โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ยังพิจารณาอยู่ อัยการเลื่อน 'ทนายจูน' ฟังคำสั่งครั้งที่ 8 คดีซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ยูน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

กสทช. มอบใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิตอลให้ 4 ฟรีทีวี

Posted: 24 Jul 2013 10:24 AM PDT

กสทช. มอบใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์เพื่อให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลให้ช่อง 5, 9, 11 และไทยพีบีเอส พร้อมเปิดตัวมาสคอตดิจิตอลทีวี "น้องดูดี" ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้กับประชาชน


น้องดูดี มาสคอตดิจิตอลทีวี
 

(24 ก.ค.56) ในงานเดินหน้าประเทศไทยสู่โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มอบใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์เพื่อให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ให้ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กองทัพบก (ช่อง 5) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กรมประชาสัมพันธ์ (ช่อง 11) และ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยถือเป็นการมอบใบอนุญาตครั้งแรกของวงการกิจการโทรทัศน์ไทย

พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. กล่าวว่า การออกใบอนุญาตโครงข่ายครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นการแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทย ในการเริ่มให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยโครงข่ายดังกล่าวจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของกิจการโทรทัศน์ของประเทศ ซึ่ง กสทช. จะส่งเสริมผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่ผลิตรายการโทรทัศน์ใช้โครงข่ายร่วมกัน เพื่อลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันการมีผู้ให้บริการโครงข่ายเป็นการเฉพาะนั้น เป็นการแยกโครงสร้างการประกอบกิจการ ที่จะทำให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์ มีช่องทางในการนำพารายการไปยังผู้รับชม โดยไม่ต้องลงทุนโครงข่ายซึ่งเป็นการลดอุปสรรคในการเข้าสู่การประกอบกิจการ ส่งผลให้เกิดการอย่างแข่งขันเสรีและเป็นธรรม เพื่อเป้าหมายหลัก ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสามารถเลือกรับชมรายการที่มีคุณภาพและหลากหลาย ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล
         
พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า งานเดินหน้าประเทศไทยสู่โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงความพร้อมและความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสทช.และองค์กรที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ซึ่งจะขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลไปด้วยกัน อันจะเป็นประโยชน์และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในวงกว้างต่อไป
           
นอกจากพิธีมอบใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลแล้ว ยังมีการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ดิจิตอลทีวี และตุ๊กตาสัญลักษณ์ (มาสคอตดิจิตอลทีวี) ชื่อ"น้องดูดี" เพื่อเป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร และสร้างการจดจำการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิตอลของประเทศไทยให้ภาคสาธารณะรับทราบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับดิจิตอลทีวีเพิ่มขึ้น

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอลเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด  โดยในไตรมาส 4 ของปีนี้จะเข้าสู่ช่วงการประมูลดิจิตอลทีวี
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ค้านแผน เปิดเหมืองทองผาภูมิ หวั่นผลกระทบตามรอย "คลิตี้"

Posted: 24 Jul 2013 10:01 AM PDT

เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดกาญจนบุรี คัดค้านกรมทรัพยากรธรณี 'ปลุกผี' เหมืองแร่ตะกั่วและสังกะสีในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ รอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ้างอาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ ศึกษาและผลักดันโดยไม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมและมติหน่วยงานท้องถิ่นที่ให้ปิดเหมืองแร่รอบทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งหมด

ที่ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน พุธที่ 24 กรกฎาคม 2556 เวลา 10.00-12.00 น. เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับชาวบ้านคลิตี้ จัดแถลงข่าวคัดค้านแนวนโยบายการทำเหมืองแร่โดยรอบเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรหรือในเขตอำเภอทองผาภูมิทั้งหมด ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีเร่งโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์เบื้องต้นเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรณี (แร่ตะกั่ว สังกะสี) บริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี คาดหวังเปิดเหมืองแร่ตะกั่ว อย่างน้อย 3 เหมือง ได้แก่ เหมืองแร่เค็มโก้ เหมืองแร่บ่อใหญ่และเหมืองแร่เกริงกะเวีย โดยจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ศึกษาและผลักดัน

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนา กล่าวถึงความเป็นมาของการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ผืนป่าตะวันตกว่า มีความเป็นมาอย่างยาวนาน พื้นที่ในอำเภอทองผาภูมิเป็นแหล่งที่มีแร่ตะกั่วมากเคยมีการทำแร่ตะกั่วหลายแห่งแต่ตะกั่วเป็นแร่ที่เป็นพิษต่อร่างกายคนซึ่งจะไปจับตามข้อกระดูกและทำให้ร่างกายอ่อนแรงแต่กรมทรัพยากรธรณีกลับเร่งเปิดเหมืองแร่ตะกั่วและสังกะสี ด้วยเหตุผลอะไร เขาทิ้งคำถาม ทั้งที่มติคณะกรรมการแห่งชาติ คุ้มครองมรดกโลกและอีกหลายหน่วยงานย้ำชัดเจนว่า บริเวณรอบเขตทุ่งใหญ่ฯ จะต้องไม่มีเหมืองแร่แต่จำเป็นต้องฟื้นฟูและดูแลสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่ได้รับการขนานนามว่า ปอดของโลก เรากำลังขุดเอาสารพิษซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน นอกจากนี้ ยังสร้างสารพิษใหม่ให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชน กระบวนการทำแร่ทำให้เกิดพิษ เช่น ผงฝุ่น น้ำเสีย ดิน ปนเปื้อนโลหะหนัก การทำเหมืองก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทั้งพืชและสัตว์น้ำซึ่งส่งผลกระทบถึงชุมชนโดยไม่มีกระบวนการป้องกัน เยียวยาหรือรักษาชาวบ้าน แม้แต่เพียงสักครั้งเดียว ไม่มีกระบวนการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ขณะที่ภาครัฐอ้างเรื่องรายได้แต่ปรากฏว่ากรณีคลิตี้ไม่มีการจ่ายค่าภาคหลวงให้กับหน่วยงานรัฐและหน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อเอาผิดกับบริษัทที่ก่อมลพิษ หากเกิดการทำเหมืองแร่โดยรอบพื้นที่ทุ่งใหญ่นเรศวรจะส่งผลต่อสถานะมรดกโลกของทุ่งใหญ่นเรศวร

นางภินันท์ โชติรสเศรณี ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจนบุรี กล่าวว่า การทำเหมืองแร่ก่อผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงและไม่มีกระบวนการใด แก้ไขปัญหามลภาวะอันเกิดจากการทำเหมืองได้ กรณีคลิตี้เป็นตัวอย่างอันดีที่รัฐควรจะเรียนรู้เพราะนอกจากก่อผลต่อสิ่งแวดล้อมยังส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในชุมชนด้วย หากมีการเปิดเหมืองในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิจะเกิดการปนเปื้อนและไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลองส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าว

นาย สมพงษ์ ทองผาไฉไล ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เล่าว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านคลิตี้ไม่เคยรับรู้ถึงผลกระทบอันเกิดจากแร่ตะกั่วจนผู้คนเริ่มเจ็บป่วยวัวควายเริ่มล้มตายและหน่วยงานท้องถิ่นนำป้ายมาติดให้ชาวบ้านงดใช้น้ำและจับสัตว์น้ำ จนกระทั่งเมื่อได้ตรวจสุขภาพพบสารตะกั่วในร่างกาย เขากล่าวต่อไปว่า ชนกะเหรี่ยงซื่อใสและรักความสงบแต่เมื่อขาดความรู้ทำให้ไม่เท่าทันต่อผลอันเกิดมาจากนโยบายที่ก่อผลกระทบต่อชุมชน สิ่งเดียวที่ชาวบ้านต้องการ คือ ใช้น้ำและกินปลาได้เหมือนเดิม ขอให้ลำห้วยกลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนจะมีเหมือง

นายหฤทัย คงควร ชาวทองผาภูมิ ซึ่งได้เข้าร่วมงานเสวนาได้กล่าวแสดงการคัดค้านการเร่งเปิดเหมืองของกรมทรัพยากรธรณี ในพื้นที่ โดยเขาให้เหตุผลว่ารายงานการศึกษาไม่มีความชัดเจนในเรื่องผลกระทบอันเกิดจากการทำเหมืองซึ่งทำให้ประชาชนชาวทองผาภูมิต้องออกมาคัดค้านและจำเป็นต้องยุติการทำเหมืองตะกั่วอย่างแน่นอน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เผยเอกสารลับการโจมตีโดรนในปากีสถาน มีพลเรือนตกเป็นเป้า 1 ใน 5 ของเหยื่อทั้งหมด

Posted: 24 Jul 2013 09:53 AM PDT

สำนักงานข่าวสืบสวนสอบสวนของอังกฤษเปิดเผยเอกสารลับจากทางการปากีสถานที่กล่าวถึงปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนในช่วงปี 2006-2009 โดยมีผู้เสียชีวิต 746 ราย เป็นพลเรือน 147 ราย และในจำนวนนี้มีเด็กอยู่ถึง 94 ราย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานข่าวสืบสวนสอบสวนของอังกฤษ (Bureau of Investigation Journalism) กล่าวว่าพวกเขาได้รับสำเนาเอกสารลับ ที่ชื่อ "รายละเอียดการโจมตีด้วยโดรนของนาโต้ในพื้นที่ชนพื้นเมืองที่ส่วนกลางบริหาร"  (Details of Attacks by NATO Forces/Predators in FATA (Federally Administered Tribal Areas)) ซึ่งระบุถึงปฏิบัติการจู่โจมด้วยอากาศยานไร้คนบังคับหรือโดรน 75 ครั้ง ในช่วงปี 2006-2009 มีการกล่าวถึงจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิต

สำนักงานข่าวสืบสวนสอบสวนของอังกฤษได้รับเอกสารลับดังกล่าวมาจากเจ้าหน้าที่ทางการปากีสถาน ในเอกสารระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนจำนวนมาก ซึ่งไม่ตรงกับที่ทางการสหรัฐฯ เคยอ้างไว้ว่ามีความเสียหายจากปฏิบัติการน้อยมาก

เอกสารระบุว่าจากปฏิบัติการโจมตี 75 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 746 ราย โดยมี 147 รายเป็นพลเรือนและจากจำนวน 147 รายนี้มีอยู่ 94 รายที่เป็นเด็ก ซึ่งคิดตามหลักสถิติแล้วนับว่า 1 ใน 5 ของเหยื่อการโจมตีของสหรัฐฯ เป็นพลเรือน และมากกว่าร้อยละ 12 เป็นเด็ก

รัฟ ข่าน คัตตัก รักษาการรัฐมนตรีการคลังของปากีสถานกล่าวว่า ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ทางการต้องปลอมแปลงข้อมูลเหล่านี้ เพราะเดิมทีทางการไม่มีเจตนาเผยแพร่เอกสารเหล่านี้นอกจากในฝ่ายบริหารอยู่แล้ว

ทางการสหรัฐฯ ไม่เคยมีการเปิดเผยตัวเลขประมาณการผู้เสียจากโดรนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ และหน่วยงานข่าวกรองกลางหรือซีไอเอ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลปิดลับของโครงการโดรนต่อวุฒิสมาชิกหรือต่อสาธารณชน

ผู้อำนวยการของซีไอเอผู้ออกแบบโครงการโดรนเคยกล่าวไว้ว่า พวกเขาจะสั่งการให้มีการโจมตีเป้าหมายหากมีความมั่นใจสูงมากว่าจะไม่มีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เว้นแต่ในสถานการณ์บังคับที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากเท่านั้นอ นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่าการเสียชีวิตของพลเรือนเกิดขึ้นน้อยมาก โดยรายงานของทางการที่รั่วไหลออกมาในช่วงต้นปีเปิดเผยว่าทางซีไอเอคิดว่าในตัวเลขผู้ถูกสังหารมีจำนวน 1 ใน 482 เท่านั้นที่เป็นพลเรือน

แต่ รัฟ ข่าน ผู้ต่อต้านการโจมตีด้วยโดรนก็เชื่อว่าแหล่งข้อมูลล่าสุดนี้น่าเชื่อถือมากกว่าเพราะมาจากการเก็บข้อมูลในพื้นที่เป็นเวลาหลายปี และผู้เก็บข้อมูลก็แค่สนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ตาม รุสตัน ชาห์ โมห์หมาด อดีตเจ้าหน้าที่ของพื้นที่ชนพื้นเมืองที่ส่วนกลางบริหาร (FATA) กล่าวว่าเอกสารดังกล่าวอาจนำเสนอข้อมูลในมุมกว้าง แต่ความแม่นตรงของข้อมูลขึ้นอยู่กับว่าทางกองทัพเลือกจะนำเสนอหรือยับยั้งการนำเสนอต่อฝ่ายการเมืองในเรื่องใดบ้าง โดยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาไม่มีการนำเสนอข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างชัดเจนต่อสภาของปกีสถานเลย

แหล่งข่าวอิสระประเมินว่ามีประชาชนในปากีสถานถูกสังหารจากปฏิบัติการจู่โจมโดยอากาศยานไร้คนบังคับนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา และโอบาม่าก็เพิ่มการสนับสนุนโครงการโดรนนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

การโจมตีด้วยโดรนยังมีความยุ่งยากในแง่การแยกแยะระหว่างกลุ่มติดอาวุธกับพลเรือน ซึ่งในบางกรณีการที่พลเรือนเป็นผู้จับอาวุธขึ้นต่อต้านรัฐบาลก็ถูกว่าเป็นกลุ่มติดอาวุธ และน้อยครั้งมากที่ญาติของผู้เสียหายจะบอกว่าเหยื่อเป็นกลุ่มติดอาวุธ

ในอีกแง่หนึ่งทางการสหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าพวกเขาวางเป้าหมายการโจมตีโดยดูจากพฤติกรรมของบุคคล เช่นการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย การติดต่อสัมพันธ์กับเป้าหมาย การเข้าร่วมศูนย์ฝึกการรบ และข้อบ่งชี้ทางอ้อมอื่นๆ บางครั้งโดรนก็ติดตามเป้าหมายโดยการเสาะหาเป้าหมายดั้งเดิมเช่นในงานศพของเหยื่อผู้ถูกโจมตีจากโดรนในอดีต

ก่อนหน้านี้เคยมีเอกสารที่รั่วไหลออกมาระบุว่า จากปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 482 ราย มีเพียง 6 รายเท่านั้นที่เป็นผู้บัญชาการของกลุ่มอัล-เคด้า

 

 

เรียบเรียงจาก

At least 1 in 5 drone strike victims a confirmed civilian – leaked Pakistani records, Russia Today, 22-07-2013

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หลุดกรอบผู้ใหญ่สู่เสรีภาพแบบใหม่ของวัยรุ่น

Posted: 24 Jul 2013 07:23 AM PDT

สังคมผู้ใหญ่ปัจจุบันมองเด็กและเยาวชนว่าไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง ขาดบทบาทในการปฏิบัติงานพัฒนาสังคม อยู่กับกระแสสังคมสมัยใหม่และเทคโนโลยีมากกว่าอยู่กับคนรอบข้าง เป็นปัญหาและอุปสรรค์ในการพัฒนาสังคมในอนาคต องค์ของรัฐหลายภาคส่วน รวมทั้งผู้ใหญ่หลายคนตระหนักว่าจะเป็นปัญหา

นิด้าโพลล์ ระบุเยาวชนมองการเมืองไทยแย่ น่าเบื่อ ทัศนคติของเยาวชนที่มีต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า เยาวชน ร้อยละ 53.77  ระบุว่า การเมืองไทยในปัจจุบัน แย่ ไม่ดี วุ่นวาย และเป็นเรื่องน่าเบื่อ รองลงมา ร้อยละ 10.90 ระบุว่า เกิดการแบ่งแยก ไม่มีความปรองดอง ชิงดีชิงเด่นกัน  และร้อยละ 4.57 ระบุว่า ไม่เคารพกฎกติกา ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และใช้กฎหมู่  แสดงให้เห็นว่าเยาวชนเกินครึ่งของการสำรวจมีมุมมองทางการเมืองในด้านลบ การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่มีแรงดึงดูดให้เยาวชนสนใจ รวมถึงมองกรอบกติกาและความเป็นประชาธิปไตยในสังคมมีส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เหตุปัจจัยที่ทำให้เยาวชนไม่สนใจการเมืองเป็นเพราะเยาวชนขาดวุฒิภาวะหรือผู้ใหญ่ขาดวุฒิภาวะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงต่อไป

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง "อาการลักลั่นในเรื่องสิทธิของเยาวชน เยาวชนจะได้สิทธิต่อเมื่อผู้ใหญ่ได้ผลประโยชน์ แต่เยาวชนยังขาด "อำนาจและเสรีภาพ" ในการแสดงเจตจำนงของตนเองที่จะกระทำ หรือไม่กระทำอะไรได้จากการคิด วิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตนเอง การพูดเรื่องเยาวชน จึงควรพูดกันมากกว่าเรื่องสิทธิ แต่มันคือเรื่องอำนาจและเสรีภาพ ที่สามารถบรรลุสิ่งที่เรากำหนดเองได้ มิใช่มีสิทธิทำตามที่ผู้อื่นชักชวน"

