โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ครม.สั่งคลังศึกษาปมเบี้ยผู้สูงอายุ ประยุทธ์ปิ๊งไอเดียให้เหรียญผู้ยอมเสียสละสิทธิ

Posted: 23 May 2017 12:26 PM PDT

ครม.สั่งคลังศึกษาเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ประยุทธ์ แนะหาแนวทางให้ผู้สูงวัยสละสิทธิเบี้ยผู้สูงอายุ โดย รัฐบาลออกใบประกาศ-เหรียญตราให้เพื่อนำเงินส่วนน้ไปให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน สรรเสริญชี้ผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเยอะ เพราะคนเชื่อมั่น 

ภาพจาก เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

23 พ.ค. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  กล่าวถึง ข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 ถึง 1,500 บาทต่อเดือน ว่า การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาใน 3 มิติ ทั้งเรื่องของจำนวนผู้สูงอายุ ที่จะเพิ่มขึ้นภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการจัดเตรียมงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ และต้องพิจารณาในเรื่องของคนที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งจากข้อมูลพบว่าคนในวัยแรงงานลดลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องผลิตคนให้ทันต่อความต้องการในตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณากรณีที่อัตราการเกิดของคนไทยน้อยลง

"ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ ให้มีการศึกษาปัจจัยทั้งหมด เพื่อประกอบการพิจารณาปรับขึ้นเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ และได้ฝากประเด็นการพิจารณาเพิ่มเติม โดยให้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้สูงอายุ ที่จะต้องยึดโยงกับข้อมูลของประชาชน ที่ได้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน เพื่อใช้ในการกำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และตรงความต้องการ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

"ถ้าทุกคนคำนึงถึงว่าต้องเท่ากันเท่ากันทั้งหมด มันไปไม่ได้ทั้งหมด เพราะต้องใช้จ่ายเงินตั้งหลายอย่างไง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยันว่า เบี้ยยังชีพที่ได้ให้กับผู้สูงอายุไปแล้ว ยังคงดำเนินการตามเดิม ไม่มีการลดเงินช่วยเหลือ แต่คนใหม่จะมาดูเป็นพิเศษหรือไม่ ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะดูแลอย่างไร ต้องมาพิจารณาร่วมกัน ไม่เช่นนั้นการขึ้นบัญชีผู้มีรายได้น้อยไม่รู้จะทำมาทำไม เพราะนี่เป็นการควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล และได้ฝากให้นำแนวคิดของกระทรวงการคลังไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ถึงแนวทางสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้เพียงพอ และต้องการสละสิทธิ์ เพื่อนำเงินส่วนดังกล่าว ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุในกลุ่มที่มีรายได้น้อย โดยอาจพิจารณาให้รางวัลเป็นการแสดงความขอบคุณ 

"บางท่านผมคิดว่าคนไทยนี่นะ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่แล้ว ก็ดูสิครับ ถ้าผู้สูงวัยที่มีรายได้เพียงพออยู่แล้ว ท่านอาจจะสละสิทธิมา แล้วรัฐบาลก็มีใบประกาศ มีเหรียญตราอะไรให้ได้ไหม ว่าเขาเสียสละมาแล้ว เอาเงินจากตรงนั้นลดลงมาเพิ่มตรงนี้ได้ไหม ในส่วนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ต้องคิดแบบนี้มันถึงจะเรียกการเผื่อแผ่แบ่งปันนะ ถ้าทุกคนเอาแต่สิทธิ แต่สิทธิ แต่รัฐบาลจะเอาที่ไหนมาล่ะ รัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะขึ้นภาษีไม่มีสิทธิอะไรสักอย่างเลยตอนนี้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ชี้ผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเยอะ เพราะคนเชื่อมั่น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม คสช.วันนี้ (23 พ.ค.)นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปีนี้มียอดรวมกว่า 14 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากการลงทะเบียนปีที่ผ่านมาที่มียอด 8 ล้านคน ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าจำนวนผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทยมี 13-14 ล้านคน แต่การลงทะเบียนครั้งแรกมีเพียง 8 ล้านคน เป็นไปได้ว่ามีผู้พยายามบิดเบือนข้อมูลว่าถ้าหากไปลงทะเบียนจะเป็นการแบ่งชนชั้นคนรวยคนจน หรือมีการระบุว่าอย่าไปลง หากลงทะเบียนรัฐบาลจะล้วงความลับจะมาไล่เก็บภาษี เป็นต้น ทั้งหมดไม่เป็นความจริง 

ดังนั้น ตัวเลขลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้ จึงเป็นตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง อีกปัจจัยคนเชื่อมั่นและมาลงทะเบียนมากขึ้น คือ การประชาสัมพันธ์ที่ค่อนข้างกว้างขวางทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับ ประชาชนเห็นตัวอย่างการช่วยเหลือประชาชนในผู้ที่ลงทะเบียนรอบแรก จึงไว้วางใจมาลงทะเบียนมากถึง 14 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อมูลไปพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไป

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายว่าต่อจากนี้โครงการที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดให้เกิดผลรวดเร็ว เพื่อขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0 และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน หากติดขัดข้อกฎหมายใดจะต้องปลดล็อคให้ได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องประสานกันอย่างใกล้ชิดและทำข้อเสนอว่าต้องการให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อคเรื่องใดบ้าง

ที่มา : ยูทูบ 'ทำเนียบ รัฐบาล'  และสำนักข่าวไทย 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ระดมคนวิชาการทบทวนเพื่อเดินหน้า ‘10 ปีนักข่าวพลเมือง’ ก้าวย่างสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส

Posted: 23 May 2017 11:00 AM PDT

ประชุม 'พลเมืองก้าวที่ 10 : ถอดบทเรียน  10  ปี นักข่าวพลเมือง' ชวนคนวิชาการร่วมถอดบทเรียนความร่วมมือ จากจุดเริ่มต้นปี 2551 เปิดพื้นที่การสื่อสารภาคพลเมืองในหน้าจอทีวีสาธารณะ สู่ยุคสื่อโกออนไลน์ เมื่อภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป ใคร ๆ ก็เปลี่ยนแปลง

22 พ.ค. 2560 สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส จัดการประชุม 'พลเมืองก้าวที่ 10 : ถอดบทเรียน  10  ปี นักข่าวพลเมือง' ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น โดยเชิญนักวิชาการจาก 15 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่ร่วมขับเคลื่อนงานนักข่าวพลเมืองมาร่วมถอดบทเรียน ทบทวนการทำงาน เพื่อที่จะขยับไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

คลิกดูไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นนักข่าวพลเมือง ก้าวแรกถึงก้าวที่สิบ www.citizenthaipbs.net/step

แนวคิดนักข่าวพลเมือง 'การสื่อสารโดยคนใน' ไม่มีใครทำแทนได้

สมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ กล่าวย้อนไปถึงข้อเขียนของตัวเองเมื่อปี 2551 เกี่ยวกับการอธิบายเรื่องการสื่อสารที่น่าสนใจของ รศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในวงพูดคุยถึงแนวทางเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ว่า การสื่อสารไม่ใช่เรื่องเทคนิค เรื่องทีวี หรือหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่แค่เอาข้อมูลขึ้นไปอยู่บนสื่อ แต่เป็นการสร้างความหมาย สร้างพื้นที่ในการสื่อความหมาย และให้เกิดการขับเคลื่อนในทางสังคม เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและสื่อสารต่อขยายไปทุกระดับ

สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ รศ.ศรีสมภพ พูดเกี่ยวพันธ์กับนักข่าวพลเมือง คือ 1. เมื่อพลเมืองคิดเรื่องการสื่อสารกับสังคมวงกว้าง นั่นเป็นเพราะเขาต้องการพื้นที่ในการปฏิบัติการเพื่อสร้างนิยามความหมายให้สังคมได้เรียนรู้และเข้าใจจากมุมมองของเจ้าของประเด็น หรือบางที่เราเรียกว่าคนใน ซึ่งคนนอกอย่างเราต่อให้เห็นด้วยก็ไม่อาจมองแทนกันได้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดในงานของนักข่าวพลเมืองที่นำเสนอมาตลอด 10 ปี

ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คำจำกัดความของนักข่าวพลเมืองชัดขึ้นมาด้วยว่าเวลาเราพูดถึงมุมมองของการทำงานต่อประเด็นต่าง ๆ ทำไมนักข่าวพลเมืองจึงไม่ใช่สื่อมวลชนมืออาชีพที่เราคุ้นเคยกัน ทำไมความเป็นคนในถึงสำคัญ แล้วคนนอกอย่างเราอยู่ตรงไหนของการสื่อสาร นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาโดยตลอด

2.เราพบว่าการสื่อสารภาคพลเมืองเป็นเรื่องเดียวกับการเมืองภาคพลเมือง คือถ้ามองว่าการเมืองเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม การเมืองภาคพลเมืองก็คือการเข้าไปมีส่วนร่วมของพลเมือง ซึ่งไม่สามารถให้คนอื่นมารับเหมาทำแทนได้ อันนี้เป็นวิธีการเดียวกันกับที่ภาคพลเมืองจะมีที่อยู่ที่ยืนทางสังคม

การสื่อสารผ่านตัวแทนที่ผ่านมามันมีข้อจำกัด เพราะมันถูกจำกัดวงเฉพาะผู้มีอำนาจทางการเมืองและผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเท่านั้น ดังนั้นการเกิดขึ้นของนักข่าวพลเมืองคือการที่พลเมืองลุกขึ้นมาสื่อสารด้วยตัวเอง นี่เป็นนิยามสำคัญอันหนึ่งที่แยกความเป็นนักข่าวพลเมืองออกจากการสื่อสารในแบบอื่น ๆ

สมเกียรติ กล่าวว่า การที่เจ้าของประเด็นลุกขึ้นมาสื่อสารเองได้ก่อให้เกิดปฏิบัติการขึ้นในพื้นที่ และหลายครั้งนักข่าวพลเมืองได้สื่อสารก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับตัวบุคคล ไปจนระดับสังคมด้วย เมื่อมาผนวกกับบทบาทของสื่อสาธารณะที่ต้องการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมให้กับภาคพลเมืองในการมีส่วนร่วมทางสังคม จึงทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า 'นักข่าวพลเมือง' ขึ้น

"10 ปีผ่านไป ผมก็ยังพูดเหมือนเดิม คือ นักข่าวพลเมืองไม่ใช่ของไทยพีบีเอส เราไม่ได้เป็นเจ้าของนักข่าวพลเมือง และในทุกวันนี้นักข่าวพลเมืองเป็นแนวคิดใหญ่ ซึ่งมันอธิบายว่าทำไมภาคพลเมืองจึงต้องลุกขึ้นมาปฏิบัติการ ลุกขึ้นมาสื่อสารในเรื่องราวของตนเอง" สมเกียรติ กล่าว

เนื่องจากโดยคอนเซ็ปต์ว่าจากการสื่อสารตรงนี้เป็นเรื่องที่ทำแทนไม่ได้ วงวันนี้จึงเชิญนักวิชาการทั้งที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับนักข่าวพลเมืองมาตั้งแต่ต้น บางคนเข้ามาร่วมตอนกลาง หรือบางคนเพิ่งเข้ามา มาร่วมพูดคุยเพื่อให้เห็นภาพของการพัฒนานักข่าวพลเมืองซึ่งขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อทำความเข้าใจ และที่สำคัญคือการเอาแนวคิดตรงนี้ไปออกแบบกระบวนการที่ทำให้นักข่าวพลเมืองได้ร่วมกันมองย้อนกลับไปในสิ่งที่ทำร่วมกันมา และอนาคตต่อไปนี้จะเดินไปอย่างไร เมื่อภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปมากมายซึ่งก็มีผลกระทบทั้งบวกและลบต่อสังคมและต่อตัวนักข่าวพลเมืองเอง จึงอยากขอความรู้จากวงนี้ เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และทิศทางในอนาคตต่อไป

นักข่าวพลเมือง กลไกของการเปลี่ยนแปลง

อังคณา พรมรักษา คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมแลกเปลี่ยนในวง "10 ปี นักข่าวพลเมืองสู่พลเมืองก้าวที่ 10" ว่า กระบวนการทำงานร่วมกันที่ผ่านมาทำให้คิดว่านักข่าวพลเมืองคือกลไกในการสื่อสาร โดยนักข่าวพลเมืองมีพื้นที่หน้าจอโทรทัศน์เป็นยุทธศาสตร์ แต่หลังจอก็มีการขับเคลื่อนโดยคนทำงานนักข่าวพลมืองซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน มีสถานบันการศึกษา ชุมชน ภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนประเด็นในพื้นที่ และไทยพีบีเอส เคลื่อนกระบวนการหลังจอไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้งานนักข่าวพลเมืองไม่ได้แค่ตอบแค่โจทย์ On Air (การออกอากาศทางโทรทัศน์) แต่ยังมี On Ground (การมีกิจกรรม ความเคลื่อนไหว) และปัจจุบันมี Online ด้วย

อังคณา ยังกล่าวถึงคุณูปการของนักข่าวพลเมือง คือ 1. ระดับการมีส่วนร่วมในการสื่อสาร กลไกนักข่าวพลเมืองมีการตั้งคำถาม ทำให้เขาเองได้ถามตัวเอง ได้คิดเพื่อค้นพบบางอย่าง ซึ่งหากนักข่าวมืออาชีพไปถามอาจไม่ได้คำตอบหรือความเปลี่ยนแปลงเหมือนที่นักข่าวพลเมืองถาม ไปสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลมาสื่อสาร 2. การสื่อสารทำให้เกิดสถานการณ์แบบป่าล้อมเมือง เทคโนโลยีหนุนเสริมพลังการสื่อสาร เราคงต้องมาคุยกันว่าป่าจะล้อมเมือง จะเขย่าเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างไร

ปฏิบัติการเชื่อมต่อการสื่อสารหลายแพลตฟอร์ม

ภัทรา บุรารักษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า นักข่าวพลเมืองเป็นตัวเขย่าคนให้รู้ว่าสามารถสื่อสารได้ เรามีสิทธิ์ แต่การลงไปในตอนต้นไปในเชิงเทคนิค แต่ขาดเรื่องของไอเดียวิธีคิด เป็นการปรับเปลี่ยนโดยไม่ให้ความรู้ ทำให้วิธีคิดในการสื่อสารไม่ได้แน่น ตรงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักข่าวพลเมืองทำครั้งแรกแล้วก็หายไป เพราะทำเรื่องเทคนิค แต่อาจไม่ได้คิดเรื่องการมีส่วนร่วม แนวคิดการบริการจัดการไม่ได้ไปด้วยกัน

ภัทรา ตั้งคำถามด้วยว่า สถาบันใหญ่อย่างไทยพีบีเอส ทำอะไรมากกว่า On Air – Online - On Ground ไหม การที่นักข่าวพลเมืองเริ่มต้นงานชิ้นแรกจากการที่มีพลเมืองส่งคลิปมาให้เผยแพร่ ทำไมเขาถึงส่งให้ หาคำตอบได้ไหม

