โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ผาสุก ชี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสร้างความยุติธรรม แนะปฏิรูปเพิ่มในอัตราก้าวหน้า วงเสวนาระบุ ต...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคเพื่อไทย “เราอยากให้ทักษิณกลับมาอย่างเท่ๆ แต่ไม่ใช่วิธีนี้”

Posted: 22 Oct 2013 10:36 AM PDT

พ.ต.อ.ทักษิณ สมควรกลับประเทศ เพราะท่านถูกโค่นล้มด้วยอำนาจที่ไม่เป็นธรรม การดำเนินคดีก็ไม่ได้เป็นขบวนการที่ถูกต้อง จนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยในต่างแดน ขณะเดียวกัน เสื้อแดงนับล้านได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และอีกด้านหนึ่งก็เพื่อทำให้ พ.ต.อ.ทักษิณได้กลับบ้าน เช่นกัน

เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 ได้นำไปสู่การสูญเสียของผู้คน ต่อเนื่องด้วยเหตุการณ์วุ่นวาย จนทำให้เสื้อแดงที่มีความรักต่อท่านอย่างเปี่ยมล้นต้องจับกุมคุมขัง หลายคนถูกตัดสินให้รับโทษหลายสิบปี มีผู้หลบหนีหมายจับอีกหลายร้อยคน ชะตากรรมของพวกเขาเป็นเรื่องน่าเศร้า

เราทราบดีว่า พ.ต.อ.ทักษิณต้องการกลับบ้าน พระราชบัญญัติปรองดองฯเป็นตัวบ่งบอกถึงเรื่องนี้ ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านสภา พ.ต.อ.ทักษิณ และเสื้อแดงก็จะได้รับนิรโทษกรรมพร้อมกัน กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้  แต่น่าเสียดายที่พระราชบัญญัติถูกต่อต้านขัดขวางจนไม่สามารถเดินหน้า เมื่อเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองดังขึ้น จากการผลักดันของหลายๆฝ่าย ในที่สุด มีร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของคุณวรชัย เหมะได้นำเสนอเข้าสู่สภา ทำให้พวกเราหวังว่า เสื้อแดงที่ต้องโทษจำคุกจะได้ออกมา

ร่างฉบับนี้ถึงมีการต่อต้าน แต่ฝ่ายค้านไม่สามารถทำได้เต็มที่ เพราะสังคมยินดีที่ให้เสื้อแดงเหล่านี้มีอิสรภาพ เพราะเป็นเพียงคนตัวเล็กตัวน้อยที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนเมื่อกรรมาธิการ พรรคเพื่อไทย แก้ไขเป็นการนิรโทษกรรมทุกคน ทุกฝ่าย และทุกระดับ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างกว้างขวาง ฝ่ายสลิ่มเห็นว่าเป็นการนิรโทษกรรม "ทักษิณ" ฝ่ายเสื้อแดงเห็นว่า นิรโทษกรรม "ฆาตกร เดือนพฤษภา 2553" ทั้งอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ และทหาร

ในร่างของคุณวรชัย ถึงแม้ว่าจะไม่ระบุการเอาผิดทหาร แต่กลุ่มของเราเห็นว่า การไม่ระบุถึงการนิรโทษกรรมทหาร ย่อมหลายความว่า สามารถดำเนินคดีต่อทหารในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 ได้ กลุ่มของเรายอมรับได้ เรื่องนี้เป็นมาตรการสำคัญต่อปกป้องการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนและการปกป้องระบอบประชาธิปไตย เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต้องมีความผิด จะเป็นการป้องปรามในอนาคต แต่การนิรโทษกรรมทุกอย่างในการแก้ไขของพรรคเพื่อครั้งนี้จะทำลายความพยายามนี้

การแก้ไขครั้งนี้อาจจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการของพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก การแก้ไขนี้สามารถตีความได้ว่าเป็นการแก้ไขในหลักการ ฝ่ายค้านสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ความเป็นไปได้ที่ตุลาการภิวัตน์ จะทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ตกไปมีมากเช่นกัน

ผลเสียต่อมาคือ "พรรคเพื่อไทยโกหก" ในการร่างของคุณวรชัย เพื่อไทยยืนยันกับเสื้อแดงว่าจะไม่มีการแปรญัตตินิรโทษกรรมทหาร ยืนยันกับฝ่ายค้านว่าจะไม่นิรโทษกรรมให้ทักษิณ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ความน่าเชื่อถือของเพื่อไทยหายไปทันที กลายเป็นพรรคการเมืองกะล่อนตอแหล ไม่มีอะไรจะยึดมั่นได้

ผลเสียอีกประการ ทำลายความน่าเชื่อของ พ.ต.อ.ทักษิณ เอง ท่านเคยกล่าวต่อสาธารณะว่า "ท่าจะกลับมาอย่างเท่ๆ" การยัดไส้แก้ไขร่างของคุณวรชัยที่เข้าสู่สภาและผ่านวาระแรกโดยการยอมรับของสังคม จะทำให้ความสง่างามในการกลับมาแบบเท่ๆหมดไป เพราะใช้วิธีการแบบเจ้าเล่ห์แสนกล ไม่มีความซื่อตรง

เราหวังให้ พ.ต.อ.ทักษิณ กลับมาอย่างสง่างาม แต่การแก้ไขร่างในชั้นกรรมาธิการของเพื่อไทยอาจจะไม่นำสู่การนิรโทษกรรมพ.ต.อ.ทักษิณและพากลับบ้านได้ นักโทษการเมืองเสื้อแดงต้องอยู่ในเรือนจำไป เพราะเรากังวลว่าร่างพระราชบัญญัติจะถูกทำให้ตกไปจากศัตรูทางการเมือง พ.ต.อ.ทักษิณ ไม่ควรนำตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้

เราตระหนักดีกว่า นักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ต้องรับโทษในข้อหาต่างๆ มีที่มาจากความผิดเพียงประการเดียวของพวกเขาคือ "รักประชาธิปไตยและคุณทักษิณ" มากเกินไป ดังนั้น พรรคเพื่อไทยไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง หรือออกมาพร้อมกับ "ผู้สั่งการ" ที่ทำให้พวกเขาต้องโทษในเรือนจำมาหลายปี พวกเขาคงจะไม่มีความรู้สึกที่ดีกับการนิรโทษกรรมแบบนี้ที่เกิดขึ้น

เราและเสื้อแดงปรารถนาให้ พ.ต.อ.ทักษิณ กลับมา คนเสื้อแดงหลายล้านคนได้ทำให้ท่านเห็น พวกเขาทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลและปกป้องมาโดยตลอด พวกเขายินดีที่จะเคลื่อนไหวสนับสนุนต่อไป

ในโอกาสนี้ เราขอให้พรรคเพื่อไทยทบทวนและแก้ไขเพื่อให้ร่างนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองเสื้อแดงผ่านสภาตามร่างเดิมของคุณวรชัย เหมะ เมื่อพวกท่านเคลื่อนไหวเพื่อพา พ.ต.อ.ทักษิณ กลับบ้าน เสื้อแดงทั้งมวลย่อมสนับสนุนและร่วมเรียกร้องผลักดันอย่างแข็งขันเหมือนกับที่เคยแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน

 

ด้วยความปรารถนาดี
สมัชชาสังคมก้าวหน้า
22 ตุลาคม 2556

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คัดค้านการยอมจำนนของพ่อค้าเจ้าเล่ห์

Posted: 22 Oct 2013 10:23 AM PDT

บรรดาพวกที่เสนอให้นิรโทษกรรมแบบเหมารวม โดยรวมฆาตกรปฏิกิริยาขวาจัดและสมุนบริวาร ได้แสดงธาตุแท้ที่ยอมจำนนอีกครั้งหลังจากพยายามใช้อุบายพ่อค้าเจ้าเล่ห์มาหาประโยชน์จากสถานการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใน6-7ปีที่ผ่านมาอย่างน่าละอาย พวกนี้อ้าง "ความปรองดอง ประเทศจะได้เดินหน้า" และเหตุผลอื่นๆอีกสารพัดทางเศรษฐกิจด้วยหวังว่าประชาชนจะได้มุ่งหน้าทำมาหากิน สร้างประโยชน์โภคผลแก่พวกเขาต่อไป ส่วนเรื่องบาดเจ็บล้มตายเป็นร้อยเป็นพันก็ให้ลืมๆกันไป ทำนอง"เลิกแล้วต่อกันแค่นี้นะ"

มิพักต้องถามถึงจุดยืนทางการเมือง, ทัศนะทั่วไปและตรรกะขั้นพื้นฐานของพวกเขาก็บิดเบี้ยวตามวิสัยพ่อค้าเจ้าเล่ห์ ยกประวัติการต่อสู้ใกล้ๆมาก็ได้ ไม่ใช่คนพวกนี้หรอกหรือ ที่คอยฉุดแข้งฉุดขาการเคลื่อนไหว พอฝ่ายพลังประชาธิปไตยเคลื่อนไหวรุกไปข้างหน้ามากขึ้น พวกนี้ก็ป่าวร้องว่า "เคลื่อนไหวซ้ายเกินไป เป็นเงื่อนไขให้พวกปฏิกิริยารวมตัวกันตอบโต้" บ้าง "เป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐประหาร" บ้าง แต่พอเห็นทางที่จะได้รับประโยชน์ เงื่อนไขต่างๆที่เคยยกมาก็อันตรธานไปโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่า กี่กรณีแล้ว ที่คนพวกนี้ฉุดกระชากลากถูพี่น้องเสื้อแดงไปหน้าแท่นที่ใช้เชือดแพะสังเวย

