โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี อดีต ผอ.ไทยพีบีเอสและพวกขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ก.แรงงาน แจงรับข้อเสน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

สำรวจความเห็นผู้นำกรรมกร ว่าด้วยทำไมรัฐไทยต้องรับรองอนุสัญญา ILO 87,98

Posted: 06 Oct 2013 03:02 PM PDT

ชวนอ่านเหตุผลของผู้นำกรรมกรว่าทำไมรัฐไทยต้องรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว รวมถึงร่วมเจรจาต่อรอง และความไม่เพียงพอแค่การรับรอง

นับตั้งแต่ไทยร่วมเป็นหนึ่งในประเทศก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 ประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO เพียง 14 ฉบับจากจำนวนทั้งสิ้น 185 ฉบับ และอนุสัญญาที่สำคัญกับการจัดตั้งสหภาพแรงงานอย่าง ฉบับที่ 87 ซึ่งว่าด้วย เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และ ฉบับที่ 98 ซึ่งว่าด้วย การรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง ก็ยังไม่ได้รับการรับรอง ซึ่งขบวนการแรงงานไทยมีการเรียกร้องมากว่า 21 ปีแล้ว ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีนายสนั่น ขจรประศาสน์ ที่เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับข้อเรียกร้องของคนงานในวันที่ 7 ต.ค.52 พร้อมรับปากว่าจะดำเนินการผลักดันการให้สัตยาบันภายใน 5 เดือน แต่ก็ไม่เป็นผลตามที่รับปากไว้

มาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขบวนการแรงงานมีการเรียกร้องหลักในวันกรรมกรสากลให้รัฐบาลรับรองทั้ง 2 ฉบับ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า โดยวันที่ 7 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันงานที่มีคุณค่า(Decent Work) คณะทำงานผลักดันนโยบายอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ที่นำโดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จัดชุมนุมค้างคืนเพื่อเรียกร้องให้เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเรื่องการรับรองอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ภายในเดือน พ.ค.57 โดยมีข้อตกลงที่ชัดเจนกับคนงาน (คลิกอ่านรายละเอียด) ด้วยเหตุนี้ประชาไทจึงรวบรวมความเห็นของผู้นำแรงงานบางส่วนจากการสัมภาษณ์โดยตรงและเวทีเสวนาเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้เห็นถึงมุมมองที่มีต่อการเคลื่อนไหวเพื่อรับรองอนุสัญญาฯ ทั้ง 2 ฉบับนี้

0000

ทวีป กาญจนวงศ์ : ภาพจาก PITV แฟนเพจ

สิทธิแรงงานต้องเป็นมาตรฐานสากลไม่ใช่แบบไทยๆ

ทวีป กาญจนวงศ์  ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวในงานเสวนา "ขบวนการกรรมกรกับ 14 ตุลา 2516 และอนาคตประชาธิปไตยไทย" ที่จัดโดยคณะกรรมการ14ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.56 ว่า "ประชาธิปไตย"สำหรับแรงงานนั้นจะพูดถึงสิทธิและเสรีภาพเป็นหลัก เรามีเสรีภาพในการสมาคม รวมตัวหรือยัง ขณะนี้รัฐบาลไทยยังไม่รับรองอนุสัญญา ILO 87, 98 ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องมานาน แต่ปัจจุบันการจัดตั้งสหภาพแรงานของเราอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ต้องมีการจดทะเบียน ดังนั้นการรวมกลุ่มของเราจึงยิงขาดการคุ้มครองอย่างเพียงพอ การเจรจาก็ถูกแทรกแซงของรัฐ เราต้องใช้มาตรฐานสากลไม่ใช่มาตรฐานไทยอย่างที่เป็นอยู่

จิตรา คชเดช

เสรีภาพในการรวมตัวเป็นไปได้อย่างเสรีปราศจากการเลือกปฏิบัติ

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่าเมื่อพูดถึงอนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98 เป็นเรื่องที่ขบวนการสหภาพแรงงาน ตื่นเรียกร้องมาอย่างยาวนานตั้งแต่ ปี 2535 แต่ก็มีกระแสขึ้นๆลงๆ ตามสถานการณ์การเมืองไทย สถานการณ์องค์กรเงินทุนสนับสนุน สถานการณ์ขบวนการสหภาพแรงงานเป็นหลัก เพื่อให้รัฐบาลไทยในยุคต่างรับรอง อนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98

แต่ประเด็นหลักจริงๆในการเรียกร้องของนักสหภาพแรงงานในไทยมุ่งไปเรื่องเสรีภาพการรวมตัวมีสหภาพแรงงาน สิทธิเหล่านี้จะรวมถึงแรงงานข้ามชาติด้วย และเสรีภาพในการเจรจาต่อรองเคารพสิทธิของผู้แทนเจรจาของลูกจ้าง แต่ถ้าจะตีความในเรื่องของ อนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98 ให้สิทธิการรวมตัวของลูกจ้างรัฐด้วย และที่สำคัญคือเสรีภาพในเรื่องการรวมตัวนั้นเป็นไปได้อย่างเสรีปราศจากการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้าน เชื้อชาติ อาชีพ ศาสนา เพศ อายุ ความคิดเห็นทางการเมือง สีผิว ของเขาเหล่านั้น สิ่งเหล่าทำให้การมีองค์กรที่ไม่ต้องจดทะเบียนและสามารถเข้าไปสู่ความเชื่อทางการเมืองของคนงานได้อย่างเต็มที่ รัฐมีหน้าที่คุ้มครอง และต้องป้องกันการแทรกแซงองค์กรต่างๆของนายจ้างลูกจ้าง ซึงฝ่ายรัฐและนักสหภาพแรงงานที่ล้าหลังกังวลว่าจะมีการรวมตัวกันมากไปเป็นองค์กรเล็กองค์กรน้อยที่จะทำให้ควบคุมลำบาก ลูกจ้างรัฐรวมตัวจะทำให้มีผลกระทบเรื่องความมั่นคงของรัฐ แต่ถ้าเอาเรื่องประชาธิปไตยและเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญก็จะเป็นช่องทางให้คนงานมีโอกาสได้ต่อรองกับนายจ้างมากขึ้นและเรียนรู้การรวมตัวเป็นองค์กรใหญ่ และอาจจะนำไปสู่การมีพรรคการเมืองที่ใช้ความคิดความเชื่อได้อย่างอิสระโดยใช้หลักการของอนุสัญญา ILO ข้อ 87

กัมพูชา-พม่า ก็รับแล้ว

จิตรา กล่าวว่า แม้แต่ประเทศเพื่อบ้านใกล้เคียงเช่น กัมพูชาก็ได้รับรองทั้งสองข้อนี้แล้ว ในพม่าก็มีการรับรองไปหนึ่งข้อ แต่การรับรองอนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98 สองข้อนี้ซึ่งเป็นข้อที่ดี มีประโยชน์มากสำหรับขบวนการแรงงาน คือหมายรวมถึงลูกจ้างรัฐ แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ ที่จะทำให้เรื่องสิทธิการรวมตัว การเจรจาต่อรองทำได้ง่ายขึ้นในกลุ่มลูกจ้างที่มีองค์กรสหภาพแรงงานอยู่แล้วและเป็นองค์กรสหภาพแรงงานที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสหภาพแรงงาน สมาชิกมีการตื่นตัวและเข้าใจในเรื่องสหภาพแรงงาน และเรื่องสิทธิการรวมตัว

ต้องไม่เป็นแค่ตัวการันตีความชอบธรรมให้กับฝ่ายที่ประกาศใช้

"ถ้าการรับรองอนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98 นั้นอยู่ภายใต้ คนยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิของตัวเอง ยังไม่มีสหภาพแรงงานที่เกิดขึ้นตามกฎหมายไทยก็เป็นเพียงการรับรองที่ไม่ได้เกิดประโยชน์จริงกับคนทั้งหมด เพราะไม่มีการนำมาหยิบใช้ เพราะฉะนั้นการทำงานรณรงค์เพื่อให้รัฐบาลรับรองนั้น ฝ่ายนักสหภาพแรงงานเองก็ต้องเตรียมจัดตั้ง คนงานที่ยังไม่มีสหภาพแรงงาน เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด และควรจะหยิบใช้ข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อขบวนการแรงงานอย่างแท้จริง" จิตรา กล่าว

เพราะในข้อตกลงระหว่างประเทศในหน่วยธุรกิจต่างๆ เช่นจรรยาบรรณทางการค้าของบรรษัทข้ามชาติบางที่ เช่น บริษัทไทรอัมพ์ ก็ใช้หลักปฏิบัติตามอนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98 เช่นเดียวกัน เพื่อก้าวเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อการแข่งขันในเรื่องของการแสดงออกถึงการเป็นประเทศที่จะเป็นผู้นำในอาเซียน รัฐบาลต้องรับรองอนุสัญญา ILO ข้อ 87 และ 98 โดยเร็วที่สุด

"สิทธิต่างที่ได้มาจะให้เขียนดีขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่ผู้ที่นำไปใช้ไม่มีความรู้ความเข้าใจและคนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้เข้าใจกลไกเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมีสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นแค่ตัวการันตีความชอบธรรมให้กับฝ่ายที่ประกาศใช้เท่านั้นเอง" จิตรา กล่าว

มนัส โกศล : ภาพจาก voicelabour.org

กม.แรงงานสัมพันธ์ที่ให้สิทธิการรวมตัว-เจรจาต่อรองไม่เป็นธรรม

มนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย (อรท.) กล่าวในเวทีเสวนา หยุดละเมิดสิทธิแรงงาน ถึงเวลารัฐบาลไทยต้องให้สัตยาบันอนุสัญญา ILOฉบับที่ 87 และ 98 ที่จัดโดย คณะทำงานผลักดันนโยบายอนุสัญญาILO ฉบับที่ 87 และ 98 เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลชอบอ้างเสมอเรื่องสิทธิการจัดตั้งสหภาพแรงงานของแรงงานไทยนั้นมีอยู่แล้ว โดยถูกกำหนดไว้ในกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่ให้สิทธิในการรวมตัว และเจรจาต่อรอง ทั้งที่กฎหมายนั้นเป็นการมีส่วนร่วมที่ไม่เป็นธรรมทั้งอำนาจการต่อรอง การรวมตัวที่มีข้อจำกัดในการที่จะมีการเปิดประชาคมอาเซียน 10 ประเทศที่จะถึงนี้  มี 3 ประเทศที่รับรองอนุสัญญาILOทั้ง 2 ฉบับแล้ว และอีก 6 ประเทศก็รับเป็นบางอนุสัญญา ซึ่งประเทศไทยที่ยังพิจารณาและยังไม่รับรองแม้แต่ฉบับเดียว

ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า การรับรองอนุสัญญาILO ทั้ง 2 ฉบับนั้นก็เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว เจรจาต่อรองร่วมโดยขั้นตอนการรวมตัวจะไม่ต้องมีการขึ้นตรงกับรัฐ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องอนุญาต ใครก็สามารถรวมตัวกันได้ เพราะปัจจุบันต้องไปขอจดทะเบียนที่เจ้าหน้าที่รัฐ และก็ถูกเลิิกจ้าง สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของกฎหมายลูกที่ยังไม่ได้มีการกล่าวถึงว่า จะมารองรับสิทธิในการปฏิบัติ เพื่อให้กำหนดเรื่องสิทธิตามอนุสัญญาILO เช่น อินโดนีเซียที่มีปัญหาแม้รับรองอนุสัญญาแต่ไม่มีการออกกฎหมายลูกมารองรับทำให้ในทางปฏิบัติจึงยังไม่เป็นไปได้จริงตามเจตนารมณ์

เสน่ห์ หงส์ทอง

ข้อจำกัดต่างๆในการจัดตั้งสหภาพฯ ที่มีในกฎหมายจะลดลง

เสน่ห์ หงส์ทอง คณะทำงานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เตรียมงาน รณรงค์ ILO 87 ,98 ในช่วงวันที่ 7 - 8 ตุลานี้ กล่าวว่า ILO 87 ,98  เมื่อรัฐบาลรับรองอนุสัญญา ILO 87 ,98 จะต้องแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ผลที่น่าจะเกิดประโยชน์กับคนงานก็คือข้อจำกัดต่างๆที่มีในกฎหมายและข้อบังคับใช้อยู่ก็ต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิการรวมตัวการจัดตั้งสหภาพแรงงานเราไม่ต้องมีกฎหมายควบคุมเราจะร่วมกับใครจัดตั้งแบบไหนก็เป็นสิทธิของคนงานซึ่งปัจจุบันเราต้องไปขอจดแจ้งให้กระทรวงแรงงานรับผิดชอบออกทะเบียนสหภาพแรงงานซึ่งไม่มีความเป็นอิสระตามหลักอนุสัญญา  ILO 87  สำหรับเรื่องการเจรจาต่อรองตาม อนุสัญญา ILO 98 เช่นกันเมื่อมีการเจรจา จะต้องไม่มีการแซกแซงจากรัฐ

"วันนี้คนงานเจรจาต่อรอง นัดหยุดงานภายใต้กฎหมายที่คนงานเสียเปรียบ นัดหยุดงานนายจ้างสามารถให้ใครมาทำงานแทนก็ได้ และยังเลิกจ้างคนงานในระหว่างมีการยื่นข้อเรียกร้อง รวมไปถึงการใช้อำนาจทางศาลมากกว่าที่จะให้กระบวนการเจรจาเป็นไปตามกลไกระบบแรงงานสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง" เสน่ห์ กล่าว

ศรีไพร นนทรี

สำคัญต่อคนงานทุกสาขาอาชีพทุกเชื้อชาติ

ศรีไพร นนทรี ฝ่ายการศึกษาและประชาสัมพันธ์กลุ่มสหภาพแรงงานกลุ่มย่านและใกล้เคียง(กสรก.) กล่าวว่า "อนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับสำคัญต่อคนงานทุกสาขาอาชีพมาก แม้ว่าทุกวันนี้ถึงจะมีการตั้งสหภาพแรงงานได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนก็ตาม แต่สหภาพแรงงานก็อ่อนแอ และล้มง่ายกว่าในอดีต อาจเป็นเพราะการถูกย่ำยี่จากเผด็จการทุกครั้งที่ทำรัฐประหาร ไหนจะลูกจ้างที่อยู่ในส่วนราชการ คนงานตามบ้าน ตามภาคเกษตร ที่กฎหมายแรงงานเข้าดูแลไม่ทั่วถึง แรงงานข้ามชาติที่ พรบ.แรงงานสัมพันธ์ฯ ยังไม่ให้สิทธิการรวมตัว เท่ากับแรงงานไทย จึงส่งผลให้เป็นอุปต่อการรวมตัว และการต่อรองเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและมีช่องว่างระหว่างคนงานด้วยกันเองให้น้อยลง วันหนึ่งเผด็จการอาจกลับมาอีก กฎหมายแรงงานอาจถูกย่ำยีครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อนุสัญญาฯ ไม่ใช่กฎหมายในประเทศที่โจรเหล่านั้นจะมาเปลี่ยนได้ จึงเป็นหลักประกันชั้นสองที่คอยคุ้มครองคนงานมากขึ้นในการพูดถึงสิทธิและต่อรอง ดังนั้นการที่คนงานออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 จึงเป็นเรื่องปกติ และรัฐบาลควรยอมรับอนุสัญญาดังกล่าว เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศไปอีกขั้นระดับหนึ่ง"