ตอนนี้เทคโนโลยีเปลี่ยน การสื่อสารมีหลายทางเลือก งานที่พลเมืองส่งให้เรามีไหม ไม่ส่งมีไหม แล้วจะผนึกมันอย่างไร เมื่อมันคือเรื่องเล่าของคนที่ถูกกดทับ แล้วจะทำอย่างไร รอ หรือจะไปเอาประเด็นมาเสนอในพื้นที่ On Air – Online - On Ground ของนักข่าวพลเมือง ไทยพีบีเอส ยุคสมัยของการเป็น Gatekeepers (ทฤษฎีผู้ปิดและเปิดประตูข่าวสาร) หมดไปแล้ว จะทำอย่างไรให้ออนไลน์มีเสียงคนมากขึ้น แตกประเด็นมากขึ้น

ข้อจำกัดที่ยังมีอยู่ในสื่อของพลเมืองในสื่อสาธารณะ

ประภาส ปิ่นตบแต่ง รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าประสบการณ์ว่า ได้เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับนักข่าวพลเมืองตั้งแต่ 51 จากกรณีปัญหาเรื่องที่ดินคลองโยง จ.นครปฐม ที่เคลื่อนเรื่องโฉนดชุมชน

จากประสบการณ์ คนที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว คนชายขอบนั้นเข้าไม่ถึงอำนาจในการจัดการเชิงนโยบาย พลังอยู่นอกวงขอบการเมือง การเดินขบวนก็เพื่อสื่อสารให้สังคมเห็นถึงความทุกข์ยาก แต่การชุมนุมไม่ได้กดดันในตัวของมันเอง ที่สำคัญคือการสื่อสาร กรณีสมัชชาคนจน 99 วัน ก็มีสื่อกระแสหลักมาช่วยสื่อสารจนเป็นที่รับรู้ของสังคม

บทบาทของสื่อพลเมือง ขยายพื้นที่ให้มวลชนได้เข้ามาใช้ในการต่อรอง ในการสื่อสารเพื่อให้ผู้คนเห็นปัญหาและมาร่วมถกเถียง พัฒนาไปสู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ตังแต่เรื่องปากมูล มาสู่เรื่องที่ดินซึ่งมีการเคลื่อนเรื่องกฎหมาย 4 ฉบับ ก็มีขยับจากการสื่อสารในนักข่าวพลเมือง ไปสู่เวทีสาธารณะ ไทยพีบีเอส

ประภาส กล่าวด้วยว่า คนที่มาใช้พื้นที่นักข่าวพลเมือง ประกอบด้วย 1.นักเคลื่อนไหว คนที่มาเดินขบวน ใช่เสร็จก็อาจหายไป 2.คนที่ไร้ตัวตน ไร้อัตลักษณ์ คนไร้รัฐ 3.ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐ แต่ก็อาจไม่ครอบคลุมคนทั้งหมด อย่างกรณี คนที่โดน มาตรา 112 ยังมีคำถามว่า ทำไมไม่มีนักข่าวพลเมืองไปพูดถึงชีวิตเขา นักข่าวพลเมืองยังมีข้อจำกัดในการสื่อสาร

สำหรับนักเคลื่อนไหวกับการทำข่าวพลเมือง ปัญหาในเชิงเทคนิคสำคัญ ปัญหาในเชิงวิธีคิดไม่เท่าไหร่ ส่วนแนวคิดเรื่องสื่อพลเมือง การทำให้ลงหลักปักฐานในสถาบันการศึกษาเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ทำให้ข้อจำกัดเรื่องการทำเป็นคนๆ ลดลง มีการทำงานเป็นเครือข่าย ในยุคสมัยที่พื้นที่การสื่อสารมีมากขึ้น มีหลายช่องทางขึ้น มือถือก็ถ่ายได้ทำให้ข้อจำกัดลดลง

"ภาวะที่สื่อปกติไม่กล้าทำ บริบทการสื่อสารที่ถูกปิด บทบาทตรงนี้สำคัญ ต้องพยายามรักษาพื้นที่ตรงนี้ไว้สำหรับคนจำนวนมากที่ไม่มีพื้นที่สื่อสาร เพราะการเคลื่อนไหวเดินเท้าลำบาก ถูกปิดกันโดย พ.ร.บ.ชุมนุม" ประภาส กล่าว

จำแนกประเภทความเป็นนักข่าวพลเมือง

มัทนา เจริญวงศ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าถึงงานศึกษา "การเกิดขึ้นและพัฒนาการของนักข่าวพลเมืองไทยพีบีเอส" http://www.tci-thaijo.org/index.php/sujthai/article/view/15125 ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากนักข่าวพลเมืองไทยพีบีเอสจำนวน 100 คน ในช่วงเริ่มต้นของการมีนักข่าวพลเมือง โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ในพื้นที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ 

มัทนา กล่าวว่า การลงไปพูดคุยทำให้พบว่า กับชาวบ้านไม่ได้มองเพียงการสื่อสารหน้าจอ แต่การทำข่าวพลเมืองทำให้เขาได้พูดคุย ได้เข้าใจ เกิดความรู้ และจากความรู้ที่อยู่แต่ในชุมชนได้แพร่ออกมา ส่งผลให้เกิดความตระหนักถึงพลังของการเป็นผู้สื่อสาร อีกทั้งยังมีกระบวนการที่ไปไกลกว่างานหน้าจอ โดยมีการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นต่าง ๆ ในชุมชน และมีการทำศูนย์เรียนรู้ชุมชน เพื่อรวบรวมประวัติศาสตร์การต่อสู้ให้เยาวชนได้เรียนรู้

"การรายงานข่าวร่วมกัน พลเมืองอาจไม่ได้เริ่มเอง แต่การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม มีความคิดของเขาอยู่ในเนื้องาน และช่วยหนุนในเรื่องเทคนิค" มัทนา กล่าว

มัทนา กล่าวด้วยว่า งานข่าวพลเมืองได้เปลี่ยนวิธีคิด ตัวอย่างกรณีไทยพลัดถิ่น จ.ระนอง ซึ่งทำข่าวพลเมืองอย่างต่อเนื่อง จนรู้ว่าข่าวรูปแบบไหนที่ไทยพีบีเอสต้องการ และผลิตข่าวในรูปแบบนั้น เป็นการเอาไปใช้ในยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวงานสื่อสาร ตรงนี้สัมพันธ์กับประชาธิปไตยในการสื่อสาร การสื่อสารอย่างมีส่วนร่วม

มัทนา กล่าวว่า นักข่าวพลเมือง คือคนที่ไม่มีความรู้ อยากสื่อสารประเด็นสู่สาธารณะ คือคนใน ที่ไม่ได้มีทุนในการสื่อสาร คือนักเคลื่อนไหว ต่อมาจึงมีพัฒนาการการมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการผลิตงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เป็นลักษณะผู้ผลิตอิสระ

ทั้งนี้ การพูดคุยในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนถึงการมีอยู่และการทำงานของ "นักข่าวพลเมือง" บนพื้นที่สื่อสาธารณะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และต่อจากนี้สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ มีแผนจะลงพื้นที่พูดคุยและถอดบทเรียนกับนักข่าวพลเมืองและคนทำงานร่วมสร้างนักข่าวพลเมืองในระดับภูมิภาคต่อไป

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กลุ่มติดอาวุธปะทะกองทัพฟิลิปปินส์ที่มาราวีซิตี้-ดูเตอร์เตประกาศกฎอัยการศึก

Posted: 23 May 2017 09:57 AM PDT

กลุ่มติดอาวุธอย่างน้อย 2 กลุ่มคือ อะบูไซยาฟ และ Maute ก่อเหตุยิงปะทะกับกองกำลังรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่เมืองมาราวิซิตี้ บนเกาะมินดาเนา โดยเหตุยิงปะทะตั้งแต่บ่ายวันนี้ยังคงดำเนินต่อไปในช่วงกลางดึก มีรายงานเพลิงไหม้จุดสำคัญหลายจุดในเมือง ด้านประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ประกาศกฎอัยการศึก 60 วัน

ชาวเมืองมาราวีซิตี้ถ่ายภาพกลุ่มติดอาวุธที่สงสัยว่าน่าจะเป็นกลุ่ม Maute
ที่มา: Mohammad Manshawi/rappler

ที่เมืองมาราวีซิตี้ บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ กลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นซึ่งเคยประกาศตนจงรักภักดีต่อกลุ่ม ISIS ได้แก่กลุ่ม Maute ซึ่งแยกตัวออกมาจากกบฎโมโร MILF และกลุ่มอะบูไซยาฟ ได้ปะทะกับกองกำลังของรัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งแต่บ่ายวันนี้ (23 พ.ค. 2557) โดยเมื่อเวลา 23.48 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดย Inquirer สื่อของฟิลิปปินส์รายงานความสูญเสียของฝ่ายรัฐบาลว่า มีทหารเสียชีวิต 2 ราย ตำรวจ 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 12 ราย

ในรายงานของ Rappler ระบุว่ามีชาวเมืองเห็นธงสัญลักษณ์ ISIS สีดำ ติดอยู่ที่รถนำขบวนของกลุ่มติดอาวุธอย่างน้อย 2 คัน อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ไม่มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับธงสัญลักษณ์ดังกล่าว

Rappler สื่อของฟิลิปปินส์ระบุว่าคืนนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในเมืองมาราวีซิตี้อย่างน้อย 3 จุด คือที่โบสถ์เซนต์แมรี วิทยาลัยดานซาลาน และเรือนจำของเมือง ขณะที่ Inquirer อ้างคำแถลงของ รมว.กลาโหม ซึ่งระบุว่าที่โรงเรียนนินอย อาคีโนก็เกิดเพลิงไหม้อีกแห่ง ที่มา: @du_kartoffel/Rappler

รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ Delfin Lorenzana แถลงผ่านสื่อมวลชนระหว่างที่เขาอยู่รัสเซียว่า ในวันพุธนี้จะส่งกองกำลังจากมะนิลา และซัมบวงกา เข้าไปสมทบเพิ่มเติม รมว.กลาโหม ยังยืนยันข่าวที่ระบุว่า เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในเมือง ทั้งที่โบสถ์เซนต์แมรี โรงเรียนนินอย อาคีโน วิทยาลัยดานซาลาน และเรือนจำของเมืองมาลาวีซิตี้

ขณะที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ประกาศกฎอัยการศึกบนเกาะมินดาเนาเป็นเวลา 60 วัน

ทั้งนี้เมื่อเวลา 21.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 20.45 น. ตามเวลาประเทศไทย เอดูอาร์โด อันโญ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพฟิลิปปินส์ แถลงว่ากองทัพสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และมีทหารได้รับบาดเจ็บ 8 ราย

เรียบเรียงจาก

3 gov't troops killed, 12 wounded in Marawi clashes, Inquirer, May 23, 2017

TIMELINE: Maute attack in Marawi City, ABS-CBN News, May 23 2017 10:41 PM

Maute Group waves ISIS black flag on Marawi streets, Rappler, Updated 11:23 PM, May 23, 2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ครม.ไฟเขียวบรรจุ 'พยาบาล' เป็นข้าราชการ 8,792 อัตรา พ่วง 'หมอ-หมอฟัน' อีก 849 อัตรา

Posted: 23 May 2017 09:21 AM PDT

ภาพจาก ชมรมผู้บริหารการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน

23 พ.ค. 2560  พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติการเพิ่มกำลังพลอัตราตั้งใหม่ ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2560 ตามที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เสนอขอจำนวน 10,992 อัตรา โดยปี 2560 มีอัตราว่างจำนวน 2,200 และรวมกับอัตราเพิ่มใหม่ 2,992 อัตรา ปี 2561 และ 2562 อนุมัติอัตราใหม่ จำนวน 2,900 อัตรา

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติ ตามที่ กระทรวงสาธารณสุข เสนอขอบรรจุแพทย์ที่จบใหม่ จำนวน 2,000 อัตรา โดยแบ่งออกเป็นตำแหน่งที่ว่าง 1,221 อัตรา และตั้งใหม่ 779 อัตรา ทันตแพทย์เพิ่มอัตราใหม่ 70 อัตรา รวมกับตำแหน่งที่ว่าง 530 อัตรา รวมเป็น 600 อัตรา ส่วนเภสัชกร ครม. สั่งการให้กลับไปรวบรวมอัตราเภสัชกรให้ชัดเจนก่อนจะนำมาเสนอที่ประชุมอีกครั้ง

ขณะที่ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.แนวทางการแก้ปัญหาบรรจุพยาบาลวิชาชีพเป็นข้าราชการ ดังกล่าว โดยอนุมัติ 8,792 อัตรา แบ่งการบรรจุเป็น 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560 - 2662 

"ขอบคุณ ครม. ที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านสาธารณสุข การได้รับตำแหน่งข้าราชการครั้งนี้ ช่วยให้พยาบาลวิชาชีพมีขวัญกำลังใจ ความมั่นคงในอาชีพรับราชการ เป็นแรงจูงใจให้อยู่ในระบบ ลดปัญหาการลาออก ได้มอบให้ปลัด สธ. เร่งดำเนินการบรรจุตามกรอบอัตรากำลัง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาล โดยกำชับให้ยึดตามมติ ครม. ด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนวิชาชีพอื่นๆ จะได้มีการประชุมหารือวางแผนดำเนินงานต่อไป" ปิยะสกล กล่าว 

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ และ ผู้จัดการออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศรีวราห์ เผยมี จม.เตือนก่อน ระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ 3 วัน - ระเบิดวางไว้ 2-4 ชม.

Posted: 23 May 2017 08:33 AM PDT

ความคืบหน้าเหตุ ระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ พล.ต.อ.ศรีวราห์  เผยมี จม.เตือนก่อน 3 วัน - ระเบิดวางไว้ 2-4 ชม. ไม่ให้น้ำหนักสุนัยที่ออกมาบอกว่าเป็นการขับไล่รัฐบาล ส่วน EOD โยงระเบิดช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 50 เหตุวัตถุพยานที่เก็บได้ตรงกัน ยกระดับการรักษาความปลอดภัยทั่วกรุง เช็คกล้องวงจรปิด

23 พ.ค. 2560 ความคืบหน้าเหตุระเบิดในช่วงสายวานนี้(22 พ.ค.60) บริเวณที่เกิดเหตุเป็นห้องรับรองนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการ หน้าห้องวงษ์สุวรรณ ภายใน รพ.พระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี กทม. จนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นั้น

เผยมี จม.เตือนก่อน 3 วัน - ระเบิดวางไว้ 2-4 ชม.

