โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี อดีต ผอ.ไทยพีบีเอสและพวกขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ก.แรงงาน แจงรับข้อเสน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

นายกฯ สเปนเรียกพบทูตสหรัฐฯ หลังมีข่าวประชาชนสเปนถูกสอดแนมโทรศัพท์

Posted: 28 Oct 2013 12:55 PM PDT

เมื่อไม่นานนี้ สื่อยุโรปหลายประเทศเริ่มกล่าวถึงกรณีที่ประชาชนหรือผู้นำประเทศตนถูกสอดแนมจากโครงการของสหรัฐฯ โดยกรณีล่าสุดเป็นของสเปน ซึ่งสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าสอดแนมการใช้โทรศัพท์ของประชาชนสเปนมากกว่า 60 ล้านครั้งในหนึ่งเดือน ด้านสหภาพยุโรปวางแผนหารือกับสหรัฐฯ ในเรื่องนี้

28 ต.ค. 2556 นายกรัฐมนตรีมาริอาโน ราฮอย ของสเปนเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบเพื่อขอให้ชี้แจง หลังจากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดโดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ระบุว่าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) สอดแนมข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือในสเปนมากกว่า 60 ล้านครั้งในหนึ่งเดือน ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2555 ถึง 8 ม.ค. 2556

การเปิดโปงล่าสุดของสโนว์เดนระบุว่า NSA ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวเลขโทรศัพท์มือถือ รวมถึงตำแหน่งของทั้งผู้ใช้และผู้รับสาย ข้อมูลซิมการ์ด รวมถึงระยะเวลาในการโทรศัพท์ แต่ไม่ได้เก็บข้อมูลเนื้อหาไว้ด้วย โดยเรื่องดังกล่าวนี้มีการเปิดเผยในหนังสือพิมพ์ เอล มุนโด ของสเปน

อีนิโก เมนเดซ เดอ วีโก รัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุโรปของสเปน ได้พบปะหารือกับเจมส์ คอสตอส เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสเปน ขณะที่ทางการสหรัฐฯ พยายามจัดการปัญหาทางการทูตที่เกิดขึ้นจากการถูกกล่าวหาเรื่องการสอดแนม เช่นกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการดักเก็บข้อมูลโทรศัพท์ของ แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี

เอกสารที่สโนว์เดนนำมาเปิดเผย ประกอบด้วยรูปภาพของ NSA ที่ตั้งหัวข้อว่า "สเปน เมื่อ 30 วันก่อน" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภายในวันเดียว NSA ได้เก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์ไว้ถึง 3.5 ล้านครั้ง และยังมีการสอดแนมอีเมลกับโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ข่าวนี้ได้รับการนำเสนอในช่วงก่อนที่ผู้แทนของสหภาพยุโรป (อียู) กำลังวางแผนไปเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือเรื่องการสอดแนมประเทศพันธมิตรด้วยกันเอง โดยเป็นการพบปะระหว่างคณะกรรมการด้านเสรีภาพพลเมืองของอียู กับสภาคองเกรสซึ่งฝ่ายอียูมีความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของพลเมืองยุโรป นอกจากนี้ยังมีแผนการของเยอรมนีที่ต้องการให้ประเทศสมาชิกอียู 28 ประเทศลงนาม "ข้อตกลงปลอดการสอดแนม"

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เดอะการ์เดียน เปิดเผยว่า NSA ได้ทำการสอดแนมผู้นำประเทศ 35 คน โดยอ้างจากข้อมูลของสโนว์เดน

คลอด โมเรส สมาชิกสภายุโรปจากอังกฤษกล่าวว่า เรื่องการสอดแนมผู้นำ 35 คนยังไม่น่าเป็นห่วงมากเท่าเรื่องที่ประชาชนหลายล้านคนจากหลายประเทศถูกสอดแนมหมู่


สื่อญี่ปุ่นเผย NSA เคยขอรัฐบาลญี่ปุ่นช่วยสอดแนม

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่น รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ว่า เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา NSA พยายามขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นช่วยเหลือเรื่องการดักข้อมูลโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตจากเคเบิลใยแก้วนำแสงทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

เกียวโดระบุว่า การขอร้องของ NSA น่าจะมีเป้าหมายต้องการเก็บข้อมูลจากประเทศจีน เนื่องจากเคเบิลของจีนที่เชื่อมต่อไปยังส่วนอื่นของภูมิภาคต้องต่อผ่านญี่ปุ่น แต่ทางการญี่ปุ่นปฏิเสธคำขอนี้โดยอ้างถึงข้อจำกัดด้านกฎหมายและการขาดคนจัดการ

 

เรียบเรียงจาก

Spain summons US ambassador over claim NSA tracked 60m calls a month, The Guardian, 28-10-2013
http://www.theguardian.com/world/2013/oct/28/spain-summons-us-ambassador-nsa-calls

NSA 'monitored 60m Spanish calls in a month', BBC, 28-10-2013
http://www.bbc.co.uk/news/world-us-canada-24699733

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

Free Write : ไม่มีบัญชาจากพระเจ้า

Posted: 28 Oct 2013 11:23 AM PDT

แม่ครับ แม่รู้จักประชาธิปไตยไหม

ผมเคยเรียนเมื่อกาลครั้งหนึ่ง

เขาบอกว่า "อำนาจเป็นของประชาชน"

มันจริงหรือเปล่าครับแม่

 

ในขณะเราดำรงชีวิต

เผ่าพันธุ์ทั้งหลายคือเพื่อนพ้อง

สรรพสิ่งจึงล้วนเสมอภาค

และอำนาจเป็นของเราทุกคน

ในตาว่างเปล่าของหญิงชรา

สองมือเหี่ยวย่น

ร่างบอบบาง

ประชาธิปไตยเป็นอาหารมื้อหนึ่ง

เพื่อความอิ่มเอม

ไม่เพียงเท่านั้น

ต้องอิ่มเอมอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม

 

หากโลกนี้ว่างเปล่าจากมนุษย์

กรีกอาจไม่ต้องคิดค้นระบอบประชาธิปไตย

เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยมนุษย์

เราจึงต้องการประชาธิปไตย

 

อาหารมื้อหนึ่งพออิ่มหนำสำราญ

บ้านหลังหนึ่งพออยู่อาศัยอบอุ่น

เสื้อผ้าที่พร้อมจะปกป้องและให้ความงดงาม

การรักษาพยาบาลอันทั่วถึง

เสรีภาพ และสันติภาพ

ปราศจากสงคราม

ไม่มีบัญชาจากพระเจ้า!

มีแต่ความต้องการของประชาชน

 

แม่ครับ แม่รู้จักประชาธิปไตยไหม?

แม่บอกว่า ประชาธิปไตยคืออาหารมื้อหนึ่ง

มีแต่ความต้องการของประชาชน

และไม่มีบัญชาจากพระเจ้า!

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'สอดส่องออนไลน์' ประเด็นใหม่ในเวทีโลกว่าด้วยธรรมาภิบาลอินเทอร์เน็ต

Posted: 28 Oct 2013 11:15 AM PDT

<--break->เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยธรรมาภิบาลอินเทอร์เน็ต (Internet Governance Forum: IGF) โดยสหประชาชาติ ณ ศูนย์ประชุมนูซาดัว บาหลี อินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 22-25 ต.ค. การประชุมนี้เป็นเวทีที่เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ไม่ว่า ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงชุมชนนักเทคนิค และนักวิชาการ เข้าร่วมสนทนาด้านนโยบายการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต โดยปีนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1,300 คน

ธีมของปีนี้คือ การเชื่อมประสาน เสริมความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายเพื่อการเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Building Bridges - Enhancing Multistakeholder Cooperation for Growth and Sustainable Development) อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกพูดถึงที่สุด กลับหนีไม่พ้นประเด็นร้อนระดับโลกอย่างการสอดส่องออนไลน์ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NSA)

"เราต้องพูดเรื่องการเปิดโปงของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน มันเป็น the elephant in the room (ปัญหาที่เห็นได้ชัด แต่ทุกคนก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง) ทุกคนกำลังสงสัยว่าการเปิดโปงนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบอะไรต่อการประชุมอย่าง IGF  การกำหนดมาตรฐานอย่าง TETF (คณะทำงานเฉพาะกิจด้านวิศวกรรมอินเทอร์เน็ต) และการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง"  Ronald J. Deibert ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการศึกษาความปลอดภัยโลก และศูนย์วิจัยซิติเซ่นแล็บ มหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา กล่าวถึงเรื่องนี้ในการประชุมผู้นำระดับสูง เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ก่อนที่การประชุม IGF จะเริ่มขึ้น

และในวันสุดท้ายของการประชุม (25 ต.ค.) ในห้องใหญ่ซึ่งช่วงเปิดไมค์ให้ผู้เข้าร่วมแสดงความเห็น ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางคือ การสอดส่องออนไลน์ของ NSA ของสหรัฐฯ ซึ่งเปิดโปงโดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน นั่นเอง

Joanna Varon ภาคประชาสังคมจาก Brazil กล่าวถึงการกระทำของ NSA ว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ได้นำข้อมูลไปใช้ก็ตาม พร้อมย้ำว่า ทุกประเทศต้องทำให้แน่ใจว่าสิทธิมนุษยชนได้รับการปกป้องทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยตัวแทนจากรัฐบาลบราซิลก็กล่าวสนับสนุนความเห็นนี้ของเธอด้วย