บุญยืน สุขใหม่

ปัญหาไม่ใช่ 'การรับรอง' แต่เป็น 'กลไกบังคับ' รัฐภาคีปฏิบัติตาม

บุญยืน สุขใหม่ ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก ตั้งคำถามกับการรับรองอนุสัญญา ILO 87,98 ว่า "หลังจากรับรองแล้วหลังจากนั้นขบวนการแรงงานหรือผู้นำแรงงานไทยจะทำอย่างไรต่อไป เพราะประเด็นหลัก ณ วันนี้ผมมองว่าเนื้อหาหลักไม่ใช่อยู่ที่การให้การรับรองหรือไม่ให้การรับรองอนุสัญญา ILO 87,98 แล้ว แต่ที่สำคัญคือกลไกหรือเครื่องมือที่จะให้รัฐไทยหรือรัฐภาคี ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ว่าไว้ในอนุสัญญา ILO มากกว่า เพราะที่ผ่านมาปัญหาที่ขบวนการแรงงานไทยพบ และเผชิญมาโดยตลอดก็คือปัญหาการที่บริษัทข้ามชาติได้เข้ามากดขี่ขูดรีด และเอาเปรียบแรงงานไทย"

"ทั้งที่ประเทศส่งออกทุนเหล่านั้นก็ให้การรับรองอนุสัญญา ILO 87,98 อยู่แล้ว และก็มีกลไกอื่นๆ ที่ประเทศส่งออกทุนได้ให้สัตญาบัญไว้กับองค์กรแรงงานสากลว่าจะไม่ละเมิดหลักการในอนุสัญญา ILO 87,98 อยู่แล้ว แต่ที่เราพบเห็นมันกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม อนุสัญญา อนุสัญญา ILO 87,98 เป็นอนุสัญญาหลักที่ทุกประเทศที่เป็นรัฐภาคีในองค์การสหประชาชาติถึงแม้จะไม่ให้การรับรองแต่ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว เพราะเป็นอนุสัญญาหลักพื้นฐานที่ทุกรัฐภาคีของสหประชาชาติต้องปฏิบัติตาม" บุญยืน กล่าว

ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและกัมพูชา ก็รับรอง แต่ยังมีการละเมิดแรงงาน

บุญยืนมองด้วยว่า จะพูดเพียงประเด็นการให้การรับรองอนุสัญญา ILO 87,98 อย่างเดียวคงยังไม่เพียงพอ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นเพื่อนบ้านเราไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและกัมพูชา ก็ให้การรับรองอนุสัญญา ILO 87,98 แต่การกดขี่ขูดรีดแรงงานก็ไม่หายไปผู้นำแรงงานยังถูกอุ้มหายไปในค่ายทหารให้เห็นตลอดมาจนปัจจุบัน ดังนั้นนอกจากจะผลักดันให้รัฐให้การรับรองอนุสัญญา ILO 87,98 ขบวนการแรงงานไทยต้องสร้างความเข้มแข็งขึ้นให้ได้ด้วยตัวของแรงงานเองเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองให้กับตนเอง และที่สำคัญอีกประการคือ "รัฐ" ในที่นี้หมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานต้องทำความเข้าใจในบทบาทของลูกจ้างในการที่จะใช้สิทธิที่ถูกรับรองในอนุสัญญา ILO 87,98 อย่างชัดแจ้งด้วย และองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการก็คือประเทศที่ส่งออกทุนที่มาลงทุนในประเทศไทย ต้องเคารพในกฎกติกาที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญา ILO 87,98 อย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นแค่ตัวหนังสือที่ถูกเขียนอยู่บนกระดาษแต่ไม่มีความหมายแต่อย่างใด

"ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการให้การรับรองอนุสัญญา ILO 87,98 แต่ต้องการเห็นว่าเมื่อมีการรับรองแล้วมันต้องมีกลไกมีเครื่องมือหรือสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อขบวนการแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยในอนาคตเมื่อเปิดเสรีอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช้เป็นแค่ข้ออ้างหรือตรายางให้กับใครคนใดคนหนึ่ง หรือหนว่ยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ" บุญยืน กล่าวย้ำ

 เซีย จำปาทอง

หากไมรับรองมิเช่นนั้นก็ไม้ต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่ผ่านๆมา

เซีย จำปาทอง ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย(สพท.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เมื่อปี  พ.ศ.  2462  การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิแห่งมนุษยชน  เป็นหนึ่งในสามข้อที่ที่ ILO ได้จัดลำดับความสำคัญรีบด่วน เพื่อช่วยในการออกกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน และอุตสาหกรรมสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับนายจ้าง สนับสนุนองค์การของผู้ใช้แรงงาน ได้กำหนดมาตรฐานสากลเกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งช่วยในการสร้างเสริมประชาธิปไตยและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 

"ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย  ควรให้การรับรองอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้  เพราะเป็นการให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนในการรวมตัว การคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง  โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ  ซึ่งได้กล่าวอ้างมาโดยตลอดว่าพรรคต่อต้านระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ และส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  ดังนั้นแล้วรัฐบาลต้องรับรองอนุสัญญาทั้งสองฉบับอย่างเร่งด่วนและปฏิเสธมิได้  มิเช่นนั้นแล้วรัฐบาลชุดนี้ก็คงมิได้แตกต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่ผ่านๆมา" เซีย กล่าว

ILO 87 & 98 

โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย อธิบายองค์ประกอบของอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ว่า อนุสัญญาฉบับที่ 87 เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว มีสาระสำคัญ 3 ประการที่เมื่อให้สัตยาบันแล้วจะทำให้กระบวนการสหภาพแรงงานเติบโตอย่างมาก คือ
1. คนงานและนายจ้างสามารถใช้สิทธิในการรวมตัวได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากรัฐ
2. เจ้าหน้าที่รัฐต้องละเว้นการแทรกแซงใดๆ ที่จะจำกัดสิทธิในการดำเนินกิจกรรมขององค์กรของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง
3. องค์กร (สหภาพแรงงาน) มีเสรีภาพในการเข้าร่วมองค์กรใดๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเสรี
 
สำหรับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 การรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง มีเนื้อหาหลักคือ
1. คุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำใดๆ อันเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
2. องค์กรลูกจ้างและนายจ้างต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอจากการแทรกแซงระหว่างกันทั้งในการก่อตั้ง การปฏิบัติ และการบริหาร และการมุ่งสนับสนุนการก่อตั้งองค์กรของคนงานให้อยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้าง
3. ส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากกลไกการเจรจาโดยสมัครใจทั้งนายจ้างหรือองค์กร นายจ้าง กับองค์กรคนงาน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนรุ่นใหม่ รำลึก 6 ตุลา กลางเมืองอุบลฯ

Posted: 06 Oct 2013 10:33 AM PDT

นักกิจกรรม นศ. ม.อุบล รณรงค์ รำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา กลางเมืองอุบล ชูป้าย"วันนี้ 6 ตุลา ผ่านมา 37 ปี หลายคนสละชีพ หวังคงไว้อุดมการณ์" และ "แค่เห็นต่างต้อง ตาย! ความทรงจำที่จางหาย กับความตายที่ทุกข์ทน"

คนรุ่นใหม่จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย กลุ่ม Student's Role, กลุ่มกลุ่มแว่นขยาย, กลุ่มแสงแห่งเสรี, และนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดกิจกรรมรณรงค์ 6 ตุลา 19 (56) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและคนรุ่นใหม่สนใจเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมากับการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองในสังคมไทย และชวนพิจารณาประวัติศาสตร์ความรุนแรงเพิ่มขึ้นในสังคมอย่างต่อเนื่อง แต่ประวัติศาสตร์หน้าเก่าเริ่มเลือนหายไป สังคมต้องตระหนักและเห็นความสำคัญกับเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาให้เป็นบทเรียนในการแก้ไขความขัดแย้งอันปราศจากความรุนแรง

ประกอบด้วยกิจกรรมวงสนทนา "บทบาทคนรุ่นใหม่กับการรณรงค์เพื่อสาธารณะ" ณ สวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองคนรุ่นใหม่ในการดำเนินกิจกรรมสาธารณะ และบทบาทของนักศึกษาในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่มีน้อยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและภาคอีสาน หากคนรุ่นใหม่ออกมาแสดงพลังทางความคิดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไหม้กับประชาชนในสังคม เพราะประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นและนำมาซึ่งระบอบการเมืองการปกครองไทย เพื่อเป็นบทเรียนในการออกแบบสังคมในปัจจุบันที่ไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางงความคิดถึงขั้นนำไปสู่การทำลายชีวิตของคนที่คิดต่าง สังคมประชาธิปไตยที่ต้องการความหลากหลายการยอมรับความแตกต่างถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับพลเมืองรุ่นใหม่ของสังคม
มีกิจกรรมทำเสื้อภายใต้แนวคิด "เสรีเพนต์ 6 ตุลา ในแบบของคุณ" ที่วาดลวดลายหลากหลายเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ผ่านมาลงในเสื้อขาว เพื่อสะท้อนมุมมองและบทเรียนที่ได้เรียนรู้ถึงความสูญเสียและความรุนแรงของสังคมที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในอดีตที่มีพลังการขับเคลื่อนเข้มข้นในอดีต ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมใหญ่ได้ และชวนมองถึงความสนใจของคนรุ่นใหม่ และนักศึกษาในปัจจุบันที่มีน้อย



นอกจากนี้ได้มีการเดินรณรงค์ถือป้ายชูคำว่า "วันนี้ 6 ตุลา ผ่านมา 37 ปี หลายคนสละชีพ หวังคงไว้อุดมการณ์" และ "แค่เห็นต่างต้อง ตาย! ความทรงจำที่จางหาย กับความตายที่ทุกข์ทน" ณ หอนาฬิกา จังหวัดอุบลราชธานี สร้างความสนใจกับประชาชนที่สัญจรผ่านเส้นทางบริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง




 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รวมข่าวนิติบัญญัติประจำสัปดาห์ 30 ก.ย. - 6 ต.ค. 2556

Posted: 06 Oct 2013 08:41 AM PDT

รวมข่าวจากฝ่ายนิติบัญญัติ กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ กฎหมาย ร่างกฎหมาย และความเคลื่อนไหวในรัฐสภาของ ส.ส. และ ส.ว. และพรรคการเมืองต่างๆ ประจำสัปดาห์



วุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

30 ก.ย. 56 -  ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยมติ 105 :9  งดออกเสียง 2

ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยมติ 105 :9  งดออกเสียง 2   โดยการออกเสียงด้วยวิธีลงคะแนนลับ  หลังคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายชูเกียรติรัตนชัยชาญ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา รวมทั้งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจำเป็นเสร็จเรียบร้อยก่อนเสนอผลการตรวจสอบฯ ต่อที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาแล้วในวันนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 56 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแต่งตั้งนายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา  ตั้งแต่วันที่ 1ต.ค. 56  แทนนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้  โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ วันที่ 12 ก.ย. 56 มีมติให้ความเห็นชอบตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอแล้ว และวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้วในวันที่ 30 ก.ย. 56  จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตัังต่อไป

ที่มา: วิทยุรัฐสถา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง

วุฒิสภามีมติไม่ถอดถอน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมต.ไอซีที และ นายไกรสร พรสุธี อดีต ปลัดกระทรวงฯ

1 ต.ค. 56 - วุฒิสภามีคะแนนเสียงไม่ถอดถอน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ด้วยเสียง 59 ต่อ71 เสียง และ ไม่ถอดถอนนายไกรสร พรสุธี สมัยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงไอซีที ด้วยเสียง 66 ต่อ 66 เสียง ซึ่งไม่ถึง 3 ใน 5 ที่จะถอดถอนได้ตามรัฐธรรมนูญ จากกรณีถูก ปปช.ชี้มูลความผิดอนุมัติแก้สัญญาสัมปทานดาวเทียมของ บ.ชินคอร์ป

ที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่ถอดถอน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(กระทรวงไอซีที) ด้วยเสียง 59 ต่อ 71 เสียง และมีมติไม่ถอดถอน นายไกรสร พรสุธี สมัยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงไอซีที ด้วยเสียง 66 ต่อ 66 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงของ ส.ว. ที่จะสามารถถอดถอนได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 274 ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของ จำนวน ส.ว.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือไม่น้อยกว่า 90 เสียง

สำหรับการลงมติถอดถอนหรือไม่ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด นพ.สุรพงษ์ และ นายไกรสร จากกรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ(ไอพีสตาร์) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของ บ. ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ที่ต้องถือใน บ.ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด(มหาชน)ที่เป็นบริษัทลูก ด้วยการลดจำนวนถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ไปเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 และวุฒิสภาได้ดำเนินกระบวนการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ 50 บัญญัติไว้ โดยมีขั้นตอนให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาของวุฒิสภา ส่วนสมาชิกวุฒิสภาได้ยื่นคำถามประกอบการพิจารณาพร้อมให้มีการแถลงเปิดและปิดสำนวนคดีด้วยวาจาของผู้กล่าวหาทั้งสองแล้ว

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, ลักขณา  เทียกทอง / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง

ฝ่ายค้านเตรียมตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีเรื่องความคืบหน้าการก่อสร้างฟลัดเวย์

1 ต.ค. 56 – ประธานวิปฝ่ายค้าน เผย ฝ่ายค้านเตรียมเสนอญัตติด่วนเรื่องความล้มเหลวการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล หลังพบปัญหาน้ำท่วมหนักประชาชนเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคน พร้อมระบุจะตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีถึงความคืบหน้าการก่อสร้างฟลัดเวย์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 3 ต.ค. 56 พรรค ประชาธิปัตย์จะเสนอญัตติด่วนเรื่องความล้มเหลวการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล เนื่องจากขณะนี้น้ำท่วมแล้วกว่า 24 จังหวัด กระทบประชาชน 2 ล้านกว่าคน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ราย ขณะเดียวกันจะตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีถึงความคืบหน้าโครงการสร้างฟลัดเวย์ (Flood way) และโครงการแก้มลิง ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร และปัญหาน้ำท่วมจะกระทบต่อนาข้าวหรือไม่ และรัฐบาลมีแนวทางป้องกันไว้อย่างไรบ้าง

สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 2 ต.ค. 56 วิปฝ่ายค้านจะเสนอญัตติขอเลื่อนร่างพ.ร.บ.วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ที่วุฒิสภาเห็นชอบแล้ว มาพิจารณาก่อน โดยฝ่ายค้านมีมติความเห็นสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง

ฝ่ายค้าน เรียกร้องนายกฯ ทบทวนส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นทูลเกล้าฯ เตือนอย่าอ้างเงื่อนเวลา 20 วัน

2 ต.ค. 56 - ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ อีกครั้ง ให้ทบทวนกรณีนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นทูลเกล้าฯ เตือนอย่าอ้างเงื่อนเวลา 20 วัน   ชี้ รัฐบาลยื่นตรวจสอบฝ่ายค้าน ตามมาตรา 157 ว่าขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ถือเป็นการขมขู่คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยว่า ทันทีที่ประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญและทำหนังสือแจ้งนายกฯ ให้ทราบ ว่ามีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 154 แล้ว   วิปฝ่ายค้านจะทำหนังสือถึงนายกฯ อีกครั้ง เพื่อให้นายกฯ ทบทวนกรณีนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นทูลเกล้าฯ  เพราะขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบซึ่งยังสามารถดึงเรื่องกลับมาได้ ส่วนกรณีที่นายกฯ ออกตัวว่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเพราะในส่วนนี้เป็นการทำงานแยกกันระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐสภานั้น  นายกจะอ้างอย่างไรก็ได้ แต่นายกฯ ก็ทราบแล้วว่ามีการยื่นเรื่องให้ศาลตีความ ก็ยังดึงดันที่จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีข้อสงสัยขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งจะอ้างเงื่อนเวลาขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน คงไม่ได้ เพราะยังมีเวลา 10 กว่าวัน ที่จะทบทวน  อีกทั้งหลายฝ่ายมองว่านายกฯ ทำสิ่งไม่บังควร   ทั้งนี้ ยืนยันว่า ฝ่ายค้านไม่ผิดที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะได้ดำเนินการและแสดงความคิดเห็น ชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปอย่างเปิดเผย  ดังนั้น การที่รัฐบาลจะไปยื่นตรวจสอบฝ่ายค้าน ตามมาตรา 157 ว่าขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  จึงถือเป็นการขมขู่คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง

หมออนามัย จี้ สภาฯ เร่งผ่านร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน

 2 ต.ค. 56 - กลุ่มผู้ชุมนุมหมออนามัย เรียกร้อง สภาผู้แทนราษฎรเร่งผ่านร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนและยกระดับให้หมออนามัยเป็นนักวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน

เมื่อเวลาประมาณ 10.10 น. วันนี้ (2 ต.ค 56) นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข พร้อมด้วยหมออนามัยและนักวิชาชีพสาธารณสุขทั่วประเทศ มาชุมนุมทวงถามความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ...ที่บริเวณหน้ารัฐสภาหลังคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และวุฒิสภามีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยขอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลื่อนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก่อน เพื่อให้ทันในสมัยการประชุมสามัญนิติบัญญัตินี้ เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการสร้างหลักประกันความเสี่ยงให้กับประชาชนในการใช้บริการจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้มาตรฐานทางวิชาชีพ และเป็นการคุ้มครองหมออนามัยให้มีการยกระดับเป็นนักวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน  ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านการสาธารณสุขในอนาคตต่อไป ทั้งนี้ในการชุมนุมดังกล่าว นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, อรุณี ตันศักดิ์ดา / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง

กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค สผ. เผย การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแก้ปัญหาบัตรอีซี่พาสแล้ว

2 ต.ค. 56 - กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค สผ. เผย การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแก้ปัญหาระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแล้ว พร้อมแนะศึกษาระบบจัดเก็บค่าผ่านทางจากต่างประเทศ หวังรองรับผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น

คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอนุสรณ์ ปั้นทอง เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาผลกระทบที่ผู้บริโภคได้รับจากกรณีการใช้บริการทางด่วนพิเศษโดยใช้ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ (Easy Pass)เนื่องจากข้อมูลการใช้จ่ายในบัตรอีซี่พาสไม่ตรงกับความเป็นจริงภายหลังคณะกรรมาธิการรับฟังคำชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พบว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการแสดงและการประมวลผลผ่านบัตรอีซี่พาสมีความล่าช้า ทำให้ข้อมูลการใช้จ่ายในบัตรไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยมีการหักค่าใช้จ่ายในบัตรอีซี่พาสเกินกว่าที่ใช้จริง ซึ่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูลกลางระบบจัดเก็บค่าผ่านทางบัตรอีซี่พาสให้ตรงกับความเป็นจริงแล้ว พร้อมจะดำเนินการปรับปรุงระบบซอฟแวร์ เพื่อรองรับยอดผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นจากวันละ 2.5 แสนรายเป็นวันละ 6 แสนราย และอีก 3 เดือนข้างหน้า ระบบซอฟต์แวร์จะรองรับยอดผู้ใช้บัตรอีซี่พาสได้ถึงวันละ 1 ล้านรายต่อไป ทั้งนี้ กมธ.ได้มีข้อเสนอแนะให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเร่งพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบจัดเก็บค่าผ่านทางบัตรอีซี่พาสให้มีความทันสมัย และสามารถรองรับข้อมูลของผู้ใช้บริการได้เป็นจำนวนมาก โดยศึกษาเปรียบเทียบระบบจัดเก็บค่าผ่านทางจากต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบจัดเก็บบัตรอีซี่พาส ตลอดจนดำเนินการจัดระบบจราจรบริเวณช่องผ่านด่านให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการทางด่วนพิเศษเพิ่มขึ้น

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, อรุณี ตันศักดิ์ดา / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง

รัฐสภาให้ความเห็นชอบรัฐบาลไทยทำความตกลงการค้าเสรีกับรัฐบาลชิลีแล้ว

 2 ต.ค. 56 - ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบให้รัฐบาลทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลชิลีกับรัฐบาลไทยแล้ว ด้วยเสียง 464 ต่อ 6 เสียง หลัง ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน ตั้งข้อสังเกต ความตกลงที่ระบุให้นำเข้าฝิ่นและกัญชาได้

ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลชิลีและรัฐบาลไทยและเอกสารที่เกี่ยวข้องและการแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทยที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ด้วยเสียง 464 ต่อ 6 เสียง จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 484 คน หลังเปิดให้มีการอภิปรายเป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง อย่างไรก็ตาม ส.ส.ฝ่ายค้าน อาทิ นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ นายพุทธิพงษ์ ปุณกันต์ และ ส.ว.บางส่วน ยังมีข้อท้วงติงในความตกลงที่ระบุถึงการนำเข้าฝิ่นแห้ง และกัญชาตัด บด หรือลักษณะอื่น ๆ เข้ามายังประเทศไทย ซึ่ง นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุเพียงว่านำมาใช้เพื่อการแพทย์ รวมถึงตั้งข้อสังเกตในการทำเอกสารความตกลงเป็นภาษาสเปนนอกจากภาษาไทยและอังกฤษ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตของนายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ระบุตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทยยังไม่มีความชัดเจน

สำหรับความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลชิลีกับรัฐบาลไทยฉบับดังกล่าว หลังจากผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 190 แล้ว จะมีการลงนามระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ ที่ประเทศไทย ในวันที่ 4 ตุลาคม นี้ ในโอกาสที่นายกฯ ของชิลีเดินทางเยือนประเทศไทย

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, ลักขณา  เทียกทอง / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง

นพ.เหวง ยื่น กก.ยุทศาสตร์ พท. ยกเลิก ม.309 ชี้ คุ้มครองทำรัฐประหาร

2 ต.ค. 56 - นพ.เหวง เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ต่อกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อไทย  ชี้ คุ้มครองการทำรัฐประหาร

นพ.เหวง โตจิราการ  ส.ส.เพื่อไทย ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ทั้งมาตราต่อนายอำนวย คลังผา สส.ลพบุรี ในฐานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย  โดย นพ.เหวง กล่าวว่า  เนื่องจาก มาตรา 309  ที่ได้บัญญัติว่า "บรรดาการใดๆ ที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้"   ซึ่งถือว่าเป็นบทบัญญัติที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย และรับรองการกระทำของรัฐประหารให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งก่อนและหลังประกาศใช้ย่อมทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีจุดประสงค์คุ้มครองการทำรัฐประหาร   ตนจึงขอเสนอให้กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พิจารณาให้มีการดำเนินร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในโอกาสต่อไป

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง

รัฐสภาเห็นชอบให้รัฐบาลดำเนินการกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทยกับ EFTA

 2 ต.ค. 56 - ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับEFTA ด้วยเสียง 446 ต่อ 2 เสียง หลัง ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.หลายคนยังห่วงการดำเนินการของรัฐบาล ที่จะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบและเสียประโยชน์จากการทลายกำแพงภาษีสินค้าและบริการหลายตัว รวมถึงครอบคลุมไปถึงทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องสิทธิบัตรยา

ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (Eurpoean Free Trade Association : EFTA)ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ด้วยเสียง 446 ต่อ 2 จากจำนวนสมาชิกที่เข้าประชุม 451 คน โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายก่อนลงมติอย่างหลากหลายซึ่งต่างแสดงความเห็นถึงผลได้และผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับไทยจากการทำลายกำแพงภาษีที่จะเกิดขึ้น อาทิ นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุผลกระทบจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรอย่างมากจากกรณีนำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิดขณะที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะไปตกอยู่ที่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งมีอิทธิพลเหนือรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ขณะที่นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการดำเนินการ และทำตามแผนแม่บทที่กำหนดไว้ได้จริงเท่านั้น กรอบเจรจาดังกล่าวจึงจะเกิดประโยชน์ได้ ด้าน นพ.เจตน์ สิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา และ นายอรรถวิช สุวรรณภักดี ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นคล้ายคลึงกันโดยระบุว่าเห็นด้วยกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับไทยแต่มีบางส่วนที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการเจรจา โดยเฉพาะความตกลงด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องสิทธิบัตรยา ที่จะกลายเป็นการขยายสิทธิบัตรยา ซึ่งส่งผลให้คนไทยเข้าถึงยาได้น้อยลง  หรือต้องจ่ายค่ายาบางชนิดในราคาแพงขึ้น

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปรายแล้ว นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยืนยันต่อสมาชิกรัฐสภาว่า   รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาในสินค้าและบริการประเภทต่าง ๆ จะยึดท่าทีในการเจรจากับEFTA ในแนวทางที่สอดคล้องกับ EU โดยมุ่งรักษาประโยชน์ของประเทศอย่างดีที่สุด

สำหรับกรอบเจรจาความตกลงดังกล่าว มีที่มาจากการที่รัฐบาลไทยและ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ประกาศเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันแล้วเมื่อปี 47 และมีความครอบคลุมในทุกเรื่องมาแล้ว อาทิ การเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา แต่การเจรจาต้องหยุดชะงักลงหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเมื่อปี 49 และเมื่อนายกฯ ของไทยได้ร่วมหารือกับนายกฯ นอร์เวย์ เมื่อครั้งประชุมASEMที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อเดือน พ.ย.55 ทำให้มีการตกลงที่จะเจรจาอีกครั้ง โดยกรอบเจรจาดังกล่าวมีความต้องการดึงดูดการลงทุนและใช้ประโยชน์จาก AECเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดความเสี่ยงของการถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร(GSP)

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, ลักขณา  เทียกทอง / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากกลุ่มเครือข่ายสภายุติธรรมตรวจสอบจริยธรรมสมาชิกรัฐสภาที่คัดค้านการทูลเกล้าฯ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว.

3 ต.ค. 56 - กลุ่มเครือข่ายสภายุติธรรมยื่นหนังสือผ่านโฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้คณะกรรมการจริยธรรมฯ ตรวจสอบจริยธรรมสมาชิกรัฐสภาที่คัดค้านการทูลเกล้าฯ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว. ขณะที่โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนจะส่งเรื่องต่อไป

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากตัวแทนกลุ่มเครือข่ายสภายุติธรรม เรื่องขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมสมาชิกรัฐสภา ตรวจสอบจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภา ที่ยื่นเรื่องคัดค้านกรณีนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นที่มาของ ส.ว. ขึ้นทูลเกล้าฯ โดยทางกลุ่มเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรม นอกจากนี้ทางตัวแทนกลุ่มเห็นว่าการคัดค้านดังกล่าวจะส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญก้าวก่ายการทำหน้าที่ของรัฐสภา

ทั้งนี้โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้ตนจะมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ก่อนนำเสนอตามขั้นตอนต่อไป

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์ นูโพนทอง ผู้สื่อข่าว/เรียบเรียง

หมอวรงค์ เผย ชาวนาร้องได้รับเงินจากโครงจำนำข้าวรอบใหม่ไม่ถึงหมื่นห้าตามที่รัฐบาลกำหนด

 3 ต.ค. 56 - นายแพทย์วรงค์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เผย ชาวนาที่พิจิตรร้องเรียนได้รับเงินจากโรงสีในโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่เพียง 9,800 บาท ทั้งที่รัฐบาลกำหนดไว้ 15,000 บาท พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ ปี 56/57 ที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากชาวนาในจังหวัดพิจิตรว่าได้รับเงินจากโรงสีจากการรับจำนำข้าวในราคาตันละ 9,800 บาท ซึ่งไม่ตรงตามที่รัฐบาลกำหนด คือ ตันละ 15,000 บาท ดังนั้นจึงเรียกร้องรัฐบาลทบทวนเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะเงินไม่ถึงมือประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นโดยกังวลว่าจะนำมาเป็นข้ออ้างว่าโรงสีที่ใช้ในการเก็บข้าวถูกน้ำท่วมจึงทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ ซึ่งเสนอแนะให้รัฐบาลทำบันทึก และสำรวจโกดังที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อน้ำท่วมจริง นอกจากนี้นายแพทย์วรงค์ ยังเรียกร้องให้ชี้แจงตัวเลขกำไร ขาดทุน จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอย่างครบถ้วน และตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใส

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์ นูโพนทอง ผู้สื่อข่าว/เรียบเรียง

กมธ.ตรวจสอบทุจริตฯ วุฒิสภา มีมติรับเรื่องด่วนกรณีการปลอมเอกสารร่างรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณา

3 ต.ค. 56 - กมธ.ตรวจสอบทุจริตฯ วุฒิสภา มีมติรับเรื่องด่วนกรณี ส.ว.คำนูณ ตรวจสอบพบเอกสารแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ที่ใช้ประกอบการประชุมของรัฐสภามีเนื้อหาไม่ตรงกับที่ผู้ยื่นเสนอ ไว้พิจารณา ระบุ การปลอมแปลงเอกสารให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เกิดเสียหายทั้งต่อผู้พิจารณาและผู้โหวตญัตติเถื่อน ส่งผลต่อสถานภาพของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการโหวตไปแล้ว

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา เข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มี นายสาย กังกเวคิน เป็นประธานกรรมาธิการ จากกรณีพบเอกสารร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่มา ส.ว.ฉบับที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร และคณะ เป็นผู้ยื่นเสนอขอให้รัฐสภาพิจารณา กับฉบับที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำสำเนาแจกจ่ายสมาชิกรัฐสภาใช้ประกอบการพิจารณาวาระแรกในการประชุมเมื่อ 1 เม.ย. 56 มีข้อความไม่ตรงกัน ทั้งที่เป็นเอกสารจากฉบับเดียวกัน มีเลขลงรับเดียวกันตามขั้นตอนหนังสือราชการคือลงรับวันที่ 20 มี.ค.56 เวลา 13.05 น. เลขรับที่ 20/2556ดังนั้น ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าร่างดังกล่าวเป็นร่างเถื่อนร่างปลอมและมีการโหวตรับญัตติปลอม โดย นายคำนูณ ชี้ให้เห็นข้อความที่แตกต่างกันของเอกสาร 2 ฉบับนอกจากหลักการและเหตุผลที่มีข้อความไม่ตรงกันแล้วยังมีอีก 4 จุด คือ มาตรา 117 มาตรา 118 มาตรา 115 และมาตรา 116 วรรคสอง ตัวอย่างเช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภามีการเติมข้อความเกี่ยวกับคุณสมบัติ ส.ว. ทำให้สมาชิกที่พ้นตำแหน่งมาแล้วไม่เกิน 5 ปี สามารถลงสมัครได้ ซึ่งหมายถึง ส.ว.ปัจจุบันสามารถลงสมัครได้ ทั้ง ๆ ที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่นายอุดมเดช ยื่นเข้ามายังสภาไม่มีข้อความที่ระบุอย่างชัดเจนเช่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม นายคำนูณ ย้ำว่า ส่วนตัวไม่ค้านกรณีที่ ส.ว.จะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่สิ่งที่เหล่านี้ถือเป็นปาฎิหาริย์ที่เกิดขึ้นที่ช่วยให้ ส.ว.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ สามารถเป็น ส.ว.ต่อได้ นอกจากนี้ ยังมีหลายคนออกมาพูดว่าเมื่อสภาลงมติรับแล้วถือว่าสิ้นสุด คล้ายจะเป็นการบอกว่าจะเป็นของปลอมหรือไม่ไม่สำคัญแต่เมื่อมีมติสภารองรับแล้วถือว่าจบ ไม่ตัองมีการมาถกเถียงกันอีก