วันนี้ (23 พ.ค.60) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยหลังประชุมคดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าโดยรับว่า ก่อนเกิดเหตุ 3 วัน มีจดหมายแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดที่มาของจดหมายดังกล่าว

สำหรับข้อความจดหมายดังกล่าว จ่าหน้าซองถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ถนนพะราม 6 เนื้อหาขอให้ระวังการก่อร้ายภายในโรงพยาบาลรัฐในละแวกนี้ ซึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนั้นได้มีการแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนระเบิดที่ผู้ก่อเหตุนำไปวางไว้ก่อนเกิดระเบิด 2- 4 ชั่วโมง และจากลักษณะการประกอบระเบิด พบเชื่อมโยงกับระเบิดที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน และ หน้าโรงละครแห่งชาติ รวมถึงเหตุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อ ปี 2550

สำหรับภาพที่ส่งต่อกันผ่านโซเชียล เป็นภาพชายต้องสงสัย ใส่หมวกแก๊ป ที่อยู่ภายในห้องจ่ายยา ใกล้กับแจกันที่น่าจะเป็นฉนวนเหตุระเบิด ยืนยันว่าเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเชื่อมโยงก่อเหตุหรือไม่

ไม่ให้น้ำหนักสุนัย

ส่วนกรณีที่ สุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า การก่อเหตุดังกล่าว เพื่อเป็นการขับไล่รัฐบาลคสช.นั้น ตนเองไม่ได้ให้น้ำหนัก เพราะ สุนัยไม่ใช่พยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มีการเข้มงวดกวดขันดูแลความปลอดภัยทุกจุด ส่วนสถานีรถไฟฟ้าหรือห้างสรรพสินค้าก็เข้มงวดตามมาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรน่าห่วง

โยงระเบิดช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 50

พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) ระบุว่า ความเชื่อมโยงลักษณะระเบิดที่ใช้ก่อเหตุในช่วงการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2550 ที่มีการก่อเหตุบริเวณเมเจอร์ รัชโยธิน , ซอยราชวิถี 26 และ กองบัญชาการทหารบก กับเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เนื่องจากมีวัตถุพยานที่เก็บได้ตรงกันประกอบด้วย ชิ้นส่วนท่อพีวีซี ,ไอซีไทม์เมอร์ หรือ ตัวตั้งเวลา ,วงจรประจุ ,แบตเตอรี่ และสายไฟที่มีการเชื่อมต่อวงจร ทั้งหมดมีลักษณะวงจรประกอบเหมือนกัน แต่ต่างกันที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีการใช้ตะปูเป็นสะเก็ดระเบิด และไม่ยืนยันว่าคนประกอบเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจดีเอ็นเอที่แจกัน จากกองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ

ยกระดับการรักษาความปลอดภัยทั่วกรุง เช็คกล้องวงจรปิด

ขณะที่ ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ออกหนังสือด่วนที่สุด ยกระดับการรักษาความปลอดภัยทั่วกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งสั่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดกว่า 50,000 กล้อง ให้พร้อมใช้งานทุกจุดตลอด 24 ชั่วโมง และปรับย้ายตำแหน่งตามความเหมาะสมต่อการใช้งาน

ส่วนที่โรงพยาบาลตำรวจเจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคัดกรองรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกบริเวณ พล.ต.ท.วิฑูรย์ นิติวรางกูร นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า สั่งเพิ่มความเข้มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และแม้มีกล้องวงจรปิดกว่า 300 กล้อง ซึ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์รักษาความปลอดภัยโรงพยาบาล แต่ยอมรับว่า โรงพยาบาลมีพื้นที่กว้าง และเป็นพื้นให้บริการประชาชน ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยจึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์  ไทยพีบีเอส และ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เผยหลักการในการลบโพสต์ของเฟซบุ๊ก หลังเกิดข้อวิจารณ์สองขั้ว ไม่จัดการ-เซนเซอร์มากเกินไป

Posted: 23 May 2017 07:01 AM PDT

เดอะการ์เดียนเผยเอกสารแนวทางปฏิบัติการลบโพสต์ของเฟซบุ๊ก หลังจากถูกวิจารณ์จากทั้งสองทาง ด้านหนึ่งมองว่าพวกเขาจัดการกับเนื้อหาที่มีความรุนแรงไม่มากพอ แต่อีกด้านหนึ่งก็มองว่าพวกเขาเซนเซอร์มากเกินไป ขณะที่เอกสารแนวทางของพวกเขาก็เผยให้เห็นปัญหาความซับซ้อนในการพิจารณา และเห็นว่าพวกเขามีหลักการของตัวเองอย่างไรในการตัดสินว่าจะลบโพสต์ไหน

23 พ.ค. 2560 ทีมข่าวสืบสวนสอบสวนของเดอะการ์เดียนรายงานว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงเอกสารที่รั่วไหลของเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกฎและแนวทางปฏิบัติที่เฟซบุ๊กใช้ในการตัดสินใจว่าผู้ใช้งาน 2,000 ล้านคน สามารถโพสต์อะไรได้บ้าง เอกสารที่รั่วไหลดังกล่าวประกอบด้วย คู่มือการอบรมภายใน 100 ฉบับ ตารางจัดการ ผังงาน ที่ทำให้เห็นพื้นฐานแนวคิดการตัดสินใจจัดการกับโพสต์ต่างๆ ของเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความรุนแรง, เฮทสปีช, การก่อการร้าย, ภาพโป๊เปลือย, การเหยียดเชื้อชาติ และการทำร้ายตัวเอง พวกเขามีแนวทางปฏิบัติแม้กระทั่งกับกรณี "การล้มบอล" และ "การกินเนื้อมนุษย์"

เดอะการ์เดียนระบุอีกว่าข้อมูลจากเฟซบุ๊กเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายบริหารของเฟซบุ๊กพยายามหาวิธีโต้ตอบกับปัญหาใหม่ๆ อย่าง "การใช้ภาพโป๊เปลือยเพื่อแก้แค้น" ส่วนฝ่ายผู้ดูแลจัดการเฟซบุ๊กก็เผชิญปัญหาจำนวนงานที่ล้นหลาม ต้องตัดสินใจภายในเวลาแค่ 10 วินาที จนมีแหล่งข้อมูลผู้หนึ่งบอกว่าเฟซบุ๊กเริ่มใหญ่เกินไป โตเร็วเกินไป เฟซบุ๊กไม่สามารถควบคุมเนื้อหาได้ตลอด นอกจากนี้ยังมีผู้ดูแลเว็บเฟซบุ๊กหลายคนกังวลเรื่องความไม่ต่อเนื่องและความแปลกประหลาดของนโยบายบางส่วนของเฟซบุ๊ก เช่น นโยบายเกี่ยวกับภาพโป๊เปลือยที่มีความซับซ้อนและชวนให้สับสน

เอกสารฉบับหนึ่งยังระบุอีกว่าเฟซบุ๊กต้องพิจารณาการรายงานเกี่ยวกับบัญชีปลอมจำนวนมากกว่า 6.5 ล้านกรณีต่อสัปดาห์

เมื่อไม่นานมานี้เฟซบุ๊กถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องที่ไม่จัดการกับเนื้อหาที่รุนแรงหรือสร้างความเกลียดชัง ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์เฟซบุ๊กในเรื่องที่เฟซบุ๊กเป็นตัวกลางใหญ่ในการเซนเซอร์เนื้อหา ทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็เรียกร้องให้เฟซบุ๊กมีความโปร่งใสมากขึ้น

การพิจารณานำเนื้อหาออก

โดยในรายงานข่าวของเดอะการ์เดียนยังเผยแพร่ให้เห็นการอ้างสาเหตุที่เฟซบุ๊กใช้เซนเซอร์โพสต์ต่างๆ ด้วย เช่น กรณีที่เฟซบุ๊กมองว่าข้อความ "ใครก็ได้ยิงทรัมป์หน่อย" ควรจะถูกลบ โดยอ้างเหตุผลว่าที่ฐานะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประมุขรัฐเขาจึงอยู่ในจำพวกคนที่ได้รับการคุ้มครอง แต่เฟซบุ๊กกลับปล่อยให้ข้อความเกี่ยวกับการหักคอและข้อความด่าอย่าง "ไปตายซะ" คงอยู่ได้โดยอ้างว่าข้อความเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่คุกคาม

เดอะการ์เดียนเผยแพร่เอกสารของเฟซบุ๊กต่อไปว่า กรณีของวิดีโอการเสียชีวิตอย่างรุนแรงแม้ว่าจะถูกจัดเป็นเนื้อหาชวนให้รบกวนจิตใจแต่จะไม่มีการลบเนื้อหาเหล่านี้เสมอไปเพราะมันสามารถใช้สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องต่างๆ ได้ เช่นเรื่องความเจ็บป่วยทางจิตใจ รูปเกี่ยวกับการทารุณสัตว์ก็เช่นกันจะไม่มีการลบแต่จะจัดไว้ในหมวดเนื้อหาที่รบกวนจิตใจ อีกหนึ่งในสาเหตุที่พวกเขาไม่ลบโพสต์เพราะต้องการสร้างการรับรู้และให้ผู้คนสามารถเข้าไปประณามการกระทำทารุณกรรมเหล่านี้ได้

กรณีอื่นๆ อย่างรูปการทำร้ายร่างกายหรือข่มเหงรังแกเด็กโดยไม่ได้เป็นการกระทำทางเพศไม่จำเป็นที่เฟซบุ๊กต้องลบทิ้งหรือต้องทำอะไรกับมันเว้นแต่จะมีคอมเมนต์ในเชิงชื่นชอบความเจ็บปวดของคนอื่นหรือมีลักษณะส่งเสริมให้เกิดการกระทำเช่นนี้ตามมาด้วย ในกรณีของการไลฟ์สดนั้น เฟซบุ๊กระบุว่าจะไม่มีการเซนเซอร์ผู้ที่ไลฟ์สดแสดงการทำร้ายตนเองด้วยเหตุผลว่าพวกเขา "ไม่อยากเซนเซอร์หรือลงโทษผู้ที่กำลังทุกข์ตรม"

ในเรื่องรูปโป๊เปลือยหรือนู้ดกลายเป็นประเด็นที่เฟซบุ๊กเคยถูกวิจารณ์เรื่องการเซนเซอร์หลังจากที่มีการนำภาพชื่อดังของ "ฟาน ที คิม ฟุก" เด็กผู้หญิงเปลือยเปล่ากำลังหนีตายในสงครามเวียดนามออก ทำให้เฟซบุ๊กมีการกำหนดข้อแม้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพเปลือยว่าสามารถนำเสนอได้หาก "มีความเป็นข่าว" ที่แสดงถึง "ความโหดร้ายของสงคราม" เพื่อให้มีการหารือถกเถียงกันได้ นอกจากนี้ในประเด็นเรื่องโป๊เปลือยเฟซบุ๊กยังระบุให้รูปศิลปะ "ทำมือ" ที่เกี่ยวกับการโป๊เปลือยหรือนู้ดและการร่วมเพศจะสามารถนำเสนอได้แต่รูปศิลปะที่สร้างขึ้นแบบดิจิทัลและมีการแสดงออกเชิงร่วมเพศจะไม่ได้รับอนุญาต วิดีโอเกี่ยวกับการทำแท้งจะได้รับการอนุญาตตราบใดที่ไม่มีภาพโป๊เปลือย

เอกสารอีกหนึ่งชิ้นของเฟซบุ๊กระบุว่า "ผู้คนใช้ภาษารุนแรงในการแสดงความคับข้องใจทางออนไลน์" และมักจะรู้สึก "ปลอดภัยที่จะทำ" พวกเขาจะรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่ย้อนกลับมาหาพวกเขาและพวกเขาเฉยชาต่อคนที่พวกเขาข่มขู่เพราะขาดการรับรู้ความรู้สึกคนอื่นจากการสื่อสารแบบที่ไม่ได้เจอกันต่อหน้า อย่างไรก็ตามถ้อยคำรุนแรงเหล่านี้เฟซบุ๊กจะไม่มองว่าเป็นการข่มขู่คุกคามอย่างแท้จริง แต่เป็นเรื่องการใช้ภาษาแสดงอารมณ์อย่าง "ฉันจะฆ่าแก" หรือ "ไปตายซะ" เพื่อแสดงอารมณ์ไม่พอใจ โดยต้องดูสาเหตุแวดล้อมประกอบด้วย

ในเรื่องนี้ทำให้เฟซบุ๊กสรุปว่า "ไม่จำเป็นที่เนื้อหาที่รบกวนจิตใจและชวนให้แสลงใจทั้งหมดจะเป็นเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานชุมชนของพวกเราเสมอไป"

เฟซบุ๊กเผยพวกเขาไม่ใช่สื่อแบบดั้งเดิม

โมนิกา บิกเกิร์ต หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการนโยบายระดับนานาชาติของเฟซบุ๊กยอมรับว่าการที่ผู้ใช้ 2,000 ล้านคนจากทั่วโลกมาจากสังคมที่ต่างกันก็ทำให้การจัดการเรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นเพราะพวกเขามีมุมมองแตกต่างกันว่าอะไรที่แชร์ได้ อะไรที่ควรขีดเส้นกั้น ทำให้หลายครั้งสิ่งที่จะแยกว่าอะไรเป็นอารมณ์ขันอะไรเป็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกลายเป็นเรื่องสีเทาๆ ที่ระบุไม่ได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามบิกเกิร์ตกล่าวว่าเฟซบุ๊กจะพยายามดำเนินการให้เป็นพื้นที่ๆ ปลอดภัยต่อไป

นอกจากนี้บิกเกิร์ตยังกล่าวโต้ตอบเมื่อมีนักวิจารณ์ในสหรัฐฯ และยุโรปเรียกร้องให้บริษัทเฟซบุ๊กมีการวางระเบียบแบบเดียวกับสื่อกระแสหลักทั่วไป บิกเกิร์ตแย้งในเรื่องนี้ว่าพวกเขาเป็น "บริษัทแบบใหม่ ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ไม่ใช่บริษัทสื่อแบบดั้งเดิม" นั่นเพราะพวกเขาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีเพื่อให้คนใช้เป็นพื้นที่และมีส่วนรับผิดชอบต่อการถูกนำไปใช้ต่อแต่พวกเขาไม่ได้เขียนข่าวขึ้นมาให้อ่านเอง

เดอะการ์เดียนระบุว่าเฟซบุ๊กพยายามประเมินในเรื่องภาพความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นข่าวหรือการสร้างความตระหนักรู้หรือไม่ เฟซบุ๊กเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องที่เฟซบุ๊กนำวิดีโอการสังหารเหยื่อชาวสหรัฐฯ รายหนึ่งแบบไลฟ์สด รวมถึงกรณีที่ปล่อยให้มีการเผยแพร่วิดีโอพ่อสังหารลูกตัวเองผ่านเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตามเฟซบุ๊กก็เป็นพื้นที่ที่มีการเผยแพร่วิดีโอตำรวจสังหารประชาชนหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิดอื่นๆ ของรัฐบาลได้ด้วย

 

เรียบเรียงจาก

Revealed: Facebook's internal rulebook on sex, terrorism and violence, The Guardian, 21-05-2016

https://www.theguardian.com/news/2017/may/21/revealed-facebook-internal-rulebook-sex-terrorism-violence

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

งัด ม.44 ผ่อน 3 กฎระเบียบเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเร็วขึ้น สู่ไทยแลนด์ 4.0

Posted: 23 May 2017 06:55 AM PDT

พล.อ.ประยุทธ์ งัด ม.44 ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 3 ด้านเพื่อให้การเดินหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเร็วขึ้น สู่ไทยแลนด์ 4.0

23 พ.ค. 2560 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ร่วมกับ ครม. เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ว่า โครงการ อีอีซี ถือเป็นโครงการเร่งด่วน และมีโครงการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งไม่สามารถรอพ.ร.บ. ได้ เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างฟังความเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาสภาพนิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี จึงได้ใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 รวมทั้งสิ้น 3 เรื่อง 

สำหรับเรื่องแรก คือ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ของโครงการหรือกิจการสำคัญและเร่งด่วนของอีอีซีเป็นการเฉพาะ ขณะเดียวกัน ยังให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มเติม จากผู้ขออนุญาตได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษแก่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ โดยให้ใช้เวลาพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับรายงาน 