ด้าน  Ren Yishen ตัวแทนกระทรวงต่างประเทศของจีน กล่าวว่ามีบางประเทศทำการสอดส่องขนานใหญ่ต่อบางประเทศ ในฐานะตัวแทนของประเทศจีน รู้สึกแปลกใจมากที่การกระทำเช่นนี้ ซึ่งเกิดกับนักการเมืองบางประเทศด้วย โดยการกระทำเช่นนี้ เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสาธารณชนต่ออินเทอร์เน็ต พร้อมระบุว่าสิ่งที่สำคัญคือ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม

ด้าน Jim Schulz อดีตสมาชิกสภาเยอรมัน เรียกร้องให้หยุดการสอดส่อง และกล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดโปงว่า สหรัฐฯ ดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ เยอรมันว่า สิ่งที่ต้องการคือสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าเพื่อนจะไม่สอดแนมเพื่อน

Matthew Shears จาก Center for Democracy & Technology บอกว่า ตนเองไม่ได้สูญเสียความเชื่อมั่นในอินเทอร์เน็ต แต่สูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กรที่ใช้มันละเมิดสิทธิของตนเอง

ขณะที่ Ross LaJeunesse จาก Google บรรษัทไอทียักษ์ใหญ่ บอกว่า ถ้าผู้ใช้ไม่เชื่อใจเรา พวกเขาก็คงไม่ใช้สินค้าของเรา แล้วก็คงไปใช้อย่างอื่นแล้ว นอกจากนี้ เขายังย้ำแบบเดียวกับที่กูเกิลเคยตอบมาตลอดเกี่ยวกับข่าวการสอดแนมครั้งนี้ว่า กูเกิลไม่ได้ให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ หรือโครงสร้างพื้นฐานของกูเกิล  "โดยตรง" และยังไม่ยอมรับคำขอข้อมูลผู้ใช้ของรัฐบาลด้วย

Scott Busby ตัวแทนกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการมาประชุมครั้งนี้ โดยมาถึงสิบคน แม้ว่าจะเพิ่งเกิดกรณี Government Shutdown ก็ตาม เพราะรู้ว่าเรื่องของ NSA จะเป็นเรื่องสำคัญ ประธานาธิบดีโอบามาเองก็ขอให้จัดการโปร่งใสกับเรื่องที่ NSA ทำ และต่อคำถามเรื่องสโนว์เดนนั้น ไม่มีอะไรจะตอบแล้ว เพราะประธานาธิบดีโอบามาได้พูดไปหมดแล้ว

นอกจากนี้ เขากล่าวตอบตัวแทนจีนโดยตั้งคำถามกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในจีน และขอให้ไปดูรายงานสิทธิมนุษยชนขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ ซึ่งก็มีการวิจารณ์สหรัฐด้วยเช่นกัน

ขณะที่ตัวแทนจีนลุกขึ้นแย้งตัวแทนสหรัฐฯ ว่า จีนนั้นมีประชากรเยอะกว่าสหรัฐ และมีจำนวนคนใช้โซเชียลมีเดียเกือบเท่าพลเมืองสหรัฐฯ ประชากรจีนนั้นใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องทำตามกฎ และไม่ปล่อยข่าวลือออนไลน์ ทั้งนี้ โต้สหรัฐฯ ด้วยว่า ทุกปี สหรัฐฯ ออกรายงานสิทธิมนุษยชนของประเทศอื่น 200 กว่าประเทศ แต่ไม่เคยทำรายงานของประเทศตัวเอง และทุกข้อมูลที่ได้ก็มาจากสื่อสหรัฐทั้งนั้น

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนงานสันกำแพงแจ้งความเพิ่มหลังถูก 'เปลี่ยนเวลา-ย้ายงาน' ระหว่างยื่นข้อเรียกร้อง

Posted: 28 Oct 2013 11:12 AM PDT

คนงานบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แจ้งความเพิ่มอีก 11 คน หลังถูกย้ายงานเพราะไม่ยินยอมเข้างานตามกำหนดใหม่ที่นายจ้างเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานในระหว่างการยื่นข้อเรียกร้อง



เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2556 ที่ผ่านมาคนงานคนงานบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 11 คน ได้เข้าแจ้งความที่ สภอ. สันกำแพง โดยระบุว่านายจ้างได้ทำการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในระหว่างที่มีการยื่นข้อเรียกร้องโดยมีการปรับเวลาการเข้างาน และเมื่อพนักงานไม่เข้างานตามเวลาที่นายจ้างได้เปลี่ยนแปลงใหม่นั้น กลับถูกคำสั้งให้ย้ายตำแหน่งงาน ซึ่งคนงานเห็นว่าบริษัทฯ ได้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ที่ห้ามมิให้นายจ้างเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในระหว่างที่มีการยื่นข้อเรียกร้อง โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

อ่านเพิ่มเติมกรณีคนงานบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สาระ+ภาพ: สำรวจพิกัดความไม่พอใจรัฐบาลสุดสัปดาห์

Posted: 28 Oct 2013 09:51 AM PDT

 

คลิกดูภาพขนาดใหญ่

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมหลากสีหลายฝ่ายต่างออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจรัฐบาลอย่างคึกคัก ผู้สื่อข่าวประชาไทรวบรวมข้อมูลการชุมนุมปักหลักแสดงความไม่พอต่อรัฐบาล ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครในรอบสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เท่าที่มีการรายงานโดยสื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยแต่ละกลุ่มทั้งที่ยังคงชุมนุมอยู่ และพักการชุมนุมไปแล้ว มีพื้นที่ปักหลัก และข้อเรียกร้องดังนี้

1. เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)
ถนนพระราม 6 ใกล้แยกอุรุพงศ์ กทม.

ผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. นำโดย อุทัย ยอดมณี เป็นกลุ่มที่แยกออกมาจาก "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" หรือ กปท. ซึ่งเดิมปักหลักชุมนุมขับไล่รัฐบาลอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 8 ต.ค. 56 ต่อมารัฐบาลมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และให้ตำรวจเจรจาผู้ชุมนุม กปท. ให้ย้ายพื้นที่ชุมนุมออกไปนอกพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยให้เหตุผลว่าระหว่างวันที่ 11 - 13 ต.ค. นายกรัฐมนตรีจีนจะมาเยือนทำเนียบรัฐบาล ทำให้ในวันที่ 10 ต.ค. ผู้ชุมนุม "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" ซึ่งมีผู้ชุมนุมจากกองทัพธรรมมูลนิธิ ของพุทธศาสนิกชนจากกลุ่มสันติอโศกด้วย ได้ย้ายไปชุมนุมที่สวนลุมพินี แต่มีผู้ชุมนุมบางส่วนนำโดย นิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอุทัย ยอดมณี นายกองค์การบริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ไปเคลื่อนปักหลักอยู่ที่แยกอุรุพงษ์ ด้านถนนพระราม 6 ขาออก ใกล้จุดขึ้นลงทางยกระดับ ใช้ชื่อว่า "เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย" หรือ คปท.

จากรายงานของ โพสต์ทูเดย์ ข้อเรียกร้องของ คปท. ที่ประกาศไว้เมื่อ 13 ต.ค. ระบุว่า

1.ขอให้รัฐบาลหยุดดำเนินการติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอย่าให้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล 2.ขอตรวจสอบคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุด ที่สั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ ในข้อหาก่อการร้าย โดยให้ตรวจสอบอย่างละเอียด 3.ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลไม่ให้แต่งตั้งนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ไปดำรงตำแหน่งใดทางการเมืองและองค์กรอื่นๆ นอกจากนี้ยังขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลไม่ให้ปิดกั้นการเดินทางของประชาชนที่จะเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมในทุกวิถีทาง

อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุมอยู่ระหว่างพักปราศรัยทางการเมือง 3 วัน เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ส่วนกิจกรรมล่าสุดนั้น เมื่อวันที่  27 ต.ค. ผู้ชุมนุม คปท. นำโดย อุทัย ยอดมณี เดินทางไปที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ถ.ศรีอยุธยา เพื่อแจ้งความว่ามีผู้ไม่หวังดีนำหมามุ่ยมาโปรยลงมาจากทางด่วนพระราม 6 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 50 ราย นอกจากนี้ผู้ชุมนุมได้ไปสอบถามที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ด้วย เพื่อขอดูภาพวงจรปิดบนทางด่วน แต่เนื่องจากบนทางด่วนไม่มีกล้องวงจรปิด ผู้ชุมนุมจึงเดินทางกลับมาชุมนุมต่อยังแยกอุรุพงษ์ตามเดิม

ล่าสุดในช่วงเย็นวันที่ 27 ต.ค. ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนมาปิดบริเวณแยกอุรุพงษ์ ด้าน ถ.เพชรบุรีด้วย โดยเป็นการปิดแยกอุรุพงษ์ทุกด้าน ยกเว้นมาจากแยกศรีอยุธยา มุ่งหน้าถนนพระราม 6 เลี้ยวซ้าย ไปถนนเพชรบุรี ได้เส้นทางเดียว

 

2. กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.)
สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร

กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ หรือ กปท. มีแกนนำในรูปแบบคณะเสนาธิการร่วม ประกอบด้วย พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ พล.อ.ชูเกียรติ ตันสุวัฒน์ พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคณี พิเชษฎ พัฒนโชติ และไทกร พลสุวรรณ นอกจากนี้ยังมีพุทธศาสนิกชนจากสันติอโศก โดยกองทัพธรรมมูลนิธิ นำโดย ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ เป็นมวลชนสำคัญด้วย โดยเริ่มชุมนุมที่สวนลุมพินีตรงลานอนุสาวรีย์สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ 4 ส.ค. 56 ต่อมาในวันที่ 6 ส.ค. 56 ได้ย้ายเข้าไปชุมนุมภายในสวนลุมพินี ด้วยเหตุผลด้านการรักษาความปลอดภัยการชุมนุม

ข้อเรียกร้องของกลุ่มที่ระบุในแถลงการณ์ฉบับที่ 1 "ลั่นระฆังรบ โค่นระบอบทักษิณ" ได้ระบุข้อเรียกร้องว่า 1. เราขอลั่นระฆังต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย 2. เราขอคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่จะนำมาสู่การล้างความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ 3. เราจะชุมนุมโดยสงบสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ตามวิถีของประชาธิปไตย และ 4. เราขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกราชการ พี่น้องประชาชนที่รักชาติ ประชาธิปไตย และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อปฎิรูปประเทศไทย

ทั้งนี้ กปท. ได้เคลื่อนไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 8 ต.ค. แต่ในวันที่ 10 ต.ค. ได้ย้ายกลับมาชุมนุมที่สวนลุมพินีตามเดิม หลังตำรวจเจรจาว่าจะมีนายกรัฐมนตรีจีนเดินทางเยือนประเทศไทยและทำเนียบรัฐบาลระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค. อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งไม่ยอมกลับมาที่สวนลุมพินี และได้แยกตัวออกมาตั้งกลุ่ม เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ชุมนุมกันอยู่ที่แยกอุรุพงษ์ดังกล่าว


3. แนวร่วมคนไทยรักชาติรักษาแผ่นดิน
ซอยโยธินพัฒนา 3 ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม กทม. (ยุติกิจกรรมเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 56 เวลา 15.30 น.)

