โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ผาสุก ชี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสร้างความยุติธรรม แนะปฏิรูปเพิ่มในอัตราก้าวหน้า วงเสวนาระบุ ต...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

กระทรวงต่างประเทศเจรจาขอให้ผู้ชุมนุมคืนพื้นที่ภายใน 26 พ.ย.

Posted: 25 Nov 2013 01:08 PM PST

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศส่งคนเจรจากับผู้ชุมนุม คปท. ที่มายึดพื้นที่ โดยขอร้องให้เปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปทำงานในวันที่ 26 พ.ย. ตามปกติ เพราะต้องดูแลผลประโยชน์ประเทศ

26 พ.ย. 2556 - ตามที่ในช่วงเย็นวันนี้ ผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เคลื่อนขบวนมาจากแยกนางเลิ้งและเข้าไปชุมนุมอยู่ภายในกระทรวงการต่างประเทศ ถ.ศรีอยุธยา นั้น ล่าสุดเมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศได้เจรจาขอให้เจ้าหน้าที่และข้าราชการบางส่วนที่ยังต้องทำงาน เพื่อประสานกับสถานทูตไทยทั่วโลกได้ออกมาจากกระทรวงการต่างประเทศอย่างปลอดภัย รวมถึงได้เคลื่อนย้ายรถและทรัพย์สินที่มีค่าออกจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

โดยนายเสขกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศถูกยึดพื้นที่ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศไว้ ซึ่งตลอดคืนนี้กระทรวงการต่างประเทศจะส่งตัวแทนไปคุยกับแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ที่อยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ได้มาทำงานในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ย.56) ได้ตามปกติ และหวังว่าทาง คปท. จะยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ ต้องดูแลคนไทยในต่างประเทศ และผลประโยชน์ประเทศจากความร่วมมือกับต่างชาติด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โฆษก ตปท.สหรัฐ เรียกร้องทุกฝ่ายในไทยอย่าใช้ความรุนแรง-หาทางเจรจา

Posted: 25 Nov 2013 12:54 PM PST

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทย หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันเจรจาอย่างสันติเพื่อคลี่คลายปัญหา ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้ประชาธิปไตยและนิติรัฐมีความเข้มแข็ง

26 พ.ย. 2556 - เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) ใน เพจของสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย มีการเผยแพร่แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ลงวันที่ 25 พ.ย. เรื่อง "การชุมนุมในประเทศไทย" แถลงโดยนางเจน ซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีขึ้นในประเทศไทย และเฝ้าติดตามการชุมนุมในกรุงเทพฯ อย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าใช้ความรุนแรง และอดทนอดกลั้น และเคารพกฎหมาย ทั้งนี้ความรุนแรงและการยึดทรัพย์สินของสาธารณะหรือของเอกชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และไม่ช่วยแก้ปัญหาความเห็นต่างทางการเมือง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกายังเรียกร้องไปยังทุกฝ่ายให้ยึดมั่นกติการะหว่างประเทศซึ่งประกันเสรีภาพสื่อมวลชนและความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว สหรัฐอเมริกาเชื่ออย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายต้องร่วมกันเพื่อคลี่คลายความแตกต่างด้วยการเจรจาอย่างสันติซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้ประชาธิปไตยและนิติรัฐมีความเข้มแข็ง

"ในฐานะที่เป็นมิตรประเทศของไทยมาอย่างยาวนาน ในห้วงเวลาขณะนี้ พวกเราขอสนับสนุนประเทศไทยและประชาชนไทยอย่างเต็มที่" แถลงการณ์ของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริการะบุ

ทั้งนี้ภายหลังการเผยแพร่แถลงการณ์ มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยและต่างประเทศแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยมีผู้อ่านส่วนหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ดังกล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เมื่อเกษตรกรเรียกยูปอฟ(UPOV) ว่า ‘ผีปอบ’ ข้อกังวลในเอฟทีเอไทย-อียู

Posted: 25 Nov 2013 11:10 AM PST

 

วันนี้ (25 พ.ย.) ที่มหาวิทยาลัยหอการค้า มีการสัมมนาเรื่อง นโยบายพืชจีเอ็มโอและการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญายูปอฟ 1991 เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิชการกับเกษตรจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

เหตุที่มีการจัดคุยเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศชื่อแปลกๆ นี้โดยเฉพาะกับกลุ่มเกษตรกรก็เพื่อทำความเข้าใจและรับมือกับสิ่งที่คาดว่าจะมากับข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรปที่กำลังเจรจา ซึ่งจะส่งผลให้มีการแก้กฎหมายภายในเพื่อให้รองรับความตกลง และทั้งหมดจะส่งผลต่อเกษตรกรและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย  

ต้นเดือนธันวาคมนี้จะมีการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู รอบ 3 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม วงเสวนานี้นำเสนอข้อกังวลว่าหนึ่งในข้อเจรจาจะมีการผลักดันให้ไทยเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญายูปอฟ 1991 เพื่อเพิ่มอำนาจผูกขาดด้านสิทธิบัตรให้บรรษัท แลกเปลี่ยนกับที่ไทยได้ต่อสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี)  

UPOV (The International Union for the Protection of New Varieties of Plants) คือสหภาพเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เป็นการตกลงเพื่อให้สิทธิผูกขาดพันธุ์พืชใหม่แก่บริษัทและนักปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีลักษณะแตกต่างจากกฎหมายสิทธิบัตร แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจนในที่สุดความตกลง UPOV1991 ก็ใกล้เคียงกับการผูกขาดโดยระบบสิทธิบัตร อนุสัญญานี้ใช้ครั้งแรกเมื่อปี 1961 ปัจจุบันมีประเทศเป็นภาคี 71 ประเทศ (ณ ปี 2555) ที่น่าสนใจคือ ประเทศในยุโรปหลายประเทศก็ไม่ได้เข้าเป็นภาคี UPOV1991 เช่น อิตาลี โปรตุเกส นอร์เวย์  

การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้ ส่งผลให้ต้องแก้ไขหรือกระทั่งยกเลิก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งจะมีผลกระทบหลักๆ คือ

1. ห้ามเกษตรกรเก็บพันธุ์ไปเพาะปลูกต่อ

2. บริษัทขยายเวลาผูกขาดพันธุ์พืชเพิ่มขึ้น 8 ปี

3. เมล็ดพันธุ์แพงขึ้น 2-6 เท่า ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มจาก 28,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 84,000-143,000 ล้านบาทต่อปี

4.เกษตรกรที่ละเมิด มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 400,000 บาท

5.บรรษัทข้ามชาติจดสิทธิการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ได้ ซึ่งไทยมีกศักยภาพทางเศรษฐกิจในด้านนี้เป็นมูลค่าสูงถึง 300,000-500,000 ล้านบาทต่อปี

6.ต้องขยายให้มีการจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต (หน่วยพันธุกรรม เซลล์ เนื้อเยื่อจุลินทรีย์, พืช, สัตว์)

ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปโดยย่อของไบโอไทย หนึ่งในเจ้าภาพจัดงาน

 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากไบโอไทย กล่าวขยายความตัวเลขความเสียหายที่ทางองค์กรศึกษาและคาดการณ์ว่า  เงื่อนไขว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มากับข้อตกลงการค้าเสรีนั้น ในด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะแวดวงการผลิตยาเคยทำวิจัยพบแล้วว่าการที่มหาอำนาจเรียกร้องให้ขยายเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรยาและขยายการคุ้มครองไปถึงข้อมูลยา จะทำให้รัฐมีค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาทต่อปี แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิบัตรพันธุ์พืขยังไม่มีตัวเลขผลกระทบเหล่านี้ จึงมีการทำการศึกษาวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ เพื่ออย่างน้อยจะนำเสนอให้สาธารณะและหัวหน้าคณะเจรจาได้ทราบ ประเด็นนี้สำคัญมากเนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายชีวภาพมากที่สุดของโลก สัดส่วนของพืชและสิ่งมีชีวิตของเราอยู่ระดับที่สูงมาก เช่น สัตว์ตระกูลปลา หรือนก นับเป็น 10% ของสายพันธุ์ที่มีในโลก เชื้อราคิดเป็น 8%  ทั้งที่พื้นที่ประเทศไทยมีไม่ถึง 1% ของโลก

ตลาดเมล็ดพันธุ์พืช 9 ชนิด (ประเมินจากพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและผักต่างๆ) ขณะนี้มีมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว 2 หมื่นล้านบาท การเข้าเป็นภาคียูปอฟจะส่งผลต่อราคาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากประสบการณ์ของสหรัฐอเมริกาเองหลังใช้ฎหมายยูปอฟราคาเมล็ดพันธุ์ก็สูงขึ้น 2-3 เท่าตัว ที่สำคัญ หากเข้าเป็นภาคียูปอฟ หลักเกณ์การแบ่งปันผลประโยชน์ที่ประเทศเจ้าของพันธุกรรมควรจะได้ก็จะหายไปด้วย เปรียบเทียบกับประเทศอย่างอินเดียที่ใช้กลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ พบว่าเขาตั้งสัดส่วนการแบ่งปันผลประโยชน์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5-10%

วิฑูรย์กล่าวว่า โดยรวมแล้วการศึกษาพบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของเกษตรกรรวมกับมูลค่าการเสียโอกาสของเกษตรกร จะอยู่ที่ 60,000 –160,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่สิทธิจีเอสพีกับสหภาพยุโรปอยู่ที่ราว 34,000 ล้านบาท โดยผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นผู้ประกอบการที่เป็นนักธุรกิจรายใหญ่ หรือนักลงทุนต่างชาติที่มาตั้งฐานการผลิตในไทย

 

นอกเหนือจากความกังวลดังกล่าวแล้ว นักวิชาการยังเชื่อว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชที่มีอยู่ของไทยนั้นดีอยู่แล้ว รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เกิดขึ้นมาจากความพยายามสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชกับการรักษาสิทธิของเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ โดยมีมิติการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศด้วย กฎหมายดังกล่าวมีขึ้นตามเงื่อนไขการเป็นภาคีสมาชิกองค์กรการค้าโลก ซึ่งให้สิทธิในการมีระบบกฎหมายเฉพาะในการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับพันธุ์พืช

ขณะนี้มีความพยายามในการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เนื่องมากจากนักปรับปรุงพันธุ์พืชที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ต้องการได้สิทธิมากกว่าที่กฎหมายให้ไว้ และมีข้าราชการบางส่วนร่วมผลักดัน แต่ขณะนี้การแก้ไขกฎหมายชะลออยู่กรมวิชาการเกษตร

สิ่งที่พยามยามแก้ไขในร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชและจะมีผลต่อเกษตรกร อาทิ 'พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น' ซึ่งเหลืออยู่น้อย คณะผู้ร่างกฎหมายเล็งเห็นว่าจะต้องสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนที่ดูแลอยู่เพื่อไม่ให้พันธุ์พืชเหล่านี้สูญหายไป แต่ร่างกฏหมายใหม่แก้ให้มีการคุ้มครองที่น้อยลง ประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับลดลง เช่น พริกกระเหรี่ยงที่เป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นก็จะกลายเป็นเพียง 'พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป'ในกฎหมายที่จะแก้ใหม่  

 

อุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 มีเนื้อหาที่ดี เพราะเป็นการประนีประนอมระหว่างการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ แต่ผ่านมา 14 ปีกลับคืบหน้าเฉพาะเนื้อหาในส่วนการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่หรือพันธุ์พืชของบริษัท ขณะที่ในส่วนพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น กลับไม่มีการทำงานเพื่อให้เนื้อหาในกฎหมายเกิดความงอกเงยขึ้นมาเลย

เขาเห็นว่า เรื่องนี้เกษตรกรต้องยืนยันไม่ยอมรับกฎหมายที่จะแก้ไขใหม่ ต้องสู้กับวาทกรรมที่บริษัทเมล็ดพันธุ์อธิบายกับสังคมว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชปฏิบัติไม่ได้จริง ไม่เป็นสากล ไม่ส่งเสริมให้ธุรกิจวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาไปมากควรได้รับสิทธิเพิ่ม เกษตรต้องมีเหตุผลของตัวเองมาอธิบายกับสังคม เพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่สาธารณะ ขึ้นอยู่กับว่าระหว่างเกษตรกรกับฝ่ายบริษัทเมล็ดพันธุ์ใครจะอธิบายและสร้างแนวร่วมในสังคมได้หนักแน่นกว่ากัน

 

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา จากไบโอไทยกล่าวว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรมีร่างแก้ไขกฎหมายอยู่ในมือ และร่างกฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาที่ไปไกลกว่าอนุสัญญายูปอฟที่ยุโรปนำมาวางบนโต๊ะเจรจาของหลายประเทศรวมทั้งอินเดียเสียอีก  สมาคมผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ของไทยเองก็มีเป้าหมายในการนำประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของเอเชียแปซิฟิค (Seed Hub) โดยมีข้อเสนอหลักคือการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนปรับปรุงพันธุ์ใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเกรงว่าจะมีการดึงเอาเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ไปไว้ที่ศูนย์ทั้งหมด

