โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ยูเอ็นประณามอิสราเอล-ปราบผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์กรณีมัสยิดอัลอักซอ สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ศาลเมืองซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ สั่งถอดกล้องวงจรปิดตรวจจับความเร็ว

Posted: 08 Jul 2013 10:43 AM PDT

ในยุคสมัยที่กล้องวงจรปิดเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ในเมือง แต่ในหมู่บ้านเอล์มวูดเพลส แถบชานเมืองซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา กำลังจะถูกศาลสั่งให้ถอดกล้องวงจรปิดออก หลังจากมีคดีที่บริษัทผู้ผลิตเก็บเงินค่าปรับเสียเอง

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ Natural News เปิดเผยว่า จากการตัดสินของศาลล่าสุด ผู้พิพากษาโรเบิร์ท รูห์แมน ได้สั่งให้งดใช้งานกล้องวงจรปิดและให้ถอดกล้องออก จากหมู่บ้านเอล์มวูดเพลส เมืองซินซินนาติ

การตัดสินดังกล่าวเป็นผลมาจากการต่อสู้ในคดีความเรื่องกล้องวงจรปิดตรวจจับความเร็ว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา ศาลตัดสินว่าบริษัทออปโตทราฟฟิกผู้ทำสัญญาผลิตกล้องตรวจจับความเร็วได้กระทำการ "ละเมิดอำนาจศาล"

รูห์แมน พบว่ากล้องตรวจจับความเร็วเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เมื่อเดือน มี.ค. และสั่งให้มีการระงับการใช้กล้องรวมถึงระงับโปรแกรมออกใบสั่งจ่ายค่าปรับเรื่องขับรถเร็ว รูห์แมนตัดสินอีกว่าผู้ที่ได้ใบสั่งจากโปรแกรมตรวจจับนี้ไม่จำเป็นต้องไปจ่ายค่าปรับ

จนกระทั่งในวันที่ 27 มิ.ย. รูห์แมนก็พบว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่งของเขาในหลายๆ แง่ เช่นการที่ยังคงเปิดใช้กล้องตรวจจับความเร็ว แม้ว่าสารวัตรบิล เพสกิน จะให้การในศาลว่าพวกเขาเปิดกล้องวงจรปิดเพียงเพื่อเก็บข้อมูลการจราจรและความเร็ว ไม่ใช่เพื่อเก็บข้อมูลป้ายทะเบียน หรือเพื่อออกใบสั่ง และบอกให้คนที่มาจ่ายค่าปรับใบสั่งว่าไม่จำเป็นต้องจ่าย

แต่ว่ามีบางคนที่ยังถูกเก็บเงินจากใบสั่งอยู่ โดยผู้ที่เก็บเงินคือบริษัทผลิตกล้องวงจรปิดเอง แม้ว่าศาลจะสั่งการให้ระงับการเก็บค่าปรับแล้วก็ตาม จากคำให้การในชั้นศาลเปิดเผยว่ามีการเก็บเงิน 48,000 ดอลลาร์ (ราว 1,500,000 บาท) และมีการหักเปอร์เซ็นต์ให้กับหมู่บ้านเอล์มวูดเพลสตามสัญญา

ไมค์ อัลเลน อัยการซึ่งต่อสู้คดีให้กับฝ่ายต่อต้านกล้องตรวจจับความเร็ว กล่าวประณามกลุ่มที่กระทำเช่นนี้ว่าเป็นพวกฉวยโอกาสหาเงินเข้ากระเป๋า และบอกว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อเขาทั้งในฐานะของพลเมือง นักกฎหมาย อีกทั้งยังละเมิดลูกความของเขาด้วย

"พวกเราจะต่อสู้ทุกวิถีทางให้มีการนำเงินคืนประชาชนที่จ่ายค่าปรับใบสั่งไป เพราะมันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง" อัลเลนกล่าว

ผู้พิพากษายังได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในเทศมณฑลฮาร์มิลตันถอนกล้องวงจรปิดรวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ออกและยึดไว้จนกว่าจะมีการจ่ายค่าปรับ 48,000 ดอลลาร์คืน

คดีนี้ถือเป็นชัยชนะของการฟ้องร้องจากคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Class Action ซึ่งในกรณีนี้สภาผู้แทนฯ รัฐโอไฮโอได้มีมติรับรองการสั่งห้ามกล้องวงจรปิดตรวจจับความเร็ว ทำให้รัฐโอไฮโอกำลังจะกลายเป็นรัฐที่ปราศจากกล้องวงจรปิดประเภทนี้




แปลและเรียบเรียงจาก

Cincinnati judge orders all speed cameras confiscated, manufacturer held in contempt, 06-07-2013, Natural News
http://www.naturalnews.com/041084_speed_cameras_surveillance_speeding_tickets.html#ixzz2YT5noeSA

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อวัตถุศึกษากับอธิป: เครื่องเล่นโซนีใหม่ให้ต่อเน็ตตลอดขณะใช้-แนะนำเว็บแชร์ไฟล์ sharefest

Posted: 08 Jul 2013 08:56 AM PDT

อวัตถุศึกษากับอธิปนำเสนอข่าวสารด้านลิขสิทธิ์ทั่วโลก สัปดาห์นี้วีซ่าและมาสเตอร์การ์ดระงับให้บริการแก่ผู้ให้บริการปกปิดตัวตนบนเน็ต, ชาวอเมริกาประท้วง PRISM วันประกาศอิสรภาพ

