jul 2013 01:43 PM PDT

"นี่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์หรือไม่ รอยัลลิสต์ไม่ใช่คนโง่ แต่ทำไมไม่คิดเรื่องนี้ก็ไม่ทราบ" 

14 ก.ค.56, กล่าวถึง มาตรา 112 ที่กลายเป็นเลนส์หนึ่งที่ชาวโลกใช้ในการมองประเทศไทย จากการการตีความให้ฟ้องเปรอะไปหมด โทษที่หนักรุนแรงและการไม่ให้ประกัน

อวัตถุศึกษากับอธิป: โพลชี้ทีวียังเป็นแหล่งข่าวหลักในอเมริกา

Posted: 15 Jul 2013 12:22 PM PDT

ประมวลข่าวด้านลิขสิทธิ์รอบโลกกับ 'อธิป จิตตฤกษ์' สัปดาห์นี้เสนอข่าวทวิตเตอร์ยอมเปิดเผยชื่อคนใช้ hate speech, แอปเปิ้ลโดนฟ้องละเมิดสิทธิผู้บริโภคฐานบังคับขายแต่วีดีโอ HD

 

Immaterial Property Research Center ตั้งขึ้นในวันที่ 18 มกราคม หรือ "วันเสรีภาพอินเทอร์เน็ต" เพื่อเป็นศูนย์ข่าว ศูนย์ข้อมูล และศูนย์วิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุ (หรือที่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าทรัพย์สินทางปัญญา) ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กับระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมืองในโลก ทางศูนย์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานของศูนย์ฯ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุที่เอื้อให้เกิดเสรีภาพในเชิงบวกไปจนถึงความเท่าเทียมกันของผู้คนในโลก
 

 

09-07-2013

ผลสำรวจของ Gallup ชี้ว่าอเมริกันชนเห็น TV เป็นแหล่งข่าวที่สำคัญที่สุด อินเทอร์เน็ตเป็นอันดับสอง และสิ่งพิมพ์เป็นอันดับสาม

นี่ดูจะเป็นภาพสะท้อนของความเสื่อมความนิยมของหนังสือพิมพ์เป็นเล่มๆ ที่ยอดขายโฆษณาลดลงกว่าครึ่งในรอบราวสิบปีตั้งแต่ "การปฏิวัติดิจิทัล" ช่วงต้นทศวรรษ 2000 อย่างไรก็ดีสิ่งที่จะเห็นได้ก็คือสำนักข่าวจำนวนมากก็ได้ขยายตัวเป็นเป็นเว็บข่าวในโลกออนไลน์ที่ได้รับความนิยม ซึ่งตอนนี้ก็มีการถกเถียงกันอยู่ว่ารูปแบบการหารายได้จากเว็บข่าวที่ใช้การได้ที่สุดนั้นควรจะเป็นการเก็บค่าสมาชิก หรือการขาย "โฆษณาที่เป็นเนื้อเดียวกับข่าว" (Native Advertising) (ซึ่งคนทำนิตยสารน่าจะรู้จักมานานแล้วในนามของ Advertorial)

ทั้งนี้แม้ว่าจะมีความต่างกันเล็กน้อยในการตอบสำรวจของแต่ละกลุ่มอายุ แต่ในภาพรวมยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีเพียงกลุ่มคนอายุเกิน 65 ปีเท่านั้นที่ยังรับข่าวสารจากสิ่งพิมพ์มากกว่าอินเทอร์เน็ต แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังรับข่าวสารจาก TV มากที่สุดเหมือนคนกลุ่มอื่นอยู่ดี

News Source: http://paidcontent.org/2013/07/08/gallup-poll-says-tv-is-first-for-news-the-internet-is-second-print-a-distant-third/

 

Apple โดนฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ผู้บริโภคฐานบังคับขายวีดีโอแบบ HD เท่านั้นใน iTunes Store ทั้งๆ ที่ iPhone 1-3 และ iPad Touch ไม่สามารถดูวีดีโอแบบ HD ได้

Scott Weiselberg ผู้ฟ้องกล่าวว่าเขาและผู้บริโภคอีกเป็นล้านๆ ได้ดูภาพเพียงแค่ระดับ SD เท่านั้นในราคา HD ซึ่ง Apple ก็จงใจจะทำแบบนี้

ทั้งนี้วีดีโอแบบ HD ก็เป็นมาตรฐานของ Apple ตั้งแต่ออก iTunes เวอร์ชั่น 8.0 มาในปี 2010

News Source: http://gigaom.com/2013/07/08/apple-sued-for-renting-hd-videos-to-older-iphones/

 

หนึ่งผู้ก่อตั้ง The Pirate Bay เริ่มอุทธรณ์แล้วหลังโดนตัดสินจำคุก 2 ปีคดีแฮ็คบริษัททำภาษีให้รัฐบาลสวีเดน

ทั้งนี้เขาได้แก้ต่างว่าหลักฐานที่ใช้เอาผิดเขานั้นถูก "ยัด" มา กล่าวคือมีคนเอาข้อมูลที่เป็นหลักฐานเอาผิดคอมพิวเตอร์ที่ยึดมาจากอพาร์ทเมนต์ของเขาในกัมพูชาอันเป็นที่พำนักของเขา ก่อนจะโดนจับตัวส่งกลับมาสวีเดนเมื่อปีก่อน

นอกจากนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะโดนส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปเดนมาร์คภายใต้ข้อหาทำนองเดียวกันด้วย

News Source: http://torrentfreak.com/pirate-bay-founder-appeals-jail-sentence-in-hacking-case-130708/

 

10-07-2013

รัฐบาลฝรั่งเศสยกเลิกโทษ "ตัดเน็ต" เมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ซ้ำๆ แล้ว แต่ยังคงมาตรการค่าปรับเอาไว้อยู่

ในที่สุดมาตรการ/กฎหมาย/หน่วยงาน Hatopi อันโด่งดังของฝรั่งเศสก็ยกเลิกโทษการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของหมายเลข IP ที่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ซ้ำๆ ไปแล้ว แต่จะไปเน้นการเก็บค่าปรับในการละเมิดลิขสิทธิ์แทน

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้รัฐบาลปัจจุบันของฝรั่งเศสก็มีแผ่นจะยุบหน่วยงาน Hatopi ทิ้งเนื่องจากสิ้นเปลืองงบประมาณรัฐมาก (และอาจเพราะไม่ได้ก่อให้เกิดผลที่ชัดเจนของการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย) แต่จะมีการกระจายงานให้หน่วยงานราชการอื่นทำแทน และฝรั่งเศสก็มีแผนจะ "เก็บภาษีสำเนาเถื่อน" ในบรรดาอุปกรณ์ที่สามารถเล่นไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหลายด้วย ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์อย่าง iPad และ Kindle Fire ซึ่งนี่ก็ยังเป็นมาตรการที่ยังโต้แย้งกันอยู่ แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วฝรั่งเศสจะมีมาตรการ "ภาษีสื่อเปล่า" กับซีดีและเทปคาสเซ็ตเปล่าอยู่แล้ว เนื่องจากถือโดยปริยายว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน

News Source: http://torrentfreak.com/three-strikes-and-youre-still-in-france-kills-piracy-disconnections-130709/ , http://gigaom.com/2013/07/09/au-revoir-internet-cut-off-france-revokes-anti-piracy-penalty/

 

Apple แพ้คดีสมคบคิดขึ้นราคาอีบุ๊คแล้ว

ศาลตัดสินว่าจากหลักฐานอีเมลล์และถ้อยคำของ Steve Jobs นั้น ทาง Apple ได้เป็นศูนย์กลางการสมคบคิดกับเหล่าสำนักพิมพ์ในการขึ้นราคาอีบุ๊คจริง โดย Apple ก็เล่นกับความหวาดกลัวในการผูกขาดตลาดของทาง Amazon ในการเกลี้ยกล่อมให้บรรดาสำนักพิมพ์ขึ้นราคาอีบุ๊คขึ้นพรวดพราด

News Source: http://paidcontent.org/2013/07/10/apple-is-guilty-in-the-ebook-pricing-case-for-consumers-not-much-changes/ , http://paidcontent.org/2013/07/10/court-rules-apple-fixed-ebook-prices-led-an-illegal-conspiracy/

 

11-07-2013

Will.i.am แร็ปเปอร์ชื่อดังพยายามจะระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "I Am" ประกอบอยู่เนื่องจากเขาได้จดมันไปแล้ว

เรื่องมีอยู่ว่าแร็ปเปอร์อย่าง Pharrell Williams พยายามจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าบริษัท I Am Other ของเขา ทาง Will.i.am รู้เข้าก็เลยส่งจดหมายแจ้งเตือนไปว่านั่นจะเป็นการกระทำที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า "I Am" ของเขา

ทาง Pharrell Williams ก็เลยฟ้องกลับเพื่อพยายามยืนยันว่าคำว่า "I am" นอกจากจะเป็นคำพื้นฐานในภาษาอังกฤษแล้ว ในโลกดนตรีสมัยนิยมก็ยังใช้กันมากมาย ส่วนทาง Will.i.am ก็แย้งว่าตัว Pharrell Williams เองเคยร่วมงานกับ Will.i.am มาในอดีต การที่เขาใช้เครื่องหมายการค้าว่า "I Am Other" อาจทำให้ผู้บริโภคสับสนว่าสินค้านั้นเกิดจากความร่วมมือของทั้งสองได้

News Source: http://www.techdirt.com/articles/20130703/06234123703/william-pharrell-trademarks-ham-sam-i-am.shtml

 

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Pirate Bay วางแผนจะออก "แอพ " ส่งข้อความที่ป้องกันการ "ดักฟัง"

Peter Sunde เป็นข่าวอีกครั้งหลังจากที่เขาผลักดันระบบการตอบแทนผู้สร้างสรรค์งานอย่าง Flattr (สั้นๆ คือ Flattr เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้สร้างบัญชีเงินบริจาคและกำหนดเงินในการบริจาคต่อเดือนที่ตายตัว และในอินเทอร์เน็ตก็จะมีปุ่น Flattr บนหน้าต่างๆ ถ้าผู้ใช้ไปกด ระบบก็จะจดจำไว้ว่าผู้ใช้จะบริจาคให้เว็บ/คนนั้นๆ ผู้ใช้จะกด Flattr กี่ครั้งก็ได้ต่อเดือน ระบบจะคำนวนหารจำนวนการกด และแบ่งจากยอดบริจาคที่ตั้งไว้ไปให้ทุกที่ที่กดเท่าๆ กัน)

"แอพพลิเคชั่น" (หรือโปรแกรมบนมือถือ/แท็บเล็ต) ใหม่นี้มีชื่อว่า Heml.is ซึ่งเป็นภาษาสวีเดนแปลว่าความลับ และมันก็ใช้การเข้ารหัสที่ซับซ้อนเพื่อต่อต้านการสอดแนม

ทั้งนี้ การสร้างแอพนี้อยู่ในขั้นตอนการระดมทุน และมันก็จะใช้ได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

News Source: http://torrentfreak.com/pirate-bay-founder-announces-encrypted-nsa-proof-communication-apps-130710/

 

เว็บทำ "แฟนซับ" สวีเดนโดนตำรวจบุกยึดเซอร์ฟเวอร์

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่สงครามลิขสิทธิ์ยกระดับไปเล่นงานเว็บที่นำเสนอแค่เพียงแค่ "ข้อความ" ที่แปลมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์โทรทัศน์หรือภาพยนตร์

ทั้งนี้ เว็บดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นเว็บแสวงกำไรแต่อย่างใด เพราะไม่ได้เก็บค่าสมาชิกและเป็นเพียงแค่ศูนย์กลางให้คน "บริจาค" ซับไทเทิลที่ตนแปลมาเพื่อให้คนอื่นสามารถดาวน์โหลดไปไส่กับไฟล์วีดีโอที่ตนฟังภาษาต้นฉบับไม่รู้เรื่องหรือไม่คล่องได้