"การเจรจากับอียู คาดว่ากรอบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจะถูกนำเสนอในรอบ 4 ซึ่งจะมีขึ้นในประเทศไทย ยังไม่มีการนำเสนอในการเจรจารอบที่ 3 ที่บรัสเซลส์ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะมีการนำมาถกเถียงกันจริงๆ จังๆ ในการเจรจารอบที่ 5" กิ่งกรกล่าว

อย่างไรก็ดี การเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในด้านการเกษตรไม่ได้มีเฉพาะกับยุโรป แต่มีในข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิค (Trans-Pacific Partnership Agreement: TTPA) ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องการคุ้มครอทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

 

เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์หลายคนกล่าวแสดงความเห็นภายหลังรับฟังข้อมูล และเรียกกฎหมายนี้ใหม่ว่า "ผีปอบ" แทนที่จะเป็น "ยูปอฟ" อาจเพราะดูจากลักษณะการควักเอาพันธุ์พืชของพวกเขาไป และนั่นหมายถึง "ชีวิต" ของพวกเขาด้วย

ท้ายการเสวนา มีการระบุถึงความพยายามต่อสู้ในเรื่องนี้ของเกษตรกร นั่นคือ การเดินหน้าปฏิบัติการว่าด้วยการคัดเลือก ผสมข้ามพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ และเก็บรักษาฐานพันธุกรรม รวมทั้งทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกหรือเกษตรอินทรีย์ทำกันอยู่แล้วในเวลานี้ แต่มุ่งมั่นจะให้เข้มข้น เข้มแข็ง และเชื่อมโยงเครือข่ายให้กว้างขวางมากขึ้น  

ทั้งหมดก็ไม่มีอะไรมาก แค่มีจุดหมายอยากมีอิสรภาพทางพันธุกรรม สำหรับเกษตรกรมันไม่ใช่จุดหมายใหญ่โตอะไร แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ และอนาคตจะเป็นอย่างไร

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวห้วยระหงส์ค้านรังวัดที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง ชี้เจ้าหน้าที่ไม่โปร่งใส

Posted: 25 Nov 2013 11:05 AM PST

ชาวบ้านห้วยระหงส์ ไม่ยอมรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป่า เผยพบความผิดปกติจะเข้าไปสอบถาม แต่ถูกตวาดไม่ยอมรับฟังเหตุผล จึงร่วมกันลงชื่อยื่นหนังสือกรมอุทยาน-เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง ร้องทำการรังวัดให้ถูกต้อง เป็นธรรม
 
 
26 พ.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันนี้ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้านห้วยระหงส์ หมู่ที่ 7 ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ในนามเครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูผาแดง สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) กว่า 30 ราย ร่วมกันแสดงเจตจำนงไม่ยอมรับกระบวนการของเจ้าหน้าที่รังวัดในการตรวจสอบแนวเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง และอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว พร้อมทั้งร่วมกันลงชื่อยื่นหนังสือต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชให้มีการประสานงานเพื่อทำการรังวัดอย่างถูกต้อง เป็นธรรม
 
สืบเนื่องจาก ชาวบ้านห้วยระหงส์ซึ่งประสบปัญหาการประกาศเขตป่าทับที่ทำกินได้เคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ต่อมามีการเจรจาแก้ไขปัญหากับตัวแทนรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2556 และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบแนวเขต เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง และอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในแนวเขต
 
เซ็ง หาญคำตัน ชาวบ้านห้วยระหงส์ เล่าเหตุการณ์ว่า เจ้าหน้าที่รังวัด คือนายเจริญ มหาแร่ ซึ่งเป็นผู้แทนผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้นัดหมายให้ชาวบ้านมาทำการรังวัดต่อจาก เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2556 ให้เสร็จ แต่ชาวบ้านที่มารวมตัวกันได้ปรึกษากันแล้วว่า ผลจากการรังวัดไปส่วนหนึ่งนั้นไม่เป็นไปตามข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน จึงต้องการรู้ข้อเท็จจริง
 
เซ็ง กล่าวว่า เมื่อนายเจริญมาถึงพื้นที่นัดหมาย ชาวบ้านเข้าไปพูดคุยสอบถามถึงข้อสงสัยในการรังวัดพื้นที่ และสอบถามถึงที่มาของเอกสารแบบฟอร์มที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทป.4 แต่กลับถูกนายเจริญตวาด ใช้อารมณ์พูดจาต่อว่าชาวบ้าน ทำให้รู้สึกว่าเจ้าหน้าที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่มีความจริงใจในการที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาในที่ดินทำกิน
 
ส่วนนายประเสริฐ จันทร์เทศ ประธานเครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูผาแดง กล่าวว่า การข่มขู่ของเจ้าหน้าที่โดยไม่ฟังเหตุผลของชาวบ้านนั้น ถือเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ และชาวบ้านจะทำการยื่นหนังสือไปยังยื่นหนังสือต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้มีการรังวัดที่เกิดความเป็นธรรม ถูกต้องตามหลักการ
 
 
นายประเสริฐ ให้ข้อมูลด้วยว่า จากเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2556 ที่ได้มีการร่วมประชุมการสำรวจแนวเขตที่ดินที่จะเสนอเข้าโครงการโฉนดชุมชน และในวันที่ 22 พ.ย.2556 ได้มีการรังวัดไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่การรังวัดไม่ได้เป็นไปตามข้อเท็จจริงของพื้นที่ชุมชน เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำการรังวัดให้แต่พื้นที่ที่ชาวบ้านทำประโยชน์โดยการปลูกข้าวโพดเป็นหลัก แต่ไม่ได้รังวัดไปตามร่องน้ำและแนวป่าซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยทำมาหากินของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเกรงกันว่าการรังวัดเช่นนี้ หากเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่อาจถูกดำเนินคดีได้
 
"เจ้าหน้าที่ได้มีการนำเอกสารเป็นแบบฟอร์มที่เป็นบันทึกการใช้ที่ดินของแต่ละบุคคลในพื้นที่ป่า มาให้ชาวบ้านลงชื่อ พร้อมทั้งพูดข่มขู่ว่าหากใครไม่เซ็นต์ลงลายมือชื่อ จะไม่ทำการรังวัดให้ แต่ชาวบ้านไม่มีใครยอมเซ็นต์ เพราะไม่ได้มีการตกลงร่วมกันมาก่อนว่าจะต้องมีการลงลายมือในเอกสารนั้น และเห็นว่าไม่มีความโปร่งใส เกรงว่าจะมีการสอดแทรกมติ 30 มิ.ย.41 ที่ชาวบ้านต่างไม่ยอมรับ" นายประเสริฐ กล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศให้ ขรก. ไม่ต้องฟังคำสั่งรัฐบาลอันโมฆะ

Posted: 25 Nov 2013 07:53 AM PST

ระบุยึดกระทรวงคลัง-กรมประชาสัมพันธ์มีความจำเป็นเพราะต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงระบอบทักษิณ รัฐบาลเป็นโมฆะแล้วเพราะไม่ฟังศาล รธน. ข้าราชการไม่ต้องทำตามคำสั่ง เรียกร้อง ปชช. ถ้าไม่อยากเป็นข้าทาสระบอบทักษิณขอให้ชุมนุมศูนย์ราชการทั่วประเทศอย่างละมุนละม่อมแบบปฏิบัติการที่กระทรวงการคลังวันนี้

สุเทพ เทือกสุบรรณ ปราศรัยที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2556 (ที่มา: Blue Sky Channel)

25 พ.ย. 2556 - ในการชุมนุม 'ขจัดระบอบทักษิณ' วันนี้ เมื่อเวลา 22.00 น. โดยประมาณ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี และแกนนำที่ชุมนุมได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่กระทรวงการคลัง และกล่าวถึงการชุมนุมในตลอดทั้งวันนี้ว่า ก่อนหน้าการเคลื่อนไหววันนี้ได้ประชุมมวลมหาประชาชนว่าพี่น้องทั้งหลาย แน่ใจนะครับ พร้อมเพรียงกัน ยืนยันว่าการต่อสู้คราวนี้ เป้าหมายสูงสุด คือต้องขจัดระบอบทักษิณให้พ้นไปจากแผ่นดินไทยให้จงได้ แล้วหลังจากนั้น ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกกลุ่มองค์กรจะได้ปรึกษาหารือกัน แก้ไขเปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์กติกาทางการเมือง ป้องกันไม่ให้ระบอบทุนสามานย์แบบเดียวกับระบอบทักษิณมีอำนาจทางการเมืองอีกโดยเด็ดขาด ต้องปฏิรูปการเมืองให้ประชาชนสามารถควบคุมองค์กรต่างๆ เต็มที่ ให้ประเทศนี้คนเป็นใหญ่ในแผ่นดินคือประชาชนคนไทยเจ้าของประเทศทั้งมวล

 

เคลื่อนไปที่สถานที่ราชการ เพื่อบอก ขรก. ว่ารัฐบาลโมฆะแล้วเพราะไม่ฟังศาล รธน.

เมื่อพี่น้องประชาชนมีมติเช่นนั้น วันนี้ พวกเราจึงได้ยกระดับการปฏิบัติการโดยในส่วนที่หนึ่งได้เดินขบวนไปยังหน่วยงานของรัฐที่สำคัญๆ ทั้งกองบัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพเรือ รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล พบกับข้าราชการตำรวจ ทหาร เพื่อเรียนให้ทราบว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศอีกต่อไป เพราะรัฐบาลปฏิเสธคำวินิจฉัย คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ การปฏิเสธอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญก็คือการปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่เคารพ กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั่นเอง เมื่อนายกรัฐมนตรีไม่เคารพบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ รัฐบาลนี้จึงเปรียบเสมือนกบฎต่อศาลรัฐธรรมนูญ และต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐบาลโมฆะ เป็นพระก็ปราชิก ไม่สามารถบริหารประเทศได้แล้ว

ทั้งนี้หลังสุเทพกล่าวจบ ผู้ชุมนุมได้โห่ร้องอย่างกึกก้อง

สุเทพ กล่าวต่อว่า เราไม่จำเป็นต้องฟังรัฐบาล ข้าราชการทั้งหลาย ก็ไม่ต้องฟังคำสั่งรัฐบาลโมฆะ แต่ข้าราชการยังลังเล เพราะรัฐบาลบอกว่ามีผู้ชุมนุมไม่กี่หมื่นคน ข้าราชการยังลังเล ยังไม่กล้าตีตัวออกจากรัฐบาล ทั้งที่หากข้าราชการทั้งหลายในประเทศนี้ไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้ระบอบทักษิณอีกต่อไป ระบอบทักษิณจะหมดสิ้นอำนาจ ไม่สามารถสร้างความทุกข์ยาก สร้างปัญหาให้ประเทศไทยได้อีกต่อ

แต่เพราะความดื้อด้านของรัฐบาล และมีสื่อมวลชนที่ได้ประโยชน์จากรัฐบาล ยังรับใช้รัฐบาล บิดเบือนข้อเท็จจริงในบ้านเมือง เลยทำให้ข้าราชการ ประชาชน มีความสับสน ไม่ชัดเจน

 

มีความจำเป็นต้องยึดกระทรวงการคลัง เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง

ทั้งนี้ประชาชนที่มาชุมนุมเป็นพลเมืองดี มีอาชีพ มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ไม่มีเวลาที่จะมาต่อสู้กับรัฐบาลในระบอบทักษิณทั้งปี ทั้งชาติ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นภายใน 3 วัน เพราะความจำเป็นเช่นว่านี้ มวลมหาประชาชนจึงได้ตัดสินใจร่วมกัน เดินทางมาที่กระทรวงการคลัง ที่สำนักงบประมาณ เพื่อจะหยุดยั้ง ไม่ให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณเอาเงินภาษีอากรประชาชนไปบำรุงบำเรอ ระบอบทักษิณอีกต่อไป น่าชื่นชมมากมีพี่่น้องประชาชน คนกรุงเทพฯ คนต่างจังหวัด สามัคคีกัน กอดคอเดินขบวนตั้งแต่สนามหลวง ราชดำเนิน มาถึงกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ นั่งพักรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ทานข้าวทานน้ำเสร็จ