สิ่งที่พวกเขาเสนอมานั้น เปิดโปงธาตุแท้ออกมาอย่างล่อนจ้อน เพื่อปิดบังวาระซ่อนเร้น พวกเขาพยายามเอาใจคนเสื้อแดงโดยยกเอาเรื่องพาคุณทักษิณกลับบ้าน เนื่องจากถือเอาประโยชน์พวกตนเป็นหลัก ถือเอาประโยชน์ของคุณทักษิณเป็นรอง ก็เลยทำลืมๆไปว่า พวกเขาจะพาคุณทักษิณกลับบ้าน โดยวิธีเอาคนเสื้อแดงที่ติดคุกเป็นตัวประกัน ซึ่งจะเป็นความมัวหมองติดตัวคุณทักษิณไปตลอด

ไม่เพียงแต่ฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น คุณทักษิณเอง ก็ควรตระหนักถึงสิ่งที่คนพวกนี้ได้กระทำลงไปและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

ด้วยนิสัยเจ้าเล่ห์ พวกเขาก็จะถามย้อนกลับมาว่า ถ้าเช่นนั้น การออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็จะทำให้คนติดคุกอื่นๆมัวหมองด้วย ดังนั้น ก็ไม่ต้องออกกฎหมายฉบับนี้แล้ว? ขอตอบว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคนละเงื่อนไขกัน คนที่ติดคุกล้วนแต่เป็นคนที่แทบจะไม่มีทางต่อสู้คดีเพื่อหาความยุติธรรมให้กับตนเองได้เลย ต้องติดคุกสามสี่ปี เดือดร้อนทั้งตัวเองและครอบครัว บางส่วนที่ไม่ติดคุกก็ต้องหนีกันหัวซุกหัวซุน ไม่สามารถใช้ชีวิตทำมาหาเลี้ยงครอบครัวตามปกติได้ การออกกฎหมายเป็นวิธีเดียวในขณะนี้ที่จะเอาพวกเขาออกจากคุกได้โดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเสียหายจากความไม่ยุติธรรมที่เขาได้รับ ซึ่งก็น้อยไปด้วยซ้ำ

ถ้ายังกล้าถามมาแบบนี้ ก็ต้องถามย้อนไปว่า ร่างแรกของคุณวรชัย ก็ชัดเจนและเหมาะสมพอสมควรแถมได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก แล้วทำไมในชั้นกรรมาธิการ พวกเขาจึงพยายามสอดไส้สิ่งเหล่านี้ไปให้เสียขบวนด้วยเล่า

พวกฉวยโอกาส เหล่านี่ มีพฤติกรรมที่ได้คืบเอาศอก ถ้าประชาชนยอมรับมาตรฐาน "นิรโทษกรรมเหมารวม" วันหน้า ก็จะต้องยอมรับมาตรฐาน"ปรองดองเหมารวม" ที่คนพวกนี้ออกมาเดินเฉิดฉายเคียงคู่กับบรรดาฆาตกรเหล่านั้นบนซากศพของคนเสื้อแดงด้วย

กระแสการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใน 6-7 ปีที่ผ่านมานี้ เป็นขบวนที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย ทั้งมีปริมาณหนาแน่นและเชี่ยวกราก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมพัดเอาโคลนตมและเศษสิ่งต่างๆรวมมาด้วย การแยกแยะเศษสวะเหล่านี้ ก็เป็นภารกิจหนึ่งในหลายๆภารกิจของการต่อสู้ด้วย

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คดีปะทะเหลืองแดงเชียงใหม่ปี 51 สืบพยานเสร็จวันนี้ ญาติผู้ตายไม่ติดใจเอาความ

Posted: 22 Oct 2013 10:09 AM PDT


ภาพโดย:นพพล อาชามาส

วันนี้ (22 ตุลาคม 2556) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 8 ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2421/56 ซึ่งมีนายแดง ปวนมูล อายุ 42 ปีอดีตการ์ดเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฆ่านายเศรษฐา เจียมกิจวัฒนา หรือ "ลุงหน่อ" บิดาของนายเทิดศักดิ์  เจียมกิจวัฒนา หรือ "โต้ง วิหค"  ผู้ก่อตั้งกลุ่มทหารเสือพระราชาซึ่งเป็นการ์ดพันธมิตรเชียงใหม่  จากกรณีเหตุปะทะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551  ที่บริเวณหน้าหมู่บ้านระมิงค์ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่  ใกล้ที่ตั้งของสถานีวิทยุวิหคเรดิโอ 89 MHz (สืบพยานคดีปะทะเหลืองแดงเชียงใหม่ ปี51 พยานระบุ"เชื่อ"แดง ปวนมูล มีส่วนรู้เห็น) โดยมีการสืบพยานโจทก์ 1 ปากและพยานจำเลย 1 ปาก

นายธรม (สงวนนามสกุล) พยานโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สามของผู้ตายขึ้นเบิกความโดยสรุปว่าขณะเกิดเหตุตนไม่ได้อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ศึกษาคริสตคัมภีร์อยู่ที่จังหวัดชลบุรี  เมื่อทราบเหตุจากพี่ชายก็รีบกลับมาดูศพบิดา  แต่ยังไม่สามารถนำศพบิดาออกจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้เนื่องจากมีกลุ่มเสื้อแดงปิดล้อมโรงพยาบาล  ทั้งยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยเพราะยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงขี่จักรยานยนต์มาวนเวียนแถวทางเข้าหมู่บ้าน  ตนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับวันเกิดเหตุ  ทางครอบครัวได้มอบหมายให้พี่ชายคนรองของตนซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกบิดาดำเนินการรับเงินเยียวยาจากรัฐบาลกรณีเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเป็นจำนวนเงิน 7.5 ล้านบาท  และได้ยื่นคำแถลงต่อศาลไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยแล้ว  ส่วนตนเองนั้นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง และไม่ได้ติดใจเรียกร้องเอาความใดๆ  แต่เสียใจ  และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก

นายแดง ปวนมูล  ตัวจำเลยเองขึ้นเบิกความต่อศาลเป็นพยานจำเลยเพียงปากเดียวโดยสรุปว่า  มีอาชีพรับจ้างขับรถโดยสารสองแถวสี่ล้อแดง  ในวันเกิดเหตุรับฟังวิทยุสถานีรักเชียงใหม่ 92.5 MHz ทราบว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง  และกลุ่มทหารเสือพระราชาซึ่งเป็นกลุ่มเสื้อเหลืองเชียงใหม่ได้ระดมพลเพื่อจะไปปิดสนามบินเชียงใหม่ไม่ให้นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กลับเข้าสู่ประเทศ ตนจึงได้ไปรวมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่โรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุดังกล่าว  และขึ้นรถของคนเสื้อแดงที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนทยอยตามกันไปเพื่อไปปิดล้อมสถานีวิทยุวิหคเรดิโอ 89 MHz ซึ่งเป็นจุดรวมพลของกลุ่มเสื้อเหลืองเชียงใหม่  เมื่อไปถึงประมาณเวลา 15.40 น. พบว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ประมาณ 50-100 คน กำลังยิงหนังสะติ๊กตอบโต้ไปมากับกลุ่มคนเสื้อเหลือง  มีการขว้างปาดอกไม้ไฟ พลุ และระเบิดปิงปองจากทั้งสองฝ่ายตลอดเวลา  รวมทั้งมีการใช้อาวุธปืนยิงกันทั้งสองฝ่าย

นายแดงเบิกความต่อว่า  ภาพถ่ายที่เห็นว่าตนพกมีดสปาร์ต้านั้นเป็นของคนเสื้อแดงชื่อนายเจมส์ ที่นำมาฝากไว้กับตน  และตนได้คืนมีดให้แก่นายเจมส์ไปก่อนหน้าที่จะเห็นคนเสื้อแดงคนหนึ่งถือปืนลูกซอง  แต่เหมือนไม่กล้ายิง  ตนจึงได้เข้าไปเอาปืนมายิงเข้าไปยังกลุ่มคนเสื้อเหลืองหนึ่งนัด  แล้วจึงนำปืนมาคืนเจ้าของ  หลังจากนั้นไม่นานมีแกนนำบอกให้ไปที่สนามบินเพราะใกล้เวลาที่นายสมชายจะเดินทางมาถึง  จึงได้กระโดดขึ้นรถสามล้อเครื่องของกลุ่มคนเสื้อแดงออกจากที่เกิดเหตุไปตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ยังไม่ตก  เมื่อนายสมชายมาถึง  ก็ได้ตามขบวนไปดูแลความปลอดภัยบริเวณหมู่บ้านกรีนวัลเลย์ บ้านพักของนายสมชาย  เนื่องจากมีข่าวว่ากลุ่มเสื้อเหลืองจะตามมาทำอันตราย  แต่เมื่อไม่มีเหตุรุนแรงใดเกิดขึ้น  ตนจึงกลับมาที่โรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซที่จอดรถทิ้งไว้  และขับกลับบ้าน  มาทราบเรื่องว่ามีคนตายในที่เกิดเหตุจากคำบอกเล่าของเพื่อนเสื้อแดงในเช้าวันถัดมา