Immaterial Property Research Center ตั้งขึ้นในวันที่ 18 มกราคม หรือ "วันเสรีภาพอินเทอร์เน็ต" เพื่อเป็นศูนย์ข่าว ศูนย์ข้อมูล และศูนย์วิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุ (หรือที่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าทรัพย์สินทางปัญญา) ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กับระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมืองในโลก ทางศูนย์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานของศูนย์ฯ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุที่เอื้อให้เกิดเสรีภาพในเชิงบวกไปจนถึงความเท่าเทียมกันของผู้คนในโลก
 

 

04-01-2013

Visa และ Mastercard เริ่มระงับการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ให้บริการปกปิดตัวตนบนอินเทอร์เน็ตแล้ว (Anonymizing VPN)

มีการคาดเดากันก่อนหน้านี้ว่าบริการปกปิดตัวตัวบนอินเทอร์เน็ตทั้งหลายนั้นจะเป็นสิ่งผิดกฎหมายในไม่ช้า เนื่องจากบริการเหล่านี้ท้าทายอำนาจรัฐในการปกครองคนบนอินเทอร์เน็ต

ล่าสุดทางบริการทางการเงินชื่อก้องโลกอย่าง Visa และ Mastercard ได้เริ่มหยุดให้บริการทางการเงินแก่ผู้ให้บริการปกปิดตัวตนบนอินเทอร์เน็ตแล้ว

นี่เป็นแนวทางที่คล้ายคลึงกับการที่สองบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ระงับการให้บริการทางการเงินแต่ WikiLeaks

ในปัจจุบัน การบริการปกปิดตัวตนบนอินเทอร์เน็ตก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายทุกประการ แต่หากมีหมายศาลที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ผู้ให้บริการเหล่านี้อาจต้องเปิดเผยตัวตนของผู้ใช้กับรัฐ

News Source: http://www.techdirt.com/articles/20130703/13150923710/visa-mastercard-ban-anonymizing-vpns-just-as-they-allow-wikileaks.shtml , http://torrentfreak.com/mastercard-and-visa-start-banning-vpn-providers-130703/

 

Twitter เริ่มมีการเสนอโฆษณาตามพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ดังเช่นหลายๆ เว็บแล้ว แต่ความต่างก็คือ Twitter มีทางเลือกให้ผู้ใช้ "ปิด" ระบบการติดตามพฤติกรรมดังกล่าว

นี่ทำให้หลายๆ ฝ่ายแซ่ซ้องความ "แฟร์" ของ Twitter ที่ไม่ได้ตามติดพฤติกรรมผู้ใช้อย่างไร้ทางเลือกเช่นเว็บอื่นๆ (เช่น Facebook)

และนี่ก็ดูจะสมศักดิ์ศรี Twitter ซึ่งถือว่าเป็นเว็บที่ใส่ใจสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้บริการที่สุดเว็บหนึ่ง (เป็นเว็บที่ได้คะแนนสูงสุดจากการให้คะแนนเรื่องความเป็นส่วนตัวผู้ใช้บริการของ Electronic Frontier Foundation)

ซึ่งหากเราไม่หลงลืมไปนัก กรณีอื้อฉาว NSA ล่าสุดนี้ก็แทบจะมีแต่ Twitter นี่แหละที่ต่อสู้ไม่ยอมมอบข้อมูลผู้ใช้ให้กับรัฐอย่างหัวชนฝาถึงที่สุด ต่างจากหลายๆ เว็บๆ ที่ยินยอมกับ "การขอความร่วมมือ" ในการสอดส่องของรัฐแต่โดยดีมาแต่แรก

News Source: https://www.eff.org/deeplinks/2013/07/how-opt-out-twitters-tailored-advertisements-and-more, https://www.eff.org/deeplinks/2013/07/twitter-shows-the-way-forward-with-do-not-track, http://gigaom.com/2013/07/03/twitter-will-tailor-ads-based-on-your-browsing-but-you-can-opt-out/

 

อเมริกันชนประท้วงเพื่อต่อต้านการสอดส่องของรัฐบาลในวันประกาศอิสรภาพ 4 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่พ้องกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 4 (Fourth Amendment) ที่รัฐละเมิดในการสอดส่องอันอื้อฉาวในโครงการ PRISM

ในวันที่ 4 ก.ค. มีการประท้วงเกิดขึ้นในอเมริกาโดยผู้ประท้วงมีเป้าประสงค์ให้รัฐยกเลิกการสอดส่องที่ละเมิดรัฐธรรมนูญลงให้หมด

มีการระดมผู้คนผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีศูนย์กลางชัดเจน (แต่ก็ว่ากันว่ามีนักกิจกรรมในเว็บ Reddit คอยช่วยดำเนินการอยู่) เว็บทางการของการประท้วงครั้งนี้คือ http://www.restorethefourth.net/ ซึ่งก็มีทั้งแผนที่ GPS ของตำแหน่งที่มีการประท้วงและการนัดประท้วงในแต่ละพื้นที่เสร็จสรรพ ซึ่งบรรดาเว็บไซต์ที่ตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพในอินเทอร์เน็ตและความเป็นส่วนตัวก็ช่วยกันเผยแพร่กระจายข่าวอย่างแข็งขัน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 4 (Fourth Amendment) มีใจความว่า:

"สิทธิของประชาชนเหนือตัวบุคคล บ้านเรือน เอกสาร และทรัพย์สินต่างๆ ของประชาชนจะต้องไม่ถูกละเมิดโดยการตรวจค้นและเข้ายึดของรัฐ และจะไม่มีการออกหมายศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร การออกหมายศาลจะต้องผ่านคำปฏิญาณและการยืนยันอีกทั้งยังต้องมีการระบุพื้นที่ในการสืบค้นและตัวบุคคลหรือสิ่งของที่จะมีการยึด"