News Source: http://falkvinge.net/2013/07/10/fan-subtitle-site-raided-by-copyright-industry-aided-by-police/ , http://www.techdirt.com/articles/20130710/11213223756/swedish-rights-holders-order-police-raid-to-shut-down-fan-translation-site.shtml , http://torrentfreak.com/fan-created-subtitle-site-raided-by-swedish-police-130710/

 

13-07-2013

Twitter ยอมเปิดเผยตัวตนผู้ใช้ที่ก่อ "Hate Speech"

เรื่องของเรื่องคือมีผู้ใช้ Twitter ในฝรั่งเศสใช้ Hashtag ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "good Jew" โพสต์ข้อความ

ทางกลุ่มนักศึกษายิวไม่พอใจและฟ้อง Twitter ให้เปิดเผยบรรดาชื่อผู้ใช้ที่กระทำดังกล่าว โดยอ้างกฎหมายต่อต้าน Hate Speech ของฝรั่งเศส

ในตอนแรก Twitter ดึงดันไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อผู้ใช้เพราะต้องการรักษาหลัก Free Speech เอาไว้ อย่างไรก็ดีในกรณีนี้ที่ Twitter ยอมเปิดเผยก็ดูจะเป็นการแสดงให้เห็นการโอนอ่อนผ่อนตามกฎหมายในท้องถิ่นต่างๆ ที่ระบุขีดจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ที่ต่างจากแนวทาง Free Speech

ซึ่งแน่นอนว่าการตัดสินใจของ Twitter ในครั้งนี้ก็ทำให้คนจำนวนมากที่ชื่นชมผลงานในการปกป้อง Free Speech ของ Twitter ผิดหวังไปตามๆ กัน

News Source: http://gigaom.com/2013/07/12/twitter-hands-over-user-data-in-good-jew-hashtag-controversy/

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เกิดการประท้วงหลายรัฐในสหรัฐ หลังศาลตัดสินลูกครึ่งผิวขาวไม่ผิดยิงวัยรุ่นผิวดำ

Posted: 15 Jul 2013 11:53 AM PDT

ศาลสหรัฐตัดสินคดีลูกครึ่งฮิสปานิคยิงวัยรุ่นผิวดำจนเสียชีวิต โดยพิพากษาให้พ้นผิดอ้างเหตุป้องกันตัว ทำให้ประชาชนพากันออกมาประท้วงในหลายรัฐ และผู้นำกลุ่มสมาคมคนผิวดำเตรียมดำเนินคดีทางสิทธิพลเมือง พร้อมตั้งข้องสังเกตผู้ต้องหามีแรงจูงใจจากการเหยียดผิว

15 ก.ค. 2013 - หลังจากที่ศาลในประเทศสหรัฐฯ ได้ตัดสินให้จอร์จ ซิมเมอร์แมน ชายอายุ 28 ปี ลูกครึ่งคนผิวขาว-ฮิสปานิค ไม่มีความผิดในคดีสังหาร เทรย์วอน มาร์ติน วัยรุ่นชาวผิวดำอายุ 17 ปี ทำให้มีประชาชนออกมาชุมนุมบนท้องถนน โดยที่ผู้นำชุมชนชาวผิวดำเรียกร้องให้ทางการมีการดำเนินคดีสิทธิพลเมือง (Civil Right Cases)

ในการชุมนุมที่รัฐลอสแองเจลลีส เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงกระสุนถุงตะกั่ว (bean bag) ซึ่งไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เข้าใส่ผู้ชุมนุม หลังจากที่ผู้ชุมนุมได้ขว้างปาก้อนหินและถ่านไฟฉายใส่เจ้าหน้าที่ มีผู้ถูกจับกุมหนึ่งรายแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าผู้ประท้วงโดยส่วนใหญ่ประท้วงอย่างสงบ ขณะที่ในรัฐวานฟรานซิสโก ก็มีผู้ออกมาเดินขบวนประณามการที่ศาลตัดสินให้ซิมเมอร์แมนพ้นจากความผิด

ในรัฐนิวยอร์ก เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีผู้ประท้วงหลายร้อยคนเดินขบวนจากยูเนียนสแควร์มาที่จัตุรัสไทม์สแควร์ โดยมีการหลบเลี่ยงด่านสกัดของตำรวจ ผู้เดินขบวนพากันชูป้ายและตะโกนคำขวัญว่า "ขอความยุติธรรมให้กับเทรย์วอน มาร์ติน" "ถ้าหากไม่มีความยุติธรรมก็ไม่มีสันติภาพ"

ดาราชาวผิวดำ บียอนเซ่ ก็ขอให้ทุกคนสงบนิ่งให้กับเทรย์วอนขณะแสดงคอนเสิร์ทในแนสวิลล์ รัฐเทสเนสซี ทางด้านศิลปินแรพที่ชื่อ Young Jeezy ก็ได้ผลิตผลงานเพลงออกมาเพื่อรำลึกถึงเทรย์วอน


เดอะ การ์เดียน ระบุว่าการประท้วงในสหรัฐฯ ช่วงนี้ยังถือว่าค่อนข้างเล็ก ทำให้กลัวเรื่องเหตุจลาจลที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการตัดสินคดีลดลง

เบนยามิน เจลัส ประธานสมาคมเพื่อความก้าวหน้าของกลุ่มคนผิวสีแห่งชาติ (NAACP) ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อคนผิวดำที่ใหญ่ที่ สุดในสหรัฐฯ กล่าวว่าคดีที่ซิมเมอร์แมนเดินตามและยิงเทรย์วอนจนเสียชีวิตนั้น เข้าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรมีการสอบสวนจากกระทรวงยุติธรรม

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2012 ที่เมืองแซนฟอร์ด รัฐฟลอริดา จอร์จ ซิมเมอร์แมนกำลังทำหน้าที่ผู้ประสานงานเฝ้าระวังอาชญากรรมให้กับคนในชุมชนที่เทรย์วอน มาร์ติน นักเรียชาวผิวดำเข้าไปอาศัยอยู่ชั่วคราว โดยซิมเมอร์แมนเป็นผู้แจ้งกับตำรวจก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปถึงที่เกิดเหตุที่มีการใช้อาวุธปืนเกิดขึ้น และในอีก 15 นาทีต่อมาก็มีการประกาศว่ามาร์ตินเสียชีวิต ขณะที่ซิมเมอร์แมนมีเลือดออกทางจมูกและมีรอยแผลที่ด้านหลังของศรีษะ

ซิมเมอร์แมนอ้างว่ามาร์ตินทำร้ายเขาก่อนและเขายิงมาร์ตินเพื่อเป็นการป้องกันตัว แต่ตอนที่ซิมเมอร์แมนโทรแจ้งตำรวจนั้น เขาได้ใช้คำพูดแสดงการเหยียดหยามซึ่งถูกทางตำรวจบันทึกไว้เช่น "พวกเหลือขอ" หรือ "พวกเศษเดนพวกนี้หนีไปได้เสมอ" หลังเกิดเหตุการณ์ซิมเมอร์แมนถูกตำรวจจับกุมตัวเพื่อสอบปากคำนาน 5 ชั่วโมง ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาโดยไม่ถูกตั้งข้อหาเนื่องจากตำรวจเห็นว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ขัดต่อคำให้การของเขา

แต่ต่อมาอีก 6 สัปดาห์ก็มีการฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ซิมเมอร์แมนจะก่อเหตุโดยมีแรงจูงใจเรื่องการเหยียดผิว รวมถึงไม่พบว่ามาร์ตินพกอาวุธใดๆ ก็มีการฟ้องร้องคดีนี้ใหม่ โดยอัยการได้ฟ้องซิมเมอร์แมนด้วยความผิดฐานฆาตกรรมโดยไม่มีการไตร่ตรองไว้ก่อน (second-degree murder) มีการเริ่มดำเนินคดีในชั้นศาลเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการตัดสินผลในวันที่ 13 ก.ค. ให้ซิมเมอร์แมนไม่มีความผิดในโทษฐานดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวตามกฏหมาย (Stand-your-ground)

เจลัสบอกว่าเมื่อลองพิจารณาความเห็นของซิมเมอร์แมนที่มีต่อชายหนุ่มผิวดำแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่าเรื่องเชื้อชาติน่าจะมีผลต่อการที่เขาตั้งเป้ากับเทรย์วอน

เจลัสได้ออกแถลงการณ์ทันทีที่การติดสินคดีจบลงเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ในแถลงการณ์ระบุว่า "พวกเรารู้สึกเจ็บปวดและไม่พอใจการตัดสินคดีในวันนี้ พวกเราจะฟ้องร้องคดีในฐานะคดีเกี่ยวกับสิทธิความเป็นพลเมืองต่อกระทรวงยุติธรรม พวกเราจะสู้เพื่อถอดถอนกฏหมาย 'การกระทำเพื่อการป้องกันตัว' ออกจากทุกๆ รัฐ พวกเราจะไม่หยุดยั้งจนกว่าการตีกรอบเหมารวมทางเชื้อชาติทุกรูปแบบจะกลายเป็นเรื่องผิดกฏหมาย"

เจลัสกล่าวอีกว่าเขาได้ปรึกษากับทีมอัยการของอิริค โฮลเดอร์ รมต.กระทรวงยุติธรรม และหวังว่าพวกเขาจะสามารถดำเนินการสืบสวนต่อจากการสิบคดีของเอฟบีไอเมื่อปีที่ผ่านมาได้ และเมื่อมีการพิจารณาคดีอีกครั้งพวกเขาจะตัดสินว่าควรมีการฟ้องร้องเอาผิดในคดีเกี่ยวกับสิทธิความเป็นพลเมืองหรือไม่

"พวกเราไม่พอใจต่อสถานการณ์ภายในประเทศในฐานะที่เป็นคนผิวดำ หรือพ่อแม่ของคนผิวดำ มันน่าแปลกที่คนหนุ่มสาวของพวกเราต้องมาคอยกลัวคนเลวและคนดี กลัวโจรและตำรวจ รวมถึงอาสาสมัครเฝ้าระวังในชุมนุมที่ตั่งกันขึ้นมาเองโดยคิดว่าพวกเขาจะทำให้ประชาชนปลอดภัยมากขึ้น" เจลัสกล่าว

โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ก็ได้แถลงว่าพวกเขากำลังให้อัยการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหลักฐานว่าสามารถฟ้องร้องในแง่การละเมิดสิทธิพลเมืองได้หรือไม่

ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่ากล่าวในวันเดียวกันว่า การเสียชีวิตของเทรย์วอนถือเป็น "โศกนาฏกรรม" แต่ก็บอกว่าคณะลูกขุนได้ตัดสินผลของคดีออกมาแล้วและควรอยู่ในความสงบ

ในไมอามี เมืองบ้านเกิดของมาร์ตินก็ก็มีการประท้วงอย่างสงบอยู่หลายแห่งรวมถึงมีการรวมตัวกันที่โบสถ์ ขณะที่ในแซนฟอร์ด เทรซี มาร์ติน และซาบรีนา ฟูลตัน พ่อแม่ของเทรย์วอน มาร์ติน ก็ไปร่วมชุมนุมด้วย โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้เข้ารับฟังคำพิพากษาเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

"แน่นอนว่าทั้งสองคนรู้สึกแย่มากกับการตัดสินในครั้งนี้ แต่พวกเขาก็จะเดินหน้าต่อไป" ดาร์ริล ปาร์กส์ ทนายความของครอบครัวเทรย์วอนกล่าว

