โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สนง.ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนฯ ยินดี หลังแรงงานพม่าชนะคดีฟาร์มไก่ ไม่จ่ายค่าจ้าง สุเนตร: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

คนงาน บ.จอร์จี้เจรจาครั้งที่ 6 ไม่คืบ นายจ้างยันคำเดิม-ไล่แจกใบเตือน พักงาน อ้างทำตาม กม.แรงงาน

Posted: 14 Nov 2013 10:34 AM PST

สำนักข่าวประชาธรรมรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2556 เวลาประมาณ 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ตัวแทนลูกจ้างบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด จ.เชียงใหม่เข้าเจรจากับตัวแทนนายจ้างครั้งที่ 6 โดยนายจ้างส่งผู้จัดการโรงงานชื่อ สตีฟ  เข้าเจรจา แต่ผลการเจรจายังไม่คืบหน้านายจ้างยังยันคำเดิมว่าจะรับข้อเสนอทั้งหกข้อก่อนหน้านี้  แต่ประเด็นข้อเรียกร้องเรื่อง การจ่ายเงินให้พนักงานรายชิ้นที่ทำได้จริงไม่ต่ำกว่า 310 บาท และโบนัส บริษัทยังคงยืนยันที่จะพิจารณาในปีหน้า

ตัวแทนลูกจ้างที่เข้าเจรจา กล่าวว่า พวกตนเริ่มไม่อยากเข้าเจรจา เพราะบริษัทส่งตัวแทนที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเข้าเจรจา เหมือนกับว่าจะยืดการเจรจาออกไปเรื่อยๆ นอกจากนี้สภาพการทำงานในโรงงานไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น คนงานยังคงโดนใบเตือนและโดนพักงาน

"นายจ้างยังคงยืนยันคำเดิม คือ ข้อเสนอที่เหลือจะพิจารณาในปีหน้า เราเริ่มเซ็ง เพราะบริษัทมั่วแต่ส่งคนที่ไม่มีอำนาจมา อย่างวันนี้เจ้าของบริษัทก็เข้ามา แต่ไม่ยอมเข้าเจรจากับเรา แล้วมันก็ไม่ได้ข้อสรุป ต้องเลื่อนการเจรจาออกไปอีก ในโรงงานก็ไม่ได้ดีขึ้น คนงานยังถูกใบเตือน หนักกว่านั้นมีคนโดนพักงานไปแล้วสองคน เพียงแค่ เย็บด้ายผิดไปนิดเดียว กลับไปแก้ก็น่าจะได้ แต่กลับให้ใบเตือนและพักงาน ป้าแก่ๆที่เคยทำงานอยู่ในส่วนของงานเบาๆ ก็ถูกย้ายไปทำงานหนัก พอพวกแกแจ้งตำรวจ ก็โดนใบเตือน"

"พอเราถามเรื่องนี้ไป สตีฟก็ตอบมาว่าบริษัททำตามกฎหมายแรงงาน ที่ออกมาตั้งแต่ปี 53 แล้ว ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็นกฎหมายฉบับนี้เลย พอขอดู สตีฟเองก็บอกว่าไม่เคยเห็น รู้แค่ว่ามันเป็นกฎหมายของไทยเอง"

ตัวแทนลูกจ้าง กล่าวอีกว่า  หลังจากนี้พวกตนคงจะไปดูกฎหมายที่ถูกอ้างว่าจริงเท็จประการใดก่อน ส่วนข้อเสนอที่ตกลงได้แล้ว บริษัทจะประกาศก็ต่อเมื่อได้ลงนามข้อตกลงร่วมระหว่างบริษัทกับลูกจ้าง ซึ่งนัดเซ็นสัญญาความตกลงร่วมกับเจรจาอีกครั้งในวันอังคารที่ 19 พย.นี้ ซึ่งคงต้องดูผลการเจรจาครั้งหน้าก่อนจะกำหนดการเคลื่อนไหวต่อไป.


ที่มา: สำนักข่าวประชาธรรม

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กปท.ลั่นพร้อมยุติชุมนุม หากยิ่งลักษณ์ยุบสภา

Posted: 14 Nov 2013 09:02 AM PST

กปท.ลั่นพร้อมยุติชุมนุม หากนายกฯ ยุบสภา ด้าน คปท.ไปสีลม รณรงค์ต้านแก้ ม.190-บุก สตช. จี้ ตร.อย่าทำร้ายปชช. ขณะ วสันต์ พานิช ขึ้นเวทีราชดำเนิน ย้อนเหตุการณ์การเมืองไทย ชี้กระบวนยุติธรรมต้องเดินหน้า 

 
14 พ.ย.2556 เว็บไซต์เนชั่นทันข่าวรายงานว่า พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ หนึ่งในเสนาธิการร่วมกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) กล่าวว่า กปท.จะปักหลักชุมนุมอยู่ในที่ตั้ง โดยไม่มีการเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ใด ส่วนจะมีการเคลื่อนไหวในรูปแบบอื่นๆ อีกหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ข้างหน้า ยังไม่สามารถตอบได้ในตอนนี้ แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดการชุมนุมของกลุ่ม กปท.มีสิ่งเดียว คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องยุบสภา ซึ่งหากรัฐบาลประกาศยุบสภา กปท.ก็จะยุติการชุมนุมทันที

ส่วนบรรยากาศการของ กปท. กองทัพธรรม และภาคีเครือข่าย 77 จังหวัด ที่บริเวณแยกผ่านฟ้า ถนนราชดำเนินนอก นั้นว่า ตลอดทั้งวัน บนเวทียังมีการปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ผลการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารของศาลโลก โดยเฉพาะประเด็นที่นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชี้แจงการแปลคำพิพากษา ต่อที่ประชุมรัฐสภายอมรับว่า ไทยเสียดินแดนยอดเขาพระวิหาร ไปทางทิศเหนือ เกินเส้นมติคณะรัฐมตรี ปี 2505 และบริเวณทางขึ้นเขาพระวิหารทางฝั่งกัมพูชา แต่ไม่กินพื้นที่ยาวถึงภูมะเขือ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก


คปท.ไปสีลม รณรงค์ต้านแก้ ม.190-บุก สตช. จี้ ตร.อย่าทำร้ายปชช.
วันเดียวกัน กลุ่มเครือข่ายนักศึกษา ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินขบวนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 จากแยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ มายังบริเวณถนนสีลม โดยระหว่างทางมีการปราศรัยโจมตีการบริหารงานของรัฐบาล และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีประชาชนริมสองฝั่งถนน ให้ความสนใจ โบกมือทักทายให้กำลังใจและเป่านกหวีด

นิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. กล่าวบนเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ว่า ตำรวจเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ดังนั้นจากนี้ คปท.จะเดินขบวนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตำรวจต้องเป็นผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ระบอบทักษิณ และขอให้ตำรวจ อย่าทำร้ายประชาชน ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลรู้ว่า ประเทศนี้เป็นของประชาชน และปกครองประเทศโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เป็นระบอบทักษิณ

จากนั้นเวลา 14.00 น. กลุ่ม คปท. เดินทางมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยส่งตัวแทนมวลชน 10 คนนำธงชาติไทยปักด้านหน้าประตู สตช. พร้อมทั้งปราศรัย โจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อุทัย ยอดมณี ผู้ประสานงาน คปท. กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสำนึกถึงตราโล่ที่อยู่บนหมวกว่าเป็นตราของแผ่นดิน การมา สตช.เพื่อมาแสดงพลัง กรณีที่พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบ.ชน. สั่งการให้จับกุมประชาชนที่ติดธงชาติไทยที่รถ สร้างความปั่นปวน กีดขวางการจราจร จึงขอเรียกร้อง ไปยัง สตช. ตั้งคณะกรรมการสอบ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ถึงการออกคำสั่งดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้ สตช.ดำเนินการปลดให้พ้นจากตำแหน่ง ผบช.น. เนื่องจากไม่รู้จักทดแทนบุญคุณแผ่นดิน

"กรณีที่ ผบช.น. กล่าวอ้างว่า ม็อบเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวายนั้น แท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่มาสร้างสถานการณ์คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลต่างหาก และ คปท. ไม่ได้เป็นม็อบที่สร้างความวุ่นวาย แต่คือกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับใช้ประชาชน ประชาชนก็พร้อมจะปฏิรูป สตช.ด้วย" อุทัย กล่าว

ต่อมาเวลา 15.30 น. กลุ่ม คปท.ได้เดินทางกลับมาถังแยกมัฆวานรังสรรค์ พร้อมประกาศว่าเป็นชัยชนะอีกครั้งหนึ่งของการชุมนุม
 

วสันต์ พานิช ขึ้นเวทีราชดำเนิน ย้อนเหตุการณ์การเมืองไทย ชี้กระบวนยุติธรรมต้องเดินหน้า  
ด้านข่าวสดออนไลน์รายงานว่า เมื่อเวลา 19.10 น. วันเดียวกัน ที่เวทีต้านกฎหมายนิรโทษกรรม อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน นายวสันต์ พานิช อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ทนายความคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ปราศรัยเกี่ยวกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 เหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 โดยระบุว่าทั้ง 3 เหตุการณ์ผู้มีอำนาจในขณะนั้นได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้กระบวนการยุติธรรมในการค้นหาความจริงต้องเป็นโมฆะไป ญาติผู้สูญเสียไม่สามารถพบว่าผู้ที่กระทำความผิดเป็นใคร รวมทั้งเหตุการณ์กรือเซะและตากใบ จนถึงการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ กับตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 กระทั่งเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ว่ายังไม่มีครั้งไหนดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ จึงไม่ควรมีการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง และเรียกร้องให้กระบวนยุติธรรมเดินหน้าต่อไปเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสีย

ทั้งนี้ มีรายงานว่า วสันต์ได้ปราศรัยพร้อมแสดงภาพถ่ายของ สมาพันธ์ ศรีเทพ หรือ เฌอ ผู้เสียชีวิตจากปืนสไนเปอร์ที่ซอยรางน้ำ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553 ด้วย

 

 

ที่มา: เนชั่นทันข่าว (1, 2) และข่าวสดออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อภิสิทธิ์ระบุจะขอคืนพื้นที่ไม่ได้-ถ้ายังไม่มีการฟ้องศาล

Posted: 14 Nov 2013 08:43 AM PST

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเชื่อ 'นปช.' นัดชุมนุม 18-20 พ.ย. เพราะอ้างเรื่องคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันว่าในปี 2553 รัฐบาลมีสิทธิ์ขอคืนพื้นที่เพราะร้องขอต่อศาลแล้ว และมีอำนาจในการทำให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 56 ที่อาคารรัฐสภา (ที่มา: เพจ Abhisit Vejjajiva)

 

14 พ.ย. 2556 -  เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานวันนี้ (14 พ.ย.) ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ตอนหนึ่งตอบคำถามผู้ดำเนินรายการที่ว่า การที่เสื้อแดงจะออกมาชุมนุมช่วงวันที่ 18 – 20 นี้ จะเป็นการกดดันศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยอภิสิทธิ์ตอบว่า "ก็ดูคุณจตุพรก็ระบุค่อนข้างจะชัดเจนอย่างนั้นด้วยซ้ำว่า ที่จะต้องมาชุมนุมนี้อ้างว่าเนื่องจากจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย แล้วก็แหม รู้ล่วงหน้าอีก มติเท่าไหร่ จะเกิดอะไรไม่ได้ ไม่ยอม ก็กลายเป็นอย่างนั้นไปครับ"