แนวร่วมคนไทยรักชาติรักษาแผ่นดิน นำโดยไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ซึ่งเคยชุมนุมอยู่ในสนามหลวงในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ต.ค. เวลา 14.00 น. ชุมนุมกันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ปากซอยห้างสรรพสินค้า Chic Republic ห่างจากปากซอยโยธินพัฒนา 3 ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม ทางเข้าบ้านพักของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดย สปริงนิวส์ รายงานว่า ข้อเรียกร้องแนวร่วมคนไทยรักชาติรักษาแผ่นดินคือ ต้องการพบนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้ไทยไม่รับคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลกที่จะอ่านคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารในวันที่ 11 พ.ย. นี้ ส่วนจะมีการยกระดับการชุมนุมหรือไม่นั้น จะต้องประเมินจำนวนผู้ชุมนุมก่อน

ทั้งนี้เป้าหมายเดิมของแนวร่วมคนไทยรักชาติรักษาแผ่นดินคือชุมนุมที่ปากซอยโยธินพัฒนา 3 อย่างไรก็ตามมีคนเสื้อแดง "กลุ่มสื่อวิทยุเพื่อประชาธิปไตย" หรือ กวป. มาชุมนุมไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้กลุ่มที่มีนายไชยวัฒน์เป็นแกนนำย้ายมาปักหลักห่างจากกลุ่มคนเสื้อแดงดังกล่าว

ต่อมา ผู้กำกับ สน.โชคชัย ได้มาประสานแจ้งว่าจะรับเรื่องไปแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบและให้ผู้ชุมนุมสลายตัวไปก่อน โดยนายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ให้เวลาตำรวจในการประสานงานภายใน 7 วัน หากไม่มีความคืบหน้าจะนัดมวลชนกลับมาชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 3 พ.ย. เวลา 14.00 น.ที่บ้านพักของนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จากนั้นได้มีการประกาศยุติการชุมนุม และไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น


4. เครือข่ายภาคประชาชน 77 จังหวัด
หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กทม. (ยุติกิจกรรมเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 56 เวลา 16.00 น.)

การประชุมดังกล่าว เป็นการหารือของผู้นำมวลชนคัดค้านการทำหน้าที่ของรัฐบาลกลุ่มต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 56 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน 77 จังหวัด นำโดย สุริยะใส กตะศิลา, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นิติธร ล้ำเหลือ, อุทัย ยอดมณี, ระวี มาศฉมาดล, สมบูรณ์ ทองบุราณ, ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์, สุริยันต์ ทองหนูเอียด เข้าร่วมประชุมเพื่อคัดค้านการออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวคดีปราสาทพระวิหาร

คมชัดลึก รายงานความเห็นของสุริยะใสต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เห็นว่า "กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ Set zero หรือเริ่มต้นกันใหม่ แต่เป็น Zero sum game เพราะมีคนๆ เดียวได้ประโยชน์ และยิ่งจะสร้างความแตกแยกเพิ่มเติม"

ในตอนท้ายมีการแถลงข่าว โดยไทยโพสต์ได้รายงานการแถลงข่าวของสุริยะใส ที่ระบุว่า ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่มีการชุมนุมคัดค้านการบริหารงานของรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) และกลุ่มที่เคลื่อนไหวกรณีปราสาทพระวิหาร

"การกำหนดการเป่านกหวีดชุมนุมใหญ่นั้น จะจัดขึ้นในวันถัดไปหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมวาระ 3 เสร็จสิ้น โดยไม่รอการพิจารณาของวุฒิสภา หรือหลังจากมีคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเกี่ยวกับกรณีพิพาทไทยกัมพูชา โดยผลออกมากว่าไทยเสียดินแดน"

โดยระหว่างนี้ให้มวลชนในแต่ละจังหวัดจัดกิจกรรมให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับประเด็นที่กล่าวมา เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดชุมนุมใหญ่ แต่การเป่านกหวีด จะขึ้นอยู่แต่ละสถานการณ์ เพราะหากไม่เข้าเงื่อนไขของเรา อย่างการชะลอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หรือศาลโลกตัดสินเป็นผลดีกับไทย ก็ถือว่าเป็นโชคดีของคนไทย

"หากมีการเป่านกหวีดใหญ่ครั้งนี้ จะมีประชาชนออกมาเข้าร่วมมากกว่าสมัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมขับไล่ทักษิณ และจากที่พูดคุยกับแกนนำพันธมิตรฯ ที่มีคดีความติดตัวจากการชุมนุมทางการเมืองอยู่ 96 คน ได้พูดคุยกันแล้ว ก็มีประมาณ 60-70 คน ที่จะเข้าร่วมในการชุมนุมครั้งนี้" โดยก่อนที่จะมีการชุมนุมใหญ่ แกนนำที่มีคดีความติดตัวติดเงื่อนไขของศาลนั้น จะเดินทางได้แจ้งต่อศาลว่าจะจัดการชุมนุมอย่างสงบปราศจากอาวุธไม่มีการปลุกระดม อย่างเช่นการจัดชุมนุมนายไทกร พลสุวรรณ หรือพิเชฐ พัฒนโชติ ที่ชุมนุมอย่างสงบ ก็ไม่ถูกถอนประกัน

5. ต้านนิรโทษกรรมสุดซอย โดยกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
แมคโดนัลด์/ราชประสงค์ (ยุติกิจกรรมวันที่ 27 ต.ค.เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.)

กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงนำโดยสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นำผู้ชุมนุมราว 300 คน ทำกิจกรรมผูกผ้าแดงต่อต้านการนิรโทษกรรมเหมาเข่งที่สี่แยกราชประสงค์ จากนั้นได้มารวมตัวกันบริเวณแมคโดนัลด์ สาขาอัมรินทร์ พลาซ่า

บก.ลายจุดให้สัมภาษณ์ว่า ในขณะนี้จะให้เวลาพรรคเพื่อไทยถึงวาระที่ 3 เพื่อทำจุดยืนให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะเรียกชุมนุม "หมื่นอัพ" ในอนาคต โดยเรียกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมเหมาเข่งมาชุมนุมให้ถึงหมื่นคน เพื่อแสดงพลังการคัดค้าน

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด  วันที่ 28 ต.ค. กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ได้พิจารณาเนื้อหา และลงมติเพื่อรับรองรายงานการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว และจากนี้ต้องมีการแก้ไขถ้อยคำและรอคำแปรญัตติจากกรรมาธิการฯ ที่จะส่งมาเพิ่มเติม

6 ผู้ชุมนุมชาวสวนยางปิดถนนเพชรเกษม หนุนตั้งไตรภาคีเจรจาราคา
บางสะพาน ประจวบฯ

เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ ที่ปิดถนนเพชรเกษม บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 415 บ้านศรีนคร หมู่ที่ 7 ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยหลังจากที่แกนนำได้เจรจากับพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีและ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมาได้รับข้อตกลงจากรัฐบาลในการเตรียมจัดตั้งไตรภาคีเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาแล้ว แต่ผู้ชุมนุมยืนยัยปักหลักต่อไปจนกว่าการแก้ไขปัญหาจะบรรลุตามความต้องการของเกษตรกร

ทั้งนี้พล.ต.ต.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้สั่งกำลังชุดปราบจลาจลในภาค 7 รวมกำลังกว่า 1 พันนาย เข้าไปตรึงกำลังในพื้นที่ดังกล่าว
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เกร็ดข่าว: 'หนุ่มซาอุฯ' ร้องเพลง-ปล่อยคลิป เสียดสีนโยบายห้ามผู้หญิงขับรถ

Posted: 28 Oct 2013 09:14 AM PDT

28 ต.ค. 2556 - เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา ฮิชาม ฟากี (Hisham Fageeh) นักแสดงชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้ร้องและปล่อยคลิปมิวสิควิดีโอเพลง 'No Woman No Drive' ซึ่งนำทำนองมาจากเพลง 'No Woman No Cry' ของบ็อบ มาเลย์ ศิลปินชาวจาไมกา ทั้งนี้เขาต้องการเสียดสีนโยบายของทางการซาอุดิอาระเบียที่ห้ามไม่ให้ผู้หญิงขับรถ ซึ่งยังมีนักการศาสนาอิสลามในซาอุดิอาระเบียออกมาระบุด้วยว่า ผู้หญิงขับรถอาจทำให้มดลูกเคลื่อนส่งผลให้คลอดบุตรยาก