พวกเราได้เอากุหลาบแดง นกหวีด มอบให้ข้าราชการเหล่านั้น เขาเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นข้าราชการของประชาชน และมวลมหาประชาชนตัดสินใจว่าขอใช้พื้นที่ทั้งหมดของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณเป็นสถานที่ชุมนุมอีกแห่งหนึ่ง นอกจากราชดำเนิน และสนามหลวง ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ได้ทราบว่า พวกเราทั้งหลายได้คุมพื้นที่บริเวณกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเข้ามาควบคุมพื้นที่เหล่านี้ได้ดำเนินการต่อหน้าสื่อมวลชน สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง และต่อหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศอีกหลายสถานี เป็นการเข้ามาอย่างสงบ สันติ อหิงสา ไม่มีอาวุธ เป็นการแสดงอารยะขัดขืนขั้นสูงสุดเพราะรัฐบาลนี้ดื้อด้านเหลือทนแล้ว ไม่มีทรัพย์สินราชการเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว พี่น้องประชาชนเราเป็นพลเมืองดีทั้งสิ้น จึงมีระเบียบ มีวินัย เดินเข้ามาเป็นแถวเป็นแนว ไม่ได้ทำอะไรเสียหายเลย แม้แต่กระจกแผ่นเดียวก็ไม่ชำรุดเสียหายทั้งสิ้น ไม่ได้ขึ้นไปบนอาคาร เราอยากจะเข้าไปเยี่ยมข้าราชการ แต่เขาปิดประตู แต่ถ้าใครใส่ร้ายวันข้างหน้า ขอให้พวกเราช่วยกันเป็นพยาน เราเป็นพลเมืองดี ไม่ได้บุกรุกอยู่แค่สนามหญ้าและลานจอดรถ

เราจำเป็นจริงๆ เพราะเราไม่ต้องการให้ระบอบทักษิณดำรงอยู่ในแผ่นดินไทยได้ การยึดพื้นที่กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ทำให้รัฐบาลนี้ไม่สามารถบริหารการเงินได้อีกต่อไป ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงแล้ว

 

เชิญชวนประชาชนทำเช่นเดียวกันนี้ตามศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ

ใครที่รอเงินของราชการ ผมขอกราบขออภัย เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่น ต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงของระบอบทักษิณ และขอเรียนว่า นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กี่วันเท่านั้น เมื่อเราทำอย่างนี้สำเร็จ มวลมหาประชาชนของเราที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ คงจะสามารถไปยึดพื้นที่ในส่วนราชการทั้งหลายโดยละมุนละม่อม เหมือนที่พี่น้องยึดกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณในวันนี้

พี่น้องที่ต่างจังหวัดสามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไปที่อำเภอ ไปที่ศาลากลางจังหวัด ไม่ต้องข่มขู่ เอาดอกไม้ไปให้ บอกเขาดีๆ ไม่ต้องเป็นเครื่องมือระบอบทักษิณอีกต่อไป เพราะประชาชนทนไม่ไหวแล้ว ถ้าได้ทำแบบนี้พร้อมกันทั่วประเทศในวันพรุ่งนี้ รัฐบาลในระบอบทักษิณก็จะหงายท้องเท้งเต้ง

สุเทพ กล่าวว่า "พี่น้องทั้งหลายผมได้ทราบว่า รัฐบาลได้ประชุมฉุกเฉินที่สโมสรตำรวจ ออกประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงคลุมพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ต่อไปเขาจะสั่งให้เราเลิกชุมนุม เขาจะสั่งให้เราออกจากพื้นที่ราชการ แต่เราออกไหมครับพี่น้อง" ทั้งนี้ผู้ชุมนุมได้ตะโกนว่า "ไม่ออก ไม่ออก"

 

ถึงศาลบังคับให้ออกก็จะไม่ออก เพราะรัฐบาลนี้ยังไม่ยอมฟังศาล

สุเทพกล่าวต่อว่า พี่น้องทั้งหลาย ถ้าเราไม่ออก เขาจะไปฟ้องศาลให้บังคับให้เราออก เราจะเชื่อไหมครับพี่น้อง ผู้ชุมนุมตะโกนว่า  "ไม่เชื่อ" สุเทพกล่าวว่า ผมเห็นด้วย เพราะรัฐบาลนี้ไม่เชื่อศาล จะให้เราเชื่อฝ่ายเดียวได้อย่างไร ทีมันยังไม่เคารพศาล แล้วทำไมจะบังคับให้เราเคารพศาล จริงไม่จริงพี่้น้อง

สุเทพถามว่า "เขาไปออกหมายจะมาจับผม ข้อหากบฎ พี่น้องอยากให้เขาจับผมไหมครับ" ทั้งนี้ผู้ชุมนุมบอกว่าไม่ให้จับ

สุเทพกล่าวด้วยว่า ถ้าพี่น้องอยากให้รัฐบาลจับผม แล้วกลัวว่าพี่น้องจะเดือดร้อนไปด้วย พรุ่งนี้เก็บกระเป๋าออกจากกระทรวงการคลังกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าพี่น้อง ยินดี ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ ผมจะยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่พี่น้อง ไม่ทอดทิ้งกัน และถ้าพี่น้องในกรุงเทพฯ เห็นว่าเราทำถูก ออกมาพรุ่งนี้ มาเป็นกำลังสมทบมวลมหาประชาชน และที่ราชดำเนิน

 

ลั่นจะทำตามเสียงประชาชน หากบอกให้มอบตัว ก็จะไปมอบตัว

ผมจะทำตามเสียงประชาชน ถ้ามวลมหาประชาชนยอมที่จะเป็นข้าทาสของรัฐบาลนี้ต่อไป ผมจะพร้อมไปมอบตัว และพร้อมเป็นนักโทษคดีกบฎไม่หนีไปเมืองนอกเด็ดขาด ครั้งนี้ผมภาคภูมิใจที่สุดที่ได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนทั้งประเทศ

ผมขอประกาศกับพี่น้องทั้งหลาย ถ้าพี่น้องสนับสนุนผม สนับสนุนแกนนำ เป็นตายอย่างไรไม่กลัวแล้ว สู้จนชนะ

ทั้งนี้ผู้ชุมนุมได้โห่ร้องว่า "สู้ๆ" อย่างกึกก้อง

พี่น้องที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะพี่น้องภาคใต้ น้ำท่วมอยู่นะครับ จะกลับบ้านไปดูแลบ้านไหม หรือจะสู้ที่นี่ และสำหรับพี่น้องกรุงเทพฯ เราเคารพการตัดสินใจของท่าน ถ้านักศึกษา ครูบาอาจารย์มาช่วยสมทบ ขบวนประชาชนจะยิ่งใหญ่ขึ้นจะสามารถขจัดระบอบทักษิณได้อย่างแน่นอน ผมขอความร่วมมือ ขอการสนับสนุนจากนักรบของประชาชน ที่อยู่หน้าจอทั้งหลาย สื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้ประชาชนเข้าใจด้วยว่า ที่ประชาชนได้ต่อสู้คราวนี้ เราทำเพื่อประเทศชาติ และอนาคตลูกหลานเท่านั้น

ที่ต้องขอความร่วมมือ เพราะเรารู้ว่ารัฐบาลนี้มันตอแหลกันทั้งคณะ และมันคงจะใส่ร้ายป้ายสีเรา เช่นมันจะต้องออกประกาศหลอกลวงคนทั้งประเทศว่าพวกเราทั้งหลายเข้ามายึดกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณโดยมีอาวุธ มันคงจะหาข้าราชการขี้ข้าบางคนไปออกทีวีฟูมฟายร้องไห้ ว่าประชาชนข่มขู่และทำร้ายมัน สิ่งเหล่านี้ ต้องตั้งสติดูให้ดี

ขอให้ผู้แทนสถาบันต่างๆ ที่เป็นกลางมาตรวจ ถ้าเจออาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว เรายอมเลย ยอมกราบเท้าทุกคน ขอให้ประชาชนทั้งหลายได้มาดูสภาพความเป็นจริง มาดูด้วยตาตัวเอง มาดูความทุกข์ยากที่ประชาชนลุกขึ้นต่อสู้ ตากแดดตากฝน นอนกลางดิน กินกลางทราย ทุกคนเสียสละไม่ได้นอนอยู่บนฟูก เหมือนประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่บ้าน เราตัดสินใจยอมลำบากเสียแต่วันนี้ เพื่อลูกหลานจะได้ไม่ต้องเป็นขี้ข้าระบอบทักษิณในอนาคต

พี่น้องทั้งหลายที่ได้ยินนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกแถลงสักครู่ ไม่รู้ใครเขียนให้ เพราะสมองน้อยๆ ของเธอคงเขียนเองไม่ได้ คิดเองไม่เป็น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บอกว่าอย่างไรทราบไหม นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บอกว่าขอให้ทุกฝ่ายเคารพหลักนิติรัฐ นิติธรรม ให้เชื่อกฎหมาย ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย คุณยิ่งลักษณ์เอ้ย ก็คุณไม่เคารพกฎหมาย คุณไม่ยอมปฏิบัติตามหลักนิติธรรม คุณหมดสภาพแล้ว คุณจะไปบอกใครให้เคารพหลักนิติธรรมอีกครับ

 

ไม่เชื่อน้ำยาสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นสภาขี้ข้า

พี่น้องทั้งหลาย พรุ่งนี้เขานัดประชุมที่สภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บอกว่าจะเอาเรื่องทั้งหมดนี้ไปหารือในสภาผู้แทน แต่สภาผู้แทนนั้น หรือจะเอาวุฒิสภามาร่วมด้วย ฝ่ายที่กุมเสียงข้างมาก ก็ล้วนแล้วแต่เป็นขี้ข้าทักษิณทั้งนั้น

ก็ถ้าไม่ใช่สภาทาส สภาขี้ข้า มันจะยกมือผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมให้พี่ชายหรือ หรือแก้รัฐธรรมนูญจนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทำผิดกฎหมายทุกข้อทุกขั้นตอนหรือ ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภารับใช้โจร ก็เหมือนสภาโจร มันจะประชุมไปหาวิมานอะไรมัน ใครจะฟังมติของมันต่อไป

ผมรู้ชั้นเชิงยิ่งลักษณ์ ทักษิณ มันเริ่มจนแต้มแล้ว มันจะให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เสร็จ มันจะยุบสภา มันจะบอกว่าคืนอำนาจให้ประชาชนแล้ว เอาไหมครับพี่น้อง

ทั้งนี้ผู้ชมุนุมตอบว่า "ไม่เอา"

"การเลือกตั้งภายใต้กติกาเดิมที่พวกมันซื้อคะแนนได้ ในที่สุดก็จะกลับมามีอำนาจทางการเมือง มาทำเลวระยำกับประเทศต่อไป ใช่ ไม่ใช่พี่น้อง" สุเทพกล่าว

 

ขอให้ประชาชนออกมาเป็นล้าน ต่อสู้เพื่อไม่ให้มีระบอบทักษิณอีกต่อไป

และสุเทพกล่าวต่อไปว่า "ผมจึงกราบเรียนพี่น้องว่า ออกกันมาเป็นล้านคน เป็นตัวแทนของคนหลายสิบล้านที่บ้าน เมื่อออกมาต่อสู้ทั้งที ต้องสู้ถึงที่สุดให้เจริญก้าวหน้าโดยไม่มีระบอบทักษิณอีกต่อไป ขอให้หัวใจรักชาติรักแผ่นดินเป็นหัวใจที่แข็งแกร่ง แน่วแน่ มั่นคง แล้วเราจะกอดคอยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ต่อสู้เพื่อประเทศไทย เพื่ออนาคตลูกหลานไทยจนกว่าเราจะชนะอย่างสมบูรณ์ ตกลงนะพี่น้อง"

"เพราะฉะนั้นถ้าพี่น้องท่านอื่น ที่ไม่ได้อยู่หน้าเวทีทั้งสองสามแห่งนี้ เมื่อได้ทราบได้ยินเสียงนี้ ขอได้โปรดลุกขึ้นทำหน้าที่เจ้าของประเทศ ลุกขึ้นต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนพวกเราทำในวันนี้ ขอให้ทำพร้อมกันทั่วประเทศ ในนามของมวลมหาประชาชน ในนามแกนนำ ขอกราบขอบพระคุณ กราบคารวะพี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศทุกท่าน ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ร่วมกับพวกเรา ขอกราบขอบพระคุณ สวัสดีครับ"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ที่ประชุมอธิการบดีแนะยุบสภาอาจเป็นทางออก

Posted: 25 Nov 2013 06:57 AM PST

ทปอ.ชี้ ยุบสภาฯ ยังทำไม่ได้ เหตุอยู่ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องรอลงมติเสร็จสิ้นก่อน ด้าน ธรรมศาสตร์-ศิลปากร-สวนดุสิตประกาศหยุดเรียน 26 พ.ย.