ทนายความกล่าวอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่คณะลูกขุนจะตัดสินโดยไม่ใช้ความคิด และแม้ว่าพวกเขาจะยอมรับผลการตัดสิน แต่ก็เป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับและมีผู้คนไม่พอใจจำนวนมาก ไม่มีคนไหนที่มีสติดีจะติดว่าคนมีอาวุธควรยิงเด็กที่ไม่มีอาวุธ

เจ้าหน้าที่ศาลเปิดเผยว่าคณะลูกขุนประกอบด้วยผู้หญิง 6 คน ในนั้น 5 คนเป็นคนผิวขาว และ 1 คนเป็นชาวฮิสปานิค

ในการดำเนินคดีครั้งล่าสุด ซิมเมอร์แมนไม่ได้กล่าวให้การใดๆ ต่อศาล แต่ทนายความของเขาอ้างว่าเทรย์วอนเป็นคนเริ่มโจมตีก่อนโดยการต่อยซิมเมอร์แมนเข้าที่จมูกโดยไม่ทันตั้งตัวจนเขาล้มลงหัวฟาดพื้นคอนกรีต

The Guardian ระบุว่าฝ่ายอัยการพยายามให้ภาพซิมเมอร์แมนเป็นศาลเตี้ยผู้โกรธแค้น หลังจากเขาทนไม่ไหวที่มีการโจรกรรมเกิดขึ้นหลายครั้งในย่านชุมชนของเขา โดยเขาคิดเอาเองว่าเทรย์วอนผู้สวมฮูดคลุมหัวในตอนนั้นเป็นอาชญากรไปด้วย

 

 


เรียบเรียงจาก
Trayvon Martin: protesters take to the streets, The Guardian, 15-07-2013

ข้อมูลเกี่ยวกับคดี

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักการเมืองชายแดนใต้แนะรัฐตั้งกรรมการสอบ หากมีความรุนแรงช่วงรอมฎอน

Posted: 15 Jul 2013 11:43 AM PDT

เวทีเสวนาแนะรัฐตั้งกรรรมการตรวจสอบ หากมีเหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฏอน ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมมาเป็นกรรมการ เสนอโอนอำนาจผู้ว่าด้านวัฒนธรรมและอัตลักษณ์แก่นายก อบจ. ย้ายผู้ต้องขังคดีความมั่นคงมาอยู่เรือนจำภูมิลำเนา

 
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ที่ห้องประชุมขวัญจุฑา 1 โรงแรมปาร์ควิว ปัตตานี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล จัด"สานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและทางออกระหว่างนักการเมืองจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 13" โดยมีนักการเมืองในพื้นที่จำนวน 20 คนเข้าร่วมเสนาครั้งนี้ เช่นนายเด่น โต๊ะมีนา นายนัดมุจดีน อูมา สมาชิกพรรคมาตุภูมิ นายบูราฮานูดิน อุเซ็ง สมาชิกพรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.เจะอิสมาแอ เจ๊ะโมง พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน นางตัสนีม เจะตู สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส เป็นต้น
 
 
หลังจากเสร็จเวทีมีการออกแถลงการณ์ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ จำนวน 4 ข้อ โดยนายเด่น โต๊ะมีนา เป็นผู้อ่านแถลงการณ์
 
ประเด็นที่ 1 ที่ประชุมมีความยินดีและขอสนับสนุนการลดความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลา 40 วัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นจริงได้ และจะส่งผลดีต่อการพูดคุยสันติภาพต่อไป
 
ประเด็นที่ 2 อาจมีบางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและก่อเหตุรุนแรงในช่วงดังกล่าวได้ จึงขอเสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และที่ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง เพื่อให้เป็นไปตามคำแถลงความเข้าใจร่วมกันเรื่องความริเริ่มสันติภาพของตัวแทนรัฐบาลมาเลเซีย โดยให้มีองค์ประกอบที่เป็นตัวแทนภาครัฐ ได้แก่ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
 
ส่วนตัวแทนภาคปะชาสังคมได้แก่ ตัวแทนจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลามประจำ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละ 1 คน สภาทนายความ สื่อมวลชน และผู้ทรงคุณวุฒิที่ประชาชนไว้วางใจ
 
ประเด็นที่ 3 เสนอให้สร้างบรรยากาศที่ดีและเอื้อต่อการพดคุยสันติภาพ ดังนี้ 3.1 ให้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของจุฬาราชมนตรี พ.ศ. 2556 ว่าด้วยแนวทางปฏิบัติของส่วนราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเดือนรอมฎอน เช่น การสนับสนุนอาหารในการละศีลอดแก่ผู้ด้อยโอกาสในชุมชนอย่างทั่วถึง 
 
3.2 การผ่อนปรนเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มุสลิม ให้ปฏิบัติงานระหว่าง 08.30 – 15.00 น.เพื่อให้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างมีคุณค่า ในการนี้ ขอเสนอให้ ศอ.บต.กวดขัน และหากจำเป็นก็ลงโทษผู้ที่ไม่ถือปฏิบัติด้วย
 
3.3 ดำเนินการให้มีการอภัยโทษแก่นักโทษคดีความมั่นคงในกรณีที่จะช่วยเสริมสร้างความผ่อนปรนซึ่งกันและกัน พยายามลดความรุนแรงที่แฝงอยู่ในโครงสร้าง เช่น การให้ความยุติธรรมในคดีความมั่นคงอย่างสม่ำเสมอ การเพิ่มสัมฤทธิผลของการจัดการศึกษา เป็นต้น
 
4. ส่วนเรื่องของการกระจายอำนาจ ที่ประชุม มีความเห็นว่าควรริเริ่มในส่วนนี้ ด้วยการปฏิบัติให้เห็นผลในเบื้องต้นก่อน เช่น การโอนย้ายอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดไปให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในส่วนของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่
 
การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2556 ในส่วนให้ ศอ.บต.ให้มีอำนาจให้ครอบคลุม 5 จังหวัดเป็น 3 จังหวัดกับ 4 อำเภอของสงขลา
 
นายบูราฮานูดีน กล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า ความเป็นจริงการเจรจามีมานานแล้ว ก่อนหน้านี้อีก ดังนั้นการที่จะยุติความรุนแรงในพื้นที่ ต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้รัฐไม่ควรที่ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดของบีอาร์เอ็น รัฐควรที่จะพิจารณาก่อนว่า ข้อใดสามารถรับได้หรือข้อใดไม่สามารถรับได้ 
 
"อยากให้อภัยโทษต่อนักโทษคดีความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อที่จะให้บุคคลเหล่านี้กลับไปอยู่ที่บ้าน เพื่อที่ร่วมพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป ตามข้อเสนอแนะในข้อที่ 3.3 ส่วนเรื่องของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำเนินการย้ายผู้ต้องขังคดีความมั่นคงที่อยู่ในเรือนจำในกรุงเทพมหานครกลับมาอยู่เรือนจำในภูมิลำเนา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทีทางรัฐบาลควรดำเนินการ" นายบูราฮานูดีน กล่าว
 
นายนัดมุดดีน กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มนักการเมืองชายแดนใต้ ได้นำผลสรุปของเวทีสานเสวนาของนักการเมืองในพื้นที่จากเวทีทั้งหมด 12 ครั้ง เสนอต่อรัฐบาลจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับการตอนรับจากรัฐบาลเท่าที่ควร ดังนั้นทางกลุ่มนักเมืองในพื้นที่จึงอยากให้รัฐบาลรับเสนอของกลุ่มบ้าง เพราะพวกของตนเป็นกลุ่มที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อย่างแท้จริง
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นโยบาย "งดเหล้า วันเข้าพรรษา" ละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา?

Posted: 15 Jul 2013 09:13 AM PDT

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีประกาศนโยบาย "งดเหล้า วันเข้าพรรษา" โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว และโรคร้ายต่างๆนานาชนิด ในช่วงวันเข้าพรรษา จึงเป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชนจะงดเสพสุรา อันถือเป็นการละเมิดศีลข้อห้า เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

ความจริงแล้วนโยบายเช่นนี้มีวัตถุประสงค์ที่น่าชื่นชม แต่ประเด็นที่น่าขบคิดคือ การผูกโยงนโยบาย "งดเหล้า" กับ "วันเข้าพรรษา" ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนานั้น จะมีผลทางอ้อมเป็นการจำกัดสิทธิของผู้นับถือศาสนาอื่น ที่ยังอาจต้องการดื่มสุราในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาอยู่หรือไม่ เช่นเดียวกับชาวพุทธเองที่อาจมองเดือนรอมฎอน หรือ วันคริสต์มาส ว่าเป็นเพียง "เทศกาล"หนึ่งของพี่น้องต่างศาสนา ผู้นับถือศาสนาอื่นหรือผู้ที่ไม่มีศาสนาเลยก็อาจมองว่า เทศกาลเข้าพรรษา เป็นเพียงช่วงเวลาในปฏิทิน ที่ไม่ควรมีผลกระทบใดๆจากภาครัฐ ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเค้าเหล่านั้น

เสรีภาพในการนับถือศาสนานั้นมิเพียงแต่คุ้มครองบุคคลที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ทั้งในด้านความเชื่อ (forum internum) และการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ (forum externum) เท่านั้น แต่ยังคุ้มครองบุคคลอื่นที่ไม่นับถือศาสนา และต้องการหลีกเลี่ยงอิทธิพลต่างๆของศาสนาที่ตนไม่ได้นับถือ (negative Religionsfreiheit เช่น ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมันเคยมีคำสั่งให้ปลดไม้กางเขนที่แขวนไว้ในโรงเรียนออก เนื่องจากละเมิดสิทธินักเรียนและผู้ปกครองบางคนที่ไม่นับถือศาสนาคริสต์ และไม่ต้องการได้รับอิทธิพลในรูปแบบต่างๆจากศาสนาคริสต์) ดังนั้น การนำศาสนาของคนส่วนใหญ่มาอ้างเพื่อใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการห้ามบุคคล"ทุกคน"ในสังคมไม่ให้การประกอบกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในวันสำคัญทางศาสนาของคนส่วนใหญ่ จึงเป็นการละเมิดสิทธิในการนับถือศาสนาของบุคคลกลุ่มอื่น ซึ่งแม้จะเป็นบุคคลส่วนน้อยของสังคม แต่ก็เป็นผู้ทรงสิทธิตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ย่อมกระทำได้หากมีเหตุผลที่เพียงพอมารองรับ เหตุผลหนึ่งที่สามารถนำมายันในกรณีนี้ได้ คือ รัฐธรรมนูญไทยบัญญัติว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ และศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ การบัญญัติเช่นนี้มีลักษณะเป็นการกำหนดภาระหน้าที่ให้รัฐต้องคุ้มครองศาสนาพุทธเป็นการพิเศษ (staatlicher Schutzauftrag) ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญบางประเทศที่กำหนดให้รัฐต้องมีความเป็นกลางทางศาสนาอย่างชัดเจน (Laizismus) เช่น รัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศส การบัญญัติเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญจึงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเข้ามาออกมาตรการเพื่อทำนุบำรุงศาสนาพุทธ แม้ว่าในขณะเดียวกันมาตรการเหล่านี้จะมีผลทางอ้อมเป็นการกีดกันศาสนาอื่นก็ตาม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ รัฐนำเงินภาษีมาบริจาคเพื่อสร้างอุโบสถวัด แต่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับสุเหร่า ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม หรือ เลือกปฏิบัติให้ผลประโยชน์แก่บางศาสนาขึ้น แต่ก็เป็นการกระทำตามหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ สภาพการณ์เช่นนี้เกิดกับสังคมทั่วไปที่มิได้มีการแยกศาสนาออกจากรัฐอย่างชัดเจน มิใช่ปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจ

รัฐธรรมนูญของเยอรมันเอง ก็มีบทนำทีกล่าวถึงพระเจ้า และการยอมรับความผูกพันของรัฐธรรมนูญต่อศาสนาคริสต์ ด้วยเหตุนี้ ในประเทศเยอรมนีจึงมีการออกกฎหมายหลายฉบับที่ออกมาเพื่อคุ้มครองศาสนาคริสต์ อาทิ กฎหมายห้ามจัดงานรื่นเริงในวันสำคัญทางศาสนาบางวัน หรือการกำหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันสงบ กล่าวคือ ห้ามทำงานและร้านค้าจะต้องปิดกิจการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์ซึงป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเข้าโบสถ์เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนา แม้ว่าการห้ามร้านค้าทำการนั้นจะเป็นการละเมิดสิทธิในการประกอบอาชีพของผู้นับถือศาสนาอื่น อาทิ ชาวมุสลิมที่ไม่ประสงค์จะเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์ก็ตาม

 

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฉันคือความหวัง เธอคือพลัง

Posted: 15 Jul 2013 08:29 AM PDT

"มนุษย์จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากปราศจากอากาศหายใจแปดนาทีหากปราศจากน้ำดื่มสองวัน และ หากปราศจากอาหารบริโภคหนึ่งสัปดาห์ แต่มนุษย์จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้เพียงแค่เสี้ยววินาทีหากปราศจาก... "ความหวังและพลัง"

ผมได้เข้าไปศึกษาและอาศัยอยู่ในจังหวัดนราธิวาสเจ็ดปี แน่นอนว่าระยะเวลานานขนาดนี้ ย่อมทำให้ผมได้รับรู้และสัมผัสกับอะไรมากมาย 

บางวัน...ต้องเจอกับการโค่นต้นไม้ขวางทางจราจร พร้อมกับมอบตะปูเรือใบเป็นของแถ

บางเวลา...ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด แทนเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ

บางครั้ง...ได้เห็นน้ำตาของบุคคลที่ต้องสูญเสียคนรัก

แต่เหตุการณ์หนึ่งที่ยังตราตรึงใจของผมถึงทุกวันนี้ และจะตราตรึงใจของผมตลอดไป คือ ...

ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านเพื่อนคนหนึ่ง ไปถึงที่นั่นก็มืดมากแล้ว และต้องการที่จะเข้าห้องน้ำ แต่ด้วยเหตุจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเข้าห้องน้ำบ้านนี้ได้ ก็เลยต้องอาศัยบ้านข้างๆที่เป็นญาติกัน และได้มีโอกาสรู้จักกับเด็กน้อยสองคน คนโตอายุประมาณสามขวบ คนเล็กเป็นผู้หญิงอายุไล่เลี่ยกัน มีชื่อว่า "ซูฮัยดา"ส่วนคนโตผมจำชื่อไม่ได้สมมตินามว่า"ฮาฟิซ"

เมื่อผมเสร็จธุระแล้ว กำลังเดินออกจากบ้าน เด็กน้อยทั้งสองก็ถามผมว่า "จะไปแล้วเหรอ...จะไปไหน?" ในใจผมก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมทั้งสองต้องถามผมอย่างนั้น ทำไม?...ทั้งๆที่เราเพิ่งรู้จักกัน และทั้งสองก็ออกมาส่งผมถึงหน้าบ้าน ทำไมเด็กทั้งสองต้องทำกับผมอย่างนั้น ทำไม...ทำไม....และทำไม ?

เมื่อยามเช้าได้ก้าวเข้ามา เด็กทั้งสองออกมาเล่นตรงลานหน้าบ้านพร้อมกับไก่ทอดในมือ    แต่ทำไมทั้งสองยอมให้ผมอุ้มแต่โดยดี และยอมวิ่งเล่นกับผม ดั่งคนสนิทชิดเชื้อ เหมือนกับว่าเรารู้จักกันมานาน และเมื่อกำลังจะขึ้นรถกลับ ฮาฟิซก็สลามพร้อมกับจูบมือของผม ส่วนซูฮัยดาก็โบกมือ...บ๊าย บายกับผม สุดสายตาที่เธอจะเห็น ___ทำไม เธอต้องทำอย่างนี้กับผม ทั้งสองขาดอะไรไปในชีวิตหรือป่าว? คำตอบ คือ ใช่ !!! ทั้งสองขาดคำที่เรียกว่า "ความอบอุ่น" ที่มาจากผู้ชายที่เรียกว่า"พ่อ"

เด็กน้อยทั้งสองกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เล็กๆ ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ (น่าเสียดายที่ จำนวนทหาร-ด่าน-และงบประมาณที่เพิ่มขึ้น กลับไม่ได้ทำให้ความสงบสุขของพื้นที่เพิ่มขึ้นเลย!) ในขณะที่ศพของพ่อกำลังถูกห่อด้วยผ้าขาว ฮาฟิซก็ถามพ่อผู้ไร้วิญญาณว่า "อาบะฮฺ...อาบะฮฺจะไปไหน?" เด็กน้อยถามด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา นอกจากความเงียบและหยาดน้ำตาของผู้เป็นแม่

ปกติพ่อของฮาฟิซจะทำงานที่สวนหลังบ้าน เมื่อฮาฟิซเดินไปหน้าสวน จะเรียกอาบะฮฺ และพ่อของฮาฟิซก็จะมารับเข้าไปเล่นในสวน

หลังจากวันนั้น ฮาฟิซก็เดินไปหน้าสวนและขานเรียกชื่อของผู้เป็นพ่อตามปกติ แต่ในวันนี้ไม่มีใครที่จะตอบกลับเสียงเรียก ไม่มีใครที่จะมารับเข้าไปเล่นในสวน ไม่มี...ไม่มีอะไรใดๆทั้งสิ้น และไม่รู้ว่าเมื่อไรอาบะฮฺจะกลับมา ฮาฟิซยังรออยู่น่ะ อาบะฮฺโปรดกลับมาเถอะ กลับมา กลับมาเล่นกับเราเหมือนเดิม ฮาฟิซรักอาบะฮฺมากน่ะ เมื่อไรอาบะฮฺจะกลับมา ฮาฟิซยังรออยู่น่ะ
ถ้าหากว่าผู้เป็นพ่อยังมีชิวิตอยู่ เด็กน้อยคงจะยิ้มและหัวเราะมากกว่านี้ บ้านของทั้งสองคงจะสบายกว่านี้ และครอบครัวคงจะมีความสุขมากกว่านี้ แต่นี่คงเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็นไปได้

เหตุการณ์ความไม่สงบและการสูญเสียนับว่าเป็นปัญหาที่หนักแล้ว แต่ปัญหาที่หนักกว่า คือ การที่ต้องทนเห็นเพื่อนสนิท ญาติที่รักและใครอีกหลายคนหลงมัวเมากับยาเสพติด ...น้ำกระท่อม สี่คูณร้อย กัญชา ยาไอซ์ ฯลฯ สามจังหวัดจะพัฒนาได้อย่างไร หากเยาวชนยังหลงไหลติดยาเสพติดกันงอมแงม ? 

"ความหวัง คือ สิ่งที่ประกอบไปด้วยการลงมือปฏิบัติ...หาไม่แล้ว...ความหวังก็จะกลายเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน"...(อาลีย์ บิน อาบีย์ฏอลิบ ริฎิยัลลอฮูอันฮฺ)

พลังคือความหวัง เมื่อมีความหวังย่อมต้องมีพลัง ความรู้ การเรียนและ การทำงานของผม...ผมหวังเล็กๆว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคม นำความสันติสุขกลับเข้าไปในพื้นที่ได้ และเป็นพลังเล็กๆในการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่

บางครั้งพลังอันยิ่งใหญ่อาจมาจากความหวังอันเล็กๆ แต่ความหวังจะเป็นจริงได้อย่างไร หากปราศจากกระทำของคนในสังคม ? หรือต้องรอให้คนที่สูญเสียคือพ่อของเรา และน้ำตานั้น...คือน้ำตาของเรา ?

 

 



 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จากบางขวางสู่ชายแดนใต้ อิสรภาพในโลกของพ่อลูกและสามี

Posted: 15 Jul 2013 06:43 AM PDT

บรรยากาศการเยี่ยมผู้ต้องขังคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ต้องโทษแดนประหารในคุกบางขวาง เมื่อครอบครัวของเขาเดินทางมาจากบ้านเกิดเพื่อเข้าเยี่ยมพวกเขาเป็นเวลาสั้นๆ 
 
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้คนนับร้อย ทั้งพ่อ แม่ ภรรยา ลูกสาว ลูกชาย ญาติ ที่เดินทางกันมาด้วยความหวังจากชายแดนใต้ได้ทิ้งความเศร้าไว้ชั่วขณะ ขณะผ่านระยะทางกว่าพันกิโลสู่จุดหมายปลายทางที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง นัยว่าจะเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้ายสำหรับที่นี่
 
ที่นี่เสรีภาพถูกปิดกั้นและถูกกดทับด้วยข้อระเบียบต่างๆ มากมาย ฉันหันไปดู เห็นทุกคนชะเง้อหน้ารอคอยผู้ที่เป็นพ่อ ลูกชายหรือสามี ที่อยู่ในสถานะผู้ต้องขังในคดีความมั่นคง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ที่มีโอกาสได้พบบุคคลอันเป็นที่รักอีกครั้งหนึ่ง
 
ด้วยเวลาแสนสั้น ที่พวกเขาแสดงถึงความรักที่มีให้กันอย่างเต็มหัวใจ หลังจากต้องแยกจากกัน ซึ่งอาจเป็นการรับเคราะห์แทนคนอื่นทำผิดจริง แล้วถูกซักทอดมายังบุคคลที่เป็นความหวังหรือเสาหลักของครอบครัว ทำลายความหวังที่จะได้อยู่ด้วยกัน
 
เมื่อทุกคนได้เจอคนอันเป็นที่รัก น้ำตาที่เริ่มรินไหล เป็นน้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักที่ไม่อาจห้ามไม่ให้มันหยุดไหลได้ และอยากจะหยุดเวลานั้นไว้ หลังจากนับวันรอให้ข้ามไปวันต่อวัน จนถึงวันที่รอคอยที่จะได้สัมผัสมือลูกชาย สามีหรือพ่อ
 
ฉันเห็นภาพเหล่านี้แล้วรู้สึกปลื้มไปด้วย ที่เห็นต่างคนต่างเล่าเรื่องราวที่ตัวเองพบเจอให้อีกฝ่ายได้ฟัง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าโอกาสแบบนี้จะมีอีกเมื่อไร
 
 
คนเป็นสามี
 
ชายหนุ่มคนหนึ่งพอได้เห็นหน้าภรรยากับลูกชาย ฉันเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที เหมือนเขาอยากบอกทุกคนว่า "ผมดีใจมาก ที่ได้กอดลูกชายและภรรยา"
 
ฟังดูเหมือนธรรมดา ทว่า..."ผมจากภรรยาตอนกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน วันนี้ผมเห็นลูกชายวิ่งมาหาผม ทั้งที่เขาไม่เคยเห็นหน้าผมมาก่อนเลย และผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนี้อีกไหม"
 
"สิ่งเดียวที่จะทำให้ผมมีโอกาสแบบนี้อีก คือ ขอความยุติธรรมให้ผมด้วย ผมจะได้กลับไปอยู่กับลูกชาย ภรรยา และครอบครัวผม ผมจะไม่ขออะไรมาก ผมขอแค่นี้"
 
คนเป็นพ่อ
 
ภาพที่ฉันเห็นเบื้องหน้า เป็นภาพของหัวหน้าครอบครัวคนหนึ่งกำลังโอบกอดลูกสาวด้วยความรัก โดยไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ทำหน้าที่นี้ได้อีกครั้งเมื่อไหร่ ส่วนลูกสาวที่อยู่ในอ้อมกอดพ่อเริ่มมีน้ำไหลรินออกมา เหมือนกับว่าไม่ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นแบบนี้มาแสนนาน
 