ส่วนเรื่องที่สอง คือ กระบวนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งปัจจุบันจะใช้เวลาอย่างน้อย 8-9 เดือน ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการจึงให้นายกรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรฐานการร่วมทุนได้เป็นการพิเศษ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการ 

เรื่องสุดท้าย คือ ให้หน่วยซ่อมอากาศยานมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามลักษณะการลงทุน ซึ่งเดิมกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตซ่อมต้องมีสัญชาติไทย หรือมีคนไทยถือหุ้นเกินกว่า 50% แต่ตามกิจการ เช่น การซ่อมเครื่องบิน อะไหล่ และชิ้นส่วนอากาศยาน ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีสูงและมีสิทธิบัตริสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ จึงจะไม่ยอมลงทุนโดยมีผู้ถือหุ้นอื่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนั้นจึงปรับปรุงลักษณะของผู้ได้รับใบรับรองในเขตอีอีซีเป็นพิเศษ โดยไม่ต้องดำเนินตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวมากขึ้น 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ส่วนร่างอื่นๆ ตามพ.ร.บ.อีอีซีนั้น ยังให้ดำเนินการตามกระบวนการเดิม นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งรัด ติดตามและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อให้มีผลออกมาชัดเจน ซึ่งหากพบว่า เรื่องใดมีความจำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วนและต้องใช้อำนาจม.44 ให้เสนอมาได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ และเดินหน้าประเทศไทยสู่ 4.0

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และสำนักข่าวไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประยุทธ์ ยันเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแมป เว้นแต่บ้านเมืองไม่สงบสุข

Posted: 23 May 2017 03:57 AM PDT

พล.อ.ประยุทธ์ กังวลกล้องวงจรปิดอาจมีปัญหาอยู่บ้าง ชี้โจมตีห้องวงษ์สุวรรณ อย่าเรียกว่าท้าทาย แต่เป็นเรื่องของคนเลว ยันเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแมป เว้นแต่บ้านเมืองไม่สงบสุข เผยมีมาตรการดูแลความเรียบร้อยช่วงรอมฎอนมาโดยตลอด ชุดสืบสวน ระบุวงจรปิดจุดบึ้ม พบเสีย 9 จาก 13 ตัว

ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

23 พ.ค. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วานนี้ (22 พ.ค.) ว่า ตนไม่สามารถตอบได้ว่าผู้ก่อเหตุมีวัตถุประสงค์อย่างไร  และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการครบรอบ 3 ปี การทำงานของ คสช. แต่ก็ขึ้นอยู่กับการสอบสวน ซึ่งความคืบหน้าของคดีขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ช่วงเวลาที่ผ่านมาทางการข่าวได้รายงานและติดตามสถานการณ์ รวมทั้งคาดการณ์การก่อเหตุมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุขึ้นในโรงพยาบาล

กังวลวงจรปิดอาจมีปัญหาอยู่บ้าง

"เรื่องของกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุเมื่อวานนี้ก็ได้สั่งให้มีการตรวจสอบโดยเร็ว ผมก็กังวลอยู่ที่ว่ามันอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างเพราะมันเป็นพื้นที่การติดตั้งกล้องในพื้นที่สาธารณะ ในการให้บริกรสาธารณะของโรงพยาบาลเขาก็อาจจะเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยน้อยลงไป เพราะไม่มีใครเขาทำเหตุการณ์เหล่านี้ในพื้นที่เหล่านี้หรอกนะครับ ในโลกใบนี้ไม่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่ทำผมถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้" 

"ต้องดำเนินการ จะได้ตัวหรือไม่ได้ตัวอย่างไร ก็ต้องใช้ทุกวิถีทางในการสืบสวนสอบสวน วันนี้อาจจะยังไม่ได้ ก็ต้องได้ซักวัน ก็ต้องเร่งดำเนินการให้ได้ บางอย่างเร่งรัดมากไม่ได้ การเกิดเหตุทำนองนี้ ในปี 2553 ก็เคยมี ก็ดูว่ามีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันหรือไม่ อยากให้สื่อฯ ช่วยกันคิดวิเคาระห์เหล่านี้ด้วย ทำไมคนทำคิดแบบนี้ ใจร้าย ไม่คำนึงถึงผู้บริสุทธิ์ คนเจ็บคนป่วยเขาก็ทุกข์ทรมานอยู่แล้ว ยังทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก เพื่อหวังผลอะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าต้องสืบสวนให้ได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว  พร้อมระบุว่าได้สั่งการให้เร่งติดตามผู้ก่อเหตุ โดยเฉพาะการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งไม่เพียงในจุดเกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสถานที่สำคัญอื่น ๆ ที่จะต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ทำงานรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมด เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายให้ได้  
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ เพราะคงไม่มีรัฐบาลใดที่ทำในลักษณะดังกล่าว  เว้นแต่คนที่อยากเป็นรัฐบาลและคิดจะทำ  ทั้งนี้ต้องมีการทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลการก่อเหตุ ทั้งห้วงเวลาในการก่อเหตุ ช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม ประกอบกับการก่อเหตุขึ้นในโรงพยาบาลทหาร ทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถตัดประเด็นใดทิ้งได้   ตนสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง เพิ่มความเข้มงวด และเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญ และพื้นที่จุดเสี่ยงต่าง ๆ ส่วนการข่าวก็ยังพบว่า มีคนที่พร้อมเคลื่อนไหว ทั้งการก่อเหตุร้าย เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและการเมือง
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ครบรอบ 3 ปี คสช. และรัฐบาลวานนี้ ตนไม่อยากให้ความสำคัญมากนัก เพราะถ้าให้ความสำคัญมาก ก็จะกระทบกับการทำงานอื่นๆ คสช.และรัฐบาล ก็อยู่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขอขอบคุณที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้โอกาสทำงานที่ผ่านมา หลายอย่างที่แก้ไขได้ หลายอย่างแก้ไขยังไม่ได้ ต้องใช้ระยะเวลาที่มีอยู่แก้ไขให้สำเร็จให้ได้ บางอย่างอาจจะต้องใช้เวลาให้เกิดความยั่งยืนก็ต้องทำต่อไป

โจมตีห้องวงษ์สุวรรณ อย่าเรียกว่าท้าทาย แต่เป็นเรื่องของคนเลว

ประเด็นการก่อเหตุที่ห้องวงษ์สุวรรณนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าถือเป็นความท้าทาย อย่าใช้คำว่าท้าทาย ใช้คำว่าโจมตี มันไม่ได้รบกันอยู่วันนี้ ดังนั้นใช้คำว่าโจมตีไม่ได้ มันเป็นเรื่องของคนก่อเหตุร้าย เป็นเรื่องของคนเลวในการทำเรื่องเหล่านี้ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ในขีดความสามารถที่ตนทุ่มเทร่วมกับทุกคนใน คสช. และ ครม.  ซึ่งวันนี้ข้าราชการรุ่นเก่ารุ่นใหม่ กำลังปรับการทำงานกันอยู่  ทุกคนต้องร่วมกันคิดเพื่อประเทศ และตนพยายามคิดแบบคนรุ่นใหม่ เพราะตนทำให้คนรุ่นใหม่ แต่รักษาสภาพคนรุ่นเก่าให้มีชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นในทุกเรื่อง

ยันเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแมป เว้นแต่บ้านเมืองไม่สงบสุข

"เรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง ทำไม่จะต้องชัดเจน ถึงขนาดนั้นเชียวหรือว่าวันนั้นวันนี้อะไรต่างๆ ก็ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนไม่ใช่หรือ โรดแมปก็คือโรดแมปที่เขียน โรดแมปเขาไม่ได้เขียนว่าวันนี้วันนั้น ไม่ได้เขียนอย่างนั้นนะ การทำงานก็เหมือนกัน โรดแมปของการทำงานก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่าวันที่เท่านั้น เวลาเท่านี้ มันไม่ใช่ มันก็กำหนดปีไว้ และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมามันก็มีปัญหาตรงนี้ก็ขยับไปหน่อยหนึ่ง เช่น เรื่อง กรณีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นเล่า ถ้าไม่เกิดขึ้นมันก็เร็วกว่านี้ ก็เดินหน้าไปตามนี้ ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะ  คราวนี้สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนคำนึงถึงก็คือว่าถ้าบ้านเมืองยังเป็นอยู่อย่างนี้อยู่ มีเรื่องการวางระเบิด การใช้อาวุธสงคราม การทำให้เกิดความขัดแย้งในภาคประชาชน เกิดมาแล้วก็มีปัญหาเหมือนเดิมๆ แล้วมันจะเลือกตั้งกันได้ไหม ผมกำหนดไปมันก็เท่านั้น มันอยู่ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันในการที่จะเดินไปสู่ถึงจุดนั้น อย่าให้รัฐบาลเป็นคนกำหนดเองทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับตรงนั้น ผมก็บอกไปแล้วว่าเร็วที่สุดได้อย่างไร แต่ถ้าเร็วที่สุดถ้ามันไม่ได้เพราะเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้น แล้วท่านจะว่างอย่างไร ประชาชนก็ว่ากันมา ผมบังคับใครไม่ได้หรอกเรื่องนี้ เรื่องของการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย อย่ามาอ้างตรงโน้นตรงนี้มากลับไปกลับมากันเสียเวลา รัฐธรรมนูญเขาว่าอย่างไร กฎหมายเขาว่าอย่างไร ระยะเวลาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องทำอะไรบ้างก็เป็นไปตามนั้นทุกอย่าง เว้นแต่บ้านเมืองไม่สงบสุขเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 

มีมาตรการดูแลความเรียบร้อยช่วงรอมฎอนมาโดยตลอด

การเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ในช่วงเดือนรอมฎอน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าว่า รัฐบาลมีมาตรการในการดูแลมาโดยตลอด  ที่ผ่านมา การก่อเหตุลดลงไปมาก แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเร่งแก้ปัญหา ให้สถานการณ์เกิดน้อยที่สุด ไปจนถึงไม่มีสถานการณ์เกิดขึ้นเลย ดังนั้น ทุกคนจะต้องร่วมมือกันในทุกด้านและทุกมิติ ส่วนที่กลุ่มบีอาร์เอ็นออกใบปลิวเรียกกองกำลังเยาวชน ก็ขออย่าให้ความสนใจมากนัก  
 

วงจรปิดจุดบึ้ม พบเสีย 9 จาก 13 ตัว

สำหรับประเด็นกล้องวงจรปิดนั้น กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานโดยระบุว่า ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในห้องที่เกิดเหตุระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าแล้ว พบว่า มีกล้องทั้งหมด 13 ตัว แต่เสียไปแล้วกว่า 9 ตัว ส่วนภายนอกห้องดังกล่าวมีทั้งหมด 64 ตัว อย่างไรก็ตามทางตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทุกทางเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาให้ได้ 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รอมา 3 ปีและต้องรอต่อ ศาลฎีกาให้รื้อคดีค้างจ่ายสวัสดิการ ‘คนงานสันกำแพง’ ใหม่

Posted: 23 May 2017 03:47 AM PDT

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาแรงงานภาค 5 และพิจารณาพิพากษาใหม่ กรณีนายจ้าง 'บริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด' ไม่จ่ายเงิน 'กองทุนชื่นชม' อันเป็นสวัสดิการของพนักงานตั้งแต่ปี 2557 คนงานหวั่นตอนนี้บริษัทเปลี่ยนชื่อใหม่แล้วยังมีกรณีฟ้อร้อง-ค้างจ่ายอีกเพียบ

23 พ.ค. 2560 สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้าสัมพันธ์ ได้แจ้งข่าวว่าวันนี้ (23 พ.ค. 2560) ที่ศาลแรงงานภาค 5 จ.เชียงใหม่ ได้มีการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกากรณีบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด จ.สันกำแพง ค้างจ่ายเงินกองทุนชื่นชมอันเป็นกองทุนสวัสดิการและจูงใจลูกจ้างทำงานให้กับนายจ้างตั้งแต่ปี 2557 ที่มีการเลิกจ้างพนักงาน และศาลแรงงานภาค 5 เคยพิพากษาให้บริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด จ่ายเงินค้างจ่ายนี้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่อดีตพนักงาน แต่ต่อมาบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด ได้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาได้มีคำพิพากศาลฎีกาที่ 10940-10963/2559 พิพากษายกคำพิพากษาแรงงานภาค 5 ให้ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบคำพิพากษา)

คำพิพากศาลฎีกาที่ 10940-10963/2559

ระหว่างโจทย์ 24 คนกับ บริษัท จอร์จี้ แอนด์ลู จำกัด (จำเลย)

คดีทั้ง 24 สำนวนนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 24

โจทย์ทั้ง 24 ฟ้องว่าทั้งหมดเป็นลูกจ้างของจำเลย มีตำแหน่งและได้รับค่าจ้างตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนจำเลยจัดตั้งกองทุนชื่นชมเพื่อเป็นสวัสดิการและจูงใจลูกจ้างให้ทำงานแก่จำเลยโดยจะสะสมและจ่ายเงินกองทุนให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะลาออกหรือถูกเลิกจ้าง ต่อมาโจทก์ทั้ง 24 สิ้นสุดการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนแต่จำเลยไม่จ่ายเงินกองทุนดังกล่าวให้โจทก์ทั้ง 24 ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินกองทุนชื่นชมพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้ง 24 สำนวนให้การว่าเดือนกันยายน 2553 จำเลยจัดตั้งกองทุนชื่นชมขึ้นเพื่อสร้างความสุขและความปรองดองระหว่างลูกจ้างกับจำเลยโดยมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการจ่ายเงินกองทุนที่สำคัญว่าจำเลยจะจ่ายเงินกองทุนให้ ในกรณีที่ลูกจ้างลาออก เท่านั้น โดยต้องแจ้งการลาออกล่วงหน้าตามสัดส่วนจำนวนปีของการจ้างงาน และมีเอกสารอนุมัติการลาออกที่มีลายมือชื่อรับรองถูกต้องสมบูรณ์เพื่อแสดงว่าลูกจ้างไม่มีภาระผูกพันใดใดซึ่งจำเลยจะไม่จ่ายให้ในกรณีที่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือได้รับใบเตือนมากกว่า 2 ครั้งในช่วง 6 เดือนย้อนหลัง โจทย์ทั้ง 24 สิ้นสุดการเป็นลูกจ้างโดยไม่เข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังที่จำเลยหยุดจ่ายกองทุนชื่นชมจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้ง 24 ตามคำพิพากษาแรงงานภาค 5

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยจัดตั้งกองทุนชื่นชมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ลูกจ้างโดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินกองทุนดังกล่าวเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ปลายเดือนมิถุนายน 2556 จำเลยจ่ายเงินเข้ากองทุนเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนอีกอันเป็นการยกเลิกกองทุนดังกล่าว หลักเกณฑ์เงื่อนไขการปฏิเสธไม่จ่ายเงินกองทุนต้องยกเลิกไปด้วย โจทย์ทั้ง 24 จะมีสิทธิได้รับเงินกองทุนชื่นชมหรือไม่ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไข ณ วันที่มีการยกเลิกกองทุนเมื่อโจทก์ทั้ง 24 ถูกตักเตือน หรือลาออก หรือถูกจำเลยเลิกจ้าง ภายหลังจากที่มีการยกเลิกกองทุนชื่นชมแล้ว จำเลยไม่อาจนำหลักเกณฑ์เงื่อนไขการปฏิเสธไม่จ่ายเงินกองทุนฯ มาปฏิเสธความรับผิดชอบได้จึงต้องจ่ายเงินกองทุนชื่นชมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้ง 24