 
25 พฤศจิกายน 2556 เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 25 พ.ย.ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานติดตามและประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของ ประเทศของ ทปอ. ซึ่งมี นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว), นายชัยชาญ ถาวรเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.), นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) และนายศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เข้าร่วมการประชุมว่า ที่ประชุมไม่มีมติหรือแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมในขณะนี้เป็นเพียงการประชุมติดตามสถานการณ์ของ คณะทำงานฯ เท่านั้น แต่จากการหารือกับอธิการบดีที่เข้าร่วมประชุมมีความเห็น ว่าการยุบสภาฯ น่าจะเป็นทางออกของเรื่องนี้แต่ตอนนี้คงยังไม่สามารถยุบสภาฯ ได้จนกว่าถึงวันที่ 28 พ.ย.ที่จะมีการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่าเมื่อมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะยุบสภาฯ ไม่ได้จนกว่าจะมีการลงมติในเรื่องดังกล่าวหรือมีการถอนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน  
 
นายสมคิด กล่าวว่า จากนี้ไปคณะทำงานฯ จะติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหากมีสถานการณ์การรุนแรง ทปอ.จะออกแถลงการณ์และเสนอทางออกให้กับประเทศซึ่งจะก่อนหรือหลังวันที่ 28 พ.ย.ก็ได้ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งได้มีการกำชับนักศึกษาบุคลากรของมหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมการชุมนุมให้ดูแลตัวเอง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งได้แจ้งผ่านเว็บไซต์รวมถึงเฟซบุ๊กประกาศหยุดการเรียนการสอนอีก 1 วันในวันที่ 26 พ.ย. โดยนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แจ้งว่า เนื่องจากสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครยังมีแนวโน้มที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และการเรียนการสอนที่ มธ.ท่าพระจันทร์ จึงให้หยุดการเรียนการสอนและการทำงานที่ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 26 พ.ย. อีก 1 วัน 
 
เช่นเดียวกับนายชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไปยึดหน่วยงานสำคัญของประเทศหลายแห่งนั้น มศก.จึงขอประกาศหยุดการเรียนการสอนและการทำงานที่ มศก.วังท่าพระ วันที่ 26 พ.ย. และจะประเมินสถานการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง หากจำเป็นจะประกาศหยุดต่อทันทีในส่วนของรัฐบาล ควรจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายนั้น คงไม่สามารถตอบได้แต่อยากให้รัฐบาลใช้สติในการแก้ปัญหา เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ คลี่คลายลงโดยเร็ว 
 
ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ก็ออกประกาศงดการเรียนการสอนและกิจกรรมทุกประเภทเพิ่มเติมวันที่ 26 พ.ย. และให้ติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องผ่านเว็บไซต์ www.dusit.ac.th
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นายกฯ ขยายพื้นที่พ.ร.บ.ความมั่นคง กทม.นนทบุรี บางพลี ลาดหลุมแก้ว

Posted: 25 Nov 2013 06:52 AM PST

25 พ.ย.2556 เมื่อเวลา 21.30 น. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อ่านแถลงการผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจประกาศขยายพื้นที่บังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี  จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะอำเภอบางพลี  จังหวัดปทุมธานี เฉพาะอำเภอลาดหลุมแก้ว ระบุรัฐบาลเคารพต่อเสรีภาพและการแสดงออกในการชุมนุมของทุกกลุ่มที่มีความหลากหลาย แต่ก็ไม่ละเลยที่จะบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศ เพื่อคุ้มครองความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน ยืนยันรัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชนโดยเด็ดขาด โดยจะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนตามมาตรฐานสากล โดยมีรายละเอียดที่นายกฯ ประกาศดังนี้

 

เรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านคะ

วันนี้ดิฉันขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การชุมนุมในวันนี้ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการยกระดับการชุมนุมที่ก่อนหน้านี้เป็นการชุมนุมโดยสงบ และรัฐบาลก็เคารพต่อเสรีภาพและการแสดงออกในการชุมนุมของทุกกลุ่มที่มีความหลากหลาย แต่ก็ไม่ละเลยที่จะบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศ เพื่อคุ้มครองความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน ในการใช้ที่สาธารณะ ตลอดจนการติดต่อราชการ

แต่ปรากฏว่าสถานการณ์ในวันนี้ มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้กระจายการชุมนุม โดยใช้กำลังคนกดดัน ปิดล้อมสถานที่ราชการ เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กระทรวงการต่างประเทศ และกรมประชาสัมพันธ์ โดยใช้กำลังบุกทำลายประตูรั้ว เข้าไปในสถานที่ราชการ มีการตัดกระแสไฟฟ้าและน้ำประปา เพื่อมิให้ปฏิบัติราชการได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสถานที่ราชการในการให้บริการประชาชน

รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะการรักษาทรัพย์สินของราชการ การดำรงชีวิตโดยปกติสุข รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนรวม ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร  จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะอำเภอบางพลี จังหวัดปทุมธานี เฉพาะอำเภอลาดหลุมแก้ว

แม้รัฐบาลจะได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าว แต่ดิฉันขอยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชนโดยเด็ดขาด โดยจะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลในการบังคับใช้กฎหมาย และขอให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติราชการทุกฝ่ายร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง และขอให้กำลังใจในการปฏิบัติราชการให้ลุล่วงไปด้วยดี ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าให้การสนับสนุนการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และอย่าหลงเชื่อข่าวลือต่างๆ โดย ให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการเพื่อรักษากฎหมาย และให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว โดยขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เห็นต่าง ใช้กระบวนการของรัฐสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นกลไกภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพ "หลักนิติรัฐ" ทั้งนี้รัฐบาลยังคงยืนยันเจตนารมณ์ ในการหารือและรับฟังความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความสงบสุข สมานฉันท์ของคนในชาติ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แกนนำ นปช. ประณามการกระทำของสุเทพว่าเป็นการโค่นประชาธิปไตย

Posted: 25 Nov 2013 05:28 AM PST

ธิดา ถาวรเศรษฐ ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ ประณามสุเทพและแกนนำยึดสถานที่ราชการถือเป็นกบฎ ไม่ใช่การโค่นระบอบทักษิณหรือรัฐบาล แต่เป็นปฏิบัติการโค่นประชาธิปไตย

25 พ.ย. 2556 - เมื่อเวลา 18.10 น. วันนี้ (25 พ.ย.) ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ได้อ่าน ชุมนุมสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง มีวิกฤตการทางการเมืองเพิ่มขึ้นทุกวัน การมีข้อเรียกร้องที่เป็นเอกภาพมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่เข้มข้นในแต่ละวัน พัฒนาการของสถานการณ์เข้มข้น ยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง ถึงขั้นที่สุเทพ เทือกสุบรรณ นำกำลังประชาชนไปบุกยึดสถานที่ราชการ ตัดน้ำ ตัดไฟ กระทรวงการคลัง กรมประชาสัมพันธ์ รวมทั้งไปตามจุดต่างๆ นี่ต้องถือว่าเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการยกระดับไปสู่วิกฤตการเมืองเรา นปช. จึงมีคำแถลงสถานการณ์ดังนี้

"แถลงการณ์ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน
ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่วิกฤติ

1. เราขอประณามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำที่นำมวลชนเข้าปฏิบัติการที่เข้าข่ายก่อการร้ายและการก่อกบฎในราชอาณาจักร

2. รัฐบาลต้องจัดการผู้ละเมิดกฎหมายที่นำมวลชนเข้ายึดสถานที่ราชการตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐเด็ดขาด

3. ปฏิบัติการทั้งหมดนี้เราถือว่าเป็นการโค่นระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่โค่นระบอบทักษิณ หรือ การล้มรัฐบาล

4. ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของประชาชนไทยทั้งประเทศที่ต้องร่วมกันต่อต้าน, ขัดขวาง และหยุดยั้งการทำลายประเทศไทยทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยการนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณและคณะแกนนำ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองการปกครองประเทศให้ถอยหลัง อันเนื่องจากการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

25 พฤศจิกายน 2556"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสียงร่ำร้อง 6 ปี จากเหมืองทองคำ 6 หมู่บ้าน ถึงศาลปกครองกลาง กรุงเทพฯ

Posted: 25 Nov 2013 04:14 AM PST

 

"7 คน ถูกบริษัททุ่งคำฟ้องร้อง 70 ล้านบาท อีก 13 คน รวมคนตาย 1 คน ถูกฟ้อง 50 ล้านบาท รวมทั้งคดีอาญาข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ รวมชาวบ้านทั้งหมดที่ต้องคดี 20 คน"

นี่หรือค่าตอบแทนจากปัญหา ความเจ็บป่วย และความทุกข์ตลอด 6 ปีของชาวบ้านในตำบลเขาหลวง ที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานราชการต่างๆ ที่รับผิดชอบ 

 
1.
เมื่อชาวบ้าน 6 หมู่บ้านรอบเหมืองทองตัดสินใจลุกขึ้นมาป้องป้องชุมชนของตนเองด้วยทางสุดท้าย ตามมติของประชาคม 6 หมู่บ้าน ในการจัดทำข้อบัญญัติชุมชนห้ามไม่ให้รถบรรทุกหนักเกิน 15 ตันขนสารพิษ เช่น ไซยาไนด์ ขับผ่านชุมชนก่อนได้รับอนุญาตจากกรรมการหมู่บ้าน และช่วยกันก่อสร้างกำแพงบนถนนสาธารณะในหมู่บ้าน โดยการดำเนินตามข้อบัญญัติชุมชนในครั้งนี้ได้ผ่านการรับรู้ของข้าราชท้องถิ่นทุกระดับและผ่านตามขั้นตอนขององค์กรปกครองส่วนท้อนถิ่น
 
แต่กติกาชุมชน และสิทธิอันชอบธรรมนั้นกลับนำมาซึ่งคดีความ การใช้กองกำลังบุกเข้ามาทำลายกำแพงของชาวบ้านถึง 2 ครั้ง การข่มขู่วางระเบิด และการก่อความไม่สงบในหมู่บ้าน เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของชาวบ้านไม่ให้รวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้านการทำเหมืองทองคำในพื้นที่ ทั้งยังมีคำถามจากคนบ้านไกลที่ไม่ได้รับรู้สภาพปัญหาอยู่เนืองๆ ว่า "ทำไมถึงต่อต้าน ทำไมเพิ่งมาต่อต้าน"
 
 
สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ ย้อนเล่าว่า ปี 2535 นายหน้าที่ดิน 2 คน ขยับตัวเข้าหมู่บ้าน เพื่อขอซื้อที่ดินจากคนในหมู่บ้าน โดยอ้างว่าจะซื้อที่ดินไปปลูกไม้ยืนต้น ในเวลานั้นมีชาวบ้านขายที่ดินมือเปล่าที่ไม่ได้ทำเกษตรไป 8 ราย ราคาเพียงไร่ละ 1,000 บาท โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ดีหากที่ดินขายไปแล้วจะมีการปลูกไม้ใหญ่เพิ่มขึ้น
 
ต่อมาในปี 2540 ชาวบ้านถึงรู้ว่าจะมีการทำเหมืองทองคำบนภูเขาที่ชาวบ้านใช้หาอยู่หากินมาเนิ่นนาน โดยเจ้าหน้าที่จากเหมืองทองคำและข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ใช้คำว่า เหมืองทองคำจะพัฒนาชุมชน สาธารณะประโยชน์ และสถานบริการในชุมชนให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ไม่เคยได้ให้ข้อมูลเรื่องผลกระทบที่จะเกิดจากการทำเหมืองทองแม้แต่น้อย
"เป็นไปไม่ได้ที่ข้าราชการจะไม่รู้ถึงผลกระทบจากการทำเหมืองทอง แต่ สปก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) กับป่าไม้ จังหวัด ก็ยังจะเอาที่ป่าสปก.และป่าอนุรักษ์ไปให้ทุ่งคำทำเหมือง" สุรพันธ์ กล่าว
 
หลังจากที่เหมืองเปิดดำเนินการ 2 ปี ชาวบ้านได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย จึงเริ่มส่งหนังสือร้องเรียนขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยราชการทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบ 
 
ช่วงเวลานั้นมีการตรวจพบการปนเปื้อนของไซยาไนด์และสารโลหะหนักในเลือดของชาวบ้านมากกว่า 400 ราย และความเจ็บป่วยที่แพทย์ระบุว่า เกิดจากไซยาไนด์ รวมทั้งการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม แต่ทุกหน่วยงานไม่มีใครกล้าระบุว่า เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำเหมือง
 
 
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่พบนั้นก็นำไปสู่ มติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 2554 ที่สั่งให้กระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตร ของ บริษัททุ่งคำ แปลงที่ 104/2538 พื้นที่ประมาณ 291 ไร่ บนภูเหล็ก และแปลงอื่นๆ ไว้ก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน และให้จัดทำผลการประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 
 
แต่ผ่านมาจนปัจจุบัน การดำเนินการตามคำสั่งมติ ครม. ที่ให้หาข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน และให้ประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ยังไม่เคยเกิดขึ้น 
 
รัฐบาลโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานยังเพิกเฉย และลอยตัวจากปัญหา ในขณะที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ยังรุกคืบเดินหน้ากว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านในตำบลนาโป่ง ซึ่งบริษัทกำลังขอประทานบัตรแปลงใหม่ ทำให้ชาวบ้านหลายรายที่ขายที่ดินต้องออกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวในตัวจังหวัด เปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรรมไปเป็นแรงงานรับจ้าง และท้ายที่สุดก็ขอขยายพื้นที่ประทานบัตรเพื่อทำเหมืองผ่านขั้นตอนของหน่วยงานราชการระดับต่างๆ โดยปิดกั้นชาวบ้านไม่ให้มีส่วนร่วมได้อย่างอุกอาจหน้าตาเฉย
 