ลูกสาวเริ่มก้มหน้าน้ำตานอง เธอไม่อยากให้พ่อเห็นว่ากำลังร้องไห้อยู่ ในขณะที่มือของพ่อกำลังโอบกอดอยู่ไม่ยอมปล่อย
 
"พ่อคือนักโทษประหาร" ที่อาจไม่มีโอกาสถูกย้ายไปขังในคุกบ้านเกิดอย่างคนอื่นๆในวันนี้
 
จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายก็มาถึง เมื่อทั้งคู่ต้องแยกออกจากกัน ก็ได้แต่ส่งสายตากันไปมา ทุกการเคลื่อนไหว ไม่มีคำบอกลา ไม่มีคำพูดใดๆ ที่ออกจากปากทั้งสองคน มีเพียงสายตาที่จดจ้องกัน ฉันพยายามเก็บภาพทุกๆวินาทีให้มากที่สุดและให้นานที่สุด ดูเหมือนทั้งสองคนจะรู้แล้วว่าอีกไม่กี่อึกใจจะเกิดอะไรกับพวกเขา 
 
เสียงตะโกนดังมาแต่ไกล "หมดเวลาเยี่ยมแล้ว" สีหน้าอารมณ์ทุกคนเปลี่ยนไป ต่างตกใจกับเสียงนั้น เพราะได้ยินคำนี้ ทุกนัยน์ตาเริ่มมีน้ำไหลมาอีกครั้ง มันคงไม่ใช่น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มอย่างในตอนแรก แต่เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจที่ต้องพรากจากกันอีกครั้ง เมื่อไหร่หนอจะได้เจอกันอีก
 
เป็นลูกชาย
 
ณ เรือนจำบางขวางแห่งนี้ ที่ฉันได้สัมผัสถึงความรู้สึกของผู้เป็นแม่ที่มอบให้กับลูกที่สวมเสื้อสีน้ำตาล ด้านหลังมีข้อความ "แดน 2"
 
สายตาของแม่ มุ่งตรงไปยังสายตาของลูกชาย มือด้านขวาของแม่ ไปจับที่หัวไหล่ของลูก ผู้ที่เป็นแม่ "ต้องจากลูกไปแล้วน่ะ" ผู้ที่เป็นลูกก็ "ต้องจากแม่สุดที่รักไปเหมือนกัน"
 
การบอกลาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นคำพูดออกมา แต่แสดงออกผ่านสายตาของแม่ลูกคู่นี้ "เราต้องจากกันอีกแล้ว" ด้วยเวลาที่สั้นมาก ถ้าฉันหยุดเวลานี้ได้ ฉันจะหยุดเวลาให้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ
 
แล้วทุกคนก็ต้องทยอยเดินออกจากที่นั่นไป บางคนน้ำตายังนองหน้า จนกระทั่งต้องเดินผ่านประตูเหล็กบานแล้วบานเล่า แม้ฉันไม้ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติอะไรกับพวกเขา แต่ทุกย่างก้าวของฉันเหมือนไร้ความรู้สึกใดๆ มันล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย....
 
สิ่งเดียวที่ฉันคิด คือ โลกของความเป็นพ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย สามี ภรรยา แม้กระทั่งญาติ ต้องไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น พวกเขาไม่สมควรอยู่ในสถานที่แบบนั้น ทุกคนออกมาพร้อมกับพวกเราด้วย แต่โลกความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น แต่อย่างน้อย โลกของพวกเขาจะอยู่ใกล้กันมากขึ้นในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้
 
ฉันหวังว่า สันติภาพจะนำอิสรภาพและความยุติธรรมกลับคืนมา
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฟิลิปปินส์บรรลุข้อตกลง"แบ่งทรัพยากร" กับกลุ่มกบฏมุสลิมโมโร

Posted: 15 Jul 2013 05:45 AM PDT

รัฐบาลฟิลิปปินส์ ประสบความสำเร็จในการเจรจาหาข้อตกลงแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติกับฝ่ายกบฏมุสลิมโมโร ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพแบบถาวรร่วมกันในเร็วๆ นี้

 
15 ก.ค. 56 - หัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจาของฟิลิปปินส์ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการหารือรอบใหม่กับตัวแทนของขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโร หรือเอ็มไอแอลเอฟ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระบุว่า ฟิลิปปินส์ และกลุ่มเอ็มไอแอลเอฟ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการแบ่งปันรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะมินดาเนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ เตรียมประกาศให้เป็นเขตปกครองตนเอง หากสามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพร่วมกับฝ่ายกบฏแบ่งแยกดินแดนชาวมุสลิมได้
 
ภายใต้ข้อตกลงล่าสุด รัฐบาลฟิลิปปินส์ยินดีมอบส่วนแบ่งร้อยละ 75 ของรายได้ทั้งหมดจากทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ รวมถึงแร่โลหะที่หาได้ในพื้นที่ ให้กับฝ่ายกบฏมุสลิม ส่วนรายได้จากทรัพยากรด้านพลังงาน อาทิ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ จะมีการแบ่งกันฝ่ายละครึ่ง
 
ผู้แทนเจรจาของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นย่างก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการหาทางออกร่วมกันระหว่างรัฐบาล กับฝ่ายกบฏแบ่งแยกดินแดนมุสลิม บนเกาะมินดาเนา ทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ หลังจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วราว 1 แสน 5 หมื่นราย
 
นอกจากนี้ ทางการฟิลิปปินส์ยังคาดว่า ข้อตกลงล่าสุดจะนำไปสู่การหาข้อสรุปเกี่ยวกับสนธิสัญญาสันติภาพร่วมกันกับกลุ่มเอ็มไอแอลเอฟได้ภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังจากสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด ในเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิม ในปลายเดือนนี้
 
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์ กับฝ่ายกบฏเอ็มไอแอลเอฟ สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นร่วมกัน โดยรัฐบาลฟิลิปปินส์รับปากจะอนุญาตให้ฝ่ายกบฏมุสลิม จัดตั้งเขตปกครองตนเองขึ้นบนเกาะมินดาเนา ภายใต้ชื่อว่า "บังสะโมโร"
 
พื้นที่ดังกล่าวเชื่อว่าอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทองคำ ทองแดง และแร่อื่นๆ รวมมูลค่าราว 8 แสน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 26 ล้านล้านบาท
 
อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดทั้งฟิลิปปินส์ และกบฏเอ็มไอแอลเอฟ จะสามารถบรรลุข้อตกลงแบ่งสันทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันได้แล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่า การเจรจารอบต่อไปยังมีเรื่องท้าทายอื่นๆ และคาดว่าอาจต้องถกเถียงกันรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านการปลดอาวุธฝ่ายกบฏ และขอบเขตอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นในอนาคต
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รุสนี สตรีผู้เคียงข้าง มะรอโซ

Posted: 15 Jul 2013 03:57 AM PDT

หากกล่าวถึงชื่อรุสนี เพียงอย่างเดียว คงยากที่จะมีคนรู้จัก แต่หากบอกไปว่า เป็นภรรยาของมะรอโซ ก็คงเป็นที่รู้จักของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเรื่องราวของมะรอโซที่ประสบกับเหตุการณ์ที่บุกค่ายทหาร สามีของเธอเป็นผู้ที่ภาครัฐมองเป็นระดับแกนนำมาโดยตลอดหลังจากเหตุการณ์ตากใบ หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้นนี้ ทำให้รุสนี เป็นที่รู้จักไปด้วยในวันนั้น

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันทางปาตานี ฟอรั่ม ลงพื้นที่นำประเด็นเกี่ยวกับมะรอโซไปเผยแพร่ เขาบอกว่า เกี่ยวกับประวัติและชีวิตอีกด้านของมะรอโซ[1] ซึ่งเป็นที่ได้รับความนิยมมากในช่วงเวลานั้น การนำเสนอข่าวสารตามโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ต่างนำเสนอประเด็นของมะรอโซ ทำให้ประเด็นดังกล่าวทำให้รุสนีเป็นคนที่เป็นรู้จักไปด้วย เวลาไปไหนมาไหน จะมีแต่คนเข้ามาคนเข้ามาทัก เข้ามาถ่ายรูป แต่ช่วงนั้นยังไม่พ้นอิดดะฮ์ เลยไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มาก

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัด เธอและสตรีอีกจำนวนมากที่ต้องแบกรับภาระของผลกระทบจากความรุนแรง มีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับครอบครัวได้ (สามีไม่สามารถอยู่บ้านได้) บางบ้านสามีโดนจับ โดนยิงเสียชีวิต โดยควบคุมตัวทำให้ต้องหนี หลายคนเลือกที่จะไม่สู้ โดยการหนี แต่การหนี ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันลำบากทั้งสองอย่าง การหนีไม่ได้อยู่ด้วยความสะดวกสบาย ซึ่งคนที่ได้รับความลำบากอย่างเต็มๆ ก็คือ เขากับลูกๆ อย่างในกรณีของมะรอโซ ถึงแม้เขาต้องหนี แต่เขาต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินเกิดของตัวเองให้ได้

เหตุการณ์ที่ทำให้มะรอโซเปลี่ยนไปก็คือเกิดเหตุการณ์ตากใบ (ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงาน) มะรอโซเป็นหนึ่งในคนที่ถูกควบคุมตัว มีคนเสียชีวิตจากการประท้วง มะรอโซเป็นคนหนึ่งที่รอดชีวิต การที่เขารอดชีวิตมานั้น เขาได้กลายเป็นคนที่ขึ้นบัญชีดำจากรัฐไทย ว่าจะกลายเป็นผู้ที่ก่อความไม่สงบ ทำให้เขาต้องอยู่ในสายตาอยู่ตลอดเวลา แต่ความคิดของมะรอโซ เขาไม่คิดเกรงกลัวอะไร ทำให้เขาไม่ได้หนีไปไหน และอาศัยอยู่กับบ้านตลอดระยะเวลาหลังจากเหตุการณ์ตากใบ

วันหนึ่งมีเหตุการณ์ระเบิดที่ตากใบ เป็นการวางระเบิดที่ร้ายแรง สูญเสียเจ้าหน้าที่ทหารเป็นจำนวน 12 คน ในช่วงนี้ยังไม่ได้แต่งงาน เหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่บอกว่า เหตุการณ์นี้มะรอโซเป็นคนวางระเบิด แต่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้น เขายืนยันได้ว่า มะรอโซไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เพราะช่วงนั้นมะรอโซเดินทางมาเล่นฟุตบอลในโรงเรียน ซึ่งใกล้กับบ้านของเธอ

จากนั้นก็มีหมายจับให้มะรอโซ ในส่วนของมะรอโซ ซึ่งคิดว่าตัวเองไม่ผิด ก็ยังนิ่งเฉยต่อสิ่งดังกล่าว อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามะรอโซจะถูกขึ้นบัญชีดำ มะรอโซและรุสนีก็ยังคงเริ่มที่จะวางแผนที่แต่งงานกัน แต่การแต่งงานได้ประสบกันปัญหา เพราะผู้ใหญ่ของรุสนี ไม่ยอมรับในตัวมะรอโซ เนื่องจากมะรอโซ ถูกมองว่าเป็นแนวร่วม

ผู้ใหญ่ได้บอกว่า ถ้าจะลำบากก็แต่งกันเถอะ แต่ในภายภาคหน้า มะรอโซจะลำบาก เพราะมีคดีติดตัว ซึ่งไม่ใช่คดีทั่วๆ ไป แต่ที่เขาทั้งสองได้แต่งงานกัน มะรอโซถามรุสนีว่า จะรับได้หรือไม่ หากเขาเป็นเช่นนี้ พร้อมที่จะสู้กับมันหรือไม่ ซึ่งไม่ได้สุขสบายเช่นคู่อื่นๆ เขาอาจจะไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ได้ดูแลลูกอย่างเต็มที่ และอาจจะอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ฉันเตรียมใจไว้แล้ว ว่าจะเกิดแบบนี้ขึ้น และเธอจะอยู่เป็นภรรยาของมะรอโซ จนวันตายสุดท้ายก็ได้แต่งงานกัน