นายแดงเบิกความอีกว่า  ตนต้องคดีพยายามฆ่าการ์ดเสื้อเหลืองจากการยิงปืนลูกซองหนึ่งนัด  ซึ่งได้รับสารภาพไปแล้ว และรับโทษจำคุกอยู่ในปัจจุบัน  (พิพากษา เสื้อแดงเชียงใหม่ จำคุก 5 ปี 6 เดือน จากเหตุปะทะกลุ่มพันธมิตรปี 51) เพิ่งจะมารู้จักจำเลย 5 คน  (ศาลฎีกาสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยคดีเสื้อแดงเชียงใหม่ 5 ราย) ในคดีข้อหาร่วมกันฆ่านายเศรษฐาจากเหตุการณ์เดียวกันนี้ภายหลังจากต้องโทษจำคุกในเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ด้วยกัน  ก่อนหน้านี้ตนรับแจ้งข้อหาจากพนักงานสอบสวนเพียงข้อหาเดียวคือพยายามฆ่า  มาทราบว่าตนตกเป็นจำเลยคดีนี้หลังจากได้ดำเนินการขอพักโทษตามระเบียบกรมราชทัณฑ์  และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ทำการตรวจสอบประวัติ  พบว่ามีคดีค้างอยู่จึงได้สอบถามไปทางพนักงานอัยการ  จนกระทั่งถูกฟ้องเป็นคดีนี้  ซึ่งตนไม่รู้เห็นด้วย  ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในเวลาที่นายเศรษฐาถูกทำร้ายเสียชีวิตตามที่เบิกความไปก่อนหน้า

หลังสืบพยานทั้งหมดเสร็จสิ้น  ผู้พิพากษาได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 พร้อมอธิบายต่อจำเลยและทนายความว่าที่คำพิพากษาต้องล่าช้าเนื่องจากมีคดีต้องสะสางเป็นจำนวนมาก  อีกทั้งคดีนี้จำเป็นต้องส่งให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ตรวจคำพิพากษาเสียก่อน  ทนายจำเลยจึงแถลงเพิ่มเติมต่อศาลว่าโทษจำคุกในคดีเดิมของจำเลยจะสิ้นสุดในวันที่ 10 มกราคม 2557

ในวันพิจารณาคดีนี้  มีเพียงมารดาและน้องสาวของนายแดงมาให้กำลังใจ  ไม่ปรากฏว่ามีแกนนำฝ่ายเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองเข้ามาร่วมรับฟังแต่อย่างใด  นายแดงกล่าวกับผู้รายงานข่าวว่า  หวังว่าศาลจะยกฟ้องคดีนี้และหลังจากพ้นโทษออกไปจะประกอบอาชีพสุจริตสร้างหลักฐานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว  ทุกวันนี้มีโอกาสได้กอดแม่เพียงแค่วันขึ้นศาลเท่านั้น.

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

Free Write : ประชาธิปไตยสมบูรณ์

Posted: 22 Oct 2013 09:59 AM PDT

หว่านเมล็ดพันธุ์กล้าประชาธิปไตย  จากชีวิตจิตใจผู้เหิมหาญ
แปดสิบปีใต้มนต์ดำอำมาตย์มาร    ยืนต้นแท้งกลางสายธารคุณธรรม 

เป็นประชาธิปไตยอันมีระบอบ   คลุมครอบสมบูรณาฯ น่าดื่มด่ำ
โลกสวยด้วยโฆษณาวาทกรรม    ชี้นำด้วยศรัทธางามตระการ 

มีระบบเหนือระบอบอันเบ็ดเสร็จ   สูตรสำเร็จรวบอำนาจรัฐประหาร
อธิปธรรมใส่บังเหียนจำเนียรนาน    เหนือพานแว่นฟ้าใต้ฝุ่นละออง 

เป็นประชาธิปไตยถูกแร้งทึ้ง   อื้ออึงองค์กรซ่อนกรรมสยอง
หนึ่งชง  หนึ่งซ้ำ  หนึ่งขย้ำ ตามทำนอง   หนึ่งรัวกลองอารยะให้รารบ 

เป็นประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์   ปกปักอภิสิทธิ์ไม่รู้จบ
มีกฎหมายจอมปลอมต้องน้อมนบ   เสรีภาพจึงสลบไม่สำราญ

เป็นประชาธิปไตยใส่เอกลักษณ์  จงอ่อนน้อมจงรักสมัครสมาน
มันผู้ใดเห็นต่างอหังการ     นี่บ้านพ่อไม่พอใจออกไปซะ 

เป็นประชาธิปไตยมหาชน   ลงเล่นบนถนนปะฉะดะ
หันหลังให้สภาอนารยะ     ตามจังหวะพวกมากลากกันไป 

เป็นประชาธิปไตยในหลอดแก้ว  ผสมเสร็จเพริศแพร้วเติบใหญ่
ลากรถถังปืนกลอันเกรียงไกร    ใส่ไฟว่าโกงกินสิ้นภักดี

เป็นประชาธิปไตยสัญชาติแพะ   แบะ แบะ บลา บลา เบือนหน้าหนี
บูชายัญกันมาประดามี     ไม่อาจเอ่ยบางวจีไปจนนิรันดร์

เป็นประชาธิปไตยไม่เห็นมือ   ถือคติลับลวงพรางอย่างสร้างสรรค์
สอย  สั่ง  ล้ม  ล้าง  ฟาดฟัน    ตามใจฉันผู้บัญชาอย่างแยบยล 

ประชาธิปไตยต้องปฏิวัติ   เกลื่อนลอยแย้งขัดด้วยเหตุผล
ต้องเด็ดเดี่ยวปลดทาสเป็นสากล    ปลอดรัฐประหารฆ่าคนเป็นหมื่นพัน

เมื่อกระแสวันนี้พร้อมตีกลับ   จงปีกกล้าอ้าแขนรับมิไหวหวั่น
ลุกขึ้นยืนชูเสรีสัจธรรม์     ภราดรสันติเสมอกันประเทศไทย.

 

 


 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปฏิรูปการศึกษาไทยแบบ 'ไม่ลอกการบ้าน' และไม่ฝันค้าง

Posted: 22 Oct 2013 09:38 AM PDT

การศึกษาไทยถูกมองเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขมาโดยตลอด ผลการประเมินระดับนานาชาติยิ่งทำให้หลายคนกังวลว่าการศึกษาไทยไม่ได้มาตรฐานมากกว่าที่เข้าใจกันแต่เดิมหรือไม่

เช่น คะแนนโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่าเด็กไทยมีความสามารถด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ อยู่ในอันดับ 50 จาก 65 ประเทศทั่วโลก

เราเห็นด้วยว่าการศึกษาไทยเป็นอะไรที่ต้องปรับปรุง หรือ "ปฏิรูป" และเถียงกันว่าเด็กไทยควรจะเรียนอะไรและอย่างไร เพื่อให้สู้เขาได้หรือไม่ขายหน้าในระดับนานาชาติ หรือเพื่อให้เด็กไทยกลายเป็นแรงงานคุณภาพดีเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัว

ดูเหมือนเราจะกังวลว่านักเรียนในระบบการศึกษาไทยขาดอะไรมากมายหลายอย่างตามมาตรฐานการวัดแบบนานาชาติ หรืออยากให้เด็กไทยเป็นเหมือนนักเรียนในสังคมอื่นที่ทำคะแนนดีกว่าเด็กไทย

น่าคิดว่าถ้าไม่เปรียบเทียบหรือใช้มาตรฐานของคนอื่น เราอยากเห็นการศึกษาไทยทำให้นักเรียนไทยเป็นอย่างไร

อะไรที่เรามีอยู่ทำให้แนวทางการศึกษาและการจัดการอย่างที่เราอยากเห็นเป็นไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะวิธีการที่ดูตัวอย่างหรือลอกมาจากสังคมอื่น

ข้อค้นพบที่ช็อคโลก - การเรียนหนังสือในโรงเรียนไม่ได้นำไปสู่การเรียนรู้ของนักเรียน และการจัดการการศึกษาเป็นอะไรที่ลอกกันไม่ได้ อันที่จริงการแก้ปัญหาด้วยวิธีการ 'ลอกการบ้าน' คือดูว่าคนอื่นทำยังไงก็ประหลาดโดยตัวเองอยู่แล้วหรือไม่?

การเปลี่ยนแปลงปฏิรูปอาจต้องดูว่าเรามีอะไร สิ่งที่เรามีเอื้อต่อสิ่งที่อยากเห็นหรือไม่ และจะเคลื่อนไปอย่างไรภายใต้ข้อจำกัด

การเรียนที่เน้นระบบคิดแบบวิทยาศาสตร์ การเรียนเลขและวิทยาศาสตร์แบบไทย ทำให้เด็กมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับเด็กที่อื่นไหม เด็กมีความใฝ่รู้และอยากหาคำตอบให้กับข้อสงสัยของตัวเองหรือไม่

คนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยบ่นว่า นักศึกษาฟังไม่เป็น จับประเด็นไม่ได้ จึงชอบลอกหัวข้อจาก Powerpoints แล้วก็ตอบข้อสอบแบบที่ตัวเองลอกมา ไม่ชอบอ่านหนังสือ พูดไม่รู้เรื่อง และเขียนหนังสือไม่เป็น คือลำดับและนำเสนอความคิดของตัวเองออกมาในรูปการเขียนไม่ได้ ไม่สงสัยและไม่อยากรู้อะไรเพิ่ม เหมือนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วหมดแรงเรียนหลังจากต้องเรียนกวดวิชาแบบเอาเป็นเอาตายในช่วงม.ปลาย

เราอยากให้คนเรียนรู้อะไร ระบบการศึกษาที่มีสามารถจะทำให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ การวิจัยเพื่อจะดูรายละเอียดของผลการสอบระดับนานาชาติพบว่า ระบบราชการ ความสามารถของครู และลักษณะเฉพาะของสังคมมีผลต่อการจัดการการศึกษาและวิธีการเรียนรู้ของเด็ก

การจัดการและกำกับการศึกษาโดยระบบราชการ ที่การประเมินครูไม่ได้เน้นผลการสอนของครู แต่เน้นการทำเอกสารมากกว่าการเพิ่มพูนความรู้ และการถ่ายทอดความรู้ มีผลต่อลักษณะของระบบการศึกษาไทย