2.
"ปัญหาของคนใน 6 หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวง 1,066 ครอบครัว 3,737 คน ที่เจ็บป่วย น้ำกินน้ำใช้ต้องซื้อ และยังต้องกินอาหารปนเปื้อนอยู่ทุกวัน อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยไซยาไนด์ นี่คือ บทเรียนที่สังคมควรจะตระหนักถึงผลกระทบจากการทำเหมืองที่เหมืองและรัฐไม่เคยรับผิดชอบ ซึ่งประชาชนในจังหวัดเลยไม่ควรเพิกเผยต่อปัญหานี้เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ปัญหาของตนเอง เพราะความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารเคมีที่ไหลไปตามลำน้ำไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 6 หมู่บ้านเท่านั้น" พรทิพย์  ธงชัย ระบายความอัดอั้นตันใจ
 
ขยายความตามสภาพพื้นที่ของตำบลเขาหลวง ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ทำให้มีลำห้วย ลำห้วยสาขา ลำราง หลายสายไหลผ่านพื้นที่รอบเหมืองทองคำ บางลำห้วยไหลผ่านบริเวณที่ตั้งเขื่อนไซยาไนด์ที่บรรจุน้ำปนเปื้อนไว้นับร้อยไร่ รวมถึงเหตุการณ์รั่วไหลของสันเขื่อนไซยาไนด์ ทำให้น้ำจากเขื่อนไหลลงสู่ที่นา แหล่งน้ำสาธารณะ ลำห้วย และแหล่งน้ำบาดาล ของชาวบ้านหลายครั้ง
 
 
ความสุ่มเสี่ยง คือ ลำห้วยหลักๆ ได้แก่ ห้วยเหล็ก ห้วยดินดำ ห้วยเลี้ยงควาย ซึ่งไหลลงสู่ ห้วยผุก ลำห้วยฮวย ระยะทางรวมประมาณ 6 กิโลเมตร จากลำห้วยฮวยไหลไปลงแม่น้ำเลย บริเวณบ้านห้วยโตก ประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนแม่น้ำเลยจะไหลลงบรรจบกับแม่น้ำโขงอีก 100 กิโลเมตร ที่บริเวณบ้านปากคาน ต.ปากตม อ.เชียงคาน ในเวลานี้มีความน่ากังวลหรือไม่ว่า ไซยาไนด์และสารโลหะหนักที่ไหลลงไปตามกระแสน้ำ อาจจะปนเปื้อนในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมในอาณาบริเวณกว้างขวางกว่า 6 หมู่บ้านไปมากแล้ว และสุดท้ายการฟื้นฟูมลพิษจากการทำเหมือง การรักษาความเจ็บป่วยของชาวบ้านจากการสะสมสารพิษที่ไม่สามารถเรียกร้องให้นายทุน หรือหน่วยงานรัฐใดแสดงความรับผิดชอบ 
 
ซ้ำร้ายแม้ว่าเหมืองทองคำจะปิดกิจการ เหลือเพียงภูเขาที่เสื่อมสภาพ แต่เขื่อนไซยาไนต์ก็ยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ไปนานเท่านาน ทั้งหมดทั้งมวลก็จะตกภาระของประชาชนทั้งประเทศที่รัฐจะต้องนำเงินภาษีมาใช้ในการฟื้นฟู
 
"ความจริงในทุกๆ วัน ชาวบ้านยังคงได้รับไซยาไนต์และโลหะหนักเข้าสู่ร่างกาย ในทุกวันเรากินข้าวปลาอาหารปนเปื้อน ป่าไม้ ภูเขา แหล่งน้ำ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของยังคงปนเปื้อนและสมสมสารพิษ นี่คือความพยายามในการปกป้องทรัพยากร และเป็นปัญหาของคนเมืองเลยทั้งจังหวัดที่พวกเรากำลังต่อสู้อยู่" พรทิพย์ กล่าว 
 
คำถามใหญ่ต่อ หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ คนเมืองเลย และสังคมไทย ในวันนี้ คือ การต่อสู้คัดค้านเหมืองแร่ทองคำ การตั้งกำแพงของชาวบ้านมีความชอบธรรมหรือไม่?
 
หากภาพสะท้อนที่ผ่านมา จากการต่อสู้ตามสิทธิชุมชนของคนในหมู่บ้าน กับอิทธิพลและอำนาจของทุน ซึ่งถูกละเลยโดยรัฐ ได้แสดงชัดแจ้งแล้วถึงการละเมิดสิทธิชุมชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่สร้างความเจ็บปวดซ้ำซากจากกระบวนการพัฒนาของรัฐและนักลงทุนที่ดำเนินกิจการการอย่างไร้ความรับผิดชอบ 
 
การต่อสู้ของชาวบ้านเพื่อรักษาสิทธิที่ประชาชนสามารถเลือกได้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีจะดำเนินต่อไปอย่างไร ณ เวลานี้ ก็คงไม่ต้องมีอีกแล้วกับคำว่า "เป็นกลาง" 
 
นี่คือ "ความช่วยเหลือ" ที่นักต่อสู้ในหมู่บ้านร้องขอ
 
 
3.
'กำแพง' สิ่งก่อสร้างเล็กๆ ที่คนเล็กๆ รวมกลุ่มกันสร้างขึ้นมา แต่ผลของมันใหญ่โตมโหฬาร คือทำให้บริษัททุ่งคำ ไม่สามารถขนย้ายสารเคมีและเครื่องจักรที่ต้องใช้ในกิจการเหมืองแร่ทองคำได้ นับตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 56 เป็นต้นมา จวบจนปัจจุบัน ที่ส่งผลให้ชาวบ้านถูกฟ้องร้องรวมทั้งสิ้น 4 คดี
 
"วันนี้ในหมู่บ้าน เราไม่ได้ยินเสียงเครื่องจักร ไม่ได้ยินเสียงจากโรงประกอบโลหกรรม ไม่ได้ยินเสียงเครื่องสูบน้ำที่บริษัทเคยใช้สูบน้ำจากบ่อและน้ำบาดาลอยู่เป็นประจำทุกวันวันละไม่ต่ำว่า 2,400 ลูกบาศก์เมตร
 
"ความเปลี่ยนแปลงที่พวกเราสังเกตเห็น คือ น้ำบาดาลซึ่งเป็นน้ำซึมน้ำซับไหลเอ่อขึ้นมาอาบท่วมบนผิวดินในผืนนา  เหมือนเหตุในกาลก่อนที่ผืนนาดังกล่าวเคยมีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดปี ให้ข้าวไม่ต่ำกว่า 40-50 กระสอบ ก่อนที่จะมีเหมืองแร่ทองคำของบริษัททุ่งคำเข้ามาดำเนินกิจการ" เสียงสนทนาของคนในหมู่บ้าน 
 
ความจริงปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2555 หลังจากเขื่อนกักเก็บกากไซยาไนต์ของบริษัทพังทลายลง และถูกหน่วยงานรัฐสั่งปิดกิจการชั่วคราวเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน น้ำจากบ่อบาดาลได้ไหลอาบลงสู่ที่นาผืนนี้เช่นกัน ซึ่ง 6 ถึง 7 ปีก่อนหน้านั้น ชาวบ้านไม่เคยได้เห็นน้ำบาดาลเอ่อเข้าที่นามาก่อนเลย 
 
แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานหลังจากก่อกำแพง เสียงเครื่องจักรกลจากโรงงานประกอบโลหกรรมที่เคยดังสนั่นในเวลากลางค่ำกลางคืน ถูกแทนที่ด้วยเสียงร้อง เสียงขันของนก หนู กา หรือเหล่าสัตว์ปิกที่หากินในเวลากลางคืน มีเสียงจิ้งหรีดขับกล่อมความเงียบสงัดที่หวนกลับคืนมาสู่หมู่บ้านอีกครั้ง
 
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บุคคลภายนอกไม่อาจรับรู้ได้ นอกจากชาวบ้านใน 6 หมู่บ้านรอบพื้นที่ทำเหมืองแร่ทองคำที่รับรู้ได้ถึงการสูญหายและกลับคืนมา
 
สภาวะสุขสงบเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านใน 6 หมู่บ้านมั่นใจในเหตุผลมากขึ้นถึงการต่อสู้กับธุรกิจอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ 
 
หลังจากทำบุญให้แก่ภูเขาถึง 3 ลูกที่ต้องสูญเสียไปในชื่อบุญว่า "ทำบุญภูทับฟ้า สืบชะตาภูซำป่าบอน หาบคอนภูเหล็ก" จนนำไปสู่การก่อสร้างกำแพงตามมติของที่ประชุมชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้าน
 
การเดินหน้ายกต่อไปนำโดยชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 322  คน ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องร้องต่อบุคคลและหน่วยงานที่ทำให้เกิดการสูญเสีย หรือสร้าง หรืออนุญาตให้เกิดการกระทำที่ส่งผลต่อความเสียหายกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นตัวแทนของชาวบ้านที่ร่วมคิดร่วมสนับสนุนอีกกว่า 600 คนที่ช่วยกันสละเงินเพื่อเป็นค่าโดยสารรถ และค่าอาหารการกินระหว่างเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองในกรุงเทพฯ 
 
 
ในการนี้ จะมีการไปยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้มีการไต่สวนบริษัททุ่งคำ บริษัทที่ปรึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และข้าราชการตำรวจจังหวัดเลย ที่กระทำการปิดกั้น กีดขวางไม่ให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินโครงการเหมืองแร่ทองคำของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าร่วมประชุมในเวที พลับปิพ สโคปิ้ง (Public Scoping) ตามขั้นตอนของการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่บริษัททุ่งคำ และบริษัทที่ปรึกษาได้จัดขึ้น
 
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556  ซึ่งถือว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนอันชอบธรรมที่ถูกบัญญัติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการสิทธิฯ จะดำเนินการไต่สวนในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 นี้ที่ศาลากลาง จังหวัดเลย
ชาวบ้านตั้งคำถามและร่วมกันยืนยันอีกครั้งว่า "เราทำผิดอะไร การดำเนินการทั้งหมดของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านรอบพื้นที่โครงการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัททุ่งคำ เป็นการกระทำของคนตัวเล็กๆ รวมตัวกันเป็นชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ นั้น เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเพื่อรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม"
 
ไล ภักมี วัย 75 ปี วันนี้มีลูก 4 คน มีหลาน 9 คน มีเหลน 10 สามีตายไปสิบกว่าปีก่อน แม่ใหญ่เล่าว่า เลี้ยงลูกมาได้เพราะหมู่บ้านเราเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยข้าว ปลา อาหาร ภูเขา ป่าบอน ทั้งหมดล้วนให้อาหารที่หากินสร้างรายได้มาเนิ่นนาน แต่หลังจากมีเหมืองทองคำไม่นานทุกอย่างก็เปลี่ยนไป 
 
"ข้าวปลาอาหารของป่ากินไม่ได้ เก็บไปขายก็ไม่มีใครซื้อ สงสารก็แต่ลูกหลาน แม่อยู่มาได้ 75 ถึงจะเจ็บป่วยมีไซยาไนด์ ปรอท ตะกั่วในเลือด แต่ไม่นานก็ตาย แต่ลูกหลานเราจะอยู่ต่อไปอย่างไร?
 
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวงในนาม กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ได้พกพาความเดือดร้อนเจ็บช้ำเดินทางออกจากหมู่บ้านมุ่งสู่เมืองหลวงอีกครั้ง
 
พวกเขา 322 คน ร่วมกันเป็นโจทก์เพื่อยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง (ถนนแจ้งวัฒนะ) 4 หน่วยงานรัฐ ได้แก่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนใบประทานบัตรเลขที่ 26971/15558, 26972/15559, 26968/15574, 26969/15575 และ 26970/15576  ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด และขอให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ที่ 1/2552 และคำขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรม คำขอที่ 1/2555 ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด รวมทั้งเพิกถอนหนังสือยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน 
 
นี่คือความยุติธรรมทางสุดท้ายที่พวกเขาคาดหวัง
 
 
0000
 
แถลงการณ์กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน
ต่อกรณีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อดำรงไว้ซึ่งสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน
 
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าราษฎรจากพื้นที่ ๖ หมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ  อันประกอบด้วย หมู่บ้านห้วยผุก หมู่ ๑  หมู่บ้านกกสะทอน หมู่ ๒  หมู่บ้านนาหนองบง หมู่ ๓  หมู่บ้านแก่งหิน หมู่ ๔  หมู่บ้านโนนผาพุงพัฒนา หมู่ ๑๒  หมู่บ้านภูทับฟ้าพัฒนา หมู่ ๑๓  ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย  รวม ๑,๐๖๖ ครอบครัว  จำนวนประชากรทั้งสิ้น ๓,๗๓๗ คน  โดยพบว่า
 
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐  กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่มีหนังสือให้อุตสาหกรรมจังหวัดเลยทำการเปรียบเทียบปรับบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  เนื่องจากได้ปล่อยให้มีปริมาณสารไซยาไนด์เจือปนในกากแร่ก่อนนำไปกักเก็บในบ่อกากแร่สูงถึง ๖๒ PPM  ซึ่งตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  กำหนดไว้ไม่เกิน ๒ PPM เท่านั้น  (หลังจากนั้นบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  เสนอขอแก้ไขรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA))
 
วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑  จังหวัดเลยแต่งตั้งคณะทำงานเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำในบริเวณโดยรอบเหมือง  ตามคำสั่งที่ ๑๖๖๑/๒๕๕๑  ผลการวิเคราะห์พบว่าสารหนู  แคดเมียม  และแมงกานีสเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
 