ด้านคณะกรรมาธิการหลังรับฟังการชี้แจงพร้อมตรวจสอบเอกสารที่นายคำนูณ นำมาแสดงแล้ว มีมติรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา พร้อมมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการชุดที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานดำเนินการตรวจสอบต่อไป ซึ่ง นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เอกสารประกอบการประชุมรัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.นั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงอย่างมากไม่ตรงกับฉบับจริงที่ผู้เสนอมีการแก้ไข อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงข้อความนั้นสามารถทำได้ตามกระบวนการโดยสมาชิกขอปรับปรุงแก้ไขญัตติ แต่จากกรณีนี้ไม่ปรากฏเอกสารการขอแก้ไขแต่อย่างใด แต่กลับมีการแก้ไขเกิดขึ้น จึงนับว่าการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิกรัฐสภา เพราะมีการปลอมแปลงเอกสารให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณา ถือเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงต้องมีคำถามต่อไปถึงสถานภาพของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีการพิจารณาไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, ลักขณา  เทียกทอง / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จี้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบกรณี ส.ส.กดบัตรแทนกัน

 3 ต.ค. 56  –  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จี้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบกรณี ส.ส.กดบัตรแทนกัน พร้อมเรียกร้อง ส.ส.เพื่อไทย 2 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ออกเปิดเผยว่าใครเป็นคนกดบัตร ย้ำถ้าโฆษกพรรคเพื่อไทยเชื่อเป็นคลิปตัดต่อต้องแสดงหลักฐานให้ชัดเจน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว ถึงกรณีคลิปกดบัตรแทนกันในระหว่างการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภาว่า ตนได้แถลงข่าวเรียกร้องพรรคเพื่อไทยให้หาตัวคนที่กดบัตรในคลิปให้รับผิดชอบกับการกระทำดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ผ่านมา 10 กว่าวันแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ในเรื่องนี้ ทั้งนี้ในคลิปดังกล่าว ตนยืนยันว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ได้ไปรับบัตรจาก ส.ส.ที่กดบัตรแทนกัน 2 คน คือ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และ นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งถึงแม้ว่าบุคคลทั้งสองจะไม่ได้กดบัตรแทนกัน แต่ต้องทราบว่า ส.ส.คนใดเป็นผู้กดบัตร ดังนั้น ตนจึงอยากเรียกร้องให้ ส.ส. ทั้ง 2 คน ออกเปิดเผยว่า เป็นส.ส.คนใด พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะแกนนำพรรค ให้รับผิดชอบการกระทำดังกล่าวของลูกพรรค เนื่องจากว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรียบร้อยแล้ว

นายบุญยอด กล่าวอีกว่า กรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงข่าวระบุว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปตัดต่อนั้น ตนขอให้แสดงหลักฐานให้ชัดเจนว่าตรงไหนเป็นส่วนที่ตัดต่อ

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุ ประธานรัฐสภาลงนามหนังสือส่งศาลรัฐธรรมนูญเรื่องแก้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. แล้ว

3 ต.ค. 56  –   เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผย ประธานรัฐสภา ลงนามในหนังสือส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม แล้ว ด้านเลขาธิการวุฒิสภา คาดในส่วนวุฒิสภาจะแล้วเสร็จภายในวันนี้

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงนามส่งหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่มีสมาชิกรัฐสภาใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) ขอส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราว่าด้วยที่มาของสว. ขัดหรือแย้ง หรือเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้ว

ส่วนเรื่องที่จะต้องส่งไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้รับทราบนั้น ส่วนตัวมองว่า ขณะนี้นายกฯได้ส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้ว ดังนั้น เรื่องการใช้สิทธิ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) ของสมาชิกรัฐสภาคงไม่มีผลอะไร

ขณะที่ นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา กล่าวว่า กระบวนการของวุฒิสภา ที่มีสมาชิกรัฐสภายื่นเรื่องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) ต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภานั้น คาดว่าจะส่งเรื่องไปตามหน่วยงานที่กำหนดไว้ ภายในวันนี้ (3ต.ค.)

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง

คณะกรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎร เผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

4 ต.ค. 56  – ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เผย ความคืบหน้ากรณีจัดซื้อจัดจ้างนาฬิกาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุ ทีโออาร์เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท พร้อมเผยเตรียมยื่นให้คณะกรรมการ ปปช. ตรวจสอบต่อไป

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีการจัดซื้อจัดจ้างนาฬิกาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวใกล้เสร็จแล้ว โดยเชื่อว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้พบการกำหนดทีโออาร์ ได้ระบุว่า ผู้ที่จะยื่นซองประกวดราคาต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจและติดตั้งระบบนาฬิกา แต่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ได้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับนาฬิกา เป็นบริษัทรับติดตั้งระบบอิเลคทรอนิคส์ และพบว่าบริษัทที่เข้าร่วมยื่นซองประกวดราคาครั้งนี้มีการฮั้วกัน โดยมีการนำเอกสารของอีกบริษัทที่เข้าร่วมยื่นซองประกวดราคา มาใช้แทนกันในการยื่นเสนอราคา กรรมาธิการฯ จึงเชื่อว่า การเขียนทีโออาร์ครั้งนี้มีการเอื้อประโยชน์ ไม่ให้มีการแข่งขันกัน

นายวิลาศ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมาธิการเตรียมจะยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป นอกจากนี้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่า การกระทำครั้งนี้ทำให้สภาผู้แทนราษฎรเสื่อมเสีย จึงเตรียมเข้าชื่อกันเพื่อส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบในนามของ ส.ส.อีกทางหนึ่งด้วย

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง

ประธานรัฐสภา มีคำสั่งประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 11 ต.ค.นี้

6 ต.ค. 56  – ประธานรัฐสภา มีคำสั่งนัดประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 11 ตุลาคม นี้ โดยมีวาระสำคัญเรื่องการให้ความเห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทย-จีน

นายสมศักดิ์  เกียรติสุรนนท์  ประธานรัฐสภา มีหนังสือเชิญประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 11 ตุลาคม โดยมีระเบียบวาระสำคัญ คือ การขอความเห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กับราชอาณาจักรไทย

ในการเริ่มใช้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รัฐบาลแห่งสหภาพเมียนม่าร์ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ฯ ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมจะเสนอเลื่อนมาพิจารณาเป็นวาระแรก

นอกจากนี้ มีเรื่องแจ้งต่อที่ประชุม เรื่องรับทราบการทบทวนแหล่งเงินกู้สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่ – บางซื่อ) ระยะที่ 3 ขณะที่เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วก็มี วาระร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190) และร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 68 และมาตรา 237) ตามลำดับ

ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง













 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หลัง 14 ตุลา: อุเชนทร์ เชียงเสน ความคิดและปฏิบัติการ "นักกิจกรรมทางการเมือง" ปัจจุบัน

Posted: 06 Oct 2013 06:45 AM PDT

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา ในการจัดสัมมนา "หลัง 14 ตุลา" ซึ่งจัดโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร่วมกับ คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เป็นวันแรกที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์นั้น

ในช่วงเช้า อุเชนทร์ เชียงเสน ได้นำเสนอบทความหัวข้อ "ประวัติศาสตร์ "การเมืองภาคประชาชน": ความคิดและปฏิบัติการของ "นักกิจกรรมทางการเมือง" ในปัจจุบัน" (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) โดยวิดีโอการนำเสนอของ อุเชนทร์ เชียงเสน มีรายละเอียดดังนี้

คลิปการนำเสนอของ "อุเชนทร์ เชียงเสน" หัวข้อ "ประวัติศาสตร์ "การเมืองภาคประชาชน": ความคิดและปฏิบัติการของ "นักกิจกรรมทางการเมือง" ในปัจจุบัน"

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวีประชาไท: ใคร?

Posted: 06 Oct 2013 05:57 AM PDT

หกตุลาฯ สองห้าหนึ่งเก้า น่าเศร้าจิต
ใครทำผิด คิดร้าย ให้ราษฎร์เศร้า
ใครยุยง ปลุกปั่น  ใครหูเบา
ใครบุกเข้า  ยึดธรรมศาสตร์ กราดปืนยิง

ใครบอกว่า  ข้าราษฎร์ อุกอาจหมิ่น
ใครลืมสิ้น  ลูกหลานไทย ทั้งชาย หญิง
ใครเล่ห์ลิ้น ปลิ้นปล้อน กะล่อนจริง
ใครสั่งยิง คนไทย ใครเผาคน

เผากลางเมือง ทั้งเป็น เห็นทั้งโลก
วิปโยค  โศกแสน  ทั่วแดนฉงน
ทั้งข่มขืน  ทั้งเข่นฆ่า  จลาจล
ศพเกลื่อนล้น  เลือดละเลง  ธรรมศาสตร์

ใครว่าแกว  เข้ามา ก่อกวนบุก
ใครหนอรุก  สถานศึกษา  ด้วยอาฆาต
ใครว่าซ่อนปืนไว้  ใครประกาศ
ใครรักชาติ สั่งให้ฆ่า ประชาชน 

ผ่านมานาน  หลายปี วันนี้รู้
ใครเป็นผู้ บงการ  ใครพาลล้น
ใคร เหล่านั้น  วันนี้  ใกล้จำนน
สามสิบเจ็ดปี  ความหมองหม่น  ยังมิคลาย...

.......................................
                                       กฤษณะ   ฉายากุล 
                                       ๖  ตุลาคม  ๒๕๕๖

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เก็บความเสวนา หลัง 14 ตุลา: ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและการพัฒนาประชาธิปไตย

Posted: 06 Oct 2013 01:48 AM PDT

ภาณุวัฒน์ พันธุ์ประเสริฐ มองบทบาทกองทัพกับการพัฒนาประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา ขณะพุฒิพงศ์ มานิสสรณ์ สำรวจสถานะและผลทางกฎหมายของการใช้กำลังทหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ: จาก 6 ตุลา 19 ถึง 19 กันยา 49

ภาณุวัฒน์ พันธุ์ประเสริฐ จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เสนอหัวข้อ กองทัพไทยกับการพัฒนาประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา


เขาออกตัวว่า เขาไม่ได้รับการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ในประเทศไทยเลย ดังนั้น มุมมองและการเรียนรู้ของเขามาจากการศึกษาเอาเอง โดยเขาเริ่มเปิดจากภาพของวอยซ์ทีวีที่ เชิญสนธิ บุญยรัตกลินมาออกรายการ เมื่อครบรอบการรัฐประหาร 19 กันยา ซึ่งเป็นภาพที่ตลก เพราะหลายคนก็ลืมสนธิไปแล้วว่าเขาคือหัวหน้าคณะรัฐประหาร และเป็นคนสำคัญพอที่จะเชิญมาออกรายการในโอกาสครบรอบ 19 กันยา เพราะภาพที่คนนึกถึงรัฐประหาร 19 กันยาไม่ได้นึกถึงตัวหัวหน้าคณะรัฐประหารแล้วแต่นึกถึงคนอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนสนธิ กลายเป็นใครไปแล้วก็ไม่รู้ กลายเป็นคนไม่สำคัญไปแล้ว นี่ทำให้เขาหลงทางในการศึกษา และรู้สึกว่าการศึกษาบทบาททหารในการเมืองไทยโดยเอาทหารเป็นพระเอก หรือเอาทหารเป็นจุดสนใจของเรื่องอาจจะใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบันนี้ เพราะทหารคงไม่ใช่พระเอกที่ทำอะไรโดยตัวเอง แต่ไปเกี่ยวข้องหรือถูกใช้จากคนอื่น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาของเขายังคงเอาทหารเป็นตัวเดินเรื่อง และมองว่าทหารไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ งานศึกษาของเขาทดลองนำเสนอ 2 ประเด็น

ประเด็นแรก ทฤษฎีทหารกับประชาธิปไตย ทหารสามารถแทรกแซงให้เกิดผลบวกกับประชาธิปไตยได้หรือไม่ เขากล่าวถึงทฤษฎีทหารในการเมืองทั่วไป คือแบบที่เป็นอยู่ทั่วโลก โดยประเด็นหลักคือ ปกติแล้วเมื่อเรานึกถึงบทบาททหารในการเมือง หรือแทรกแซงในการเมืองเมื่อไหร่จะถูกมองว่าเป็นผลลบต่อประชาธิปไตยโดยทันทีแทบจะเป็นอัตโนมัติ โดยไม่พิจารณาอะไรอื่นเลย

เขายกตัวอย่างนายพลปิโนเช ของชิลี และพลเอกตานฉ่วย ของพม่าที่เข้ามาแทรกแซงการเมืองและสร้างผลร้ายต่อประชาธิปไตยในประเทศ อย่างไรก็ตาม ก็มีประเด็นที่ทำให้เราต้องกลับมาฉุกคิดอีกครั้งว่าทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองเป็นผลร้ายต่อประชาธิปไตยเสมอไปนั้น อาจจะไม่ใช่ข้อสรุปที่จริงทุกครั้งไป

เหตุการณ์ที่กระตุกให้คิดขึ้นมาคือเหตุการณ์ที่กองทัพอียิปต์เข้ามามีอำนาจการเมืองหลังการลุกฮือของประชาชนในกระแสอาหรับสปริง มูบารักลงจากตำแหน่งหลังถูกต่อต้านอย่างหนัก แต่คนที่มาแทนมูบารักไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นกองทัพอียิปต์ที่เข้ามา "ดูแลประเทศ" ดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่ตอนนั้นกระแสชาวโลกมองเหตุการณ์นี้ของอียิปต์โดยไม่ได้มองว่ามันคือการรัฐประหารหรือเป็นอะไรที่เลวร้าย แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ถูกใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คาดว่าจะทำให้ประชาธิปไตยในอียิปต์เดินหน้าต่อไป สิ่งนี้ทำให้ต้องคิดว่าการที่ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองก็สามารถเป็นผลบวกต่อประชาธิปไตยก็ได้

อียิปต์เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง 2 ปีต่อมา และคราวนี้หนักกว่าครั้งแรกเพราะโค่นล้มผู้นำจากการเลือกตั้ง และถูกวิจารณ์อย่างหนัก


 

ประเด็นที่ 2 ทหารกับการพัฒนาประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา เขากล่าวว่า Democratization หรือการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น คือการศึกษาการเปลี่ยนแปลงจากสภาพสังคมก่อนจะเป็นประชาธิปไตยแล้วนำไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างไร ผ่านขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างไรบ้าง โดยมีสามช่วงเวลาหลัก คือ สภาพก่อนประชาธิปไตย สภาวะเปลี่ยนผ่าน และขั้นตอนการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบอบประชาธิปไตย

เขาเห็นว่าต้องสนใจกองทัพและนับรวมกองทัพเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพัฒนาการประชาธิปไตย เพราะกองทัพเป็นองค์กรที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นผู้ที่ผูกขาดความรุนแรงในนามของรัฐ เป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่ง มีระเบียบวินัย มีระบบการบังคับบัญชาชัดเจน ทำให้แตกต่างจากสถาบันอื่นๆ ที่เป็นสถาบันพลเรือน และกองทัพมีลักษณะรักพวกพ้อง มีความรักและภูมิใจในความเป็นทหาร ภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของตัวเอง

สิ่งที่สังคมที่อยากจะเป็นประชาธิปไตยควรจะสนใจคือ การจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับพลเรือน ว่าจะทำอย่างไรให้กองทัพสามารถเป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยมากที่สุด ไม่หันมาล้มล้างรัฐบาลและทำให้ประชาธิปไตยสิ้นสุดลง

แนวคิดด้านความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหาร มีทฤษฎีความสัมพันธ์ที่จะทำให้ไม่เกิดการรัฐประหารหรือเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองโดยทหารว่า

ประการแรกคือ สังคมจะเป็นประชาธิปไตยได้ พลเรือนต้องเป็นใหญ่ คือ Civilian Supremacy ถ้าสังคมไหนไม่มีสิ่งนี้อยู่ สังคมนั้นยังไม่เป็นประชาธิปไตย

ประการที่ 2 คือ การแยกทหารออกจากการเมือง (Military professionalism) ซึ่งเป็นข้อเสนอของแซมมูเอล ฮันติงตัน คือหลักความเป็นมืออาชีพของทหาร คือความเชื่อว่าทหารกับรัฐบาลพลเรือนมีหน้าที่คนละอย่างกัน ขณะที่ทหารมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รัฐบาลพลเรือนมีหน้าที่บริหารประเทศ และต่างคนต่างมีปริมณฑลแยกกันโดยสิ้นเชิง ถ้าสภาพนี้เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ดีต่อประชาธิปไตย เพราะถ้าทหารเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาสนใจการทำหน้าที่ของตัวเองไม่มีใครไปก้าวก่ายก็จะทำให้ทหารไม่มีเวลามาสนใจเหตุการณ์บ้านเมือง และถ้าทหารไม่สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองก็จะไม่มีความอยากมาแทรกแซงปริมณฑลของเหตุการณ์บ้านเมือง รัฐบาลก็จะอยู่ด้วยความปลอดภัยจากการแทรกแซงของทหาร

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่า ข้อเสนอของฮันติงตันไม่สามารถใช้ได้ทุกประเทศ ในบางบริบทประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีสภาพอย่างหนึ่งคือ สถาบันพลเรือนไม่มีความเข้มแข็งพอ อาจจะเป็นเพราะเพิ่งได้รับเอกราชภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือเพิ่งเป็นประชาธิปไตยหลังเผด็จการอันยาวนาน สภาพเช่นนั้นเป็นอุปสรรคต่อการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยแบบนี้ ทหารควรเข้ามาดูแลปกครองประเทศไปก่อนระยะหนึ่ง เทียบได้กับกรณีอียิปต์หลังมูบารัก ภารกิจทหารบางครั้งต้องยอมรับว่าต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมืองบ้าง

นี่เป็นประเด็นที่อาจจะสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับหลายๆ คน ถ้าจะบอกว่า บางทีการมีบทบาททางการเมืองของทหารก็เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทฤษฎีหลายๆ ทฤษฎี แต่การมองว่ากองทัพเป็นผลลบต่อประชาธิปไตยนั้นอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ซึ่งการมองเช่นนี้น่าจะเป็นประโยชน์กว่าการมองโลกเป็นขาว-ดำ แบบหยาบๆ

ในไทยเองก็มีการศึกษาบทบาททหารในฐานะที่ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย โดย นรนิติ เศรษฐบุตร ในต่างประเทศมีงานเขียน เช่น The Military as the Guardian of Constitutional Democracy มองว่าทหารสามารถเป็นผู้พิทักษ์ ในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย สร้างระเบียบให้สังคม ลดความขัดแย้ง และนำพาไปสู่ประชาธิปไตยได้

อีกบทความ คือ The Democratic Coup d'Etat การรัฐประหารทำได้ โดยเงื่อนไข 7 ประการคือ หนึ่ง ทำรัฐประหารเพื่อล้มเผด็จการ, สอง เป็นการรัฐประหาร หลังประชาชนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเผด็จการอย่างยาวนาน, สาม หลังจากการชุมนุมอันยาวนาน เผด็จการไม่ลงจากอำนาจ, สี่ กองทัพเป็นที่ศรัทธาของสังคม, ห้า กองทัพเป็นผู้ก่อรัฐประหาร, หก หลังรัฐประหารแล้วมีการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม และ เจ็ด กองทัพสิ้นสุดอำนาจและคืนอำนาจให้รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง โดยผู้เขียนได้ยกตัวอย่างประกอบ คือ อียิปต์ ตุรกี และ การปฏิวัติดอกคาร์เนชั่นที่โปรตุเกส ปี 1974

วิเคราะห์บทบาททหารไทยกับการพัฒนาประชาธิปไตย เขาพบว่ามีงานของพอล แชมเบอร์ที่ศึกษาในทำนองนี้มาก่อนโดยประเมินว่าช่วงไหนทหารมีบทบาทสูง ช่วงไหนมีบทบาทต่ำ แต่ตัวเขาพยายามมองบทบาทของทหารโดยอิงเข้ากับทฤษฎีการพัฒนาประชาธิปไตย โดยดู 3 ด้านทางการเมือง คือ

หนึ่ง ด้านการกำหนดตัวกลุ่มผู้นำประเทศ เฉพาะหลัง 14 ตุลามาจนถึงปัจจุบัน ในทางบวก พบว่า ทหารยอมถอยอำนาจจากยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ในด้านลบ มีการรัฐประหารหลายครั้ง ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองบางพรรค มี ส.ว. สรรหา และหนุนรัฐบาลพลเรือนบางฝ่ายไม่หนุนอีกฝ่าย กรณีที่ชัดเจนคือไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในการสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ แต่กลับออกมาปราบคนเสื้อแดง การรัฐประหาร 2549 เป็นการรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยหรือเปล่า เขาชี้ว่าไม่ใช่เพราะมันต้องเป็นการโค่นล้มเผด็จการ ซึ่งทักษิณไม่ได้เป็นเผด็จการแต่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกว่า 19 ล้านเสียง

สอง ด้านการกำหนดนโยบายสาธารณะ ในทางบวก ทหารไทยใช้ศักยภาพ และทรัพยากรของกองทัพเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ขณะที่ในด้านลบ ทหารมีบทบาทอย่างสูงในอดีต และปัจจุบัน ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เราก็สามารถกล่าวได้ว่า ทหารก็ยังพร้อมที่จะต่อต้านนโยบายที่ขัดประโยชน์ของตน เช่น ทหารยังคงได้งบประมาณเยอะมาก เป็นเพราะว่ารัฐบาลรู้ว่าทหารจะต่อต้านใช่หรือไม่ถ้าไปตัดงบทหาร หรือกรณีที่รัฐบาลพยายามเล่นงานฝ่ายที่ปราบปราม นปช. ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เล่นงานทหาร แต่เล่นงานเฉพาะสุเทพ และอภิสิทธิ์ เพราะรัฐบาลรู้ว่าถ้าเล่นงานทหารก็จะถูกต่อต้าน

สาม ด้านความมั่นคงภายใน จะเป็นประชาธิปไตยได้พลเรือนต้องเป็นคนกำหนดเป้าหมาย ขอบเขตภารกิจ และงบประมาณ ในด้านบวก ทหารไทยเคยทำการเป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยโดยการต่อต้านภัยคุกคามต่างๆ ทำในฐานะที่ตัวเองเป็นใหญ่ในบางยุค และในฐานะที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลพลเรือนในบางยุค

ขณะที่บทบาทในทางลบ คือ กอ.รมน. มีประวัติด้านการรักษาความมั่นคงภายใน แต่คำถามคือไทยปัจจุบันเผชิญความมั่นคงอะไรบ้าง ความมั่นคงถูกตีความอย่างกว้าง และขัดต่อหลักประชาธิปไตย เช่น รวมถึงการปกป้องสถาบัน และขยายอำนาจด้านความมั่นคงเพื่อปราบปรามคนต่อต้านสถาบัน ซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย

000


หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
ภาพโดย pittaya (CC BY 2.0)
 

พุฒิพงศ์ มานิสสรณ์ นำเสนอหัวข้อ สถานะและผลทางกฎหมายของการใช้กำลังทหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ: จาก 6 ตุลา 19 ถึง 19 กันยา 49

สถานะและผลทางกฎหมายของการใช้กำลังทหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ เมื่อพูดว่าเป็นการรัฐประหารแล้วมักจะคิดว่าเป็นการใช้กำลังของกลุ่มบุคคลเพื่อล้มล้างรัฐบาลและถือครองอำนาจรัฐแทน ซึ่งทำให้โน้มเอียงไปในทางที่เข้าใจว่าเป็นการใช้กำลัง ทั้งที่จริงๆ แล้วสามารถใช้กับกรณีที่อาศัยกลไกตามรัฐธรรมนูญ

กรณีเหล่านี้ได้แก่ การที่องค์การตามรัฐธรรมนูญบางองค์กรที่ใช้อำนาจบิดผันรัฐธรรมนูญให้มีผลทางกฎหมายและดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เป็นการรัฐประหารในรัฐธรรมนูญ

ประเด็นต่อมา การรัฐประหารที่ใช้กำลังทหาร โดยเป็นผลสำเร็จ จากการศึกษา หลัง 14 ตุลา มีการรัฐประหารสำเร็จ 4 ครั้ง

ในทางกฎหมายแล้วมีประเด็นน่าพิจารณาคือเมื่อเกิดการรัฐประหารแล้วจำเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในทางกฎหมายไม่จำเป็นที่จะต้องล้มเลิกรัฐธรรมนูญไป เช่นกรณี 2500

อีกประเด็น รัฐประหารสำเร็จคืออะไร คือต้องเป็นการกระทำที่สมบูรณ์ ประชาชนเชื่อฟัง แม้จะเป็นคำสั่งของผู้ปกครองมาจากรัฐประหาร แต่ตัดสินใจยากมาก ว่าเมื่อไหร่ที่จะเรียกว่ารัฐประหารสำเร็จแล้ว เช่น เมื่อคณะรัฐประหารออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 แล้ว หรือไม่

งานของเขา พิจารณาสถานะทางกฎหมายของประกาศหรือคำสั่ง เมื่อคณะรัฐประหารทำรัฐประหารสำเร็จ ยึดอำนาจมา และใช้อำนาจไปในการต่างๆ เช่น การรักษาความสงบ และบริหารราชการแผ่นดิน และป้องกันรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารกลับมามีอำนาจ เรามักพบรูปแบบของประกาศและคำสั่ง

ในชั้นต้นพิจารณาได้ว่าแถลงการณ์ ประกาศและคำสั่งที่แยกได้เป็นสองแบบ คือแบบที่มีผลทางกฎหมาย เช่น ประกาศและคำสั่ง กับอีกแบบคือไม่มีผลในทางกฎหมาย เช่น แถลงการณ์

เป็นที่ทราบกันดีว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาใช้อำนาจ การใช้อำนาจของทหารจึงมีลักษณะผิดกฎหมาย ดิบเถื่อน เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่เกิดขึ้น จึงต้องพยายามทำให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร จึงหันมาใช้กฎหมายตามวาทกรรมว่าด้วยนิติรัฐ

นับจาก 6 ตุลา ถึง 19 กันยา ระยะเวลาการครองอำนาจของคณะรัฐประหารต่างๆ มีเวลาที่ต่างกันไป มีระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ ส่งผลให้จำนวนประกาศและคำสั่งมีจำนวนลดลง เช่นก่อน 14 ตุลา มีรัฐประหาร 20 ต.ค. 2501 มีประกาศและคำสั่งร้อยกว่าฉบับ หรือ 17 พ.ย. 2514 ก็มีประกาศและคำสั่งถึง 300 ฉบับ แต่หลังจากนั้น จำนวนเวลาครองอำนาจสั้นลง ส่งผลให้ประกาศและคำสั่งน้อยลงไปด้วย เช่น กรณี 6 ตุลา มี 70 กว่าฉบับ หรือ 19 กันยา มีเพียงแต่ 60 กว่าฉบับ

ทั้งนี้ สันนิษฐานว่าจำนวนระยะเวลาที่ครองอำนาจน้อยลง เพราะภายหลัง 14 ตุลา เกิดการขยายตัวของพลังประชาธิปไตยและมีการลงหลักปักฐานของระบอบรัฐสภามากขึ้น

สถานะทางกฎหมายของประกาศและคำสั่งแบ่งได้เป็นสองหัวข้อย่อย

หนึ่ง กรณีที่มีการรับรองความสมบูรณ์ พบได้โดยการรับรองโดยองค์กรตุลาการและนิติบัญญัติ และรัฐธรรมนูญประเภทนี้ล่าสุดคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2549 ก็ได้รับการรับรองไว้ ซึ่งน่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้การรับรองความชอบด้วยกฎหมายรับรองเพียงแค่ให้ประกาศและคำสั่งมีความชอบด้วยกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2549 มาตรา 36 ได้รับการรับรองย้อนหลังไปก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวด้วย เกิดจากการแก้ปัญหาที่ศาลฎีกา 913/2536 ซึ่งศาลฎีกาพยายามควบคุมการใช้ประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารโดยชี้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ในรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 222 ก็เป็นครั้งแรกที่มีการรับรองประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารให้รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อมา หลังรัฐประหาร 19 กันยา รัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีการรับรองอีกครั้งว่าประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการกระทำต่างๆ ของคณะรัฐประหารว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
การบัญญัติเช่นนี้ทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ทำให้ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถตรวจสอบประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

โดยสรุป องค์กรตุลาการมีท่าทีในทางรับรองความชอบธรรมขณะที่คณะรัฐประหารก็มีเทคนิคที่จะทำให้ได้รับความชอบธรรมและได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ และในทางเนื้อหาก็ยังพัฒนาไม่ให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารด้วย

องค์กรตุลาการ เป็นองค์กรที่ยืนยันว่าคำสั่งและประกาศสามารถใช้ได้ ทั้งนี้ แต่ก่อนบทบาทนี้อยู่กับศาลยุติธรรม โดยบทบาทที่สำคัญอยู่ที่ศาลฎีกาที่วางแนวบรรทัดฐาน อาทิ ฎีกาที่ 45/2496, ฎีกา1662/2505
ตัวอย่างฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496

"คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ การบริหารประเทศชาติในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติ เพื่อบริหารประเทศชาติต่อไป มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งด้วยความสงบไม่ได้..."