ผู้ใหญ่มักเอากรอบความรู้สึกตนเองมาเป็นเหตุผลจำกัดกรอบของเด็ก ผู้ใหญ่ใช้ตล่อมเด็กและใช้วิธีการจี้ให้เด็กเห็นด้วย และเด็กไม่สามารถยกเหตุผลขึ้นมาโต้แย้งผู้ใหญ่หรือมีเหตุผลสนับสนุนตนเอง เริ่มตั้งแต่การจับเด็กยัดเข้าสู่ระบบการศึกษาที่กระทรวงศึกษาออกแบบสำเร็จรูปมาแล้ว อาทิ ร่างกายใต้บงการ บนเรือนร่างในเครื่องแบบ ทำให้ตัวแทนกลุ่มสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกกฎระเบียบการตัดทรงผมนักเรียน กลายเป็นกระแสในสังคมโรงเรียน ทำให้เห็นถึงแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ทั้งในและนอกระบบการศึกษา นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียน โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมพัฒนาการ เลขาธิการสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คว่า การยกเลิกความเป็นไทยไม่ใช่การยกเลิกคุณธรรม จริยธรรม และมโนธรรมความเป็นมนุษย์ การมีคารวะ 6 การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่สิ่งที่กล่าวถึงนั้นคือการนำสังคมไปผูกโยงกับเผด็จการ เป็นการหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้เกิดการถกเถียง เพื่อให้เท่าทัน ไม่ถูกครอบงำ การต่อสู้ในการเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แค่ต่อสู้กับคณะรัฐประหารเท่านั้น หากคือการชูประเด็นอื่นๆ ด้วยในแง่มุมสิทธิและเสรีภาพ และความเสมอภาค ทำให้สังคมได้เห็นแนวความคิดของเด็กที่ศึกษาระดับมัธยมศึกษาแสดงจุดยืนทางความคิดไม่เห็นด้วยกับสังคมไทยเรื่องเสรีภาพ

หรือ กลุ่ม 'บูหงารายา' รุ่นใหม่ เป้าหมายเพื่อสันติภาพ ยกระดับตาดีกา มุ่งพัฒนาคน จากนักศึกษาสู่นักกิจกรรมเพื่อสังคมชายแดนใต้ มุ่งยกระดับการศึกษา พัฒนาตาดีกาเพื่อพัฒนาคุณภาพคน เป้าหมายเพื่อสันติภาพ แนวทางในอนาคตของกลุ่มบูหงารายา มุ่งไปที่การวางระบบโรงเรียนตาดีกาให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ โดยพยายามจะยกระดับเป็นเหมือนโรงเรียนประถมศึกษาและได้วุฒิการศึกษาด้วย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ท้าทาย การทำงานเพื่อการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ค่อนข้างมีอุปสรรค์ในการขับเคลื่อนเนื่องจากบางครั้งถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายความมั่นคงของรัฐรวมถึงการถูกกล่าวหาว่าปลุกระดมคนเพื่อการก่อความไม่สงบในพื้นที่ กลายเป็นปัญหาในการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่พยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ เมื่อได้รับการตอบสนองการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมด้วยการกล่าวหาที่รุนแรงในลักษณะนี้

กรณี ตำรวจสั่งคุมเข้ม ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ออกจากบ้านหลัง 4 ทุ่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะลงพื้นที่ตรวจสอบตามสถานที่ต่างๆ ไม่ให้เด็กวัยรุ่นและเยาวชนทำการจับกุมมั่วสุม เนื่องจากที่ผ่านมาเหตุอาชญากรรมต่างๆ เด็กเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้ก่อเหตุเสียเอง ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม แสดงให้เห็นว่าการพยายามวางกรอบกำหนดเด็กด้วยผู้ใหญ่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ดี ถ้าจะให้ร้ายว่าเด็กมั่วสุมต้องการป้องกันเหตุด้านลบที่อาจเกิด ส่วนหนึ่งก็ถือว่าเป็นความหวังดีและขณะเดียวกันก็เป็นการประสงค์ร้าย เพราะเด็กทุกคนในประเทศไม่ใช่เด็กที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมด เด็กที่สุ่มเสียงกับการเกิดปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งซึ่งรัฐจะต้องมองกลุ่มปัญหาให้ถูกจุด มิควรสร้างกรอบจำกัดรวมจนกลายเป็นเหตุที่อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิเด็ก

(ภาพจากเว็บไซด์ http://www.gewoon-nieuws.nl/wp-content/uploads/2013/04/freedom-of-choice.jpg)

หรือกระแสสังคมที่หนุนเด็กต่ำกว่า 18 ปีตรวจเลือดเอดส์ได้เอง ไม่ต้องขอผู้ปกครอง นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนไป เด็กสามารถประเมินความเสี่ยงได้ว่าตัวเองอาจได้รับเชื้อฯ เช่น จากการรับข้อมูลมาจากการเรียนการสอนเพศศึกษา แต่การตัดสินใจของคนที่จะเข้ารับบริการ ถ้าบริการนั้นไม่เอื้ออำนวยความสะดวก ที่ต้องไปขออนุญาตพ่อแม่ ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ เพราะจะถูกตำหนิ ตีตราว่าไปมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร ซึ่งสิ่งนี้เป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้เยาวชนไม่สามารถเข้าสู่ระบบบริการได้

การเปิดเสรีในการตัดสินใจรับบริการควรเปิดให้พลเมืองของรัฐทุกคนสามารถปฏิบัติได้ การที่รัฐมีกลไกให้ผู้ปกครองอนุญาติก่อนแล้วเด็กจึงสามารถปฏิบัติได้นั้น กลายเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางโอกาส เพราะบางกรณีที่เด็กมีสำนึกด้วยตัวเองแล้ว ก็ควรให้เขาได้ตัดสินใจด้วยตัวเองเช่นกัน ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้นำไปสู่การสร้างความรุนแรงที่ละเมิดผู้อื่นในสังคม รัฐต้องสนับสนุนและให้ความสำคัญ ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เยาวชนควรรับรู้จากพฤติกรรมของเขา

บทสัมภาษณ์: ปาลิดา ประการะโพธิ์ "โปรดอย่าพูดแบบเหมารวม เด็กมัธยมก็สนใจปัญหาสังคม" คลื่นลูกใหม่ๆ ย่อมมาแทนที่คลื่นลูกเก่าเสมอ ในห้วงเวลาที่นักกิจกรรม - เอ็นจีโอรุ่นเก่าแก่ เริ่มหาที่ทางในช่วงบั้นปลาย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสิงตามพรรคการเมือง ออกไปเป็นที่ปรึกษาตามหน่วยงานองค์กรต่างๆ หรือเริ่มแคะกระปุกเงินเก็บออมไปกว้านซื้อหากระท่อมเล็กกระท่อมน้อยตามชนบทบรรยากาศเขียวๆ สร้างสวรรค์ในช่วงท้ายของชีวิต ส่วนรุ่นกลางๆ มาหน่อยก็กำลังเพลิดเพลินกับหน้าที่บริหารองค์กร เขียนโครงการขอทุน การออกแถลงการณ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าว และบินไปประชุมตามที่ต่างๆ

แสดงถึงมุมมองคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการทำงานของนักพัฒนาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมเมื่อตนมีอายุมากขึ้น นักพัฒนาที่อายุมากบางครั้งก็หลุดไปอยู่ในกระแสนักการเมือง หรือปล่อยวางการทำงานพัฒนาไปใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ รวมทั้งการทำงานให้ผ่านไปวันๆ ฉะนั้น คนรุ่นเก่าจะต้องให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ในการทำงานพัฒนาสังคม รวมทั้งจะต้องให้การสนับสนุน และกระตุ้นให้คยรุ่นใหม่เกิดพลัง และที่สำคัญคนรุ่นเก่าจะต้องไม่ดูถูกพลังคลื่นลูกใหม่ เพราะในวันหนึ่งเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต

 


(ภาพจากเว็บไซด์ http://affirmyourlife.blogspot.com/2009/09/freedom-affirmations.html)

การสร้างบรรยากาศ "เวทีสิทธิวิวาทะ: เยาวชนคอการเมือง" เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในหลากหลายพื้นที่ ได้แสดงทรรศนะและมุมมองของพวกเขาที่มีต่อการเมืองไทย นโยบายของรัฐบาล และสถานการณ์รอบตัว เป็นการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล รวมถึงเป็นการสร้างแนวความคิดให้กับคนรุ่นใหม่เองในการตกผลึกความคิดด้วยตนเองผ่านข้อมูลที่ศึกษา และข้อมูลที่ได้จากการแลกเปลี่ยน ซึ่งบรรยากาศในลักษณะนี้หากคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุเดียวกันได้แลกเปลี่ยนกันจะทำให้คนที่เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีกรอบความคิดของผู้ใหญ่มีจำกัด ความกล้าแสดงจุดยืนทางความคิดย่อมเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่การพูดคุยของคนรุ่นใหม่ควรมีการรวบรวมประเด็นและการสังเกตุการณณจากผู้มีประสบการและเสนอะแนะแนวทางที่พอจะเป็นไปได้ในสิ่งที่คนรุ่นใหม่คิดและมุ่งหวัง

ทางออกที่ดีในการนำสังคมไปสู่การพัฒนาและการสร้างสามัญสำนึกของพลเมืองจึงเป็นการให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่ไม่ควรวางเส้นทางให้เขาเหล่านั้น แต่ควรมองดูและชี้แนะให้เขาสามารถเดินไปในทางที่เข้าต้องการ อย่าออกกฎหมายที่จะนำไปสู่การจำกัยสิทธิและเสรีภาพของคนรุ่นใหม่ ถ้าคนรุ่นใหม่ถูกบล็อกให้ออกมาเหมือนกันแล้ว ความแตกต่างหลากหลายก็จะไม่เกิดขึ้น รัฐจะต้องปูพื้นฐานเกี่ยวกับหลักเสรีภาพ อิสระภาพ และความเสมอภาค ตามวิถีประชาธิปไตยให้เกิดขึนตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยเยาว์ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ร่างพ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์: เครื่องมือจำเป็นในการคุ้มครองชีวิตสัตว์

Posted: 24 Jul 2013 06:14 AM PDT

บทนำ

ผู้เขียนได้รับข่าวจาก facebook ชื่อว่า "เพื่อนกัน_ไม่ทิ้ง(น้องหมา)กัน" เกี่ยวกับการช่วยเหลือสุนัขที่ถูกทอดทิ้งอยู่เนืองๆ และเผอิญได้ทราบข่าวว่าสัตวแพทยสภาได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ หรือชื่อเต็มว่า ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ… (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสนับสนุนอย่างยิ่ง)[1] ก็เลยอยากแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ดังนี้


1. อะไรคือเหตุผลที่ควรคุ้มครองสัตว์

นักปรัชญาคนสำคัญอย่าง ปีเตอร์ ซิงเกอร์ (Peter Singer) ที่มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิให้แก่สัตว์และเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเคลื่อนไหว NGOs นั้น ได้เสนอในงานชิ้นสำคัญชื่อว่า "การปลดปล่อยสัตว์"  (Animal Liberation) ซิงเกอร์ได้อธิบายว่า สัตว์นั้นควรได้รับการปฎิบัติอย่างมีมนุษยธรรมเพราะว่าสัตว์มีความสามารถรับรู้ความเจ็บปวดทรมานอย่างมนุษย์ ในแง่นี้ มนุษย์กับสัตว์ต่างมิได้มีอะไรที่แตกต่างกันเลย แม้ว่าความเฉลียวฉลาดของมนุษย์จะเหนือกว่าสัตว์มากมายแต่ในแง่ของความรู้สึกเจ็บปวดทางกายภาพ มนุษย์กับสัตว์ล้วนมีความรู้สึกเท่าเทียมกัน สัตว์เหล่านี้จึงมีสิทธิของมันเองที่จะไม่ถูกมนุษย์ทำทารุณกรรมหรือทรมานในรูปแบบต่างๆ ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะเปลี่ยนทัศนะคติว่าจะทำอย่างไรกับสัตว์ก็ได้ เพราะสัตว์เองก็มิสิทธิแม้จะไม่เท่ากับคนก็ตาม

 

2.เรื่องทารุณกรรมสัตว์ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

หลายคนอาจจะคิดว่า ทำไมต้องมีกฎหมายคุ้มครองสวัสดิภาพของสัตว์ เรื่องของสัตว์มันสำคัญขนาดนั้นหรือ คำตอบก็คือ ใช่ เรื่องของสัตว์สำคัญ ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการคุ้มครองสวัสดิภาพของสัตว์กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมากในระดับระหว่างประเทศ โดยมีการโยงเรื่องการทรมานสัตว์หรือสวัสดิภาพของสัตว์ (Animal welfare) เข้ากับการค้าระหว่างประเทศแล้ว โดยทางสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฎหมายห้ามมิให้มีการล่าแมวน้ำโดยอาวุธหรือวิธีการที่ทารุณโหดร้าย และประเทศใดฝ่าฝืนประเทศนั้นก็จะส่งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับแมวน้ำมาขายในกลุ่มประเทศอียูไม่ได้[2] ส่งผลให้แคนาดากับนอร์เวย์ได้เสนอให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก[3] หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง อียูได้ออกกฎหมายห้ามมิให้มีการใช้เครื่องมือดักจับสัตว์ที่เรียกว่า leg-hold trap[4] โดยอียูจะห้ามมีให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ขนสัตว์ เพราะ leg-hold trap นี้ได้สร้างความทรมานเจ็บปวดให้แก่สัตว์มาก และไม่แน่ว่าข้อพิพาทเรื่องนี้จะขึ้นสู่องค์กรระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) หรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการเสนอว่าควรจะห้ามมิให้มีการส่งออกสุนัขพันธุ์ Greyhound แก่บางประเทศเพราะมีการนำสุนัขพันธุนี้ไปใช้แข่งกีฬาวิ่งแข่งซึ่งเป็นการทรมานสัตว์

 

3.ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ…..

ผู้เขียนมีข้อสังเกตบางประการต่อร่างกฎหมายดังนี้

ประการแรก ร่างกฎหมายได้ให้คำจำกัดความของคำว่า การทารุณกรรมสัตว์ หมายถึง "การกระทำ หรืองดเว้นการกระทำใดๆที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดทุพลภาพ หรืออาจมีผลทำให้สัตว์น้ำตาย" คำนิยามนี้ มีลักษณะกว้างเป็นนามธรรมไม่ค่อยเป็นรูปธรรมเมื่อเทียบกับร่างของสมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) แล้วร่างของสมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) จะมีการระบุประเภทลักษณะการกระทำที่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ เช่น เฆี่ยน ทุบตี ฟันแทง เผา ลวก หรือกระทำการอย่างอื่นอันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ให้สัตว์เจ็บปวด เก็บหรือกักขังสัตว์ในที่คับแคบให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมาน พันธนาการสัตว์เป็นเวลานานเกินความจำเป็น หรือด้วยเครื่องพันธนาการที่หนักหรือสั้นหรือเล็กเกินไปจนสัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน

เป็นต้น จริงๆแล้วร่างของสมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) ได้ให้ตัวอย่างถึง 19 ข้อ ซึ่งอ่านดูแล้วจะเห็นภาพมากกว่าร่างของสัตว์แพทย์สภา การที่มีลักษณะประเภทของการทารุณกรรมสัตว์ที่เป็นรูปธรรมนั้นอย่างน้อยก็ช่วยศาลในการพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายเป็นการกระทำทารุณกรรมสัตว์หรือไม่และในขณะเดียวกันประชาชนก็พอจะเห็นภาพว่าอย่างไรจึงจะเข้าข่ายเป็นการกระทำทารุณกรรมสัตว์ ประชาชนจะได้หลีกเลี่ยงการกระทำนั้นเสีย

ประการที่สองในร่างมาตรา 23 ที่กำหนดว่าในกรณีที่เจ้าหน้าที่พบสัตว์ถูกปล่อย ละทิ้งหรือไม่มีเจ้าของให้เจ้าพนักงานดำเนินการจัดสวัสดิภาพสัตว์ตามความเหมาะสม ประเด็นมีว่า คำว่า "ตามความเหมาะสม" หมายความว่าอย่างไร กฎหมายน่าจะระบุให้ชัดเจนว่าให้จัดส่งสถานสงเคราะห์สัตว์หรือองค์กรที่ดูแลเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์เป็นผู้ดูแล ทั้งนี้กฎหมายนี้ควรกำหนดให้มีเงินอุดหนุนแก่สถานสงเคราะห์สัตว์หรือองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ด้วย เพราะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า องค์กรเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายประจำวันที่ต้องดูแลเป็นจำนวนไม่น้อย รัฐจึงควรสนับสนุนด้านงบประมาณด้วย แต่ก็ต้องมีระบบตรวจสอบด้วยมิเพื่อป้องกันมิให้มีการทุจริตเกี่ยวกับเงินงบประมาณและควรมีอัตราโทษสำหรับผู้กระทำความผิด

ประการที่สาม เรื่องเกี่ยวกับโทษ มีการวิตกกันว่าร่างกฎหมายนี้อัตราโทษแรงไปเพราะมีอัตราโทษจำคุก 1 ปีสำหรับผู้ที่กระทำการทารุณกรรมสัตว์หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้เขียนคิดว่าโทษจำคุกต้องมีไว้เพื่อปรามผู้กระทำความผิดส่วนศาลจะลงโทษหนักเบาเพียงใดก็เป็นดุลพินิจของศาล