การลอกวิธีและรูปแบบการเรียนจากที่หนึ่งมาอีกที่หนึ่งจึงอาจจะได้ผลต่างกันมากมายมหาศาล เช่นการจัดห้องเรียนให้จำนวนเด็กน้อยลง แต่ถ้าความสามารถของครูยังจำกัด เพราะไม่รู้ว่าจะสอนอะไรและสอนอย่างไร ขนาดชั้นเรียนที่เล็กลงก็คงไม่ช่วยอะไรมาก

หรือระบบการวัดมาตรฐาน/คุณภาพการศึกษาโดยเน้นการสอบผ่านของเด็กและการทำเอกสารรายงานของครู ทำให้ครูเน้นการสอนไปในทิศทางหนึ่งหรือไม่มีเวลาเตรียมสอนเพราะมัวแต่ทำเอกสารผลาญทรัพยากรโลก

สังคมไทยไม่ค่อยสนใจว่าคนรู้อะไรหรือทำอะไรได้ สนใจแต่กระดาษรับรองคุณสมบัติหรือตัวเลขเกรดสวย ๆ ทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ได้นำไปสู่ความรู้ แต่เน้นการสอบผ่านให้ได้ปริญญาและเกรดดีๆมากกว่าจะเรียนเพื่อรู้

การแกะรื้อระบบการศึกษาต้องดูลักษณะเฉพาะของสังคมไทยด้วย

ฝันอยากเห็นระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้โดยไม่ดูปัจจัยหรือกำลังที่เรามี ทำให้ฝันเป็นจริงได้ยาก ทำอย่่างไรเราจะเคลื่อนไปภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องน่าคิดร่วมกัน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รายงาน: เปิด 3 ทำเลทองปัตตานี ตะลึงสูงสุดไร่ละ 80 ล้าน !

Posted: 22 Oct 2013 07:58 AM PDT

สถานการณ์ไฟใต้ร้อนแรง แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตสวนกระแส เปิด 3 ทำเลทองรอบนอกตัวเมืองปัตตานี เผยราคาซื้อขายสูงสุดไร่ละ 80 ล้านบาท สูงกว่าราคาประเมินหลายเท่า ยอดขออนุญาตก่อสร้างพุ่ง ท้องถิ่นเก็บภาษีได้อื้อ

แม้มีระเบิดตูมตามและสถานการณ์ไฟใต้ร้อนแรงอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีกลับเติบโตสวนกระแสเหตุไม่สงบ

หากลองตระเวนพื้นที่รอบตัวเมืองปัตตานี จะพบว่ามีสิ่งก่อสร้างต่างๆ มากมายทยอยผุดขึ้นเร็วยิ่งกว่าดอกเห็ด โดยมีโครงการขนาดใหญ่อย่างน้อย 2 โครงการ คือ โครงการปัตตานีปาร์ค ริมถนนหนองจิก ในพื้นที่ ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี

โครงการนี้ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 2 หลังและบ้านทาวน์โฮม 15 หลัง ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับโครงการปัตตานีเพลส บริเวณริมถนนเจริญประดิษฐ์ หรือถนนสายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ถนนสาย ม.อ.)

อีกโครงการคือ โครงการมะดีนะตุสสลาม ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 42 หรือถนนสายเอเชียที่ 18 เยื้องสถานีขนส่งจังหวัดปัตตานีแห่งใหม่ พื้นที่ ต.บานา อ.เมืองปัตตานี ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 1,300 ไร่

โดยโครงการมะดีนะตุสสลามนี้ ประกอบด้วยโรงเรียนนานาชาติ หอสมุด ศูนย์วิจัย ศูนย์ประชุม สถานที่จัดสัมมนา โรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพ สถานออกกำลังกาย มัสยิด ศูนย์วัฒนธรรมอิสลาม ศูนย์อบรมจริยธรรม พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การค้า และศูนย์ฝึกอาชีพ

ส่วนหนึ่งของโครงการ คือโรงพยาบาลนั้น ทาง SHAIK HAMAD BIN KHALIFA AL-THANI ประมุขแห่งรัฐกาตาร์ได้บริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่มูลนิธิมะดีนะตุสสลามเพื่อใช้ก่อสร้างโรงพยาบาลทั้งหมด

ทำเลทอง - ย่านถนนหนองจิก ในเขต ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่ทำเลทองของตัวเมืองปัตตานีซึ่งที่ดินมีราคาสูงมากและมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายโครงการ

3 ทำเลทองธุรกิจอสังหาฯ ในปัตตานี

ทั้ง 2 โครงการ ตั้งอยู่บนทำเลทองของจังหวัดปัตตานี ซึ่งนายศิริชัย ปิติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี ระบุว่า ทำเลทองด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ในจังหวัดปัตตานีมี 3 แห่ง ได้แก่

1. บริเวณถนนเจริญประดิษฐ์ หรือถนนสายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและพื้นที่ต่อเนื่อง
2. บริเวณริมทางหลวงหมายเลข 42 พื้นที่ ต.ตะลุโบะ อ.เมือง
3. บริเวณริมทางหลวงหมายเลข 42 พื้นที่ ต.บานา อ.เมือง

นายศิริชัย ระบุว่า ทั้ง 3 แห่ง เป็นบริเวณที่มีที่ดินมีราดาสูงมากและจะสูงขึ้นเรื่อยๆ มีการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านพักอาศัย และซื้อ- ขายที่ดิน

นายศิริชัย ระบุด้วยว่า ส่วนบริเวณถนนหนองจิกพื้นที่ ต.รูสะมิแล อ.เมือง ก็เป็นทำเลทองของจังหวัดปัตตานีเช่นกัน แต่ปัจจุบันที่ดินบริเวณนี้ตกเป็นของนักลงทุนเกือบทั้งหมดแล้ว โดยมีหลายโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง ทั้งคอนโดมิเนียม รีสอร์ท บ้านจัดสรรและอาคารสำนักงาน

นายศิริชัย กล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดปัตตานียังคงคึกคักอยู่ แต่อาจมียอดซื้อขายน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศอยู่ในช่วงขาลง รวมทั้งผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเจ้าของสวนยางพารา

แม้ว่าพื้นที่ทำเลทองทั้ง 3 แห่งของจังหวัดปัตตานี จะมีราคาที่ดินสูงมาก แต่ก็ยังเป็นที่หมายปองของนักลงทุนจากต่างถิ่นอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะริมถนนหนองจิก ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งเดียวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างบิ๊กซีตั้งอยู่

รวมทั้งริมทางหลวงหมายเลข 42 พื้นที่ต.รูสะมิแล และพื้นที่ต.ดอนรัก อ.หนองจิก โดยมีข่าวว่าห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่างเทสโก้โลตัสและห้างโรบินสันต้องการมาเปิดสาขาในบริเวณนี้ แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถหาที่ดินแปลงใหญ่ได้

ราคาที่ดินในบริเวณติดถนนหนองจิกนี้เท่าที่มีการซื้อขายจริงพบว่ามีราคาสูงถึงไร่ละ 80 ล้านบาท สูงกว่าราคาประเมินที่ดินของรัฐหลายเท่าตัว

 

เปิดราคาประเมิน-ซื้อขายจริงแพงสุดไร่ละ80ล้าน

ทั้งนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี ได้เปิดเผยข้อมูลราคาประเมินที่ดินในบริเวณทำเลทองทั้ง 3 แห่งดังกล่าวโดยเทียบกับพื้นที่อื่นๆ จะพบความแตกต่างดังนี้

1. บริเวณหน้าห้างบิ๊กซีสาขาปัตตานี ถนนหนองจิก ต.รูสะมิแล อ.เมือง ระยะ 40 เมตรแรกจากถนนสายหลักมีราคาประเมินที่ดิน ราคาไร่ละ 5.6 ล้านบาท ส่วนระยะ 40 เมตรเป็นต้นไปราคาประเมิน 1.6 ล้านบาท

แต่ราคาที่มีการซื้อขายจริงในระยะ 40 เมตรแรกจากถนนสายหลักราคาสูงสุดถึงไร่ละประมาณ 80 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งหน้าห้างบิ๊กซีสาขาปัตตานีเมื่อไม่นานมานี้

2. บริเวณถนนเจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล หรือถนนสายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (สาย ม.อ.) ระยะ 20 เมตรแรกจากถนนราคาไร่ละ 13 ล้านบาท ส่วนราคาที่มีการซื้อขายจริงในระยะ 20 เมตรแรกจากถนนราคาห้องละประมาณ 14 ล้านบาท

3. พื้นที่ ต.บานา อ.เมือง บริเวณระยะ 40 เมตรแรกจากถนนสายหลักราคาไร่ละ 6.6 ล้านบาท พื้นที่ถัดจากนั้นราคาไร่ละ 2.4 แสนบาท ส่วนราคาที่มีการซื้อขายจริงบริเวณระยะ 40 เมตรแรกจากถนนสายหลักบริเวณถนนนาเกลือห้องละประมาณ 8 แสนบาท ส่วนบริเวณถนนหมายเลข 42 ห้องละประมาณ 4 แสนบาท

4. พื้นที่ ต.ตะลุโบะ อ.เมือง บริเวณระยะ 40 เมตรแรกจากถนนสายหลักราคาไร่ละ 2.4 ล้านบาท พื้นที่ถัดจากนั้นราคาไร่ละ 4 แสนบาท ส่วนราคาที่มีการซื้อขายจริงบริเวณระยะ 40 เมตรแรกจากถนนสายหลักไร่ละประมาณ 5 ล้านบาท

ส่วนพื้นที่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองปัตตานีกลับพบว่า บางแห่งมีราคาประเมินน้อยกว่าพื้นที่รอบนอกเมืองอย่างบริเวณถนนเจริญประดิษฐ์

5. บริเวณถนนมะกรูด ต.สะบารัง ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ระยะ 20 เมตรแรกจากถนนสายหลักราคาไร่ละ 11 ล้านบาท และระยะ 20 เมตรเป็นต้นไป ราคาไร่ละ 1.6 ล้านบาท