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 5 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าแม้จำเลยปฏิเสธไม่จ่ายเงินกองทุนชื่นชมให้แก่โจทก์ทั้ง 24 เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็ตามเมื่อศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยยกเลิกกองทุนชื่นชมแล้วหลักเกณฑ์เงื่อนไขการปฏิเสธไม่จ่ายเงินกองทุนชื่นชมยกเลิกไปเท่ากับนิติกรรมดังกล่าวระงับสิ้นไปย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้ง 24 กับจำเลยตกลงเลิกสัญญาต่อกัน แต่กลับให้จำเลยจ่ายเงินกองทุนชื่นชมให้แก่โจทก์ทั้ง 24 อีกจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 386 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนชื่นชม นับแต่เดือนตุลาคม 2553 ซึ่งตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของกองทุนชื่นชมนั้นในส่วนเงินกองทุนที่จำเลยจ่ายให้ลูกจ้างแต่ละคนกำหนดไว้ว่า (1) คำนวณจาก 10% ขอเงินเดือนขั้นต้นต่อเดือน (2) มีผลต่อพนักงานทุกคน (3) เงินกองทุนไม่สามารถสะสมได้ ในเดือนที่พนักงานลากิจ ลาป่วย หรือไม่รับค่าจ้าง (4) ยอดเงินที่ได้รับการปรับปรุงแล้วจะถูกแสดงอยู่ในสลิปเงินเดือนในแต่ละเดือน ซึ่งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะเห็นว่าในสลิปเงินเดือนของลูกจ้างจำเลยแต่ละคนจะปรากฏจำนวนเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับหากลูกจ้างลาออกและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ดังนั้น แม้จะปรากฏว่าจำเลยไม่ส่งเงินเข้ากองทุนตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายน 2556 ก็ตาม ก็หาใช่จำเลยตกลงเลิกสัญญากับลูกจ้างดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่เพราะในสลิปเงินเดือนของลูกจ้างแต่ละคนอย่างปรากฏจำนวนเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิจะได้รับอยู่เพียงแต่จำนวนเงินนี้คงที่ไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากจำเลยไม่ได้ส่งเงินเข้ากองทุนต่อไปนั่นเอง ส่วนการจ่ายเงินจากกองทุนชื่นชมเมื่อไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับไว้ สิทธิการรับเงินจากกองทุนดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของกองทุนเป็นสำคัญ โดยตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของกองทุนฯ ข้อ 3 กำหนดว่า เงินกองทุนจะจ่ายในกรณีพนักงานลาออกเท่านั้น ดังนั้นสิทธิของโจทก์ทั้ง 24 จะเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ทั้ง 24 ลาออก และเข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามที่กำหนด และแม้ปรากฏว่าจำเลยไม่ส่งเงินเข้ากองทุนชื่นชมตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายน 2556 ก็ตาม แต่สิทธิของโจทก์ทั้ง 24 ที่จะได้รับเงินกองทุนหรือไม่ ยังต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการจ่ายและปฏิเสธการจ่ายเงินจากกองทุนดังกล่าว หาใช่ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไขการปฏิเสธไม่จ่ายเงินจากกองทุนฯ ณ วันที่จำเลย ไม่ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ดังที่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยไม่ ทั้งโจทก์ทั้ง 24 ฟ้องว่าจำเลยต้องจ่ายเงินสะสมจากกองทุนชื่นชมให้แก่โจทก์ทั้ง 24 เมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้างไม่ว่าจะลาออกหรือถูกเลิกจ้าง โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่าจะจ่ายเงินกองทุนดังกล่าว เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างลาออกโดยแจ้งล่วงหน้าตามสัดส่วนจำนวนปีของการจ้างงานและมีเอกสารอนุมัติการลาออกที่มีลายมือชื่อรับรองถูกต้องสมบูรณ์ โดยจำเลยจะไม่จ่ายเงินกองทุนดังกล่าว ในกรณีมีการจ่ายค่าชดเชย หรือได้รับใบเตือนมากกว่า 2 ครั้งในช่วง 6 เดือนย้อนหลัง ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าจำเลยต้องจ่ายเงินสะสมกองทุนชื่นชมให้แก่โจทก์ทั้ง 24 หรือไม่ เพียงใดขึ้นศาลแรงงานภาค 5 ต้องรับฟังข้อเท็จจริง ถึงหลักเกณฑ์การจ่าย และปฏิเสธการจ่ายเงินสะสมจากกองทุนชื่นชมว่ามีหลักเกณฑ์เช่นใด และโจทก์ทั้ง 24 เข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่จะได้รับเงินสะสมจากกองทุนชื่นชมตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานภาค 5 ยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ครบถ้วนแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาแรงงานภาค 5 ให้ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี

 

อนึ่งปัจจุบันบริษัท จอร์จี้ แอนด์ลู จำกัด ซึ่งมีนายเซบาสเตียน ซาโรอิ เป็นเจ้าของได้ยุติการดำเนินกิจการ และจดทะเบียนบริษัทใหม่ในนาม "บริษัท สนุก การ์เม้นท์ จำกัด"  ในวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ซึ่งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่ อ.แม่สอด จ.ตากและผลิตสินค้าให้กับ Pure & Co Ltd.  (เจ้าของแบรนด์ Neon Buddha และ Pure Handknit มีสำนักงานและร้านจำหน่ายในประเทศแคนาดา) และหลังจากนั้นไม่กี่วันผู้จัดการทั่วไปของบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด ได้จดทะเบียนเปิดบริษัทใหม่โดยมีชื่อว่า "บริษัท น่ารัก โฮลดิ้ง จำกัด"  ในวันที่ 5 มิถุนายน 2558 โดยบริษัทดังกล่าวใช้บ้านเลขที่เดียวกับบริษัทจอร์จี้แอนด์ลู จำกัด ที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

นอกจากนี้สหภาพแรงงานฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีพฤติกรรมน่าสงสัยในการยักย้ายทรัพย์สินของบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลูให้กับบริษัทน่ารัก โฮลดิ้ง จำกัด  เนื่องจากสหภาพแรงงานฯ ตรวจพบว่าบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด ได้ขายที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงงานให้กับบริษัทน่ารัก โฮลดิ้ง เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558  โดยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเป็นบุคคลคนเดียวกันซึ่งเป็นทั้งตัวแทนบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทน่ารัก โฮลดิ้ง จำกัด ในการขายที่ดินของจอร์จี้ แอนด์ ลู ไม่มีความโปรงใสแสดงเจตนาให้เห็นว่าพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่จ่ายหนี้สินให้กับอดีตแรงงานของบริษัทฯ ที่มีคดีความค้างอยู่หลายคดี โดยสหภาพแรงงานฯ ระบุว่ารายการสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายที่นายเซบาสเตียน ซาโรอิ และ Pure & Co Ltd. ต้องจ่ายให้อดีตพนักงานมีดังนี้

1. ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง 51 คน จำนวน 3,924,114.75 บาท
2. เงินจากกองทุนชื่นชมให้แก่ลูกจ้าง 59 คน จำนวน 930,955.77 บาท
3. ค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน ถึง 7 กันยายน 2558 จำนวนให้แก่ลูกจ้าง 37 คน 1,008,973 บาท
4. ค่าจ้างค้างจ่ายของพนักงานรายเดือนที่ยังจ่ายไม่ครบตามกฎหมายกำหนด จำนวน ให้แก่ลูกจ้าง 43 คน 333,850 บาท
5. โบนัสปี 2556 จำนวนให้แก่ลูกจ้าง 46 คน 425,896.88 บาท และในปี 2557 ให้แก่ลูกจ้าง 41 คนจำนวน 334,280 บาท
6. ค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมทั้งกลุ่มแกนนำ 10 คน จำนวน 460,260 บาท และกรรมการสหภาพแรงงาน 4 คน จำนวน 848,000 บาท
7. ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้กับกลุ่มคนลูกจ้าง 37 คนที่ถูกลอยแพ จำนวน  2,644,700 บาท
8. วันลาพักผ่อนประจำปีที่เหลือให้แก่ลูกจ้าง 27 คน 43,456 บาท

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

อ่านประเด็นระหว่างพนักงานและ บริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หวั่น มหา'ลัยเน้นสร้างบัณฑิตรับใช้ตลาดแรงงาน ลืมบทบาทน้ำพุทางปัญญาของสังคม

Posted: 23 May 2017 02:36 AM PDT

คุยกับผู้เชี่ยวชาญงานสาธารณประโยชน์ของอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ หวั่น มหาวิทยาลัยเน้นสร้างบัณฑิตตอบโจทย์ตลาดแรงงานหลงลืมบทบาทน้ำพุทางปัญญาให้สังคม ชี้ ทุกคนควรเข้าถึงความรู้ ให้การศึกษา การแลกเปลี่ยนความเห็นค้นหาสิ่งที่ตนและสังคมต้องการจริงๆ

ถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพิธีเปิดงานวันแรงงานประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ใจความว่า  สำหรับผู้ปกครองขอให้ส่งเสริมลูกหลานให้เรียนในสาขาอาชีพที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน อย่ายึดติดกับปริญญาบัตร ขอให้เน้นเรียนจบมาแล้วมีงานทำต่อไป สะท้อนถึงความพยายามผูกสถาบันการศึกษาเข้ากับความต้องการของตลาดแรงงานได้ชัดเจน

ประชาไท นั่งพูดคุยกับโจชัว ฟอร์สเทนเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานสาธารณประโยชน์ของสถาบันอุดมศึกษา จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ถึงปัญหาเมื่อทำให้มหาวิทยาลัยเป็นสินค้า การนำสถาบันและผู้เรียนไปผูกกับกลไกตลาดและความต้องการของตลาดแรงงานดังที่ท่านผู้นำเรียกร้อง ทางสองแพร่งของนักเรียนระหว่างอยากเรียนกับอยากรวย คุณค่าของมหาวิทยาลัยที่สังคมคู่ควร การเรียนปรัชญาในโรงเรียนอังกฤษและฝรั่งเศสที่เตรียมนักเรียนและพลเมืองที่คิดเป็น และความเห็นที่มีต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่

โจชัว ฟอร์สเทนเซอร์ ได้รับเชิญมาเป็นหนึ่งในวิทยากรการเสวนาในประเด็นการทบทวนบทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคที่ประชาธิปไตยกำลังถดถอย ที่งานเสวนา  "บทบาทอุดมศึกษาในยุคประชาธิปไตยถดถอย การสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายทางเศรษฐกิจและการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม" จัดโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา และมูลนิธิ ฟอน เอแบรต์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 20-21 เม.ย. ที่ผ่านมา

หวั่นมุ่งเข็นบัณฑิตเข้าตลาดแรงงานอย่างเดียวเปลี่ยนวัฒนธรรมการเป็นคลังปัญญาของสังคม

โจชัว ฟอร์สเทนเซอร์

ในวงเสวนา โจชัว กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีวัตถุประสงค์ในทางเศรษฐกิจที่ไปกันได้กับคุณค่าประชาธิปไตยอยู่ 3 ประการ

1. สร้างทักษะที่มีมูลค่าทางตลาดให้นักศึกษา ที่ผ่านมามีพัฒนาการเพื่อตอบสนองตลาดได้อย่างดีเยี่ยม

2. สร้างความเคลื่อนไหวทางสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สร้างโอกาสให้นักศึกษา ให้ไปพัฒนาโอกาสในสาขาต่างๆที่ตนเรียน ไปจนถึงการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม

3. เป็นพื้นที่บ่มเพาะความสามารถทางอุตสาหกรรมและนวัตกรรม เป็นแหล่งงานวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ

หน้าที่ของมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ถูกลดทอนคุณค่าให้มีหน้าที่เพียงข้อที่ 1 และ 3 รัฐบาลทำให้การศึกษาเป็นสินค้าซึ่งสะท้อนได้จากการวัดผล จัดอันดับ และการแข่งขันต่างๆ โดยได้ยกแนวคิด "การคลั่งไคล้สภาวะแข่งขัน(Competition Fetish)" ของ ศ.ราชานี ไนดู (Rajani Naidoo) กูรูด้านการจัดการการอุดมศึกษามาอธิบาย โดยกล่าวว่า สภาวะหมกมุ่นกับการแข่งขันเป็นเวลานานทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมการบริหารจัดการในหมู่อาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย ให้เกิดการมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลงาน สร้างชื่อเสียงจากงานวิจัยและตำแหน่งแห่งที่ทางวิชาการ ตัวกิจกรรมนอกหลักสูตรการเรียนการสอนก็ทำไปเพื่อให้ประสบการณ์แก่ตัวนักศึกษาให้พร้อมสู่การเป็นแรงงาน

สถานการณ์การอุดมศึกษาในบริบทของสหราชอาณาจักรเองสะท้อนชัดถึงความเป็นทาสของตลาดและการแข่งขัน 40 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของงานวิจัยและการกลายสภาพเป็นเอกชนของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบัน มีร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับนิยามความหมายของมหาวิทยาลัยกำลังถกเถียงในสภา โดยมีใจความโดยย่อว่า มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ต้องคงไว้ซึ่งเสรีภาพการแสดงความเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ มีบุคลากรที่มีคุณภาพที่จะทำให้นักศึกษาเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ตลอดชีพ เป็นสถาบันที่อุทิศตนให้กับสังคมและต้องเป็นผู้วิจารณ์รัฐบาล และเครื่องเตือนสติของสังคมอย่างเป็นอิสระ

โจชัวกล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่า ร่างฯ ดังกล่าวเป็นการค้านกระแสการทำให้อุดมศึกษาเป็นสินค้า ในขณะที่รัฐสภาให้ความเห็นว่า การทำให้อุดมศึกษาเป็นสินค้านั้นควรจะมีข้อจำกัด โดยมหาวิทยาลัยจะต้องมีอยู่เพื่อประโยชน์ของสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ คือการเป็นพื้นที่ให้ประชาชนได้เรียนรู้ว่าตนเองต้องการอะไรและด้วยเหตุผลอะไร มหาวิทยาลัยจะต้องช่วยเหลือปัจเจกและสังคมในการหาสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการต่อรองและถกเถียงกัน

ประชาไท: อยากให้ขยายสิ่งที่พูดในเวทีเสวนาที่ว่า หน้าที่ของการศึกษาคือการช่วยให้คนทำตามความปรารถนาที่แท้จริงให้ได้มากที่สุด