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยออกประกาศ  ฉบับที่ ๑/๒๕๕๒  เพื่อเตือนให้ประชาชนระมัดระวังการอุปโภคบริโภคน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย  จากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษในพื้นที่ตำบลเขาหลวง  เนื่องจากตรวจพบสารหนู  แคดเมียมและแมงกานีสเกินค่ามาตรฐาน  โดยเตือนว่าไม่ควรนำน้ำมาดื่มหรือใช้ประกอบอาหารโดยตรง  เป็นเหตุให้ราษฎรทั้ง ๖ หมู่บ้านรอบเหมืองทองคำต้องซื้อน้ำในการอุปโภคและบริโภคนับแต่นั้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน
 
เดือนมีนาคม ๒๕๕๓  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยออกประกาศ  ฉบับที่ ๑/๒๕๕๓  ตามที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยและโรงพยาบาลวังสะพุงได้ร่วมกันเก็บตัวอย่างหอยขม  ปลาไหล  ปลากด  ผักกูด  ข้าวสารขัดสี  และข้าวกล้อง  ที่เก็บจากลำห้วยเหล็ก ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง  ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าหอยขมที่เก็บจากต้นลำห้วยเหล็กมีปริมาณสารหนูสูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน  ให้ประชาชนงดบริโภคหอยขม 
 
วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย  และโรงพยาบาลวังสะพุง จังหวัดเลย  แจ้งผลการตรวจหาสารไซยาไนด์  ปรอท  ตะกั่วในเลือดของประชาชนจำนวนกว่า ๗๕๘ ราย  พบผู้มีสารไซยาไนด์และสารปรอทในเลือดเกินค่ามาตรฐาน  จำนวน ๑๒๔ ราย  และ ๕๐ ราย  ตามลำดับ  ส่วนสารตะกั่วในเลือดถึงแม้จะไม่พบผู้ป่วยเกินค่ามาตรฐาน  แต่พบว่ามีประชาชนมีสารตะกั่วในเลือดเป็นจำนวนมาก
 
และในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔  คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ทำการชะลอการขยายพื้นที่การทำเหมืองในพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรแปลงใหม่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน   และทำการการประเมินผลความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน   และทำการประเมินผลด้านสุขภาพหรือ  HIA
 
วันที่ ๒๖ – ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๕  สันเขื่อนของบ่อเก็บกักกากไซยาไนด์ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ด้านทิศเหนือเกิดการทรุดตัวและพังทลายลง  โดยเกิดขึ้นตอนกลางของคันทำนบดินที่บดอัดแน่น  เป็นระยะทางยาว ๑๕ – ๒๐ เมตร  ลึกประมาณ ๕ เมตร  
วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๕  และวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๖  บริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ได้ละเลยคำสั่งตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔  ที่ให้ชะลอการขยายพื้นที่การทำเหมืองหรือการขอประทานบัตรแปลงใหม่  โดยทำการจัดเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อกำหนดขอบเขตการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping)  เพื่อจัดทำรายงาน EHIA  ประกอบการขอประทานบัตรแปลงที่ ๑๐๔/๒๕๓๘  และแปลงที่ ๗๖/๒๕๓๙  ตามลำดับ  ซึ่งการจัดเวทีฯ ดังกล่าวเป็นขั้นตอนหนึ่งของการขอประทานบัตรการทำเหมืองในพื้นที่ใหม่  โดยที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องละเลย  วางเฉยและนำไปสู่การสนับสนุนการจัดเวทีดังกล่าวด้วย  โดยกระทำการละเมิดผู้มีส่วนได้เสียของราษฎร ๖ หมู่บ้าน
 
จากผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น  กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน  มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องสิทธิของชุมชนและสิทธิมนุษยชน  ซึ่งเป็นที่ตั้งของความสงบสุข  ความเป็นครอบครัว  และความเป็นชุมชน  อีกทั้งเพื่อปกป้องและรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่จะต้องสูญเสียไป  จึงได้ร่วมกันยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง  เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  และอธิบดีกรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่  ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ดำเนินการตามเงื่อนไขประทานบัตรและใบอนุญาตประกอบโลหกรรมที่ต้องทำเหมืองโดยไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  ดำเนินการเพิกถอนประทานบัตรและใบอนุญาตโลหกรรมของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  
 
และจะทำการยื่นฟ้องร้องในคดีแพ่งแก่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราษฎรทั้ง ๖ หมู่บ้าน  เป็นลำดับต่อไป  อีกทั้งจะดำเนินการเรียกร้องและต่อสู้ทุกวิถีทางภายใต้กฎหมาย  เพื่อความยุติธรรม  หยุดยั้งการละเมิดต่อชุมชนและสิทธิมนุษยชน 
                                                                                                                            
                                                                                                                        กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน
๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
หน้าศาลปกครอง
ถนนแจ้งวัฒนะ  กรุงเทพฯ
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ส.ผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ ตำหนิรุนแรง เรียกร้องผู้นำฝ่ายต้านรัฐเคารพสิทธิผู้สื่อข่าว

Posted: 25 Nov 2013 04:09 AM PST

สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) "ตำหนิอย่างรุนแรงที่สุด" กรณีชุมนุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทำร้ายร่างกายและขัดขวางการทำงานของผู้สื่อข่าวชาวเยอรมัน นิค นอตสติช เจ้าตัวถามไม่เคารพการทำงานของสื่อจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไร

25 พ.ย. 2556 เฟซบุ๊กของ FCCT ระบุว่า ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับถูกทำร้ายโดยฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในที่ชุมนุม ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ยังไม่ชัดเจนแต่จากการรายงานข่าวที่ว่าผู้ปราศรัยบนเวทีกล่าวโจมตีและกระตุ้นให้เกิดการทำร้ายร่างกาย ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวได้ถ่ายทอดผ่านสถานีบลูสกาย ทีวี และยังคงมีความเห็นที่มุ่งโจมตีผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว ซึ่ง FCCT ขอตำหนิกรณีดังกล่าวอย่างรุนแรงที่สุด และเรียกร้องต่อแกนนำการชุมนุมให้แถลงอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่าสิทธิของผู้สื่อข่าวไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างประเทศจะต้องได้รับการเคารพ

An accredited foreign journalist was today assaulted by anti-government protesters while doing his job covering the ongoing protests. Details are not clear but initial reports say a speaker from the stage singled him out, triggering the assault. The incident was also featured on Blue Sky TV, and Internet comments continued to target the journalist. The FCCT deplores this in the strongest possible terms, and calls upon protest leaders to unequivocally and publicly state that the rights of journalists, foreign or Thai, should be respected.

ด้าน นิค นอตสติช ผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันที่ถูกทำร้ายเปิดเผยว่า เขายังรู้สึกโกรธต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแสดงความผิดหวังต่อแกนนำการชุมนุมและสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขาติดตามทำข่าวและได้พูดคุยกับหลายคน "หลายคนผมก็คุย เขาก็รู้จักผม ก็เป็นคนดีกันไม่ใช่คนไม่ดี แล้วทำแบบนี้ทำไม ปล่อยให้ผู้ชุมนุมทำร้ายกันได้ยังไง" นิคกล่าวและว่า "คุณบอกว่าคุณมาเรียกร้องประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวทำหน้าที่เสนอข่าวก็เป็นประชาธิปไตยแล้วมาทำร้ายนักข่าวแบบนี้ เป็นประชาธิปไตยยังไง"

นิคกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเขาไปทำข่าวการชุมนุมทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน และไม่เคยเจอกรณีที่แกนนำการชุมนุมชี้เป้าให้ผู้ชุมนุมทำร้ายผู้สื่อข่าว ไม่ว่าจะเป็นแกนนำฝั่งเหลือหรือฝั่งแดง เขาพบว่ามีแต่กรณีที่แกนนำพยายามห้ามปรามผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง ยกเว้นกรณีของเนอร์มัล โกช จากสเตรทไทม์ ที่เคยถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุลชี้และต่อว่าขณะไปทำข่าวการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเส็ก

เขายังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นสื่อเสื้อแดง ได้รับเงินคนเสื้อแดงและทักษิณว่า ถ้าเขาได้รับเงินจากทักษิณเขาจะยังขี่มอร์เตอร์ไซค์เก่าๆ ไปทำข่าวอยู่ทำไม และขณะนี้มอร์เตอร์ไซค์ของเขายังติดอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลและยังไม่รู้ว่าจะเข้าไปเอามอเตอร์ไซค์ได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวประชาไทถามว่า เขาจะยังคงไปทำข่าวในการชุมนุมของกลุ่มประชาชนต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ เขาตอบว่าคงไม่ไปแล้วเพราะไม่แน่ใจความปลอดภัยอีกต่อไป

สำหรับเหตุทำร้ายผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันรายนี้เกิดขึ้นเมื่อ ชุมพล จุลใส ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ไล่นิค นอสติทซ์ ออกจากจุดถ่ายภาพ จากนั้น ผู้ชายหลายคนซึ่งทำหน้าที่การ์ดการชุมนุมตรงเข้ามาทำร้าย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกันตัวช่างภาพดังกล่าวออกจากกลุ่มผู้ ชุมนุมได้

"อีกอย่างหนึ่งคือ จนขณะนี้ยังไม่มีคนที่เป็นแกนนำการชุมนุม หรือคนจากประชาธิปัตย์ติดต่อมาพูดคุยกับผม และไม่มีใครขอโทษ แต่ผมได้ยินว่ามีการกล่าวหาผมต่อไปทางสถานีโทรทัศน์ด้วย" นิค กล่าวในที่สุด

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

‘สรยุทธ’ ยอมเป่านกหวีดหลังผู้ชุมนุมขอ ย้ำไม่ได้เลือกข้าง

Posted: 25 Nov 2013 03:22 AM PST

สรยุทธ สุทัศนะจินดา กล่าวกับผู้ชุมนุมต้านระบอบทักษิณ หน้าช่อง3 ย้ำตนทำหน้าที่สื่อ แนะผู้ชุมนุมรักษาความเป็นอารยะ สงบ อดทน เพื่อแสดงให้เห็นคนทั้งประเทศเห็นถึงวัตถุประสงค์ของผู้ชุมนุม ก่อนถูกขอให้เป่านกหวีด

25 พ.ย.2556 ที่อาคารมาลีนนท์ พระราม 4 ซึ่งเป็นที่ทำการของช่อง 3 ผู้ชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ นำโดยณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เดินทางมาชุมนุม โดยเมื่อเวลา เวลา 16.40 น. สรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 มาพบกับผู้ชุมนุมเป็นครั้งที่ 2 โดยกล่าวชี้แจงกับผู้ชุมนุม ท่างกลางเสียงนกหวีดและเสียงตะโกนทั้งแสดงความชอบใจและไม่ชอบใจในระหว่างที่สรยุทธกล่าว ก่อนที่แกนนำผู้ชุมนุมจอมอบตอกไม้และนกหวีดพร้อมเรียกร้องให้เป่า ซึ่งสรุยทธยอมเป่านกหวีด โดยประกาศด้วยว่าการเป่านี้ไม่ได้หมายถึงการตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตนต้องทำหน้าที่สื่อ ก่อนที่จะกลับเข้าอาคารมาลีนนท์เพื่อจัดรายการ

สรยุทธ เริ่มกล่าวชี้แจงกับผู้ชุมนุมว่าตนไม่ได้หลบหน้าไปไหน เนื่องจากตอนเช้าตนกลับไปพักผ่อนตามปกติ และที่กลับมานี่ก็เป็นการกลับมาทำงานในรอบเย็นตามปกติเช่นกัน

"สิ่งแรกคือขอบคุณที่แสดงออกถึงความเป็นอารยะ ที่แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากมีความคิดความเห็นอย่างไรกับบ้านเมืองในปัจจุบัน" สรยุทธ กล่าว

สรยุทธ กล่าวด้วยว่า ตนที่ดูแลรายการเรื่องเล่าเช้านี้ก็มีหน้าที่สะท้อนการแสดงออกถึงความต้องการทางการเมืองของประชาชนออกไป พร้อมย้ำว่าตนทำหน้าที่สื่อตรงนี้ และเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมรักษาการแสดงออกถึงความเป็นอารยะไว้ แสดงออกอย่างสงบอย่างนี้ อย่างต่อเนื่องด้วยความอดทน เพื่อแสดงให้เห็นคนทั้งประเทศเห็นถึงวัตถุประสงค์ของผู้ชุมนุม