 

 

โดยในทวิตเตอร์ของฮิชาม เขายังใช้แฮชแท็ก #Women2Drive เพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงในซาอุดิอาระเบียขับรถด้วย โดยคลิปมิวสิควิดีโอของเขาขณะนี้มีผู้ชมเกิน 3.5 ล้านครั้งแล้ว

ทั้งนี้ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศหนึ่งที่มีสัดส่วนประชากรกับผู้ใช้งานยูทูปในอัตราที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นั่นหมายความว่าไวรัลวิดีโอจะสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้

ขณะเดียวกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (26 ต.ค.) ได้มีผู้หญิงซาอุดิอาระเบียขับรถและโพสต์วิดีโอลงในเว็บไซต์เพื่อเป็นการประท้วงด้วย ทั้งนี้แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายที่ห้ามผู้หญิงขับรถโดยตรง แต่หน่วยงานรัฐบาลจะไม่ออกใบอนุญาตขับรถให้กับผู้หญิง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เปิดแผนกูเกิ้ลยึดระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

Posted: 28 Oct 2013 09:11 AM PDT

อวัตถุศึกษากับอธิปนำเสนอข่าวสารลิขสิทธิ์รอบโลก สัปดาห์นี้นำเสนอข่าวกูเกิ้ลเตรียมยึดแอนดรอยด์, งานวิจัยชี้การปิดเว็บ Megaupload ทำให้ไฟล์ถูกลิขสิทธิ์กว่าสิบล้านไฟล์สูญหาย, ชาวอังกฤษจ่ายค่าปรับเกือบล้านฐานทวีตข้อความหมิ่นประมาท ฯลฯ

Immaterial Property Research Center ตั้งขึ้นในวันที่ 18 มกราคม หรือ "วันเสรีภาพอินเทอร์เน็ต" เพื่อเป็นศูนย์ข่าว ศูนย์ข้อมูล และศูนย์วิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุ (หรือที่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าทรัพย์สินทางปัญญา) ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กับระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมืองในโลก ทางศูนย์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานของศูนย์ฯ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุที่เอื้อให้เกิดเสรีภาพในเชิงบวกไปจนถึงความเท่าเทียมกันของผู้คนในโลก
 
 
 
22 ต.ค 2556

Googlelizing Android: แผนการ "ยึด" ระบบปฏิบัติการ Android ของ Google

ในปี 2550 ระบบปฏิบัติการ Android ที่ทาง Google ให้เงินสนับสนุนเปิดตัวเป็นครั้งแรกพร้อมๆ กับ iPhone รุ่นแรก ระบบปฏิบัติการนี้เป็นระบบปฏิบัติการแบบโอเพ่นซอร์ซ (Open Source) กล่าวคือเป็นระบบปฏิบัติการที่ใครจะนำไปใช้อย่างไรก็ได้ และสามารถนำไปพัฒนาการได้โดยเสรี ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือกระทั่งขออนุญาตใครทั้งสั้น

ในตอนนั้น Google หวาดกลัวอนาคตที่ทาง Apple จะผูกขาดอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกมาก และทาง Google ก็ยังไม่มีที่ยืนในตลาดเลย ดังนั้นการสนับสนุน Android จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการขัดขา Apple

ในตอนนี้ส่วนแบ่งของตลาดอุปกรณ์มือถือนั้นสิ่งที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มีสูงถึงเกือบ 80% และยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นโดยส่วนแบ่งของอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ของ Apple อยู่ที่เกือบ 20% ซึ่งก็ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่าง 10-20% มาหลายปีแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นระบบปฏิบัติการณ์อื่นๆ ก็ดูจะลดลงอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับที่ Android ขยายตัว กล่าวคือ Android นั้นได้ยึดตลาดอุปกรณ์มือถือเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วนั่นเอง

แน่นอนว่า Google ย่อมพยายามแสวงหาประโยชน์จากส่วนแบ่งมหาศาลนี้ แต่ Google จะทำอย่างไรในเมื่อ Google เองก็ได้เป็นผู้ทำให้เกิด Android ที่เป็นโอเพ่นซอร์ซ และคู่แข่งของ Google เองอย่าง Amazon ก็ยังนำไปพัฒนาระบบของตัวเอง

วิธีการทำมาหากินของ Google โดยพื้นฐานคือการขายแอปป์ (หรือโปรแกรม) ต่างๆ บน Play Store หรือร้านค้าแอปป์ออนไลน์บนระแบบปฏิบัติการ Android ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้คนมาซื้อแอปป์ที่ Play Store? ในเมื่อมันมีร้านค้าแอปป์อื่นๆ บนระบบปฏิบัติการ Android อยู่ (ในกรณีของสารบบอินเทอร์เน็ตจีนไม่มี Play Store ด้วยซ้ำ เพราะ Google ดำเนินการในจีนไม่ได้)

วิธีการของ Google คือนำ Android มาปรับปรุงใหม่ให้เกิดระบบปฏิบัติการที่มีลิขสิทธิ์ของ Google และทำให้บริษัทมือถือทั้งหมดที่เป็นไปได้ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ และทำให้มือถือที่เป็นระบบปฏิบัติการใหม่นี้ทุกเครื่องต้องมุ่งสู่ Play Store ของ Google ซึ่งนี่รวมถึงจูงใจให้นักพัฒนาแอปป์นั้นพัฒนาแอปป์มาขึ้นบน Play Store ด้วย

กระบวนการเป็นดังนี้

1. Google พัฒนาระบบต่อยอดจาก Android เป็นแบบ "ปิด" กล่าวคือมีลิขสิทธิ์ ผู้อื่นนอกจาก Google ไม่สามารถใช้ได้ ทำให้สิ่งที่อยู่ใน Android Open Source หยุดการพัฒนาไป และพัฒนาการต่อจากนั้นจะพบในระบบปฏิบัติการของ Google เองที่เป็นการต่อยอดแบบมีลิขสิทธิ์ (ของ Google)

2. ตั้ง Open Handset Alliance ขึ้น กล่าวคือจับบรรดาผู้ผลิตมือถือและแท็บเล็ตรายใหญ่ของโลกเซ็นสัญญาให้ผลิตแต่มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการของ Google เท่านั้น ห้ามผลิตสิ่งที่ใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ดังนั้นนี่เป็นการทำลายโอกาสทางธุรกิจของผู้พัฒนา Android ต่อยอดนอกร่มเงาของ Google (นี่เป็นสาเหตุให้ Kindle ของ Amazon ที่พัฒนาระบบปฏิบัติการต่อยอดมาจาก Android เช่นกันหาที่ผลิตได้ยากลำบากมาก - แต่ก็หาจนได้)

3. การผูกขาดระบบปฏิบัติการในตลาดมือถือและแท็บเล็ต นำไปสู่การผูกขาด "ร้านค้าแอปป์" ที่ Google จะได้ประโยชน์เต็มๆ ซึ่งทาง Google ก็อำนวยความสะดวกให้กับผู้พัฒนาแอปป์ในระบบปฏิบัติการของ Google เต็มที่ และสร้างความยากลำบากให้กับผู้พัฒนาแอปป์นอกระบบปฏิบัติการของ Google เต็มที่เช่นกัน

4. จูงใจให้นักพัฒนาแอปป์ใช้อินเตอร์เฟซแอปป์ (Application Programming Interface หรือ API) ของ Google ที่สัมพันธ์กันเป็นระบบ ซึ่ง API แบบนี้จงใจจะกันพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่ใช้ Android ออกไป เช่น ถ้าเล่นเกมก็จะไม่สามารถเข้าลงทะเบียนและใช้ระบบเซฟกลางได้เป็นต้น (ในกรณีทียังเล่นได้ เพราะหลายๆ แอปป์ที่สร้างมาด้วย API แบบของ Google จะเล่นบน Android ไม่ได้) ซึ่งที่ร้ายกว่านันก็คือ API ของ Google นั้นรองรับการใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ด้วย ดังนั้นนี่จึงเป็นแผนการที่จะให้ผู้พัฒนาแอปป์ทั้งหลายพัฒนาแอปป์บน API ของ Google (เพราะใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการณ์ของ Google และ iOS) และไม่พัฒนาแอปป์ให้กับ Android โดยอัตโนมัติ

News Source: http://arstechnica.com/gadgets/2013/10/googles-iron-grip-on-android-controlling-open-source-by-any-means-necessary/

 

23 ต.ค. 2556

งานศึกษาจาก Northeastern University ชี้ว่าการปิดเว็บ Megaupload ทำให้ไฟล์ที่ถูกกฎหมายกว่า 10 ล้านไฟล์ต้องหายไป และไฟล์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ชัดเจนมีเพียง 31% ของไฟล์ในเว็บเท่านั้น

นักวิจัยชี้ว่าไฟล์ราว 4% บนเว็บ Megaupload ก่อนที่จะเปิดไปเป็นไฟล์ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ ไฟล์อีก 31% เป็นไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนไฟล์อีก 65% ที่เหลือไม่สามารถระบุสถานะลิขสิทธิ์ที่ชัดเจนได้

นี่ทำให้เกิดคำถามว่าการปิดเว็บไซต์แห่งนี้ในวันที่ 19 มกราคม 2555 อันลือลั่น มีความชอบธรรมเพียงใดหากมันทำในนามของการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ ไปจนถึงชี้ให้เห็นถึงการดำรงอยู่ในเชิงปริมาณของ "ผู้โดนลูกหลง" ในสงครามลิขสิทธิ์