6. บริเวณถนนเดชา หรือบริเวณตลาดโต้รุ่งย่านธุรกิจกลางเมือง ระยะ 20 เมตรแรกราคาไร่ละ 12 ล้านบาท

ส่วนบริเวณอื่นๆ อย่างพื้นที่ตัว อ.ยะรัง จ.ปัตตานีและใกล้เคียง ระยะ 40 เมตรแรกจากถนนสายหลักมีราคาไร่ละเพียง 200,000 บาท และระยะ 40 เมตรเป็นต้นไปราคาไร่ละ 50,000 บาท

เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานีคนหนึ่ง เปิดเผยว่า ก่อนปี 2553 บรรยากาศการซื้อ-ขายที่ดินในจังหวัดปัตตานียังไม่คึกคักมากนัก แต่หลังจากปี 2553 การซื้อ-ขายที่ดินในจังหวัดปัตตานีเริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งในเขตตัวเมืองและรอบนอกตัวเมืองปัตตานี เห็นได้จากจำนวนผู้มายื่นคำร้องและดำเนินการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่มีจำนวนมากขึ้น

"ปัจจุบันมีผู้มาถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมากกว่า 100 รายการ ทำให้ต้องทำบัตรคิวและจำกัดการให้บริการไม่เกิน 100 รายการต่อวัน เพราะแต่ละรายการมีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลามาก"

 

ยอดขอก่อสร้างพุ่ง-ท้องถิ่นรายได้อื้อ

นอกจากการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ต้องมีการยื่นแบบก่อสร้างด้วย โดยข้อมูลการยื่นขอแบบอนุญาตก่อสร้างอาคารของของเทศบาลตำบลรูสะมิแลประจำปี 2555 พบว่า มีการยื่นขออนุญาตมากกว่าปีก่อนหน้านั้นสูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และสามารถจัดเก็บภาษีที่ดินและโรงเรือนได้ถึง 55 ล้านบาท

โดยในปี 2555 มียอดผู้ยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้างทั้งบ้านพัก บ้านเช่า บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ หรืออาคารสำนักงาน เป็นต้น จำนวน 141 ราย รวม 257 หลัง ซึ่งผู้ยื่นขออนุญาตมีทั้งนักลงทุนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่จังหวัดปัตตานี

ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลตะลุโบะ มีผู้ยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้างอาคารในปี 2555 จำนวน 56 ราย รวม 56 หลัง สามารถจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2555 เป็นเงิน 481,473.73 บาท

ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลบานา มีผู้ยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้างอาคารในปี 2555 จำนวน 128 ราย รวม 238 หลัง สามารถจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2555 ได้ 36,447,466 บาท

 

ทำไมธุรกิจอสังหาฯในปัตตานี ถึงเติบโต

นายศิริชัย ปิติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า เหตุที่ธุรกิจสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเติบโตขึ้นมาก เป็นผลมาจากการตื่นตัวเรื่องการซื้อขายบ้านและที่ดินทั่วประเทศ แต่เนื่องจากจังหวัดปัตตานีอยู่ในพื้นที่ที่มีเหตุไม่สงบ จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ

"ที่จริงในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มองเห็นว่า การซื้อขายบ้านและที่ดินในจังหวัดปัตตานีในช่วงนี้ไม่ได้มีจำนวนมากไปกว่าช่วงอื่นๆ เพียงแต่ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น" นายศิริชัย กล่าว

ขณะที่นางสาวลินดา เบญจคาร ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ดีอาร์เอส ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เจ้าของโครงการปัตตานีปาร์ค ระบุว่า เหตุที่บริษัทเลือกมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีมากกว่าจังหวัดยะลาและนราธิวาส เนื่องจากคิดว่าพื้นที่จังหวัดปัตตานีสามารถจัดการปัญหาความไม่สงบได้ง่ายกว่าพื้นที่อื่นๆ เพราะเป็นพื้นที่ราบไม่ได้ล้อมรอบด้วยภูเขา

นางสาวลินดา กล่าวด้วยว่า เนื่องจากในพื้นที่มีเหตุไม่สงบคนต้องการความปลอดภัยทั้งของตนเองและครอบครัว จึงทำให้ต้องการที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียมกลางเมืองจึงสามารถตอบสนองทั้งเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกสบายได้

"ผู้ปกครองที่ส่งลูกหลานมาเรียนไกลบ้านก็จะสบายใจได้ หากมาอาศัยในคอนโดมิเนียม เพราะปลอดภัยกว่าอยู่บ้านเช่าหรือหอพัก" นางสาวลินดา กล่าว

นางสาวลินดา ระบุด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทางบริษัทลงทุนก่อสร้างคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยลงทุนก่อสร้างคอนโดมิเนียมในโครงการปัตตานีเพลส บริเวณริมถนนเจริญประดิษฐ์มาแล้วนั้น เพราะคนปัตตานีมีกำลังซื้อมหาศาล และซื้อด้วยเงินสดไม่ขอสินเชื่อธนาคารเลย

"ที่ผ่านมามีลูกค้าอสังหาริมทรัพย์จากปัตตานีทุกรายที่ติดต่อขอซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาผ่านดิฉัน มักจ่ายด้วยเงินสดทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงคิดต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีด้วย" นางสาวลินดา กล่าว

นางสาวลินดา กล่าวว่า คนที่ซื้อคอนโดมิเนียมต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ เพราะคอนโดมิเนียมไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน นอกจากหนังสือเอกสารสิทธิคอนโดมิเนียมเท่านั้น ซึ่งสมัยก่อนคนในพื้นที่ยังไม่รู้จักใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียม เพราะถูกปลูกฝังว่าการซื้อขายบ้านและที่ดินต้องมีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น

 

วัสดุแพงค่าก่อสร้างสูง

นายต่วนมุรเซด อาเบต สถาปนิกบริษัท รูห์ร แมเนจเมนต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างโครงการมะดีนะตุสสลาม เปิดเผยว่า การก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ มีกำหนดแล้วเสร็จและส่งมอบในเดือนสิงหาคมปี 2557 ก่อนเปิดประชาคมอาเซียน โดยบริษัท รูห์ร แมเนชเมนด์ จำกัด ได้ว่าจ้างบริษัทรับเหมาช่วงอีกประมาณ 10 บริษัท เพื่อให้ก่อสร้างเสร็จตามแผน

สำหรับส่วนของบ้านจัดสรรในโครงการ จำนวน 195 หลัง ขายไปแล้ว 82 หลัง ราคาหลังละ 1.98 ล้านบาท ส่วนที่เหลือในปีนี้ราคาขยับขึ้นเป็นหลังละ 2.05 ล้านบาท เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างมีราคาสูงขึ้น
 


 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มติ ครม. ให้ไทย-พม่าถือหนังสือเดินทางเข้าประเทศได้ 14 วัน ไม่ต้องทำวีซ่า

Posted: 22 Oct 2013 07:31 AM PDT

มติ ครม. อนุญาตให้ทั้งผู้ถือหนังสือเดินทางไทยและพม่า เข้าประเทศของแต่ละฝ่ายได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลา 14 วัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ทางการพม่าเพิ่งยอมผ่อนปรนให้ผ่านแดนพม่าจากด่านทางบก และไม่จำกัดพื้นที่เดินทาง

22 ต.ค. 2556 - ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (22 ต.ค.) ได้มีมติ ครม. เรื่อง "ขออนุมัติการจัดทำความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์"

โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ได้แก่ 1. อนุมัติการจัดทำและเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในความตกลงดังกล่าว 3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างความตกลงฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้ กต. สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

สำหรับสาระสำคัญของร่างความตกลงฯ คือ 1. อนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของแต่ละฝ่ายสามารถเดินทางเข้าประเทศและพำนัก ในประเทศผู้รับได้ เป็นเวลาไม่เกิน 14 วัน โดยยกเว้นการขอรับการตรวจลงตราล่วงหน้า

2. อนุญาตให้เดินทางเข้า-ออกผ่านท่าอากาศยานของไทยจำนวน 23 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ ภูเก็ต น่าน พิษณุโลก แม่สอด แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี กระบี่ ตรัง นราธิวาส ระนอง สุราษฎร์ธานี หัวหิน สมุย สุโขทัย และอู่ตะเภา ตามเกณฑ์ "ช่องทางอากาศของด่านตรวจคนเข้าเมือง" ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองและช่องทางให้บุคคลเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรและกำหนดให้บุคคลหรือพาหนะที่จะเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ. 2549 และฉบับที่กำลังเสนอแก้ไขเพิ่มเติม

3. การปฏิเสธการเข้าเมือง การลดระยะเวลา และการบอกเลิก การอนุญาตพำนัก สามารถทำได้โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผล

4. การระงับใช้ความตกลงฯ เป็นการชั่วคราวสามารถทำได้ เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงและด้านสาธารณสุข โดยต้องแจ้งอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านช่องทางการทูตอย่างน้อย 15 วัน