ส่วนคำถามที่ว่า กระแสที่ถูกสร้างโดยรัฐบาลขณะนี้กดดันว่าที่ราชดำเนินต้องเลิกชุมนุม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดกลียุคขึ้น เพราะจะมีม็อบชนม็อบ อภิสิทธิ์ตอบว่า "คือผมว่าอย่างนี้นะครับ 1. มีความพยายามอยู่แล้ว วันก่อนก็มีคนไปยื่นว่าการชุมนุมที่ราชดำเนินอะไรต่างๆ นี้ผิดกฎหมาย จะให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์มั๊งครับ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ก็แถลงไปแล้วว่า ไม่ใช่ เขาใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ทีนี้ก็ต้องดูครับว่า การชุมนุมนี้มันวุ่นวาย หรือไม่วุ่นวาย แล้วก็ใครจะเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย ก็ต้องดูลักษณะการชุมนุม ถูกมั้ยครับ"

"เพราะฉะนั้นสิ่งง่ายๆ ที่ต้องดุก็คือว่า ราชดำเนินนี้ แกนนำเขาประกาศว่าเขาต้องการที่จะเป็นการชุมนุมที่ไม่ก่อความวุ่นวาย ไม่ใช้ความรุนแรง เช่นไม่ไปบุก ไปยึด ไปเผาสถานที่ แล้วก็ต้องการที่จะดำเนินการอย่างอารยชน ในขณะที่การชุมนุมเสื้อแดงในส่วนที่ผ่านมานี้ มีการพูดว่า ถ้าอีกฝ่ายไม่หยุด เราจะไปบังคับให้หยุด แค่นี้ก็เพียงพอครับที่จะพิจารณาได้ว่า ตกลงกลุ่มไหนครับที่กำลังมุ่งสู่ความรุนแรง เจ้าหน้าที่ก็ต้องไปจัดการกับกลุ่มนั้นไม่ใช่มาคิดว่า ฝ่ายนี้เข้าข้างรัฐบาล ฝ่ายนั้นไม่เข้าข้าง ดูจากตรงนี้ไม่ได้ครับ เจ้าหน้าที่ต้องดูว่า กลุ่มไหนจะมีพฤติกรรมในลักษณะไหนอย่างไร แล้วก็ต้องไปรักษาความสงบเรียบร้อยครับ"

อภิสิทธิ์ตอบคำถามผู้ดำเนินรายการเปรียบเทียบการขอคืนพื้นที่ชุมนุมที่ราชประสงค์ในปี 2553 โดยอภิสิทธิ์ตอบว่า "ปี 53 ประเด็นก็คือว่า มีการไปร้องต่อศาลอย่างชัดเจนว่า การชุมนุมนั้นผิดกฎหมายหรือยัง และรัฐบาลทำอะไรได้บ้าง ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเลย"

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ในการชุมนุมปี 53 ศาลตัดสินว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย อภิสิทธิ์ตอบว่า "ถูกต้องครับ แล้วก็รัฐบาลมีสิทธิ์ มีอำนาจในการที่จะดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาวะปกติครับ"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หมอนิรันดร์ ชี้ชุมนุมต้านนิรโทษยังไม่เข้าเงื่อนไขใช้ พ.ร.บ.มั่นคง

Posted: 14 Nov 2013 08:22 AM PST

กรรมการสิทธิฯ เชิญแกนนำต้านนิรโทษกรรม 4 กลุ่ม รองเลขาธิการ สมช.เผยกำลังเช็คข่าวชายชุดดำป่วนชุมนุม ยันคง พ.ร.บ.มั่นคง รับกระแสการชุมนุมสุปสัปดาห์-คำวินิจฉัยแก้รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ด้านตัวแทนผู้ชุมนุมโวยรัฐไม่ได้คำนึงถึงสิทธิในการชุมนุม กสม.ชี้ชุมนุมต้านนิรโทษยังไม่เข้าเงื่อนไขใช้ พ.ร.บ.มั่นคง จวกเว้นกรณีใต้ ทุกรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงไม่ตามเงื่อนไข

      

14 พ.ย.2556 เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นประธาน ได้เชิญแกนนำผู้ชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ถาวร เสนเนียม แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม ที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่แยกผ่านฟ้า พวงทิพย์ บุญสนอง ที่ปรึกษากฎหมาย กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ม.ล.สุทธิฉันท์ วรวุฒิ แกนนำกลุ่มราชตระกูลรวมใจ รวมถึงผู้แทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนักวิชาการเข้าชี้แจงกรณีมีการร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิการชุมนุม
      
ในส่วนของแกนนำแต่ละกลุ่มผู้ชุมนุมต่างชี้แจงถึงเหตุผลในการชุมนุมว่า เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรม และแม้ว่านายกรัฐมนตรี และ 4 พรรคร่วมรัฐบาล จะลงสัตยาบันยืนยันไม่นำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีก หลังพ้นระยะเวลา 180 วันที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบร่างดังกล่าว นอกจากนี้ยังไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานในหลายเรื่องของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ต่างยืนยันว่าการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่รัฐบาลก็กลับไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสิทธิในการชุมนุม มีการพยายามปิดกั้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น ปิดกั้นเส้นทางไม่ให้ประชาชนมาเข้าร่วมชุมนุมได้โดยสะดวก มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาการมากเกินความจำเป็น มีการข่มขู่ว่าจะดำเนินการกับผู้ที่ให้การสนับสนุนการชุมนุม เป็นต้น

ส่วนประเด็นอนุกรรมการสนใจซักถามมากคือ กรณีที่ปรากฏข่าวและภาพเป็นลักษณะชายชุดดำพกอุปกรณ์คล้ายปืนเตรียมที่จะเข้าป่วนการชุมนุม ว่าในทางการข่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร และตลอดเวลากว่า 20 วันของการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง มีปรากฏการณ์อะไรที่ชัดเจนว่าการชุมนุมเข้าข่ายจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และความเหมาะสมในการออกแถลงการณ์ แจ้งเตือนแกนนำผู้ชุมนุมและกลุ่มทุนคัดค้านนิรโทษกรรมของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
      
พรชาต บุนนาค รองเลขาธิการ สมช.ชี้แจงว่า ในส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น รัฐบาลได้มีการประเมินสถานการณ์ และเห็นว่าไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นก่อน ซึ่งแม้ผ่านไปกว่า 20 วันแล้ว แต่ที่รัฐบาลยังคงประกาศดังกล่าวไว้ ก็เพราะมีอีเวนต์ต่างๆ ของผู้ชุมนุมอยู่ อย่างในช่วงสุดสัปดาห์นี้ต่อเนื่องวันที่ 18-20 พ.ย.มีกระแสข่าวว่าจะมีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ หลายกลุ่ม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการสร้างสถานการณ์หรือการกระทบกระทั่งกันได้ ประกอบกับในวันที่ 20 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. รัฐบาลก็พยายามหาวิธีการต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ส่วนกรณีชายชุดดำนั้น ในทางการข่าวก็ได้รับทราบและกำลังสืบกันอยู่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และบุคคลที่จะเข้ามาในลักษณะนี้ต้องระมัดระวังว่าอย่าให้เข้ามาเป็นมือที่สาม
      
ด้าน พล.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้มาร้องให้ดีเอสไอตรวจสอบการชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่จะรับพิจารณาหรือไม่อยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษจะมีความเห็นอย่างไร เวลานี้ที่กล่าวหาว่ามีแกนนำผู้ชุมนุมมีการปราศรัยในลักษณะยั่วยุ ปลุกระดมให้ประชาชนละเมิดกฎหมายผิดกฎหมายอาญามาตรา 116 นั้น ที่ทางดีเอสไอทำอยู่ก็คือกำลังถอดเทปคำปราศรัย ซึ่งยังไม่สามารถบอกว่าได้ว่าผิดหรือไม่ผิด
      
นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ท่าทีหลายอย่างของรัฐ ทั้งในเรื่องการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม การที่อธิบดีดีเอสไอออกมาแจ้งเตือนแกนนำผู้ชุมนุมและกลุ่มทุนคัดค้านนิรโทษกรรม การที่พนักงานสอบสวนแสดงความเห็นทันทีว่าพร้อมที่จะรับเป็นคดีเมื่อมีผู้ไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมว่ากระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 116 การใช้ถ้อยคำในลักษณเย้ยหยันการชุมนุม ล้วนแต่เป็นการละเมิดสิทธิการชุมนุมของประชาชนโดยสงบ และยังเป็นตัวที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งการชุมนุมตลอดระยะเวลาในห้วงที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง สถานการณ์การชุมนุมก็บ่งชี้แล้วว่า ไม่ได้เข้าเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงได้เลย ซึ่งไม่เฉพาะในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในการชุมนุมครั้งนี้เท่านั้น แต่จากที่ กสม.ได้ติดตามการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ยกเว้นในพื้นที่ภาคใต้ บอกได้ว่าล้วนแต่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเลย

 


ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผบ.สส.ยันไทยไม่เสียดินแดน ด้านนายกฯ วอนหยุดวิจารณ์คำตัดสินคดีพระวิหาร

Posted: 14 Nov 2013 07:49 AM PST

ผบ.สส.ชี้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบสภา ส่วนทหารพร้อมรักษาอธิปไตย ด้านนายกฯ ขอความร่วมมือฝ่ายค้าน หยุดวิพากษ์วิจารณ์-นำมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ห่วงกระทบการเจรจา พร้อมชี้แจงหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
 
14 พ.ย.2556 เดลินิวส์รายงานว่า ที่วัดบุปผารามวรวิหาร พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกมีคำตัดสินในคดีที่ประเทศกัมพูชาขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบรัฐสภา ซึ่งทางสภาฯ ได้มีการหารือถึงแนวทางกันอยู่ ซึ่งก็มีหลากหลายความคิดเห็นที่แนะนำรัฐบาลในการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เราต้องมีการเตรียมตัว ในส่วนของทหารก็ทำหน้าที่รักษาอธิปไตยเหมือนเดิม ส่วนแผนที่ก็ชัดเจนแล้วว่าจะไม่ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000
 
เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าไทยไม่เสียดินแดน พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่คำพิพากษาของศาลโลกนั้นต้องนำมาแปลภาษา เพื่อให้เกิดความชัดเจน และได้นำรายละเอียดมาพูดคุย พร้อมทั้งนำเข้าสภาฯ เพื่อขอความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นขอยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ จะไม่มีการตัดสินใจเพียงกลุ่มคน หรือเฉพาะรัฐบาล เพราะเมื่อได้รายละเอียดรัฐบาลต้องนำเข้าที่ประชุมสภาฯ เพื่อเก็บข้อมูลทุกอย่างไปดำเนินการให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
 
ทั้งนี้เราต้องรักษาอธิปไตย ภายใต้ความรักความสามัคคี ตนขอยืนยันว่าสถานการณ์ชายแดนยังเป็นปกติ ทหารก็มีการติดต่อสื่อสารกันทุกระดับชั้น อย่างไรก็ตามได้มีการหารือกับผู้นำทางทหารของกัมพูชาทุกระดับอยู่ตลอดเวลา
 
 
นายกฯ วอนหยุดวิจารณ์คำตัดสินคดีพระวิหาร
 
ขณะที่ VoiceTV รายงานวันเดียวกันนี้ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอความร่วมมือฝ่ายค้าน หยุดวิพากษ์วิจารณ์และไม่หยิบยกคดีปราสาทพระวิหารมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการหารือกับกัมพูชา จึงอยากให้รับฟังข้อมูลเฉพาะส่วนที่ทีมทนายความได้ให้ข้อมูลในเบื้องต้น 
 
ทั้งนี้ภายหลังศาลโลกตัดสินคดี นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีการโทรศัพท์ไปพูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาแต่อย่างใด โดยให้ดำเนินการผ่านการทูต กระทรวงการต่างประเทศของ 2 ฝ่าย นายกรัฐมนตรียังยอมรับว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาโจมตีในกรณีดังกล่าว ทำให้รัฐบาลทำงานได้ยากขึ้น จึงขอความร่วมมือเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะชี้แจงต่อรัฐสภา หากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
 
ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ  นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจํากรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ร่วมกันแถลงข่าวการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องหลังคำพิพากษาของศาลโลก
 
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 19 พ.ย.นี้ คณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาผลการตัดสินของศาลโลก กรณีปราสาทพระวิหารจะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์สาระสำคัญของคำตัดสินของศาลโลก 
 
โดยเฉพาะการสรุปแนวเส้นและพื้นที่ ตามคำพิพากษาที่ศาลโลกระบุนั้นเป็นจุดใดบ้าง ก่อนที่จะไปหารือกับทางกัมพูชา พร้อมย้ำว่าก่อนที่จะไปหารือนั้น ประเทศไทยจะต้องมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน จะต้องผ่านกระบวนการภายในของประเทศ และต้องฟังเสียงจากทุกภาคส่วนโดยผ่านกระบวนการรัฐสภา 
 
นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กระบวนการเจรจาจะยึดแนวทางการแก้ไขโดยสันติวิธี ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก อีกทั้งต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทางกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านและสมาชิกประชาคมอาเซียน รวมทั้งรักษาเกียรติภูมิของประเทศในสังคมโลก
 
ด้าน นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระบุ แม้ขณะนี้จะมีการคาดการณ์ถึงแนวเส้นเขตแดนและพื้นที่ ที่ศาลโลกได้ระบุแต่ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากคณะทำงานต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีผลผูกพันต่อการเจรจากับกัมพูชาในอนาคต และเชื่อว่าจากการชี้แจงเรื่องกรณีปราสาทพระวิหารต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาที่ผ่านมาจะทำให้สมาชิกเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มาตรา 190 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับปัญหาที่ยังวนเวียน

Posted: 14 Nov 2013 07:35 AM PST

บทนำ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 เป็นมาตราเดียวในรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องของการทำหนังสือสัญญา (Treaty) ระหว่างบุคคลในทางระหว่างประเทศกล่าวคือระหว่างรัฐกับรัฐและระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ  เข้าใจว่าการแก้ไขทุกๆครั้งที่ผ่านมา ต้องการลดความยุ่งยากในการที่ไทยจะไปทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ อีกทั้งลดปัญหากรอบการตีความที่กว้างขวางจนไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าหนังสือสัญญาใดที่จะต้องผ่านสภาก่อนหรือไม่ แต่แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มีปัญหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นถ้อยคำที่กำกวม การตีความ รวมถึงการปฏิบัติที่ยุ่งยาก ซึ่งบทความนี้ได้มีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงแก้ไข รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

การแก้ไขล่าสุด

เดิมรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554 มีการบัญญัติ มาตรา 190 ไว้ว่า…

"พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
            หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมี เขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว
            ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์ การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย
            เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมคณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม
            ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป
            ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ จะวินิจฉัยชี้ขาดโดยให้นําบทบัญญัติตามมาตรา 154 (1) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม"

ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. ที่ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 3 ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในวรรค 2 เป็นดังนี้

"หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา"

และได้ตัดวรรค 3 – 5 เดิมทิ้งโดยเปลี่ยนเป็นข้อความดังนี้

"ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป"

รวมถึงในวรรคท้ายได้มีการเพิ่มมาตรา 154 (2) ด้วย

เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงและวิเคราะห์ปัญหา

วรรค 2

1. มีการเพิ่มเติมคำว่า "โดยชัดแจ้ง" หลังคำว่ากฎหมายระหว่างประเทศ  ซึ่งในการเพิ่มเติมถ้อยคำนี้ ทำให้เกิดปัญหาการตีความอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่าเป็นเรื่องของ การที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจ ในเขตพื้นที่นอกอาณาเขตโดยชัดแจ้ง หรือเป็นเรื่อง "กฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง" ซึ่งไม่ว่าเป็นเรื่องใดก็ตามระหว่าง 2 เรื่องนี้ โดยส่วนตัวผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเติมคำว่า โดยชัดแจ้ง ลงไป ซ้ำยังทำให้เกิดปัญหาความไม่ชัดเจนแน่นอนว่าคำว่า "โดยชัดแจ้ง" หมายความว่าอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตของไทยนั้น ยังคงต้องผ่านความเห็นชอบของสภาเช่นเดิม จึงไม่เป็นที่กังวลว่า ประเทศไทยจะสูญเสียดินแดนได้โดยง่าย

2. เปลี่ยนจาก "หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ" ซึ่งคำว่า "อย่างกว้างขวาง" และ  "มีนัยสำคัญ" เป็นคำที่สามารถตีความได้กว้างมากว่าอย่างไรที่มี นัยสำคัญ หรืออย่างไรที่ไม่มี นัยสำคัญ หรือสิ่งใดมีผลกระทบกว้างขวาง หรือไม่กว้างขวาง ซึ่งทำให้ไม่เป็นที่รู้ชัดเจนแน่ว่าหนังสือสัญญาใดบ้างที่มีผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ ข้างต้นอย่างกว้างขวางและมีนัยสำคัญจริงๆ ซึ่งการแก้ไขครั้งนี้ได้ตัดข้อความนี้ทิ้งทั้งหมดเป็น "หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน" โดยมีความหมายแคบลงอย่างแน่นอนเนื่องจากกล่าวถึงแค่หนังสือสัญญาเปิดเสรีด้านการค้า และหนังสือสัญญาเปิดเสรีด้านการลงทุน ซึ่งมีความหมายต่างจากถ้อยคำเดิมแน่นอน เนื่องจากหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าหรือการลงทุนทุกนั้นมีความหมายแคบกว่าเดิมมากนัก หมายความว่ายังมีเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอื่นๆ รวมถึงเรื่องหนังสือสัญญาที่ผูกพันงบประมาณที่ไม่รวมในความหมายของถ้อยคำใหม่นี้ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่ถกเถียงได้ว่า ยังควรมีหนังสือสัญญาระหว่างประเทศอื่นไหมที่ควรรวมอยู่ในประเภทที่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาก่อนที่รัฐบาลจะลงนามให้สัตยาบัน

3. ตัดข้อความในตอนท้ายของวรรคที่ว่า "ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว" ออกไป ซึ่งอาจหมายความได้ว่าไม่มีกรอบกำหนดระยะเวลาที่สภาจะพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

วรรค 3 ใหม่

มีการบัญญัติในวรรค 3 ใหม่ของมาตรา 190 ว่า "ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป"

ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนในวรรคนี้คือ คำว่า "ให้มีกฎหมาย…" ซึ่งหมายความว่า หากไม่มีการออกกฎหมายรองรับความในวรรคนี้ ประชาชนก็ยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียด ขั้นตอนและกระบวนการในการแก้ไข เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่รัฐบาลได้ลงนามให้สัตยาบันไปอยู่ดี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า กว่าจะมีกฎหมายมารองรับนั้น ใช้เวลานานมาก แต่ก็ได้มีการบัญญัติหลักประกันไว้ในมาตรา 4 ว่า "ให้ดำเนินการจัดให้มีกฎหมายตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้"

สิ่งที่ถูกตัดออกไปคือ "ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา…" ตามวรรค 5 เดิมออกไป ซึ่งตั้งแต่ปี 2554 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 และได้มีการเพิ่มถ้อยคำนี้ ยังไม่เคยมีการออกกฎหมายเรื่องดังกล่าวมารองรับเลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึงนับเป็นปัญหาในการเจรจาทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก แต่เมื่อไม่มีถ้อยคำนี้แล้ว ไม่แน่ว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนแน่นอนหรือไม่ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายในเรื่องประเภทและกรอบเจรจาอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามก็สามารถทำตามทางปฏิบัติระหว่างประเทศแต่เดิมประกอบกับขั้นตอนตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา (Vienna Convention on the Law of Treaties – VCLT) ซึ่งแม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีแต่ก็ต้องปฏิบัติตามในฐานะเป็นกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ (Customary International Law)

สิ่งที่น่าเป็นกังวลสำหรับประชาชนคือ การแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ในครั้งนี้ ได้ตัดกลไกการตรวจสอบโดยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปออก แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติที่ผ่านมารัฐบาลค่อนข้างมีความระมัดระวังและกังวลเป็นอย่างมากในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไม่ใช่หนังสือสัญญาก็ตาม (ดูความหมายของหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญาได้ในข้อบทที่ 2(a) ของ VCLT) โดยได้มีการขอความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความเห็นแก่รัฐบาลว่า การกระทำดังกล่าวถูกผูกมัดในกรอบมาตรา 190 หรือไม่ ซึ่งในบางกรณีอาจทำให้เกิดความล่าช้าเกินสมควร ซึ่งอาจกระทบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

บทส่งท้ายและข้อสนอแนะ

ในการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ได้ลดขั้นตอนความยุ่งยากในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไปได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเพิ่มความกังวลให้ประชาชนในเรื่องของขั้นตอนการตรวจสอบ รวมทั้งเรื่องขอบเขตของหนังสือสัญญาที่เข้าตามมาตรานี้ที่ไม่รวมถึงหนังสือสัญญาอีกมากมายที่สำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือผลประโยชน์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของประเทศ ซึ่งควรจะมีการถกเถียงและพิจารณาต่อไปว่าหนังสือสัญญาประเภทใดอีกไหมที่ควรหรือไม่ควรผ่านความเห็นชอบของสภา นอกจากนั้นสิ่งที่ยังแก้ไม่ได้ และเป็นปัญหาที่คลาสสิคที่สุดของมาตรา 190 นี้คือ ความไม่ชัดเจนแน่นอนของถ้อยคำ (Ambiguity) ซึ่งยังคงมีให้เห็นอยู่ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ในอนาคตเราอาจจะยังต้องเปลี่ยนแปลงข้อความในมาตรานี้ต่อไปเพื่อความชัดเจนแน่นอน และเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และความสมดุลกันระหว่างการลดความยุ่งยากซับซ้อนและความล่าช้า กับความกังวลใจของประชาชนเรื่องความโปร่งใสในการกระทำของรัฐบาล ซึ่งมาตรานี้เป็นการใช้อำนาจทางรัฐบาลระดับรัฐธรรมนูญ ซึ่งการตรวจสอบตกเป็นภาระของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี แต่คงไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องปัญหายุ่งยากเช่นนั้นเป็นแน่

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หมอชนบทจวกโปรเจคแสนล้านของสธ.แค่ขายฝัน

Posted: 14 Nov 2013 07:28 AM PST

หมอชนบทจวกโปรเจคงบแสนล้านของกระทรวงสาธารณสุข แค่ขายฝัน แฉ รพ.ใหม่-ตึกใหม่ที่สร้างด้วยงบไทยเข้มแข็งหรืองบประมาณประจำปี ใช้งานได้ไม่เต็มที่-เปิดให้บริการไม่ได้ เพราะขาดครุภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เนื่องจากงบที่ขอกระทรวงฯ 9,000 ล้านบาท ได้จริงเพียง 600 ล้านบาท