"และสิ่งที่ผมและช่อง 3 จะทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นก็คือการแสดงออกและความต้องการของพวกเรา ว่าพวกเราแสดงออกอย่างไรและมีความต้องการอย่างไร อยากให้ช่อง 3 นำเสนอความเคลื่อนไหวของพวกเราไหมครับพี่น้องครับ" สรยุทธกล่าว พร้อมเสียงผู้ชุมนุมโห่ร้องเป่านกหวีด  "ถ้าอยากให้ช่อง 3 ทำหน้าที่ต้องนั้น ให้ประชาชนทั้งประเทศยอมรับ พี่น้องต้องเดินหน้าในสิ่งที่ทำอย่างสงบสันติ เรียกร้องความต้องการและเราจะนำเสนอออกไป พี่น้องประชาชนก็จะยอมรับเอง ขอให้ช่อง 3 ได้ทำหน้าที่ตรงนั้นเถอะครับ พี่น้องอยากให้ช่อง 3 ได้ทำหน้าที่เสนอความต้องการของพี่น้องไปสู่ประชาชนทั้งประเทศไหมครับ" สรยุทธ กล่าว ขณะที่ผู้ผู้ชุมนุมโห่ร้องเป่านกหวีด

"พี่น้องครับการแสดงออกของพวกเราทำด้วยความสงบสันติและมีสติ พี่น้องเรียกร้องให้ผมเป่านกหวีด ผมเข้าใจว่าพี่น้องต้อการกำลังใจ ถ้าผมเป่านกหวีด สิ่งสำคัญก็คือการทำหน้าที่ในฐานะที่จะนำเสนอข้อมูลกลับไปสู่ประชาชน พี่น้องคิดว่าผมเป่านกหวีด แล้วหมายถึงการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่แสดงออกถึงการนำเสนอความต้องการของพี่น้องประชาชนออกไปก็คือการทำหน้าที่ แต่ในฐานะของสื่อถามว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศคนเขารู้สึกว่านายสรยุทธตัดสินใจเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด คนทั้งประเทศเขาจะยอมรับไหมครับ เราต้องพยายามที่จะเผยแพร่ความเชื่อ ความคิดและเป้าประสงค์ของเราออกไปสู่พี่น้องประชาชน" (เสียงผู้ชุมนุมตะโกนแสดงความไม่พอใจ) "พี่น้องครับใจเย็นๆครับใจเย็นๆ การเป่านกหวีดไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ขอให้เข้าใจตรงกันว่า ผมทำหน้าที่สื่อที่จะนำความคิดความเห็นของพี่น้องออกไปสู่ประชาชนการที่พี่น้องประชาชนจะประสบความสำเร็จ เราต้องทำให้ประชาชนยอมรับเท่านั้น และสิ่งที่พี่น้องประชาชนดำเนินการมาคือเป้าหมายนั้นใช่ไหมครับ" สรยุทธ กล่าวก่อนที่จะเป่านกหวีดและเข้าไปในอาคารมาลีนนท์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หลากความเห็นผู้ชุมนุม 'ม็อบนกหวีด'

Posted: 25 Nov 2013 03:10 AM PST

ประชาไทสัมภาษณ์บุคคลหลากหลายอาชีพ และวัย ที่ไปร่วมชุมนุม "ขับไล่ระบอบทักษิณ" หรือม็อบเป่านกหวีดที่นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งเรื่องแรงจูงใจที่ออกมา อยากเห็นอะไรจากการชุมนุม ความเห็นเรื่องการรัฐประหาร ฯลฯ

 

 ทวีชัย ไม่ระบุนามสกุล อายุ 61 ปี อดีตวิศวกร 

ทำไมคุณถึงออกมาชุมนุม?
 
เพราะเกลียดทักษิณ ไปชุมนุมเพื่อให้เรื่องทักษิณ หรือ ระบอบทักษิณมันจบๆ ไป ผมอยากเห็นประเทศไทยที่ใครปกครองก็ได้ แต่ไม่ต้องให้มีทักษิณมาเกี่ยว ไม่ต้องมีทักษิณมาชักใย เรื่องทำอะไรเพื่อทักษิณ โหวตในสภาก็เพื่อทักษิณ นักการเมืองเวลาวิ่งเต้นก็ต้องไปหาทักษิณ ไม่อยากเห็นอะไรแบบนี้ รวมถึงการทุจริตคอรัปชั่นด้วย เพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ได้ แต่ไม่อยากเห็นการทำอะไรน่าเกลียดแบบนี้ มันเหมือนรัฐบาลเป็นแก๊งที่มีหัวหน้าแก๊งชื่อทักษิณ ซึ่งอยู่ต่างประเทศ 
 
คุณหวังผลทางการเมืองอย่างไรจากการออกมาชุมนุม
 
ผมก็หวังสูงมาก อยากได้รัฐบาลที่มีคุณธรรม แต่เอาจริงๆ คนบนเวทีก็พูดไป แต่ทำได้ไม่ได้อีกรื่องนึง จะทำอไรต่อก็แล้วแต่สถานการณ์จะพาไป ผมจะพอใจก็เมื่อระบอบทักษิณยอมศิโรราบ จะทำยังไงนั้นตอบไม่ได้ เวลาผู้ชุมนุมตะโกนว่า "ออกไป" ไม่ได้หมายถึงแค่ให้ออกไปจากสภา แต่หมายถึงอยากให้เลิกอยู่กับนักการเมืองที่เกี่ยวกับระบอบทักษิณ ไม่ใช่ให้ทหารปฏิวัติ อยากได้นักการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องกับทักษิณ ที่ไม่โกงกิน และไม่ได้บอกว่า อยากได้ประชาธิปัตย์
 
อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เชื่อว่า ชนะแล้วประชาธิปัตย์จะมาเป็นรัฐบาลได้ เพราะทุกคนบนเวทีพูดหมดว่า ประชาธิปัตย์ไม่หวังเป็นรัฐบาล ซึ่งก็เชื่อตามนั้น เขาก็เกลียดทักษิณเหมือนเรา แต่เขามีทุนทรัพย์ ไม่เหมือนเพื่อไทยที่สนับสนุนเสื้อแดง แต่ทำเพื่อทักษิณ
 
คุณคิดอย่างไรกับการนำเรื่องสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวกับการขับไล่ระบอบทักษิณในครั้งนี้?
 
ประชาธิปัตย์ได้ได้มีการพูดถึงสถาบันมากเท่าไหร่ แต่ที่เวทีของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งเป็นผู้นำชุมนุมคนรุ่นใหม่ ก็อาจมีการพูดถึงสถาบันเยอะ ซึ่งก็เข้าใจว่า เป็นนักศึกษา ยังไม่ค่อยมีข้อมูลในเรื่องทักษิณเท่าไหร่ แต่การพูดเรื่องสถาบันมันง่าย ปลุกใจคน โดนใจคนได้ง่าย แต่อย่างน้อยก็พวกเขาเป็นนักศึกษา มามีส่วนร่วมก็ดีใจแล้ว 
 
อยากให้มีรัฐประหารไหม? 
 
ถ้ามีรัฐประหารแล้วสามารถขับไล่ระบอบทักษิณออกไปได้ก็สนับสนุน ไม่ว่าจะมาจากแนวทางไหนก็แล้วแต่ ที่ไล่ทักษิณได้ผมก็ยินดีและสนับสนุน คือมันผ่านมาเจ็ดถึงแปดปีแล้ว มันน่าเบื่อมากเลย สมมติถ้ามีรัฐประหารครั้งต่อไป ก็ยังมีความหวังว่า คณรัฐประหารจะแก้ปัญหาจากการรัฐประหารครั้งก่อนได้ แต่ประเทศไทยก็ผ่านรัฐประหารมากว่า 10 ครั้งแล้ว 
 
คุณยังมีความหวังกับมันอยู่หรือ?  ถึงแม้จะมีรัฐประหารมากว่า 10 ครั้งแล้ว
 
แต่แต่ละครั้งก็ทำเพื่อตัวเอง ตอนรัฐประหารปี 2549 ก็ดีใจมากเลย แต่ท้ายที่สุดมันก็ได้แค่นั้น แต่ก็ทำให้ทักษิณบาดเจ็บหน่อย ก็โอเคนะ
 
 
วิสูตร ชาญพิพัฒนชัย อายุ 48 ปี อาชีพ วิศวกร 
 
ทำไมคุณถึงออกมาชุมนุม?
 
การเมืองไทยถึงจุดที่ต้องเลือกว่า จะเอาประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่หรือไม่ แบบที่ต้องยอมรับเสียงข้างมาก แบบที่เป็นประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง ผมเคยไปประเทศฟิลิปปินส์บ่อย เป็นตัวอย่างจากฟิลิปปินส์ เมื่อ 10 ก่อน ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เคยปกครองประเทศโดยใช้นโยบายประชานิยมเหมือนทักษิณ อาจต่างไปบ้างแต่ก็มีความคล้ายคลึงกัน เมื่อมาร์กอสจะออกไปแล้ว ฟิลิปปินส์กลายเป็นประชาธิปไตยแบบเผด็จการ ผ่านมือของผู้นำหลายคน ที่มาจากการเลือกตั้งของคนรากหญ้า แล้วก็มีการโกงกิน กัดกินจนเดินหน้าไม่ได้ ถ้าอยู่เฉยๆ แล้วยอมให้มีประชาธิปไตยแบบนี้ มีผู้นำแบบนี้ผมก็ทนไม่ได้ ไปประท้วงไม่ใช่เพราะเรื่องสถาบันกษัตริย์ หรือเพราะชอบประชาธิปัตย์ แต่เพราะไม่เอาประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมากที่มีทักษิณยังอยู่ 
 
คุณหวังผลทางการเมืองอย่างไรจากการออกมาชุมนุม 
 
ผมอยากให้เรื่องนี้จบที่การเว้นวรรคของนักการเมืองเองทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ นักการเมืองที่มีอยู่เลย อยากให้เกิดเป็นสภานิติบัญญัติ เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ให้การศึกษาและความรู้ความเข้าใจกับคน ไม่ว่าคนกลุ่มไหน ระดับไหน ตอนนี้แต่ละชนชั้นมองที่ผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใส่ใจมองที่ผลประโยชน์ของประเทศ อย่างนโยบายประชานิยม ชนชั้นรากหญ้าก็พอใจ แต่สร้างผลไม่ดีต่อประเทศ เช่น นโยบายจำนำข้าว ในขณะเดียวกัน คนยังผูกติดกับระบบอุปถัมภ์ ที่ทำให้ไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้
 
ถ้ามีการยุบสภา หรือลาออก ผลก็กลับไปเหมือนดิม ถ้ามีคนบอกว่า ผมเป็นคนไม่ยอมรับกติกา ผมก็ยอมรับนะ แต่ผมไม่ต้องการรัฐประหาร แต่อยากให้มีทางออกที่มีส่วร่วมจากประชาชนมากกว่านี ไม่ได้อยากคืนอำนาจให้ชนชั้นบน ไม่ได้อยากคืนพระราชอำนาจ แต่คนที่ออกมาเพราะรู้สึกไม่ไหวแล้ว ไม่สามารถคาดหวังกับระบอบประชาธิปไตยตอนนี้ได้แล้ว วิธีแก้แบบเดิมๆ ในระบอบรัฐสภา มันก็แก้ไม่จบ
 
ผมไม่เชื่อว่า คนจะเรียนรู้เอง หรือพัฒนาความเข้าใจทางการเมืองได้เอง อย่างน้อยก็คงไม่เกิดขึ้นในช่วงอายุของผม 
 
คุณคิดอย่างไรกับการนำเรื่องสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวกับการขับไล่ระบอบทักษิณในครั้งนี้?
 
ผมไม่ค่อยสนใจเนื้อหาตรงนี้ ทราบว่าเป็นการเอามาแอบอ้างมากกว่าเพราะเรียกคน ถ้าให้ผมเลือกระหว่างสถาบันกษัตริย์กับนักการเมือง ซึ่งไม่มีตัวเลือกที่ดีเหลืออยู่เลย ผมก็เลือกที่จะสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ นักการเมืองที่มีทั้งหมดตอนนี้ไม่ตอบโจทย์
 
 
ใบ ศรีใส อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านป่าไม้ จังหวัดมุกดาหาร อาชีพ ชาวนาและชาวสวนยางพารา
 
ทำไมคุณถึงออกมาชุมนุม?
 
เพราะรัฐบาลไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นระบอบคนส่วนมากลากไป ดูได้จากประชุมสภาต่างๆ ก็รู้ ทุนสามานย์ ตัวผมเองเป็นชาวนาก็รับไม่ได้ ไม่พอใจ มาตรการค่าแรง 300 บาท นโยบายจำนำข้าว ทำให้ชาวนาเดือดร้อน บอกว่าจะให้ชาวนาชาวสวนลืมตาอ้าปากได้ แต่ก็ไม่ ของก็แพง ผมไม่เหลืองไม่แดง ไม่ใช่ประชาธิปัตย์หรือเพื่อไทย แต่ไม่อยากให้มีความแตกแยกทางความคิด ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง แต่ต้องการล้มระบอบทักษิณ นอกจากนี้ เพื่อไทยก็ไม่ยอมรับคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่า ไม่ยอมรับประชาธิปไตย เพื่อไทยต้องยอมรับศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่ยอมรับก็หมดความชอบธรรม
 
คุณหวังผลทางการเมืองอย่างไรจากการออกมาชุมนุม
 
รัฐบาลควรลาออก แล้วก็อยากให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เป็นรัฐบาลของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การล้มพรรคเดิมแล้วตั้งพรรคใหม่ และรัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อยากให้มีรัฐบาลแห่งชาติมาจากทุกองค์กร ทุกภาคส่วนไปสัก 10-15  จนกว่าบ้านเมืองจะสงบและความขัดแย้งหมดไปค่อยมาเลือกตั้งกันใหม่ อยากให้มีรัฐประหารหรือไม่ ผมไม่อยากให้ทหารมายุ่งกับการเมือง ไม่อยากให้มีรัฐประหาร เราประชาชนกันเองเนี่ยแหละจะยึดอำนาจเอง ประชาธิปัตย์ก็ไม่เอา 
 
 
กนิษฐ์ ไม่ระบุนามสกุล อายุ 30 ปี อาชีพ ครีเอทีฟ โฆษณา 
 
ทำไมคุณถึงออกมาชุมนุม?
 