ประการที่สี่ มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่า ควรมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับกีฬาประเพณีท้องถิ่นเกี่ยวกับสัตว์มิให้ถือว่าเป็นการกระทำทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าไม่ควรมีข้อยกเว้นนี้ เกมกีฬาใดที่อยู่บนความทุกข์ทรมานของสัตว์ การกระทำนั้นไม่ควรถือว่าเป็นเกมกีฬาและไม่สมควรอนุรักษ์ไว้ทั้งสิ้น ข้ออ้างที่ว่าเป็นประเพณีนั้น อ้างไม่ขึ้นไม่มีเหตุผลใดๆที่จะอนุรักษ์ประเพณีที่โหดร้ายป่าเถื่อนทารุณกรรมสัตว์เพียงเพื่อตอบสนองความเพลิดเพลินของคนดูเท่านั้น

 

บทส่งท้าย

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ เพราะปัจจุบันมีข่าวคราวการทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน อย่างน้อยการมีมาตรการปรามทางกฎหมายก็น่าจะช่วยลดการทำทารุณกรรมได้พอควร อย่างไรก็ดี มาตรการป้องปรามอย่างเดียวคงไม่พอ ควรมีการรณรงค์เพื่อให้ปรับเปลี่ยนทัศนะคติที่ว่า "สัตว์ก็คือสัตว์" มาเป็น "สัตว์ก็มีสิทธิและหัวใจไม่ต่างจากคน" การเลี้ยงสัตว์ควรนำมาซึ่งความรับผิดชอบและเอาใจใส่  การทารุณกรรมทรมานสัตว์จะไม่เกิดขึ้นเลยหากมนุษย์รู้จักเพียงแค่เอาใจเขามาใส่ใจเราเท่านั้นเอง เท่านั้นเองจริงๆ……

 

 

 




[1] ขณะเขียนบทความนี้ ผู้เขียนได้ตรวจสอบว่าร่างกฎหมายนี้ใกล้จะประกาศใช้เป็นกฎหมายหรือยัง ตามข่าวที่ปรากฏบ้างก็บอกว่าร่างกฎหมายนี้จะเริ่มใช้เดือนกันยายนนี้ บางข่าวก็บอกว่ากำลังอยู่ในชั้นพิจารณาของวุฒิสภา ฉะนั้น  ผู้เขียนแสดงความเห็นบนพื้นฐานที่ว่ายังเป็นร่างกฎหมายอยู่

[2] โปรดดู REGULATION (EC) No 1007/2009 OF THE EUROPEAN PARLIAMENT AND OF THE COUNCIL of 16 September 2009 on trade in seal products

[3] ผู้สนใจประเด็นข้อพิพาทนี้โปรดดู  Robert Howse and Joanna Langille, Permitting Pluralism: The Seal Products Dispute and Why the WTO Should Accept Trade Restrictions Justified by Noninstrumental Moral Values, The Yale Journal of International Law, vol. 37, 2012, pp.367-432

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชำนาญ จันทร์เรือง: ไม่มีศาสนา

Posted: 24 Jul 2013 05:11 AM PDT

 
ไม่น่าเชื่อว่าโลกเราทุกวันนี้จะมีผู้ไม่มีศาสนา(irreligious persons)เป็นจำนวนมากเป็นอันดับสามของโลกรองจากศาสนาหลักๆคือศาสนาคริสต์และอิสลาม หลักฐานที่ว่านี้มาจากผลการวิจัยของ "พิว" (The Pew Forum on Religion & Public Life)ในหัวข้อ "ภูมิทัศน์ในการนับถือศาสนาของคนทั่วโลก"ที่รวบรวมจากสถิติเมื่อปี 2553
 
รายงานวิจัย ระบุว่า ประชากรโลกว่า ร้อยละ 84 หรือประมาณ 6.9 ล้านคน ระบุว่าตนเองเป็นผู้นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง สำหรับศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดคือศาสนาคริสต์ โดยมีประชากรผู้นับถือกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของโลก สำหรับ 7 อันดับ กลุ่มศาสนาความเชื่อที่มีผู้นับถืออยู่ในปัจจุบัน ได้แก่
 
อันดับ 1 ศาสนาคริสต์ มีผู้นับถืออยู่ทั่วโลกสูงถึง 2.2 พันล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 31.5 ของประชากรโลก แบ่งเป็นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกประมาณร้อยละ 50 นิกายโปรแตสแตนท์ นิกายแองกลิคัน และนิกายกรีกออร์โธดอกซ์ รวมกันร้อยละ 37 
 
อันดับ 2 ศาสนาอิสลาม สำหรับประชากรชาวมุสลิมทั่วโลกขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1.6 พันล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของประชากรโลก ซึ่งคิดเป็นศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์ถึงร้อยละ 87 ถึง 90 ส่วนมุสลิมชีอะฮ์ คิดเป็นร้อยละ 10 ถึง 13
 
อันดับ 3 สำหรับผู้ที่ระบุว่าไม่มีศาสนา หมายถึง ผู้ที่แสดงตนว่าไม่ได้นับถือศาสนาใด ๆ เลย เช่น ผู้ที่ปฏิเสธการมีพระเจ้า หรือไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง หรือผู้ที่มีศรัทธาในจิตวิญญาณซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาสนาใด มีจำนวน 1.1 พันล้านคนทั่วโลก
 
อันดับ 4 ศาสนาฮินดู เป็นศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือกระจุกอยู่เพียงในอินเดียมากที่สุดในโลกถึงร้อยละ 94 ผู้คนที่นับถือศาสนาฮินดูมีอยู่มากในประเทศอินเดีย เนปาล และบังคลาเทศ
 
อันดับ 5 ศาสนาพุทธ ครึ่งหนึ่งพุทธศาสนิกชนทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศจีน รองลงมาคือประเทศไทย ร้อยละ 13.2 และอันดับ 3 คือที่ญี่ปุ่น ร้อยละ 9.4%
 
อันดับ 6 กลุ่มศาสนาเล็ก ๆ เช่น บาไฮ ลัทธิเต๋า เจนไน ชินโต ซิกข์ เทนริเคียว วิคคา และโซโรอัสเตอร์ มีผู้นับถือรวมกันประมาณเกือบร้อยละ 1 หรือ 58 ล้านคนทั่วโลก ส่วนมากอยู่ในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิค
 
อันดับ 7 กลุ่มผู้ที่นับถือธรรมชาติ กราบไหว้ภูติผีและเทพเจ้าอื่น ๆ ตามความเชื่อของบรรพบุรุษ มีประมาณ 405 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 6 ของประชากรทั้งโลก โดยส่วนใหญ่พบในทวีปแอฟริกา ประเทศจีน หรือชาวอินเดียนแดง และอะบอริจิ้น
 
อันดับ 8 ศาสนายิว มีผู้นับถือศาสนานี้ในประเทศอิสราเอล โดยคิดเป็นร้อยละ 40.5 ของชาวยิวทั่วโลก ส่วนชาวยิวในประเทศสหรัฐฯ มีอยู่ถึงร้อยละ 41.1

(ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1356778841&grpid=03&catid=03)
 
ตามตัวเลขที่สำรวจโดยบริษัทวิน-แกลลัป อินเตอร์เนชันแนล ประเทศที่มีสัดส่วนประชาชนที่ไม่นับถือศาสนาสูงที่สุดในโลก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเช็ก ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ จีนมีประชากรที่ไม่นับถือศาสนาถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ญี่ปุ่นมี 31 เปอร์เซ็นต์ และฝรั่งเศสมี 29 เปอร์เซ็นต์
 
ส่วนประเทศที่คนเคร่งศาสนามากที่สุด ได้แก่ กานา ไนจีเรีย อาร์เมเนีย ฟิจิ และมาซิโดเนีย กานามีผู้เคร่งศาสนาถึง 96 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนา แต่ไม่เคร่ง 2 เปอร์เซ็นต์ และไม่นับถือศาสนาเลย 0 เปอร์เซ็นต์
 
เมื่อมาดูว่าคนที่ไม่นับถือศาสนาเป็นใคร ปรากฏว่า คนไม่นับถือศาสนาใดเป็นผู้ชาย 69 เปอร์เซ็นต์ และเป็นผู้หญิง 29 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 2 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนั้นไม่ต้องการระบุ
 
ผลการศึกษายังพบความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับการไม่มีศาสนาด้วย  คนรายได้สูงนั้นมีแนวโน้มที่จะไม่นับถือศาสนามากกว่าคนรายได้ต่ำ และคนที่การศึกษายิ่งสูงก็ยิ่งแนวโน้มมากที่จะไม่นับถือศาสนา ในจำนวนประชากรอเมริกัน มีประมาณ 49 เปอร์เซ็นต์ที่จบปริญญาตรี แต่คนอเมริกันที่ไม่นับถือศาสนานั้นมีกว่า 72 เปอร์เซ็นต์ที่จบปริญญาตรี
 
งานวิจัยโดย พิปปา นอร์ริส และ รอนอลด์ อิงเกิลฮาร์ท เปิดเผยว่า ยิ่งสังคมมีระบบสาธารณสุขดี มีระบบกระจายอาหารดี ที่อยู่อาศัยเพียงพอ ความยากจนต่ำ และมีความเท่าเทียมกันสูง คนในสังคมนั้นก็ยิ่งมีแนวโน้มสูงที่จะไม่นับถือศาสนา ในทางตรงกันข้าม สังคมที่ชีวิตคนไม่แน่นอน ความกินอยู่แร้นแค้น และมีความเสี่ยงจะเสียชีวิตสูง คนก็มักจะยิ่งเคร่งศาสนา
 
หลายคนอาจคิดว่าคนที่ไม่นับถือศาสนานั้น อาจไม่นับถือเพราะเขาไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับศาสนามามากพอ  แต่ศูนย์วิจัย พิว ทดลองให้กลุ่มตัวอย่างจากแต่ละศาสนา ลองตอบคำถามเกี่ยวกับศาสนาแต่ละศาสนาดู ปรากฏว่าผู้ที่ไม่นับถือศาสนาได้คะแนนสูงกว่าคนที่นับถือศาสนาทุกศาสนา
 
แม้ว่าคนไม่มีศาสนาจะยังเป็นคนส่วนน้อยในโลก แต่ก็กำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะ 7 ปีที่ผ่านมา ผลสำรวจพบว่า มีผู้ไม่นับถือศาสนาเพิ่มขึ้นทั่วโลก 9 เปอร์เซ็นต์ โดยในบางประเทศเช่น ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และเวียดนาม ผู้ที่เคยนับถือศาสนากว่า 20 เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนใจเป็นไม่นับถือศาสนา(ที่มา http://news.voicetv.co.th/global/74966.html)
 
จากข้อมูลที่ยกมาข้างต้นที่ยังไม่รวมผู้ที่ระบุว่านับถือศาสนาเฉพาะเพียงปรากฏในทะเบียนบ้านเท่านั้นแต่แทบจะไม่ได้ปฏิบัติศาสนกิจตามที่ระบุเลย แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ที่ไม่นับถือศาสนานั้นมีจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นความเบื่อหน่ายในศาสนาที่มีอยู่หรืออาจจะเล็งเห็นว่านับถือไปก็เท่านั้น
 
หรือบางครั้งก็อาจเห็นว่าการนับถือศาสนากลับกลายเป็นการเพิ่มข้อผูกมัดให้แก่ชีวิตของตนเองมากขึ้น เพราะอันเนื่องมาจากเหตุของข้อบังคับในศาสนานั่นเอง แทนที่ศาสนาจะช่วยให้มีอิสรภาพ ก็กลับเป็นว่าศาสนากลายเป็นสิ่งครอบงำหรือผูกมัดให้ผู้นับถือสูญเสียอิสรภาพในการคิด การพูด และการกระทำที่แม้ว่าจะถูกต้องตามหลักสากลก็ตาม
 
ซึ่งเหตุผลต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลทั้งสิ้นที่จะเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดใด โดยไม่ต้องมารบราฆ่าฟันด้วยเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกันจนเป็นเหตุโศกนาฏกรรมจนเกิดประวัติศาสตร์บาดแผลแก่มวลมนุษยชาติที่ต้องล้มตายลงอย่างน่าอนาถ
 
 
 
 
 
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจ  24 กรกฎาคม 2556
         
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จำคุกครบ 5 ปี ‘ดา ตอร์ปิโด’ ไม่สู้ชั้นฎีกา เตรียมขออภัยโทษ

Posted: 24 Jul 2013 03:37 AM PDT

24 ก.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 แจ้งว่า หลังจากถูกคุมขังมาครบ 5 ปีในวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 15 ปี เมื่อ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจที่จะไม่ต่อสู้คดีต่อไปในชั้นศาลฎีกาและมีแนวทางที่จะขอพระราชทานอภัยโทษแทน โดยการขยายเวลาในการฎีกาจะหมดลงในวันที่ 12 ส.ค.นี้ แล้วคดีจึงจะถึงที่สุด

ดารณี กล่าวว่า ดูจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เหตุผลว่า "ต้องลงโทษสูงเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น" แล้ว ทำให้ไม่มีความหวังว่าศาลฎีกาจะให้เหตุผลที่แตกต่างออกไปได้ นอกจากนี้ดูจากประสบการณ์เพื่อนนักโทษในเรือนจำเห็นว่าส่วนใหญ่กว่าจะคำพิพากษาศาลฎีกาจะออกใช้เวลาโดยเฉลี่ย 5-6 ปี ขณะที่สุขภาพของเธอแย่ลงเรื่อยๆ ความแออัดในเรือนจำก็ไม่ทุเลาแต่กลับยิ่งหนักขึ้นส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังโดยรวม ปัจจุบันมีพื้นที่ในการนอนราว 40 ซม.จากเดิมที่มีราว 45 ซม.

เมื่อถามถึงบทบาทของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ดารณีกล่าวว่า อยากให้กำลังใจรัฐบาล แม้ว่าบทบาทที่ผ่านมาจะไม่ได้ดังใจนัก เพราะประเทศไทยได้เป็นระบบพรรคใหญ่ 2 พรรคอย่างชัดเจนแล้ว และไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า จึงจำเป็นต้องยอมรับความจริงและมองในภาพรวม

"เราก็คงต้องเลือกอันที่ห่วยน้อยที่สุด โดยส่วนตัวแล้วชอบนโยบายประชานิยม ซึ่งมันมีความคล้ายกับระบบรัฐสวัสดิการ เป็นบันไดต่อให้คนจน แม้เขาจะไม่ได้ช่วยเราก็ไม่เป็นไร เรามองภาพรวม" ดารณีกล่าวและว่า หากออกจากเรือนจำและมีโอกาส อยากลงเล่นการเมืองในลักษณะ ส.ส.ปาร์ตีลิสต์ เพื่อจะได้มีโอกาสอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายในรัฐสภา เนื่องจากเห็นว่ามีกฎหมายหลายฉบับที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่หากไม่มีโอกาสเล่นการเมืองก็อยากทำงานด้านสื่อสารมวลชนต่อไปเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า วันนี้ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล อดีตผู้ต้องขังมาตรา 112 ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษและปล่อยตัวออกมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนได้เข้าเยี่ยมดารณีด้วย รวมถึงสอบถามถึงแนวทางในการต่อสู้ของดารณีหลังจากเขาใช้เวลาประมาณ 7 เดือนจึงได้รับพระราชทานอภัยโทษ

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'กสทช.' เรียกดูเทป ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น 5 ส.ค.นี้ พบเนื้อหาล่อแหลม เสี่ยงขัด ม.37

Posted: 24 Jul 2013 03:23 AM PDT

กสทช.เผยมีผู้ร้องเรียนว่า ซีรีส์ "ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น" อาจมีเนื้อหาขัดต่อมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงฯ ในด้านความไม่เหมาะสมเชิงคุณธรรม และจริยธรรม 

  


มติชนออนไลน์รายงานว่า พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ด้านกำกับผังและเนื้อหารายการ เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ ทางเครือข่ายเฝ้าระวังของอนุกรรมการ กสท.ด้านกำกับผังและเนื้อหารายการ ได้แย้งมายังคณะอนุกรรมการให้พิจารณาเนื้อหารายการของละครชุด "ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น" ที่ออกอากาศทางช่องจีเอ็มเอ็มวัน ของ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากละครเรื่องดังกล่าวอาจมีเนื้อหาขัดต่อมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ในด้านความไม่เหมาะสมเชิงคุณธรรม และจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น ทางคณะอนุกรรมการได้ถอดเทปของละครผ่านช่องทางที่มีการเผยแพร่อินเทอร์เน็ต พบว่าละครเรื่องดังกล่าวได้มีการนำเสนอเนื้อหาที่ชวนให้ผู้รับชมคิดและจินตนาการในทางที่ไม่ดีได้ เช่น ฉากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ยังสวมชุดนักเรียนอยู่ ในสถานที่ห้องวิทยาศาสตร์ หรือห้องน้ำของโรงเรียน และฉากที่มีเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเรียนไปยังคลินิกทำแท้งเถื่อน และไปซื้อยาคุมกำเนิดมาใช้เอง