14 พ.ย.2556 นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และ นพ.พรเจริญ เจียมบุญศรี ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ทำจดหมายเปิดผนึก เรื่อง "ขอให้รัฐมนตรีประดิษฐ หยุดเล่นปาหี่งบแสนล้านเมกะโปรเจคของระบบสาธารณสุข"  ระบุว่า กรณี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำแผนเมกะโปรเจคเพื่อพัฒนาสาธารณสุข ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 1-2 แสนล้านบาทใน 10 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป เพื่อพัฒนาโครงสร้างระบบสาธารณสุขของประเทศนั้น ชมรมแพทย์ชนบทเห็นว่า เมกะโปรเจคนี้เป็นโครงการขายฝัน งบแสนล้านเป็นเพียงเกมการเมือง เพราะปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้มีการตัดงบครุภัณฑ์ที่จำเป็นของโรงพยาบาลเปิดใหม่หรือตึกเปิดใหม่ที่สร้างด้วยงบไทยเข้มแข็งหรืองบประมาณประจำปี  ซึ่งโรงพยาบาลหรือตึกเหล่านั้นล้วนสร้างเสร็จแล้ว แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ และมีเป็นจำนวนมากเปิดให้บริการไม่ได้ เพราะขาดครุภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เนื่องจากงบครุภัณฑ์ที่ขอทางกระทรวงสาธารณสุขไปจำนวน  9,000 ล้านบาท นั้นเมื่อผ่านการกลั่นกรองแล้วถูกตัดเหลือเพียง  4,700 ล้านบาท แต่เมื่อมีการจัดสรรงบจริงในปีงบ 2557 กลับได้รับงบสนับสนุนมาเพียง 600 ล้านบาทเท่านั้น ส่งผลให้หลายๆ โรงพยาบาลต้องไปของบประมาณจากรายการของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา แทนที่กระทรวงจะชื่นชมกลับถูกตำหนิ บอกว่าทำให้กระทรวงเสียภาพพจน์ และมีการข่มขู่ว่า หากใครที่ไปขอจะไม่ขึ้นเงินเดือนให้เป็นต้น

"การจัดทำเมกะโปรเจคอย่างรีบเร่งและขายฝันครั้งนี้ มีขึ้นมาเพื่อการแก้เกมส์ทางการเมือง  เป็นปาหี่ฉากใหญ่ หากรัฐบาลและกระทรวงสาธาณสุขมีความจริงใจ ก็ไม่ต้องกู้เงินมาทำโครงการแสนล้านแต่อย่างไร เพียงแค่จัดสรรงบประมาณจำนวน 4,700 ล้าน จัดซื้อครุภัณฑ์ให้ตามรายการเดิมที่กระทรวงมีอยู่ ก็จะทำให้หลายสิบโรงพยาบาลสามารถเปิดบริการได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น ไม่ขายฝัน ไม่หลอกลวง" ทั้งสองระบุในจดหมายเปิดผนึก

0000

 

จดหมายเปิดผนึก ถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ
เรื่อง ขอให้รัฐมนตรีประดิษฐ์ หยุดเล่นปาหี่งบแสนล้านเมกะโปรเจคของระบบสาธารณสุข
ชมรมแพทย์ชนบท


14 พฤศจิกายน 2556
เรื่อง รัฐมนตรีประดิษฐ สินธวณรงค์ กำลังเล่นปาหี่งบแสนล้านสำหรับเมกะโปรเจคของระบบสาธารณสุข
เรียน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ
           
สืบเนื่องจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ ได้ทำแผนเมกะโปรเจคเพื่อพัฒนาสาธารณสุข ซึ่งมีการขายฝันว่าจะใช้งบประมาณ 1-2 แสนล้านบาทใน 10 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป เพื่อพัฒนาโครงสร้างระบบสาธารณสุขของประเทศ

ทางชมรมแพทย์ชนบทขอสะท้อนความเห็นว่า การทำแผนเมกะโปรเจคงบแสนล้านครั้งนี้เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาในยุคที่รัฐบาลตกต่ำ เพราะเจ้ากระทรวงสาธารณสุข ทั้งฝ่ายการเมือง และผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายประจำ ขาดความน่าเชื่อถือและขาดการยอมรับจากผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ออกนโยบายรายวันที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทุกหัวระแหง ปฏิบัติการรวบอำนาจ ใช้อำนาจข่มเหงจนเคยตัว จนกระทบต่อขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน จนก่อให้เกิดกระแสการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่โรงพยาบาลต่างๆ อารยะขัดขืนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ยิ่ง รมต.ประดิษฐออกมาห้ามเหมือนยิ่งยุยงส่งเสริมให้ท้าทายอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ลิดรอนสิทธิในฐานะประชาชนคนไทยเจ้าของประเทศ และเมื่อทางกระทรวงสาธารณสุขได้รีบเร่งผลักดันเมกะโปรเจคนี้ออกมาขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูกระชับอำนาจที่ลดทอนลงไปให้กลับคืนมา จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ กับประเทศไทย และยิ่งจะส่งผลเสียเนื่องจากทำแผนไป รับปากไปแต่ไม่มีงบประมาณที่จะมารองรับ เสียทั้งเวลาและเสียความรู้สึก เหมือนที่ผ่านๆ มา

ชมรมแพทย์ชนบทมั่นใจว่าเมกะโปรเจคนี้เป็นโครงการขายฝัน งบแสนล้านเป็นเพียงเกมส์การเมือง เพราะปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้มีการตัดงบครุภัณฑ์ที่จำเป็นของโรงพยาบาลเปิดใหม่หรือตึกเปิดใหม่ที่สร้างด้วยงบไทยเข้มแข็งหรืองบประมาณประจำปี  ซึ่งโรงพยาบาลหรือตึกเหล่านั้นล้วนสร้างเสร็จแล้ว แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ และมีเป็นจำนวนมากเปิดให้บริการไม่ได้ เพราะขาดครุภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เนื่องจากงบครุภัณฑ์ที่ขอทางกระทรวงสาธารณสุขไปจำนวน  9,000 ล้านบาท นั้นเมื่อผ่านการกลั่นกรองแล้วถูกตัดเหลือเพียง  4,700 ล้านบาท แต่เมื่อมีการจัดสรรงบจริงในปีงบ 2557 กลับได้รับงบสนับสนุนมาเพียง 600 ล้านบาทเท่านั้น ส่งผลให้หลายๆ โรงพยาบาลต้องไปของบประมาณจากรายการของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา แทนที่กระทรวงจะชื่นชมกลับถูกตำหนิ บอกว่าทำให้กระทรวงเสียภาพพจน์ และมีการข่มขู่ว่า หากใครที่ไปขอจะไม่ขึ้นเงินเดือนให้เป็นต้น

ชมรมแพทย์ชนบท เห็นว่า การจัดทำเมกะโปรเจคอย่างรีบเร่งและขายฝันครั้งนี้ มีขึ้นมาเพื่อการแก้เกมส์ทางการเมือง  เป็นปาหี่ฉากใหญ่ หากรัฐบาลและกระทรวงสาธาณสุขมีความจริงใจ ก็ไม่ต้องกู้เงินมาทำโครงการแสนล้านแต่อย่างไร เพียงแค่จัดสรรงบประมาณจำนวน 4,700 ล้าน จัดซื้อครุภัณฑ์ให้ตามรายการเดิมที่กระทรวงมีอยู่ ก็จะทำให้หลายสิบโรงพยาบาลสามารถเปิดบริการได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น ไม่ขายฝัน ไม่หลอกลวง

จึงเรียนมาเพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน

นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ
ประธานชมรมแพทย์ชนบท

นายแพทย์พรเจริญ เจียมบุญศรี
ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สัมภาษณ์พิเศษ 'กัสตูรี มะห์โกตา’ หนึ่งในแกนนำพูโล: สันติภาพปาตานี ต้องมีเราร่วมโต๊ะ!

Posted: 14 Nov 2013 06:37 AM PST


กัสตูรี มะห์โกตา (ขวา) 

แม้ว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพปาตานีระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปแล้วหลายเดือน ทว่าเบื้องหลังความเงียบนั้นก็มีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญหลายอย่าง

ล่าสุดคือการพบปะระหว่าง "กัสตูรี มะห์โกตา" ซึ่งระบุตำแหน่งในนามบัตรว่าเป็น "ประธานขบวนการพูโล" โดยเขียนยศ พ.อ.(COL.) นำหน้าชื่อตัวเอง กับดาโต๊ะซัมซามิน ฮาซิม ผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยฝ่ายมาเลเซียเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา เพื่อหารือถึงการเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยในฝ่ายขบวนการต่อสู้ที่ปาตานี ซึ่งมีแนวโน้มว่าฝ่ายพูโลจะส่งตัวแทน 2 คนเข้าร่วมกับฝ่ายบีอาร์เอ็น

ที่ผ่านมา เป็นที่รับรู้กันดีในกลุ่มผู้ที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้ว่า ขบวนการพูโล หรือ Patani United Liberation Organisation (PULO) แตกออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มของกัสตูรี มะห์โกตา กลุ่มของนายซัมซูดิง ค่าน และกลุ่มของนายลุกมาน บินลีมา ซึ่งกัสตูรียืนยันเองว่า ตอนนี้พูโลทั้ง 3 กลุ่มได้รวมเป็นหนึ่งแล้ว เพื่อเตรียมเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพครั้งต่อไป


คุณมีบทบาทอะไรในกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้?
กัสตูรี: ก่อนอื่นผมขอขอบคุณฝ่ายมาเลเซียที่รับเป็นเจ้าภาพดำเนินการเรื่องนี้ ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องระดับรัฐบาล และผมขอร้องประชาชนปาตานีทั้งมวลว่า อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ทุกความขัดแย้งต้องจบลงด้วยการเจรจา ซึ่งตอนนี้โอกาสได้เปิดแล้วลองคว้าโอกาสนี้ไว้เถิด

ถามว่าเมื่อไหร่จะจบนั้น มันก็ต้องใช้เวลาซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติ เราอย่าได้ท้อ เพราะถึงเราจะรบกันอีก 50 ปีข้างหน้า เราก็ต้องเจรจาอยู่ดี อย่างตอนนี้ไทยเองก็ยอมที่จะเจรจาอย่างเปิดเผยแล้ว เราก็จงคว้าโอกาสนี้ไว้

สำหรับผมแล้ว เราในฐานะคนปาตานีอย่าได้ดูถูกคนอื่นเลยหรือคณะผู้แทนพูดคุย ถ้าเรามัวแต่ดูถูกพวกเดียวกันเอง หรือเหมือนอย่างที่ว่าถ้าเจรจากันแล้วจะถูกฝ่ายไทยหลอก อันนั้นไม่น่าจะถูกนัก เท่าที่ทราบมาว่า การเจรจารอบหน้าที่จะถึงนี้ผมจะเข้าไปร่วมด้วย ช่วยๆ กันขอพรด้วยนะครับ
 

คุณได้หารือกับฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นแล้วหรือไม่ อย่างไร?
สำหรับกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้น ผมมอบหมายให้ฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งผมจะไม่มีการติดต่อโดยตรง แต่อินชาอัลลอฮ์ (หากพระองค์ทรงประสงค์) ในอนาคตความตั้งใจของเรา เราจะสร้างให้มีทีมคณะผู้แทนเจรจาแห่งชาติปาตานี
 

ทำไมสังคมชอบตั้งแง่ต่อการปรากฏตัวของกัสโตรี มะฮ์โกตา?
ผมเองจะให้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดก็ค่อนข้างยาก เพราะถ้าดูจากอายุแล้วผมจะหนุ่มกว่าผู้นำหลายๆ ท่าน และต่างคิดว่าผมต้องการมีบทบาทในการเจรจา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการคาดเดาเท่านั้น หลายๆ ครั้งผมเน้นย้ำอยู่ตลอดว่า การคลี่คลายปัญหาจะไม่สามารถกระทำโดยผมคนเดียวได้ และจะไม่จบลงด้วยขบวนการอื่นเพียงขบวนการเดียว เราต้องอยู่ร่วมโต๊ะเดียวกัน
 