โจชัว: จริงๆมันเป็นเรื่องที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีความปรารถนา แต่ว่าเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราหวังมันเป็นสิ่งที่เราอยากได้จริงหรือเปล่าจนกว่าเราจะคิดถึงเหตุผล การศึกษากับประชาธิปไตยนั้นมีคุณค่าบางอย่างที่เหมือนกัน คือมันเอามนุษย์ไปอยู่ในสถานการณ์ที่เราไปถึงสิ่งที่มุ่งหวังช้าลง ด้วยการพูดคุย การพูดคุยเพื่อขยายกรอบความคิดของเราว่ามีอะไรอยู่บนโลกบ้าง และในสิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้างที่เราต้องการ มันทำให้เราหงุดหงิดในช่วงแรกๆ แต่ผลที่เราได้รับก็คือ เราสามารถตระหนักถึงทางเลือกต่างๆมากไปกว่าสิ่งที่เราหวัง มันเปลี่ยนจากสิ่งที่เราต้องการ ไปสู่สิ่งที่เราเลือกแล้วจริงๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ซึ่งในแง่หนึ่งก็สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีคนมาท้าทายความเชื่อ ความหวังของคุณ หรือท้าทายทางเลือกที่คุณเลือกไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเริ่มค้นหาสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

แต่ความคิดเรื่องการได้รับในสิ่งที่ต้องการมันสำคัญ แน่นอนว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมเสรีนิยมใหม่ที่มาพร้อมความคิดที่ว่า "ฉันอยากได้ ฉันก็ไปซื้อ พอไปซื้อแล้วมันก็เป็นของฉัน" แต่ถ้าเราอยากเป็นพลเมืองที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เราต้องเรียนรู้ว่าเราจะให้ค่า ให้ความหมายกับความปรารถนาของเราอย่างไร เพราะคนเรามีความปรารถนาหลายอย่าง ซึ่งบางครั้งบางทีไม่ได้สอดคล้องไปกับความมุ่งหวังของคนอื่นในสังคม และเราจะให้ค่าความปรารถนาของเราได้ดีขึ้นด้วยการรู้จักโลก และความปรารถนาของคนอื่นในโลกให้มากขึ้นผ่านการพูดคุย

การทำให้การศึกษาเป็นสินค้าหรือการลงทุนเป็นปัญหาจริงหรือ สมมตินะ ถ้าผมลงทุนเรียนหมอเพราะหมอมีรายได้ดี มันผิดตรงไหน

การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นสินค้าเป็นปัญหา เพราะมันทำให้ประสบการณ์ของผู้เรียนในระบบการศึกษาแปลกแยกไปจากการศึกษาที่ดี การศึกษาที่ดีมุ่งให้คนศึกษาเพื่อเรียนรู้ การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นสินค้าบีบบังคับให้นักเรียนคิดถึงการศึกษาในเชิงการลงทุน ผมไม่โทษนักเรียนที่คิดแบบนั้น เพราะเงื่อนไขดังกล่าวมันทำให้เด็กคิดไปตามธรรมชาติถึงผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่การศึกษาจะให้เขาเพื่อให้เขามีชีวิต มีรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งความคิดแบบนั้นในยุคที่เด็กไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องจ่ายถึงจะได้เรียนนั้นมันสมเหตุสมผลแล้ว แต่ถ้ามองในเชิงโครงสร้างระบบการศึกษา การทำให้การศึกษาเป็นสินค้าทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับนักเรียนในอีกแบบหนึ่ง นักเรียนจะให้ความสำคัญกับผลที่นักเรียนจะได้รับหลังเรียนจบมากกว่าประสบการณ์ที่พึงได้รับในมหาวิทยาลัย ในขณะเดียวกันมันทำให้ผู้สอนอยู่บนความลักลั่นระหว่างหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลือให้ผู้เรียนพัฒนาตัวเองให้มากที่สุด กับหน้าที่ที่ต้องสอนตามเนื้อหาให้ครบ ซึ่งหน้าที่สองอย่างนี้มักไปด้วยกันไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การกดดันให้มหาวิทยาลัยลดจำนวนปีที่นักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยลงเพื่อลดราคา เพิ่มประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมว่าเวลาก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ แม้แต่การให้เวลาเด็กกลับไปอ่านหนังสือและนั่งครุ่นคิดก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เมื่อใดที่คุณบอกว่าทำให้เรียนจบเร็วขึ้น บางทีก็พูดได้ว่าคุณทำให้ประสบการณ์ที่มีค่าในมหาวิทยาลัยน้อยลง เมื่อใดก็ตามที่ทำให้การศึกษาไปโยงกับการลงทุน ลดภูมิต้านทานต่อแรงกดดันจากพลังเงินที่ต้องการผลผลิตอย่างเร่งด่วน แถมทำให้คุณภาพด้านการศึกษาคลายความลุ่มลึกลง

แล้วจะสร้างสมดุลระหว่างอำนาจการเงิน การทำให้เป็นสินค้า กับบทบาทการสร้างพลเมืองที่ดี สร้างความเป็นมนุษย์

มีหลายทาง ทางหนึ่งคือการจัดให้มีการเรียนรู้เชิงบริการสังคมมากขึ้น เพราะมันจะทำให้นักเรียน นักศึกษามีโอกาสที่จะตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ที่ได้เรียนจากมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเป็นนามธรรม เข้ากับความเป็นจริงด้วยการเอาความรู้ไปช่วยเหลือสังคม ทำให้นักศึกษาตระหนักว่าความรู้เขามีค่าต่อการพัฒนาสังคมมากขนาดไหน

ผมคิดว่าการมีการศึกษาเรื่องอารยธรรม ประวัติศาสตร์ของความคิดมนุษย์จะเป็นประโยชน์ การให้ความสำคัญกับงานเขียนโบราณ งานเขียนคลาสสิคและเรียนรู้พัฒนาการของความคิดเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น การขาดความเข้าใจความคิดใหญ่ๆในอดีตทำให้การคิดเชิงวิพากษ์ของมนุษย์มีขีดจำกัด คุณอาจจะจับประเด็น หรือถกเถียงในประเด็นต่างๆได้ดี แต่การเข้าใจพลวัตของวิวัฒนาการทางความคิดช่วยให้เราวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ความคิดเชิงวิพากษ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่โลกทุกวันนี้ที่เราต้องการ เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงเดิมพันของอารยธรรมต่างๆ อะไรคือสิ่งที่อารยธรรมเห็นว่าสำคัญ และเกิดอะไรขึ้นบนโลกของเรา ซึ่งส่วนหนึ่งมันหมายรวมถึงความเข้าใจในประวัติศาสตร์ความคิด เพื่อเข้าใจว่าผู้คนกำลังถกเถียงอะไรกัน อะไรเป็นสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการถกเถียงดังกล่าว

จะเป็นอะไรที่ดีมากถ้าหลักสูตรการศึกษาจัดให้มีความรู้ดังกล่าวไว้ ซึ่งควรเป็นประวัติศาสตร์ของปรัชญา ความคิดทั่วโลก ในโลกตะวันตกไม่ได้พูดถึงขงจื่อ หรือหลักพุทธศาสนามากนัก ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีการเรียนรู้ปรัชญาของโสเครตีส ถ้าไม่มีพัฒนาการทางความคิด ก็จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกได้ยากขึ้น หลักความคิดที่หลากหลายนั้นไม่จำเป็นต้องดึงเอาแก่นที่มีร่วมกันมาสร้างเป็นสิ่งสากลสิ่งเดียว การเรียนรู้ดังกล่าวนั้นแค่ทำให้ผู้เรียนเข้าหามัน ได้เผชิญหน้ากับความคิดที่หลากหลายและได้ครุ่นคิดก็เพียงพอ

การบรรจุสิทธิมนุษยชนกับประชาธิปไตยในหลักสูตรการศึกษาสำคัญแค่ไหนภายใต้ยุคที่มีกระแสประชาธิปไตยถดถอย สถานศึกษามีส่วนต่อปรากฎการณ์เลี้ยวขวาในสหรัฐฯ หรืออังกฤษไหม

การบรรจุสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในหลักสูตรการเรียนการสอนทำให้คนมีความอดทนอดกลั้นและพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งในทางเดียวกัน ผมเลยไม่คิดว่าสถานศึกษามีผลต่อกระแสดังกล่าว อย่างที่เห็นจากผลโหวตให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป วัยรุ่นจำนวนมากโหวตให้อยู่ต่อ แต่ผลดังกล่าวเกิดจากคนในสังคมกลุ่มที่ใหญ่กว่า คนรุ่นก่อนที่คิดว่าสังคมในแบบที่มันเป็นอยู่มันแย่สำหรับพวกเขา และก็คิดแทนไปว่าสังคมมันแย่สำหรับลูกหลานพวกเขาด้วย แม้ตัวเด็กจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญด้านงานสาธารณประโยชน์ของสถาบันอุดมศึกษา อธิบายข้อสังเกตที่เป็นที่มาของกระแสปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย การขึ้นมาของกระแสอนุรักษ์นิยมในโลกตะวันตกว่า เกิดขึ้นเพราะคนมีความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยน้อยลง เหนื่อยหน่ายกับระบบการเมืองที่ตัวเองรู้สึกไม่ได้มีส่วนร่วม โลกตะวันตกเห็นความสำเร็จด้านเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ได้แก่จีนและรัสเซีย แสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งไม่ได้แปรผันตรงกับความเป็นประชาธิปไตย ประเทศที่ตัดสินใจทางเศรษฐกิจได้เร็วและมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ชนะ  เราจึงเห็น Brexit ในสหราชอาณาจักรและการขึ้นมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

แต่การเพิ่มต้นทุนในการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทำให้เป้าหมายทางการศึกษาเอียงจากเรื่องคุณค่าความเป็นพลเมืองไปสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งเวลาเศรษฐกิจไม่ดีมันทำให้เกิดปัญหา เพราะคนที่เข้าไปเรียนมุ่งหวังกันว่าจบมหาวิทยาลัยแล้วจะได้งาน ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของมหาวิทยาลัยที่สื่อสารออกไปหาตัวผู้เรียนเช่นนั้น ทำให้คนที่อยากเข้าเรียนต้องคิดถึงการศึกษาในแง่ของการลงทุน

"เอางี้ เวลาคุณเข้ามหาวิทยาลัยเขา [สังคมและมหาวิทยาลัย – ผู้สื่อข่าว] สัญญาว่าจบไปคุณจะได้งาน แต่ทีนี้คุณจบไปไม่มีงานทำ ทักษะความเป็นพลเมืองก็ไม่มี คุณไม่ผิดหวังเหรอ อย่างน้อยถ้าไม่ได้งานก็ต้องได้ความเป็นพลเมืองออกไป" 

อยากรู้เรื่องการเรียนการสอนปรัชญา ความคิดเชิงวิพากษ์ในหลักสูตรการศึกษาต่างประเทศ

ในอังกฤษ หลังนักเรียนผ่านการศึกษาวิชาบังคับต่างๆ นักเรียนในระดับมัธยมปลายจะมีเวลา 3 ปี ก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกเรียนวิชาต่างๆ ได้เก็บหน่วยกิตให้จบการศึกษา วิชาปรัชญาเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งวิชาปรัชญาในอังกฤษจะไปในเชิงวิพากษ์เสียมากกว่า

ในฝรั่งเศส เด็กในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถเลือกคอร์สเรียนหรือที่เรียกว่า แบ็คคาลอเรีย (baccalauréat) ในคอร์สทั่วไปจะมีวิชาปรัชญาให้เรียนเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งเพียงพอกับการปูพื้นการทำความเข้าใจปรัชญา และการเรียนปรัชญาที่ฝรั่งเศสก็หนักไปทางการตีความ การทำความเข้าใจประวัติศาตร์ของปรัชญาและความหมายของคำต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรของสหราชอาณาจักร

รัฐบาลอังกฤษในยุคที่ผ่านๆ มาลดความสำคัญของวิชาปรัชญาในโรงเรียนลงเรื่อยๆ แต่ผมและเพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันในเรื่องการผลักดันให้สังคมเห็นความสำคัญของการศึกษาปรัชญาคิดว่า วิชาปรัชญาเอื้อให้เกิดการอภิปราย การแลกเปลี่ยนความเห็นแบบเป็นประชาธิปไตย ทำให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองและความแตกต่างของผู้อื่น ซึ่งในมุมนี้ผมคิดว่า วิชาปรัชญาจะทำให้เกิดพัฒนาการที่ทำให้เกิดพลเมืองที่มีความคิดและใฝ่หาความยุติธรรม

แล้วคิดอย่างไรเมื่อมีคุณค่าบางอย่าง เช่น ค่านิยมดั้งเดิมในเอเชียที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ผมถือหางการใช้สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง การปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญในยุคนี้ เพราะมันเป็นเครื่องมือให้คนรุ่นเราสามารถหาทางทำความเข้าใจคนอื่น และตระหนักถึงความเป็นเจ้าของสถาบันการเมืองในวิถีประชาธิปไตย ผมขอค้านประเด็นที่ว่าความขัดแย้งระหว่างสิทธิมนุษยชนกับขนบเดิมเป็นจุดจบ เราแค่ต้องมองในมุมอื่นที่เข้ากันได้

อยากฝากอะไรทิ้งท้ายให้ผู้อ่านบ้างไหม

เด็กวัยรุ่นทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบไหน ต่างกำลังพบเจอแรงกดดันอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกัน มากดพวกเขาไม่ให้เขาเป็นในสิ่งที่อยากเป็น ไม่ให้เขาสร้างสังคมที่เขาอยากอยู่ หรือแม้แต่ลักษณะความสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมที่เขาอยากให้เป็น แต่คนรุ่นนี้มีความคิดที่เปิดกว้างกว่า มีความอดกลั้น มีความสนใจในความต่าง และมีความทะเยอทะยานมากกว่าคนรุ่นที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ดังนั้นหน้าที่ของเยาวชนคือการฝันให้ใหญ่ และผนึกกำลังกันปลดปล่อยพันธนาการต่างๆ ถึงจะสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้างก็ตามแต่ สิ่งที่คนรุ่นเก่าอย่างผมทำได้คือต้องบอกเขาว่า เราเห็นสิ่งที่คุณทำ และควรพูดคุยกับเยาวชนเหล่านั้นให้มาก เพื่อสานสะพานแห่งความอดทนอดกลั้นในความแตกต่าง และเพื่อสร้างโลกที่เราทุกคนพอใจที่จะอยู่ร่วมกัน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สตง. ยันจัดซื้อเรือดำน้ำจีนไม่มีความผิดปกติ ไร้ความเสี่ยงต่อความเสียหายในอนาคต

Posted: 23 May 2017 01:45 AM PDT

ผู้ว่าฯ สตง. แถลงยัน การจัดซื้อเรือดำน้ำจีนมูลค่าโครงการ 36,000 ล้าน ไม่มีความผิดปกติ และถือว่าทำตามขั้นตอนของระเบียบวิธีการขอจัดสรรงบประมาณ รวมถึงไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แฟ้มภาพ