News Source: http://www.techdirt.com/articles/20130703/16520623716/today-is-july-4th-its-time-to-restore-4th-amendment.shtml , https://www.eff.org/deeplinks/2013/07/july-4-show-your-support-fourth-amendment , https://www.eff.org/deeplinks/2013/07/restore-fourth-campaign-organizes-protests-against-unconstitutional-surveillance , http://www.restorethefourth.net/

 

เครื่องเล่นวีดีโอใหม่ของ Sony จะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตขณะใช้เสมอเพื่อป้องกันเหล่านักสำเนาเถื่อน

แน่นอนว่ามีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ามาตรการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์แบบนี้ไม่พึงประสงค์นัก เพราะมันทำให้ผู้บริโภคที่ถูกต้องที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตหรืออินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้ไม่สามารถบริโภคได้

เท่านั้นยังไม่พอ มาตรการแบบนี้ยังดูย้อนแย้งเนื่องจาก Sony ก็เพิ่งแขวะ Microsoft ไปหมาดๆ กับการที่เครื่องเกม Xbox รุ่นใหม่จะมีมาตรการที่การเล่นเกมจะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา และตัวเครื่องเกมก็จะมีระบบประมวลผลจำนวนคนที่อยู่ในห้องด้วย เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และเงื่อนไขในการใช้ (ซึ่งเป็นเรื่องอื้อฉาวมากๆ และในที่สุด Microsoft ก็ประกาศยกเลิกมาตรการเหล่านี้แล้ว)

ทั้งนี้เครื่องเล่นวีดีโอดังกล่าวก็สามารถใช้ได้แต่กับทีวีของ Sony เพียงเท่านั้นเช่นกัน

News Source: http://torrentfreak.com/sony-video-players-should-be-internet-connected-to-beat-pirates-130703/

 

07-07-2013

โครงการตีพิมพ์ "ภาคต่ออย่างไม่เป็นทางการ" ของวรรณกรรมเยาวชน Where the Wild Things Are ถูกดึงออกจากเว็บ Kickstarter เนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์แจ้งว่าละเมิดลิขสิทธิ์

ปีนี้เป็นปีครบรอบ 50 ปีที่ Where the Wild Things Are ของ Maurice Sandak ได้รับการตีพิมพ์ออกมา เลยมีนักเขียนและนักวาดรูปอยากจะทำหนังสือที่เป็นเรื่องราวต่อจากนั้นออกมา และเขาก็ระดมทุนผ่านเว็บระดมทุนชื่อก้องเจ้าเก่าอย่าง Kickstarter

อย่างไรก็ดี HarperCollins ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของ Where the Wild Things Are ก็ไม่รอช้าและแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์กับทาง Kickstarter ทำให้โครงการโดนดึงออกจากเว็บและทำให้การระดมทุนเพื่อตีพิมพ์ระงับไป

หากจะว่ากันในทางลิขสิทธิ์ มันก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ว่า "ภาคต่ออย่างไม่เป็นทางการ" ดังกล่าวจะถือว่าเป็นวรรณกรรมละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งนี่ก็ดูจะเป็นความไม่ชัดเจนในประเด็นการละเมิดหรือไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของ "แฟนฟิค" โดยรวมๆ ทั้งหมด ซึ่งต้องกลับมาถามกันว่าลำพังแค่สิ่งที่เป็นนามธรรม "ตัวละคร" ในวรรณกรรมเหล่านี้ที่ถูกผลิตซ้ำใน "แฟนฟิค" นี่ถือว่ามีลิขสิทธิ์กำกับหรือไม่? นี่เป็นเพียง "ความคิด" ไม่ใช่ "การแสดงออก" ที่เป็นเป้าการคุ้มครองของกฎหมายลิขสิทธิ์หรือไม่?

ที่แน่ๆ ปรากฎการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นว่าสำนักพิมพ์เริ่มมีการตื่นตัวและไล่ล่าผู้ที่อาจกระทำเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น

และนี่ก็ไม่ใช่กรณีแรกบน Kickstarter ด้วยซ้ำเพราะทาง Random House ก็ได้ถล่มโครงการทำแฟนซีนมังงะอย่าง Sailor Moon มาก่อนหน้านี้แล้ว

News Source: http://paidcontent.org/2013/07/05/where-the-wild-things-are-sequel-pulled-from-kickstarter-after-harpercollins-issues-takedown-notice/

 

เปิดตัว Sharefest และเทคโนโลยีแชร์ไฟล์ที่ง่ายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

โดยทั่วไปแล้วการ "แชร์ไฟล์" มักจะต้องมีกระบวนการมากมาย นี่ทำให้ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมักจะไม่เริ่มเป็นผู้แชร์ไฟล์ (อย่างน้อยๆ คนที่โหลดสิ่งต่างๆ ผ่าน Torrent ก็น่าจะมีจำนวนไม่มากนักที่จะรู้วิธีการสร้าง Torrent ขึ้นมาใหม่)

อย่างไรก็ดี Sharefest ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เปิดมาแค่หน้าเว็บเพจก็ลากไฟล์ลงไปแชร์ได้ทันที และเพียงแค่ Copy ลิงค์ที่ปรากฎในหน้านั้นผู้ใช้ก็จะสามารถแชร์ไฟล์ได้ ไม่ต้องลงทะเบียนด้วยซ้ำ

