โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ส่องกระแสนักกิจกรรมหญิงคนรุ่นใหม่ในกัมพูชากับภารกิจเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกเพศ โปรดเกล้าฯ ให้...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

'สรรเสริญ' มั่นใจคนส่วนใหญ่ทราบดี อะไรคือปัญหา หลังนักการเมืองอัด 3 ปี รบ.สอบตก

Posted: 11 May 2017 12:19 PM PDT

ปมนักการเมือง ปชป.-พท. อัด รบ.3 ปีที่ผ่านมา สอบไม่ผ่าน โฆษกประจำสำนักนายกฯ โต้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ทราบดีว่า อะไรคือปัญหาและอุปสรรค และความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลเป็นอย่างไร แนะนักการเมืองพิสูจน์ให้ ปชช.เห็นว่าจะไม่สร้างปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

ภาพจากเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

11 พ.ค. 2560  พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยบางคน วิจารณ์รัฐบาลว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสอบไม่ผ่าน และยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จนั้น ถือเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลที่จะวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลคงไม่สามารถไปบังคับได้ ส่วนการให้คะแนนก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของนักการเมือง แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ทราบดีว่า อะไรคือปัญหาและอุปสรรค และความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลเป็นอย่างไร  

"รัฐบาลเดินหน้าตาม Roadmap ที่ได้ประกาศไว้ คือ การหยุดยั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปี 57 และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถดำเนินการได้จนเป็นที่ยอมรับ กระทั่งจัดให้มีการวางกฎกติกาของบ้านเมือง เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.หลายฉบับ ที่จะช่วยขจัดปัญหาเรื้อรังในทุกด้าน เพื่อส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง ทั้งการปราบปรามการทุจริตทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนและประมงผิดกฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์ การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบและส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการในระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะ SMEs และกลุ่ม Start up การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย โครงการบ้านประชารัฐ การจัดสรรที่ดินทำดิน การเก็บภาษีที่ดินและมรดก ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลปกติทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะคำนึงถึงแต่ฐานเสียงของตนและติดกับดักของความขัดแย้ง" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเศรษฐกิจที่ประชาชนยังอาจรู้สึกว่าไม่พอใจมากนัก ทั้ง ๆ ที่ผลการประเมินหลายด้านของต่างประเทศดีขึ้นตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนปี 57 ที่มีการอุดหนุนจากภาครัฐมากเกินไป จนเกิดความต้องการเทียม เช่น โครงการรับจำนำข้าว รถคันแรก บ้านหลังแรก ทำให้ผู้ผลิตประสบปัญหาจากราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และยังเป็นช่องทางของการทุจริตสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล แต่จากนี้ไปทุกอย่างจะดีขึ้นเพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับกลไกตลาด และการใช้ศักยภาพของผู้ผลิตที่สอดคล้องกับความเป็นจริง 

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนติดตามการแถลงผลงาน 3 ปีของรัฐบาล ในห้วงประมาณเดือนมิถุนายน- กรกฎาคม นี้ เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมาอาจมีการบิดเบือนข้อมูลโดยผู้ไม่หวังดี และข่าวสารต่าง ๆ ที่ถูกต้อง อาจไปไม่ถึงประชาชน เพราะคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อสมัยใหม่ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่อาจมีทั้งข้อมูลจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

ส่วนประเด็นเรื่องการรวบอำนาจนั้น พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ผู้ที่วิจารณ์คงไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริง โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ขัดข้องกับการกระจายอำนาจและคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่บางอย่างต้องย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมามีปัญหาอย่างไร เช่น การจัดการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตในระดับปฏิบัติ และการบริหารงานขาดเอกภาพ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน จึงอยากให้คำนึงถึงความเป็นจริงด้วย

"ขอเรียนย้ำว่าเป้าหมายของรัฐบาลคือ การยุติความขัดแย้งและวางรากฐานการปฏิรูปประเทศ สร้างความปรองดองในอนาคต ซึ่งบางเรื่องได้เริ่มดำเนินการแล้ว ดังนั้น หากนักการเมืองและพรรคการเมืองมีความตั้งใจจริงที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนี้ ก็จะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าตนทำได้จริง และไม่สร้างปัญหาให้กับประเทศเหมือนเช่นที่ผ่านมา" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลไม่ให้ประกัน 'ทนายประเวศ' ชี้เป็นการกระทำที่ร้ายเเรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