ท่านเชื่อว่าฝ่ายไทยมีความจริงใจที่จะคลี่คลายปัญหานี้?
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์นั้น เราไม่อาจจะหลีกพ้นไปจากผลประโยชน์ได้แม้แต่น้อย เราก็มีผลประโยชน์ รัฐไทยเองก็มีผลประโยชน์ แต่มีความแตกต่างกับอดีตที่ผ่านมา เขาเองก็ไม่ง่ายนักที่จะยอมรับการเจรจาในทางเปิดเผย นั่นเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้เขาได้ทุ่มเทอย่างมหาศาลในสิ่งที่เขาได้ทำในวันนี้

เราก็ต้องยอมรับความจริงในจุดนี้ว่าการที่รัฐบาลจะต้องมานั่งเจรจากับขบวนการต่อสู้มันไม่ใช่เรื่องง่าย เราให้ความเคารพในส่วนนี้ แต่ผมใคร่ขอย้ำว่า ผลประโยชน์มันย่อมมีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดา
 

มีคำถามหนึ่งจากกลุ่มคนหนุ่มบางส่วนในพื้นที่ซึ่งพวกเขาไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลและฝ่ายทหาร เพราะในช่วงที่มีกระบวนการสันติภาพก็มีความพยายามตามเก็บ (ตามสังหาร) กลุ่มคนในพื้นที่ด้วย เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้พวกผู้นำที่อยู่ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพหรอกหรือ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องรู้ด้วยว่ากระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และเรายังต้องช่วยกันคิดที่จะเสริมสร้างกระบวนสันติภาพนี้ให้ดีที่สุด แต่ในระหว่างนี้ที่มีการตามเก็บนั้นเป็นเรื่องปกติในช่วงการพูดคุย เพราะยังไม่มีข้อตกลงและยังไม่ได้ทำข้อตกลงใดๆ
 

กระบวนการสันติภาพในปัจจุบันท่านสนับสนุนหรือไม่?
เราสนับสนุนเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อกระบวนการสันติภาพที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนี้ แน่นอนคงต้องมีความบกพร่องเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้เรามาช่วยกันปรับปรุงแก้ไขความบกพร่องเหล่านั้น เราลองมาช่วยกันคิดและให้กระบวนการสันติภาพนี้มีความสมบูรณ์พร้อม ไม่ต้องไปคิดที่จะให้มีกระบวนการอื่นอีก นอกเหนือจากนี้ กระบวนการสันติภาพครั้งนี้เป็นครั้งที่นอกเหนือการคาดการณ์ ที่เป็นการเปิดเผย ที่เป็นวาระและมีฝ่ายผู้อำนวยความสะดวก เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ความบกพร่องเหล่านั้นเราต้องมาช่วยกันแก้ไข
 

จะหลีกเลี่ยงและออกห่างความบกพร่องเหล่านั้นอย่างไร?
ความบกพร่องที่มีอยู่ ตามที่เราเห็นก็คือทางฝ่ายไทยเองก็ยังไร้เอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายกองทัพและฝ่ายวัง เช่นเดียวกันกับฝ่ายขบวนการ เราเองยังไม่มีการแต่งตั้งคณะผู้แทนเจรจาแห่งชาติ เราจำเป็นต้องคิดเพื่อให้ฝ่ายขบวนการสามารถตั้งคณะผู้แทนแห่งชาติปาตานี ไม่ใช่เจาะจงไปที่ขบวนการใดขบวนการหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เราก็ยอมรับในศักยภาพและอำนาจของขบวนการใดขบวนการหนึ่ง แต่ก็ในกระบวนการพูดคุยนี้เท่านั้นซึ่งผมเชื่อมั่นว่าการมีคณะผู้แทนแห่งชาตินั้นจะทำให้เราไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างกัน
 

นั่นหมายความว่าเป็นการขับเคลื่อนของประชาชนโดยทั่วกัน?
นั่นคือสิ่งที่เราต้องการแต่เราต้องไม่ลืมว่า ตัวแสดงหลักนั้นต้องเป็นฝ่ายขบวนการอยู่ดี แต่ในขณะเดียวกัน ฉากหลังนั้นจะครอบคลุมไปถึงองค์กรภาคประชาสังคมทุกกลุ่มในพื้นที่ และนี่ก็เช่นกันมิได้เจาะจงเฉพาะคนมลายู เพราะปาตานีไม่ใช่เป็นของคนมลายูอย่างเดียว แต่ยังมีคนไทยพุทธอีกด้วยที่อาศัยอยู่ที่นี่จากรุ่นสู่รุ่น และก็มีคนจีน

ศาสนาอิสลามก็ยังสอนด้วยว่า เราต้องให้ความเคารพต่อศาสนิกอื่นด้วย นั่นคือหลักการอิสลาม เราต้องนอบน้อมอ่อนโยนกับคนที่ไม่ใช่อิสลาม ไม่ใช่แค่กับคนมลายูและอิสลามด้วยกันเท่านั้น


สิ่งที่น่าสนใจก็คือต้องเอาประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
เพราะปาตานีเป็นของคนปาตานี ส่วนพูโลเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งแต่ใช่ว่าประชาชนปาตานีจะอยู่เคียงข้างเราหมดเช่นเดียวกับขบวนการอื่นๆ เขาก็เป็นแค่เพียงกลุ่มคนเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น

แต่ในช่วงหลังมานี้เราได้เห็นถึงกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่มีความก้าวหน้าสู่จุดที่เราต้องการ เราลองให้โอกาสพวกเขาสักหน่อยหนึ่ง เราต่างก็อดทน โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ตอนนี้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว


มีเสียงสะท้อนจากในพื้นที่ว่าคนที่อยู่นอกประเทศมีความเหนื่อยล้าแล้ว จึงต้องการแค่การปกครองตนเอง (autonomy) การกระจายอำนาจ ไม่ต้องการเอกราชแล้ว พวกเขาไม่เคยเข้าใจบริบทจริงในพื้นที่ แต่เสียงของคนหนุ่มในพื้นที่ย้ำว่าต้องการเอกราชเท่านั้น?
ขอเรียนว่าไม่มีใครสักคนเดียวที่ไม่ต้องการเอกราช เราต้องเข้าใจถึงคำว่าอิสรภาพ (Merdeka) และคนที่ต้องการเอกราชเองก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าอะไรคือเอกราช เราต้องเข้าใจถึงคำว่าเอกราช

ในส่วนของพูโลและขบวนการอื่นๆ ก็ได้บัญญัติไว้ในธรรมนูญของตนเองว่าเป้าหมายสูงสุดคือเอกราช แต่คำถามก็คือว่า เมื่อเราได้เข้าสู่การพูดคุยที่นั่นก็ต้องมีกระบวนการต่อรองกันไปมาและไม่มีความขัดแย้งใดที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้อาวุธ มันต้องคลี่คลายด้วยการพูดคุย

แต่เมื่อเราเข้าสู่การพูดคุยมันก็ต้องมีการต่อรองกันโดยอัตโนมัติถือเป็นเรื่องปกติ แต่เป้าหมายของเราก็จะยังคงเป็นเอกราชเช่นเดิม และเราอาจไม่ลดเป้าหมายของเราลงไปสู่การปกครองแบบออโตนอมิ ไปสู่เขตปกครองพิเศษ แต่เราจะฟังว่ารัฐไทยจะให้อะไรแก่เรา

ถ้าไทยไม่ให้เอกราชแล้วอะไรล่ะที่เขาจะให้ แต่เท่าที่ผมได้ฟังมานั้น ผมก็มีความเห็นตรงกันกับคนหนุ่มๆ ทั้งหลาย เราต้องการเอกราช แต่ไทยไม่ให้เอกราช แล้วไปขอออโตนอมิ ซึ่งถ้าอย่างนี้ก็เป็นการที่ผิดเราเป็นนักต่อสู้ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปลดเป้าหมายของเราเอง มันต้องเป็นฝ่ายไทยเท่านั้น

อย่างกรณีความขัดแย้งที่อาเจะห์ (ประเทศอินโดนีเซีย) ตอนเจรจาที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งฝ่ายอินโดนีเซียย้ำอยู่ตลอดตั้งแต่แรกเริ่มการพูดคุยว่า ถ้าจะคุยเรื่องเอกราชเขาก็จะไม่คุยด้วยอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าจะคุยเรื่องอื่นเราคุยได้
ในวันนี้เราก็อยากจะฟังจากฝ่ายไทย สมมติว่าฝ่ายไทยบอกว่า เขาจะไม่คุยเรื่องเอกราช แต่จะให้แค่ออโตนอมิ ในที่นี้เราก็มาดูอีกครั้งว่าเราจะคุยเรื่องออโตนอมิต่อไหม แต่จนถึงวันนี้ไทยเองก็ยังไม่ได้บอกเราเลยว่า จะให้อะไรแก่เรา คนปาตานีเท่านั้นที่พูดว่าอยากได้ออโตนอมิ แต่พูโลไม่มี
 

อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยพบคุณไหม?
ยังไม่ได้พบ


หลังจากเป็นคนพลัดถิ่นมานาน เมื่อการพูดคุยสันติภาพกำลังดำเนินอยู่เช่นนี้ คุณมีความหวังว่าอยากจะกลับบ้านเกิดหรือไม่?
ผมคงจะกลับหากว่าสิ่งที่ได้นำเสนอไปแล้วถูกตอบรับ เพราะถ้าผมพูดในฐานะส่วนตัวแล้ว ก็อยากจะกลับด้วยเงื่อนไขที่แน่นอน แต่ไม่ใช่กลับไปเพื่อมอบตัวหรือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เพราะไม่อยากให้เกิดข้อครหาในตัวผม

เรื่องนี้ผมก็ต้องกลับไปหารือกันในวงของเราก่อนถึงผลดีผลร้าย ถ้าไม่ดีเราก็ไม่กลับ แต่ถ้าดีก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้ากลับไปมอบตัวนั้นไม่เคยมีในหัวสมองแม้แต่น้อย เราจะหลีกเลี่ยงประเด็นที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากลับไปเพื่อมอบตัว เพราะประชาชนปาตานีที่กำลังรอเราอยู่และได้ฝากความหวังไว้กับเรา ซึ่งเรามิอาจปล่อยความหวังของประชาชนทิ้งได้
 

หนึ่งในเงื่อนไขที่จะกลับไปนั้นก็คือต้องปล่อยนักโทษในเรือนจำก่อนด้วยหรือไม่?
ต้องปล่อยตัวคนในเรือนจำก่อน ไม่ว่าจะเป็นหะยีสะมะแอ หะยีดาโอ๊ะ (แกนนำขบวนการพูโลซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำในประเทศไทย) ซึ่งผมเองก็เคยเสนอไปยังรัฐบาลไทยไปแล้ว ซึ่งหากมีเรื่องนี้บางทีเราก็จะพิจารณาเรื่องนี้

ในการปล่อยตัวคนของพูโลทั้งสามท่านนั้น (หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ, หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ, หะยีบือโด) ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพิธีด้วยอย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นว่าเรื่องนี้ผมต้องกลับไปหารือก่อน

หากโอกาสที่จะเกิดสิ่งไม่ดีในการกลับบ้านของผมนั้นแทบไม่มี เราก็จะไม่ทำให้ความหวังของประชาชนสูญเปล่า เพราะผู้นำของเราที่แล้วๆ มานั้นประชาชนได้ฝากความหวังไว้มาก แต่สุดท้ายผู้นำเหล่านั้นกลับสร้างความผิดหวังให้ประชาชนเอง เราไม่อยากให้การต่อสู้ที่ปาตานี ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม เช่นอดีต
 

หากมีการปล่อยตัวจริง กล้ากลับไหม?
โดยส่วนตัวผมพร้อมจะกลับหากปราศจากการโดนป้ายสี และเรื่องนี้ผมจะต้องหารือในวงของเราอีกครั้ง หากที่ประชุมเห็นชอบก็จะกลับ อินชาอัลลอฮ์ (หากพระองค์ทรงประสงค์) หากมีหลักประกันในความปลอดภัย และเราอาจเรียกร้องให้มีตัวแทนองค์กรภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นสักขีพยานในการปล่อยตัว

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมกังวลใจคือการปล่อยตัวผู้ที่อยู่ในเรือนจำนั้น เราอยากให้ข้องเกี่ยวกับวาระกระบวนการสันติภาพที่เป็นความพยามของขบวนการเอง ไม่ใช่ปล่อยตัวเพราะครบกำหนด แล้วก็ให้ผมกลับไป ถ้าเป็นเช่นนั้นคงไม่ถูกต้อง หมายความว่าต้องปล่อยตัวเพราะเป็นข้อเรียกร้องจากฝ่ายเรา เพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน เราไม่ต้องการให้ปล่อยตัวเพราะครบกำหนดแล้วลากไปให้เกี่ยวข้องกับเรา อันนี้เราไม่ต้องการ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คำพิพากษาฎีกาที่ 6374/2556

Posted: 14 Nov 2013 05:36 AM PST

"..การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังคงครองราชย์อยู่.."