ผู้สร้างแชร์เฟสบอกว่าเทคโนโลยีที่ Sharefest ใช้คล้ายกับ Bittorrent แต่ก็มีความแตกต่างออกไปในทางเทคนิค (อย่างไรก็ดีผู้เขียนยังงงๆ ว่ามันทำงานอย่างไรหลังลองใช้ แต่มันใช้งานได้จริงอยู่)

เข้าชมและทดลอง Sharefest ได้ที่ http://www.sharefest.me/

News Source: http://torrentfreak.com/the-easiest-way-in-the-world-to-share-files-p2p-and-how-it-works-130706/

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จุฬาฯประกาศเริ่มถือศีลอด 10 กรกฎาฯ จับตาหยุดยิงเดือนรอมฏอน

Posted: 08 Jul 2013 07:01 AM PDT

จุฬาราชมนตรีประกาศ 1 รอมฏอน 1434 ตรงกับวันพุธที่ 10 กรกฎาฯ เหตุไม่สงบยังแรง บึ้มรถทหารที่มายอ เจ็บ 8 กอ.รมน.ยันพร้อมลดปิดล้อมตรวจค้น

 
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี เปิดแถลงข่าวประกาศผลการดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 1434 เพื่อให้ชาวมุสลิมถือศีลอดนั้น ผลการดูดวงจันทร์ปรากฏว่าไม่มีผู้แจ้งการพบดวงจันทร์ในวันดังกล่าว จุฬาราชมนตรีจึงประกาศว่าวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 1434 ตรงกับวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 จึงของให้ชาวมุสลิมร่วมถือศีลอดโดยพร้อมเพรียงกัน
 
ดูดวงจันทร์ - ภาพบรรยากาศชาวมุสลิมเฝ้ามองดวงจันทร์ ณ จุดดูดวงจันทร์บนภูเขาในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา เพื่อกำหนดเป็นวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1434 ซึ่งจะเป็นวันแรกของการถือศีลอด 
 
เมื่อเวลา 08.50 น. วันเดียวกัน เกิดเหตุลอบลอบวางระเบิดทหารชุดรักษาความปลอดภัยครู ร้อย.ร.15331 ฉก.ปัตตานี 25 บนถนนสายชนบท บ้านราวอ หมู่ที่ 4 ต.กระหวะ อ.มายอ จ.ปัตตานี และถูกยิงโจมตีซ้ำ จนเกิดการยิงตอบโต้ประมาณ 5 นาที เหตุเกิดขณะเดินทางกลับที่ตั้งฐานด้วยรถบรรทุกทหาร แรงระเบิดทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 8 นาย โดยมีอาการสาหัส 1 นาย
 
ส่วนปฏิบัติการและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ศูนย์ปฏิบัติการร่วมทางยุทธวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4 สน.) ระบุรายชื่อสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ ส.อ.อดิพงษ์ รักวงศ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส.อ.สรัช ผลพิบูลย์ พลฯ อาทิตย์ รัชตพันธ์ พลฯ ชาญชัย ราชพล พลฯ เอกสิทธิ์ เนียมแทน พลฯ นภดล ชายศีรี พลฯ ฮาริฟ ทรงอนงค์ พลฯ ทศพล สำนักพงศ์ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
 
จากการตรวจสอบ พบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ไม่ทราบภาชนะบรรจุและการจุดชนวน โดยคนร้ายนำระเบิดฝังไว้ใต้ถนน สาเหตุเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง 
 
ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยถึงมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่ช่วงเดือนรอมฎอนว่า กอ.รมน.ได้กำหนดมาตรการให้เจ้าหน้าที่สนับสนุนอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนไว้แล้ว โดยได้ปรับด่านตรวจ จุดตรวจ ต่างเป็นจุดอำนวยความสะดวก ยกเว้นจุดตรวจถาวร รวม 23 ด่าน ที่ยังมีการปฏิบัติเหมือนเดิม
 
พ.อ.ปราโมทย์ เปิดเผยว่า กอ.รมน.ยังคงต้องบังคับกฎหมายดังเดิม แต่จะพยายามลดระดับการปิดล้อมตรวจค้น ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะเป้าหมายที่อ่อนแอ เชิงสัญลักษณ์ พื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน ที่ผ่านมา ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมกับมวลชน ผู้นำศาสนา ได้นำสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ในการถือศีลอดไปมอบให้ รวมถึงการบริการทางการแพทย์ตามคำแนะนำของสำนักจุฬาราชมนตรี
 
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวันเดียวกับที่ชาวมุสลิมในพื้นที่กำลังรอฟังผลการประกาศกำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 1434 ซึ่งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาของการปฏิบัติตามความเห็นร่วมกันระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็นที่เข้าร่วมพูดคุยเพื่อสันติภาพเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมาที่จะร่วมกันหยุดใช้ความรุนแรง จึงทำให้หลายฝ่ายหวังว่าจะเกิดความสงบและรอติดตามว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นหรือไม่ ในขณะที่บางส่วนไม่เชื่อว่าจะเกิดความสงบจริง
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ใครต้องโชว์ใบเสร็จทุจริตจำนำข้าว

Posted: 08 Jul 2013 06:42 AM PDT

ทีดีอาร์ไอชี้ หากนายกฯ จริงใจในการป้องกันทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ก็ควรจะแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่แบบตรงไปตรงมา แทนการสอบสวนกรณีที่นส.สุภา ปิยะจิตติไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา
 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทวิตข้อความแจ้งว่านายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้า นส.สุภา ปิยะจิตติ มีข้อมูลการทุจริตข้าวทุกระดับ ให้ส่งหลักฐานเข้ามาพร้อมดำเนินคดีจนถึงที่สุด
 