ผมไปชุมนุมแบบผ่านๆ ไม่ได้ตั้งใจไปอยู่แล้ว พอดีไปกินข้าวแถวๆตรอกข้าวสาร ก็เลยแวะไปฟังหน่อย เพราะผมไปทุกการชุมนุมที่ปิดเมืองอยู่แล้ว ตั้งแต่การชุมนุมเหลืองที่สวนลุม การชุมนุมของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ แล้วก็การชุมนุมนี้ครับ ผมแค่อยากไปฟังความทั้งสองฝ่าย จับบรรยากาศ เพื่อไว้ประกอบการตัดสินใจเวลาได้รับข้อมูลครับจริงๆก็อยากไปม็อบนกหวีดนะครับ เพราะผมว่าประชาชนควรแสดงพลังในสิ่งที่รัฐทำไม่ถูกต้องบ้างครับ เพียงแต่ว่า ม็อบที่ราชดำเนินมันมีวาระซ่อนเร้นของแกนนำด้วย เลยไม่อยากไปเข้าร่วมซักเท่าไหร่
 
วาระซ่อนเร้นที่ว่านั้นคืออะไร?
 
ก็ล้มรัฐบาลไงครับ เห็นเขาว่าเค้าจะโค่นระบอบทักษิณแล้วนี่ แรกๆก็บอกว่าจะล้ม พ.ร.บ.สุดซอย สุดท้ายก็มาล้มรัฐบาล คือสุดท้ายตัวเองสู้เกมในสภา สู้ในระบบไม่ได้ ก็เลยเอาคลื่นประชาชนที่กำลังมีศัตรูคนเดียวกัน หลอกใช้พลังของเขาครับ
 
คุณอยากให้รัฐบาลทำอย่างไรต่อในตอนนี้?
 
อยากให้กลับไปสู่ระบบเลือกตั้งอีกครั้ง คือให้รัฐบาลเพื่อไทยตระหนักว่า ประชาชนรู้เห็นสิ่งที่เค้าทำ มวลชนที่เลือกเค้า ไม่ได้ถูกจูงจมูกง่ายๆ อยากให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภา แล้วก็ไปพิสูจน์ตัวเองด้วยการเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งถามผม ผมไม่เอาทั้งคู่ครับ ผมกาช่องไม่ออกเสียง แต่ถ้าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผมโอเคหมดครับ เพื่อไทยจะเป็นรัฐบาลต่อก็เป็นก็เป็นครับ ผมแค่ต้องการให้เพื่อไทยแสดงความรับผิดชอบก่อน จะยุบสภา หรือ กล่าวขอโทษก็ได้ แต่คือต้องลงโทษตัวเองก่อน แล้วจะกลับมาใหม่ นั้นก็เป็นไปตามระบบที่ว่าอยากให้รัฐบาลเพื่อไทยแสดงความรับผิดชอบ 
 
คือรับผิดชอบต่อเรื่องใด?
 
ถ้าให้ย้อนจริงๆเยอะครับ จริงๆก็ทุกเรื่องที่จริงผมอยากเห็นอะไรที่คล้ายๆกรณีที่คุณทักษิณยอมขอโทษเรื่องตากใบ เพราะฉะนั้น เรื่องจำนำข้าวที่ยังตอบคำถามนักข่าวคลุมเครือ การบริหารจัดการน้ำที่ล้มเหลว รวมถึงการดัน พ.ร.บ. สุดซอย นี่ก็เห็นได้ชัดว่าสร้างแรงต้านจากสังคมพอสมควร การที่คนออกมาต่อต้านเป็นแสนๆ ควรแสดงความรับผิดชอบได้แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารงานล้มเหลว เหมือนอย่างที่ในต่างประเทศแสดงออกกัน แล้วจากนั้นจะกลับมาใหม่ เพราะประชาชนเรียกร้อง ผมก็ไม่ติดอะไรครับ แค่บริหารผิดพลาดเรื่องสองเรื่อง ต่อให้มีม็อบจัดตั้ง ก็ไม่มีทางได้เป็นแสนแบบนี้หรอกครับ
 
อยากให้มีรัฐประหารไหม?
 
ไม่เอาสิครับ ยังรู้สึกผิดอยู่เลยที่ตอนนั้นเอาดอกไม้ไปให้ทหาร ถ้าไม่มีรัฐประหาร บ้านเมืองคงพูดจาง่ายกว่านี้ฝั่งที่ต่อต้านระบอบทักษิณจะมีความชอบธรรมในการโน้มน้าวคนมากกว่านี้อีกเยอะเลย
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มติเอกฉันท์ตั้ง"สมคิด เลิศไพฑูรย์" เป็นอธิการบดี มธ.ต่ออีกสมัย

Posted: 25 Nov 2013 02:23 AM PST

25 พฤศจิกายน 2556  นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานกรรมการสรรหาอธิการดี มธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมสภา มธ.ที่มีนายนรนิติ เศรษฐบุตร เป็นนายกสภา ว่าตามที่กรรมการสรรหาอธิการบดี มธ.ได้ดำเนินการสรรหาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งอธิการบดี มธ.แทนนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง วันที่ 6 ธันวาคม 2556 นั้น ขณะนี้คณะกรรมการสรรหาฯได้เสนอชื่อผู้เหมาะสมเป็นอธิการบดี มธ.ให้สภา มธ.พิจารณาเพียงคนเดียว คือนายสมคิด และที่ประชุมสภา มธ. มีมติเอกฉันท์ 30 เสียง จากทั้งหมด 31 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง เห็นชอบให้นายสมคิด เป็นอธิการบดี มธ.ต่ออีกหนึ่งสมัย

นายมานิจกล่าวต่อว่า เนื่องจากนายสมคิดจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดี มธ. ในวันที่ 6 ธันวาคม 2556 ดังนั้น ที่ประชุมสภา มธ.จึงมีมติแต่งตั้งนายสมคิดเป็นรักษาการอธิการบดี มธ.ตั้งแต่ วันที่ 7 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มธ.อย่างเป็นทางการ ขั้นตอนจากนี้สภา มธ.จะเสนอชื่อนายสมคิดให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

ที่มา: เว็บไซต์มติชนออนไลน์ 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุเทพประกาศเรียกร้องประชาชนยึดสำนักงานราชการทั่วประเทศ

Posted: 25 Nov 2013 02:04 AM PST

สุเทพประกาศสถาปนาอำนาจประชาชน ยึดสำนักงานราชการทั่วประเทศ โดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ชี้ไม่เจรจากับรัฐบาลเพราะเป็นโมฆะไม่ฟังศาลรัฐธรรมนูญ คาดประชาชนเข้าร่วม 30 ล้านคน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์ เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ระบอบทักษิณได้ทำร้ายประเทศไทยแสนสาหัส สร้างความทุกข์ยากแก่แผ่นดิน สร้างภาระแก่ลูกหล่นต่อไปในภายภาคหน้า มวลมหาประชาชนจึงแสดงออกอย่างเปิดเผย เป็นครั้งในประวัติศาสตร์ขอบงประเทศไทยที่มีมหาประชาชนนับล้านคนจากทั่วสารทิศ จากทุกจังหวัดทั่วประทศ ทั้งชาวกรุงและต่างจังหวัดเพื่อปกปักแผ่นดินไทยให้พ้นจากเผด็จการในระบอบทักษิณ ใครจะวิจารณ์อย่างไรก็ตามนี่คือเจตนารมณ์ของประชาชน คณะแกนนำ ได้ตัดสินใจดำเนินการตามเจตนารมณ์ขอมวลมหาประชาชนนั้น จึงเริ่มต้นด้วยการยึดกระทรวงการคลัง ยึดสำนักงบประมาณ การยึดกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณก็ทำตามหลักการสันติ สงบ ปราศจากอาวุธ อหิงสา ยึดโดยประชาชนพลเมือง ไม่ได้บุกยึดเข้าไปในอาคาร แต่นั่งอยู่ข้างนอก ป้องกันไม่ให้สำนักงบประมาณโอนเงินตามคำสั่งของระบอบทักษิณอีกต่อไป ไม่ให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณเป็นเครื่องมือของระบอบทักษิณอีกต่อไป

เขากล่าวต่อไปว่าสัญญาณจากการยึดกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะส่งสัญญาณไปยังพี่น้องทั่วประเทศจะได้ยึดอาคารสำนักงานราชการทั่วประเทศต่อไป ไม่ให้ทำงานได้ต่อไป โดยมีข้อแม้ให้ปฏิบัติเหมือนที่ทำไป คือ ไม่ใช่อาวุธ โดยพลังประชาชนจำนวนมาก เข้าไปมือเปล่า โดยดี ไม่ทำร้ายใครและไม่ทำลายทรัพย์สินของราชการเพราะเป็นพลเมืองดีที่ยึดอำนาจรัฐเผด็จการด้วยสันติวิธี เป็นครั้งแรกของโลกที่ประชาชนไทยทำได้โดยเรียบร้อย

ทั้งนี้นายสุเทพคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมราว 30 ล้านคน และไม่มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นโมฆะไปแล้วเนื่องจากปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับปฏิเสธกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไป ไม่ต้องมาเจรจากันแล้ว  หลังจากนี้จะต้องสถาปนาอำนาจประชาชน สร้างหลักเกณฑ์กันใหม่ และย้ำว่านี่คือกระบวนการประชาชนไม่ใช่กระบวนการของพรรคประชาธิปัตย์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลเลื่อนตรวจหลักฐาน คดี 'สนธิ'-แกนนำพันธมิตรฯ ชุมนุมหน้าสภาปี 51

Posted: 25 Nov 2013 02:00 AM PST

ศาลเลื่อนตรวจหลักฐานคดี "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำ-แนวร่วม พธม.20 คน ปิดล้อมสภาปี 51 อัยการโจทก์ยื่นพยาน 712 ปาก ส่วนทนายจำเลยนขอพยานผู้บาดเจ็บ 156 ปากเข้าสืบ ศาลนัดอีกครั้ง 17 ก.พ.ปีหน้า

             
25 พฤศจิกายน 2556  เว็บไซต์ผู้จัดการ รายงานว่า ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลนัดประชุมคดีและตรวจพยานหลักฐาน คดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปิดล้อมอาคารรัฐสภา หมายเลขดำ อ.4924/2555 ที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ กับแนวร่วม พธม.รวม 20 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญเพื่อติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล และเป็นหัวหน้ามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปโดยมีอาวุธร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไปร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 116, 215, 216, 309 และ 310 กรณีนำผู้ชุมนุมปิดอาคารรัฐสภา ในวันที่ 5-7 ต.ค. 2551
       
โดยวันนี้นายสนธิเดินทางมาศาลพร้อมนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ต่อมาอัยการโจทก์แถลงระบุบัญชีพยานที่จะนำสืบ จำนวน 172 ปาก พร้อมขอตรวจพยานอีกครั้ง โดยจะนำพยานเข้าสืบเท่าที่จำเป็นประมาณ 150 ปาก ด้านทนายจำเลยแถลงขอยื่นระบุบัญชีพยานผู้บาดเจ็บ จำนวน 156 ปาก โดยจะนำพยานเข้าสืบเท่าที่จำเป็น ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้เลื่อนนัดประชุมคดีและตรวจพยานหลักฐานไปวันที่ 17 ก.พ. 2557 เวลา 09.00 น.
       
ภายหลังนายสนธิได้กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งมีการดาวกระจายไปยังสถานที่ต่างๆ ว่ายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าหลังจากนี้การชุมนุมจะมีแนวทางอย่างไร แต่การแสดงออกของทุกเวทีในขณะนี้มีจุดยืนเดียวกันคือไม่เอารัฐบาลชุดนี้ และเพื่อต้องการปลุกจิตสำนึกให้ข้าราชการ และสื่อมวลชนที่จะต้องกล้ารายงานสถานการณ์ พร้อมชมเชยการชุมนุมในครั้งนี้ และขอให้ทุกคนอดทนไม่ยอมแพ้ ซึ่งเมื่อวานนี้มีประชาชนออกมาร่วมจำนวนมากก็ถือว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศ
       
ส่วนกรณีที่ประธานสภา และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมทั้งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นคำพูดที่ออกมาจากสภาถือว่าเป็นการไม่ยอมรับหลักนิติรัฐ เมื่อไม่ยอมรับหลักกฎหมาย พวกนี้ก็เปรียบเสมือนขยะข้างถนน
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น