5. ไม่มีกำหนดอายุความตกลงฯ โดยจะมีผลบังคับใช้จนกว่าฝ่ายหนึ่งจะแจ้งยกเลิกความตกลงฯ เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งการยกเลิกจะมีผลหลังจากที่ได้มีหนังสือแจ้งผ่านช่องทางการทูตแล้วเป็นเวลา 60 วัน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ด่านชายแดนไทย-พม่า ทั้งที่ด่านแม่สอด-เมียวดี ระนอง-เกาะสอง และแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก เจ้าหน้าที่ไทย-พม่า ได้ร่วมกันทำพิธีเปิดด่านพรมแดน โดยเป็นการปรับปรุงการผ่านแดนที่นักท่องเที่ยวสามารถข้ามแดนเข้าไปในพม่าได้จากช่องทางบก และสามารถไปยังทุกแห่งที่ได้รับการอนุญาต และยังสามารถเดินทางกลับออกมาได้ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นที่สนามบินย่างกุ้ง ช่องทางชายแดนหมู่เจ้น้ำคำ-ชายแดนจีน หรือช่องทางเมียวดี-แม่สอด จากเดิมที่การข้ามแดนทางบก นักท่องเที่ยวจะสามารถเข้าไปได้เพียงเมืองชายแดนนั้นๆ และไม่อนุญาตให้เดินทางต่อไปยังเมืองใหญ่ในพื้นที่ตอนในของพม่าได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กรรมการสิทธิฯ ห่วงสถานการณ์ค้ามนุษย์ แนะรัฐเร่งขจัดปัญหา

Posted: 22 Oct 2013 07:17 AM PDT

กรรมการสิทธิฯ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลสถานการณ์ค้ามนุษย์ของไทย ยก 3 ข้อกล่าวหาในรายงานของ สหรัฐ แนะรัฐบาลเร่งขจัดปัญหา

22 ต.ค.56 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลสถานการณ์การค้ามนุษย์ โดยถึงระบุว่าประเทศไทยถูกกล่าวหาในรายงานการค้ามนุษย์ปี 2556 ของสหรัฐอเมริกาใน 3 ประเด็น คือ เรื่องผู้หญิงและเด็ก ประเด็นแรงงาน และประเด็นการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เสนอแนะรัฐบาลให้เร่งขจัดปัญหาการค้ามนุษย์

แถลงการณ์ของ กสม.ระบุว่า "ขอสนับสนุนรัฐบาลที่กำหนดให้การต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ และรับทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการโดยยึดถือและปฏิบัติตามหลักการปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พันธกรณีต่างๆ และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา โดยใช้หลักนิติธรรมเป็นหลักประกันความมั่นคงว่า ทุกกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือความเปราะบางจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ"

โดยในแถลงการณ์ยกข้อกล่าวหา 3 ประเด็นที่อ้างว่าถูกระบุในรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา ปี 2556 ซึ่งเป็นมาตรการกีดกันด้านการค้า (Tier 3) ซึ่ง กสม.เสนอให้เป็นจุดเน้นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่

1. ผู้หญิงและเด็ก ซึ่งระบุว่าประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันพิธีสารเพื่อการป้องกัน ปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ทั้งยังไม่มีบุคคลากรเพียงพอในสถานพักพิงที่รัฐจัดให้สำหรับเหยื่อการค้ามนุษย์และไม่มีการจัดบริการเฉพาะสำหรับเหยื่อค้าบริการทางเพศที่เป็นเด็ก และยังไม่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความต้องการการซื้อขายบริการทางเพศ

2. แรงงาน โดยแถลงการณ์ระบุว่า ระบบการสืบสวนสอบสวนกรณีที่อาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ที่พบจากการตรวจสอบแรงงานยังไม่สามารถทำงานได้ ไม่มีการรายงานผลความพยายามในการมุ่งขจัดปัญหาแรงงานเด็กและการบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเล ยังไม่มีบริษัทจัดการแรงงานถูกลงโทษด้วยข้อหาเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานหรือการค้ามนุษย์ แม้ในช่วงปีที่ผ่านมาได้เพิกถอนใบอนุญาตสถานประกอบการและระงับใบอนุญาตประกอบการของบริษัทฯ หลายแห่ง

3. เรื่องของความล่าช้าในระบบตุลาการ ซึ่งมีความล่าช้าในการดูแลคดีอาญารวมถึงคดีการค้ามนุษย์ ทำให้ผู้ต้องสงสัยบางรายที่ได้รับการประกันตัวหนีออกนอกประเทศหรือกระทำการข่มขู่เหยื่อ กระบวนการคัดแยกเหยื่อมีข้อบกพร่อง และมีการทุจริตของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ระบุว่า กสม.มีข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ โดยเห็นว่าต้องขจัดให้หมดไป  เนื่องจากเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่รุนแรงที่สุด ทั้งนี้ รัฐบาลต้องมีความจริงใจ มุ่งมั่น เนื่องจากการค้ามนุษย์เป็นปัญหาข้ามพรมแดน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประกาศผลประกวดรางวัลบทกวี Free Write Award บทเพลงแห่งการต่อสู้ และหนังสั้นประชาธิปไตยสมบูรณ์

Posted: 22 Oct 2013 06:09 AM PDT

ประกาศผลการประกวดรางวัลบทกวี Free Write Award บทเพลงแห่งการต่อสู้ และหนังสั้นประชาธิปไตยสมบูรณ์
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2556 เวลา 13.00-18.00 น. ณ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์
....................
คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ขอเชิญร่วมงานประกาศผลประกวดรางวัลบทกวี Free Write Award บทเพลงแห่งการต่อสู้ และหนังสั้นประชาธิปไตยสมบูรณ์วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2556 เวลา 13.00-18.00 น. ณ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์
 
ในโอกาสครบ 40 ปี 14 ตุลา ในปี 2556 นี้ คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ได้จัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปได้ร่วมกันรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ และเพื่อเป็นการเชื่อมร้อยประวัติศาสตร์จากรุ่นสู่รุ่น นำเสนองานวิชาการ ความรู้ บันเทิง รวมทั้งงานด้านศิลปวัฒนธรรม
 
กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมมีหลากหลาย เช่น งิ้วธรรมศาสตร์ ลิเกกายกรรม ละครเวที ซึ่งได้แสดงที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 และ 13 ตุลาคม 2556 แต่ยังคงมีกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมที่ต่อเนื่อง คือ โครงการประกวดบทกวี Free Write Award ครั้งที่ 2 โครงการประกวดบทเพลงแห่งการต่อสู้ โครงการประกวดหนังสั้นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ซึ่งกำหนดจัดงานประกาศผลรางวัล ในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2556 เวลา 13.00-18.00 น. ณ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์

โครงการประกวดบทกวี Free Write Award 

มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งหมด 192 ผลงาน คณะกรรมการรอบตัดสิน ประกอบด้วย วัฒน์ วรรลยางกูร เดือนวาด พิมวนา เพ็ญ ภัคตะ ประกาย ปรัชญา ทองธัช เทพารักษ์ ผลการตัดสิน มีดังนี้
 
รางวัลชนะเลิศ สี่สิบปีตายกี่ครั้งใครสั่งฆ่า รพีพรรณ ส่องแสง
รางวัลชนะเลิศ ลำดับ 1 ไม่มีบัญชาจากพระเจ้า อมรศักดิ์ ศรีสุขกลาง (ตุลา คำลาว)
รางวัลชนะเลิศ ลำดับ 2 ลิเกบทใหม่ ประชาธิปไตยสมบูรณ์ วัสพงศ์ วิทูรเมธา
รางวัลชมเชย รวมพลังเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ อภิวัฒน์ประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ปานจิต จันทรา
รางวัลชมเชย เมื่อดินเสียดเบียดดาวบนราวฟ้า จอม ไฟเย็น
รางวัลชมเชย ประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพ็ญแข เมี้ยนละม้าย
 
โครงการประกวดบทเพลงแห่งการต่อสู้

ผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งหมด 53 เพลง คณะกรรมการรอบตัดสิน ประกอบด้วย พงษ์สุวรรณ รัตนสุวรรณ หรือปลาหมึกไข่ สุขุม เลาหะพูนรังสี  แป๊ะ บางสนาน อู๋ เสรีชน และรวิษฎาร์ พันธุสุนทร ครูสอนดนตรี โดยผลรางวัลมีดังนี้
 
รางวัลชนะเลิศ 40 ปี มิมีเลือน นิติธร ทองธีรกุล
รางวัลชนะเลิศ ลำดับ 1 แด่วีรชนคนตุลา ภูชิชย์ ถนอมวงศ์
รางวัลชนะเลิศ ลำดับ 2 ไม่เคยตาย ศิริพงษ์ แก้วพลอย
รางวัลชนะเลิศ ลำดับ 2 ถนนที่วาดเอง จาตุพล จันทรบุบผา
 
โครงการประกวดหนังสั้นประชาธิปไตยสมบูรณ์ 

มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 14 เรื่อง ผลงาน คณะกรรมการรอบตัดสิน ประกอบด้วย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา จอม เพชรประดับ สมบัติ บุญงามอนงค์ และฮาเมอร์ ซาลวาลา โดยมีผลรางวัล ดังนี้
 
รางวัลชนะเลิศ ลำดับ 3 นักเรียน นักเลง ขวัญข้าว ตั้งประเสริฐ
รางวัลชนะเลิศ ลำดับ 3 กระดานดำ กระดานเดิม ณัฏฐ์ธร   กังวาลไกล
รางวัลชมเชย แม่พิมพ์ บุญรัตน์   รัตนกรีฑากุล
รางวัลชมเชย สวย (ไม่) ได้เลือก อัคนี        สูงทิวา
รางวัลชมเชย เวรกรรม coming soon 1 ภัทรเดช   เพิ่มศรี
........................
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีเพลงเจ้าตากและนเรศวรมหาราช ใน 'คอนเสิร์ตคาราบาว' ครั้งแรกที่ย่างกุ้ง

Posted: 22 Oct 2013 03:14 AM PDT

หลังเป็นวงดนตรีต้องห้ามหลายสิบปี 'แอ๊ด คาราบาว' เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกที่พม่า เพื่อระดมทุนช่วยเหลือพม่าจัดซีเกมส์ และหวังสานสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศ ทั้งนี้ไม่มีการเล่นเพลงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งสมัยอยุธยา และไม่มีการร้องเพลง 'อองซานซูจี'