ใน คำพิพากษาคดีหมิ่นฯอดีตกษัตริย์(ร.4) ผิด ม.112

คำพิพากษาคดีหมิ่นฯอดีตกษัตริย์ ผิด ม.112

Posted: 14 Nov 2013 05:05 AM PST

 

จำเลยกล่าวข้อความว่า "ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในสิ่งใดที่เราคิดว่าเราไปแล้วเนี้ยะ ถ้าเราทำด้วยความอิสระ ทำด้วยความคิดเสรี เพื่อพี่น้องประชาชนเราไปครับ แต่ถ้าเราต้องไป แล้วต้องเป็นเหมือนกับรัชกาลที่ 4 เราไม่เป็นครับท่าน ยุคนั้นหมดไปแล้ว แต่บ้านนี้เมืองนี้อาจจะมีอยู่บ้างบางส่วนนะครับ"

ศาลอาญาเห็นว่า ข้อความดังกล่าว "มีความหมายเป็นการใส่ความหมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในอดีต เปรียบเทียบว่ายุคของพระองค์เหมือนต้องไปเป็นทาส ไม่มีความเป็นอิสระมีการปกครองที่ไม่ดีทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 4 เสื่อมเสียพระเกียรติเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ...พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดลงให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี"

คำพิพากษาศาลจังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 1237/2550 (องค์คณะผู้พิพากษา : นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์, นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์)

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า "ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชต้นราชวงศ์ตลอดมาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน ประชาชนในประเทศจึงผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือ บุคคลใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ด้วยเหตุนี้การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังคงครองราชย์อยู่ ดังจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพระอัยกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน หากตีความว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นองค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ ดังได้กล่าวในเบื้องต้นมาแล้วว่าประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันกษัตริย์มาตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้วประชาชนก็ยังเคารพพสักการะ ยังมีพิธีรำลึกถึงโดยทางราชการจัดพิธีวางพวงมาลาทุกปี ดังนั้น หากมีการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้วก็ยังกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนอันจะนำไปสู่ความไม่พอใจและอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้" ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 6374/2556 (องค์คณะผู้พิพากษา นายศิริชัย วัฒนโยธิน, นายทวีป ตันสวัสดิ์, นายพศวัจณ์ กนกนาก)
 

 

ที่มา:เว็บไซต์ นิติราษฎร์

ผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดคำพิพากษาฎีกาฉบับเต็มได้ที่ http://www.enlightened-jurists.com/page/287

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปปง.แถลงผลงานปี 56 อายัดทรัพย์ 892 คดี กว่า 5 พันล้าน

Posted: 14 Nov 2013 01:22 AM PST


14 พ.ย.2556 พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ปปง. มีมติแต่งตั้งนายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นกรรมการธุรกรรมพร้อมสรุปสถิติการรายงานธุรกรรมประจำปีงบประมาณ 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 17,249,404 ธุรกรรม เป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย 74,596 ธุรกรรม มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินแล้ว 892 คดี มูลค่ากว่า 5,387 ล้านบาท เป็นคดียาเสพติด 787 คดี

เลขาธิการ ปปง. กล่าวอีกว่า เพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรฐานผ่านการประเมินรอบใหม่ของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ปปง. จึงได้ออกประกาศเพิ่มอีก 9 ฉบับ มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา หนึ่งใน 9 ฉบับ เป็นประกาศ ปปง. เรื่องบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง ที่ส่งผลให้สถาบันการเงินต้องตรวจสอบ เฝ้าระวังและรายงานธุรกรรมการเงิน บัญชีผิดปกติของผู้มีอำนาจชี้ขาด ให้เกิดผลประโยชน์และผลเสียแก่ประเทศชาติ

อย่างไรก็ตาม ปปง. ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของกลุ่มนายทุนผู้สนับสนุนการชุมนุม เนื่องจากยังไม่มีผู้ร้องให้ตรวจสอบ แต่หากมีผู้ร้องก็ต้องตรวจสอบที่ธุรกรรมไม่ใช่ตรวจสอบตัวบุคคลและต้องดูความเชื่อมโยงของธุรกรรมด้วย โดยการตรวจสอบธุรกรรมนั้น ปปง.จะได้รับแจ้งธุรกรรมต้องสงสัยจากสถาบันการเงินเดือนละ 2 รอบ ซึ่งรอบแรกยังไม่ได้รับแจ้งเพราะยังไม่ถึงกำหนด

เลขาธิการ ปปง.กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองนั้นเป็นการตรวจสอบบุคคลที่มีอำนาจเพื่อป้องกันการทุจริตซึ่งสถาบันการเงินต้องเฝ้าระวังการทำธุรกรรมไม่ใช่ตรวจตัวบุคคล โดยเป็นการกำหนดตามมาตรฐานสากล ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ผู้มีอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการ รวมถึงผู้มีอำนาจสำคัญควบคุมและบริหารราชการส่วนกลาง รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐด้วย

 

ที่มา: เนชั่นทันข่าว และไทยรัฐออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชายแดนสุรินทร์ค้าขายคึกคัก ส่วนทหารยังวางกำลังตามปกติ

Posted: 14 Nov 2013 01:03 AM PST

หลังศาลโลกตัดสิน ชายแดนสุรินทร์ไม่พบเสียงปืน ชาวเขมรแห่ข้ามแดนคึกคักตั้งแต่เช้า มั่นใจไม่เกิดสงคราม ส่วนทหารยังวางกำลังตามปกติ
 
 
14 พ.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศบริเวณประตูด่านจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอรเสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2556 เวลา 07.00 น.ว่าหลังศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหารผ่านไปแล้ว 2 วัน ยังไม่พบว่าจะเกิดเหตุรุนแรงตามแนวชายแดนขึ้น ทำให้เริ่มมีชาวกัมพูชาทั้งพ่อค้าแม่ค้าเดินทางเข้ามา เพื่อค้าขายและซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคเป็นจำนวนมากกว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา
 
อีกทั้งมีชาวกัมพูชาเกือบ 100  คน พากันข้ามแดนเข้ามาเพื่อไปรับจ้างเกี่ยวข้าวในฝั่งไทย โดยมีนายจ้างชาวไทยไปรับถึงประตูด่าน ซึ่ง ตม.กาบเชิง ได้ตรวจเอกสารอย่างละเอียด พร้อมอำนวยความสะดวกให้ โดยชาวกัมพูชาที่มารับจ้างเกี่ยวข้าวจะเดินทางเช้าไปเย็นกลับ โดยได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท นอกจากนี้ยังมีลักษณะรับเหมาเกี่ยวข้าวไร่ละ 600 บาท อีกด้วย
 
ขณะที่สถานการณ์ชายแดนโดยรวมของ จ.สุรินทร์ เริ่มคลี่คลายลงไปในทิศทางที่ดี ชาวบ้านและหลายฝ่ายเริ่มคลายความวิตกกังวลลงไปในระดับหนึ่งว่าจะไม่เกิดสงคราม โดยทหารยังคงตรึงกำลังตามปกติ และยังไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ คาดว่าสถานการณ์จะกลับคืนมาสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้
 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โมเดลใหม่การพัฒนา: ต้องยกระดับการสร้างนวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีภาคการผลิต

Posted: 13 Nov 2013 11:06 PM PST

50 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก เป็นการใช้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่เน้นการส่งออกเป็นพลังขับเคลื่อน  ในปัจจุบัน สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมการผลิตในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของไทยสูงถึงร้อยละ 35.6 ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก ที่ส่วนใหญ่สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน



 


ความสำเร็จดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการผนวกเข้ากับเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศของผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับผู้ประกอบการในต่างประเทศ  นอกจากนี้ ประเทศไทยยังประสบความสำเร็จในการกระจายการส่งออก ทั้งการกระจายสินค้าที่หลากหลาย และกระจายการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของวัฏจักรเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าไม่กี่รายการ หรือพึ่งพาตลาดส่งออกไม่กี่ประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของไทยก็คือยังไม่สามารถสร้างผลิตภาพได้มากพอ ซึ่งหมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสูงขึ้น โดยใช้ปัจจัยนำเข้าเท่าเดิม  นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแนวโน้มการใช้พลังงานในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออก  และที่สำคัญก็คือ อุตสาหกรรมการผลิตของไทยยังมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมที่จำกัด

ปัญหาหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาเกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรมมายังภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลัก โดยมีการกระจายการผลิตไปในหลายสินค้า แต่ไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพได้มาก ซึ่งน่าจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตของไทยมีแนวโน้มลดลงในอนาคต เนื่องจากมีแรงงานในภาคเกษตรกรรมเหลือให้เคลื่อนย้ายไปยังภาคอุตสาหกรรมการผลิตน้อยลงเรื่อยๆ และไม่สามารถกระจายการผลิตได้มากกว่านี้โดยง่ายอีกแล้ว  การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในลักษณะดังกล่าวจึงแฝงไว้ด้วยความไม่ยั่งยืน หากไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพในภาคการผลิตที่สำคัญ


การเพิ่มผลิตภาพจึงเป็นโจทย์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็มีปัญหาหลายประการที่ทำให้การเพิ่มผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นไปได้ยาก โดยปัญหาสำคัญ 6 ด้านก็คือ การขาดแคลนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา ความไม่มีประสิทธิผลของมาตรการจูงใจด้านภาษี การขาดประสิทธิภาพของระบบวิจัยและพัฒนาของประเทศโดยรวม การขาดความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัย ปัญหามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยจะเพิ่มผลิตภาพของตนได้อย่างไร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมและปัญหานานัปการ ร่วมหาคำตอบได้ในงานสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2556 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ บี ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอผลการศึกษาหัวข้อ "การสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีของภาคการผลิต (Strategies to Create Innovation and Technology Development) โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอและ ดร.เสาวรัจ  รัตนคำฟู นักวิชาการทีดีอาร์ไอ

ทีดีอาร์ไอเชิญชวนผู้สนใจและประชาชนติดตามการเสนอผลงานศึกษาแบบเต็มๆ ได้ผ่านการถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์  www.tdri.or.th และร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/tdri.thailand

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ดิอิโคโนมิสต์วิเคราะห์คำตัดสินศาลโลกกรณีข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร

Posted: 13 Nov 2013 10:15 PM PST

ดิอิโคโนมิสต์ วิเคราะหฺ์ว่า การตัดสินของศาลโลกจะช่วยลดอารมณ์ความเกลียดชังของสองชาติได้เล็กน้อย แต่อีกตัวแปรหนึ่งคือสภาพการเมืองภายในประเทศไทยที่มีการปลุกเร้าอารมณ์และดึงเอาความเกลียดชังนักการเมืองมาเป็นเครื่องมือ ทำให้ถูกเพ่งเล็งและสร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่เต็มที่