"การนำเสนอของละครเรื่องฮอร์โมน แม้จะไม่ได้มีการถ่ายทำฉากต่างๆ ให้เห็นภาพโดยตรง เช่น ในเรื่องของเพศสัมพันธ์ แต่ก็สามารถชวนให้เราจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งมีหลายเสียงบอกว่าเรื่องที่นำเสนอต่างเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมของเด็กสมัยนี้ แต่ในฐานะผู้ใหญ่ในสังคมจะต้องมาทบทวนว่าเรายอมรับได้หรือไม่ที่จะให้สังคมไทยเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นจริง และควรยอมรับให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าการพิจารณาเรื่องที่ กสทช. ใช้อำนาจในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการที่ กสทช. จะใช้อำนาจของตัวเอง แต่เป็นเรื่องของการบริหารควบคุมความเหมาะสมในสังคม"

พล.ท.พีระพงษ์กล่าวว่า ตามกำหนดเดิมได้มีการเชิญผู้ประกอบการที่ผลิตละครเรื่อง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ของทางแกรมมี่ มาพบในวันที่ 24 กรกฎาคม แต่ทางแกรมมี่แจ้งขอเลื่อนเวลาเข้าพบเป็นวันที่ 5 สิงหาคม โดยให้เหตุผลว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตรงกับวันหยุดยาวหลายวัน ซึ่งสำหรับประเด็นที่เชิญเข้าพบก็เพื่อหารือร่วมกันในด้านของกระบวนการการคิด การนำเสนอเนื้อหาของละคร ไปจนถึงกระบวนการคัดเลือกของช่องในการเลือกนำละครเรื่องดังกล่าวมาออกอากาศ พร้อมทั้งขอต้นฉบับของละครที่ได้ใช้ในการเผยแพร่จริงบนช่องจีเอ็มเอ็มวัน เพื่อการถอดเทปเนื่องจากเนื้อหาที่นำเสนออาจไม่ตรงกันกับในอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของคณะอนุกรรมการเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นการพิจารณาความผิดแต่อย่างใด ซึ่งท้ายสุดกระบวนการอาจจะจบเพียงให้แค่ตักเตือน ขอความร่วมมือในการปรับแก้เนื้อหาบางส่วน ไม่ต้องถึงขั้นลงโทษความผิดก็เป็นได้

มาตรา 37 ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

 
สุภิญญา เตือน กสทช.อย่าย้อนยุค ทำตัวเป็น กบว.
ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งใน กสทช. และ กสท. แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า  "ทุกท่านทราบจุดยืนข้าพเจ้าดีว่าอยู่ข้างเสรีภาพสื่อเสมอเว้นแต่ว่ามันขัดกฎหมายอย่างร้ายแรงหรือไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ... ส่วนตัวแม้จะไม่ค่อยชอบละครไทย แต่ไม่เคยเห็นด้วยกับการแบนละครเลย เพราะมันคือจินตนาการและจริตของสังคมนั้น โดยเฉพาะ #Hormonestheseries ยังไม่เคยดูแต่เท่าที่หาข้อมูลเป็นละครสะท้อนสังคม ชีวิตสับสนของวัยรุ่น มันจะผิดกฎหมายมาตรา 37 ตรงไหน?? ถ้ามันไม่ได้ลามกอนาจาร" 
 
"ส่วนเนื้อเรื่องที่วัยรุ่นมี sex และทำแท้ง มันก็สอนให้เด็กๆได้คิด สมัยข้าพเจ้าเป็นวันรุ่นก็ดูละครเรื่อง *กว่าจะรู้เดียงสา *น้ำพุ แรงกว่านี้อีก ตอนเป็นหนัง โรงเรียนยังพาไปดูเลย นั้นมันก็ 20-30 ปีมาแล้ว ตอนนี้เป็นยุคไหนแล้ว .. ที่ข้าพเจ้าผ่านช่วงวัยรุ่นมาได้ด้วยดีก็เพราะได้ดูหนังเรื่อง *กว่าจะรู้เดียงสา นี่ล่ะ ทำให้ผู้หญิงเรารู้ว่าเราควรระวังตัวอย่างไร ..."
 
"คือ กสทช.ต้องอย่ามาทำตัวจุกจิกเป็น กบว.ย้อนยุค วางกรอบที่มันร้ายแรงจริงๆ แล้วกำกับให้ได้ เช่นเรื่องโฆษณายาผีบอก หลอกลวงเกินจริง ผิด อย. อันนี้ควรรีบไปจัดการก่อน .. หนังกับละครมันเป็นจินตนาการ เด็กเยาวชนเขารูั ที่เขาชอบดูเพราะมันสะท้อนชีวิตเขา เขาคุยกับที่บ้านหรือโรงเรียนไม่ได้บ้าง เด็กไทยเก็บกด .... จริงๆ มันเป็นสื่อที่ดีในการสอนเรื่องเพศศึกษากับเยาวชน 
 
"กสทช.วันนี้เพิ่งเปิดตัว *น้องดูดี สัญลักษณ์ทีวีดิจิตอล เรากำลังก้าวไปข้างหน้า อย่าย้อนยุคไปไกลถึงปี 2498 ที่เพิ่งมีทีวีอะนาล็อกในประเทศไทย .. ให้เด็กเขาได้คิดอ่านกันเองบ้าง ...ทีละครหลังข่าวตบจูบ ข่มขืนมีมา 3-4 ทศวรรษ รัฐยังไม่เคยกล้าแบนเลย แม้จะไม่มีรสนิยม แต่รัฐธรรมรองรับสิทธิคนให้เลือกดูสิ่งที่เขาชอบ ถ้ามันไม่ขัดกฎหมายแบบคอขาดบาดตาย"
 
"ละครที่สอนให้เด็กรู้จักคิด รู้จักเลือก ควรสนับสนุน แล้วผู้ใหญ่ใช้มันเป็นเครื่องมือ เราอยู่ยุคดิจิตอลแล้วต้องปรับวิธีคิดแบบอะนาล็อกด้วย ไม่งั้นลุงๆป้าๆอย่างเราก็จะตามไม่ทัน เรื่องเล็กๆชอบทำ แต่เรื่องใหญ่ๆ กลับละเลย" 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสวนาความคืบหน้า พ.ร.บ.คู่ชีวิต #1: วิรัตน์ กัลยาศิริ - อัญชนา สุวรรณานนท์

Posted: 24 Jul 2013 01:25 AM PDT

ชมผ่าน YouTube คลิกที่นี่

การเสวนาหัวข้อ "ประเทศไทยจะกลายเป็นชาติแรกในเอเชีย ที่ผ่านกฎหมายจดทะเบียนคู่ชีวิตหรือไม่" (Could Thailand become the first Asian country to legalize same-sex civil unions?) ซึ่งจัดขึ้นที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ส.ส. ที่อยู่ในคณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น "ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ" ที่ผ่านมามีการทำประชาพิจารณ์ที่รัฐสภา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) และเตรียมเสนอวาระแรกเข้าที่ประชุม ส.ส. อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้า โดยฝั่งของ ส.ส. ระบุว่ากำลังรอ ร่างกฎหมายอีกฉบับจากภาคประชาชน เพื่อจะเข้าสู่วาระแรกในสภาพร้อมกัน

ในวงเสวนา วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เริ่มแรกที่เขาผลักดันร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะถูกตั้งคำถามจากเพื่อน ส.ส. แต่เมื่ออธิบายก็เริ่มเข้าใจ โดยเขายืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต จะมีสิทธิเทียบเท่ากับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกประการ เช่น มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะจดทะเบียนคู่ชีวิตมีสัญชาติไทย ก็สามารถดำเนินการได้ แต่จะต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม นายวิรัตน์ ชี้แจงว่ากรณีรับบุตรบุญธรรม มีกฎหมายอยู่แล้วจึงไม่ต้องระบุลงใน พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตฯ

ขณะที่ อัญชนา สุวรรณานนท์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มอัญจารี กล่าวว่า มีหลายกรณีที่มีประเด็นที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย เช่น การยอมรับของครอบครัวเป็นต้น ครอบครัวสังคมที่มีทัศนคติคาดหวังให้แต่งงานกับคนต่างเพศ มีหลายคนที่ต้องถูกบังคับจากครอบครัวให้แต่งงาน ดังนั้น ถ้าเรามีกฎหมายที่กำหนดให้การแต่งงานไม่จำเป็นต้องเป็นชายกับหญิงนั้น แต่ให้บุคคลเพศเดียวกันสมรสกันได้สังคมก็จะยอมรับได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้หลายคนอาจติดตามข่าวมาก่อน อาจเห็นภาพความรักที่สวยงาม เห็นข่าวคู่ชายรักชาย หญิงรักหญิงจัดงานวิวาห์ ที่พวกเขาดูเหมือนเป็นภาพที่โรแมนติด แต่นั่นเป็นเพียงด้านเล็กน้อยของสิ่งที่เรากำลังเรียกร้อง เพราะแม้ไม่มีสิ่งพวกนี้คือชุดแต่งงานและงานแต่งงานที่หรูหรา แต่สิ่งที่เราต้องการคือความมั่นคงให้กับคู่ชีวิตของเรา คนที่เรารัก ในเวลาที่วิกฤต เราต้องการกฎหมายที่จะปกป้องพวกเรา ในเวลาที่คู่ชีวิตของเราเจ็บป่วย โดนรถชน หรือประสบอุบัติเหตุ พวกเราก็ต้องการที่จะมีสิทธิดูแลคู่ชีวิตได้ตามกฎหมาย โดยที่ไม่ต้องมาอธิบายอีกว่าพวกเราเป็นใคร ทำไมเรามาอยู่ตรงนี้ เราไม่ต้องการที่จะบอกว่าพวกเราเป็นแค่เพื่อนกัน เวลาที่ต้องไปโรงพยาบาล

"ในกรณีของดิฉัน ที่จดทะเบียนคู่ชีวิตภายใต้กฎหมายอังกฤษ ที่เรียกว่า "Civil Partnership" ซึ่งเป็นกฎหมายที่หลายประเทศเริ่มให้สิทธินี้ และกำลังเริ่มมีการรณรงค์ให้มีการแก้ไขให้เป็นการสิทธิการแต่งงานโดยสมบูรณ์สำหรับทุกๆ คน ที่พวกเราต้องจดทะเบียนคู่ชีวิตก็เพราะว่า พวกเราอาศัยอยู่ที่เมืองไทย และดิฉันคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับคู่ชีวิตของฉัน และถ้าฉันพยายามจะเป็นตัวแทนของเธอ หรือดูแลเธอ หรือในกรณีที่สถานทูตเข้ามาดูแลคนในบังคับของเขา ฉันก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่ง กลายเป็นแค่เพื่อน และแม้แต่ต่างชาติเองก็มีทัศนะคติไม่ดีกับคนไทย และเขาอาจจะคิดว่า นี่เธอเป็นใคร ต้องการทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่น ซึ่งพวกเราไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น นี่จึงเป็นเหตุให้พวกเราไปจดทะเบียนคู่ชีวิต"

อัญชนากล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า นี่จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งว่าการแต่งงานทั้งในรูปแบบพิธี โดยความเชื่อทางสังคม และโดยทางกฎหมายได้ให้การรับรองสถานะและให้การคุ้มครองแก่คู่ชีวิต และแม้แต่ในกรณีที่ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น ก็ควรมีกฏหมายช่วยกำกับการแยกทางที่ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย แต่ทุกวันนี้สำหรับคู่ชีวิตเพศเดียวกัน ยังไม่มีกฎหมายอะไรที่มาคุ้มครองเลย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รวมความเห็นของ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ ต่อ ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับญาติ

Posted: 24 Jul 2013 12:59 AM PDT

อุเชนทร์ เชียงเสน รวมความเห็นและข้อเขียนปกป้อง ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับญาติ ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุสะท้อน ความตกต่ำทางจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อคนติดคุก และข้อเสนอในการปรับปรุง

ความเห็นต่อเหวง เทปลับ และชูวัส

(1) วิจารณ์ความเห็นของหมอเหวงต่อร่าง พรบ. นิรโทษกรรมของญาติ (17 กรกฎาคม 2556)

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คุณพี่หมอเหวง นพ.เหวง โตจิราการ ออกมาวิจารณ์ ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 53 โดยเฉพาะวิจารณ์ในลักษณะข้อความต่อไปนี้

"พรบ.นิรโทษกรรมนี้ ต้องการช่วยอภิสิทธ์สุเทพและทหารทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในการฆ่าประชาชนและลงโทษคนเสื้อแดงและแกนนำใช่ไหมครับ?" (คลิกดู)

ถ้าพิจารณา records เรื่องท่าทีต่อการ "นิรโทษกรรมเหมาเข่ง" ของตั้งแต่คุณทักษิณเอง (ซึ่งมีเรื่องให้วิจารณ์ได้เยอะ แต่ไม่เคยเห็นคุณพี่หมอเหวงเอ่ยสักครั้ง) มาถึง รบ.เพื่อไทย มาถึง นปช เอง การพูดเช่นนี้เป็นอะไรที่ผมว่าแย่

(แน่นอน พี่เหวง ในฐานะ นปช อาจจะอ้างได้ว่า พรก.นิรโทษกรรม ของ นปช ระบุยกเว้นแกนนำของทั้งสองฝ่ายไว้ ไม่ได้ "เหมาเข่ง" (แต่เรื่องทหาร ก็ไม่เคยชัดเจน ดังจะกล่าวข้างล่าง) แต่คุณพี่เหวง คงไม่ลืมไปกระมังว่า ตอนที่รายงาน กมธ.ปรองดองของสนธิ บัง เสนอเข้าสภาเมื่อเดือนเมษายน 2555 พี่เหวงและ นปช คนอื่นๆ (รวมทั้งจตุพร ณัฐวุฒิ) ล้วนออกมาอภิปรายสนับสนุนทั้งนั้น ทั้งๆที่รายงานฉบับนั้นเดินตามแนวทาง "เหมาเข่ง" ที่จะ "ช่วยอภิสิทธิ์สุเทพและทหารทั้งหลายที่มีส่วนในการฆ่าประชาชน" อย่างชัดเจน)

ที่สำคัญ การพูดเช่นนี้มาจากการอ่าน "ร่าง พรบ.นิรโทษกรรม" ของกลุ่มญาติแบบผิดด้วย

ในบทวิจารณ์ พี่เหวงกล่าวว่า "พรบ.ฉบับนี้ ผู้ร่าง "น่าจะเป็น" อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน บางท่าน"

ผมอ่านด้วยความสะทกสะท้อนใจ เพราะแสดงว่า พี่เหวงไม่ได้ศึกษา ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับต่างๆ ที่มีการเสนอกันขึ้นมาอย่างละเอียดจริงจังเลย

เพราะถ้าศึกษาจริงจัง ก็น่าจะรู้ได้ไม่ยากเลยว่า ร่าง "พรบ นิรโทษกรรม" ของญาติ เป็นการเอาร่างนิรโทษกรรม โดยการแก้รัฐธรรมนูญของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่กลุ่ม "29 มกราคม" นำไปเสนอต่อรัฐบาล เมื่อต้นปีนี้

แทบทุกมาตรา เป็นการนำมาจาก ร่าง นิติราษฎร์ ทั้งนั้น *

( * ผมไม่ได้รู้เห็นใดๆ ไม่เคยได้คุยกับกลุ่มญาติในการจัดทำร่างนี้เลย และที่พูดนี้เป็นการวินิจฉัยประเมินของผมเอง หลังจากเพิ่งเห็นร่างของญาติเมื่อวันอาทิตย์นี้ แต่มันใจว่าไม่ผิดแน่นอน)

ข้อที่แตกต่างอย่างสำคัญกับร่างของนิติราษฎร์ คือ ร่างของกลุ่มญาติ ได้ตัดขั้นตอนให้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาผู้ถูกกล่าวหาในความผิดเกินขั้นลหุโทษของนิติราษฎร์ออกไป เพื่อให้การนิรโทษกรรมมีผลบังคับใช้ในทันที

แม้แต่มาตรา 4 ในร่างของกลุ่มญาติที่ว่าด้วยรัฐบาล (อภิสิทธิ์) และเจ้าหน้าที่ทหาร ที่พี่เหวงนำมาวิจารณ์ ที่ลงท้ายด้วยคำถามที่ผมยกมาข้างต้นก็นำมาจากร่างของนิติราษฎร์ โดยแก้ไขถ้อยคำบางส่วน (นิติราษฎร์ ใช้คำว่า "การกระทำเป็นความผิดตามกฎหมาย" ร่างของกลุ่มญาติใช้คำว่า "การกระทำไม่สมควรแก่เหตุ")

มาตรานี้ ทั้งในร่างนิติราษฎร์และร่างของกลุ่มญาติมีขึ้นเพื่อระบุอย่างชัดเจน ให้เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะทหารทั้งผู้สั่งการและลงมือปฏิบัติการ จะต้องมีโอกาสที่จะถูกลงโทษตามกฎหมายได้ ซึ่งตรงกันข้ามเลยกับการวิจารณ์หรือ "คำถาม" เชิงโวหารของพี่เหวงข้างต้น