ในช่วงที่แต่งงานกัน มะรอโซเดินทางกลับมาหาครอบครัว แต่ในคืนนั้น ประมาณตอนตีสาม มีเจ้าหน้าที่ทหารมาล้อมบ้าน เพื่อที่จะจับกุมมะรอโซ เขาตกใจมากไม่มีทางหนีไปไหนได้เลย เธอบอกมะรอโซว่า ถ้าสู้ก็ต้องตาย ถ้าออกไปก็คงโดนจับ ก็เลยช่วยกันหาที่ซ่อน ตอนนั้นมะรอโซตื่นเต้นและกลัวมาก ที่โดนล้อมจับ เขาเลยให้มะรอโซซ่อนตัว และรุสนีออกไปรับหน้ากับเจ้าหน้าที่ รุสนีต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็งและกล้าที่จะต่อสู้  เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปค้นในบ้าน แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ถอนกำลังออกไป เพราะไม่ได้เจออะไร

หลังจากนั้น ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น ก็ต้องมีชื่อมะรอโซเป็นผู้กระทำ บ้านของรุสนี เข้ามาค้นประมาณเดือนหนึ่ง 4-5 ครั้ง ครั้งที่เจ็บปวดมากที่สุดก็คือ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ ห้ามชาวบ้านเข้า เข้าได้เพียงน้องชายรุสนีวัย 10 ปี

ครั้งแรกไม่พบกับสิ่งผิดปกติ สักพักมีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มเข้ามา และน้องชายก็เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าไปได้ แต่การขึ้นไปตรวจค้นครั้งที่สองนี้ เจ้าหน้าที่ทหาร พบกระสุนปืนในครัวบ้านของเขา แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมตัวรุสนีไปได้ เพราะเขาไม่ใช่เจ้าบ้าน แต่ทำให้แม่ของรุสนีถูกจับกุมไป เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความเกลียดชังในตัวมะรอโซ เพิ่มมากยิ่งขึ้น

แม่ถูกจับ ต้องนอนคุก 4 วัน ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งที่ต้องไปนอนคุก กว่าจะได้ประกันตัวออกมา เหตุการณ์ที่ลักษณะเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นเยอะมากสำหรับผู้คนที่นี้ บางกรณีเจ้าหน้าที่จะจับผู้เป็นพ่อ หากหาพ่อไม่เจอก็จะจับลูกแทน เหตุการณ์เรื่องราวมากมาย ที่เกิดขึ้น ทำให้เขาต้องเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็งของตัวเองพร้อมที่จะสู้กับทุกอย่างที่จะเข้ามา ต้องทำหน้าที่แทนสามี และต้องดูแลลูกๆ พูดถึงเจ้าหน้าที่หลายท่านก็เข้ามา บางคนก็ดี บางคนก็ไม่ดี และได้คุยให้ไปเกลี้ยกล่อมมะรอโซให้มอบตัว แต่มะรอโซได้บอกเขาว่า เขาทำใจไว้แล้วเรื่องของตาย เขาพร้อมที่จะสู้ในแบบของเขา เพราะเขาไม่ได้ทำผิดอะไร ตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน มะรอโซก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อครอบครัวดีที่สุด สำหรับรุสนีแล้ว มะรอโซไม่ได้ทำหน้าที่บกพร่องเลย

ในสถานะที่ต้องอยู่หลบๆ ซ่อนๆ มะรอโซทำงานรับจ้างกรีดยาง และประกอบอาชีพทั่วไป จนวันหนึ่งมะรอโซสามารถสร้างบ้านให้ลูกกับภรรยาได้ ซึ่งตอนนั้นมะรอโซมีความกังวลใจว่า เขาจะได้มีโอกาสได้อยู่บ้านที่ตัวเองสร้างได้หรือไม่ ทำให้รุสนีรู้สึกไม่ได้แล้วว่า มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน

คืนก่อนเกิดเหตุการณ์ มะรอโซบอกว่า มีงานต้องทำ ตรงนี้เองที่ทำให้รุสนีเกิดความกังวลใจ ซึ่งคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ได้อยู่กับครอบครัวประมาณครึ่งชั่วโมง กระทั่งประมาณตี 4 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาบอกว่า มะรอโซ เสียชีวิตแล้ว จนสุดท้ายลุกขึ้นละหมาด และเปิดโทรทัศน์ เกือบทุกช่อง ได้นำเสนอข่าวของการบุกค่ายทหารในรือเสาะ กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 11 ราย รุสนีจึงเดินทางไปบอกที่บ้านพ่อ แม่ ของมะรอโซ

หลังจากที่ข่าวได้กระจายออกไป ได้มีคนเข้ามาเยี่ยมเป็นจำนวนมาก ทั้งที่รู้จัก และไม่รู้จัก หลายคนถามว่า ทำไมรุสนีไม่ร้องไห้เลย  จากเธอกลายเป็นคนที่มีคนรู้จัก เสียงของเขาที่พูดออกมา เสียงของเธอเป็นเสียงที่มีคนรับฟัง เธอจึงคิดว่า เธอต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อเป็นการช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษา ซึ่งบางคนจะติดต่อกับหน่วยงานข้าราชการ เป็นต้น เธอจะต่อสู้ให้กับพวกเขาเหล่านั้น โดยใช้เสียงและปากกา เสียงของสตรีเปรียบเสมือนกระสุนปืนที่พุ่งออกไป

รุสนได้สร้างกลุ่มเครือข่ายสตรีชื่อว่า "Wanita Patani" จะทำงานเกี่ยวกับการช่วยเยียวยา และเยี่ยมเยียน ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ การต่อสู้ในหนทางที่ถูกต้องเป็นเช่นไร ส่วนใหญ่กลุ่มภรรยาฝ่ายตรงข้ามของรัฐ เป็นที่ปรึกษาให้ บางคนก็มีลูกที่ยังเล็ก หรือบางคนกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งจะแนะนำให้ไม่ไปยึดติดกับเรื่องดังกล่าวนี้

 

 

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ได้เรียบเรียงขึ้นมาจากคำบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตของหญิงสาวผู้เป็นภรรยาของมะรอโซ จันทราวดี ในเวทีสาธารณะ ผู้หญิงถึงผู้หญิง: ดอกไม้บานกลางดงสันติภาพ

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พม่า-ว้าพบหารือคลี่คลายเหตุเผชิญหน้า ข้อตกลงร่วม 5 ข้อ

Posted: 15 Jul 2013 03:14 AM PDT

คณะเจรจาสันติภาพฝ่ายพม่าหารือตัวแทนกองทัพว้าที่เชียงตุง ตกลง 5 ข้อ ร่วมสร้างสันติภาพที่มั่นคง ว้าไม่แยกออกจากสหภาพพม่า และร่วมกันปราบปรามยาเสพติด

 
ส่วนหนึ่งรถหุ้มเกราะกองกำลังว้า UWSA ที่นำมาอวดในงานวันกองทัพ ซึ่งมีกระแสข่าวว้ามีรถหุ้มเกราะซื้อจากจีนประจำการน้บสิบคัน
 
 
มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางทีมคณะเจรจาสันติภาพฝ่ายพม่าได้พบหารือกับตัวแทนกองทัพว้าที่เชียงตุง ทางภาคตะวันออกของรัฐฉาน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ปกครอง โดยได้ข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อ
 
โดยทีมคณะเจรจาฝ่ายว้ามี 5 คน นำโดยจ้าวกออาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายติดต่อด้านการต่างประเทศของว้า ขณะที่ฝ่ายพม่ามีนายอูเต็งจ่อ หนึ่งในคณะกรรมการสันติภาพพม่าเป็นผู้นำทีมมาร่วมหารือเจรจา เกี่ยวกับเรื่องนี้
 
จายยี่ม่าว ชาวเมืองเชียงตุง เปิดเผยว่า ในการเจรจาหารือของฝ่ายพม่าและว้าได้ข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อ หลังจบการหารือได้มีการแถลงต่อสื่อมวลชนทันที และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถาม โดยการแถลงระบุเพียงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว การหารือกันจบลงอย่างสวยงาม ทั้งระบุว่า พม่ากับว้าเป็นพี่น้องกันไม่ควรแตกแยกกันอีก
 
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมแก้ไขปัญหาความตึงเครียดอย่างไร และไม่มีการเปิดเผยว่า จะทำอย่างไรเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่เกิดการเผชิญหน้าและสู้รบกัน  
 
ขณะที่ข้อตกลงทั้ง 5 ข้อ ประกอบไปด้วย ข้อที่ 1.ทั้งสองฝ่ายจะเคารพข้อตกลงที่เคยร่วมกันทำไว้ 2.จะร่วมมือกันสร้างสันติภาพที่มั่นคง 3.หากมีปัญหากันทางทหาร ทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยโดยใช้แนวทางสันติ และจะต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน 4.ว้าจะไม่แยกออกจากสหภาพพม่า แต่จะร่วมทำงานเพื่อให้ประเทศพม่าพัฒนาและมั่นคง และข้อที่ 5. ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันปราบปรามยาเสพติด
 
ทางด้านเจ้าหน้าที่ทหารในกลุ่มหยุดยิงรายหนึ่งที่เชียงตุงเปิดเผยว่า ถึงแม้ปัญหาตรงในพื้นที่ทางตะวันออกของรัฐฉานจะได้รับการแก้ไขแล้ว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่ทางพม่าและว้าจะหารือกัน 2 วัน ทางกองทัพพม่าได้ส่งรถทหารและรถถังมาประจำไว้ที่ฐานทัพในเมืองเชียงตุงจำนวน 20 คัน ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่รู้ว่า พม่ามีแผนการณ์อะไร
 
นอกจากนี้ มีรายงานอีกว่า ในการหารือของทั้งสองฝ่ายได้ข้อตกลงด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายจะถอนกำลังที่เข้ามาตั้งใหม่ในพื้นที่ไหนทางภาคใต้ของรัฐฉาน หลังวันที่ 18 เดือนมิถุนายน 2556 โดยว้าเรียกร้องให้พม่าถอนกำลังออกไปก่อน และว้าจะถอนกำลังตามออกไปที่หลัง
 
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งว้าและพม่ามีปัญหากันเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ดอยสามสุ่ม เขตเมืองสาด ตรงข้ามชายแดนไทยด้านจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างล้อมอีกฝ่ายไว้และกลายเป็นเหตุตึงเครียดเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  
 
สำหรับกองกำลังว้า UWSA เป็นกลุ่มติดอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในบรรดากลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อย โดยมีกระแสข่าวออกมาว่า ในกองทัพว้านั้นมีรถถังและเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ ก่อนหน้านี้ว้าเองเคยออกมาเรียกร้องรัฐบาลพม่าในการแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระ
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รายงานเสวนา"อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมาตรา 112 กับสิทธิการประกันตัว"

Posted: 15 Jul 2013 03:00 AM PDT

ธงชัยชี้การไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหา112 "ไร้เหตุผลสิ้นดี" วสันต์ พานิช ทนายสิทธิระบุศาลไม่มีหลักการในการประกันตัวผู้ต้องหา หนุ่มเรดนนท์ เล่าผู้คุมแดน8 ไฟเขียวถูกรุมทำร้ายในคุก เจ็บปวดกับ นปช. ผิดหวังกับทนายจากพรรคเพื่อไทย