14 พ.ย.2556 เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2556 เว็บไซต์นิตยสารดิอิโคโนมิสต์ เขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีปราสาทเขาพระวิหารหลังจากการตัดสินของศาลโลกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุตามคำตัดสินของศาลว่าพื้นที่เขตป่าโดยรอบปราสาทเขาพระวิหารเป็นส่วนพื้นที่ของปราสาทซึ่งจัดเป็นของกัมพูชาเอง อย่างไรก็ตามศาลโลกยังได้กล่าวอีกว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นศาลไม่ได้ตัดสินยกให้กัมพูชา แต่ตัดสินให้ไปเจรจาตกลงกับทางการไทยเอง รวมถึงพื้นที่ 100 กม. โดยรอบเขตแดนด้วย

ดิอิโคโนมิสต์ ระบุว่า การตัดสินในครั้งนี้หากมองในแง่ดี ประเทศไทยก็สามารถบอกได้ว่าเป็นการตัดสินในแบบที่ไม่ลำเอียงเข้าข้างกัมพูชาจากการที่ปฏิเสธข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชา และดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศจะยอมรับผลการตัดสิน เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของไทยยังยิ้มขณะอยู่ในพิธีกรรม (ภาพ พล.ต.ธรากร ธรรมวินทร ผบ.กกล.สุรนารี กองทัพภาคที่ 2 สวม กอดกับ พล.อ.สไล ดึ๊ก ผบ.กองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา ระหว่างที่ทั้ง 2 ฝ่ายหารือพัฒนาความสัมพันธ์ ที่จุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2556)

ปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นที่สถิตย์ของพระศิวะตามตำนานฮินดูกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามาเป็นเวลานาน ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่า "ความตึงเครียดทวีเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 2551 เมื่อนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชาได้ยื่นจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ทำให้รัฐบาลไทยในสมัยนั้นนำโดยพรรคประชาธิปัตย์รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนทหารและ 'รอยัลลิสต์' ที่พยายามสร้างผลประโยชน์ทางการเมืองโดยอาศัยความขัดแย้งกับกัมพูชา"

อิโคโนมิสต์ ระบุอีกว่า การตัดสินในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสในการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นไปได้ที่จะทำให้ความเกลียดชังลดน้อยลง แต่การตัดสินมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์กำลังประสบกับวิกฤติความชอบธรรมพอดี และกลายเป็นว่าฮุนเซน ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ค.อย่างเฉียดฉิวกลับสร้างความชอบธรรมให้ตนเองได้มากขึ้น ทำให้ตอนนี้การเมืองภายในของไทยจึงเป็นปัจจัยหลักต่อความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา

บทวิเคราะห์ยังได้กล่าวถึงการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินพลาดท่าในกรณีร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งมุ่งหวังเปิดทางให้อดีตนายกฯ ทักษิณกลับมา เป็นการจุดฉนวนอารมณ์ให้กับกลุ่ม 'รอยัลลิสต์' จัด และชาตินิยมจัด รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งพากันออกมาชุมนุมบนท้องถนน ทำให้ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถแสดงตัวเป็นมิตรกับกัมพูชามากเกินไปและหากเดินเกมพลาดในประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับพื้นที่เขตแดนไทยก็อาจทำให้กลุ่มชาตินิยมขุ่นเคือง ซึ่งมีโอกาสเปิดทางให้กับกองทัพสร้างความชอบธรรมในการแทรกแซงเพื่อหาโอกาสมีบทบาทในการเมืองไทย

แม้ว่าจนถึงตอนนี้ประเทศไทยยังหลีกเลี่ยงการรัฐประหารได้ แต่ก็มีการปลุกเร้าอารมณ์โดยกลุ่มผู้ชุมนุม เช่น กลุ่มคนไทยรักชาติซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่แยกมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งได้ออกมาชุมนุมเรียกร้องการปกป้องเขตแดนไทย แต่การกล่าวหาของพวกเขาที่บอกว่าการยอมรับผลการตัดสินของศาลโลกเท่ากับเป็นการ "ขายชาติ" นั้นดูจะใช้ไม่ได้นานเนื่องจากการตัดสินเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม

ดิอิโคโนมิสต์ ชี้ว่าเรื่องข้อพิพาทเขาพระวิหารถูกนำมาผูกโยงกับทักษิณเช่นเดียวกับเรื่องการเมืองไทย เมื่อทักษิณดูมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับฮุนเซน นำมาซึ่งความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในเขตชายแดน จนกระทั่งในยุคสมัยของยิ่งลักษณ์ซึ่งศาลโลกได้มีคำสั่งชั่วคราวให้ทั้งสองประเทศถอนทหารออกจากพื้นที่บริเวณ 17 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาท

ภู โสธิรักษ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันกัมพูชาเพื่อสันติภาพและความร่วมมือ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารและความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ ระบุว่ามีความขัดแย้งสองช่วงใหญ่ๆ คือ ช่วงที่ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อปี 2505 โดยอาศัยแผนที่ของอาณานิคมจากปี 2451 และช่วงที่สองคือหลังเกิดการรัฐประหาร 2549 ในไทย ทางกัมพูชาได้อ้างสิทธิในพื้นที่โดยอาศัยแผนที่เก่าของฝรั่งเศส ขณะที่ประเทศไทยอ้างตามแผนที่ปี 2550 ที่เขียนขึ้นฝ่ายเดียว
 

กรณีการขีดเส้นเขตแดนโดยฝรั่งเศส

ดิอิโคโนมิสต์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องในระดับปราสาทเขาพระวิหาร แต่ชนชั้นนำไทยมีแนวทางการเล่าประวัติศาสตร์ของชาติไทยผ่านเรื่องการเสียดินแดนให้กับต่างชาติและประเทศเพื่อนบ้านที่คิดไม่ซื่อ โดยปราสาทเขาพระวิหารเคยอยู่ในพื้นที่ของสยาม ในช่วงศตวรรษที่ 20 จึงถูกเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสบีบให้มอบพื้นที่จังหวัดพระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ให้กับกัมพูชาซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศส

บทวิเคราะห์ในอิโคโนมิสต์ เปิดเผยว่า ผู้ทำแผนที่ของฝรั่งเศสพยายามปักเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำ (แนวสันเขาที่แบ่งลุ่มน้ำเวลาฝนตกให้ไหลออกไปสองฝั่ง) ของเทือกเขาพนมดงรักซึ่งตั้งขึ้นเป็นเขตแดนตามธรรมชาติระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่เจ้าหน้าที่ 4 คนของฝรั่งเศสผู้เขียนแผนที่ก็ได้ขีดเส้นพรมแดนส่วนของปราสาทโดยให้เข้าไปในเขตของกัมพูชาอย่างไม่มีคำอธิบายซึ่งเป็นการวางเขตผิดด้านของสันปันน้ำ แต่ทางสยามก็ไม่ได้ท้าทายเรื่องการขีดเส้นของฝรั่งเศสมาตลอด 50 ปี แต่พวกเขาขอบคุณที่ชาวฝรั่งเศสช่วยทำแผนที่ให้ ซึ่งการที่ไทยเคยแสดงยอมรับแผนที่นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพ้คดีเมื่อปี 2505

การตัดสินของศาลโลกในครั้งแรก (ปี 2505) ให้ความชอบธรรมแก่การขีดเส้นของฝรั่งเศส แต่ดูเหมือนว่าการตัดสินครั้งหลังนี้มีการลดขนาดของเส้นที่ขีดลง และให้กัมพูชากับไทยหารือกันเรื่องการปักเขตแดนในส่วนที่ยังไม่ได้ปักเพื่อให้มีแผนที่ซึ่งยอมรับได้กับทั้งสองฝ่าย แต่คิดว่าคงจะหารือไม่เสร็จสิ้นภายในเร็ววันนี้

 


เรียบเรียงจาก

Once more, with feeling, The Economist, 12-11-2013
http://www.economist.com/blogs/banyan/2013/11/thailand-and-cambodia

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เผด็จการใหม่ในห้องเรียนและสถาบันการศึกษา

Posted: 13 Nov 2013 08:24 PM PST

สิทธิเสรีภาพในการพูดจัดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย หรือที่รู้จักกันในคำพูด  Freedom of speech รวมทั้งสิทธิในการแสดงออก หรือ Freedom  of expression ได้รับการยอมรับเป็นสิทธิมนุษยชนภายใต้ข้อ 19 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และได้ถูกยอมรับในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights -ICCPR)

ข้อ 19 แห่งกติกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ทุกคนมีสิทธิออกความเห็นโดยไม่ถูกแทรกแซง" และ "ทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพการพูด สิทธินี้จักรวมไปถึงเสรีภาพในการแสวงหา ได้รับและส่งต่อข้อสนเทศและความคิดในทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงขอบเขต ไม่ว่าจะโดยการพูด การเขียนหรือการพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือผ่านสื่ออื่นใดที่เป็นทางเลือกของคนพูดหรือแสดงออก"

บัญญัติข้อ 19 ยังระบุด้วยว่าการใช้สิทธิเหล่านี้มี "หน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษ" และอาจต้องถูกจำกัดบ้างในกรณีจำเป็น เพื่อความเคารพถึงสิทธิหรือชื่อเสียงของคนอื่น หรือ เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติหรือเพื่อความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อการสาธารณสุข หรือเพื่อศีลธรรม

ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกาเป็นประเทศที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นผู้นำวาทกรรมนี้มาใช้บ่อย มากที่สุดนับแต่ Bill of rights  ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยถูกใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญอเมริกันเมื่อปี  1791 สภาคองเกรสได้เพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ 4 ประการ ได้แก่ สิทธิและเสรีภาพในทางศาสนา สิทธิและเสรีภาพในการพูด สิทธิและเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิและเสรีภาพของสื่อ

จากหลักพื้นฐานด้านสิทธิเสรีภาพการพูดและการแสดงออกดังกล่าวทำให้กระบวนการประชาธิป ไตยในอเมริกาถูกพัฒนาจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง โดยอาศัยหลักการสื่อสารจากคำพูดและรูป แบบการแสดงออกต่างๆ ที่ไม่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็นข้อจำกัดในแง่การละเมิดรุกล้ำสิทธิของคน อื่น และส่วนหนึ่งของสิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงออก กระทำผ่านการวิพากษ์หรือวิจารณ์ จนเกิดเป็น รูปแบบและลักษณะการวิจารณ์ ซึ่งถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง

หมายความว่าสังคมอเมริกันยอมรับการวิจารณ์ในประเด็นสาธารณะและประเด็นซึ่งเป็นองค์ความรู้ทั่วไป มีการสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์มาเนิ่นนาน ผ่านสื่อประเภทต่างๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันคือ สื่อใน ยุคดิจิตัล และสื่ออิเลคทรอนิกส์อย่างอินเตอร์เน็ต หรือสื่อออนไลน์