(แน่นอน ปัญหาว่า การแก้ไขถ้อยคำบางส่วนของร่างนิติราษฎร์ ("ผิดกฎหมาย" เป็น "ไม่สมควรแก่เหตุ") จะทำให้คลุมเครือมากขึ้นหรือไม่ ยังถกเถียงกันได้ แต่จุดมุ่งหมาย ถ้าอ่านโดยละเอียด ก็จะเห็นว่า ตรงข้ามกับทีพีเหวงตั้ง "คำถาม" ไว้คนละเรื่องเลย)

ซึ่งในประเด็นนี้ ไม่ว่าร่างของ พรก. ของ นปช หรือ ร่าง พรบ. ของคุณวรชัย ก็ไม่ได้ชัดเจน 

ร่าง พรก.ของ นปช กล่าวถึง "ผู้ถูกกล่าวหา"  ซึ่งในเมื่อไม่มีทหารคนไหนถูกกล่าวหา ตามยุทธศาสตร์ของ รัฐบาลเอง (ผ่านธาริต) ที่ต้องการเอาใจทหาร การที่ร่าง นปช "ไม่ยกเว้นแกนนำ" จึงไม่มีความหมายไปถึงทหาร แต่ไม่ยกเว้นเฉพาะ รบ.อภิสิทธิ์ พูดอีกอย่างคือ แม้ร่างของ นปช ไม่ได้บอกว่านิรโทษกรรมทหาร หรือ ไม่ได้บอกว่ายกเว้นการนิรโทษกรรมทหาร แต่โดยอาศัย "ยุทธศาสตร์" การเอาใจทหารของรัฐบาลที่ นปช สนับสนุน มาทำเรื่องนี้ให้แทนในทางเป็นจริง 

นั่นคือ ในทางเป็นจริง ตามร่างของ นปช + ยุทธศาสตร์รัฐบาล = (นปช) กำลัง "ช่วย...ทหารทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในการฆ่าประชาชน" นั่นแหละ

ข้อกล่าวหาของพี่เหวงข้างต้นต่อกลุ่มญาติว่า "ต้องการช่วย....ทหารทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในการฆ่าประชาชน" จึงเป็นอะไรที่อ่านแล้วชวนผะอืดผะอมจริงๆ

ผู้สนใจ ดูร่าง พรก. ของ นปช. ที่นี่ (คลิกดู)

ร่าง พรบ.ของคุณวรชัย ดูที่นี่ (คลิกดู)

ร่างของคุณวรชัย ที่จริงก็มีปัญหาทำนองเดียวกับร่าง พรก. คือ ปล่อยเรื่องทหารไว้ ไม่ทั้งนิรโทษกรรม ไม่ทั้งยกเว้นนิรโทษกรรม ซึ่งในทางปฏิบัติ เมื่อ + กับยุทธศาสตร์ ของ รบ. ก็ = ทำให้ทหาร "หลุด" เหมือนร่าง นปช นั่นเอง

แต่อย่างน้อย คุณวรชัย ยัง "อ่าน" ร่างของกลุ่มญาติได้ถูกต้อง ไม่เหมือนพี่เหวง ในประเด็นที่ว่า ร่างกลุ่มญาติต้องการจะไม่ยกเว้นความผิดทหาร ดูสัมภาษณ์ คุณวรชัย ที่นี่ 

'วรชัย' ชี้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษฯ ฉบับญาติวีรชนเดินหน้าลำบาก(คลิกดู)

ร่างของกลุ่มญาติที่แตกต่างจากร่างนิติราษฎร์ที่สำคัญอีกประเด็นคือ การระบุว่า การใช้อาวุธทำร้ายผู้อื่น ของผู้ชุมนุมหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง และการปล้นทรัพย์ เผาทำลาย ทรัพย์สิน เอกชน ยังเป็นความผิดอยู่ ร่างนิติราษฎร์นั้น ถ้าตีความความตัวอักษร (โดยมีกรรมการตีความ) เรื่อง "มูลเหตุจูงใจทางการเมือง" อาจจะทำให้ พ้นผิดได้

เรื่องนี้ที่จริงเป็นประเด็นชวนให้คิดเหมือนกัน (มีเสื้อแดงบางคน โดยข้อหาทำระเบิด วางระเบิด)

 

(2) ความเห็นต่อเนื้อหาในคลิปเสียงทักษิณ-ยุทธศักดิ์ (17 กรกฎาคม 2556)(คลิกดู)

หวังว่าคนเชียร์เสื้อแดง ที่ก่อนหน้านี้ ยังพยายามมาปฏิเสธ เมื่อผมเขียนว่า เนื้อหาในคลิปเสียง (เรื่อง พรก.นิรโทษกรรม) เป็นของจริง จะได้เห็นข่าวนี้กันแล้ว ที่คุณ Thaksin Shinawatra ได้ยอมรับ ผ่านคุณ Oak Panthongtae Shinawatra ว่า ได้มีการคุยกับยุทธศักดิ์ เรื่องการเตรียมออก พรก.นิรโทษกรรม ที่จะรวมคุณทักษิณไว้ด้วยจริง

น่าเสียดายที่ไม่วาคุณทักษิณ หรือคุณ "โอ๊ค" เลี่ยงที่พูดถึงประเด็น ที่ผมชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก เกี่ยวกับการคุยเรื่อง พรก.ของคุณทักษิณ กับยุทธศักดิ์ (เพื่อไปคุยกับทหารอีกที)

นั่นคือ 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้ (2 ประเด็นแรก ผมเคยโพสต์ใน facebook นี้มาก่อน ประเด็นที่ 3 ผมไปพูดหน้าเรือนจำวันอาทิตย์ ขอนำมาสรุปในทีนี้ด้วย)

1. พรก.นิรโทษกรรม ที่รวมคุณทักษิณ ที่คุณทักษิณ+ยุทธศักดิ์ พยายามผลักดันนั้น จะต้องเป็น พรก.เหมาเข่ง ที่นิรโทษกรรม ให้ไม่เพียงแต่ รบ.อภิสิทธิ์ ยังนิรโทษกรรมทหาร ด้วยแน่นอน (เพราะเนื้อหาจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก "เหมาเข่ง")

2. เหตุใดคุณทักษิณหรือยุทธศักดิ์ หรือ รบ.เพื่อไทย ภายใต้การนำของคุณทักษิณ จึงไม่ให้ความสำคัญกับการนิรโทษกรรมมวลชนที่ติดคุกหรือต้องคดี ถ้าในเมื่อคุณทักษิณกับพวกสามารถคิดถึงขั้นผลักดันการนิรโทษกรรม "เหมาเข่ง" เป็น พรก. ได้ (ซึ่งคุณทักษิณต้องรู้ดีว่า ตาม รธน. เป็นเรื่องยาก - ไม่ใช่ ทำไมได้ เพราะ รสช เคย ออก พรก. นิรโทษกรรมตัวเอง ซึ่ง รบ. ปชป ในเวลาต่อมาได้ยอมรับมาแล้ว) ก่อนหน้านี้ หรือจนถึงบัดนี้ ทำไมไม่คิดจะผลักดันให้ ออก พรก. นิรโทษกรรม มวลชน ออกมาเลย?

3. การนิรโทษกรรม "เหมาเข่ง" ตาม พรก. ที่คุณทักษิณกับพวกเตรียมจะผลักดัน และเนื้อหาการคุยกันเรื่องทหารในคลิปนั้น เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เอาใจทหาร (ให้รางวัลด้วยการเพิ่มงบประมาณ ไม่แตะต้อง พรบ.กลาโหม ฯลฯ)

คำถามคือ ถ้าเช่นนั้น ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และ นปช ภายใต้การนำของคุณทักษิณ "อัด" ปชป. (มาร์ค สุเทพ) เรื่อง "ฆาตรกร" ฯลฯ (ซึ่งมีผลไปถึงระดับมวลชนที่แสดงออก ที่การไป "ป่วน" เวที ปชป แต่ไม่เคยประท้วงทหาร ดังที่เห็นกันเร็วๆนี้)

ก็เท่ากับเป็นการ "ปาหี่" หรือ เล่นเกมส์ การเมือง เท่านั้น การ "อัด" ปชป ดังกล่าว ไม่ได้มาจากเรื่องหลักการว่า ต้องการเล่นงาน "ฆาตรกรฆ่าประชาชน" แต่อย่างใด เพราะกับทหาร คุณทักษิณกับพวกยินดีจะเอาใจ ให้รางวัล ทั้งๆที่ทหารเป็นคนทำ รปห. และมีส่วนสำคัญในการปราบปรามปี 53

(มิหนำซ้ำ ตามแผน พรก.นิรโทษกรรมของคุณทักษิณ ในที่สุด ก็จะรวมไปถึงการนิรโทษกรรม ปชป ด้วย)

 

(3) ความเห็นต่อท่าทีของชูวัส ฤกษ์ศิริสุข แห่ง Wake Up Thailand   (17 กรกฎาคม 2556)

ตอนแรกที่เห็นสไลด์นี้จากกระทู้คุณ Uchane Cheangsan ผมงงๆ และพูดจริงๆ เลยว่าไม่ถึงกับเชื่อเท่าไรว่า คุณ Chuwat Rerksirisuk จะพูดอะไรแบบนี้ อาจจะมี "ปริบท" ที่มากกว่านี้ แต่พอไปดูคลิปจริงๆ (คลิกดู นาทีที่ 45 เป็นต้นไป)

ต้องบอกว่า ที่พูดจริงๆ แย่ ยิ่งกว่าที่ ตัดมาสั้นๆ เป็นสไลด์นี้เสียอีก

คุณชูวัส อ้างว่า ได้อ่าน ร่าง พรบ.ของกลุ่มญาติ "หลายรอบ"

ผมสงสัยว่า คุณชูวัส คงอ่านไม่แตก หรือไม่ก็อ่านโดย "ผ่านเลนส์" คำวิจารณ์ของคุณพี่หมอเหวง นพ.เหวง โตจิราการ กระมัง ถึงได้เข้าใจผิด เลยเถิดไปกันใหญ่ขนาดนั้น

ก่อนอื่นเลยนะ ผมแนะนำให้คุณชูวัสเอาร่าง "นิติราษฎร์" มาเปิดดูเปรียบเทียบกันกับร่างของกลุ่มญาตินะครับ

อย่างที่ผมโพสต์ไปเมื่อเช้าว่า ร่าง พรบ.ของกลุ่มญาติ "ลอก" มาจากร่างของนิติราษฎร์เลยครับ มีที่แก้ไขในแง่ถ้อยคำนิดเดียว

ที่ต่างกันจริงๆ คือเรื่องตัดขั้นตอน "กรรมการ" ออกไป เพื่อให้การนิรโทษกรรมมีผลบังคับใช้ทันที และเรื่องว่า ยังคงให้เอาผิด คนที่ใช้อาวุธและปล้นเผาทำลายทรัพย์สินเอกชน (ซึ่งผมจะพูดทั้ง 2 เรื่องนี้อีกทีข้างล่าง)

แต่ในแง่เนื้อหา เอาผิดใคร ไม่เอาผิดใคร ที่คุณชูวัส พูดเลื่อยเจื้อย นี่ไม่ต่างจากนิติราษฎร์ เท่าไรเลยครับ และไม่มีทางจะบอกว่า เป็นการ "ยิงคนซ้ำอีกรอบ" แบบที่คุณชูวัสใช้ภาษาแย่ๆ (พอๆ กับที่ "พี่เหวง" หาว่า จะ "ช่วยทหารที่ฆ่าประชาชน" นั่นแหละ)

คุณชูวัส บอกว่า โดยร่างนี้ "... แกนนำจะติดคุก คนทีติดคุก ก็จะยังติดคุกต่อไป คดี 112 ก็จะยังไม่มีคนแตะ และทหารก็จะยังคงรอดเหมือนเดิม..."

ผมงงว่า คุณชูวัส อ่านยังไงไม่ทราบ เรื่องแกนนำ ร่างนี้ก็เขียนชัดว่าให้ดำเนินคดีต่อไป (ไม่ต่างจากร่าง นปช หรือคุณวรชัย ซึ่งคุณชูวัสแสดงท่าทีสนับสนุนเลยครับ) จะบอกว่า ลำพังร่างนี้ (โดยที่ยังไมได้ดำเนินคดี) ก็ทำให้ "แกนนำติดคุก" ได้ยังไงครับ?

ในส่วนคนที่ติดคุก จะ "ยังติดคุกต่อไป" ได้ยังไง? คดีเผาที่คุณชูวัส ยกมาว่าเป็นเรื่องการเผา "เอกชน" นี่ เอามาจากไหนครับ? คดีเผาเซ็นทรัลล์เวิร์ดน่ะยังไม่มีคนติดคุก (หรือมีแล้วปล่อยแล้ว - ประเด็นนี้ ดูเพิ่มเติมข้างล่าง) แต่ที่หนักๆ เรื่องเผา และติดคุกอยู่แน่ๆ เลย คือ เผาศาลากลาง ซึ่งร่างนี้ ครอบคลุมให้นิรโทษกรรมทันที (ร่างนิติราษฎร์ยังต้องมาพิสูจน์โดยกรรมการ เรื่อง "แรงจูงใจทางการเมือง")

คดี 112 ทำไมบอกว่าจากร่างนี่ จะ "ไม่มีคนแตะต่อไป" ครับ? ในมาตรา 3( 3) ร่างนี้ เขียนไว้ชัด "หากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร"

ซึ่งต้องรวม 112 ไว้แน่ เพราะ 112 อยู่ใน "หมวดความมันคงแห่งราชอาณาจักร"

ในแง่นี้ ร่างนี้ยังเขียนชัดเจนยิ่งกว่านิติราษฎร์ด้วยซ้ำ (เพราะนิติราษฎร์ เขียนแค่ว่า "คดีที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง" ไมได้ระบุไปชัดว่า จะต้องรวม 112 ด้วย)

และถ้าผ่านร่างนี้ จะประกันให้ปล่อย 112 ยิ่งกว่านิติราษฎร์ด้วยซ้ำ (ร่างนิติราษฎร์นั้น กรรมการที่จะมาพิจารณาว่า คดี 112 เข้าข่าย "มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง" หรือไม่ จะมาจากพวกนักการเมือง ซึ่งเรืองนี้ผมได้วิจารณ์ไป ตั้งแต่แรกเสนอว่า ไม่มีหลักประกันเลยว่า ถึงเวลานักการเมืองจะกล้ารวม 112 เอาไว้ในเรื่อง "มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง" ไว้ด้วย)

เรื่อง "ทหารก็ยังคงรอดเหมือนเดิม" ก็เหมือนกัน งงว่า คุณชูวัสอ่านมายังไงไม่ทราบ ร่างของกลุ่มญาติ มาตรา 4 นั้น "ลอก" มาจากร่างนิติราษฎร์ มาตรา 291/8 เลย เพียงแต่แก้คำว่า "การกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมาย" เป็น "ไม่สมควรแก่เหตุ" (และเขียนเพิ่มมาวรรคหนึ่ง ซึ่งแค่บอกในทางกลับกันว่า ถ้าไม่ใช่ "ไม่สมควรแก่เหตุ" ก็ให้นิรโทษกรรม) แน่นอน อาจจะวิจารณ์ได้ว่า "ไม่สมควรแก่เหตุ" นี่ไม่ชัดเจน แต่ทำนองเดียวกัน ที่นิติราษฎร์เขียนว่า "ผิดกฎหมาย" ก็ไม่ได้ชัดเจนในตัวเองเช่นกัน

ร่างของกลุ่มญาติ มีปัญหาบางอย่างอยู่จริง

หนึ่งคือ เรื่องการที่ไม่มีกรรมการมาตัดสินว่า คดีอะไรจะรวม คดีอะไรจะไม่รวม แต่นี่เป็นคนละประเด็นกับข้อวิจารณ์ ในแง่เนื้อหา ของคุณชูวัส ที่เข้าใจผิดดังกล่าวข้างต้น แต่ในแง่นี้ จะว่าร่างนี้ผิดจากร่างนิรโทษกรรมในอดีตมากมายอะไรก็ไม่ได้ เพราะในอดีตก็ใช้วิธีออกมาแบบนี้ แล้วรัฐบาล เป็นคนจัดทำรายชื่อ ปล่อยตัวไป ตามที่อ่าน แต่ในแง่นี้ก็ไม่ได้ต่างจากร่างของวรชัยหรือ นปช เลย (ข้อเสนอนิติราษฎร์ เรื่องมี กรรมการเป็นอะไรที่ใหม่และไม่เหมือนใคร เพียงร่างเดียว ในอดีตมีการกำหนด เจ้าหน้าที่ ดูแล ทำบัญชีอยู่ เช่น รมต. มหาดไทย แต่ไม่ถึงกับให้เป็นกรรมการจากหลายส่วน แบบนิติราษฎร์)

อีกประเด็นที่อาจจะเป็นปัญหา คือเรื่องมีอาวุธ (ดังที่ผมโพสต์เมื่อเช้าว่า มีเสื้อแดงบางคน โดนคดีอาวุธปืน ระเบิดอยู่) และเรื่องเผาเอกชน (เรื่องหลังนี้ที่คุณชูวัสพูดโดยเข้าใจผิดเสียใหญ่โต ในเรื่องคนที่ติดคุกตอนนี้ว่าเผาเอกชน ซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องเผาศาลากลางเป็นหลัก แต่ว่าเรื่องนี้น่าคิดเช่นกันจริงๆว่า ถ้าเกิดมีการจับ กรณีเผาเซ็นทรัลล์ ใหม่ ? ผมเข้าใจว่าญาติเห็นวา การเผา ปล้น เซ็นทรัลล์ เซเว่น ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมได้ ไม่เหมือนการเผาราชการ เพราะเป็นการแสดงการประท้วงต่อรัฐ)

สรุปแล้ว ผมเสียดายมากๆ ว่าคุณชูวัส ไม่ยอมอ่านให้รอบคอบ แล้วมาพูดอะไรแบบแรงๆ ในลักษณะแย่ๆ แบบนี้

 

โยนความผิดให้ญาติ ความรับผิดชอบต่อคนติดคุก และแบล็คเมล์

(1) 23 กรกฎาคม 2556

ที่คนเสื้อแดง ติดคุกมาจนบัดนี้ เกี่ยวหรือเป็นความรับผิดชอบของญาติที่เสนอไอเดียเรื่อง พรบ. นิรโทษกรรมหรือครับ? (ผมจงใจใช้คำว่า "ไอเดีย" เพราะจริงๆ ร่างดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในสภาเลยด้วยซ้ำ)

ใครครับ "เล่นเกมส์" กับชีวิตคนในคุกมาจนบัดนี้? ญาติคนตายหรือครับ?