Posted: 11 May 2017 11:54 AM PDT

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงาน ทนายความขอไต่สวน พนง.สอบสวน ปอท. ผู้ยื่นคำร้องขอฝากขัง 'ทนายประเวศ' ขณะที่ศาลไม่อนุญาตปล่อยตัว ให้เหตุผลเป็นการกระทำของผู้ต้องหาเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของประชาชน

11 พ.ค. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันนี้ (11 พ.ค.60) เวลา 14.00น. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีนัดไต่สวนการฝากขัง ประเวศ ประภานุกูล ทนายความ ซึ่งเขาตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 10 กรรม, ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จำนวน 3 กรรม, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ด้านทนายความขอไต่สวนพยาน พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง พนักงานสอบสวน บก.ปอท.ในฐานะพยานถึงสาเหตุที่ขอฝากขังประเวศ ในครั้งที่ 2

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานด้วยว่า ทนายความของประเวศ ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมหลักประกันเป็นตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยของเพื่อนประเวศ ตีเป็นหลักทรัพย์ 680,000 บาท อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งยกคำร้องปล่อยตัว ประเวศ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพรักเทิดทูนของประชาชน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย อันอาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรประกอบกับ พนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวจึงไม่อนุญาต

ศูนย์ทนายความฯ ยังรายงานด้วยว่า นอจากประเวศแล้ววันเดียวกันยังมีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมควบคุมตัวเข้ามทบ.11 อีก 5 คน จากเหตุที่พวกถูกดำเนินคดีจากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊กของ Somsak Jeamteerasakul (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) เรื่องหมุดคณะราษฎร โดยทั้ง 6 คนถูกแยกกันดำเนินคดีคนละคดีจากการแชร์โพสต์เดียวกัน

สำหรับรายละเอียดการไต่สวนพยานต่อการขอฝากขังประเวศ ในครั้งที่ 2 นั้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานกระบวนการอย่างละเอียดไว้ดังนี้

พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร ให้การว่าเหตุที่ขอฝากขังเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงเกรงว่าจะหลบหนีและเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เกรงว่าหากได้รับการปล่อยตัวจะเข้าไปแก้ไขหรือลบบัญชีเฟซบุ๊กจะทำให้ไม่มีหลักฐานเหลืออยู่หรืออาจจะมีการโพสต์รุนแรงขึ้นเป็นการกระทำความผิดซ้ำได้ นอกจากนั้นยังมีพยานต้องสอบสวนอีก 6 ปาก

ทนายความถาม พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร ว่า มีการสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ค้านการประกันหรือไม่ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชรตอบว่า หากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงเกิน 10 ปี จะเป็นระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ค้านการประกันตัวผู้ต้องหาประกอบกับพิจารณาเป็นพฤติการณ์เฉพาะแต่ละคดีเเละหากเป็นคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 จะมีนโยบายให้มีการดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของพยานที่จะมีการสอบปากคำอีก 6 ปากนั้น จะเป็นพยานอาจารย์รัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้ต้องหาไม่ทราบว่าจะมีการสอบพยานคนใดบ้าง

นอกจากนั้นพนักงานสอบสวนได้ทำการบันทึกถ้อยคำในโพสต์เฟซบุ๊กของ ประเวศ ไว้แล้วทั้ง 13 ข้อความที่นำมาใช้ในการดำเนินคดีกับ ประเวศ

ทนายความจึงถามพยานว่าผู้ต้องหาจะสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักฐานที่มีการบันทึกไว้แล้วไม่ได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ แต่จะมีการเข้าไปแก้ไขในเฟซบุ๊กได้ ทนายความจึงถามต่อว่าการที่นายประเวศซึ่งเป็นผู้ต้องหาจะถูกขังอยู่หรือไม่ก็สามารถแก้ไขได้หากมีการมอบบัญชีผู้ใช้ (username) และรหัสบัญชีไว้แก่บุคคลใช่หรือไม่พยานตอบว่าสามารถทำได้

ทนายความจึงถามพยานต่อไปอีกว่าแล้วตั้งแต่ ประเวศ ถูกจับกุมจนถึงวันสุดท้ายที่พยานเข้าไปตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของ ประเวศ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่ พยานตอบว่าจนถึงเมื่อวานนี้ (10 พ.ค.60) เฟซบุ๊กของ ประเวศ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ

ทนายความได้ถามอีกว่านอกจากการมีบัญชีผู้ใช้และรหัสแล้วยังต้องมีคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเครื่องที่ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวในการยืนยันตัวตนหากมีการเข้าใช้งานจากคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเครื่องอื่นใช่หรือไม่ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชรตอบว่าไม่ต้อง สามารถเข้าใช้ได้หากมีชื่อบัญชีและรหัสเข้าใช้งาน  ส่วนของกลางที่เจ้าหน้าที่ทหารยึดได้ได้ส่งมอบให้แก่พยานหมดแล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของการตรวจสอบข้อมูลทางคอมพิวเตอร์และการจราจรของข้อมูลรวมถึงลายนิ้วมือเป็นงานในส่วนของหน่วยงานราชการ  ผู้ต้องหาไม่สามารถเข้าไปยุ่งเหยิงได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งของกลางให้แก่กองพิสูจน์หลักฐานแล้วแต่พยานไม่ได้ทำสำเนาข้อมูลเอาไว้ และเนื่องจากงานของกองพิสูจน์หลักฐานมีเป็นจำนวนมากการตรวจสอบจึงใช้เวลาเกินกว่า 30 วันแน่นอน

ทนายความถามต่อว่าหากปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือศาลไม่ฝากขังก็ไม่รบกวนการสอบปากคำพยานใช่หรือไม่ พ.ต.ท.สัณเพ็ชรตอบว่าสามารถดำเนินการสอบสวนต่อไปได้แต่เกรงว่า ประเวศ จะหลบหนีเป็นอุปสรรคต่อการนำตัวมาส่งฟ้องต่อศาล

ขณะที่ ประเวศ แถลงต่อศาลว่าหากได้รับการปล่อยตัวสัญญาว่าจะไม่หลบหนีและไม่เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และหากได้รับหมายเรียกหรือได้รับการติดต่อจากพนักงานสอบสวนก็จะยินยอมไปพบเจ้าหน้าที่

ประเวศ ให้เหตุผลในการคัดค้านว่า ตนถูกทหารหลายนายเข้าจับกุมจากบ้านพักไปที่มทบ.11 ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. โดยไม่ได้มีการแจ้งหมายจับของศาลแต่อย่างใดและได้ยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและทรัพย์สินอย่างอื่นไปด้วย ระหว่างการควบคุมตัวที่ค่ายทหารตนไม่ได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาหรือแจ้งสิทธิและไม่สามารถแจ้งญาติหรือบุคคลอื่นว่าตนเองถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหารได้ เป็นเวลา 4วัน จนได้พบพนักงานสอบสวนในวันที่ 3พ.ค. จึงได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและทราบว่ามีหมายจับ ตนไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีตั้งแต่ต้น

นอกจากนั้น ประเวศ ไม่สามารถยุ่งเหยิงพยานหลักฐานได้ เพราะพนักงานสอบสวนได้ถามคำให้การเสร็จสิ้นแล้วและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิส และแฟลชไดรฟ์ซึ่งเป็นของกลางในคดีพนักงานสอบสวนก็ได้ยึดไปแล้วผู้ต้องหาจึงไม่สามารถไปยุ่งเหยิงได้อีก

ประเวศยังมีอาชีพเป็นทนายความมีภาระต้องขึ้นว่าความในศาลและเป็นตัวแทนให้แก่ลูกความในติดต่อราชการต่างๆ เป็นประจำ และมีคดีที่ต้องรับผิดดชอบเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะกระทบต่อคดีที่ตนรับผิดชอบและลูกความจะได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และตนยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและหากจะติดตามตัวก็สามารถทำได้และหากพนักงานสอบสวนมีการเรียกก็ยินยอมที่จะไปพบโดยไม่มีเจตนาหลบหนีแต่อย่างใด

ประเวศชี้เเจงต่อไปว่า ตนยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้ถูกพิพากษาว่าได้กระทำความผิดจริง หากมีการขังระหว่างการสอบสวนย่อมเป็นการคุมขังเกินจำเป็น ทั้งยังกระทบสิทธิในการต่อสู้คดี และรัฐไทยซึ่งเป็นรัฐภาคีที่จะต้องปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 (1) กล่าวว่า "บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดอาญาต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด" และตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 11 (1) ที่ว่า "ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดีที่เปิดเผย ซึ่งตนได้รับหลักประกันที่จำเป็นทั้งปวงสำหรับการต่อสู้คดี" หากศาลพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายประเวศก็จะทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นไปตามหลักความชอบด้วยกฎหมายและได้รับการยอมรับจากประเทศภาคีและสากลจะเป็นผลดีต่อประเทศ