แต่วันต่อมา กลับมีข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงการคลังสั่งให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่ นส.สุภา ปิยะจิตติไปให้ข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภาว่าโครงการรับจำนำข้าว มี "ความเสี่ยงและโอกาส" ที่จะเกิดการทุจริตทุกขั้นตอน
 
อันที่จริงหากนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว นายกรัฐมนตรีสมควรจะแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่แบบตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ตามที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตามกฎหมาย และสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว แทนการสอบสวนกรณีที่นส.สุภา ปิยะจิตติไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา
 
นายกรัฐมนตรีน่าจะรู้ดีว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง เพราะเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯเอง หน้าที่ของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ คือ การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล และตั้งงบประมาณคืนให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อใช้หนี้ที่กู้จากธกส.และเพื่อนำเงินค่าระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2554/55 มาเป็นเงินหมุนเวียนในการรับจำนำข้าวจากชาวนา หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้ปิดบัญชีโครงการ คือ เมื่อพบข้อบกพร่องในการทำบัญชีและภาวะขาดทุนของโครงการฯ ผู้ปิดบัญชีจะต้องระบุสาเหตุของการขาดทุนและข้อบกพร่องของการจัดทำบัญชีเพื่อให้ผู้บริหารนำไปแก้ไข คณะอนุกรรมการเปิดบัญชีฯมิได้มีหน้าที่และอำนาจในการเสาะแสวงหาหลักฐานการทุจริต
 
จากการแถลงข่าวของ รมว.วราเทพ รัตนากร ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ปรากฏข้อเท็จจริงว่านอกจากการขาดทุนเนื่องจากการตั้งราคารับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าราคาตลาด (รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับจำนำ เช่น ค่าจ้างสีข้าว ค่าเช่าโกดัง ฯลฯ) แล้ว การขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวยังเกิดจากสาเหตุสำคัญอีก 2 ประการ คือ (1) ในโครงการรับจำนำข้าวนาปี พ.ศ. 2555/56 ปริมาณข้าวสารที่ส่งมอบเข้าโกดังกลางของรัฐตามบัญชีของอคส.และอตก.มีจำนวนต่ำผิดปรกติมาก หรือพูดง่ายๆ คือ มีข้าวสารจำนวน 2.9 ล้านต้นที่ยังไม่ได้ส่งมอบและอาจสูญหายจากโกดังกลาง ณ วันที่ 31 มกราคา 2556  และ (2) การขาดทุนเนื่องจากการระบายข้าวของรัฐในราคาต่ำกว่าราคาตลาด (ราคาขายส่งข้าวสารในตลาดกรุงเทพฯที่รายงานโดยกรมการค้าภายใน)
 
ปัญหาข้าวสารจำนวน 2.9 ล้านตัน ที่ยังไม่ได้ลงบัญชีทำให้รัฐบาลสั่งการให้มีการตรวจสต๊อคข้าวทั่วประเทศเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 แต่ดูเหมือนว่าการตรวจสต๊อคข้าวดังกล่าว เป็นเพียงปฏิบัติการผักชีโรยหน้าเพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีข้าวจำนวนมากหายไปจากโกดังกลางของรัฐ ถ้าจะมีการทุจริตก็เป็นเพียงปัญหาเล็กๆน้อยๆ ในทางปฏิบัติ โรงสีและพ่อค้าข้าวรู้ว่าการตรวจสต๊อคข้าวอย่างจริงจังไม่สามารถทำได้ภายใน 1 วัน มิหนำซ้ำยังไม่มีการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบัญชีข้าวสารที่โรงสีแต่ละแห่งสีแปรและส่งมอบเข้าโกดังว่าสอดคล้องกับบัญชีข้าวสารที่แต่ละโกดังรับมอบหรือไม่ และตรวจสอบว่าบัญชีดังกล่าวตรงกับปริมาณข้าวสารและข้าวเปลือกที่มีอยู่จริงตามโกดังต่างๆหรือไม่ การตรวจสอบการทุจริตแบบนี้จะต้องนำข้อมูลบัญชีของหน่วยงานรัฐทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำข้าวตลอดห่วงโซ่มาตรวจสอบพร้อมๆกัน ได้แก่ องค์การคลังสินค้า องค์กรตลาดกลางเกษตรกร ธกส. กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ คำสั่งและการอนุมัติของคณะอนุกรรมการชุดต่างๆของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
 
นอกจากข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯแล้ว ยังมีข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบนำข้าวในโครงการจำนำไปหมุนขายในตลาดก่อน (แล้วค่อยหาซื้อข้าวสารราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านนำมาคืนโกดังกลางของรัฐในภายหลัง) นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฏรเมื่อ 20 มีนาคม 2556 ว่า รัฐบาลระบายข้าวสู่ตลาด 7 ล้านตัน ตัวเลขนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ข้าวสำหรับการบริโภคในประเทศและการส่งออก เราทราบว่าในช่วงตุลาคม 2554-กุมภาพันธ์ 2556 ความต้องการใช้ข้าวดังกล่าวเท่ากับ 28.137 ล้านตัน แต่ในตลาดมีข้าวสารเหลือเพียง 17.827  ล้านตัน (เพราะจากผลผลิตข้าวจำนวน 39.682 ล้านตันข้าวสาร รัฐบาลรับซื้อเข้าโครงการจำนำถึง 21.855  ล้านตัน)  ฉะนั้นถ้าจะให้มีข้าวสารในตลาดเพียงพอต่อการบริโภคและส่งออก รัฐบาลต้องระบายข้าวอย่างน้อย 10.31 ล้านตัน (28.137-17.827 ล้านตัน) แต่คุณณัฐวุฒิบอกว่ามีการระบายข้าวเพียง 7.072 ล้านตัน แปลว่าตลาดยังขาดข้าวอีก 3.238 ล้านตัน ดังนั้นจะต้องมีผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลจัดการให้มีการนำข้าวจำนวนมากออกจากโกดังกลางรัฐบาลมาหมุนขายในราคาถูก ทำให้ราคาข้าวสารขายปลีกในตลาดมีราคาถูกและไม่ต่างจากสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งๆที่ต้นทุนข้าวสารในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์แพงกว่ามาก ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ราคาข้าวสารปี 2555 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 22.17 บาท แต่สมัยอภิสิทธิ์ เฉลี่ย 22.19 บาท 
 
ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระ หรือขอความร่วมมือจากปปช.ให้ช่วยดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาข้าวในสต๊อค และผู้มีอำนาจหน้าที่ในการระบายข้าว แล้วส่งรายงานให้รัฐบาลและรัฐสภาโดยเร่งด่วน
 
ต้นตอของการขาดทุนอีกส่วนหนึ่งของโครงการรับจำนำข้าว เกิดจากการที่รัฐระบายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาขายส่งในตลาดค่อนข้างมาก ทำให้รัฐขายข้าวได้เงินน้อยกว่าที่ควร จากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่เสนอต่อรมว. วราเทพ รัตนากร ปรากฏว่าราคาข้าวที่หน่วยงานของรัฐขายให้แก่เอกชน อยู่ในระดับต่ำกว่าราคาขายส่งข้าวสารในตลาดกรุงเทพฯมาก กล่าว คือ การระบายข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวนาปีฤดู 2554/55 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 14.43 บาท ขณะที่ราคาข้าวสารในตลาดเฉลี่ยกิโลกรัมละ 18 บาท แสดงว่ารัฐขายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาดถึงกิโลกรัมละ 3.57 บาท ส่วนการระบายข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวนาปรังปี 2555 ราคาขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 12.89 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดกิโลกรัมละ 7.08 บาท 
 
หากรัฐบาลประมูลขายข้าวแบบโปร่งใสก็จะขายได้ในราคาใกล้เคียงราคาตลาด แต่เป็นที่ทราบกันดีในวงการค้าข้าวว่ารัฐบาลระบายข้าวผ่านช่องทางแคบๆที่มีพ่อค้าเพียง 3-4  รายเท่านั้น รัฐบาลพยายามปกปิดข้อมูลการระบายข้าวดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้าทั้งๆที่การระบายข้าวส่วนใหญ่เป็นการขายในประเทศ ไม่ต้องขายแข่งกับประเทศใด การที่รัฐบาลยังคงปกปิดราคาและปริมาณการขายข้าวชวนให้นึกว่าเป็นเหตุผลทางการค้าจริง  หรือต้องการปกป้องใครบางคน
 
การขาดทุนจากการขายข้าวจำนวนมาก (7-10 ล้านตัน) ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นเรื่องที่จะต้องมีการสอบสวนโดยเร่งด่วน จริงอยู่รัฐบาลแก้ตัวว่าการขาดทุนส่วนหนึ่งเกิดจากการขายข้าวราคาถูกให้ผู้บริโภคและหน่วยราชการ รวมทั้งการบริจาคให้ต่างประเทศ แต่การศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ของวุฒิสภาพบว่าปริมาณข้าวถุงราคาถูกที่ส่งให้ร้านถูกใจอาจมีปริมาณเพียง 5-10% ของปริมาณข้าวถุงราคาถูกที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ( 1.8 ล้านตัน)  แปลว่านอกจากข้าวถุงราคาถูกในร้านถูกใจแล้ว หน่วยงานรัฐขายข้าวทั้งหมด(7-10 ล้านตัน)ในราคาที่ต่ำกว่าตลาดมาก ดังนั้นจึงต้องมีการสืบสวนโดยเร่งด่วนว่าทำไมหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์จึงขายข้าวในราคาต่ำกว่าตลาดมาก ขายให้พ่อค้าคนใด ราคาเท่าใดและจำนวนเท่าใด และได้รับเงินค่าขายข้าวหรือยัง กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถอ้างความลับทางการค้าเพื่อปฏิเสธการให้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะข้าวจำนวนนี้ขายไปหมดแล้ว และข้าวส่วนใหญ่ก็ขายในประเทศ บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสองปีแล้ว ข้ออ้างเรื่องความลับทางการค้าฟังไม่ขึ้นอีกแล้ว ประชาชนเจ้าของเงินที่ใช้จำนำข้าวมีสิทธิ์ 100 % ที่จะต้องได้ข้อมูลดังกล่าว  
 
รัฐบาลต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะ"หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ออกใบเสร็จ" มีแต่คนนอกที่ไม่รู้ข้อมูล รัฐบาลเป็นเจ้าของใบเสร็จทุกใบ ป่วยการที่จะสั่งให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวนำใบเสร็จมาโชว์ 
 
ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจะต้องเร่งสั่งการให้หน่วยงานรัฐส่งต้นขั้วใบเสร็จการระบายข้าวให้แก่ปปช. หรือคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนว่ามีการทุจริตกันอย่างไร แล้วนำเสนอรายงานต่อรัฐสภาโดยเร่งด่วน
           
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมาพันธ์นร.ฯ เปิดวงคุย 'ทิศทางนักเรียนไทยในอนาคต'