News Source: http://www.digitalmusicnews.com/permalink/2013/10/18/megaupload-2, http://torrentfreak.com/megaupload-raid-destroyed-more-than-10000000-legal-files-131018/

 

24 ต.ค. 2556

YouTube ประกาศเพิ่มเงิ่นไขทั่วไปว่าช่อง YouTube ที่มีผู้ลงทะเบียนติดตาม (subscriber) มากกว่า 10,000 คนจะสามารถเปิดช่องเสียเงิน (paid channel) ใหม่เพื่อสร้างรายได้จาก YouTube เพิ่มได้

โครงการช่องเสียเงินเป็นโครงการของ YouTube ที่มีการริเริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมาโดยโครงการนำร่องจะเป็นช่องที่ทาง YouTube เลือกมา

อย่างไรก็ดีในขณะนี้ทุกๆ เข้าของช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามไม่ต่ำกว่า 10,000 คนและมีบัญชี Adsense พ่วงอยู่กับบัญชี YouTube ก็จะสามารถยื่นเรื่องเพิ่งเปิดช่องเสียเงินใหม่ได้ แต่จะไม่สามารถเก็บเงินกับช่องฟรีที่เคยได้สร้างมาไว้ได้

ประเทศที่สามารถเข้าร่วมกับโครงการนี้ได้ในขณะนี้ก็มีสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส สเปน ออสเตรเลีย บราซิล ญี่ปุ่น เม็กซิโก และเกาหลีใต้

ซึ่งก็อาจมีเพิ่มประเทศอื่นๆ ตามมาในเร็วๆ นี้ (แต่ของไทยน่าจะอีกยาวไกลเพราะทาง Google เคยแสดงจุดยืนแล้วว่ากฎหมายอินเทอร์เน็ตของไทยมีปัญหา ซึ่งจากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ด้านกฎหมาย)

News Source: http://gigaom.com/2013/10/23/youtube-now-lets-more-creators-charge-for-their-videos/

 

รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอินเดียเตรียมหารือกับองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลกเพื่อให้เพิ่มการลดหย่อนให้ "ซีร็อกซ์หนังสือ" เพื่อการศึกษาไม่นับเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

หลังจากเป็นเรื่องเป็นราวที่ทางสำนักพิมพ์ Oxford University Press สำนักพิมพ์ Cambridge University Press และสำนักพิมพ์ Taylor & Francis ได้ฟ้องร้องร้านถ่ายเอกสารที่มหาวิทยาลัย Delhi ฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำ "คอร์สแพ็ค" หรือถ่ายเอกสารหนังสือเพื่อใช้ในรายวิชาขายให้นักศึกษา

ในตอนนี้ทางการอินเดียได้รุดหน้าพยายามจะผลักดันข้อยกเว้นว่าการถ่ายเอกสารหนังสือเพื่อการศึกษานั้นไม่นับว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ให้เป็นมาตรฐานระดับนานาชาติผ่านองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลกหรือ WIPO (World Intellectual Property Organization) แล้ว โดยการจะไปหารือกับบรรดาชาติภาคี WIPO ในการประชุมครั้งต่อไป

News Source: http://www.telegraphindia.com/1130921/jsp/nation/story_17374550.jsp#.UmlySlPbWM0

 

27 ต.ค. 2556

ชายอังกฤษต้องจ่ายค่ายอมความ 15,000 ปอนด์ (ราว 750,000 บาท) คดีรีทวีตข้อความหมิ่นประมาทว่าลอร์ดคนหนึ่งเป็นพวกชอบลวนลามเด็ก

อย่างไรก็ตาม ลอร์ดผู้นี้ก็ยังไม่จบแค่นั้น และจ้องจะฟ้องคนอีกราว 20 คนที่ทำการรีทวีตข้อความหมิ่นประมาทดังกล่าว

เหล่าผู้โดนฟ้องนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของคนที่รีทวีตข้อความหมิ่นประมาทนี้ที่น่าจะมีราวๆ 10,000 คนทีเดียว

ที่น่าสนใจคือทางด้านอเมริกาแม้จะมีการฟ้องหมิ่นประมาทด้วยการทวีตอยู่เนืองๆ แต่ก็ยังไม่มีคนฟ้องร้องหมิ่นประมาทกันในระดับการ "รีทวีต" หรือการผลิตซ้ำข้อความของผู้อื่นแต่อย่างใด

News Source: http://gigaom.com/2013/10/26/repeat-a-horrible-lie-on-twitter-pay-25000-is-that-fair/

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วันแรกยื่นซองประมูลทีวีดิจิตอล 20 บริษัท 28 ช่อง

Posted: 28 Oct 2013 08:08 AM PDT

สำนักงาน กสทช. เปิดให้ยื่นแบบคำขอใบอนุญาตฯ ดิจิตอลทีวี ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ เป็นวันแรก มีผู้สนใจเข้ายื่นแบบคำขอฯ เป็นจำนวนทั้งสิ้น  20 บริษัท รวม 28 แบบคำขอฯ

28 ต.ค.2556 เวลา 16.00 น. ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้เปิดให้ยื่นแบบคำขอใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติเป็นวันแรก ณ อาคารหอประชุมชั้น 2 สำนักงาน กสทช.

โดยในวันนี้มีผู้สนใจเข้ายื่นแบบคำขอฯ แล้วจำนวน 20 บริษัท 28 แบบคำขอฯ คิดเป็นวงเงินหลักประกันทั้งสิ้น 1,687 ล้านบาท แบ่งเป็น   

1.หมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว มีผู้ยื่นแบบคำขอฯ จำนวน 3 บริษัท  ได้แก่ บริษัท โรสมีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด บริษัท ไทยทีวี จำกัด และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

2. หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ มีผู้ยื่นแบบคำขอฯ จำนวน 6 บริษัท ได้แก่  บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด บริษัท 3เอ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  บริษัท ไอ-สปอร์ต มีเดีย จำกัด บริษัท ไทยทีวี จำกัด และ บริษัท โพสต์ ทีวี จำกัด

3.หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (ทั่วไป SD) มีผู้ยื่นแบบคำขอฯ จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ บริษัท บีบีทีวี แซทเทลวิชั่น จำกัด บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด     บริษัท อาร์.เอส.เทเลวิชั่น จำกัด บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด บริษัท โฟร์ วัน วัน   เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด บริษัท ไทยทีวี จำกัด     บริษัท ทัช ทีวี จำกัด บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด   บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และบริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด

4. หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง (ทั่วไป HD)  มีผู้ยื่นแบบคำขอฯ จำนวน 7 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด  บริษัท พี เอ็ม กรุ๊ป จำกัด บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และบริษัท จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด
   
ฐากร กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (29 ต.ค.) จะเป็นวันสุดท้ายของการยื่น  แบบคำขอฯ โดยทางสำนักงาน กสทช. จะเปิดให้รับบัตรคิวตั้งแต่เวลา 9.00 น. เริ่มยื่นคำขอตั้งแต่เวลา 9.30-16.00 น. ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะรับบัตรคิวสุดท้ายที่มายื่นขอใบอนุญาตฯ   ในเวลา 16.00 น. เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จในวันนั้น เนื่องจากมีเอกสารที่ต้องตรวจเป็นจำนวนมากและต้องดำเนินการโดยละเอียดรอบคอบ และจะประกาศรายชื่อผู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมการประมูลภายใน 45 วัน
   
สำหรับขั้นตอนการยื่นแบบคำขอฯ ในวันนี้ โดยสรุป เริ่มจากขั้นตอนที่ 1 ลงทะเบียน ผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตฯ จะต้องนำใบเสร็จรับเงินค่าเอกสาร   การประมูลมาแสดงกับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลรายชื่อและหมวดหมู่จากฐานข้อมูล  การจำหน่ายเอกสารการประมูล และจัดทำใบนำคำขอรับใบอนุญาตฯ พร้อมใบตรวจรับคำขอ และเอกสาร (Checklist) ขั้นตอนนี้ที่สำคัญคือ ชื่อผู้ยื่นคำขอและหมวดหมู่ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต้องตรงกับใบเสร็จรับเงินค่าเอกสารการประมูล ขั้นตอนที่ 2 การตรวจรับคำขอ  ผู้ยื่นคำขอฯ นำคำขอพร้อมเอกสารประกอบจำนวน 7 ชุด ประกอบด้วย ต้นฉบับ 1 ชุด  สำเนา 5 ชุด และสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ 1 ชุด ยื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบคำขอ  และเอกสาร ขั้นตอนที่ 3 การวางหลักประกัน ผู้ยื่นคำขอจะต้องนำเงินหลักประกันร้อยละ 10 ของราคาขั้นต่ำในแต่ละหมวดหมู่ ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งจะตรวจรับและจะออกใบเสร็จรับเงินให้ไว้เป็นหลักฐาน
    
ทั้งนี้การวางหลักประกันในหมวดเด็ก เยาวชน และครอบครัว ราคาขั้นต่ำ   140 ล้านบาท วางหลักประกัน 14 ล้านบาท หมวดข่าวสารและสาระ ราคาขั้นต่ำ 220 ล้านบาท วางหลักประกัน 22 ล้านบาท หมวดทั่วไปความคมชัดปกติ ราคาขั้นต่ำ 380 ล้านบาท   วางหลักประกัน 38 ล้านบาท หมวดทั่วไปความคมชัดสูง ราคาขั้นต่ำ 1,510 ล้านบาท   วางหลักประกัน 151 ล้านบาท ซึ่งสำนักงาน กสทช. จะคืนหลักประกันแก่ผู้ขอรับใบอนุญาต  ที่ไม่ชนะการประมูลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูล
   