23 พ.ค. 2560 การตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ล่าสุดวานนี้ (22 พ.ค.60) สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมคณะผู้บริหาร สตง. แถลงข่าวการตรวจสอบการจัดซื้อเรือดำน้ำ หยวนคลาส S26T จากประเทศจีน ของกองทัพเรือ มูลค่าโครงการ 36,000 ล้านบาท ซึ่งผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)  18 เม.ย. 2560  นั้น ผู้ว่าฯสตง.ยืนยันว่า ไม่มีความผิดปกติ และถือว่าทำตามขั้นตอนของระเบียบวิธีการขอจัดสรรงบประมาณ ที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), การเสนอโครงการที่ผ่านความเห็นจากที่ประชุม ครม. , ขั้นตอนที่เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ที่ระเบียบของ สตง. ระบุไว้ รวมถึงไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พิศิษฐ์ กล่าวด้วยว่า 1. การตรวจสอบข้อมูล ผ่านเอกสารและหลักฐานของกองทัพเรือที่เสนอของบประมาณ ประจำปี 2560 พบว่ามีการระบุชัดเจนว่าจะมีการจัดซื้อเรือ ในหมวดของการพัฒนากองทัพ  ซึ่งประเด็นของการจัดซื้อเรือดำน้ำที่มีผลผูกพันงบประมาณ ไปจนถึง ปี 2566 มูลค่ารวม 36,000 ล้านบาทนั้น กำหนดถึงประเด็นการแบ่งจ่ายงบประมาณ เป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก ผูกพันงบประมาณ ปี 2560 จำนวน 700 ล้านบา และในปีต่อไปจะผูกพันไม่เกิน 200 ล้านบาท  และผูกพันต่อไปจนครบวงเงินโครงการที่ 36,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่มีความผิดปกติต่อประเด็นการเสนอของบประมาณ และกรณีดังกล่าวถือว่าผ่านการตรวจสอบโดยตัวแทนของประชาชนแล้ว
 
ผู้ว่าฯสตง. กล่าวถึงประเด็นต่อมาว่า ประเด็น 2  กรณีการเสนอโครงการจัดซื้อ พบว่าได้เสนอผ่านสำนักงบประมาณ และได้รับการบัญญัติไว้ในส่วนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว, ประเด็น 3 กรณีที่ถูกมองว่าการจัดซื้อโครงการดังกล่าวเป็นในรูปแบบสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และเข้าข่ายต้องพิจารณาในที่ประชุม สนช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 กำหนด , ประเด็น 4 กรณีการลงนามสัญญาที่เป็นผลผูกพันระหว่างรัฐบาลจีน ผ่านบริษัทเอกชนต่อเรือ กับรัฐบาลไทย ผ่านกองทัพเรือนั้น จากการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญา และไม่ใช่กรณีของการจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ เพราะเป็นเพียงสัญญาเชิงพาณิชย์ปกติเท่านั้น ทั้งนี้ตามเอกสารที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น ยืนยันชัดเจนว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 178 ทั้งนี้ประเด็นจัดซื้อเรือดำน้ำ ถูกจัดอยู่ในหมวดยุทธภัณฑ์ หรือยุทธโธปกรณ์ จึงถูกยกเว้นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในขั้นตอนการจัดซื้อที่ต้องใช้ระเบียบทางพัสดุ เพราะประเด็นทางความมั่นคงจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะความจำเป็นบางประการ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศที่สนใจเข้าร่วม และมี 6 ประเทศที่สนใจ แต่สิ่งที่ที่ต้องพิจารณาสำคัญ คือ คุณภาพ ประโยชน์ใช้สอย ที่สัมพันกับงบประมาณของประเทศ
 
พิศิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็น 5  กรณีที่มีข่าวว่ามีคนกลางเป็นผู้เจรจาโครงการดังกล่าว จากการตรวจสอบไม่พบคนกลาง ทั้งจากกองทัพเรือ และคนกลางที่เป็นคนขอรัฐบาลประเทศจีน ดังนั้นจึงไม่มีความผิดปกติ ส่วนกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าการลงนามตามที่เป็นข่าวในประเทศจีนเป็นเพียงบริษัทเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลจีน แต่ข้อเท็จจริงแล้ว บริษัทเอกชนดังกล่าว คือ วิสาหกิจที่รัฐบาลจีนดูแลดังนั้น ถือว่าต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีนและหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สตง. ประเทศจีนด้วย  อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศจีนถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีต่อการพัฒนาอุปกรณ์ที่มีความทันสมัย
 
"จากที่สตง. ตรวจสอบและพิเคราะห์แล้วเห็นว่าครม.ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และละเอียด มีพบข้อเสียหาย รวมถึงความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต ตามที่ตั้งประเด็นเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเรือเหาะที่ใช้ในภารกิจภาคใต้ ดังนั้นทางหน่วยงานสามารถดำเนินการได้ ซึ่งประเด็นตรวจสอบนี้ ไม่ใช่การฟอกขาวให้กับรัฐบาลหรือหน่วยงานใด เพราะสตง. จะไม่นำเกียรติประวัติ หรือเกียรติประวัติไปติดคุกแทนใคร" พิศิษฐ์ กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า หลังจากนี้ สตง. จะตรวจสอบรายละเอียดของโครงการดังกล่าวในขั้นตอนที่เหลือ รวมกับประสานงานร่วมกับ สตง.ประเทศจีนเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้ยืนยันได้ว่ากระบวนการดังกล่าวไม่มีความผิด ตามระเบียบวินัยการเงินการคลัง ดังนั้นเมื่อปัจจุบันไม่มีความผิดปกติ หรือความผิด แม้จะมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบวินัยการเงินการคลังบังคับใช้ในอนาคตก็จะถือว่าไม่มีความผิดอยู่ดี อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่า โครงการดังกล่าวนั้นจะทำตามขั้นตอนทางสัญญาได้ก่อนที่จะมีร่างกฎหมายว่าด้วยระเบียบวินัยการเงินการคลัง ที่ต้องออกจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบักำหนดแน่นอน
 
"ข้อกังวล เอาเรือออกนอกอ่าวไทยไปสู่อีกฝั่งทะเลได้อย่างไร มีแผนปฎิบัติอยู่ แต่พูดไม่ได้ จะสร้างความหวาดระแวงให้เพื่อนบ้าน ซึ่งได้มีการพิจารณาในชั้นกรรมมาธิการแล้ว สตง.มีหน้าที่ตรวจสอบรักษาเงินแผ่นดินได้ตรวจแบบจ้องจับผิด ก็ยังตรวจไม่พบข้อเสียหาย เห็นว่าเป็นไปตาม การพิจารณาของ ครม.และกองทัพ มีการจ่ายเงินงวดแรกไปแล้ว เราจะตรวจสอบต่อไปจนงวดสุดท้ายเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบแผนงานอย่างละเอียด ถ้าในปี2566 เรือดำน้ำและท่าเรือจอดเรือดำน้ำยังไม่สำเร็จจะเป็นปัญหาใหญ่มากกับกองทัพ" ผู้ว่าฯสตง.กล่าว

 

ที่มา : เนชั่นทีวี แนวหน้า

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บึ้ม คอนเสิร์ต อาเรียนา แกรนเด เมืองแมนเชสเตอร์ ตาย 22 คาดระเบิดพลีชีพ

Posted: 23 May 2017 12:50 AM PDT

เกิดเหตุระเบิดในเมืองแมนเชสเตอร์ ตาย 22 เจ็บอีกกว่า 50  รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษสหราชอาณาจักร จนท. สหรัฐฯ คาดฝีมือระเบิดพลีชีพ ผู้อยู่ในเหตุการณ์เผยเกิดในห้องโถง คนแห่แสดงความเสียใจ มีทวีตบริการห้องพักฟรีให้ผู้ตกค้างในเมือง

บรรยากาศหลังเหตุระเบิด

เมื่อคืนวันที่ 22 พ.ค. ราว 22.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดในห้องโถงของ แมนเชสเตอร์ อารีนา เมืองแมนเชสเตอร์ หลังคอนเสิร์ตของสตาร์ดังชาวอเมริกาขวัญใจวัยรุ่น อาเรียนา แกรนเด จบลงไม่นาน

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย บาดเจ็บอีกราว 50 ราย รวมทั้งสร้างความโกลาหลในพื้นที่ สถานีรถไฟวิคตอเรีย ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องโถงที่เกิดเหตุสั่งปิดให้บริการหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวไม่นาน และจะไม่มีการให้บริการรถไฟที่สถานีวิคตอเรียในวันอังคารที่ 23 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าว เดอะ การ์เดียน รายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุว่าเป็นฝีมือของการระเบิดพลีชีพหรือไม่ โดยการไล่ล่าผู้บงการจะเป็นหน้าที่ของเครือข่ายตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายและหน่วย MI -5 ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักร

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ไม่ระบุชื่อจากสหรัฐฯ 2 นายคาดว่าเหตุการณ์ระเบิดเป็นฝีมือของมือระเบิดพลีชีพ

เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า จะมีการประชุมฉุกเฉินในวันอังคาร เวลา 9.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น "เรากำลังหารายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าเป็นการก่อการร้าย" นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าว

นอกจากนี้ เหตุระเบิดยังทำให้พรรคการเมืองทั้งหมดยกเลิกการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปเพื่อแสดงความไว้อาลัย โดยวันเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในวันที่ 8 มิ.ย. 2560

บนโลกโซเชียล มีการใช้แฮชแท็ก #MissingInManchester ในทวิตเตอร์เพื่อถามหาผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่อาจเป็นญาติ หรือคนรู้จัก นอกจากนี้ยังมีการใช้แฮชแท็ก #RoomForManchester ในทวิตเตอร์โดยประชาชนเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่ติดอยู่เมืองแมนเชสเตอร์

ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เผยเหตุเกิดในห้องโถง พบเศษตะปูจากระเบิด

แอนดี โฮเลย์ ผู้อยู่ในเหตุการณ์เนื่องจากไปรับลูกสาวกับภรรยาที่งานคอนเสิร์ต กล่าวกับ บีบีซี ว่า "แรงระเบิดทำผมกระเด็นไปเกือบ 30 ฟีต (ราว 9 เมตร) จากประตูหนึ่งไปอีกประตูหนึ่ง พอผมลุกขึ้นมาก็เห็นผู้คนนอนอยู่บนพื้น สิ่งแรกที่ผมคิดคือต้องเข้าไปหาครอบครัวผมในอารีนา ซึ่งพวกเขาไม่เป็นอะไร"

"มันเป็นระเบิดแน่ๆ และมันทำให้เกิดแรงบางอย่าง มันระเบิดแถวๆทางเข้า ตรงที่ขายตั๋ว" โฮเลย์ กล่าว

"เรายืนอยู่ขั้นบนสุดของบันได จากนั้นกระจกตรงใกล้ๆ ร้านขายของก็แตก ทั้งอารีนาสั่นไปหมด มีระเบิดและแสงไฟวาบตามมาทีหลัง มีคนนอนเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด" เอมมา จอห์นสัน ที่เดินทางไปรับลูกพร้อมกับสามี กล่าวกับ บีบีซี

เดอะ การ์เดียน รายงานว่า ผู้เห็นเหตุการณ์พบเศษน็อตและตะปูบนพื้นที่เกิดเหตุระเบิด ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจมีการใช้ระเบิดตะปู

วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งจากเมืองเชฟฟิลด์ กล่าวกับ เดอะ การ์เดียน ว่า "อาเรียนา แกรนเด เพิ่งเข้าไปหลังม่าน จากนั้นก็มีแสงวาบ เสียงระเบิดดังมากและกลุ่มควันกลุ่มใหญ่ ผมเห็นคนเลือดโซมกายมาห้าคน"

มาจิด ข่าน กล่าวกับ เดอะ การ์เดียน ถึงสถานการณ์ระเบิดหลังคอนเสิร์ตจบว่า  "เสียงคล้ายๆ ระเบิดดังขึ้นมา ทุกคนต่างหวาดกลัวและพยายามจะออกไปจากอารีนา เสียงระเบิดมันดังครั้งเดียว และจากนั้นคนจากฝั่งที่เสียงระเบิดดังขึ้นก็วิ่งมาทางพวกเราเพื่อจะออกไป"

เจ้าหน้าที่รัฐ คนดัง แสดงความเสียใจครอบครัวผู้สูญเสีย

อาเรียนา แกรนเด เจ้าของคอนเสิร์ตในคืนเกิดเหตุ กล่าวในทวิตเตอร์ว่า "ฉันใจสลาย ฉันเสียใจมาก จากก้นบึ้งของหัวใจ ฉันไม่รู้จะพูดอะไร"

เจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงาน ระบุในทวิตเตอร์ว่า "เหตุการณ์เลวร้ายในเมืองแมนเชสเตอร์ ขอส่งใจให้กับผู้ประสบภัยและทีมฉุกเฉินที่ยอดเยี่ยมของพวกเรา"

บีบีซี รายงานว่า นายกเทศมนตรีของการรถไฟใต้ดินเกรทเธอร์ แมนเชสเตอร์ แอนดี เบิร์นแฮม กล่าวว่า "ขอส่งใจของผมให้กับครอบครัวผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ขอแสดงความยกย่องกับเจ้าหน้าที่ผู้กล้าหาญของพวกเรา เป็นคืนที่ย่ำแย่ในเมืองที่ยิ่งใหญ่"

สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมาแสดงความเสียใจบนทวิตเตอร์ว่า "ถือเป็นความเสียใจอย่างใหญ่หลวงเมื่อได้ยินข่าวร้ายที่เกิดขึ้นที่อารีนา ขอส่งใจให้กับผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ของเมือง"

ทวิตเตอร์ของทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ทวีตว่า "วันนี้พวกเราขอส่งใจให้กับชาวเมืองแมนเชสเตอร์ เมืองแห่งความภาคภูมิใจ ความกระตือรือร้นและความหวัง ซึ่งได้ต้อนรับเราอย่างอบอุ่นในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว

ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตกองหลังชื่อดังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวในทวิตเตอร์ว่า "เพิ่งได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในแมนเชสเตอร์ หวังว่าทุกคนจะปลอดภัย!"