อย่างเช่น ในการทำงานข่าวของสื่อมวลชนอเมริกัน งานวิจารณ์ข่าวถือว่ามีความสำคัญพอๆ กับงานข่าวเลยทีเดียว สถานีโทรทัศน์ค่ายใหญ่ต่างๆ ต่างก็มีนักวิจารณ์หรือ commentator  ประจำสถานี หรือไม่ก็หานักวิจารณ์ขาจร(ผู้รู้)จากข้างนอก เพื่อให้รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือที่มาที่ไปของแต่ละเหตุการณ์ หรือของสถานการณ์ ผู้รับสื่อจึงไม่เพียงรู้สถานการณ์ที่เป็นเนื้อหาข่าวเพียงอย่างเดียว หากยังรู้ถึง ปริมณฑลของข่าวนั้นๆอีกด้วย ทั้งนับเป็นการต่อยอดข่าวหรือเหตุการณ์ออกไปอย่างครอบคลุมภาคส่วนที่สมควรเกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น  ประเด็นข่าวการนิรโทษกรรมต่างด้าวผิดกฎหมาย ที่สามารถโยงถึงอาชญากรรมความเกลียดชัง (Hate crime) อันเนื่องมาจากสีผิว ได้ เป็นต้น

ผู้แสดงความเห็นจึงสำคัญมากสำหรับ สื่ออเมริกัน  เพราะผู้บริโภคไม่เพียงต้องการรับรู้ข้อมูลแบบทื่อๆเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการรับสื่อ ที่ทำให้พวกเขาคิดได้ เลือกได้ สำหรับตัวของพวกเขาเอง

นอกจากการวิจารณ์หรือการแสดงความเห็นในวงการสื่อสารมวลแล้ว อีกวงการหนึ่งที่ดูเหมือน วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์จะโดดเด่นมากเช่นกัน คือ วงการการศึกษา โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการอเมริกัน ที่ถือเสมือนว่า วัฒนธรรมการวิจารณ์คือการพัฒนาองค์ความรู้ โดยการวิจารณ์นิยมกระทำผ่านการสนทนา ตอบโต้ในห้องเรียนหรือสถานที่สาธารณะ การสนทนาผ่านสื่อประเภทต่างๆ  อย่างเปิดเผยตรงไปตรง มา เรื่องนี้ทำให้สังคมอเมริกันในแวดวงการศึกษาเกิดการพัฒนาองค์ความรู้ออกไปอย่างกว้าง  เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะการแสดงความเห็นเชิงเหตุเชิงผลว่ายอมรับหรือไม่ยอมรับงานวิชาการแต่ละชิ้น เป็นการกระทำอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เป็นแบบซุบซิบนินทากันแต่เพียงในกลุ่ม

การวิจารณ์ จึงเป็นการแสดงความรู้ความสามารถของผู้วิจารณ์อย่างชัดเจน ในเมื่อสังคมอเมริกันเป็นสังคมเปิด การยอมรับการวิจารณ์ยังช่วยเป็นกระจกส่องตัวตนของคนที่ถูกวิจารณ์ รวมกระทั่งถึงความเป็นไปของสังคมนั้นอีกด้วย

สังคมอเมริกันจึงมีพื้นที่ในการวิจารณ์มาก และวัฒนธรรมการวิจารณ์ในแบบฉบับอเมริกันไม่ได้ดึงสังคมไปสู่ความขัดแย้งในสังคม ความขัดแย้งนั้นถ้าจะมี ก็เป็นเพียงความขัดแย้งหรือความไม่เห็นด้วยทางความคิดเท่านั้นซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ


ผู้บริหารการศึกษาตั้งแต่ชั้นต้นๆ อย่างเช่น ในชั้นมัธยมอเมริกันส่งเสริมให้นักเรียนวิจารณ์งานเขียน งานวรรณกรรม เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางความคิด เกิดเป็นความคิดใหม่ๆขึ้นมา  เพราะการวิจารณ์ที่ดีนั้น ผู้วิจารณ์ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องที่ตนวิจารณ์มาอย่างดี ถึงจะเรียกว่าเป็นนักวิจารณ์ที่ดี การวิจารณ์จึงเป็นการมองจากรากคือ ฐานความรู้เดิมและการต่อยอด ซึ่งอาจหมายถึงความรู้ใหม่หรือนวัตกรรม

ในชั้นเรียนของโรงเรียนอเมริกันแทบทุกระดับ การโต้แย้ง โต้เถียงกันแบบแรงๆ จึงไม่ใช่ของแปลก และไม่ใช่ของแปลกเช่นกันหากว่า ครูอาจารย์กับนักเรียนนักศึกษามีความเห็นในเรื่องวิชาการความรู้ไม่ตรงกันและเกิดโต้เถียงกัน อย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งเรื่องนี้ในสังคมไทยไม่อาจรับได้ มิหนำซ้ำ หากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้  ก็จะมีผู้นำ"กรอบศีลธรรม" มาจับ กลายเป็นการเนรคุณ ไม่เคารพครูบาอาจารย์ไป

ดังเหตุการณ์ล่าสุด คือ การประท้วงไม่เอาด้วยกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งของอาจารย์ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในเมืองไทย อาจารย์บางคนดำเนินการในลักษณะของการบังคับให้นักศึกษา ต้องออกไปประท้วงหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.เหมือนกับตน  โดยไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ แสดงความเห็นที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง มีการครอบงำความคิดของผู้เรียน โดยใช้คะแนนหรือเกรด ที่เป็นตัวกดดัน เช่น จะมีคะแนนให้ถ้านักศึกษาไปร่วมกิจกรรมประท้วง แต่ถ้าไม่ไปประท้วง ไม่มีคะแนนให้ ซึ่งเป็นการบังคับให้นักศึกษาเหล่านั้นต้องสยบยอม ไม่กล้าโต้แย้ง แม้มีความเห็นไม่ตรงกับอาจารย์ เป็นการสร้างความเก็บกดให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนโดยตรง

การที่อาจารย์คนใดมีพฤติกรรมเช่นนี้ จึงเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ และเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณ ของความเป็นครูอาจารย์อย่างมาก ที่ผ่านมาเราพูดถึงจรรยาบรรณของคนทำอาชีพอื่น แต่เราไม่ค่อยได้พูดถึง จรรยาบรรณของครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาไทย เพราะมองกันว่า ครูอาจารย์คือ ปูชนียบุคคล ตลอดกาล ขณะที่ในโลกสมัย การทำหน้าที่ของครูอาจารย์เชื่อมโยงกับเหตุปัจจัยต่างๆ มากกว่า "สมัยก่อน"มากมาย เช่น ระบบทุน(เงินเดือน ค่าตอบแทน ผลประโยชน์แฝง)  ระบบการเมือง(ความคิดทางการเมือง) ค่านิยมหรือกระแสสังคม(การรับงานข้างนอกมา การนิยมออกสื่อ) ที่เปลี่ยนไป

อย่าว่าแต่นักเรียนจะแย้งครูอาจารย์เลยครับ ในสังคมไทยนั้นแม้แต่นักเรียนแย้งนักเรียนกันเองก็น่าจะยากด้วยซ้ำ วัฒนธรรม การวิพากษ์วิจารณ์ของไทยแท้จริงแล้วจึงยังไม่เกิด หากที่มีเป็นวัฒนธรรมการตามอย่าง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ลัทธิประชาธิปไตยฝังรากลงได้ช้า คติเดินตามผู้ใหญ่สุนัขไม่กัด ยังใช้ได้เสมอทุกยุคทุกสมัยแม้กระทั่งในสมัยปัจจุบัน  เป็นคติเดียวกับคติที่ใช้ได้ดีที่สุดในสังคมเส้นสายอุปถัมภ์

ในรั้วมหาวิทยาลัยของไทยส่วนใหญ่ยังเต็มไปด้วยการตั้งรับของนักศึกษา การจะหาคนที่กระทำ เชิงรุกในเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องยาก แถมดีไม่ดีอาจถูกเขม่นจากอาจารย์ผู้สอนเอาได้ด้วยซ้ำ การดำรงตน อย่างมีอัตลักษณ์ของผู้เรียนในเมืองไทยจึงเป็นเรื่องไม่ง่าย ยิ่งในระดับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ตั้งแต่ปริญญาโทขึ้นไป การประเมินผลการศึกษาของผู้เรียนถูกกำหนดโดยอาจารย์ที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่อง นวัตกรรมองค์ความรู้ มุ่งเพียงการยักย้ายถ่ายเทเล่นแร่แปรธาตุองค์ความรู้เดิม

แน่นอนว่าความรู้เดิมมีค่าความผิดพลาดของการวิจัยน้อยกว่าความรู้เชิงนวัตกรรม แต่งานวิจัยที่ให้ผลผลิตเป็นนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย และควรได้รับการใส่ใจสนับสนุนมากกว่าความรู้เดิม ซึ่งนับวันการวิจัยประเภทนี้จะกองสูงพะเนินเทินทึกกลายเป็นขยะกระดาษเต็มเมือง คือ เป็นงานวิจัยที่นำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ เรียกกันว่า งานวิจัยประเภทเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งนิยมทำกันเพื่อขอให้ผ่านและได้วุฒิการศึกษา

เหนือไปกว่านั้น แม้นมีนวัตกรรมการวิจัยก็จริง แต่ก็ปรากฎว่างานวิชาการดังกล่าว หลายชิ้นไม่ได้ รับการต่อยอดด้วยการวิจารณ์ งานวิชาการจำนวนมากที่มีการสร้างสรรผลผลิตเชิงนวัตกรรมกลับตกอยู่ใน "ความเงียบ" เหมือนไม่เคยมีงานวิจัยเหล่านี้เกิดขึ้น  สะท้อนถึงความไม่ใส่ใจต่อการวิจารณ์เพื่อต่อยอดองค์ ความรู้ อย่างน้อยการวิจารณ์ก็จะได้เห็นข้อดีข้อด้อยของงานวิจัย นวัตกรรมน่าจะถูกวิจารณ์ตรวจสอบมาก กว่าที่เป็นอยู่นี้

จึงสรุปได้ว่า ไทยไม่มีวัฒนธรรมการวิจารณ์ เหมือนเราเกรงกลัวอะไรบางอย่าง เกรงจะสูญเสีย สถานะที่กำลังเป็นอยู่ เกรงที่จะหลุดออกไปจากระบบอุปถัมภ์แบบเดิมๆ หรือเกรงระบบอุปถัมภ์จะลงโทษ แยกไม่ออกว่าอันไหนคือข้อเท็จจริง อันไหนคือการวิจารณ์

ขณะที่การประเมินคุณภาพการศึกษาของไทย ยังไม่มีการนำระบบหรือวัฒนธรรมการวิจารณ์มาใช้ เพื่อประเมินคุณภาพการศึกษาให้ชัดเจน ทำให้สถาบันการศึกษาเองไม่ค่อยส่งเสริมวัฒนธรรมการวิจารณ์  เพราะเกรงว่าวันหนึ่งนิสิตนักศึกษาจะย้อนกลับมาวิจารณ์ตัวสถาบันหรือตัวอาจารย์ผู้สอนเอง ซึ่งว่าไปแล้วหากนิสิต นักศึกษาสามารถวิพากษ์สถาบันการศึกษาของตนเอง  การวิพากษ์ดังกล่าวจะเป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเป็นไปของสถาบันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สถาบันจะต้องยอมรับทัศนะวิจารณ์เหล่านั้น

นอกเหนือไปจากการสยบยอมกับงานศึกษาวิจัยเอาดื้อๆ โดยไม่ค่อยมีความเห็นโต้แย้งมากมายนัก ให้เห็น  อาจารย์หรือกรรมการคุมสอบว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น

การวิจารณ์ในสถาบันการศึกษาจึงเป็นประเด็นย่อยในประเด็นใหญ่ คือ สิทธิเสรีภาพในการพูด และการแสดงออกซึ่งจะต้องสร้างให้กลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา และจะต้องไม่ให้การวิจารณ์นั้นถูกริดรอน โดยเงามืดของระบบเส้นสายอุปถัมภ์ ซึ่ง "เงามืด" ดังกล่าวส่วนหนึ่งหมายถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในการแสดงออกซึ่ง ความคิดเห็น ตามหลักการ ตามหลักแห่งเหตุและผล

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น