ป้ายโฆษณาคอนเสิร์ตคาราบาว ที่นครย่างกุ้ง นอกจากนี้ในงานเดียวกัน มีการร้องเพลงโดยนักร้องพม่าที่มีชื่อเสียงอย่าง "นางขิ่นเซยะ" ชาวปะโอ จากเมืองตองจี รัฐฉาน ซึ่งเป็นอดีตมิสเมียนมาอินเตอร์เนชั่นแนลปี 2012 ด้วย (ที่มาของภาพ Facebook/Carabaoygnlive)

บรรยากาศคอนเสิร์ตครั้งแรกในพม่าของวงคาราบาว  เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ลานกลางแจ้ง ศูนย์การค้า Junction Square นครย่างกุ้ง (เอื้อเฟื้อภาพโดย Phyo Win Latt) นอกจากนี้ สามารถ ชมภาพบรรยากาศคอนเสิร์ตได้ที่ Myanmarcelebrity

 

คอนเสิร์ตแรกในพม่าของคาราวบาว

22 ต.ค. 2556 - เมื่อคืนวานนี้ (21 ต.ค.) วงดนตรีคาราบาว ได้แสดงคอนเสิร์ตที่ลานกลางแจ้ง ศูนย์การค้า Junction Square ถนนแปร นครย่างกุ้ง ประเทศพม่า เพื่อระดมทุนจากผู้สนับสนุน เพื่อช่วยเหลือพม่าในการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่กรุงเนปิดอว์ ระหว่างวันที่ 11-22 ธ.ค. นี้ โดยการแสดงคอนเสิร์ตดังกล่าวไม่มีการเก็บค่าบัตรผ่านประตู

โดยสมาชิกวงคาราบาวที่เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตได้แก่ ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ปรีชา ชนะภัย หรือ เล็ก คาราบาว และเทียรี่ เมฆวัฒนา เป็นต้น และในงานคอนเสิร์ตดังกล่าวเอกอัครราชทูตไทยประจำนครย่างกุ้งและคณะ ผู้แทนจากกระทรวงกีฬาของพม่า และคณะสื่อมวลชนในพม่า เดินทางมาร่วมชมคอนเสิร์ตดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ผู้จัดงานได้ขอร้องไม่ให้มีการแสดงดนตรีที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกษัตริย์อยุธยาอย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อย่างเช่นเพลง "พระนเรศวรมหาราช" และ "องค์ดำ" อย่างไรก็ตามไม่มีรายงานว่าผู้จัดงานห้ามไม่ให้เล่นเพลงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งสมัยปลายอยุธยา-ธนบุรีอย่าง "เจ้าตาก" "บางระจัน" และ "นายขนมต้ม" ด้วยหรือไม่ แต่มีรายงานว่าในคืนที่มีการแสดงดนตรีไม่มีการเล่นเพลงดังกล่าว โดยเพลงที่วงคาราบาวนำมาร้องเป็นเพลงที่มีเนื้อหาทั่วไป และเพลงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใช้แรงงาน ส่วนวงคาราบาวยังมีการขอร้องผู้จัดงานในพม่าไม่ให้มีการนำเครื่องดื่มให้พลังงานยี่ห้ออื่นไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบจุดแสดงสินค้าหรือป้ายโฆษณาภายในงานเป็นอันขาด

ทั้งนี้ใน แฟนเพจ Carabaoygnlive ซึ่งใช้ประชาสัมพันธ์การจัดงานตอนแรกได้ระบุว่าวงคาราบาวจะเล่นเพลง "อองซานซูจี" ด้วย แต่ในการแสดงคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันที่ 21 ต.ค. ไม่มีการเล่นเพลงดังกล่าว

นอกจากการแสดงคอนเสิร์ตโดยวงคาราบาวแล้ว ในงานยังมีการร้องเพลงของนักร้องพม่าที่มีชื่อเสียงอย่าง "นางขิ่นเซยะ" ชาวปะโอ จากเมืองตองจี รัฐฉาน ซึ่งเป็นอดีตมิสเมียนมาอินเตอร์เนชั่นแนลปี 2012 ด้วย

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 ต.ค. แอ๊ด คาราบาว ให้สัมภาษณ์เผยแพร่ใน ไทยรัฐออนไลน์ว่า เป็นการแสดงดนตรีเพื่อสนับสนุนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ กีฬานั้นช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทราบมาก่อนว่าชาวพม่าให้ความสนใจในงานเพลงและก็รู้สึกยินดีที่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตที่พม่าเป็นครั้งแรก และยืนยันว่าจะไม่ร้องเพลงใดๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองของพม่า เพราะการเมืองภายในประเทศพม่ากำลังไปได้ด้วยดี และไม่ต้องการให้ผู้คนรู้สึกเกิดความขัดแย้งใดๆ

สำหรับคอนเสิร์ตดังกล่าวโดยเป็นการแสดงที่จัดโดยมูลนิธิคาราบาว และได้รับการสนับสนุนการเดินทางจากสายการบินแอร์เอเชีย และในงานมีป้ายโฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อมาม่า ของเครือสหพัฒน์ด้วย ทั้งนี้มูลนิธิคาราบาว ได้มอบเงิน 1 ล้านบาท หรือประมาณ 31 ล้านจ๊าดให้กับคณะกรรมการจัดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 27 เพื่อใช้เป็นกองทุนสนับสนุนการจัดแข่งขันต่อไป

สำหรับการแสดงคอนเสิร์ตโดยวงคาราบาวที่นครย่างกุ้งนั้น อิระวดี ฉบับออนไลน์ รายงานด้วยว่า เกิดขึ้นในช่วงที่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดระเบิดขึ้นในหลายเมืองใหญ่ของพม่า และมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย โดยริชี การ์เซีย คณะกรรมาธิการด้านกิจการกีฬาของฟิลิปปินส์ กล่าวเมื่อวันที่ 18 ต.ค. ว่ากังวลในสวัสดิภาพของนักกีฬา ขณะที่ผู้อำนวยการของกระทรวงกิจการกีฬาของพม่า จ่อซันอู กล่าวว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงแข่งขันกีฬาซีเกมส์จะเป็นไปอย่างเข้มงวด "ความปลอดภัยเป็นมาตรการสำคัญของเรา" และย้ำว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะทำงานอย่างแข็งขัน

ทั้งนี้ชาติเจ้าภาพอย่างพม่า ตั้งเป้าหมายในกีฬาซีเกมส์ที่จะเป็นเจ้าภาพไว้ว่าจะได้ 100 เหรียญทอง

 

จากกำเนิดวงดนตรีที่ฟิลิปปินส์ สู่หุ้นส่วนเครื่องดื่มบำรุงกำลัง

สำหรับวงคาราบาวนั้น เกิดจากการตั้งวงดนตรีของนักศึกษาไทยในฟิลิปปินส์ในทศวรรษที่ 2520 ได้แก่ ยืนยง โอภากุล สานิตย์ ลิ่มศิลา หรือ ไข่ และกีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร หรือ เขียวใช้ชื่อว่า "คาราบาว" เพื่อใช้ในการแสดงบนเวทีในงานของสถาบัน โดยเล่นดนตรีแนวโฟล์ค สำหรับ "คาราบาว" แปลว่าควายในภาษาตากาล็อก เป็นสัญลักษณ์หมายถึงผู้ใช้แรงงาน โดยได้ชื่อนี้มาจากการที่สมาชิกวงรุ่นก่อตั้งเห็นอนุสาวรีย์รูปควาย ตรงทางเข้าทิศตะวันตกของสวนริซาล ปาร์ก ที่ตั้งขอองนุสาวรีย์โฆเซ ริซาล (José Rizal) นักชาตินิยมและผู้เรียกร้องเอกราชให้กับฟิลิปปินส์จากสเปน ซึ่งถูกประหารชีวิตใน พ.ศ. 2439

ในปี 2545 ยืนยง โอภากุล ได้ร่วมหุ้นกับบริษัทโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เจ้าของและผู้บริหารโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ถนนพระราม 3 ในชื่อของ บริษัทคาราบาวแดง โดยใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อจำหน่ายเครื่องดื่มให้พลังงาน "คาราบาวแดง"

ทั้งนี้ในบทความวิจัยของ บงการ อิ่มสำอางค์ หัวข้อ อุดมการณ์ทางการเมืองในบทเพลงคาราบาว ช่วงปี 2524 - 2554 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หัวข้อ "ความคิดทางการเมืองในบทเพลงคาราบาว" พบว่าเนื้อหาของเพลงวงคาราบาวมีการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ตามช่วงเวลา 3 ช่วง โดยช่วงแรก ช่วงก่อตั้งวง ระหว่าง พ.ศ. 2524-2526 เนื้อหามีการสื่อถึงอุดมการณ์ทางการเมืองสังคมนิยม กล่าวถึงปัญหาสังคมและการเอารัดเอาเปรียบ การสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม สังคมที่ร่วมแรงร่วมใจกันไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ต่อต้านการแข่งขัน การร่วมมือร่วมใจกันในการสร้างสรรค์สังคมที่อยู่อย่างเป็นสุข

ช่วงที่สอง ช่วงรุ่งเรืองของวง พ.ศ. 2527-2533 เนื้อหามีการสื่อถึงอุดมการณ์ทางการเมืองชาตินิยม โดยคาราบาวกล่าวถึงความรัก ความสามัคคีในชาติ และเน้นการสำนึกในบุญคุณของชาติ ความจงรักภักดี และช่วงที่สาม ช่วงประคองตัวของวง พ.ศ. 2534-ปัจจุบัน เนื้อหามีการสื่อถึงอุดมการณ์ทางการเมืองชาตินิยมโดยกล่าวถึงปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศและปัญหาวัฒนธรรมข้ามชาติ กับชาติตะวันตก และสหรัฐอเมริกา การต่อต้านต่างชาติ และสหรัฐอเมริกา ปัญหาด้านวัฒนธรรมข้ามชาติที่มากระทบกับวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม รวมถึงปัญหาการแบ่งแยกดินแดน และอุดมการณ์ทางการเมืองประชาธิปไตย โดยคาราบาวเรียกร้องให้ผู้นำประเทศมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น และการต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (อ่านบทความวิจัยที่นี่)