Posted: 08 Jul 2013 03:57 AM PDT

สมาพันธ์นักเรียนไทยฯ เสวนาทิศทางนักเรียนไทยในอนาคต "เนติวิทย์" ชี้แจงข้อเสนอยกเลิกความเป็นไทย เพื่อต้องการให้สังคมเปลี่ยนแปลงดีขึ้น เรื่องยกเลิกทรงนักเรียนจะแคมเปญต่อเนื่อง ควบคู่กับการเรียกร้องรัฐสวัสดิการเพื่อการเรียนฟรี

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.56) สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย จัดเสวนาเปิดครั้งที่1 "ทิศทางนักเรียนไทยในอนาคต" มีผู้เข้าร่วมจากกลุ่มต่างๆ กว่า 30 คน อาทิ สมาพันธ์ฯ เครือข่ายผู้ปกครอง กลุ่มแอนตี้โซตัส มีการอภิปรายกันถึงปัญหาในวงการศึกษา ทั้งการจัดการเรียนการสอน เช่น วิชาประวัติศาสตร์ ที่เน้นท่องจำ และมีแนวทางชาตินิยม ระเบียบเรื่องเครื่องแบบและทรงผมที่เคร่งครัดมากเกินไป 

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เลขาธิการสมาพันธ์ฯ กล่าวว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดให้คนภายนอกรู้จักสมาพันธ์ฯ มากขึ้น เพราะที่ผ่านมา มีคนสงสัย เรื่องการรณรงค์ยกเลิกความเป็นไทย เรื่องทรงผม จึงต้องชี้แจง พูดคุยให้รู้ว่าข้อเรียกร้องของแต่ละคนไม่ได้มุ่งสนองความต้องการส่วนบุคคล แต่ต้องการให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษา เพื่อส่งต่อให้รุ่นลูกหลานมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยที่ผ่านมาได้จัดเสวนาภายในมา 8-9 ครั้งแล้วทุกเดือน นี่เป็นครั้งแรกที่เปิดให้คนรู้จักตัวตนสมาพันธ์ฯ มากขึ้น ส่วนเรื่องทรงผมนั้นมีแผนว่าจะรณรงค์อย่างต่อเนื่องต่อไป รวมถึงจะมีการรณรงค์เรื่องรัฐสวัสดิการ เพื่อการเรียนฟรีด้วย

บุญญาภิวัฒน์ สมบูรณ์ทรัพย์ สมาชิกสมาพันธ์นักเรียนฯ กล่าวว่า หลักสูตรการศึกษาของไทยเป็นแบบปิด และใส่อุดมการณ์ความเป็นไทยมากเกินไป ซึ่งอาจจะดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนา แต่พอนานไปก็พบว่ากฎต่างๆ นั้นรุงรังมากเกินไป ไม่ว่าเรื่องทรงผม เสื้อผ้า พร้อมเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นว่า แม้จะต้องใส่เครื่องแบบนักเรียนเหมือนกัน แต่ก็มีกฎที่ยืดหยุ่นและเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออกมากกว่า

เจตน์ ศรีมุษิกโพธิ์ สมาชิกสมาพันธ์นักเรียนฯ กล่าวว่า มีข้ออ้างจากฝั่งครูว่าระเบียบเรื่องทรงผมนั้นมีเพื่อให้เด็กปฏิบัติตาม เพื่อต่อไปจะปฏิบัติตามกฎในสังคมที่ใหญ่ขึ้นได้ ขณะเดียวกัน เขามองว่าการมีระเบียบเหล่านี้ก็เป็นการควบคุมเด็กให้ต้องว่านอนสอนง่ายและไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง พร้อมชี้ว่าปัญหาที่เป็นอยู่คือ ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นคนนอกนั้นเป็นคนออกกฎ แต่เด็กซึ่งอยู่ในระบบ เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่มีสิทธิแสดงความเห็นหรือออกกฎเลย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หนุ่ม ธันย์ฐวุฒิ

Posted: 08 Jul 2013 03:32 AM PDT

"..ถ้าเราไม่มีเหตุผล เราเอาแต่แค้น เอาแต่โกรธอย่างเดียว ในขณะที่พวกเดียวกันเองก็ทำอะไรผิด แต่เราก็ยังเข้าข้างอยู่ ..ไม่เฉพาะมองฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว มองฝ่ายเดียวกันด้วย เราควรจะต้องมองให้ถ่องแท้ว่าอะไรข้อมูลที่จริงหรือไม่จริง อะไรที่ไม่ถูกต้องเราก็ว่าไม่ถูกต้อง ผมว่าที่สำคัญที่สุดเลยก็คือเราต้องกล้าวิจารณ์ โดยเฉพาะคนกันเอง คนพวกเดียวกันเอง"

7 ก.ค.56, ในกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลจัดบายศรีสู่ขวัญ "ธันย์ฐวุฒิ" อดีตผู้ต้องขัง 112

นิสิต ม.บูรพา แจมมิ่งวิ่งวันสถาปนามหาลัย แต่งคอสเพลย์-ชูป้าย รณรงค์ต้านคนโกง

Posted: 08 Jul 2013 02:53 AM PDT

กลุ่มบูรพาไม่เอาคนโกง แต่ง "หลวงมังกรพรหมโยธี" ผู้สถาปนามหาวิทยาลัย ถือป้ายรณรงค์ในงานประเพณีวิ่งเขาสามมุกวันสถาปนามหาวิทยาลัยบูรพา เผยกรณีทุจริตอาจารย์ท่านหนึ่ง ชี้เลือกวันนี้เพื่อสานต่อหลัก 6 ประการของคณะราษฏร