(14 ก.ค.56) ที่โรงแรมกานต์มณีพาเลซ หลังการแถลงข่าวความคืบหน้าในการยื่นประกันตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ ที่ถูกตัดสินจำคุกด้วยมาตรา 112 ครั้งที่ 15  มีการจัดเวทีเสวนา เรื่อง "อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมาตรา 112 กับสิทธิการประกันตัว"
 
 
ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เมื่อพยายามตอบคำถามว่า ทำไมศาลจึงไม่ให้ประกันตัวในกรณีสมยศและคนอื่นๆ พบว่าทุกคำอธิบายล้วนมีจุดโหว่ หาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้ จนได้คำตอบว่าไม่มีเหตุผลสิ้นดี  
 
ธงชัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ มาตรา 112 จะถูกใช้ในกรณีดูหมิ่น ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตรง ไม่รวมถึงการกระทำในลักษณะจะทำลายล้างสถาบัน ซึ่งจัดอยู่ในความผิดฐานกบฏ ทำให้ความผิดต่อมาตรา 112 มีโทษไม่สูงมาก แต่นับแต่สงครามเย็นเป็นต้นมา มาตรา 112 ถูกใช้ในข้อหาที่ใหญ่โตรุนแรงขึ้น โดยถูกขยายความเป็นเรื่องความมั่นคง เนื่องจากสังคมไทยมองคอมมิวนิสต์ว่าเป็นลัทธิที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เมื่อมองเช่นนั้น 112 จึงถูกผนวกเข้ากับความเข้าใจผิดดังกล่าว ว่าการหมิ่นกษัตริย์เพราะเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะทำให้เกิดการทำร้าย ทำอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์ดุจเดียวกับคอมมิวนิสต์ 
 
ดังนั้น แม้มาตรา 112 จะมีอดีตมายาวนาน แต่ก็เกิดลักษณะของ "112 ใหม่" ภายใต้บริบทใหม่ และถูกใช้เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูความมั่นคงของชาติ โดยมีข้อสังเกตว่าระยะที่ใช้ 112 ในแง่กำจัดศัตรูอย่างเข้มข้น บ่อยครั้งและมีโทษรุนแรง มักควบคู่กับระยะที่เคลมว่าเกิดความเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ควบกับการเป็นภัยต่อชาติ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าการขอประกันตัวในคดี 112 ทั้งหลายในภาวะเช่นนี้ ไม่ได้ประกันเพราะถูกถือเป็นความผิดรุนแรง วาดภาพราวกับจะทำลายชาติ 
 
กรณีที่จะการได้รับการประกันตัว ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มีชื่อเสียง มีสถานะทางสังคมจะได้รับการประกันตัว เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ โดยมักมีการทึกทักเอาว่าคนเหล่านี้จะไม่หลบหนี ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น ทั้งที่ถามว่า อากงหรือนักโทษ 112 จะหนีไปไหน ชีวิตของพวกเขาส่วนใหญ่อยู่ตรงนี้ กลับไม่ได้รับการประกันตัว
 
ธงชัย กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน งานวิจารณ์กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาล ยังมีไม่เยอะ ทั้งนี้ ผู้พิพากษาจำนวนมากเข้าใจกันว่าตนเองทำงานใต้พระปรมาภิไธย เขาอยากเข้าใจพวกเขาว่าเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไร พร้อมชี้ว่า ถ้าพวกเขารู้สึกเดือดร้อน โดยเอาตัวเองเข้าไปแทนกับกษัตริย์ นับว่าเป็นอันตราย เพราะ หนึ่ง ศาลกับเจ้าจะเทียบกันได้อย่างไร สอง เท่ากับศาลเป็นคู่ความเสียเอง จึงไม่สมควรจะตัดสินคดีเอง
 
ธงชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ มาตรา 112 กลายเป็นเลนส์หนึ่งที่ชาวโลกใช้ในการมองประเทศไทย การตีความ ให้ฟ้องเปรอะไปหมด โทษที่หนักรุนแรง การไม่ให้ประกัน เป็นเรื่องไร้เหตุผล และหากตัดสินผิด หรือตัดสินไม่ดี เช่น กรณีอากง ไทยจะเสียภาพพจน์อย่างยิ่ง เพราะไม่มีสถานทูตไหนแก้ต่างแทนได้ เสียหายต่อทั้งประเทศและสถาบันกษัตริย์เอง 
 
"นี่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์หรือไม่ รอยัลลิสต์ไม่ใช่คนโง่ แต่ทำไมไม่คิดเรื่องนี้ก็ไม่ทราบ" ธงชัย กล่าว
 
 
 
วสันต์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน และทนายความของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ชี้ว่า การให้ประกันตัวในคดีอาญาที่ผ่านมาไม่รู้ว่าหลักการอยู่ตรงไหน โดยยกตัวอย่างคดีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่คนที่ถูกกล่าวหาว่าอุ้มทนายสมชายได้รับการประกันตัว ต่อมา หลังมีคำตัดสินลงโทษ ปรากฏว่ามีการร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ โดยอ้างเหตุโคลนถล่มที่อุตรดิตถ์ 
 
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่อีสาน เยาวชนคนหนึ่งถูกฆ่าแขวนคออำพรางคดี สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ชันสูตรพบว่า ถูกซ้อมทรมานจนตาย แล้วเอามาแขวนคอ มีการส่งฟ้อง ศาลตัดสินลงโทษผู้ต้องหาทั้งประหารชีวิตและจำคุกหลายสิบปี แต่พวกเขาก็ได้ประกัน และยังรับราชการตามปกติ สรุปแล้ว การประกันตัวหรือไม่ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่รู้จะให้เหตุผลอย่างไร หาทฤษฎีมาสรุปไม่ได้  
 
การได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และเป็นสิทธิตามกติการะหว่างประเทศ ซึ่งในรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2552 ซึ่งระบุว่า เมื่อรัฐธรรมนูญออกมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแล้ว ใช้บังคับได้เลยโดยไม่ต้องมีกฎหมายลูกรองรับ โดยตนเองเคยร้องต่อศาล กรณีลูกความถูกจับกุม โดยได้ยื่นขอปล่อยตัว ว่าควบคุมตัวโดยไม่ชอบและขอให้ผู้คุมตัวชดใช้ค่าเสียหาย โดยได้อ้างคำวินิจฉัยดังกล่าว ผลคือ ศาลสั่งปล่อยตัวและให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายด้วย
 
 
 
ธันย์ฐวุฒิ หรือ หนุ่ม เรดนนท์ อดีตผู้ต้องขัง112 ซึ่งเพิ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา เล่าว่า ในคดีของตนเองนั้น สู้เรื่องการประกันตัวมาโดยตลอด ตั้งแต่ชั้นฝากขัง ซึ่งยื่นประกันตัว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ช่วงแรกที่เข้าไปในคุก ก็ยังมีความหวังอยู่ โดยหลังขึ้นศาลมีการสั่งฟ้องสืบพยาน ได้ยื่นประกันตัว ราว 8 ครั้ง ขณะนั้น ยังคิดว่าน่าจะได้ประกันตัวออกไป ไม่เคยมีอคติกับศาลหรือระบบยุติธรรมไทย จนกระทั่งอากงถูกตัดสินจำคุก มีนักวิชาการยื่นประกันตัว และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ตัดสินใจว่าจะไม่ขอสู้แล้ว 
 
จากการได้พบผู้คนจำนวนมากในเรือนจำ ทำให้เห็นว่าชาวบ้านหาเช้ากินค่ำมักไม่ได้ประกันตัว ขณะที่คนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีล้วนได้ประกัน จึงไม่สามารถหามาตรฐานใดๆ ได้ในระบบยุติธรรมของประเทศ ส่วนกรณีมาตรา 112 นั้น มาตรฐานเกือบจะเท่ากัน คือไม่เคยได้รับการประกันตัวเลย
 
หนุ่ม เรดนนท์ กล่าวว่า สำหรับนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น จะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี จากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บางคน รวมถึงผู้ต้องขังด้วยกัน ตั้งแต่การถูกเขม่นไปจนการรุมทำร้าย
 
เขาเล่าว่า หลังเข้าไปในเรือนจำได้สองอาทิตย์ จะมีการแยกแดน นักโทษคดีหมิ่นฯ จะถูกจัดอยู่ในแดน8 ซึ่งเป็นแดนของนักโทษคดีความมั่นคง คดีที่มีโทษสูง หรือมีประวัติร้ายแรง โดยในวันที่เขาเดินเข้าแดนแปด ก็ถูกรุมสกรัมจากนักโทษด้วยกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่บางคนก็แสดงความอาฆาตเขาอย่างชัดเจนต่อหน้านักโทษคนอื่นๆ ซึ่งเขามองว่า นี่คือไฟเขียวให้นักโทษทุกคนทำอะไรกับเขาก็ได้ ทำให้เขาไม่สามารถเดินไปไหนได้อย่างเป็นสุข และแม้ข่าวนี้จะหลุดออกไปสู่ภายนอกเนื่องจากเขาแจ้งผ่านผู้มาเยี่ยม แต่สุดท้ายเขาก็ต้องทำรายงานว่าเป็นความเข้าใจผิดกัน ต้องยอม เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นพวกบ้าง
 
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของสุริยันต์ นักโทษคดีหมิ่นฯ ที่โทรศัพท์ขู่วางระเบิด รพ.ศิริราช ที่โดนบ้องหู จนหูดับไปเป็นเดือน เลือดออกทางตา ตัวมีรอยช้ำเต็มไปหมด แม้ว่าเขาจะแนะนำให้ไปหาหมอบันทึกอาการป่วยไว้ แต่สุริยันต์กลัว จึงไม่ไป กรณีของอากง ที่แม้ไม่ถูกทำร้าย แต่ถูกบังคับให้ทำงานหนัก จนนักโทษคนอื่นต้องแอบมาช่วยทำ ทั้งนี้ หลังอากงเสียชีวิต นักโทษคดี 112 ถูกย้ายไปแดนหนึ่งทั้งหมด และได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น โดยสรุปแล้ว เปรียบเทียบกันสองรัฐบาล นักโทษคดีหมิ่นฯ ได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
 
นอกจากนี้ หนุ่ม เรดนนท์ กล่าวด้วยว่า ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่มีความสุขกับแนวทางของ นปช. เลย เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแกนนำออกโทรทัศน์แล้วบอกว่าจะระดมมวลชนออกมาอีก อยากบอกว่าถ้าไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งทำ ถามว่ามีทนายให้เขาหรือยัง กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือได้จริงหรือ พร้อมเล่าว่า ขณะอยู่ในคุก พวกเขาได้แต่มองมวลชนที่มาเยี่ยมแกนนำ ขณะที่พวกเขาไม่มีใครมาเยี่ยมเลย พรรคเพื่อไทยเคยเข้ามาครั้งหนึ่งหลังสลายการชุมนุม ให้เงินช่วยเหลือคนละ 2,000 บาท กับข้าว ของใช้ นปช. เข้ามา 4 ครั้ง จนตอนหลัง เขาริเริ่มโครงการของขวัญสีแดง เพื่อส่งกำลังใจให้ผู้ต้องขังที่ยังเหลืออยู่ จนตอนหลังจึงเริ่มได้รับความช่วยเหลือ แต่นั่นก็หมายถึงว่าเขาต้องทำก่อน จึงจะมีคนเข้ามาดูแล
 
ด้านความไม่พร้อมของทนายความ หนุ่ม เรดนนท์กล่าวว่า นักโทษหลายคนได้ทนายความที่ไม่ใส่ใจในคดีเลย ไม่เคยเข้ามาถาม กรณีของตัวเอง พรรคเพื่อไทยส่งทนายมาให้ แต่ได้เห็นหน้ากันในศาลตอนที่นัดพร้อมแล้ว สุดท้ายเขาจึงขอเปลี่ยนทนายเป็น อานนท์ นำภา ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในหลายๆ เรื่อง 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สพฉ. ห่วงคนไทยป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น