แมนเชสเตอร์ อารีนา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟวิคตอเรีย มีความจุในสนามถึง 21,000 คน ใหญ่เป็นอันดับสองของสหภาพยุโรป และเป็นอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักร (ที่มา: วิกิพีเดีย)

แปลและเรียบเรียงจาก

BBC, Manchester Arena blast: 19 dead and more than 50 hurt, 23 May, 2017

The Guardian, At least 22 dead, 50 injured, in suspected terrorist bombing in Manchester, 23 May, 2017

Goal, Police have confirmed numerous fatalities and over 50 wounded at an Ariana Grande gig late on Monday night, with Manchester City among the mourners, 23 May, 2017

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แผ่นดินจึงดาล: กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ทุนและรัฐไทย

Posted: 22 May 2017 11:22 PM PDT

บทสัมภาษณ์ 9 นักวิชาการในชุด 'แผ่นดินจึงดาล' นี้ ประชาไทตัดทอนมาจากบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มในหนังสือ 'แผ่นดินจึงดาล: การเปลี่ยนผ่านในสภาพบังคับ' เพื่อมองอดีต ปัจจุบัน และอนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ว่ามันจะนำพาเราไปสู่อะไร

กล่าวได้ว่าบทสนทนาต่อไปนี้คือการสรุปความอย่างย่นย่องานมาสเตอร์พีซเรื่อง The Rise and Decline of Thai Absolutism และงานศึกษาวิจัยที่ทำต่อเนื่องมาของ กุลลดา เกษบุญชู มี้ด นักวิชาการอิสระ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย

กุลลดากำลังให้ภูมิหลังการเมืองไทยนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมิติทุนนิยมที่เดินทางเข้าสู่ภูมิภาคนี้ ทำให้ชนชั้นนำไทยมองเห็นโอกาสแสวงหาประโยชน์จากมัน เป็นมุมมองที่แตกต่างจากการวิเคราะห์ที่มักพบเห็น ซึ่งช่วยให้เห็นการก่อตัวของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทุนนิยมโลกเปลี่ยนขั้วจากอังกฤษสู่อเมริกา มันก็ยังคงส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญเฉกเช่นอดีต

ครั้นเมื่อกลุ่มทุนสองฝ่ายไม่อาจประสานผลประโยชน์ให้ลงรอยกันได้ มันจึงลากพาสังคมไทยเข้าสู่วังวนความขัดแย้งทางการเมือง

แม้บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะอิงอยู่กับการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ในตอนท้าย กุลลดาแสดงทัศนะต่อรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเป็นความพยายามรักษาอำนาจของระบบฟิวดัล (Feudalism) และหากความไม่พอใจสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจเป็นเชื้อมูลที่ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง

เมื่อทุนนิยมเข้ามา

เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงและคำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไร เอกสารที่ระบุหลักการและเหตุผลในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ระบุทำนองว่า 'กรุงเทพฯ สมัยนี้การค้าขายเจริญ มีเรือมาจอดมากมาย มีความจำเป็นที่จะต้องมีตะแล็บแก็บ (Telegraph หรือ โทรเลข) มีท่าเรือ และต้องมีการทำสำมะโนประชากร' นี่คือการตอบรับกระบวนการที่เรียกว่า Internationalization of States ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการตอบรับข้อเรียกร้องของอังกฤษที่ว่าเราจะต้องเปิดการค้าให้เขาเข้ามาเอาสินค้าเราออกไป แล้วนำสินค้าเขาเข้ามาขายเรา จริงๆ มีคนพูดเรื่องสนธิสัญญาเบาว์ริงไว้มากมาย ประเด็นที่สำคัญที่สุดของสนธิสัญญาคือ ตอนนั้นเขาอยากมาซื้อข้าวจากเราและอยากขายฝิ่นให้เรา แต่เรายังมีเงื่อนไขเรื่องโครงสร้างภาษีที่ขัดขวางต่อการค้า สนธิสัญญาเบาว์ริง คือ การวางมาตรฐาน เรื่องภาษีอากร ไม่ใช่เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอย่างที่พูดกัน เรื่องนั้นไม่สำคัญเลย

จากการศึกษาเปรียบเทียบทั้งภูมิภาค เมื่อดีมานด์ของระบบทุนนิยมเข้ามานั้น ไม่ใช่เพียงอังกฤษ ในกรณีของอินโดจีนคือฝรั่งเศส เมื่อเข้ามาแล้วมีการปรับตัวหรือทำการผลิตเพื่อตอบสนองกับดีมานด์ที่เข้ามาแตกต่างกันและมีผลต่อพัฒนาการรัฐของแต่ละประเทศในภูมิภาคที่ต่างกัน ดังนั้น หากเราต้องการดูการทำงานของทุนนิยมคงจะดูเพียงเฉพาะส่วนที่เข้ามาในประเทศไทยไม่ได้

ระบบทุนนิยมโลกนั้นมีการแบ่งแต่ละยุค คือศูนย์กลางมันเลื่อน เริ่มต้นที่เวนิส ต่อมาอยู่ที่เจนัว และมาอยู่ที่แอนต์เวิร์ป แล้วก็มาลอนดอน และดิฉันเติมต่อไปให้ว่าคือนิวยอร์ก นั่นทำให้เข้าใจว่ามันมีโครงสร้างภายนอกที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับรัฐไทย และในกระบวนการปฏิสัมพันธ์นั้นมันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้างในด้วย ย้อนกลับไปที่เอกสารเหตุผลและหลักการในการปรับโครงสร้างรัฐของรัชกาลที่ 5 มันแสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านเห็นเป็นโอกาสที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์มีความเข้มแข็งขึ้น แต่ประเด็นก็คือท่านก็จะต้องโน้มน้าวคนที่มีอำนาจด้วย เพราะตอนนั้นท่านไม่มีอำนาจ เมื่อรัฐไทยเข้าไปสู่สนธิสัญญาเบาว์ริง รายได้สำคัญที่เกิดขึ้นคือภาษีอากร มีการตกลงแบ่งเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากภาษีเข้าพระคลังข้างที่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าตอนที่สถาบันกษัตริย์เข้าไปเชื่อมกับระบบทุนนิยมนั้น สถาบันกษัตริย์ไม่มีอำนาจ แต่การเข้าไปเชื่อมกับระบบทุนนิยมทำให้รัชกาลที่ 5 มองเห็นโอกาส เห็นถึงการขยายตัวของฐานทรัพยากรของรัฐ หากเข้าไปคุมได้ ท่านจะสามารถรวบรวมอำนาจให้สถาบันกษัตริย์ได้ มันจึงเป็นการต่อสู้กันทางการเมืองที่สำคัญมากที่จะต้องแย่งชิงอำนาจในการคุมทรัพยากรจากขุนนางมาอยู่ที่สถาบันกษัตริย์

รัฐธรรมนูญ 40 ในบริบททุนนิยมโลก

การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ 2540 ยังคงสอดคล้องกับวาระของ Neoliberalism คือ ให้มีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งผู้นำจากการเลือกตั้งในทัศนะของความคิดนี้คือตัวแทนของทุนภายในด้วย จะได้มีฐานสนับสนุนที่มั่นคง ทำให้เขาสามารถดำเนินนโยบายที่จะตอบรับกับทุนนิยมข้างนอกได้ดี แต่หลังได้รับการเลือกตั้งแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการภายใน เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของทุนนิยมโลก นี่คือแนวคิดของอเมริกา

เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาจากผลของรัฐธรรมนูญ 2540 เขาก็ดำเนินนโยบายประชานิยมทันที จะเห็นว่า วอลล์สตรีท เจอร์นัล นิวยอร์กไทมส์ โจมตีทักษิณตั้งแต่วันแรก เพราะดูแล้วไม่ใช่คนที่ดำเนินการตามวาระของอเมริกา แต่เมื่อเวลาผ่านไปทักษิณก็ลุกขึ้นตอบสนองผลประโยชน์ทุนนิยมข้างนอก เขาเป็นคนที่เกือบจะทำให้เกิดการแปรการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และทำการแปรรูป ปตท. นี่คือวาระของ Neoliberalism

สิ่งที่ทักษิณทำให้เกิดขึ้นคือการส่งเสริมผลประโยชน์ระดับสูงของทุนจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ในกระบวนการช่วงแรกก็เกิดกลุ่มทุนกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา และที่สำคัญคือเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์กับคนระดับล่าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับลัทธิเสรีนิยมใหม่ จึงมีเพียงชนชั้นกลางกับทุนส่วนหนึ่งที่มองทักษิณเป็นศัตรู ถามว่าตอนที่ทักษิณขัดแย้งกับทุนส่วนหนึ่งนั้น อเมริกาซึ่งเข้ามามีบทบาทสูงกับรัฐไทยในอดีตเข้าข้างใคร ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเห็นภาพไม่ชัด แต่สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่งคือ ทักษิณทำคล้ายกับสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทำ นั่นคือทำให้ชนชั้นล่างสามารถเป็นผู้ผลิตที่จะมาเป็นฐานภาษีของรัฐได้  เรียกว่าสร้างผู้ผลิตขึ้นมาและเชื่อมทรัพยากรของชาวบ้านกับตลาดโลก

รัฐธรรมนูญ 2560 ไปทางไหนไม่รู้ แต่ 'ฉัน' ขอคุม

ถามว่ามาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2560) ตอบรับกับทุนนิยมโลกหรือไม่ เพียงใด หากดูเนื้อหาแล้วในทางเศรษฐกิจไม่ได้มีปัญหาอะไรกับทุนนิยมโลก เพียงแต่บอกว่า 'ฉัน' เป็นคนกำหนดการอยู่กับทุนนิยมโลก ถามว่ารู้ไหมว่า 'ฉัน' จะพาไปทางไหนคำตอบคือไม่รู้ แต่ 'ฉัน' ต้องเป็นคนกำหนด

ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ดิฉันเน้นการศึกษาการเมืองไทยในคริสต์ทศวรรษ 1970 ไม่เคยเห็นบทบาทของคนข้างล่าง เคยเขียนบทความไว้ครั้งหนึ่งว่า ความเป็นประชาธิปไตยของเรายังอยู่ในกระบวนการและยังเป็นจุดเริ่มต้นอยู่ เพราะไม่ได้ดึงชนชั้นล่างให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองได้จริง ในแง่นี้อาจต้องขอบคุณทักษิณและนโยบายประชานิยม แน่นอนมันก็เกิดแรงปะทะ แต่พลังที่จะมาต่อต้านอำนาจเชิงโครงสร้างคือชนชั้นกลางที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและคนชั้นล่าง

ในส่วนของการเมือง คงตอบได้เพียงสั้นๆ ว่าเป็นความพยายามของระบบฟิวดัลที่จะรักษาอำนาจไว้ แต่จากประเด็นที่สรุปไว้ข้างต้นคือการเมืองมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ การที่คนรากหญ้าจำนวนมากประสบความลำบากจนไม่สามารถทำมาหากินภายใต้รัฐบาลทหาร อาจจะเป็นเชื้ออย่างหนึ่งที่ไปร่วมกับพลังอื่นๆ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เผยกล้องวงจรปิดใน รพ.พระมุงกุฎฯ บางตัวไม่สามารถใช้งานได้ 'ประยุทธ์' รับ 'ประวิตร' ลาประชุม ครม.

Posted: 22 May 2017 10:58 PM PDT

พล.ต.อ.จักรทิพย์ โยงเหตุหน้ากองสลากฯ - โรงละครแห่งชาติ  รอง ผอ.รพ.พระมุงกุฎฯ เผยกล้องวงจรปิดบางตัวไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดซื้อ สำหรับผู้เจ็บมี 21 กลับบ้านแล้ว 14 อีก 6 คนคาดกลับบ่ายวันนี้ เหลือ 1 คน รอเข้าผ่าตัด เหตุกระดูดกรามหัก ขณะที่ ประยุทธ์ หน้าเครียด ปัดตอบปมบึ้ม รับ ประวิตร ลาประชุม ครม.

ภาพจากเฟซบุ๊ก ชมรมแพทย์ชนบท

23 พ.ค. 2560 จากเหตุระเบิดในช่วงสายวานนี้ (22 พ.ค.60) บริเวณที่เกิดเหตุเป็นห้องรับรองนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการ หน้าห้องวงษ์สุวรรณ ภายใน รพ.พระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี กทม. จนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นั้น

ไทยพีบีเอส รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.สั่งการให้พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช.หามาตรการป้องกันสถานที่สำคัญทางราชการ และสถานที่เชิงสัญญลักษณ์ รวมทั้งสั่งการให้ดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

ขณะที่ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการทหารบก ร่วมกันเร่งคลี่คลายสาเหตุที่เกิดขึ้น และติดตามผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็วขณะเดียวกันให้ควบคุมพื้นที่ชั้นใน และชั้นนอกโดยรอบด้วยความไม่ประมาท

ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัย ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงเป็นการด่วน เพื่อประเมินสถานการณ์ ตลอดจนแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อนหลังจากนี้ พร้อมประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุ

โยงเหตุหน้ากองสลากฯ - โรงละครแห่งชาติ รับวงจรปิดบางตัวไม่สามารถใช้งานได้

ไทยพีบีเอส รายงานด้วยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยืนยันความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่หน้าสำนักงานกองสลากฯ เก่า และที่หน้าโรงละครแห่งชาติ เนื่องจากการประกอบระเบิดเหมือนกัน แต่ครั้งนี้มุ่งหมายเอาชีวิต เนื่องจากมีใช้ตะปู ซึ่งหลังจากจะต้องมีการเพิ่มมาตรการความเข้มข้น รักษาความปลอดภัยพื้นที่ที่มีคนสัญจรจำนวนมาก และ นำบทเรียนมาป้องกันการก่อเหตุซ้ำ

โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขึ้นมาทำงาน 1 ชุด โดยนำ 3 คดีที่เกิดขึ้นมาตรวจสอบความเชื่อมโยง ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ยอมรับว่าบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ และพื้นที่บริเวณดังกล่าวประชาชนภายนอกสามารถเข้าออกได้

สำหรับประเด็น กล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ Voice TV รายงานด้วยว่า พ.อ.นพ.สุรศักดิ์ ถนัดศีลธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมุงกุฎเกล้า กล่าวว่า ภาพรวมการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ทหารคอยวางมาตรการดูแลรอบๆ อีกประมาณ 7 วัน ส่วนภาพกล้องวงจรปิดใกล้จุดเกิดเหตุนั้นได้นำไปตรวจสอบตรวจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหมดแล้ว และยอมรับว่า บางตัวไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดซื้องบประมาณ  ซึ่งโรงพยาบาลถือเป็นสถานที่เปิด ไม่สามารถปิดทำการได้ หลังเกิดเหตุยอมรับมีความวิตกเล็กน้อย แต่ด้วยความเป็นเจ้าหน้าที่ต้องสร้างความเชื่อมมั่นให้กับผู้ใช้บริการด้วย

เจ็บ 21 กลับบ้านแล้ว 14 อีก 6 คนคาดกลับบ่ายวันนี้ เหลือ 1 คน รอเข้าผ่าตัด เหตุกระดูดกรามหัก

ส่วนผู้บาดเจ็บนั้น รอง ผอ.รพ.พระมุงกุฎฯ เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 21 ราย กลับบ้านไปแล้ว 14 ราย และพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 7 ราย ในจำนวนนี้ มี 1 ราย นอนรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู รอเข้าผ่าตัด เนื่องจากกระดูดกรามหัก ส่วนอีก 6 คนที่เหลือ คาดว่าสามารถกลับบ้านได้ภายในช่วงบ่ายวันนี้

สำหรับห้องรับยาที่เป็นจุดเกิดเหตุนั้น ทางโรงพยาบาลได้กั้นพื้นที่ไว้ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่ได้รับความเสียหาย คาดว่าจะเสร็จในวันจันทร์ที่ 29 พ.ค.นี้ ส่วนการเยียวของบาดเจ็บนั้น ทางโรงพยาบาลจะรักษาให้อย่างความสามารถ ซึ่งได้ติดต่อกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กรมคุ้มครองสิทธิให้เข้ามาช่วยเหลือแล้ว

ประยุทธ์ หน้าเครียด ปัดตอบปมบึ้ม รับ ประวิตร ลาประชุม ครม.

ขณะที่วันนี้ (23 พ.ค.60) ผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม คสช. ต่อด้วยประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมนายกฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าดังกล่าว โดยนายกฯ มีสีหน้าที่เคร่งเครียด

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลาประชุม ครม.วันนี้หรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ นายกฯ กล่าวว่า "ทำไมเหรอ เขาลาบ้างไม่ได้เหรอ" 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โปรดเกล้าฯ ตั้ง 548 นายทหารพันเอกขึ้นไปจาก 3 เหล่าทัพ เป็นราชองครักษ์

Posted: 22 May 2017 10:26 PM PDT

23 พ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี  เรื่อง แต่งตั้งราชองครักษ์

มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายทหารสัญญาบัตร เป็นราชองครักษ์เวร รับราชการสนองพระเดชพระคุณ จํานวน 548 ราย 

ประกอบด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น