8 ก.ค.56 เวลา 6.00 น. กลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา ในนามกลุ่มบูรพาไม่เอาคนโกงจำนวนหนึ่ง รวมตัวกันบริเวณเชิงเขาสามมุก ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อทำการรณรงค์เผยแพร่เกี่ยวกับกรณีทุจริตของอาจารย์ท่านหนึ่งในคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลออนไลน์ และเว็บข่าวออนไลน์ต่างๆไปก่อนหน้านี้ เนื่องในวันที่ 8 ก.ค. เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดประเพณีวิ่งเขาสามมุก ของนิสิตปีหนึ่งเป็นประจำทุกปี

โดยกลุ่มผู้รณรงค์ได้เขียนป้ายผ้า และป้ายกระดาษข้อความต่างๆ อาทิ เช่น บูรพาไม่เอาคนโกง, เด็กวิ่งเขาไม่เอาคนโกง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนิสิตคนหนึ่งแต่งกายเป็นชุดนายทหารยุคคณะราษฎร พร้อมแขวนป้ายคล้องคอชื่อ "หลวงมังกรพรหมโยธี" อดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการ ผู้สถาปนามหาวิทยาลัย

สำหรับการประเพณีวิ่งเขาสามมุกนั้น เป็นกิจกรรมที่ถูกปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน โดยนิสิตปีหนึ่งทั้งมหาวิทยาลัยจะเดิน/วิ่งจากเขาสามมุกลงมาตามเส้นทางเลียบหาดบางแสนไปจนถึงมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเป็นการรำลึกถึงเส้นทางที่หลวงมังกรพรหมโยธี เคยเดินสำรวจเพื่อหาสถานที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย

นายรัชชานนท์ เทียนพิมาย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มบูรพาไม่เอาคนโกง กล่าวว่า "วันนี้พวกเราไม่ได้มาประท้วง เรามารณรงค์เพื่อให้น้องๆเฟรชชี่ปี 1 ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการทุจริตที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยของเรา และการดำเนินการตรวจสอบภายในมหาวิทยาลัยยังคงล่าช้า ทั้งๆที่มีหลักฐานชัดเจน แต่มหาวิทยาลัยยังคงปล่อยให้อาจารย์โกง คนดังกล่าวทำการสอนอย่างปกติ"

นายรัชชานนท์กล่าวต่อไปว่า "สาเหตุที่เลือกมารณรงค์ในวันนี้ เนื่องจากเป็นวันที่หลวงมังกรพรหมโยธีได้วันสถาปนามหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินตามหลักประการที่ 6 ของคณะราษฎร ที่ว่า "จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แกราษฎรทั้งหลาย" นั่นคือการขยายโอกาสทางการศึกษามาสู่ภูมิภาค แต่ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยของเรากลับยอมให้มีการโกงกันได้อย่างเปิดเผย เป็นการโกงค่าเทอมของนิสิต ซึ่งผมถือว่าเป็นการทำลายการศึกษา ทำลายชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย" 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนิสิตดังกล่าว ได้ชูป้ายผ้าและป้ายกระดาษตั้งแต่บริเวณเขาสามมุก ซึ่งเป็นจุดที่นิสิตปี 1 ทุกคณะ จำนวนหลายพันคน วิ่งหรือเดินผ่านและมองเห็นข้อความดังกล่าว ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี มีเสียงตบมือและโห่ร้องของนิสิตปี 1 เมื่อเห็นข้อความในป้ายอยู่เป็นระยะ

ต่อมาเวลาประมาณ 7.30 น. ได้มีการติดป้ายกระดาษข้อความ "คนโกง" ไว้ที่พื้นถนนบริเวณประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยบูรพา และได้มีการเชิญชวนให้เฟรชชี่วิ่งเหยียบข้อความดังกล่าว ซึ่งบรรดาเฟรชชี่ก็พากันวิ่งเหยียบข้อความ "คนโกง" กันอย่างสนุกสนาน

ด้านนายธนวรรธน์ สุวรรณปาลประธานสภานิสิตม.บูรพา กล่าวว่า "ประเพณีวิ่งเขาฯหรือวันวิ่งเขาเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับนิสิตม.บูรพามาก เพราะต้นกำเนิดของม.บูรพาเกิดขึ้นที่นี่ จากการที่หลวงมังกรพรหมโยธีเดินลงไปจากจุดนี้ เส้นทางนี้ เราจึงพยายามบอกกล่าวน้องใหม่ปี 1 ให้เข้าใจถึงความหมายของวันวิ่งเขา ให้เห็นถึงคุณูปการของหลวงมังกรพรหมโยธี"

"สำหรับกรณีที่มีนิสิตกลุ่มหนึ่งมาชูป้ายรณรงค์เรื่องการต่อต้านอาจารย์ที่ทุจริต และแต่งตังเป็นหลวงมังกรฯนั้น ตนคิดว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของเพื่อนนิสิตที่สามารถทำได้ และไม่ได้ผิดกฎระเบียบข้อไหนของมหาวิทยาลัย ทั้งยังเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมด้วย เพราะเป็นการสร้างความตื่นตัวให้น้องใหม่รักในความเป็นธรรม รักในสิ่งที่ถูกต้อง และร่วมปกป้องดูแลมหาวิทยาลัยร่วมกัน" นายธนวัฒน์ กล่าวเสริมก่อนปิดท้ายว่า

 "สภานิสิตพร้อมจะรับฟังความเห็นของเพื่อนนิสิตในการติดตามตรวจสอบกรณีการทุจริตต่อไป สภานิสิตพร้อมจะเป็นตัวกลางและกระบอกเสียงในการนำความเห็นของเพื่อนนิสิตไปพูดคุยกับผู้บริหารและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น