Posted: 15 Jul 2013 02:32 AM PDT

 
สพฉ. ห่วงคนไทยป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น เหตุใช้ชีวิตสังคมเมือง ไม่ออกกำลังกาย-เครียด เผยปี 2556 มีผู้ป่วยขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 16,476 ครั้ง 

 
สพฉ. ห่วงคนไทยป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น  เหตุใช้ชีวิตสังคมเมือง ไม่ออกกำลังกาย เครียด  แนะวิธีสังเกตุอาการ หากเหนื่อยหอบจุกเสียดที่หน้าอก คลื่นไส้ รีบโทรแจ้ง 1669 ย้ำหากรักษาภายใน 3 ชั่วโมงโอกาสรอดชีวิตสูง เผยปี 2556 มีผู้ป่วยขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 16,476 ครั้ง
 
หนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ก็คือโรคหัวใจ ที่เกิดจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ  ซึ่งถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมาเป็นอันดับ 2  และเป็นหนึ่งใน 6 โรคฉุกเฉิน ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกำลังหาแนวทางป้องกันและลดอัตราการเสียชีวิต 
 
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สพฉ.ได้เร่งจัดบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุมและทันกาลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะใน 6 โรคฉุกเฉิน ที่ปัจจุบันมีอัตราการเจ็บป่วยฉุกเฉินเพิ่มมากขึ้น อาทิ การบาดเจ็บ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุจราจร ภาวะวิกฤติในทารกแรกเกิด ทั้งนี้สำหรับสาเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นผลจากวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่มีปัจจัยเสี่ยงเช่นการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลกับการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร รสหวาน มัน เค็ม  รับประทานผักผลไม้น้อย  มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง การทำงานนั่งโต๊ะ มีความเครียด และพักผ่อนไม่เพียงพอ ประกอบกับการสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ส่งผลให้คนเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดกันมากขึ้นและทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
 
นพ.อนุชา กล่าวต่อว่า ภาวะหัวใจวายแบบเฉียบพลัน เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการแข็งตัว มีไขมัน หรือแคลเซียมไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ส่งผลให้ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย ซึ่งหากหลอดเลือดแดงตีบแคบมาก หรือมีลิ่มเลือดไปอุดตัน 100% ในทันทีตรงตำแหน่งที่มีไขมันเกาะเส้นเลือด จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ โดยอาการของผู้ป่วยนั้น จะมีอาการเจ็บแน่น จุกเสียดที่หน้าอกหรือท้องส่วนบน หรือมีอาการแน่นเหนื่อยขึ้นมาทันที ร่วมกับอาการหายไจไม่สะดวก หอบเหนื่อย คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือบางรายอาจมีอาการปวดไหล่ซ้ายมากกว่าไหล่ขวา จุกแน่นที่ท้อง จนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคกระเพาะ นอกจากนี้อาจเจ็บ หลังจากออกกำลังกายหรือเครียด แต่เมื่อหยุดพักจะหาย  ซึ่งเมื่อมีอาการดังกล่าว ให้รีบนั่งลง พักกายและใจทันที อย่าตื่นเต้นโวยวาย เพราะการใช้แรงจะทำให้เจ็บมากยิ่งขึ้น จากนั้นโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยที่รู้ว่าเป็นโรคดังกล่าวจะต้องรีบอมยาใต้ลิ้นเพื่อบรรเทาอาการ
 
"ปัจจุบันการรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจได้ก้าวหน้ามาก และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและพิการลงได้ หากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้รับการรักษาที่ทันเวลาคือภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากเกิดอาการ โดยแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือ "สวนเส้นหัวใจ" ดังนั้นการรณรงค์ให้ประชาชนและผู้ป่วยตระหนักรู้ถึงวิธีการช่วยเหลือจึงเป็นสิ่งสำคัญและจะเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้มากขึ้น"
 
ทั้งนี้ สำหรับสถิติการปฏิบัติการฉุกเฉินของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินในปี 2556 พบว่ามีผู้ป่วยขอความช่วยเหลือจากบริการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอกจากปัญหาด้านหัวใจ 16,476 ครั้ง และมีการขอความช่วยเหลือเนื่องจากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น 637 ครั้ง
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ILO เผย 'แบ่งปันงาน' ช่วยแก้ปัญหาจ้างงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจได้

Posted: 15 Jul 2013 02:20 AM PDT

รายงาน ILO ระบุ 'การแบ่งปันงาน' ที่ถูกมาใช้ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (ค.ศ.2008-2009) ช่วยให้พนักงานยังมีงานทำ-องค์กรธุรกิจอยู่รอดและพร้อมกลับมาจ้างงานได้เต็มที่ภายหลัง ชี้ต้องมองถึงความจำเป็นในด้านการบริหารที่น้อยที่สุดสำหรับบริษัท, ความยืดหยุ่นของการลดชั่วโมงทำงาน (รูปแบบการใช้และระยะเวลา) และการหารายได้เสริมให้คนงานที่ได้รับผลกระทบระหว่างวิกฤต

 
 
รายงาน "Work sharing during the Great Recession" (บรรณาธิการโดย Jon C. Messenger และ Naj Ghosheh) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมาได้ระบุว่าการแบ่งปันงานได้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางเพื่อรักษาตำแหน่งงานในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างปี ค.ศ.2008-2009 และในช่วงต่อเนื่องจากวิกฤต รวมทั้งสามารถสร้างตำแหน่งงานใหม่ได้หลังพ้นวิกฤต
 
Jon C. Messenger นักวิจัยของ ILO และบรรณาธิการร่วมของรายงานฉบับนี้ระบุว่าคนงานยังคงมีงานทำ บริษัทสามารถอยู่รอดได้ และพร้อมจะกลับมาเติบโต ในส่วนของรัฐบาลและสังคมก็สามารถประหยัดต้นทุนด้านสวัสดิการการว่างงานและการอุดหนุนต่างๆ แก่ผู้ตกงาน ทั้งนี้ การออกแบบนโยบายการแบ่งปันงานในช่วงที่เกิดวิกฤต ต้องวางแผนและนำไปใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
 
รายงานฉบับนี้ได้นำเสนอตัวอย่างโครงการแบ่งปันงานในช่วงที่เกิดวิกฤตจากทั่วโลก โดยเน้นว่าโครงการต่างๆ ต้องได้รับการสนุบสนุนจากรัฐบาลอย่าจริงจังจึงจะทำให้เกิดผลรูปธรรม
 
รวมทั้งความสมดุลของกฎเกณฑ์ที่เลือกใช้ระหว่างบริษัทและพนักงาน, มองถึงความจำเป็นในด้านการบริหารที่น้อยที่สุดสำหรับบริษัท, ความยืดหยุ่นของการลดชั่วโมงทำงาน (รูปแบบการใช้และระยะเวลา), การหารายได้เสริมให้คนงานที่ได้รับผลกระทบระหว่างวิกฤต เป็นต้น
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จุฬาฯ ขอโทษอย่างเป็นทางการกรณีป้ายภาพฮิตเลอร์

Posted: 15 Jul 2013 01:42 AM PDT

ศูนย์สื่อสารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่อนจดหมายขออภัยอย่างเป็นทางการต่อศูนย์ไซมอน วีเซนธาล เสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ระบุได้เตือนกลุ่มนิสิตที่ทำภาพดังกล่าวแล้ว และจะไม่ให้เกิดอีกในอนาคต 
 
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 56 ศูนย์สื่อสารองค์กรแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เผยแพร่จดหมายขออภัยอย่างเป็นทางการต่อศูนย์ไซมอน วีเซนธาล ผ่านทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก จากการใช้ภาพฮิตเลอร์เป็นรูปซูเปอร์ฮีโร่เป็นป้ายประกอบการถ่ายรูปวันรับปริญญา บริเวณคณะศิลปกรรมศาสตร์ [อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง] โดยทางมหาวิทยาลัยระบุว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจากนิสิตที่ไม่ได้ทราบถึงความสำคัญของภาพดังกล่าวว่ามีความหมายอย่างไร ซึ่งทางจุฬาฯ ได้กล่าวตักเตือนกลุ่มนิสิตดังกล่าวแล้ว และจะระวังมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต 
 
โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 56 ทางสโมสรนิสิตศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าวทางเฟซบุ๊กด้วย 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

"ญาติวีรชนฯ" เสนอร่างนิรโทษกรรม ฉบับเว้นความผิดแต่ไม่ทิ้งความเป็นธรรม

Posted: 15 Jul 2013 01:16 AM PDT

ญาติวีรชนฯ เสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม นิรโทษกรรมให้ผู้ชุมนุมแต่ไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่ทั้งผู้สั่งการ เจ้าหน้าที่ที่กระทำเกินคำสั่ง ไม่รวมชายชุดดำ ไม่รวมคนเผา และไม่ครอบคลุมพ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมเสนอให้ส.ส.ช่วยดันก่อนเปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคมนี้

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2556 กลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค. 53 จัดงานเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 (ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับประชาชน) ณ ห้องประชุม 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว
 
 
กลุ่มญาติวีรชนฯ อธิบายเนื้อหาของร่างฉบับนี้ว่า มีเนื้อหาที่เด่นแตกต่างจากฉบับอื่น คือ เน้นการนิรโทษกรรมให้ประชาชนทั่วไป แต่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้สั่งการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่กระทำเกินกว่าเหตุ และไม่นิรโทษกรรมให้คนที่ประทุษร้ายผู้อื่น
 
ใจความสำคัญของร่างฉบับนี้ "นิรโทษกรรม" ให้แก่การกระทำดังต่อไปนี้
 
1.นิรโทษกรรมให้ผู้ที่กระทำความผิดจากการฝ่าฝืนข้อกำหนดของพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ. 2551 ซึ่งประกาศใช้ในการชุมนุมทางการเมืองหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
2. นิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิดในท้องที่ที่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ อันเป็นความผิดลหุโทษ หรือเป็นความผิดที่โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีตามกฎหมายอื่น
3. นิรโทษกรรมให้การกระทำใดๆ ของบุคคลที่แม้ไม่ได้ร่วมชุมนุม แต่การกระทำนั้นเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
4. นิรโทษกรรมให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่มิได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือไม่ได้กระทำเกินกว่าเหตุ
 
ทั้งนี้ ร่างฉบับนี้มีความแตกต่างไปจากร่างฉบับอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย ร่างที่เสนอโดยแกนนำนปช. โดยระบุชัดเจนว่า มีการกระทำใดบ้างที่ "ไม่นิรโทษกรรม" มีรายละเอียดดังนี้
 
1. ไม่นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่มุ่งประทุษร้ายผู้อื่นโดยใช้อาวุธ เช่น กรณีชายชุดดำ ฯลฯ
2. ไม่นิรโทษกรรมให้กับคนที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ผู้มีอำนาจสั่งการ
3. ไม่นิรโทษกรรมให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่กระทำการไม่สมควรแก่เหตุ หรือเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น เจ้าหน้าที่ที่กระทำเกินคำสั่ง กราดยิงประชาชนในระดับที่สูงกว่าหัวเข่า เป็นต้น
 
นอกจากนี้ ร่างนิรโทษกรรมฉบับญาติวีรชน ยังให้สิทธิตามมาตรการเยียวยาเพื่อเปิดโอกาสให้ญาติผู้เสียชีวิตเรียกร้องเงินชดเชยได้ด้วย
 
AttachmentSize
พรบ. นิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง.doc43 KB
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

This posting includes an audio/video/photo media file: Download Now

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น