แม้แต่ล่าสุดคลิปลับก็ยืนยันว่า การเล่นเกมส์ที่ว่า การพยายามจะ "เหมาเข่ง" (แต่ภายนอกก็เล่นเกมส์ด่า ปชป. ไป) เป็นของใคร

พรบ. ที่มีลักษณะ เหมาเข่ง ของฝ่าย รบ.เอง ตอนนี้ ก็จ่อคิวในสภา ถึง 6-7 ฉบับ ไม่เคยมีความจริงใจที่จะถอนออก

ใครที่กำลังพยายามบิดเบือน โยนความผิดให้ญาติที่เสนอไอเดียเรื่อง พรบ. ต้องถามว่า ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ไหนครับ? เวลาเห็นฝ่าย รบ.เอง เล่นเกมส์ กับชีวิตมวลชน? แม้แต่ล่าสุด กรณีเทป ไปอยู่ที่ไหนครับ?

อย่าให้มันกลับตาลปัตรกันขนาดนี้ โตๆกันแล้ว

ถ้าการนิรโทษครั้งนี้ล่าช้า ก็ไม่เกี่ยวเลยกับการเสนอไอเดียของญาติ (ที่ไมใช่คนรับผิดชอบที่ตอนนี้ยังมีคนในคุก และไอเดียที่ว่า ก็ยังไม่อยู่ในสภาด้วยซ้ำ)

แสดง "คุณธรรม" แสดง "ความกล้า" แบบเป็นของจริงหน่อย ไมใช่ในลักษณะขี้ขลาดตาขาวกับนักการเมือง แต่มาโยนความผิดให้กับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง

(2) 23 กรกฎาคม 2556

คลิปลับที่ว่า ไมใช่ยืนยันหรือว่า ใคร พยายามใช้ชีวิตของ "วีรชน" ราวกับ "สินค้า" ไว้แลกต่อรอง เพื่อออก พรก. แบบ เหมาเข่ง?

ไม่ใช่ยืนยันหรือว่า ที่ผ่านมา คนติดคุกต้องติดต่อไป อย่างล่าช้า เพราะยัง "เจรจา" ต่อรอง ที่ว่าไม่สำเร็จ? และที่ผ่านมา ผูกเอาชีวิตคนตาย และอิสรภาพ คนคุก เข้าไว้กับการเจรจาต่อรองทีว่า?

ญาติคนตายหรือครับ?

อย่าให้มันมากไป การบิดเบือนความจริง โยนความผิดให้คนอื่น

บรรดาคนที่ตอนนี้ มาทำเป็นว่าคนอื่น เรื่อง "ไม่มีคุณธรรม ไม่เห็นแก่คนติดคุก" ตาบอด สมองเสื่อมหรือ?

แล้วบอกตรงๆว่า ผมว่าเป็นการขี้ขลาดมากๆ ที่ตอนนี้ มาทำเก่ง ด่าว่า โยนความผิด ให้คนที่ไม่เกี่ยว ไม่ได้รับผิดชอบต่อเรืองนี้เลย ในขณะที่ไม่เคยกล้าวิจารณ์ถึงสิ่งที่เห็นอยู่โต้งๆ (อย่าว่าแต่ตอนคุยกันส่วนตัว ก็พูดในลักษณะที่รู้อยู่ว่า อะไรเป็นอะไรกันแน่)
 
(3) 23 กรกฎาคม 2556

ถ้าใครอ่านเพจผมประจำ คงเห็นไม่ยากว่า ผม "ยั้ง" ไม่พยายามตอบโต้คนที่ออกมาวิจารณ์ในลักษณะโยนความผิดให้ญาติ ในลักษณะที่ "เลยเถิด" เหลือเชื่อ (ถึงขั้นหาว่า เขาต้องการไถเงิน หรือกระทั่งพูดเป็นนัยว่า คนตายที่ญาติออกมา ไมใช่ เสื้อแดง หรือประเภท "บังเอิญ" ไปอยู่ตรงนั้นเลยตาย หรือแม้แต่ "อาสา" พยาบาล ก็เพราะอาสาไปงั้นเอง ไมใช่ต้องการช่วยเสื้อแดง ...ไปถึงหาว่า พวกญาติไม่เห็นแก่คนติดคุก ฯลฯ)

อันที่จริง ผมเห็นว่า การพูดในลักษณะนี้ offensive มากๆ แต่ที่ "ยั้ง" ไม่ตอบโต้ เพราะเห็นแก่คนพูดเหล่านั้นเอง ไม่ต้องการให้พวกคุณนั่นแหละ "เสีย" มากไปกว่านี้ (เพราะผมยังเชื่อในวิจารณญาณคนอ่านว่า แค่เห็นก็ควรรู้ว่า การพูดแบบนี้ มันเลยเถิด เสียต่อตัวคนพูดขนาดไหน)

แต่ถ้ายังไม่หยุด บิดเบือน โยนความผิด ให้ญาติ ที่ไม่เกี่ยว และไม่ใช่คนรับผิดชอบ เรื่องคนติดคุกมานาน ถึงตอนนี้ หรือ ความสำเร็จล้มเหลว ของ พรบ.นิรโทษกรรม

ผมจะตอบโต้เต็มๆ บ้างแล้ว เพราะเห็นว่า ชักจะมากไปแล้ว ตกต่ำทางคุณธรรมและสามัญสำนึกมากเกินไปหน่อยแล้ว

(4) 23 กรกฎาคม 2556

ผมไม่มีปัญหากับการที่ใครจะวิจารณ์ร่างนิรโทษกรรมของญาติผู้เสียชีวิต

ตอนนิติราษฎร์เสนอ ผมก็วิจารณ์เช่นกัน (ไม่แน่ใจว่าคนที่ (เคย)เชียร์ๆ ร่างนิติราษฎร์จะตระหนักหรือไม่ว่า ร่างนั้นมีปัญหาซีเรียสบางอย่างอยู่ - ทุกร่าง มีทั้งนั้น ไมใช่เพิ่งมามีกรณีญาติ - เช่น ตั้งแต่ impractical คือ คงปฏิบัติไม่ได้ เพราะในแง่การแก้ รธน. คงไม่มีใครเอา ไปถึง แม้แต่ประเด็น 112 ที่ยากจะได้รับการรวมไว้ใน "มูลเหตุจูงใจทางการเมือง" ถ้ามีการให้กรรมการที่มาจากนักการเมืองเป็นคนตัดสิน ไปถึงประเด็นสำคัญมาก ที่หลายคนอาจจะไม่ตระหนัก คือ ร่างนิติราษฎร์ นั้น ไม่ได้แยก "แกนนำ" กับ "มวลชน" ออกจากกัน หมายถึง แกนนำ ทั้ง นปช. และ พันธมิตร จะได้รับการนิรโทษกรรมด้วย ซึ่งทำให้ impractical หรือ ปฏิบัติไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีทางทีฝ่ายไหนจะยอม – อันที่จริง ประเด็นนี้ร่างของญาติก็รับมรดกมา คือ มีปัญหานี้เช่นกัน)

แต่ประเด็นและลักษณะที่หยิบยกมาวิจารณ์โจมตีที่เห็นๆกัน เป็นอะไรทีผมรับไม่ได้ และผมเห็นว่าแย่มากๆ - พูดจริงๆว่า ผมช็อค นึกไม่ถึงจริงๆว่า จะได้เห็นการโจมตีในลักษณะนี้ จากคนที่ ที่ผ่านมา แสดงตัวเองว่า เป็นพวกยึดในหลักการ (คือประเภท ไม่ใช่พวกเอาแต่ "อวย" พรรค และรัฐบาล ลูกเดียว .. กรณีแบบนั้น เห็นมาตั้งแต่ตอนผมเริ่มเขียนเรียกร้องเรื่องนักโทษเมื่อ 2 ปีก่อน)

ผมจงใจหลีกเลี่ยงใช้คำว่า "ท่าที" เพราะผมว่า เรื่องนี้ มันมากกว่า เรื่อง "ท่าที" แต่เป็นเรื่องประเด็นที่ยกมาเลย

พูดกันจริงๆ ผมว่า หลายคน เป็น "หนี้" คำขอโทษต่อสาธารณะ ที่พูดอะไร - ต้องใช้คำนี้ - "ทุเรศ" ไปแบบนั้น

(5) 23 กรกฎาคม 2556

ที่ญาติเสนอร่างขึ้นมา เพราะไม่ไว้ใจ / ไม่พอใจเรื่องทหาร

ถามว่า ดูจากทั้งยุทธศาสตร์และการปฏิบัติของทักษิณ-เพื่อไทย (ทั้ง รบ.และ สส) และ นปช.

พวกญาติ ไม่มีเหตุทีจะให้ไม่ไว้ใจ / ไม่พอใจ หรือ?

ตอนนี้ ท่าที่ของทักษิณ-เพื่อไทย-นปช ต่อทหารเป็นอย่างไร?

ตอนที่นิติราษฎร์จงใจใส่มาตราเรื่องทหารลงไป - ซึ่งญาติ เพียงแต่ลอกมา แก้คำทีไม่ทำให้ต่างออกไป - หลายๆคนทีออกมาด่าญาติตอนนี้ แสดงความชืนชมกันใหญ่ ไม่ทราบ "จุดยืน" นั้น หายไปไหนหมด? หรือ "ตาม" ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช เรื่องทหาร ไปหมดแล้ว?

(6) 23 กรกฎาคม 2556

อย่างที่ผมจงใจพูดมาหลายครั้ง ในระยะหลังๆ ว่า ถ้า ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช จะใช้ยุทธศาสตร์ เอาใจทหารแบบนี้

จะยังคงด่า ปชป เรื่อง "ฆ่าประชาชน" ไปทำไม? ไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นแค่ "ปาหี่" เท่านั้น (และระดับมวลชน ที่หลังๆ ไปแสดง "ความแค้น" แต่เฉพาะ ปชป แต่ปล่อยทหารไปเช่นกัน ก็เป็นเพียงการแสดง "ความแค้น แบบเลือกสรร" selective anger แบบ "สองมาตรฐาน" เท่านั้น)

ถ้าพร้อมจะให้อภัย พร้อมจะให้รางวัลกับทหาร ตั้งแต่ทำรัฐประหาร (ซึ่งเป็นต้นเหตุแท้จริงของการมีการฆ่ากัน) ไปถึงบทบาทในการปราบปรามนองเลือด (อันที่จริง แทบจะพูดได้ด้วยซ้ำว่า ปชป เป็นเพียง "หุ่น" ออกหน้า ให้พวกนั้น ปฏิบัติการปราบ)

ที่ยังทำเป็นโจมตี ปชป ก็ไม่มีความหมายอะไร (ผมจงใจคำว่า "ทำเป็น" เพราะจริงๆ ก็น่าจะรู้กันจากเทปลับว่า แม้แต่ ปชป ก็คงจะได้ "นิรโทษกรรมเหมาเข่ง" ตาม "พรก" ที่ทักษิณ-ยุทธศักดิ์ พูดคุยกันแน่ๆ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ ทักษิณ จะเสนอ พรก. ที่นิรโทษตัวเองฝายเดียว)

(7) 23 กรกฎาคม 2556

ข้อโจมตีที่ว่า ญาติ กำลัง "เล่นเกมส์" กับ อิสรภาพของ คนคุก เป็นข้อโจมตีที่แย่ๆมากๆ

ใครกันแน่ครับ ที่ "เล่นเกมส์" หรือพูดจริงๆ คือ "แบล็กเมล์" กับอิสรภาพของคนคุก?

"อย่าใส่เรื่องทหารนะ ไม่งั้น คนคุกไม่ได้อิสรภาพ" (ดูคำสัมภาษณ์วรชัยเรื่องทหาร โดยเนื้อหาสรุปได้เป็นแบบนี้เลย)

ตอนนิติราษฎร์ จงใจใส่มาตราไม่นิรโทษกรรมทหาร ที่ อ.หวาน สุดา รังกุพันธุ์  ไม้หนึ่ง ก.กุนที อ.ตุ้ม สุดสงวน สุธีสร และคณะ "29 มกรา" นำไปยืนต่อรัฐบาลอย่างเอิกเริก เมื่อต้นปี

ไม่เห็นกลัวเรื่องนี้เลย

ถามว่า "จุดยืน" หลักการ เรื่องนี้ เปลี่ยนไปตั้งแต่เมือไร และเพราะอะไรครับ?

หรือว่า เพราะตัวเอง ยอมตามการ "แบล็กเมล์" ที่ว่าไปแล้ว เลยไม่พอใจ คนที่เขายังยืนยันหลักการ ไม่ยอมรับการ "แบล็กเมล์" นั้น?

ถ้า อ.หวาน สุดา รังกุพันธุ์ อ.ตุ้ม สุดสงวน สุธีสร ไม้หนึ่ง ก.กุนที ตอนยื่นร่างของนิติราษฎร์ ให้รัฐบาล ไม่เห็นว่า การใส่มาตราเรื่องทหาร จะเป็นข้ออ้างเรื่องให้อิสรภาพคนคุกไปพร้อมๆกันไม่ได้ (ตอนนั้น แสดงความชื่นชม ในการยืนยันหลักการที่นิติราษฎร์เสนอไปเช่นนั้นด้วยซ้ำ)

ทำไม ต้องมีปัญหากับการที่ญาติเสนอเรื่องเดียวกันนี้ (เอาคนคุกออก และยืนยันเรื่องทหารไปพร้อมๆกัน) แล้วมาอ้างว่า "จะทำให้คนคุกไม่ได้อิสรภาพ"?