ฐากร กล่าวย้ำอีกว่า เมื่อยื่นคำขอแล้ว ผู้ยื่นคำขอมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ  ตามมาตรการรักษาความเป็นธรรม ห้ามติดต่อสื่อสารกับผู้ยื่นคำขอรายอื่นๆ อันเกี่ยวเนื่องกับ การประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ จนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการประมูลโดยการประกาศและรับรองรายชื่อผู้ชนะการประมูล (Silence Period) โดยระหว่างนี้ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องห้ามการให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่จะแข่งขันราคา หรือเรื่องที่ทำให้ส่งสัญญาณไม่ให้เกิดการแข่งขันราคาเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ยื่นซองจะต้องระมัดระวังการให้ข้อมูล เพราะหากมีการพิจารณาข้อสัมภาษณ์ใดๆ แล้วเข้าข่ายข้อห้ามจะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน ซึ่งย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์  ต่อการแข่งขัน ส่วนกรณีที่มีการให้สัมภาษณ์ลักษณะเป็นแหล่งข่าว หรือมีเอกสารที่ถูกร้องเรียนเข้ามาถึงบริษัทใดๆที่ให้สัมภาษณ์ในสิ่งที่เข้าข่ายข้อห้าม ทาง กสทช. จะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดต่อไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนลุ่มน้ำบางปะกงเดินหน้าฟ้องถอนใบอนุญาตท่าเรือกลางลำน้ำ

Posted: 28 Oct 2013 07:25 AM PDT

ชาวบ้านลุ่มน้ำบางปะกงเตรียมยื่นศาลปกครอง ฟ้องเพิกถอนใบอนุญาตอภิมหาโครงการท่าเรือกลางลำน้ำบางปะกง ชี้สร้างบนพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ-หลีกเลี่ยงการทำอีไอเอ
 
 
28 ต.ค.2556 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) แจ้งข่าวว่า วันอังคารที่ 29 ต.ค.นี้ เวลา 10.30 น.ชาวบ้านลุ่มน้ำบางปะกงนำโดยกลุ่มสมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืนจะเข้ายื่นฟ้องศาลปกครองระยอง ขอให้เพิกถอนใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ และใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร โครงการท่าเรือกลางลำน้ำบางปะกง ของบริษัท อิสเทริ์น ที พี เค แค็ปปิตอล จำกัด ในพื้นที่ ต.สนามจันทร์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา
 
โครงการฯ ดังกล่าว ประกอบไปด้วย ท่าเรือจำนวน 6 ท่า เนื้อที่รวม 5,642 ตารางเมตรและอาคารโกดัง คลังสินค้า และโรงงาน อาคารคัดคุณภาพสินค้า โรงงานแปรรูปสินค้า โรงงานซ่อมบำรุง บ้านพักรับรอง อาคารสำนักงาน อาคารบ้านพักพนักงาน รวม 35 อาคาร พื้นที่ใช้สอยรวม 366,526 ตารางเมตร
 
กลุ่มชาวบ้านระบุว่า ใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ และใบอนุญาตก่อสร้างอาคารของโครงการฯ ดังกล่าว ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ มีกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกันในการขนส่งสินค้าเกษตรทางน้ำและบนบก แต่กลับซอยย่อยในการขออนุญาต อันเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ต้องให้ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ
 
รวมถึงไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมจัดรับฟังความคิดเห็นของชุมชน เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ วิถีชีวิตของชุมชน แต่ไม่ได้ทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมใดๆ เลย
 
ประชาชนในพื้นที่และชุมชนผู้อาจได้รับผลกระทบจากโครงการนี้จึงขอใช้สิทธิชุมชน และสิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยจะมีการนัดรวมตัวกันที่หน้าที่ว่าการอำเภอบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา แล้วร่วมกันเดินทางไปยังศาลปกครองระยอง ในเวลา 8.00 น. พรุ่งนี้ (29 ต.ค.2556)
 
 
 
 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

4 องค์กรสิทธิสากลร้อง 'อียู' กดดันลาวตามหา 'สมบัด สมพอน'

Posted: 28 Oct 2013 06:42 AM PDT

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, ฮิวแมนไรท์วอทช์ และอีกสององค์กรสิทธิ ออกแถลงการณ์เรียกร้องสหภาพยุโรปกดดันรัฐบาลลาว ให้พาสมบัด สมพอนกลับมาอย่างปลอดภัย

 
28 ต.ค. 2556 ในวาระที่ตัวแทนของรัฐสภายุโรปได้มาเยือนประเทศลาวในวันที่ 28 ตุลาคม ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับอีกสามองค์กร ได้แก่ Christian Solidarity Worldwide, Fédération Internationale des Ligues de droits de l'homme และ Human Rights Watchได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สภายุโรปดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อตามหาตัวสมบัด สมพอน นักพัฒนาอาวุโสชาวลาวที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2555  ให้ช่วยดำเนินการติดตามกดดันรัฐบาลลาว เพื่อนำตัวสมบัดกลับมาอย่างปลอดภัย
 
แถลงการณ์ดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้ 
 
0000
 
 
บรัสเซลส์ 25 ตุลาคม 2556
เรียน สมาชิกรัฐสภา,
 
 จากการที่ท่านจะเข้าร่วมกับตัวแทนของรัฐสภายุโรป (European Parliament) เพื่อไปเยือนประเทศลาวในวันที่ 28 ตุลาคม เราขอเรียกร้องให้ท่านดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สมบัด สมพอน ผู้นำภาคประชาสังคมคนสำคัญของลาวได้กลับคืนมา เขาได้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย
                
สมบัดหายตัวไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2555 ที่กรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว[1] ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ครอบครัวของเขาได้รับมา แสดงภาพครั้งสุดท้ายที่สมบัดอยู่ที่สถานีตำรวจท่าเดื่อ มีความเป็นไปได้ว่าทางการลาวเกี่ยวข้องกับหายตัวไปของสมบัด และสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมื่อทางการลาวไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ ทั้งยังปฏิเสธความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก รวมทั้งความช่วยเหลือด้านการวิเคราะห์ภาพต้นฉบับจากกล้องวงจรปิด
                
ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การบังคับบุคคลให้สูญหายหมายถึงการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานที่เป็นตัวแทนจับกุม ควบคุมตัว หรือลักพาตัวบุคคล และต่อมาปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นถึงการจับตัวไป หรือปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคล เป็นเหตุให้บุคคลไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ในฐานะเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ลงนาม (แม้จะยังไม่ให้สัตยาบันรับรอง) อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) เมื่อเดือนกันยายน 2551 ทางการลาวมีความรับผิดชอบต่อการป้องกันและเยียวยากรณีการบังคับบุคคลให้สูญหาย และต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยงดเว้นจากการกระทำที่ละเมิดวัตถุประสงค์และเป้าประสงค์ของสนธิสัญญาดังกล่าว
                
เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่ปล่อยให้สมบัดหายตัวไปเป็นเวลา 10 เดือนและไม่มีการติดตามข้อมูล แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากนานาชาติอย่างกว้างขวางให้นำตัวเขากลับคืนมา รวมทั้งมติของรัฐสภายุโรปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 รวมทั้งข้อเรียกร้องจาก Catherine Ashton ซึ่งเป็นผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป (High Representative) ในเดือนธันวาคม 2555 และสหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้นำตัวสมบัดกลับคืนมา ภายหลังการประชุมคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลครั้งที่ 4 ระหว่างสปป.ลาว-สหภาพยุโรป ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียงจันทน์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ทั้งยังมีความพยายามล่าสุดในการติดตามกรณีของสมบัด โดยตัวแทนจากสมาชิกรัฐสภายุโรปได้เดินทางไปเยือนลาวเมื่อเดือนสิงหาคม 
                
ในเวลาเดียวกัน ลาวได้รับเงินช่วยเหลือด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจำนวนหลายล้านยูโรต่อปี รวมทั้งเงินจำนวน 12 ล้านยูโรจากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นงบสนับสนุนทั่วไปสำหรับรัฐบาลลาวระหว่างปี 2551-2555 ตามแนวปฏิบัติด้านการสนับสนุนงบประมาณสำหรับประเทศที่สามของสหภาพยุโรป (Guidelines on Budget Support to third countries) "พันธกิจที่มีต่อคุณค่าในขั้นพื้นฐาน" รวมทั้งสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมของประเทศผู้รับทุน จะต้องถือเป็น "เงื่อนไขหลักของความร่วมมือด้านการพัฒนาของสหภาพยุโรป รวมทั้งการให้ทุนสนับสนุนทั่วไป"[2]
                
สหภาพยุโรปควรใช้อิทธิพลที่มีอยู่เพื่อประกันว่าสมบัดจะกลับมาอย่างปลอดภัย และต้องกระตุ้นให้รัฐบาลลาวตอบคำถามที่ยังค้างอยู่เกี่ยวกับการหายตัวไปของสมบัด และให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ โดยหากเป็นไปได้ควรให้บุคลากรระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนในการสอบสวนกรณีนี้
                
การหายตัวไปของสมบัดทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดความสนใจต่อปัญหาการขาดเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบในลาว และยังส่งสัญญาณในเชิงข่มขู่อย่างเย็นชาต่อภาคประชาสังคมของประเทศที่ค่อนข้างบอบบางอยู่แล้ว ในการมีปฏิสัมพันธ์กับทางการลาว สหภาพยุโรปควรเน้นถึงประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับความบกพร่องของสิทธิทางพลเรือนและการเมืองโดยทั่วไป รวมทั้งเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบ และเสรีภาพด้านศาสนาหรือความเชื่อ สหภาพยุโรปควรเรียกร้องให้รัฐบาลลาวประกันให้มีสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ซึ่งทำงานในด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และด้านการพัฒนาอย่างกรณีของสมบัด
                 