คดีนี้ ประเวศ ถูกควบคุมตัวตั้งแต่เช้าวันที่ 29 เม.ย. 2560 โดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายค้น และไม่แจ้งให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราบว่าถูกควบคุมเพราะเหตุใด ก่อนจะพาตัวไปที่ มทบ.11 เขาถูกสอบปากคำ และซักถามประวัติส่วนตัว ซึ่ง ประเวศ ให้ความร่วมมือ และยอมลงชื่อในเอกสาร เพราะคิดว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ระหว่างนั้นเขาขอโทรศัพท์ติดต่อบุคคลที่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้รับอนุญาต

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

Uber ตาม Grab เปิดให้บริการในย่างกุ้ง รบ.ให้การต้อนรับอย่างดี

Posted: 11 May 2017 11:21 AM PDT

อูเบอร์เปิดให้บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร ในนครย่างกุ้ง โดยมีรัฐบาลพม่ายังให้การต้อนรับอย่างดี ขณะที มี.ค.ที่ผ่านมา Grab เพิ่งเปิดให้บริการ

โพสต์จากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Uber Myanmar

11 พ.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (11 พ.ค.60) บริษัทอูเบอร์ เทคโนโลยี (Uber Technologies Inc) เปิดให้บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร (ride-hailing) ในนครย่างกุ้ง ประเทศพม่า นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นพม่ายังให้การต้อนรับอย่างดี

ภาพจาก Blognone 

เพียว มิน เถ่ง มุขมนตรีภาคย่างกุ้ง กล่าวว่า "ผมขอต้อนรับ Uber ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีร่วมเดินทางจากสหรัฐอเมริกา ที่ขยายพื้นที่ให้บริการไปทั่วโลก รวมทั้งยังเป็นศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่ ผมเชื่อมั่นว่า Uber จะช่วยให้พม่ากลายเป็นตลาดที่น่าดึงดูดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการให้บริการด้านความปลอดภัยและเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการให้บริการจาก Uber จะเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและสหรัฐอเมริกา"

ขณะที่ ไมเคิล บราวน์ ผู้จัดการ Uber ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าวขอบคุณรัฐบาลพม่า "เราตื่นเต้นกับการเปิดบริการในเมียนมาร์ ซึ่งเมืองย่างกุ้งได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการรับและนำนวัตกรรม พร้อมทั้งยังออกกฎระเบียบรองรับอย่างเป็นรูปธรรม"

โดยเมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา Grab เพิ่งเปิดดำเนินกิจการในพม่า นอกจากนี้ยังมี Oway Ride และ Hello Cabs ที่ให้บริการในรูปแบบเดียวกันของผู้ให้บริการท้องถิ่น

ทั้งนี้ในรายงานของฟอร์จูน แซม บุล ผู้จัดการฝ่ายขยายแผนงานอูเบอร์ กล่าวว่า การร่วมมือกับแท็กซี่ท้องถิ่นและสหภาพแท็กซี่นับเป็นลักษณะเฉพาะของที่นี่ โดยอูเบอร์จะเริ่มต้นธุรกิจในตลาดที่สเกลเล็กแต่มีกำไรงามแห่งนี้ ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Grab และบริษัทให้บริการแท็กซี่ท้องถิ่นก็ค่อนข้างเข้มแข็ง

"เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกด้วยแรงสนับสนุนจากรัฐบาล นับว่าสร้างพลังไม่น้อย" บุลกล่าว "คนขับรถต่างรู้ว่าเราปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เรื่องนี้นับเป็นสิ่งหล่อลื่นยานพาหนะเป็นอย่างดี"

ทั้งนี้การเป็นพาร์ทเนอร์กับรถที่จดแท็กซี่ทะเบียนแล้วเท่านั้น นับเป็นกลยุทธ์ที่แปลกไปจากเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายเมืองอูเบอร์เริ่มเป็นพาร์ทเนอร์กับรถบ้าน ทำให้ต้องฟาดฟันกับทั้งแท็กซี่หรือรถรับจ้างเจ้าถิ่น รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ขณะที่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา Grab เพิ่งเปิดให้บริการในย่างกุ้งเช่นกัน

จากข้อมูลของฟอร์จูน ในย่างกุ้งมีรถแท็กซี่ให้บริการอยู่แล้ว 70,000 คัน ทั้งที่ติดแอร์และไม่ติดแอร์ ทั้งที่มีและไม่มีเข็มขัดนิรภัย นอกจากนี้พม่ายังเป็นประเทศที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและผู้ใช้สมาร์ทโฟนก็ขยายตัวอย่างมากอีกด้วย จากที่ไม่กี่ปีก่อนคนแทบไม่มีสมาร์ทโฟนใช้มาเป็นเกือบ 90% ในปีนี้