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็มีแนวทางใกล้เคียงกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัย 5/2551 ในแนวทางรองรับอำนาจรัฐประหาร

กล่าวโดยสรุปคือองค์กรตุลาการรองรับความสมบูรณ์ของอำนาจคณะรัฐประหาร ทำให้สถานะประกาศและคำสั่งมีสภาพบังคับตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังยอมรับองค์กรต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยอำนาจรัฐประหาร เช่น คตส. เป็นต้น

กรณีต่อต้านอำนาจรัฐประหารนั้น พบจากกรณี คำวินิจฉัยส่วนตนของ กีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ประเด็นต่อมาคือการนิรโทษกรรม ก่อนหน้า 19 กันยายน 2549 เป็นการนิรโทษกรรมโดยองค์กรอื่น แต่รัฐประหาร 19 กันยา ผู้ทำรัฐประหารได้นิรโทษกรรมตัวเอง

กล่าวโดยสรุป มีข้อสังเกต 2 ข้อที่สำคัญ ประการแรก การรับรองความสมบูรณ์ของประกาศคณะรัฐประหาร คือการรับรองความสมบูรณ์โดยศาล โดยการนำมาใช้ และสองคือ รองรับอำนาจหน้าที่องค์กรที่จัดตั้งโดยประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหาร ทำให้น่าพิจารณาต่อไปว่าแท้จริงแล้วการรัฐประหารไม่ได้สิ้นสุดลงที่คณะรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลลง แต่มีผลต่อเนื่องมาในกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่สิ้นสุด และการที่องค์กรตุลาการนำประกาศและคำสั่งมาใช้ ถือว่าเป็นองค์กรที่ทำให้วัตถุประสงค์ของการรัฐประหารนั้นบรรลุไปด้วย และที่ผ่านมาส่วนมากแล้วประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหาร ที่ปรากฏขึ้นในความเป็นจริงมีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อตรวจสอบคำสั่งและประกาศเหล่านั้นมาปรับปรุงและประกาศใช้ต่อไป

ทั้งนี้ มีกรณีที่นิติราษฎร์ได้เสนอให้ล้มล้างผลพวงของคำสั่งและประกาศโดยรัฐประหาร

เขาเห็นว่าแม้ว่าการรัฐประหารจะเป็นปรากฏการณ์ที่มีผลสำคัญทางการเมือง แต่ผลที่ตามมาทางกฎหมายนั้นได้แฝงเร้นอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ
 

 

หมายเหตุ

การสัมมนา "หลัง 14 ตุลา" จัดโดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร่ามกับ คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์
ในวันที่ 5-6 ตุลาคม 2556 ณ ห้องประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ดูกำหนดการที่ http://prachatai.com/activity/2013/09/48526

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนงานเย็บผ้าชัยภูมิ แจ้งความนายจ้างเบี้ยวค่าแรง แฉกลยุทธ์ใหม่บีบเข้า ‘กลุ่มอาชีพ’

Posted: 06 Oct 2013 01:47 AM PDT

อดีตคนงานบริษัทเอ็มแคพไอราวัณ 40 คน เข้าแจ้งความครั้งที่ 3 เหตุนายจ้างปิดโรงงานไม่จ่ายค่าชดเชย-ค้างจ่ายค่าแรง 'จิตรา' เผยมีการบีบให้คนงานเปลียนเป็น'กลุ่มอาชีพ'แทนลูกจ้าง รับงานได้ค่าจ้างรายชิ้นแทนค่าแรง 300

วานนี้(5 ต.ค.56) ที่สถานีตำรวจภูธรหนองบัวโคก จ.ชัยภูมิ อดีตคนงานตัดเย็บเสื้อผ้าบริษัทเอ็ม แคพ ไอราวัณ 40 คน เดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีที่นายจ้างเลิดจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และค้างจ่ายค่าจ้าง หลังจากที่ตำรวจดำเนินการประสานงานไกล่เกลี่ย ฝ่ายบุคคลได้นัดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 9 ต.ค.นี้

นางไพรรัตน์ ทวีลาภ อดีตคนงานบริษัทเอ็ม แคพ ไอราวัณ ซึ่งเริ่มทำงานตั้งแต่เปิดบริษัทใหม่ๆ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว กล่าวว่า เดินทางมาแจ้งความครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ฝ่ายบุคคลของบริษัทจึงนัดให้มารับค่าจ้างที่ค้างจ่ายในที่ 9 ต.ค.นี้ โดยที่โรงงานปิดกิจการเลิกจ้างคนงานกว่า 100 คน ตั้งแต่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าขาดทุน และค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือน ส.ค. ขณะที่ตอนนี้โรงงานที่ปิดตัวลงก็มีทหารมาเฝ้า 6 คน

นางไพรรัตน์กล่าวต่อว่า ค่าชดเชยที่นายจ้างไม่ยอมจ่ายให้นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปร้องต่อแรงงานจังหวัด ซึ่งเหตุเกิด 1 เดือนแล้ว เจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดนั้นทราบเรื่องแต่ก็ไม่มีการดำเนินการแต่อย่างไร จึงติดต่อให้จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ช่วยประสานกับทางกระทรวงเพื่อดำเนินการต่อไป

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเอ็ม แคพ ไอราวัณ นางไพรรัตน์ให้ข้อมูลว่า บริษัทนี้ตั้งขึ้นเมื่อ 20 เม.ย.49 อยู่ที่หนองบัวโคก อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งออกให้กับยื่ห้อดัง เช่น Nike(ไนกี้) adidas(อาดิดาส) แกรนสปอร์ต Kappa (แคปป้า) ห่านคู่ เป็นต้น

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าในส่วนของการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทนั้นจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และจะให้คนงานเดินทางมาร้องเรียนด้วยตัวเอง เนื่องจากคนงานไม่เชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัด ที่ไม่ดำเนินการใดๆ แม้จะมีการร้องขอจากคนงานไปตั้งแต่ 1 เดือนที่แล้ว นอกจากนี้จากการสอบถามคนงานที่ถูกเลิกจ้างพบว่า หลังจากที่ปิดโรงงาน หน่วยงานของรัฐในท้องที่ได้พยายามเสนอแนะให้คนงานที่ถูกเลิกจ้างไปจดทะเบียนเป็นกลุ่มอาชีพตามนโยบายของรัฐ โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทและรัฐดำเนินการจดทะเบียนให้ แล้วให้คนงานกลับเข้าทำงานเหมือนเดิมหลังจากบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโกเด้นทอง จากที่เคยได้ค่าแรง 300 บาท คนงานเหล่านั้นก็จะกลายสภาพเป็นผู้รับงานมาทำตามกลุ่มอาชีพและได้ค่าตอบแทนตามชิ้นงาน แต่เนื่องจากคนงานไม่ยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้จึงเรียกร้องให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างและค่าแรงที่ค้างจ่าย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รอบโลกแรงงานกันยายน 2556

Posted: 05 Oct 2013 09:15 PM PDT

1 ก.ย. มาเลเซียปราบปรามลักลอบเข้าเมือง

1 ก.ย. 56 - ปฏิบัติงานกวาดล้างแรงงานต่างด้าว ไม่พึงประสงค์ทั่วประเทศเริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้าวันอาทิตย์ ทางการสามารถจับกุมแรงงานเถื่อนได้ 71 คนในจำนวนนี้เป็นชาย 60 คน และหญิง 11 คนส่วนใหญ่มาจากบังกลาเทศ อินโดนีเซีย พม่า และเนปาล ทั้งหมดถูกจับในข้อหาไม่มีเอกสารเข้าเมือง ปลอมแปลงใบอนุญาตทำงาน หรือพักอาศัยในประเทศนานเกินกำหนด  ปฏิบัติการกวาดล้างแรงงานเถื่อนครั้งนี้ นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุด โดยในระยะแรกจะดำเนินการไปจนถึงปลายปีนี้ ซึ่งทางการตั้งเป้าจะกวาดล้างแรงงานเถื่อนให้ได้ราว 400,000 คน ผู้ที่ถูกจับกุมได้จะถูกเนรเทศทันที ขณะที่นายจ้างอาจถูกปรับและจำคุก  หรือทั้งจำและปรับ

คนงานเหมืองแอฟริกาใต้ 8 หมื่นผละงานประท้วง

4 ก.ย.56 - คนงานเหมืองทองคำประมาณ 80,000 คน ในแอฟริกาใต้ ผละงานประท้วงเพื่อเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม แต่สหภาพคนงานเหมืองแห่งชาติ หรือเอ็นยูเอ็ม กลับลดข้อเรียกร้องลง โดยขณะนี้ เอ็นยูเอ็ม เรียกร้องขอขึ้นค่าแรงร้อยละ 10 ซึ่งเป็นการลดลงจากข้อเรียกร้องเดิมที่ขอให้เพิ่มค่าแรงถึงร้อยละ 60 สำหรับคนงานบางคน ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คนงานเหมืองเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอขึ้นค่าแรงเพียงร้อยละ 6 ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับระดับภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมทองคำของแอฟริกาใต้ เป็นหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่อุตสาหกรรมกลับมีแนวโน้มลดลงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมทองคำขาว ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องจากเหตุการณ์รุนแรงระหว่างการผละงานประท้วงเมื่อปีที่แล้ว

มีการประเมินว่า การผละงานประท้วงของคนงานเหมืองครั้งนี้ อาจสร้างความเสียหายต่อแอฟริกาใต้มากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน จากการสูญเสียการผลิต ส่วนเจ้าของเหมืองก็ออกมาเตือนว่า การผละงานประท้วงอาจนำไปสู่การปิดเหมืองทองคำ และเลิกจ้างงานหลายพันอัตรา หลังจากราคาทองตกต่ำ ส่วนค่าใช้จ่ายในการผลิตก็เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องขุดหาทองคำก็ลงลึกมากกว่าเดิม

หลายปีมาแล้ว แอฟริกาใต้เป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่สุดของโลก และรับผิดชอบการผลิตทองคำประมาณร้อยละ 68 ในปี 2513 แต่ขณะนี้ แอฟริกาอยู่ในอันดับที่ อยู่ที่ร้อยละ 6 ของผลผลิตทั่วโลก แต่การทำเหมืองยังคงเป็นภาคที่สำคัญที่สุดในเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้

แรงงานกัมพูชาประท้วงถูกไล่ออกยกแผง

5 ก.ย. 56 - คนงานในโรงงานผลิตเสื้อผ้า เอสแอล การ์เม้นท์ โพรเซสซิงของสิงคโปร์ ที่ผลิตสินค้าป้อนบริษัทเสื้อผ้าแบรนด์ดังทั่วโลก เช่น แก๊ป และเอชแอนด์เอ็ม ราว 4,000 คน เดินขบวนไปรวมตัวกันที่ศาลากลางกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เพื่อประท้วงที่โรงงานดังกล่าวได้ไล่คนงานออกไป 720 คน และยังสั่งพักงานอีกกว่า 5,000 คน เมื่อวันก่อน หลังจากคนงานเหล่านี้ได้ผละงานประท้วงสภาพแวดล้อมในการที่ย่ำแย่ก่อนหน้านี้เป็นเวลานานถึง 2 สัปดาห์

นายอาธ ธอน ประธานสหภาพแรงงานประชาธิปไตยเสื้อผ้ากัมพูชา กล่าวว่า ต้องการให้เจ้าของโรงงานให้คนงานกลับไปทำงาน แต่หากทางโรงงานต้องการปิดตัวลง ก็จะต้องจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ตัวแทนจากบริษัทเสื้อผ้าแบรนด์ดังกว่า 20 บริษัท ซึ่งกำลังประชุมลับถึงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากัมพูชาอยู่ในขณะนี้ เข้าให้ความช่วยเหลือแก่คนงานเหล่านี้ด้วย

ปัญหาค่าแรง มาตรการความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากัมพูชา เป็นปัญหาพิพาทที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในระยะหลังๆ โดยอุตสาหกรรมนี้ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีชาวกัมพูชาใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมนี้่ราว 650,000 คน ในอัตราเงินเดือนบวกค่าล่วงเวลาตกเดือนละราว 110 ดอลลาร์ (ราว 3,400 บาท)

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ชี้ว่ากัมพูชายังไม่ได้มีความคืบหน้าในการแก้สภาพปัญหาข้างต้น ทั้งในแง่ของสวัสดิภาพแรงงาน ความปลอดภัยและการใช้แรงงานเด็ก ขณะที่สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ห่วงว่าการประท้วงของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมนี้ จะทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานผลิตไปยังพม่า ลาวและอินเดีย ที่มีต้นทุนค่าแรงถูกกว่าแทน

ก.แรงงานของเยอรมนี สั่งห้ามนายจ้างโทรศัพท์ หรือส่งอีเมลนอกเวลาทำงาน ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน

6 ก.ย. 56 - สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า พนักงานและลูกจ้างบริษัทในเยอรมนีได้ยิ้มออกหลัง เมื่อวันที่ 6 ก.ย. กระทรวงแรงงานออกกฎระเบียบสั่งห้ามนายจ้างโทรศัพท์ หรือส่งอีเมลนอกเวลาทำงาน ยกเว้นมีเหตุ หรือ กรณีฉุกเฉิน โดย จะอนุญาตกรณีที่งานนั้นๆไม่สามารถดำเนินการในวันและเวลาทำการถัดไปได้ แต่ยังคงจำกัดจำนวนผู้เกี่ยวข้องและเวลาให้น้อยที่สุด นั่นเท่ากับว่า ระเบียบนี้จะทำให้ พนักงานไม่มีความผิดหรือได้รับโทษใดๆ หากปิดโทรศัพท์มือถือ หรือ ไม่ได้ตอบรับอีเมลนอกเวลาทำงาน

นางเออซูล่า ฟอน เดอ ไลเยน  รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ให้เหตุผลในการออกนโยบายนี้ว่า รัฐบาลเยอรมนีเป็นห่วงสุขภาพจิตของลูกจ้าง หรือ พนักงาน และถือเป็นหนึ่งในการลงทุน เพราะพนักงานจะเกิดความเครียดและตัดสินใจที่จะลาออกจากงานได้เสมอ

หลังจากกระทรวงแรงงานออกนโยบายใหม่นี้ บริษัทรถยนต์อย่าง โฟล์คสวาเกนก็หยุดการส่งต่ออีเมลงานหลังเวลาเลิกงานทันที ขณะที่ ด้าน BMW และบริษัทเครื่องกีฬา Puma ก็ออกมาชี้แจงว่า ทางบริษัทไม่ได้คาดหวังให้พนักงานรับโทรศัพท์หรือตอบอีเมล นอกเวลางานอยู่แล้ว

พนักงานนิวซีแลนด์ไม่คาดหวังจะได้ขึ้นเงินเดือน

7 ก.ย. 56 - จากผลสำรวจของ Website การจ้างงาน Seek.co.nz พบว่า 1ใน 3 ของแรงงานนิวซีแลนด์ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเป็นเวลา 2 ปี และส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ขึ้นเงินเดือน อย่างไรก็ตามจากการ สำรวจล่าสุดผู้บริโภคและธุรกิจเริ่มมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังไม่ส่งผลต่อค่าจ้างแรงาน โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเด่นชัดได้แก่ อุตสาหกรรมที่พักอาศัยและก่อสร้าง โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวร้อยละ 6 ทั่วประเทศ


แรงงานกัมพูชาได้กลับทำงานตามเดิม หลังจากมีการประท้วงจนทำให้นายจ้างต้องปีนหนีลงมาจากโรงงาน

7 ก.ย. 56 - แกนนำสหภาพแรงงานกัมพูชาเปิดเผยว่า คนงานทำเสื้อผ้าหลายร้อยคนที่ถูกเลิกจ้างจากโรงงานแห่งหนึ่ง ที่ผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์ดังอย่าง "แก๊ป" และ "เอชแอนด์เอ็ม" ต่างได้กลับเข้าทำงานตามเดิมแล้ว หลังจากมีการประท้วงจนทำให้นายจ้างต้องปีนหนีลงมาจากโรงงาน

คนงานประมาณ 4,000 คนเดินขบวนทั่วกรุงพนมเปญเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในการประท้วงการเลิกจ้างคนงานจำนวน 720 คนเพื่อตอบโต้การข่มขู่จากเจ้าของโรงงาน

แกนนำสหภาพแรงงานกัมพูชาเปิดเผยกับเอเอฟพีว่า แรงงานที่ถูกไล่ออกเหล่านี้ได้กลับเข้าทำงานตามเดิมแล้ว ขณะที่โรงงาน "เอสแอล การ์เมนท์ โพรเซสซิ่ง" ของสิงคโปร์ก็ได้ยกเลิกคำสั่งพักงานชั่วคราวพนักงานตำแหน่งอื่นจำนวน 5,000 คน

เขากล่าวว่า หลังจากที่มีการเจรจาเป็นเวลานาน บริษัทดังกล่าวก็ได้ตกลงที่จะยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างและให้คนงานทุกคนกลับมาทำงานตามปกติเมื่อวานนี้