(8) 23 กรกฎาคม 2556

ขออีกนิด สุดท้ายแล้วสำหรับเช้านี้ ต่อเนืองจาก 2-3 กระทู้ข้างล่างนะ สั้นๆ ตรงๆเลยนะ

ถ้าพวกคุณ เปลี่ยนจุดยืน ทิ้งหลักการ ที่เคยมีเรื่อง นิรโทษคนคุก กับใส่เรืองทหารไปพร้อมๆกันได้

คือ ถ้าพวกคุณหันไปยอมรับการ "แบล็กเมล์" ของฝ่ายรัฐบาลเรืองนี้แล้ว

ก็บอกมาตรงๆเลย

อย่าใช้ "แทคติก" แบบ "แก้เกี้ยว" "อำพราง" การเปลี่ยนจุดยืนของตัวเองเรื่องนี้

แล้วไปโจมตีคนอื่นที่เขายังยืนยันในหลักการเดิม ที่พวกคุณเองเคยเชิดชู แบบที่ทำอยู่

(9) 23 กรกฎาคม 2556

สำหรับคนที่หนุนร่างวรชัย ด้วยการอ้างเหตุผลว่าร่างวรชัยไม่ได้นิรโทษกรรมทหาร (แม้ตัววรชัยจะให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึง 2 ครั้งว่า นิรโทษ ด้วย - แต่ไม่เป็นไร ไม่นับ "เอาตามตัวบท" (ที่คลุมเครือ) อย่างที่เป็นอยู่ก็ได้)

ถ้างั้น ถ้าบอกว่าไม่นิรโทษกรรมทหาร ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ที่จะเรียกร้องให้เพิ่มมาตราที่ญาติเอามาจากนิติราษฎร์ (คือข้อเสนอของนิติราษฎร์นั่นแหละ) เรื่องทหารเข้าไปด้วยเพื่อความชัดเจนไปเลย

และในเมื่อก่อนหน้านี้ รู้สึก (ชื่นชมด้วยซ้ำ) ว่านิติราษฎร์เสนอ ทั้งนิรโทษกรรมได้และทั้งมีมาตรายกเว้นทหารโดยชัดเจนได้ พร้อมๆกัน ... ก็ไม่เห็นต้องกลัวเลยว่าร่างวรชัยจะใส่อันนี้เข้าไปไม่ได้

ยกเว้นแต่จะบอกว่า ไม่ได้ เพราะทาง รบ.ไม่ยอมแน่ วรชัยไม่ยอมแน่ นักการเมืองไม่ยอมแน่

อ้าว ถ้างั้น ก็เท่ากับยอมรับว่า มีการ "หมกเม็ด" นิรโทษกรรมทหารเข้าไว้ด้วยนั่นแหละ

และถ้างั้น ก็บอกมาตรงๆ ว่า ยินดีให้มีการหมกเม็ดเรื่องทหาร เท่านั้นแหละ

(และถ้ายอมรับกันตรงๆ แบบนี้ ก็เลิกหาเรื่องญาติได้แล้ว เพราะแสดงว่า ประเด็นที่เขาไม่ไว้ใจ กรณีหมกเม็ดนิรโทษกรรมทหาร มันถูกจริงๆ)

(10) 23 กรกฎาคม 2556

คือ ถ้า อ.หวาน  สุดา รังกุพันธุ์  คุณ ไม้หนึ่ง ก.กุนที อ.ตุ้ม สุดสงวน สุธีสร  หรือใครก็ตาม ที่ออกมาโจมตีญาติ ต้องการจะบอกว่า

"ถึงจุดนี้นะ เราต้องยอมรับการ 'แลก' แบบแบล็กเมล์ คือ ต้องยอมไม่แตะเรื่องทหาร ต้องยอมไม่ใส่มาตราเรื่องทหารที่นิติราษฎร์เสนอ (และญาติยืมมา) ที่เราเองเคยสนับสนุน  ไม่งั้น มวลชนในคุก จะไม่ได้อิสรภาพ"

ก็บอกกันมาตรงๆ แบบนี้ อภิปรายกันตรงๆว่า ทำไม ถึงจุดนี้ ต้องยอมรับการ "แบล็กเมล์" แบบนี้ และบอกมวลชนตรงๆ ว่า นี่คือผลจากการแบล็กเมล์ดังกล่าว ("ต้องแลก")

ไมใช่ ไปพูดในประเด็นอื่น ไปโจมตีในลักษณะไร้หลักการ ไร้เหตุผล แบบที่ทำๆกันที่ผ่านมา

แน่นอน ในทางกลับกัน ถ้าพวกท่าน ยังยืนยันว่า ไมใช่ยอมรับการแบล็กเมล์ พวกท่านยังยืนยันหลักการที่นิติราษฎร์-ญาติ เสนอ (หรือแม้แต่ กรณีคุณ สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่พูดกับ "ข่าวสด" สนับสนุนร่างวรชัย โดยอ้างว่าไม่ได้นิรโทษกรรมทหาร)

ก็ไม่ยากเลย และไม่มีข้อแก้ตัวด้วย ที่จะเสนอให้เพิ่มมาตราว่าด้วยทหาร ตามทีนิติราษฎร์+ญาติ เสนอเข้าไปในร่างวรชัยเลย และช่วยเรียกร้องผลักดันตามที่ญาติ (และนิติราษฎร์) เสนอ (และท่านเคยเห็นด้วยเชิดชู) - ถ้าบอกว่า ทำไม่ได้ คนคุกจะไม่ได้ออก ก็คือ ยอมรับเรื่องการ "แบล็กเมล์" ข้างต้นนั่นแหละ

เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอแต่ให้พูดกันแบบตรงไปตรงมา ไมใช่แสดงความไม่เอาไหน ด้วยการหลีกปัญหา ไม่กล้าพูดตรงๆ หรือแย่กว่านั้น ไปพูดในลักษณะ "ชกใต้เข็มขัด" อย่างที่ทำๆกันมา
 

ข้อเสนอในการปรับปรุงร่าง พรบ. นิรโทษกรรมฉบับญาติ

(1) 20 กรกฎาคม 2556

ว่าด้วยเนื้อหาในร่าง พรบ.นิรโทษกรรมของญาติผู้เสียชีวิต : ประเด็นสำคัญและปัญหาบางประการและข้อเสนอแก้ไข

1. ส่วนที่เป็นประเด็น "นิรโทษ" อะไร หรือนิรโทษใคร ของร่างฉบับญาติ (ยกเว้นประเด็นที่จะกล่าวต่อไปในข้อ 2 ข้างล่าง) คือ มาตรา 3(1), 3(2) และ 3 (3) นำมาจากร่าง ของนิติราษฎร์ ทั้งหมด (มาตรา 291/1, 291/2, 291/3

2. อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 3(3) ที่นำมาจากมาตรา 291/3 ของนิติราษฎร์นั้น  ข้อความเดิมของนิติราษฎร์ คือ

"หากการกระทำดังกล่าว....เป็นความผิดทางกฎหมาย อันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง"

ในร่างฉบับญาติ ได้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

"หากการกระทำดังกล่าว เป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาญาจักร อันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การเมือง"

ผมมีความเห็นว่า

2.1 อันที่จริง ร่างนี้ "ดี" กว่าร่างนิติราษฎร์ในแง่หนึ่ง คือ มีข้อความที่ทำให้รวม 112 ไว้ด้วย (ดังที่ผมเคยวิจารณ์ร่างนิติราษฎร์เมื่อนำเสนอครั้งแรกว่า กรณี 112 ในร่างนิติราษฎร์ มีแนวโน้มทำให้ไม่รวม เพราะ กรรมการที่ตั้งขึ้นจากตัวแทนฝ่ายการเมืองยากจะกล้ารวมไว้) และเมื่อเปรียบเทียบกับร่างอื่นๆ (วรชัย ฯลฯ) ก็ทำนองเดียวกัน อาจจะยิ่งกว่า ในแง่ที่ร่างเหล่านั้น ยิ่งไม่มีโอกาสจะรวมไว้ด้วยเลย

การที่มีคนวิจารณ์ ร่างญาติ (ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข และล่าสุดพวงทอง) โดยยกเอาเรื่อง 112 เป็นอะไรที่ "พิลึก" มากๆ เพราะกลับตาลปัตรกับความเป็นจริงชนิดคนละเรื่องเลย

2.2 อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการ "ได้" เพิ่มมาอย่างหนึ่ง กลับอาจจะ "เสีย" ไปอีกอย่างหนึ่ง คือ ผมเข้าใจว่า ในการร่าง ญาติอาจจะกังวลที่จะแก้จุดอ่อนของร่างนิติราษฎร์ (เรื่องไม่ระบุ "ความมั่นคง") เลย "เผลอ" เอาส่วนทีนิติราษฎร์เขียนเรือง "โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง" ออกไป ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้คดีหลายคดี (ทีไม่ใช่ 112) จะไม่ถูกครอบคลุมด้วย

ดังนั้น ผมเสนอว่า ถ้าจะให้ครบถ้วน น่าจะเขียน ทำนองนี้

"...หากการกระทำดังกล่าว ... เป็นการกระทำไปโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง และ/หรือ เป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ...."

2.3 ในร่างฉบับญาติ มีข้อความที่ลอกมาจากร่างนิติราษฎร์ ว่า "...ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ..."

เช่นเดียวกับที่ผมวิจารณ์และเสนอเมื่อคราวนิติราษฎร์เสนอร่างของพวกเขา ผมขอเสนอในที่นี้ว่าสมควร ตัดข้อความนี้ออกไป

3. มาตรา 3 (4) ในร่างของญาติ เป็นส่วนที่ "ใหม่" ไม่เคยมีในร่างของนิติราษฎร์ หรือร่างของใครๆ (วรชัย ฯลฯ)

คือ ยังให้ประชาชนที่มีความผิดเรื่องการเผา ทำลาย ทรัพย์สินเอกชน และความผิดเรื่องใช้อาวุธ ทำร้ายผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่

ในประเด็นนี้ ผมเสนอว่า น่าจะตัดเรื่องเผา ทำลาย ทรัพย์สินเอกชนออกไป (คือให้นิรโทษกรรมเช่นเดียวกับการเผา ทำลายทรัพย์สินรัฐ) เพราะเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันยาก (ในข้อวิจารณ์ของพวงทองที่เผยแพร่ในประชาไท เรื่องนี้วิจารณ์ถูกเพียงบางส่วน ตัวอย่างที่พวงทองยกมากรณีอุบล จำคุกตลอดชีวิตนั้น จริงๆ ได้รับการครอบคลุมจากร่างของญาติอยู่ ไม่ใช่ไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินราชการ)

ให้คงเหลือเรื่องการทำร้ายผู้อื่นด้วยอาวุธเท่านั้น

4. มาตรา 4 ของร่างฉบับญาติ เป็นการลอกมาจากร่างนิติราษฎร์ มาตรา 291/8 คือ ยังคงเอาผิด จนท.รัฐ ไม่ว่าระดับสั่งการหรือระดับปฏิบัติการที่ทำการผิดกฎหมาย เพียงแต่ร่างของญาติเปลี่ยนคำว่า "การกระทำ...ผิดกฎหมาย" เป็น "การกระทำเกินกว่าเหตุ" (ซึ่งไม่ต่างกัน)

คุณ "แม่น้องเกด" ในการให้สัมภาษณ์ทั้ง "คมชัดลึก" และ Wake Up Thailand เข้าใจผิดบางส่วนว่า ร่างของ วรชัย (หรือร่างของ นปช) มีลักษณะ "หมกเม็ด" ช่วยทหารไว้

ความจริงร่างของ วรชัย ในประเด็นนี้มีความ "ซับซ้อน" อยู่บ้าง (แต่จะเรียกว่า "หมดเม็ด" เสียทีเดียว ผมก็ยังไม่อยากเรียก)

คือ ตามร่างวรชัยนั้น ทหารระดับปฏิบัติการจะได้รับการนิรโทษกรรม แน่นอน เพราะคงรวมอยู่ในข้อความที่ว่า "....ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง...ไม่รวมถึง ..ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการ"

ในแง่นี้ ร่าง วรชัย จะนิรโทษกรรม ทหารระดับปฏิบัติการ โดยอัตโนมัติ

ปัญหาคือ คำว่า "ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการ" ของร่างวรชัยนั้น จะรวมถึงเฉพาะอภิสิทธิ์-สุเทพ หรือจะรวมนายทหารระดับบังคับบัญชาไว้ด้วย

เรื่องนี้ส่วนหนึ่งกลายเป็นเรืองการเมืองไป นั่นคือ ในภาวะที่รัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์ เอาใจทหาร และดำเนินการทางกฎหมาย โดยผ่าน DSI (ธาริต) เฉพาะกับอภิสิทธิ์-สุเทพ เท่านั้น ในทางปฏิบัติ ก็เท่ากับไม่นับรวมนายทหารระดับบังคับบัญชาไว้ด้วย และมาตรานี้ของร่างวรชัย ก็คงได้รับการตีความให้ครอบคลุมเฉพาะอภิสิทธิ์-สุเทพ ในฐานะ "ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการ" เท่านั้น

สิ่งที่ควรสังเกตคือ ในบรรดาคนที่ออกมาคัดค้านร่างของญาติ ขณะนี้ เป็นเรื่องแปลกว่า ตอนที่นิติราษฎร์ เสนอเรื่องนี้ (ไม่นิรโทษกรรมทหาร) ก็สนับสนุนในลักษณะที่เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ ("ไม่ยกโทษให้คนฆ่าประชาชน") แต่ไฉน เมื่อญาตินำข้อเสนอนี้ของนิติราษฎร์มารวมไว้ด้วย โดยที่ไม่มีในร่างอื่น (วรชัย ฯลฯ) รวมไว้เลย กลับมีปัญหา?
 

(2) 23 กรกฎาคม 2556

ผมเสนออย่างซีเรียสต่อญาติ ที่เสนอ พรบ.นิรโทษกรรม (ผ่านคุณ ปีเตอร์ ศรีนครินทร มีเฌอเป็นลูกรัก และคุณ ณัทพัช อัคฮาด )

ว่าในเมื่อจุดเริ่มต้นและประเด็นสำคัญที่ญาติต้องการเสนอร่าง พรบ. คื่อเรื่องเกี่ยวกับทหาร (ซึ่งไม่มีในร่างอื่นๆ)

ผมว่า น่าจะ "อุดช่องว่าง" ประเด็นอื่นๆ (คือแก้ประเด็นเหล่านั้น)  แล้วทำการ "แถลง" นำเสนอร่างที่แก้ไขใหม่

จะได้เหลือประเด็นทหารประเด็นเดียวที่จะกลายเป็น agenda ให้สาธารณะและเสื้อแดงเองพิจารณา - ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นหรือเหตุผลสำคัญของญาติแต่แรก

(ถ้าไม่แก้ประเด็นอื่นๆ ก็จะกลายเป็นจุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ - ซึ่งไมใช่ผมจะเห็นว่า ที่หยิบยกกันมานั้น จะถูกทั้งหมด เฉพาะบางส่วนเท่านั้น แต่ปัญหาคือ ไอ้บางส่วนนั้น กลายเป็นจุดที่คนยกมาโจมตี หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของร่างทั้งหมด - แล้วให้เหลือประเด็นทหารชัดๆ ให้พิจารณากัน)

ประเด็นที่ผมเสนอให้แก้ไข มีดังนี้

1. แก้มาตรา 3(3) เป็น "...หากการกระทำดังกล่าว ... เป็นการกระทำไปโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง และ/หรือ เป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ...."

2. ตัดข้อความ "...ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ..." ออก (ตัดประเด็น เอาผิดพันธมิตร เรื่องสนามบินออก - อันนี้ ผมเสนอตั้งแต่สมัยนิติราษฎร์ มีข้อความนี้อยู่แล้ว เรื่องนี้ใบตองแห้ง ประชาไท เห็นว่า ควรให้คงไว้ บอก "สะใจ" ผมคิดว่า ในเมื่อคิดจะนิรโทษกรรมมวลชนทั้งสองฝ่ายแน่ๆ ก็น่าจะตัดออก)

3. มาตรา 3(4)

อันนี้ เป็นประเด็นที่ผมยอมรับว่า ผมลังเลมากที่สุดมาแต่ต้น (มาตรานี้ เป็นอะไรที่ "ใหม่" จริงๆ ในร่างของญาติ มาตราอื่นๆ เอามาจาก นิติราษฎร์)

"ใบตองแห้ง" เสนอว่า ให้ตัด 2 วรรคแรกออก เหลือแต่วรรค 3 (เฉพาะคนบงการให้ทำร้ายด้วยอาวุธและเผาทรัพย์)

อันที่จริง ผมยังไม่ถึงกับเห็นด้วยเต็มที่ (เช่น ถ้ามี "ชายชุดดำ" คนที่อยู่ในระดับ "ปฏิบัติการ" ของพวกเขา ควรได้รับโทษไหม?) แต่นึกมาหลายวัน นึกไม่ออกว่า จะเสนออะไรที่รัดกุม และครอบคลุมมวลชนที่โดนคดีอาวุธไปพร้อมๆ กันด้วย (แม้แต่กรณีพันธมิตรที่ขับรถ ตามที่ใบตองแห้งยกมา) ในที่สุด ก็คิดว่า จะเอาแบบที่ "ใบตองแห้ง" ว่าก็ได้ คือ คงเหลือวรรค 3 (ต้องเขียนใหม่ เพราะเดิมวรรค 3 ขึ้นกับ 2 วรรคแรก) เพราะเห็นว่า ยังไงเรื่องนี้ก็ไมใช่ประเด็นใหญ่สุดของการเสนอของญาติอยู่แล้ว

4. แน่นอน คงไว้ มาตรา 4 เรื่อง จนท.ทั้งระดับสั่งการและปฏิบัติการ ที่ทำการเกินกว่าเหตุยังมีความผิด

 

(อ่าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับญาติฯ )
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กลุ่มญาติผู้สูญเสียปี 53 เปิดเวที รับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ พรุ่งนี้!