 

 

ที่มา : BlognoneFortune และ ผู้จัดการออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กกต. เตรียมเปิดหนังสั้น 'THE BOX กล่องความหวัง' สร้างจิตสำนึก ให้คนไปใช้สิทธิ

Posted: 11 May 2017 09:47 AM PDT

สมชัย ศรีสุทธิยากร เผยพรุ่งนี้ (12 พ.ค.)  กกต.จะเริ่มเผยแพร่หนังสั้นเรื่องแรก  เรื่อง "THE BOX กล่องความหวัง" เพื่อสร้างจิตสำนึกทางการเมือง การตระหนักถึงการไปใช้สิทธิ หวังเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

แฟ้มภาพ

11 พ.ค. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่า สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.)  กกต.จะเริ่มเผยแพร่หนังสั้นเรื่องแรก จากโครงการหนังสั้นรณรงค์สร้างจิตสำนึกการใช้สิทธิ์เลือกตั้งของ กกต. เรื่อง "THE BOX กล่องความหวัง" ความยาว 7 นาที / 1 นาที / 30 วินาที และ 15 วินาที เพื่อสร้างจิตสำนึกทางการเมือง การตระหนักถึงการไปใช้สิทธิ และผลต่อการพัฒนาประเทศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งของสำนักงาน กกต. 

สมชัย กล่าวว่า หนังสั้นของ กกต. นอกจากจะเผยแพร่ทางสื่อโทรทัศน์แล้ว จะมีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะยูทูป และเว็ปไซด์ของสำนักงาน กกต. โดยในหนังสั้นจะมีช่องภาษามือ เพื่อสื่อสารกับผู้พิการทางการได้ยิน  มีคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติ รวมทั้ง องค์กรที่เดินทางมาสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้เข้าใจ

"กกต.ไม่ได้ตั้งเป้าว่า เมื่อเผยแพร่เรื่องสั้นดังกล่าวแล้ว จะสามารถกระตุ้นให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ได้จำนวนเท่าไร แต่เป็นครั้งแรกของสำนักงาน กกต. ที่จะใช้หนังสั้นในการเผยแพร่ โดยจะมีเรื่องอื่นๆ ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง จะใช้หนังสั้นที่ กกต. เชิญชวนให้ส่งเข้าประกวดก่อนหน้านี้ ในการรณรงค์ครั้งนี้ด้วย" สมชัย กล่าว

สำหรับหนังสั้นเรื่องแรก "THE BOX กล่องความหวัง" เป็นเนื้อหาที่สร้างจากเรื่องจริงในการทำงานของ กกต. ในการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ของกรรมการประจำหน่วย ที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ทุระกันดาน และความต้องการของภาคประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สะท้อนถึงการเตรียมการ และการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งของประชาชน โดย กกต. มีส่วนร่วมตั้งแต่การเขียนบท การตัดต่อ และการใช้ถ้อยคำ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้สิทธิเลือกตั้ง อาทิ "1 เสียงของทุกคนในการเลือกคนดี จะสามารถเปลี่ยนทุกอย่าง ให้บ้านเมืองดีขึ้นได้" หรือ "เธอต้องการทำบางอย่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง"

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จับ อดิศักดิ์ สกุลเงิน ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายที่ 7 โดน ม.112 เหตุแชร์ภาพพระอิริยาบถส่วนพระองค์

Posted: 11 May 2017 07:24 AM PDT

จับชายวัย 53 คอการเมืองนักรบไซเบอร์  เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาจริง แต่ขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ตำรวจอ้างเป็นคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ค้านประกันตัว พร้อมเปิดข้อมูลโดยสังเขป 7 ผู้ต้องขังคดี 112 จากคดีแชร์/ โพสต์เฟซบุ๊กในสัปดาห์ที่ผ่านมา

วันนี้ (11 พฤษภาคม 2560) จากข่าวว่าได้มีการจับตัวผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่ออดิศักดิ์ สกุลเงิน ในข้อหา หมิ่นสถาบันกษัตริย์ ม.112 จึงได้สอบถามไปที่ ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ภาวิณี ได้ยืนยันว่าได้มีการจับกุมตัวนายเอกฤทธิ์ (ไม่เปิดเผยนามสกุล) ผู้ใช้เฟซบุ๊กโดยใช้นามแฝงว่า อดิศักดิ์ สกุลเงิน โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวมาขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลอาญารัชดา จากการถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3),(5) โดยผู้ต้องหาได้กระทำการโพสต์และแชร์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในพระอิริยาบถส่วนพระองค์ พร้อมเขียนข้อความประกอบ ลงในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ "อดิศักดิ์ สกุลเงิน " ซึ่งผู้ต้องหารับว่าเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กจริง และเป็นผู้โพสต์ข้อความและภาพถ่ายเมื่อตามวันเวลาที่เกิดเหตุ รวมทั้งพบข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหา ยืนยันการใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก อดิศักดิ์ สกุลเงิน 