อย่างไรก็ตาม โรงงานแห่งดังกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและระบุว่าคนงานเหล่านี้ถูกไล่ออกเนื่องจากการประท้วงของพวกเขาขัดต่อกฎหมายผู้จัดการโรงงานแห่งนี้ "นายฉิง เซ่า" ยืนยันว่าคนงานได้กลับมาทำงานตามเดิมแล้ว และตนยินดีที่ได้ทำงานร่วมกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในกัมพูชามีประเด็นข้อขัดแย้งเกี่ยวกับค่าจ้าง ความปลอดภัย และสถานภาพแรงงานในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าอยู่บ่อยครั้ง

มาเลเซียยัน ไม่ทบทวนมาตรการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวเถื่อน แม้ถูกวิจารณ์หนักละเมิดสิทธิมนุษยน

12 ก.ย. 56 - อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในของมาเลเซีย ยืนยันในวันพฤหัสบดี (12) ว่า รัฐบาลเสือเหลืองจะไม่ทบทวนมาตรการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่ ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
       
ฮามิดีแถลงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์โดยยืนยันว่า กระทรวงกิจการภายในมาเลเซีย(KDN) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลนโยบายด้านการอพยพเข้าเมืองและแรงงานต่างชาติ จะไม่มีการทบทวนแผนปฏิบัติการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายแบบปูพรมนาน 3 เดือน ที่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา
       
แม้มาตรการดังกล่าวซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักจากบรรดากลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน จะส่งผลให้แรงงานต่างด้าวเกือบ 500,000 คนซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาประกอบอาชีพเป็น "แม่บ้าน" จะต้องถูกเนรเทศออกนอกมาเลเซียก็ตาม
       
ตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ทางการมาเลเซียจะใช้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงตำรวจกว่า 135,000 คน กระจายกำลังกันเข้ากวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวเถื่อนทั่วประเทศ ก่อนนำไปควบคุมตัวและทำประวัติเพื่อรอการเนรเทศออกนอกประเทศ
       
แม้แรงงานต่างชาติมักไม่ค่อยถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาอาชญากรรมในมาเลเซีย แต่การมีอยู่ของแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารจำนวนมาก ได้เพิ่มความกังวลด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแดนเสือเหลืองโดยข้อมูลของทางการมาเลเซีย ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม มีการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ต้องสงสัยว่า มีส่วนพัวพันกับการก่ออาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ได้จำนวน 1,400 คน
       
ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งดึงดูดแรงงานต่างด้าวจากประเทศใกล้เคียงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ย่ำแย่กว่าอย่างอินโดนีเซีย บังกลาเทศ พม่า เวียดนาม และเนปาล

เหมืองถ่านหินถล่มในอัฟกานิสถานตายแล้ว 27 ศพ

15 ก.ย. 56 - สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลอัฟกานิสถาน เปิดเผยวันนี้ว่า เกิดเหตุเหมืองถ่านหินถล่มในภาคเหนือของอัฟกานิสถาน  ทำให้มีคนงานเหมืองเสียชีวิตไปอย่างน้อย 27 ศพ ขณะที่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงพยายามให้ความช่วยเหลือคนงานอีก 12 คนที่ติดอยู่ใต้ดิน โดยเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน รีบเร่งไปยังที่เกิดเหตุ หลังจากเหมืองถล่มในเขตห่างไกลของจังหวัดซามันกัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และศพของผู้เสียชีวิตถูกนำออกจากสถานที่เกิดเหตุแล้ว

โมฮัมหมัด เซดิค อาซีซี โฆษกผู้ว่าราชการจังหวัดซามันกัน กล่าวว่า มีคนงานเหมือง 27 คนเสียชีวิต ขณะที่พวกเขากำลังทำงานอยู่ที่เหมืองถ่านหินใต้ดิน ในเหมืองอับโกรัค เขตรูยี ดู อับ โดยพวกเขากำลังทำงานกันอยู่ในเหมืองเมื่อบางส่วนของเหมืองเกิดพังถล่ม ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังมุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม

ด้านโมซาดิกุลลาห์ มูซาฟารี รองหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของจังหวัดซามันกัน กล่าวว่า คนงานที่รอดชีวิต 4 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังมีอยู่ 12 คน ติดอยู่ใต้ดิน

'นิคมอุตฯแกซอง'เปิดทำการหลังปิด 5 เดือน

16 ก.ย. 56  - นักธุรกิจ และคนงานเกาหลีใต้กว่า 800 คน เดินทางข้ามพรมแดนกลับเข้าไปยังเขตนิคมอุตสาหกรรมแกซองในเกาหลีเหนือเช้าวันนี้ ทันทีที่นิคมเปิดทำการ หลังระงับไป 5 เดือน สืบเนื่องจากความความขัดแย้งกรณีเกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์และขีปนาวุธเมื่อต้นปี และการที่นิคมแห่งนี้เริ่มดำเนินการได้อีกครั้งถือเป็นสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
                           
บรรดาผู้จัดการบริษัทจะเร่งตรวจสอบสายการผลิตเพื่อให้กลับมาปฏิบัติงานได้อีกครั้งโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความวิตกว่า เกาหลีเหนือจะปิดนิคมอีกในอนาคตหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าจะสามารถสร้างรายได้ชดเชยเงินที่สูญเสียไปเกือบ 1 ล้านล้านวอน ช่วงที่นิคมถูกปิดตั้งแต่เม.ย.ได้หรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ดีใจที่สามารถกลับเข้าไปทำงานได้อีก
                           
กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ระบุว่า มีผู้จัดการและพนักงาน 820 คน เข้าไปในนิคมวันแรก ซึ่งถือว่ายังอยู่ในช่วงทดลอง และจะอยู่ค้างคืนกว่า 400 คน เพื่อดูแลสายการผลิต
                           
นิคมอุตสาหกรรมแกซอง มีโรงงานบริษัทเกาหลีใต้ 123 แห่ง ว่าจ้างพนักงานชาวเกาหลีเหนือ 53,000 คน และในช่วงที่เกิดความขัดแย้งกับเกาหลีใต้ รัฐบาลเกาหลีเหนือสั่งถอนคนงานของตนออกไปหมด
                           
แต่หลังจากสองฝ่ายเจรจากันหลายรอบ ก็สามารถบรรลุข้อตกลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับแผนเปิดนิคมตามปกติและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยอีก โดยสองฝ่ายตกลงตั้งคณะกรรมการร่วมชุดหนึ่งเพื่อกำกับดูแลนิคมและแก้ไขปัญหาต่างๆ และเกาหลีเหนือตอบรับข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ ที่จะให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในนิคมฯ ซึ่งเกาหลีใต้เชื่อว่า การมีนักลงทุนจากภายนอกเข้าไปลงทุน จะทำให้เกาหลีเหนือปิดนิคมได้ยากขึ้น หากความสัมพันธ์สองเกาหลีเสื่อมทรามลงอีกในอนาคต

รัฐวิสาหกิจต่อเรือเวียดนามปลดพนักงานอีกกว่า 14,000

19 ก.ย. 56 - บริษัทวีนาชิน ธุรกิจต่อเรือของรัฐที่ประสบปัญหาขาดทุน ได้ปลดพนักงานออกเกือบ 14,000 ตำแหน่ง ในระหว่างแผนปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อหนีจากภาวะล้มละลาย ผู้บริหารของบริษัทกล่าวกับผู้สื่อข่าววานนี้ (18)
       
จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. บริษัทวีนาชิน มีพนักงาน 26,242 คน โดยมากกว่า 8,000 คน ไม่มีงานให้ทำในระหว่างที่อุตสาหกรรมต่อเรือถูกแช่แข็ง แต่ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงดิ้นรนที่จะหาทุนเพื่อรักษากิจการเอาไว้
       
จากเหตุดังกล่าว ทำให้บริษัทวีนาชิน ตัดสินใจที่จะรักษาพนักงานไว้เพียงแค่ 8,000 คนเท่านั้น
       
ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานประกันสังคมของ จ.แค็งห์ฮว๊า รายงานว่า บริษัทในเครือของบริษัทวีนาชิน หลายรายล้มเหลวที่จะจ่ายเงินประกันสังคมให้แก่พนักงาน
       
นายเล หุ่ง จิงห์ รองผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคม จ.แค็งห์ฮว๊า กล่าวว่า บริษัทมีหนี้ประกันสังคมมูลค่ารวมมากกว่า 9,000 ล้านด่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท Cam Ranh Shipbuilding Co Ltd ติดหนี้ประกันสังคมสูงถึง 3,600 ล้านด่ง ขณะที่บริษัท Nha Trang Shipbuilding Co Ltd และ บริษัท Nha Trang Shipbuilding Industry Co ติดหนี้อยู่รายละ 2,000 ล้านด่ง และ 306 ล้านด่ง ตามลำดับ
       
บริษัทส่วนใหญ่เหล่านี้ล้มเหลวที่จะจ่ายเงินประกันสังคมเป็นเวลานาน 20-45 เดือน ขณะเดียวกัน หนี้สินของบริษัทเหล่านี้ก็ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่มาจากการชำระเงินล่าช้า
       
กิจการกว่า 902 แห่งที่ดำเนินการอยู่ใน จ.แค็งห์ฮว๊า ในตอนนี้มีหนี้ค้างชำระประกันสังคมรวมกว่า 52,000 ล้านด่ง ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมระบุว่า จะยื่นเรื่องลูกหนี้ 47 รายต่อศาล.

"แบล็คเบอร์รี" ประกาศเลิกจ้างพนักงานทั่วโลก 4,500 ตำแหน่ง

20 ก.ย. 56 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ว่าบริษัท "แบล็คเบอร์รี" ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชื่อดังจากแคนาดา ประกาศแผนปรับลดพนักงานทั่วโลก 4,500 ตำแหน่ง หรือ 40% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งพนักงานที่เข้าข่ายถูกปลดในครั้งนี้ ได้รับจดหมายแจ้งล่วงหน้าจากทางบริษัทแล้ว ดังนั้น ในอนาคตจะทำให้แบล็คเบอร์รีเหลือพนักงานอยู่ 7,000 คน

สาเหตุหลักที่ทำให้แบล็คเบอร์รีต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่อีกครั้ง มาจากผลประกอบการประจำไตรมาส 2 ของปีนี้ หรือระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. ที่ผ่านการประเมินเบื้องต้นแล้วว่า อาจขาดทุนระหว่าง 950-995 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 29,545-30,944 ล้านบาท ) สืบเนื่องมาจากยอดจำหน่าย "แบล็คเบอร์รี แซท 10" ที่ต่ำมาก ทั้งที่บริษัทหมายมั่นปั้นมือจะใช้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้แย่งส่วนแบ่งในตลาดจากซัมซุงและแอปเปิ้ล

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แบล็คเบอร์รีต้องเลิกจ้างพนักงาน เมื่อปีที่แล้วบริษัทปลดพนักงานทั่วโลกออกมากถึง 5,000 ตำแหน่ง

ขณะที่รายงานล่าสุดของบริษัทวิจัยด้านการตลาดชื่อดังอย่างไอดีซีเผยว่า ปัจจุบันแบล็คเบอร์รีมีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนโลกเพียง 3.7% ต่ำที่สุุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ขณะที่สมาร์ทโฟนซึ่งรองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ครองส่วนแบ่งในตลาดเกือบ 80%

แรงงานบังกลาเทศประท้วงขึ้นค่าแรง

22 ก.ย. 56 - สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบังกลาเทศ เปิดเผยว่า ตำรวจยิงกระสุนยาง และแก๊สน้ำตา เข้าใส่คนงานทอผ้าชาวบังกลาเทศหลายพันคนเมื่อวันอาทิตย์ ระหว่างการชุมนุมประท้วงวันที่ 2 เพื่อเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 3,000 บาทต้น ๆ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้ขว้างปาก้อนหินและก้อนอิฐเข้าใส่โรงงานท่อผ้าหลายแห่งในเขตคาเลียโคอีร์ นอกกรุงธากา ซึ่งผลิตเสื้อผ้าให้บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายบริษัท และมีบางกลุ่มเดินขบวนไปตามถนนหลวงสายหลัก ปิดกั้นการจราจร

"พวกเราถูกบีบให้ต้องยิงกระสุนยาง และแก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มผู้ประท้วง ซึ่งโจมตีโรงงานหลายสิบแห่ง" โอมาร์ ฟารัค หัวหน้าตำรวจในเมืองคาเลียโคอีร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว และกล่าวเพิ่มเติมว่า มีคนงานประมาณ 6,000 คน ร่วมชุมนุมประท้วงครั้งนี้

บังกลาเทศ เป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่อันดับ 2 ของโลกจากโรงงานทอผ้าถึง 4,500 แห่ง รับผิดชอบการส่งออกของประเทศต่อปีมูลค่า 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึงร้อยละ 80 แต่แรงงานท่อผ้า 3 ล้านคนของประเทศ กลับมีรายได้พื้นฐานต่อเดือนอยู่ที่ 3,000 ตากา หรือประมาณ 38 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเห็นเงินไทย ตกประมาณ 1,200 บาท ซึ่งต่อที่สุดในโลก

คนงานฟอกซ์คอนน์บาดเจ็บ 11 คนจากเหตุวิวาทในจีน

23 ก.ย. 56 - บริษัทฟอกซ์คอนน์ของไต้หวันเปิดเผยวันนี้ว่า มีคนงานของบริษัท 11 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุทะเลาะวิวาทใกล้โรงงานทางตะวันออกของจีน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อคนงานสองกลุ่มเริ่มก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันหลังจากดื่มสุราในร้านนอกโรงงานในมณฑลชานตง โดยมีคนประมาณ 400 คนมุงดูเหตุการณ์ แต่หลังจากนั้นมีการเรียกตำรวจเข้ามาระงับเหตุ และไม่มีใครบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฟอกซ์คอนน์ได้เรียกคนงานคู่กรณีมาตักเตือนแล้ว และปฏิเสธรายงานที่ว่ามีผู้เสียชีวิต 3 คนในเหตุทะเลาะวิวาทดังกล่าว

เมื่อปีที่แล้ว ฟอกซ์คอนน์ ซึ่งผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกและประกอบสินค้าให้แก่หลายบริษัททั้งแอปเปิล โนเกีย และโซนี่ ต้องปิดโรงงานในมณฑลชานซี ทางตอนเหนือของจีนเป็นการชั่วคราว หลังเกิดเหตุคนงาน 2,000 คนก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน

เปรูเร่งช่วยเหลือคนงานเหมืองถล่มหลังแผ่นดินไหว 7 ริกเตอร์

26 ก.ย. 56 - สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลเปรู เร่งให้ความช่วยเหลือคนงานเหมืองที่มีรายงานว่ายังติดอยู่ในเหมืองทองแดงเมื่อวานนี้ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทำให้ดินถล่ม มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและมีความเป็นไปได้ว่า จะมีผู้เสียชีวิตในหลายจังหวัดห่างไกล โดยเจ้าหน้าที่ในเขตอาเรคีปา ทางตอนใต้ของประเทศ กล่าวว่า พวกเขาได้รับแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิตหลังจากเหมืองทองแดงชั่วคราว ฮัวราโตและลาเวอร์เด ซึ่งประกอบกิจการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พังถล่ม

ทั้งนี้ เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 7 ริกเตอร์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงในบริเวณกว้าง ใกล้เมืองชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของเปรูก่อนเที่ยงคืนวันพุธไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม พวกเขาระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันยอดผู้เสียชีวิตได้ในขณะนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล เดินทางไปยังพื้นที่เหมืองห่างไกล เพื่อช่วยเหลือผู้ติดอยู่ใต้เหมืองแล้ว