เนื่องจากรัฐบาลลาวได้แสดงเจตนารมณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) ระหว่างปี 2559-2561 การบังคับบุคคลให้สูญหายกรณีสมบัดต้องถือเป็นบททดสอบสำคัญของพันธกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในประเทศที่มีการเติบโตรวดเร็วสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2555 การทำงานของภาคประชาสังคมรวมทั้งบุคคลต่าง ๆ อย่างเช่นสมบัด เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยประกันไม่ให้มีการละเลยสิทธิมนุษยชนในระหว่างการพัฒนาอย่างรวดเร็วของลาว สหภาพยุโรปควรเน้นต่อรัฐบาลลาวว่า ความคืบหน้าอย่างมากในการคลี่คลายกรณีของสมบัด ต้องถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
                
เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจของยุโรปในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโดยผ่านการดำเนินงานภายนอก เราขอเรียกร้องให้ตัวแทนของรัฐสภายุโรปที่จะไปเยือนประเทศลาว กระตุ้นรัฐบาลลาว
 
  • ให้ประกันให้มีการนำตัวสมบัด สมพอนกลับมาอย่างปลอดภัยและโดยทันที
  • ตอบคำถามที่ยังค้างอยู่เกี่ยวกับการหายตัวไปของสมบัด และให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ
  • สอบสวนอย่างเต็มที่ในการบังคับบุคคลให้สูญหายกรณีสมบัด สมพอน โดยต้องทำอย่างโปร่งใสและทันท่วงที และให้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ
  • แก้ปัญหาการกดขี่สิทธิทางพลเรือนและการเมือง รวมทั้งเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบในลาว และประกันให้มีสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม
 
จนกว่าสมบัด สมพอนจะกลับมาสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย เราจะไม่ลืมกรณีของเขา และจะเรียกร้องต่อไปเพื่อให้นำตัวเขากลับคืนมา ขอขอบคุณต่อความสนใจในข้อกังวลที่จริงจังและต่อเนื่องของเราเกี่ยวกับชะตากรรมของเขา
 
ด้วยความนับถือ
 
Amnesty International
Christian Solidarity Worldwide
Fédération Internationale des Ligues de droits de l'homme
Human Rights Watch
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บึ้ม‘หมวดแชน' เจ้าหน้าที่กู้ระเบิดฝีมือดีดับรวม 3 นาย

Posted: 28 Oct 2013 05:59 AM PDT

บึ้มลูกที่สองดับ'หมวดแชน' เจ้าหน้าที่กู้ระเบิดฝีมือดีของตำรวจภูธรนราธิวาส ตายรวม 3 นาย เหตุเกิดบนทางหลวงบริเวณบ้านส้มป่อย อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

 
28 ต.ค. 2556 ส่วนปฏิบัติการและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ศูนย์ปฏิบัติการร่วมทางยุทธวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4สน.) รายงานว่า เมื่อเวลา 09.45 น.คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัด (ตร.กก.สส.ภ.จว.) นราธิวาส ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 3 และ จนท.EOD ฉก.นย.ทร ได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย ถูกนำส่งโรงพยาบาลบาเจาะ 
 
 
เหตุเกิดบนถนนสาย 42 ฝั่งทางเข้า จ.นราธิวาส บริเวณบ้านส้มป่อย หมู่ที่ 4 ต.กาเยาะมาตี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
โดยเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตคือ ร.ต.ต.แชน วรงค์ไพสิฐ หรือหมวดแชน อายุ 50 ปี ตำแหน่ง รอง สว.(ตทบ.)กก.สส.ภ.จว.นราธิวาส อยู่บ้านเลขที่ 20/1 หมู่ที่ 2 ต.บางปอ อ.เมือง จ.นราธิวาส เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ร.ต.ต.จรูญ เมฆเรือง อายุ 42 ปี ตำแหน่ง รอง สว.(ตทบ.)กก.สส.ภ.จว.นราธิวาส อยู่บ้านเลขที่ 19 ซอยจันทร์เพชร อ.เมือง จ.นราธิวาส เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และ ส.ต.อ.นิมิตร ดีวงษ์ อายุ 35 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ตทบ.) กก.สส.ภ.จว.นราธิวาส อยู่บ้านเลขที่ 19/6 หมู่ที่ 3 ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนพ.จ.อ.สมเกียรติ ยังศิริ จนท.ชุด EOD ฉก.นย.ทร มีอาการหูอื้อแน่นหน้าอก ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
 
เหตุเกิดขณะชป.ร้อย.ปล.ที่ 1 ฉก.นราธิวาส 32 เดินลาดตระเวนเส้นทางบนถนนสาย 42 เมื่อเดินมาถึงบริเวณ บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 4 ต.กาเยาะมาตี ได้ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยเป็นกระสอบปุ๋ยสีขาววางอยู่บริเวณโคนเสาไฟฟ้าริมถนน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุด EOD ตร.กก.สส.ภ.จว.นราธิวาสและชุด EOD ฉก.นย.ทร เข้าตรวจสอบ 
 
เมื่อเจ้าหน้าที่ชุด EOD เข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบพบวัตถุระเบิดอีกหนึ่งลูก ฝังไว้ใต้พื้นผิวถนนใกล้กับวัตถุต้องสงสัยเจ้าหน้าที่ชุด EOD ตร.กก.สส.ภ.จว.นราธิวาสจึงเข้าตรวจสอบและได้เกิดระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นายดังกล่าว
 
ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุด EOD ฉก.นย.ทร.ได้เก็บกู้วัตถุต้องสงสัยที่ใส่กระสอบปุ๋ยสีขาววางไว้บริเวณโคนเสาไฟฟ้า โดยการใช้เชือกดึงเมื่อทำการดึง ได้เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ EOD ฉก.นย.ทร.ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 นาย
 
จากการตรวจสอบพบเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สหุงต้น ขนาดบรรจุแก๊ส 15 กิโลกรัมทั้งสองลูก โดยลูกที่ฝังไว้ใต้พื้นผิวถนนจุดชนวนระเบิดด้วยระบบบังคับจุดระยะไกล ส่วนลูกที่สอง ซึ่งบรรจุอยู่ในกระสอบปุ๋ย จุดชนวนด้วยระบบเหยียบ สาเหตุเชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
 
ทั้งนี้ ร.ต.ต.แชน วรงค์ไพสิฐ หรือหมวดแชนได้รับการยกย่องว่าเป็นตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดฝีมือดีคนหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประวัติในการเก็บกู้วัตถุระเบิดมาอย่างโชกโชน โดยคนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะรู้จักในนามดาบแชนหรือหมวดแชน
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โฆษก ปชป. ระบุ 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ยืนยันไม่เอาเหมาเข่ง

Posted: 28 Oct 2013 02:53 AM PDT

ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ระบุ ปชป. ไม่แปลกใจที่ อสส. ฟ้อง 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' เชื่อการรับลูกมาตั้งแต่ดีเอสไอ เตือนอัยการสูงสุดต้องรับผิดชอบ และยืนยันว่า 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำผิดต้องรับโทษ แต่ขอร้องรัฐบาลอย่าออกกฎหมายล้างผิด และอย่าหวังกดดันประชาธิปัตย์ให้ยอมรับนิรโทษกรรมเหมาเข่ง

28 ต.ค. 56 - ตามที่มีการนำเสนอข่าวว่า อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ – นายสุเทพ ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ล่าสุดวันนี้ (28 ต.ค.) เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานความเห็นของ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกล่าวว่า ทางพรรคไม่รู้สึกแปลกใจ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นต่อเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากเรื่องนี้มีการวางลำดับขั้นตอนรับลูกการทำงานกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ขะมักเขม้นทำเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ดูเหมือนจะมีการทำงานในเรื่องดังกล่าวอยู่เพียงเรื่องเดียว และการที่รัฐบาลนั้นมีความต้องการที่จะกดดันนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพให้รับกระบวนการนิรโทษกรรมซึ่งจะล้างผิดแบบเหมาเข่งนั้นก็ยิ่งไม่เป็นที่แปลกใจที่อัยการสูงสุดต้องมีคำสั่งออกมาในลักษณะนี้

ดังนั้นทั้ง 2 ท่านจะเดินหน้าต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา และขอฝากเตือนไปยังอัยการสูงสุดว่า เมื่อท่านได้มีคำสั่งแล้ว ท่านก็ต้องรับผิดชอบการกระทำดังกล่าวเนื่องจากการที่ทั้ง 2 ท่านปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐชัดเจน แต่อัยการกลับวินิจฉัยว่าอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนเป็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษมากกว่าการตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และยังอ้างว่าไม่ใช่ความผิดต่อการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการนั้น ตนเห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ไม่แปลกใจเพราะวันนี้สังคมไทย ราชการไทยภายใต้ระบอบทักษิณนั้นได้ทำลายระบบนิติรัฐ และนิติธรรมของประเทศลงอย่างชัดเจน เมื่ออัยการกล้ามีคำสั่งก็ต้องรับผิดชอบหากมีการร้องเรียนว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ หรือการใช้อำนาจเกินขอบเขต

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า ทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อเข้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากทำผิดก็ต้องรับโทษ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้นายกรัฐมนตรีคนต่อไปกระทำเช่นนี้อีก ขอเพียงอย่างเดียวว่า รัฐบาลอย่ามาออกกฎหมายล้างผิดให้กับพวกตนเพราะทั้ง 2 ท่านยืนยันจะไม่รับกฎหมายนิรโทษกรรมทุกรูปแบบ และอย่าหวังจะใช้กรณีอย่างนี้มากดดันให้พรรคประชาธิปัตย์ยอมรับการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง

"เรายืนยันที่จะต่อต้านกฎหมายดังกล่าวอย่างเต็มที่ทั้งในและนอกสภาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และฝากบอกไปยังคนเสื้อแดงด้วยว่า เมื่ออัยการสูงสุดสั่งฟ้อง 2 ท่านนี้แล้วความจริงจะได้ปรากฎ อย่าปล่อยให้รัฐบาลและ "น ป โชว์" เล่นละครตบตาจูงจมูกพี่น้องอีกเลย ร่วมกันออกมาต่อต้านกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ทุกคน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้ความจริงปรากฎ" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จดหมายถึงทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และเครือข่าย เรื่อง นิรโทษกรรมเหมาเข่ง-สุดซอยกับการรักษาประชาธิปไตย

Posted: 28 Oct 2013 01:48 AM PDT

จดหมายเปิดผนึกถึงคุณทักษิณ-คุณยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และเครือข่าย
เรื่อง นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง-สุดซอย กับปัญหาการรักษาประชาธิปไตยไทย


ประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่เราใฝ่ฝันและเป็นหลักสากลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่เปราะบางซึ่งกลุ่มคนที่มีอำนาจและผลประโยชน์มักจะหาทางเอาเปรียบสังคม และทำให้ต้นประชาธิปไตยแคระแกร็นจนคนในสังคมถูกทำให้เชื่อว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทย

ดังนั้น ทุกฝีก้าวของสังคมไทยเราจะต้องละเอียดกับการใช้ชีวิตแบบประชาธิปไตย เพราะย่อมมีกลุ่มคนที่มุ่งหวังจะฉกฉวยและทำให้ประชาธิปไตยมีคุณค่าเท่ากับศูนย์และพวกเขาก็จะสามารถครองบัลลังก์อำนาจในซากเสื้อคลุมของระบอบนี้

คุณทักษิณและตระกูลชินวัตร สามารถประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นเป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจการเมืองขั้นสูงสุดในช่วง12 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะต้องผ่านภาวะบ้านแตกแต่ก็เห็นได้ชัดว่า สาแหรกยังไม่ขาด การที่มีคนในตระกูลนี้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 3 คนถึงปัจจุบัน และอาจมีคนที่ 4 ที่ 5 หรือที่ 6 และต่อๆ ไปนั้น ย่อมเป็นเครื่องหมายอันสำคัญว่าทักษะและความสามารถของคุณทักษิณย่อมอยู่ในระดับผู้นำที่สร้างตัวขึ้นมาหาใช่เรื่องทางสายเลือดไม่ เพราะแม้ว่าคุณทักษิณไม่สามารถที่จะอยู่ยืนเหยียบในแผ่นดินนี้ในปัจจุบันได้แต่แผ่นดินนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธในการให้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือคนสกุลชินวัตรอื่นๆในอนาคตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และคุมบังเหียนทิศทางนโยบายของประเทศได้

ความสำเร็จของคุณทักษิณและตระกูลชินวัตรเกิดขึ้นได้เป็นเพราะการเติบโตของประชาธิปไตยไทย แต่ขณะเดียวกัน การขับไล่และล้มคุณทักษิณ ก็เกิดจากปัจจัยที่คุณทักษิณและตระกูลชินวัตรเชื่อมั่นในอำนาจของคะแนนเสียงโหวตข้างมากในสภาเพียงประการเดียว เพราะความชอบธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย มันไม่ใช่เพียงความชอบธรรมด้านคะแนนเสียงในสภา แต่มันยังมีความชอบธรรมทางสังคมต่อแต่ละประเด็นที่สำคัญๆ ด้วย ดังกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปอันเป็นจุดเริ่มของจุดจบของคุณทักษิณและเครือข่าย กระบวนการขายหุ้นนี้ถูกทำให้ถูกต้องตามกฎหมายที่ผ่านเสียงส่วนมากในสภา แต่กลับล้มเหลวในการทำให้คนในสังคมเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวนี้เป็นความชอบธรรม หากแต่เป็นเรื่องความละโมบโลภมากจนยากที่สังคมจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ ดังนั้น คุณทักษิณจึงต้องล้มลง

สังคมไทยนั้นอยู่บนทางสองแพร่ง ว่าจะเอาประชาธิปไตยหรือจะยอมให้เผด็จการครองอำนาจ ซึ่งถึงวันนี้ คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่าสังคมไทยมีความหวังต่อการสร้างประชาธิปไตย ความหวังนี้จึงเปิดทางให้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แม้ว่ากระแสเสียงในสังคมจะไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าจะเชื่อใจคุณทักษิณและชินวัตรได้ว่าจะอยู่ข้างฝ่ายประชาธิปไตย หรือเพียงแต่ฉวยใช้ระบอบนี้เพื่อเป้าหมายทางอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้น ดังกรณีครบรอบสองปีการฆ่าประชาชนกลางกรุงเทพฯ เมื่อพฤษภาคม 2555 คุณทักษิณก็รีบขอบคุณเหล่าพี่น้องเสื้อแดงที่ได้สละชีวิตจนมีวันนี้กลับมาของครอบครัวชินวัตร โดยประกาศว่าต้องการจะสละเรือและเดินต่อไปบนฝั่งเขาเพียงลำพัง แต่คุณทักษิณก็ต้องรีบกลับมาหาพี่น้องเสื้อแดงเมื่อตระหนักว่ายังไม่อาจรอดพ้นจากศัตรูที่มีอีกมากมาย ส่วนสังคมไทยในพลังฝ่ายประชาธิปไตย จึงถูกทำให้คิดเสมอว่าคุณทักษิณและเครือข่ายนั้นพร้อมที่จะ "ขี้ตั๊วะแต้ๆ" ต่อฝ่ายประชาธิปไตย

ในกรณีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหากฎหมายนิรโทษกรรมให้เป็นแบบเหมาเข่ง-สุดซอยเพื่อให้คุณทักษิณได้กลับมาเหยียบผืนดินไทยอีกครั้ง หากพิจารณาแล้วย่อมเป็นความหวังที่แท้จริงของคุณทักษิณและเครือข่าย และเราก็สามารถเชื่อได้ว่า กฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง-สุดซอยนี้ จะผ่านขั้นตอนของสภาด้วยเสียงข้างมากและประกาศใช้เป็นกฎหมายได้อย่างถูกต้อง  ไม่ว่าเครือข่ายคุณทักษิณจะพยายามสร้างชุดอธิบายว่าเป็นเรื่องของกรรมาธิการเสียงข้างมากเท่านั้น หรือเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ หรือไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณและชินวัตรแต่อย่างใด ก็ตามที ฯลฯ จะมีใครเชื่อบ้างหรือไม่?

แต่สาระสำคัญของคำว่า "ขี้ตั๊วะแต้ๆ" นั้นจะกลายเป็นปัญหาความชอบธรรมทางสังคม พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะสิ้นพลังความหวังพลังกลางๆ ส่วนใหญ่ที่ต้องการข้ามปัญหาทางการเมืองเพื่อให้สังคมไทยเดินหน้าไปสู่ความเจริญทางเศรษฐกิจและความสงบของสังคม จะสูญสิ้นศรัทธาต่อนักการเมืองจากการเลือกตั้งอีกอย่างซ้ำซากว่าไม่อาจเป็นความหวังได้อีกต่อไป พลังที่อ่อนล้าในทางสังคมเหล่านี้คือการพังทลายของเกราะกำบังเหล็กของคุณทักษิณคุณยิ่งลักษณ์และเครือข่าย และการฉวยจังหวะกลับมาของพลังอำนาจเผด็จการนิยมแบบเก่าๆ

ประชาธิปไตยไทยต้องเดินหน้าต่อไปอย่างแน่นอน แม้อาจต้องล้มลุกคลุกคลานอีกเป็นระยะๆ แต่สำหรับคุณทักษิณ  ชินวัตร และเครือข่าย เป็นอีกเรื่องต่างหาก หากคำๆนี้ "ขี้ตั๊วะแต้ๆ" ดังทั้งสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนกลุ่มฝ่ายต่างๆ ที่เหลือต่างก็ได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง-สุดซอยเรียบร้อยแล้ว
 

ด้วยคารวะต่อประชาชนทุกคนที่สร้างและรักษาประชาธิปไตยไทยตลอดมา


นายธำรงศักดิ์  เพชรเลิศอนันต์
จันทร์ 28 ตุลาคม 2556
 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

Posted: 28 Oct 2013 01:19 AM PDT

"ปัญหาหลักก็คือ ได้ประกันตัวหรือเปล่า อย่างยุทธภูมิชนะคดีแต่ติดคุกไปแล้วปีหนึ่ง อย่างนี้จะเรียกว่าชนะอย่างไร เรื่องประกันตัว เป็นหัวใจสำคัญ คดีอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ได้ประกันตัวถึงชนะคดีก็ติดคุกไปแล้ว"

กล่าวถึงปัญหาของการดำเนินคดีตามมาตรา 112

อัยการสูงสุดสั่งฟ้องอภิสิทธิ์-สุเทพ กรณีสลายชุมนุมปี 53

Posted: 28 Oct 2013 01:01 AM PDT

28 ต.ค. 2556  เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่า นายนันทศักดิ์ พูลสุข โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล

โดยคดีดังกล่าวมาจากเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เมื่อเดือน เม.ย.- พ.ค.53 เนื่องจากมีพยานหลักฐานในการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ ศอฉ. ปิดล้อมสกัดกั้นการเข้าร่วมชุมนุม ขอคืนพื้นที่ โดยให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่เกินจำเป็น

ที่มา: เว็บไซต์ข่าวสด

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น