Posted: 24 Jul 2013 12:25 AM PDT

กลุ่มญาติผู้สูญเสียปี 53 ชี้บางร่างนิรโทษฯไม่คลุมกลุ่มเป้าหมาย-สอดไส้ไม่กล่าวถึงทหาร ระบุญาติผู้สูญเสียนอกจาก ปชช.ต้องรวม จนท.รัฐด้วย กลุ่มจึงร่างฯ ฉบับตัวเองขึ้นมาแต่ถูกทำลายความน่าเชื่อถือ เตรียมจัดเวทีรับฟังบ่ายโมงพรุ่งนี้ ที่ห้องประชุม 14 ตุลา ขณะที่ญาติฯ อีกกลุ่มหนุนร่างฯ ฉบับวรชัย

กลุ่มญาติฯ ขณะรอเข้ายื่นหนังสือต่อนายกเมื่อ 11 มิ.ย.56 / ภาพโดย นิธิวัต วรรณศิริ

กลุ่มญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์เมื่อเม.ย.-พ.ค. 53 จัดเวทีเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน นำเสนอโดยกลุ่มญาติวีรชน เม.ย. - พ.ค. 53 ในวันพรุ่งนี้ 25 ก.ค.56 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ที่หอประชุม 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว  โดยเบื้องต้นมี อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกลุ่มญาติวีรชนพฤษภาทมิฬ และสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด แกนนอนคนเสื้อแดง ร่วมวิจารณ์และเสนอแนะเกี่ยวกับร่างฉบับดังกล่าว โดยในงานจะมีการชี้แจงเจตนารมณ์ของร่างฯ ดังกล่าวโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ที่บริเวณวัดปทุมวนาราม พร้อมด้วยชี้แจงความเป็นมาของร่างฯ และอธิบายเนื้อหารายมาตรา โดยนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ผู้ประสานงานกลุ่มญาติฯ และ บิดาของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ(วัย 17 ปี) ที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์กระชับวงล้อม สายวันที่ 15 พ.ค. 53 บริเวณถนนราชปรารภ

นอกจากนี้เวทีดังกล่าวจะมีการเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เข่าร่วม โดยที่กลุ่มญาติฯ จะมีการนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน ก่อนนำยื่นให้ประธานรัฐสภาต่อไป

 

กำหนดการ

13.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน รับร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน

13.15 น. พะเยาว์ อัคฮาด กล่าวถึงเจตนารมณ์ของร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน

13.25 น. พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ชี้แจงความเป็นมาของร่างฯ และอธิบายเนื้อหารายมาตรา

13.35 น. วิทยากรวิจารณ์และเสนอแนะ

- อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกลุ่มญาติวีรชนพฤษภาทมิฬ

- สมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด แกนนอนคนเสื้อแดง

 

14.30 น. รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เข่าร่วม

16.00 น. จบรายการ

นายพันศักดิ์ ในกิจกรรมรำลึก 3 การเสียชีวิตของบุตรตัวเอง

นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ผู้ประสานงานกลุ่มญาติฯ กล่าวด้วยว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีการยื่นเสนอร่าง พรบ.นิรโทษกรรมมากกว่า 5 ฉบับ โดยทุกฉบับมักจะอ้างว่าเป็นความต้องการของกลุ่มญาติผู้สูญเสีย นักโทษการเมืองที่อยู่ในระหว่างจองจำ ฯลฯ จึงต้องมีร่างฉบับต่างๆ ดังกล่าว โดยเมื่อกลุ่มญาติฯพิจารณาร่างฯ ต่างๆ โดยละเอียด พบว่าไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย และบางฉบับได้มีการสอดไส้ไม่กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารในการสลายการชุมนุม รวมทั้งคำว่า "ญาติผู้สูญเสีย" นั้น มิได้หมายความเฉพาะประชาชนแต่เพียงฝ่ายเดียว ยังมีทหารและข้าราชการ สื่อมวลชนที่ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด มีการเผาทำลายทรัพย์สินเอกชนจำนวนมาก

ผู้ประสานงานกลุ่มญาติฯ กล่าวว่าทางกลุ่มญาติฯ จึงได้ขอคำปรึกษาจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายหลากหลายสำนัก นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมต้านรัฐประหาร ฯลฯ รวมถึงให้ความเห็นและรับฟังการวิเคราะห์จากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) แล้ว ทางกลุ่มญาติจึงเห็นว่าน่าที่จะได้ร่างกฎหมายฉบับประชาชนขึ้นมาเอง และใช้กลไกทางรัฐสภาผลักดันร่าง พรบ.นิรโทษกรรม ฉบับประชาชนนี้ผ่านรัฐสภาเพื่อบังคับใช้ตามกฎหมาย

นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อกลุ่มญาติฯ ได้เตรียมนำเสนอร่างฉบับประชาชน กลับมีความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือว่าร่างฉบับนี้จะทำให้นักโทษการเมืองจำนวนมากไม่ได้ออกจากคุก ทางกลุ่มญาติจึงขอท้าทายบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร แกนนำ แกนนอน ฯลฯ แสดงความคิดเห็นต่อร่างฉับประชาชนนี้ และศึกษาเปรียบเทียบกับร่างอื่นๆ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และร่างไหนกันแน่ที่จะนำพาประเทศไทยและประชาชนกลับสู่สังคมแห่งสันติภาพ

 

ภาพกลุ่มญาติฯ อีกกลุ่มยื่นหนังสือหนุนร่างฯ ฉบับวรชัย ภาพโดย   go6TV 

ญาติฯ อีกกลุ่ม หนุนร่างฯ ฉ.วรชัย

อย่างไรก็ตามเฟซบุ๊กเพจ go6TV รายงานด้วยว่า เมื่อ 11.00 น. ที่ผ่านมา มีกลุ่มญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ปี 53 อีกกลุ่มไปยื่นต่อหนังสื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฏร ผ่านนายแพทย์เหวง โตจิรา ส.ส.เพื่อไทย โดยมีข้อความระบุว่า เนื่องจาก แม่น้องเกด (นางพะเยาว์ อักฮาด) กับพวก ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่าจะยื่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน และอ้างว่าเป็นความเห็นร่วมกันของญาติวีรชนนั้น พวกข้าพเจ้าขอยืนยันว่าไม่รู้เรื่องด้วยและไม่เคยปรึกษาหารือกันเลย เป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว กลุ่มข้าพเจ้าทั้งหมดขอยืนยันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย เหมะ และของพรรคเพื่อไทย

หนังสือหนุนร่างฯ ฉบับวรชัย ของกลุ่มญาติฯ อีกกลุ่ม ภาพโดย   go6TV 

อ่านร่าง พ.ร.บ.

บ.นิรโทษกรรม โดยญาติวีรชน.pdf

บ.นิรโทษกรรม โดยวรชัย เหมะ.pdf

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สหรัฐฯ เดินหน้าวางแผนติดอาวุธกบฏซีเรีย แม้บางส่วนเกรงอาจตกไปอยู่ในมือฝ่ายอัล-เคด้า

Posted: 24 Jul 2013 12:10 AM PDT

รัฐสภาสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าการติดอาวุธให้กลุ่มกบฏซึ่งมีอยู่หลากหลายกลุ่มในซีเรีย อาจทำให้อาวุธตกไปอยู่กับบางกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายอัล-เคด้า ด้านกลุ่มกบฏชาตินิยมที่มีกำลังพลมากที่สุดในซีเรียตีตัวออกห่างกลุ่มกบฏอื่นๆ ที่ขัดแย้งกันภายใน


23 ก.ค. 2013 - คณะกรรมการข่าวกรองของสหรัฐฯ ยังคงยืนยันเดินหน้าช่วยเหลือด้านอาวุธให้กับฝ่ายกบฏในซีเรีย แม้ว่าทางรัฐสภาสหรัฐฯ จะแสดงความกังวลว่า อาวุธอาจตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนักรบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายอัล-เคด้า เช่นกลุ่ม อัล-นุสรา

โดยก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐฯ ก็ได้กล่าวว่าสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่กลุ่มกบฏในซีเรียอย่างเปิดเผย หลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายรัฐบาลดำเนินมาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว

นายพล มาร์ติน เดมซี ประธานคณะเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่าหากสหรัฐฯ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีของซีเรียจะต้องใช้งบประมาณมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3 หมื่นล้านบาท) ต่อเดือน

ทางด้านวุฒิสมาชิกของคณะกรรมการข่าวกรองสหรัฐฯ ทั้งจากพรรคริพับริกันและพรรคเดโมแครตกล่าวไว้ว่าการติดอาวุธให้กับกลุ่มนักรบฝ่ายกบฏในซีเรียเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยให้พลิกสถานการณ์การต่อสู้กับฝ่ายประธานาธิบดีบาชาร์ อัล- อัสซาด ได้

แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีกำหนดการชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะส่งอาวุธช่วยเหลือแก่กลุ่มกบฏในซีเรียเมื่อใด แต่กลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายกบฏก็ตั้งความหวังว่าสหรัฐฯ จะเริ่มช่วยเหลือด้านอาวุธภายในเดือน ส.ค. โดยผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มซีเรียนซัพพอร์ทกรุ๊ปผู้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มกบฏปลดปล่อยชาติซีเรีย (FSA) ก็คาดหวังว่าฝ่ายกบฏจะได้รับอาวุธช่วยเหลือทั้งอาวุธเบาและอาวุธหนักอย่างอาวุธต่อต้านรถถัง


กลุ่มอาห์ราร์ อัล-ซัม ตีตัวออกห่างกลุ่มกบฏอื่นๆ

ในวันที่ 22 ก.ค. สำนักขาวอัลจาซีร่ารายงานว่า กลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลหลายกลุ่มในซีเรียเริ่มมีความแตกแยกกันภายในมากขึ้น ขณะที่กลุ่มที่มีกองกำลังเข้มแข็งอย่างกลุ่มอาห์ราร์ อัล-ชัม ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความขัดแย้งภายในใดๆ ก็เริ่มบอกว่าพวกเขาจะเริ่มเลือกข้างความขัดแย้ง หากประชาชนของซีเรียต้องสูญเสียผลประโยชน์

กลุ่ม อาห์ราร์ อัล-ชัม ซึ่งมีกองกำลังราว 23,000 คน กระจายไปทั่วภูมิภาคของซีเรีย กล่าวว่าพวกเขาเป็นกลุ่มชาวซีเรียที่ต่อสู้อยู่ในประเทศ ขณะที่กลุ่มกบฏอย่างอัล-นุสรา มาจากต่างประเทศ พวกเขาบอกว่าในอนาคตพวกเขาอยากให้ซีเรียเป็นรัฐอิสลามที่ให้สิทธิแก่คนกลุ่มน้อยแต่ยังคงมี "ความเป็นรัฐซีเรีย"

นักข่าวอัลจาซีร่าเปิดเผยในวิดีโออีกว่า กลุ่มอาห์ราร์ อัล-ชัม ปฏิเสธจะร่วมมือกับกลุ่มกบฏปลดปล่อยชาติซีเรีย (FSA) ที่ได้รับการช่วยเหลือจากชาติตะวันตก หรือกลุ่มกบฏที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัล-เคด้า

ตัวแทนจากกลุ่มอาห์ราร์ อัล-ชัม กล่าวในวิดีโอว่า พวกเขาปฏิเสธจะร่วมมือกับกลุ่มสุดโต่งที่ไม่มีความอดกลั้นต่อประชาชนที่เห็นต่าง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มอิสลามที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติแต่ไม่ใช่ชาวซีเรีย

ตัวแทนกลุ่มกล่าวอีกว่าพวกเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ระหว่างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลของซีเรียเนื่องจากพวกเขาเป็นคนหมู่มากและมีความชอบธรรมในฐานะเป็นคนชาติซีเรีย

 

 


เรียบเรียงจาก

US edges closer to arming Syrian rebels, Aljazeera, 23-07-2013
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2013/07/201372345621809143.html

Syria rebel faction in bid to stop infighting, Aljazeera, 22-07-2013
http://www.aljazeera.com/video/middleeast/2013/07/2013722112240875930.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รอมฎอนเดือดวันเดียวรวม 8 ศพ แรงสุดตั้งแต่แถลงหยุดยิง

Posted: 23 Jul 2013 09:19 PM PDT

7เหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ตาย 8เจ็บ 3  แรงสุดตั้งแต่แถลงหยุดยิง  เริ่มจากยิงสองผัวเมียชาวตากใบตายต่อหน้าลูก วางระเบิดทหารศรีสาครขณะเดินเท้าพร้อมนักเรียนตาดีกา รอดหวุดหวิด ตกเย็นจ่อยิงตำรวจกลางตลาดจะแนะดับ 2 นาย ค่ำถล่มร้านน้ำชาชาวบ้านตาย 2 เจ็บ 1 ส่วนอีก 3 เหตุการณ์ เจ้าหน้าที่คาดว่าไม่เกี่ยวกับความไม่สงบ

วันที่ 23 กรกฎาคม 2556 เกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 7 เหตุการณ์ ยอดตายรวม 8 ศพ บาดเจ็บอีก 3 คน นับว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่ นับตั้งแต่ดาโต๊ะอัฮหมัด ซัมซามิน ฮุสเซน ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกของการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น(BRN) แถลงข่าวข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่ายในการลดการใช้ความรุนแรงในเดือนรอมฎอนและ 10 วันของเดือนเชาวาล เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ในจำนวนนี้มี 3 เหตุการณ์ ที่เจ้าหน้าที่คาดว่าไม่เกี่ยวกับความไม่สงบ

ไล่ยิงผัวเมียตากใบ ลูกรอด

เวลา 13.10 น. คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนตร์ประกบยิงราษฎรเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย บนถนนสายสุไหงโก-ลก - ตากใบ บ.โคกมือบา หมู่ที่4 ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส  โดยผู้เสียชีวิตชื่อ นายช่วย เดิมหมวก อายุ 47 ปีและน.ส.ประภา สงวนพันธ์ อายุ 37 ปี เป็นสามีภรรยากัน ส่วนด.ช.สมชาย เดิมหมวก บุตรชาย อายุ 4 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากรถล้ม

บึ้มทหารศรีสาคร พลาดเป้า

เวลา 15.30 น. คนร้ายลอบวางระเบิดทหาร ชป.กร.ร้อย.ร.3124 ฉก.นราธิวาส 37 ไม่ใครได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดขณะ ร้อย .ร.3124 กลับจากซ่อมแซมบ้านราษฎรและโรงเรียนตาดีกาบ้านไอร์กือเนาะ หมู่ที่5 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส โดยมีเด็กนักเรียนออกมาส่งด้วย โดยระเบิกเกิดขึ้นขณะเดินผ่านไปแล้วประมาณ 50 เมตร

ยิงตำรวจกลางตลาดดับ 2 นาย

เวลา 17.50 น. คนร้าย 4 คน ใช้ปืนพกยิงตำรวจนปพ.(หน่วยปฏิบัติการพิเศษ) เสียชีวิต 2 นาย ชื่อ ส.ต.ต.สะตอปา ดาหะยอ อายุ 23 ปี และส.ต.ต. อนุพงศ์ เด็นมะเละ อายุ 23 ปี เหตุเกิดขณะทั้ง 2 นายเดินจ่ายตลาดดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาสอยู่ ได้มีคนร้าย 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน มาจอดที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.ตรงข้ามกับตลาด จากนั้นได้เดินมาประกบตำรวจทั้ง 2 นายก่อนจะใช้ปืนพกขนาด 9 มม.จ่อยิงที่ศีรษะ จากนั้นคนร้ายนำอาวุธปืนพก ขนาด .38 นิ้ว จำนวน 2 กระบอก ของตำรวจทั้ง 2 นายไปด้วย

ถล่มร้านน้ำชาชาวบ้านตาย 2 เจ็บ 1

เวลา 19.30 น. คนร้าย 2 คน ใช้อาวุธสงครามยิงราษฎรเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย ที่บ้านลุโบะดาโตะ หมู่ที่ 4 ต.ลุโบะบือซา อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ผู้เสียชีวิตชื่อ นายอาแว นิชาบู อายุ 58 ปี ชาวบ้านลุโบะดาโตะ นายต่วนอุเซ็ง โมง อายุ 42 ปี ชาวบ้านโคกมาแจ หมู่ที่ 6 ต.ลุโบะบือซา และนายมามุ สะนิ อายุ 51 ปี ชาวบ้านโคกมาแจ หมู่ที่6 ต.ลุโบะบือซา ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดขณะทั้ง 3 ราย นั่งดื่มน้ำชาหน้าร้านน้ำชาที่เกิดเหตุ คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนตร์มาจอดบริเวณหน้าร้าน จากนั้นคนซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่ทันที

ยิงอีก 3 เหตุ คาดไม่เกี่ยวความไม่สงบ

นอกจากนี้ยังมีอีก 3 เหตุการณ์ในวันเดียวกันนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ โดยเวลา 01.00 น. คนร้าย ใช้อาวุธปืน AK-47 ยิงนายหามะ เจะอาแว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84/1 บ้านสระมาลาหมู่ที่ 3 ต.คลองมานิง อ.เมือง จ.ปัตตานี กระสุนถูกบริเวณลำตัว ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดขณะนายหามะ ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านตนเอง สาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากการขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่น

เวลา 8.00 น. คนร้ายใช้อาวุธปืน AK-47 ยิงนายสะรี มะมิง อายุ 53 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.5 ต.ระแว้ง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 5 ต.ระแว้ง กระสุนถูกแขนขวา 2 นัด ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดขณะนายสะรี กรีดยางพาราอยู่ภายในสวนยางพารา โดยนายสะรีได้ใช้อาวุธปืนพกยิงตอบโต้ จนคนร้ายได้หลบหนีไป สาเหตุคาดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

เวลา 16.00 น. คนร้ายใช้ปืนพกยิง นายสับรี ยูโซะ อายุ 34 ปี ชาวบ้าน บ้านบน หมู่ที่2 ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานีกระสุนถูกศีรษะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุขณะร่วมกันดื่มน้ำกระท่อมในป่าละเมาะ คาดว่าสาเหตุมาจากการทะเลาะวิวาทที่เกี่ยวข้องยาเสพติด

แรงสุดตั้งแต่แถลงหยุดยิง

เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว นับว่ามีจำนวนมากที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด นับตั้งแต่ดาโต๊ะอัฮหมัด ซัมซามิน ฮุสเซน ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกของการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น(BRN) แถลงข่าวข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่ายในการลดการใช้ความรุนแรงในเดือนรอมฎอนและ 10 วันของเดือนเชาวาล เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา แต่ต่อมาฝ่ายบีอาร์เอ็นส่งหนังสือประท้วงว่าฝ่ายไทยละเมิดข้อตกลง จนทำให้ฝ่ายกองกำลังในพื้นที่ทนไม่ไหวจึงต้องก่อเหตุ ขณะที่ฝ่ายไทยปฏิเสธ พร้อมระบุว่ากำลังตรวจสอบเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น