แรงงานกัมพูชาประท้วงขอขึ้นค่าแรง

27 ก.ย. 56 - คนงานโรงงานเสื้อผ้าราว 2,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง รวมตัวกันเดินขบวนประท้วง จากโรงงาน มุ่งหน้าไปยังบ้านพักของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา เพื่อยื่นข้อเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงและเงินโบนัส หลังจากที่การเจรจากับตัวแทนนายจ้างเมื่อวานนี้ไม่เป็นผล

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา ระดมกำลังรักษาความปลอดภัย โดยได้ปิดถนนสกัดกั้นกลุ่มผู้ประท้วง อย่างไรก็ตามไม่มีเหตุรุนแรงใดๆเกิดขึ้น ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจ เผยว่า จะอนุญาตให้ผู้ประท้วง 30 คน เป็นตัวแทนในการยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีฮุนเซน

โดยผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงจากเดือนละ 80 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน หรือราว 2,400 บาท มาเป็น 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,500 บาทต่อเดือน พร้อมกับเงินโบนัส

ขณะเดียวกันที่บังคลาเทศ ก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน โดยเมื่อวานนี้เกิดการปะทะกับตำรวจและกลุ่มคนงานโรงงานเสื้อผ้า ที่ออกมาชุมนุมประท้วง ขอขึ้นค่าแรง จาก เดือนละ 38 ดอลลาร์ มาเป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,000 บาท อย่างไรก็ตามเรื่องนี้รัฐบาลจะร่วมเจรจากับสหภาพแรงงานและเจ้าของโรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

บริษัท "ซีเมนส์" จากเยอรมนี ประกาศเตรียมปลดพนักงานทั่วโลก 15,000 ตำแหน่ง ภายในปีหน้า

30 ก.ย. 56 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่าบริษัท "ซีเมนส์" กลุ่มบริษัทวิศวกรรมชั้นนำของโลกจากเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป รวมถึงยังเป็นผู้ให้บริการในด้านอุตสาหกรรม การแพทย์ และสารสนเทศ ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ระบุถึงการเตรียมปรับลดพนักงานทั่วโลก 15,000 ตำแหน่ง ภายในสิ้นปี 2557 ซึ่งในจำนวนนี้ 5,000 ตำแหน่งจะเป็นพนักงานในสำนักงานที่เยอรมนี

ทั้งนี้ ซีเมนส์ให้เหตุผลของการปรับลดพนักงานครั้งมโหฬารเพียงว่า เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายปรับปรุงโครงสร้างภายใน และเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบริษัท นอกจากนี้ ผู้บริหารของบริษัทบรรลุข้อตกลงในเรื่องดังกล่าวกับสหภาพแรงงานแล้ว

ถ้อยแถลงดังกล่าวของซีเมนส์มีขึ้น หลังคณะกรรมการบริหารของบริษัทมีมติให้ปลดนายเพเตอร์ เลิชเชอร์ ออกจากตำแหน่งประธานบริษัทเมื่อช่วงต้นปี ด้วยเหตุผลด้านความล้มเหลวในการบริหารงาน


ที่มาเรียบเรียงจาก: เดลินิวส์, โพสต์ทูเดย์, สำนักข่าวไทย, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, มติชนออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

องค์กรข่าวกรองสหรัฐฯ และอังกฤษ พยายามเจาะโปรแกรมท่องเว็บแบบนิรนาม Tor

Posted: 05 Oct 2013 08:20 PM PDT

โปรแกรมท่องเว็บแบบให้ผู้ใช้กลายเป็นบุคคลนิรนามสำหรับอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการเข้าถึงเว็บที่ถูกปิดกั้นและป้องกันตัวตนจากรัฐบาลเผด็จการในหลายประเทศ แต่จากข้อมูลแฉล่าสุดของสโนว์เดน ทำให้เห็นว่าองค์กรข่าวกรองของสองชาติพยายามเจาะแม้แต่โปรแกรมสร้างความเป็นนิรนาม Tor


เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2013 สำนักข่าวเดอะการ์เดียน เปิดเผยเรื่องการที่สภาความมั่งคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NSA) พยายามแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้โปรแกรมปกปิดตัวตนบนโลกออนไลน์ที่ชื่อ Tor แม้ว่าซอฟต์แวร์นี้จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ตาม

จากเอกสารลับของ NSA ที่ถูกนำมาเผยแพร่โดย เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เปิดเผยว่า NSA สามารถระบุตัวผู้ใช้โปรแกรม Tor ได้ อีกทั้งยังมีการแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ โดยเทคนิคหนึ่งที่นำมาใช้คือการโจมตีเป้าหมายผู้ที่ใช้โปรแกรมท่องเว็บไฟร์ฟอกซ์ร่วมกับ Tor ทำให้ NSA สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเป้าหมายได้ รวมถึงการเข้าถึงไฟล์ อ่านแป้นพิมพ์ และกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารที่ถูกเปิดโปงระบุว่า Tor ยังคงมีระบบรักษาความปลอดภัยหลักๆ อยู่ โดย NSA ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้โดยการถอดความเป็นนิรนามออกไปได้ทั้งหมดในคราวเดียว และไม่สามารถถอดความเป็นนิรนามของผู้ใช้ออกได้เมื่อมีคำร้องอย่างเจาะจง

โปรแกรม Tor มีชื่อย่อมาจาก The Onion Router เป็นโปรแกรมโอเพ่นซอร์สที่ใช้วิธีการเปลี่ยนรหัสการเข้าสู่อินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องที่เรียกว่า "รีเลย์" (Relay) หรือ "โหนด" (Nodes) เพื่อปกปิดตัวตนของผู้เข้าสู่อินเทอร์เน็ตและหลีกเลี่ยงเครื่องมือเซนเซอร์

Tor ถูกนำมาใช้ในหมู่นักข่าว นักกิจกรรม และนักรณรงค์ ทั้งในสหรัฐฯ ในประเทศแถบยุโรป รวมถึงในประเทศจีน อิหร่าน และซีเรีย เพื่อเป็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวและหลีกเลี่ยงการโต้ตอบจากรัฐบาล ทำให้เป็นเครื่องมือสำคัญของกลุ่มต่อต้านและองค์กรสิทธิมนุษยชน

แม้ว่าโครงการ Tor จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมซึ่งมีหน่วยงาน NSA อยู่ แต่ NSA และสำนักงานข่าวกรองของอังกฤษ (GCHQ) ก็พยายามแทรกซึมโปรแกรมนี้ ซึ่งทางหน่วยงานบังคับกฎหมายอ้างว่ามีการนำมาใช้เพื่อการก่อการร้าย แลกเปลี่ยนรูปกระทำชำเราเด็ก และซื้อขายยาเสพติด

ก่อนหน้านี้กลุ่มปกป้องสิทธิต่างๆ ก็เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของโปรแกรม Tor หลังจากทราบเรื่องการสอดแนมของ NSA แม้ดูเหมือนว่าในตอนนี้ NSA จะยังไม่สามารถเจาะเข้าไปในระบบความปลอดภัยหลักของ Tor ได้ แต่ในเอกสารระบุว่าพวกเขาได้ทดสอบวิธีการ (proof-of-concept) เจาะเข้าไปเพื่อสอดแนมข้อมูลอินเทอร์เน็ตได้


วิธีการเจาะ Tor ของหน่วยงาน NSA และ GCHQ

เดอะการ์เดียนเปิดเผยว่าวิธีการหนึ่งที่ NSA และ GCHQ ใช้คือการพยายามจับสัญญาณที่เข้าและออกระบบเครือข่ายของ Tor เพื่อพยายามถอดความเป็นนิรนามของผู้ใช้นั้นๆ ซึ่งระบบของ Tor มีข้อเสียซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงนานแล้วคือการที่ผู้ใช้เครือข่ายที่เป็นโหนดสุดท้ายก่อนส่งข้อมูลออกไปยังเป้าหมายสามารถดักข้อมูลที่ผ่านมาได้ โดยการทดสอบวิธีการที่ระบุไว้ในเอกสารใช้วิธีการดักข้อมูลผ่านเคเบิลของ NSA โดยมีองค์กรทำหน้าที่เป็นเครื่องโหนดอยู่อย่างลับๆ แต่วิธีการนี้ก็ยังมีประสิทธิภาพต่ำเนื่องจาก NSA เข้าถึงจำนวนโหนดได้น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ในเอกสารลับยืนยันว่า NSA ได้เก็บข้อมูลการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากบางโหนด แต่ก็ไม่ได้ระบุจำนวน และไม่ได้ระบุวิธีการในการถอดความเป็นนิรนาม

วิธีการอื่นๆ ได้แก่ การพยายามทำให้การเข้าถึงถูกโยงเข้าไปที่เซิร์ฟเวอร์ของ NSA อีกวิธีการหนึ่งคือการแทรกซึมซอฟต์แวร์อื่นๆ ของผู้ใช้ Tor นอกจากนี้ ยังมีการพยายามประเมินเวลาเข้าออกของซอฟต์แวร์เพื่อระบุตัวผู้ใช้ หรือแม้กระทั่งพยายามก่อกวนหรือลดความสามารถระบบ Tor จนทำให้ผู้ใช้ยกเลิกการปกป้องตัวตนในอินเทอร์เน็ต

วิธีการแทรกซึมผ่านซอฟต์แวร์ของผู้ใช้ Tor มีรหัสปฏิบัติการเรียกว่า EgotisticalGiraffe ซึ่งใช้ประโยชน์จากโปรแกรมไฟร์ฟอกซ์รุ่นเก่า โดยไม่ได้โจมตีที่ระบบของ Tor โดยตรง แต่จะโจมตีที่โปรแกรมเปิดเว็บของผู้ใช้ Tor ปัญหานี้ถูกแก้ไขแล้วโดยไฟร์ฟอกซ์รุ่น 17 ซึ่งออกมาเมื่อเดือน ก.ย. 2012 โดยในช่วงที่ NSA เขียนเอกสารที่ถูกเปิดโปงนี้ในเดือน ม.ค. 2013 พวกเขายังไม่สามารถหาทางเจาะโปรแกรมเข้าไปได้อีก

ความพยายามเหล่านี้ทำให้เกิดข้อกังวลในด้านกฎหมายและนโยบายขององค์กรข่าวกรองที่มีส่วนร่วม ข้อกังวลลำดับแรกสุดคือการกระทำของ NSA ถือเป็นการละเมิดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ โดยจงใจหรือไม่ มีการพยายามแทรกซึมด้วยการวางโปรแกรมอันตรายให้เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของคนที่เข้าเว็บไซต์บางเว็บ ซึ่งทางองค์กรอ้างว่าพวกเขาตั้งเป้าหมายเป็นผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มมาเฟีย แต่การแทรกซึมเช่นนี้สามารถเกิดกับนักข่าว นักวิจัย หรือคนอื่นๆ ที่บังเอิญเข้าไปในเว็บไซต์เหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้ยังทำให้เกิดข้อกังขาต่อหน่วยงานต่างๆ ที่สนับสนุนการใช้ Tor ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระเรื่องเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลโอบาม่า เพื่อให้มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศอย่างอิหร่านและจีนซึ่งในเอกสารของ NSA เองก็มีการระบุถึงเรื่องนี้ ขณะที่เอกสารของ GCHQ แสดงท่าทีดูถูกผู้ใช้ Tor โดยบอกว่าเป็นคนเลวและ "คนที่ซุกซนมากๆ" ที่จะใช้ Tor


แม้ Tor อาจจะไม่ใช่อุปกรณ์การันตีความเป็นนิรนาม แต่ก็ช่วยต้านการสอดแนมได้พอสมควร

โรเจอร์ ดิงเกิลดีน ประธานของโครงการ Tor กล่าวว่า ความพยายามของ NSA เป็นการชวนให้ตระหนักว่าการใช้ Tor เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการการันตีเรื่องความเป็นบุคคลนิรนามสำหรับรับมือกับหน่วยงานข่าวกรองทั้งหลาย แต่ก็ยังถือว่ามีความสามารถในการต้านระบบการสอดแนมใหญ่ๆ ได้

ดิงเกิลดีน บอกว่า หน่วยงานข่าวกรองในตอนนี้ใช้วิธีการเจาะโปรแกรมเปิดเว็บหมายความว่าพวกเขายังไม่สามารถเจาะระบบของ Tor หรือวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าเว็บจากเครือข่ายของ Tor ได้ ขณะเดียวกันการให้โปรแกรมอันตรายต่างๆ วางตัวอยู่ในเครื่องมืออย่างคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือก็เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการสอดแนมผู้ใช้

"มีสิ่งที่ Tor ยังช่วยได้ คุณอาจจะเลือกบุคคลเจาะจงตัวเพื่อเจาะโปรแกรมเปิดเว็บของพวกเขา แต่ถ้าหากคุณแทรกซึมผู้ใช้เป็นจำนวนมากก็จะมีคนเอะใจ ดังนั้นแม้ว่า NSA พยายามสอดแนมทุกคน ไม่ว่าที่ใดก็ตาม พวกเขาก็ต้องเลือกเฟ้นว่าจะสอดแนมผู้ใช้ Tor คนใดโดยเฉพาะ" ดิงเกิลดีนกล่าว


แถลงการณ์ของ NSA เผยทำไปเพื่อต่อต้านการแอบซ่อนของอาชญากร

เมื่อเดอะการ์เดียน ได้ซักถามองค์กร NSA ว่าเหตุใดพวกเขาถึงโจมตีบริการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ พวกเขาแน่ใจได้อย่างไรว่าการแทรกซึมจะไม่ถือเป็นการแทรกเข้าไปในระบบของพลเมืองผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น นักกิจกรรมหรือนักข่าว และองค์กร NSA มีส่วนในการตัดสินใจกำหนดทิศทางการพัฒนา Tor หรือไม่ ซึ่งทาง NSA ไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่ได้ออกแถลงการณ์ดังนี้

"เพื่อภารกิจด้านงานข่าวกรอง ทางสภาความมั่งคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้เก็บรวบรวมข้อมูลการสื่อสารที่มีการมอบอำนาจทางกฎหมายเพื่อจุดประสงค์ด้านการข่าวกรองต่างประเทศและการต้านการข่าวเท่านั้น โดยไม่ว่าเป้าหมายจะมีความพยายามใช้วิธีการทางเทคนิคหรือพยายามปกปิดการสื่อสารด้วยวิธีการใดก็ตาม ทางสภาความมั่นคงฯ ก็มีความสามารถด้านเทคนิคเพื่อทำให้ภารกิจที่ถูกกฎหมายสำเร็จลุล่วงไปได้"

"จากที่กล่าวไปแล้ว ทำให้เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่หน่วยงานด้านข่าวกรองของพวกเราจะใช้วิธีการโต้ตอบการใช้เทคโนโลยีซ่อนการสื่อสารของเป้าหมาย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หลายชาติได้ใช้วิธีการต่างๆ ในการปกป้องความลับของพวกเขา และกลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ กลุ่มผู้ค้ามนุษย์ และกลุ่มคนอื่นๆ ได้ใช้เทคโนโลยีในการแอบซ่อนกิจกรรมของพวกเขา ดังนั้นแล้วทีมข่าวกรองของพวกเราจึงต้องทำงานเพื่อต่อต้านการกระทำเหล่านี้"

 


เรียบเรียงจาก

NSA and GCHQ target Tor network that protects anonymity of web users, James Ball, Bruce Schneier and Glenn Greenwald, The Guardian, 04-09-2013
http://www.theguardian.com/world/2013/oct/04/nsa-gchq-attack-tor-network-encryption

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น