ทั้งนี้คาราบาวเคยแต่งเพลงหลายเพลงที่วิจารณ์รัฐบาลทหารพม่า และสนับสนุนฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยและชนกลุ่มน้อยพม่า เช่น ในปี 2532 ในอัลบั้มทำมือ มีการเผยแพร่เพลง "ฉานสเตท" เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของชาวไทใหญ่ ในรัฐฉาน ในปี 2533 ในอัลบั้ม "ห้ามจอดควาย" มีการเผยแพร่เพลง "กอทูเล" เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยง ในรัฐกะเหรี่ยง หรือ กอทูเล

ในปี 2538 วงคาราบาวได้เผยแพร่เพลง "อองซานซูจี" เพื่อสนับสนุนอองซานซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) พรรคฝ่ายค้านในพม่า ซึ่งในรอบ 21 ปีจนถึงปี 2553 ถูกรัฐบาลทหารพม่าในสมัยนั้นกักบริเวณเป็นเวลา 15 ปี และในปี 2545 เคยเผยแพร่อัลบั้ม "ไม่ต้องร้องไห้" ใช้ทำนองของบ็อบ มาเลย์ มีเนื้อหาสนับสนุนชาวไทใหญ่และประชาชนในรัฐฉาน ที่เรียกร้องเอกราชจากพม่า

ทั้งนี้วงคาราบาวมักได้รับเชิญจากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าไปแสดงคอนเสิร์ตในฐานที่มั่นในหลายวาระ โดยเฉพาะการแสดงคอนเสิร์ตในพื้นที่ของกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army - SSA) ที่นำโดย พล.ท.เจ้ายอดศึก (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 1, 2)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นายกฯ แถลงผลงานประจำปีต่อวุฒิสภา

Posted: 21 Oct 2013 10:51 PM PDT

นายกฯ แถลงผลการดำเนินงานของครม.ตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อที่ประชุมวุฒิสภาประจำปี ระบุจีดีพีโตขึ้นร้อยละ 6.7 ในขณะที่ส.ว. ตำหนิการบริหารงานเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด และการบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการ

21 ต.ค. เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า ช่วงเริ่มต้นที่รัฐบาลเข้ามาบริหารงาน การบริหารของรัฐบาลมีเป้าหมายการสร้างเศรษฐกิจสมดุล เพิ่มความเข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่น ทั้งในและต่างประเทศ การสร้างความปรองดอง ลดความเหลื่อมล้ำ และก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ท่ามกลางความท้าท้ายปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่พึ่งพาการส่งออก ในภาวะตลาดโลกผันผวน จึงเป็นที่มาของนโยบายสร้างเศรษฐกิจแข็งแรง ความเข้มแข็งด้านการเกษตร ลดช่องว่างรายได้ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ยาเสพติด  พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นปัจจัยทั้งภายในและภายนอก
 
โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและตัวเลขการท่องเที่ยว แม้จะประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้ตัวเลขจีดีพี ปี 2555 เติบโตขึ้นร้อยละ  6.7 และจัดสรรงบประมาณจากทุกกระทรวงมาเป็นงบกลาง 1 แสน 2 หมื่นล้าน เพื่อเยียวยาประชาชนและซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และการกู้เงิน 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท ที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบปี 2555 และ 2556 ด้วย ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินนโยบายเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาควบคู่กันในปีต่อมา ซึ่งนโยบายทั้งหมด จะนำมาปรับใช้ในการบริหารงานรัฐบาลปีที่ 3 ด้วย
 
ขณะที่การอภิปรายของ ส.ว.ส่วนใหญ่ ต่างตำหนิการบริหารงานของรัฐบาล อย่างการแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังแสดงความเป็นห่วงการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 4 คน ทั้งที่เป็นกระทรวงที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และพบการทุจริตสอบบรรจุครูผู้สอน แต่กลับใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก
 
สำหรับบรรยากาศการอภิปรายโดยภาพรวม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะเดียวกัน นายวันชัย สอนสิริ ส.ว.สรรหา ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอยู่รับฟังการอภิปราย ตลอดการพิจารณา หากไม่ติดภารกิจ เพื่อแสดงความเป็นผู้นำ และเป็นแบบอย่างให้รัฐมนตรีปฏิบัติตาม
 
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานแถลงผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีฉบับเต็มได้ที่ http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext27/27947_0001.PDF
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รมต.ฝรั่งเศสเรียกพบทูตสหรัฐฯ หลังมีรายงาน NSA สอดแนมชาวฝรั่งเศส

Posted: 21 Oct 2013 06:11 PM PDT

สำนักข่าวเลอมงด์เสนอข่าวจากข้อมูลที่ได้รับจากเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ระบุว่ามีการสอดแนมชาวฝรั่งเศสทางโทรศัพท์โดยหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ทำให้ รมต.ต่างประเทศของฝรั่งเศสเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชี้แจงเรื่องดังกล่าว

21 ต.ค. 2556 รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศส โลรองต์ ฟาบิอุส ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบหลังจากหนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสรายงานข่าวกรณีที่ทางการสหรัฐฯ แอบสอดแนมการใช้โทรศัพท์ในฝรั่งเศส

สื่อเลอมงด์ของฝรั่งเศสนำเสนอกรณีดังกล่าวจากข้อมูลของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ซึ่งระบุว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSA) ได้ทำการสอดแนมทั้งกลุ่มธุรกิจ เจ้าหน้าที่ทางการ รวมถึงผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายในฝรั่งเศส ทำให้ทางฝรั่งเศสกล่าวว่าการกระทำระหว่างประเทศพันธมิตรด้วยกันเช่นนี้เป็นเรื่องไม่อาจยอมรับได้

เอกสารข้อมูลของ NSA ระบุว่าองค์กรได้สอดแนมการใช้โทรศัพท์ในฝรั่งเศส 70.3 ล้านครั้ง ภายใน 30 วัน ตั้งแต่ช่วงวันที่ 10 ธ.ค. 2555 ถึงวันที่ 8 ม.ค. 2556 และมีการดักอ่านข้อความทางโทรศัพท์มือถือหลายล้านข้อความในช่วงที่ผ่านมา

ปฏิบัติการดังกล่าวมีรหัสว่า US-985D ซึ่ง NSA ได้ใช้วิธีการตั้งคำสำคัญต่างๆ ในการดักข้อมูล โดยในตอนนี้ยังไม่ทราบว่ามีการเก็บเนื้อหาของโทรศัพท์และข้อความที่ถูกดักไว้ด้วยหรือไม่ หรือเก็บไว้เพียงแต่นิยามข้อมูลซึ่งระบุว่าใครกำลังสื่อสารกับใครเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าปฏิบัติการดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่หรือไม่

การเปิดโปงเรื่องนี้ ทำให้ฟาบิอุส รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศสเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบโดยด่วน

คริสเตียน ฟราเซอร์ ผู้สื่อข่าว BBC ในกรุงปารีสกล่าวว่า แม้ว่าทางการฝรั่งเศสจะเรียกตัวทูตสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องคำชี้แจงกรณีการสอดแนม แต่ทางการฝรั่งเศสเองก็ทราบเรื่องโครงการสอดแนมนี้อยู่ก่อนแล้ว โดยสำนักข่าวเลอมงด์เปิดเผยว่าทางการฝรั่งเศสเองก็มีโครงการสอดแนมของตัวเองอยู่เช่นกัน

โดยเลอมงด์ได้รายงานข่าวเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลฝรั่งเศสได้เก็บข้อมูลส่วนตัวของประชาชนไว้ในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์บัญชาการหน่วยงานข่าวกรองกรมความมั่นคงภายนอก (DGSE) ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีการเก็บข้อมูลการเชื่อมโยงระหว่างภายในฝรั่งเศสเองและการเชื่อมโยงในฝรั่งเศสกับนอกประเทศ ประเภทของข้อมูลที่ถูกเก็บมีตั้งแต่อีเมล การส่งข้อความตัวอักษร โทรศัพท์ และการใช้อินเทอร์เน็ต

ฟราเซอร์ กล่าวอีกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาเรื่องสอดแนมฝรั่งเศส เมื่อปีที่แล้วทำเนียบประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ปาแลเดอเลลีเซ ก็เคยเปิดเผยว่ามีหนอนคอมพิวเตอร์ (worm) ในเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ทำเนียบฯ ซึ่งมีความสามารถในการเก็บข้อมูลในเครื่อง ถ่ายภาพหน้าจอ และสามารถเปิดไมโครโฟนในคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกการสนทนาได้

ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรองของ NSA หลบหนีออกมาจากสหรัฐฯ และเริ่มเปิดโปงโครงการสอดแนมของหน่วยงาน NSA และหน่วยงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ซึ่งระบุว่ามีการสอดแนมทั้งภายในสหรัฐฯ เองและภายนอกสหรัฐฯ

ปัจจุบันสโนว์เดนยังคงหลบหนีอยู่ในรัสเซียโดยได้รับวีซ่าลี้ภัยเป็นเวลาหนึ่งปี ทางด้านทางการสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการส่งตัวสโนว์เดนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อดำเนินคดี

 


เรียบเรียงจาก

Snowden leaks: France summons US envoy over spying claims, BBC, 21-10-2013
http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-24607880

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น