ภาวิณีกล่าวว่า ในชั้นจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และเจ้าหน้าที่ได้ขอให้มีการอนุญาตฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 และไม่อนุญาตให้มีการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการประกันตัว

(เพิ่มเติม) จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า  ร.ต.จักรกฤษ สุขระบิล พร้อมพวก ได้นำตัวนายเอกฤทธิ์ ซึ่งถูกควบคุมไว้ที่ พัน ร.มทบ.11 มาส่งมอบให้ กก.3 บก.ปอท. รับตัวไว้ดำเนินคดี จากการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญาที่ 1136/2560 ลงวันที่ 9 พ.ค.60

เหตุผลในการยื่นคำร้องขอฝากขัง พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนและควบคุมผู้ต้องหามาโดยตลอด จะครบ 48 ชั่วโมง ในวันที่ 13 พ.ค.60 หากแต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากจะต้องสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 ปาก, รอผลการตรวจสอบการใช้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์, ตรวจพิสูจน์เครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือของผู้ต้องหา และผลการตรวจสอบลายพิมพ์มือ จึงขออนุญาตฝากขังผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-22 พ.ค.60

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการประกันตัว


เบื้องต้น 7 ผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นทางเมืองบนเฟซบุ๊กมีข้อมูลพอสังเขปดังนี้

ศรันย์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อายุ 54 ปี ถูกตั้งข้อหา มาตรา 112  ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14(3),(5) มีพฤติการณ์คือ แชร์ข้อความวันที่ 23 เม.ย. 60 จากเฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul (โพสต์เกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร) และแสดงความเห็นในหน้า wall เฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา ผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กและเป็นผู้แชร์โพสต์ดังกล่าว ศรันย์ได้ยื่นขอประกันตัวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 โดยใช้ตำแหน่งนักวิชาการของตัวเองและเพื่อนนักวิชาการจากเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการประกันตัว

ประเวศ อายุ 57 ปี ทนายความ คดีดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล มาตรา 112 ถูกตั้งข้อหา มาตรา 112,116 ตามประมวลกฎหมายอาญา  และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14(3) มีพฤติการณ์คือ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบสาธารณรัฐและข้อความอื่นๆ ในเฟซบุ๊ก"ประเวศ ประภานุกูล" จำนวน 10 ข้อความ ให้การปฏิเสธทั้ง 10 กรรม ประเวศเป็นทนายความสิทธิมนุษยชน เคยมีประวัติการให้ความช่วยเหลือลูกค้าบัตรเครดิตฟ้องเรียกร้องความเป็นธรรมจากการที่ที่บริษัทที่ให้บริการบัตรเครดิตเรียกเก็บดอกเบี้ยจากลูกค้าเกินอัตรา และนอกจากนั้นประเวศยังเป็นทนายความในคดีคนเสื้อแดงและคดี 112 ที่จังหวัดอุบล

ชัชวาลย์ บัณฑิตหนุ่มคณะนิติศาสตร์ อายุ 24 ปี ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา   และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14(3),(5) มีพฤติการณ์คือ แชร์ข้อความวันที่ 23 เม.ย. 60 จากเฟซบุ๊กของ Somsak Jeamteerasakul (โพสต์เกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร)  และแสดงความเห็นในหน้า wall เฟซบุ๊ก "Khonit Nakorn" ผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กและเป็นผู้แชร์โพสต์ดังกล่าว ครอบครัวได้ยื่นประกันด้วยหลักทรัพย์ 800,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้มีการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการประกันตัว

ดนัย อายุ 34 ปี ชาวเชียงใหม่ ถูกตั้งข้อหา มาตรา 112,116 ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14(3) จนถึงปัจจุบัน ครอบครัวของดนัยยังไม่ได้ลงมาเยี่ยม หรือยื่นขอประกันตัวแต่อย่างไร

วรรณชัย ลูกจ้างบริษัท  อายุ 42 ปี ถูกตั้งข้อหา มาตรา 112 มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14(3),(5) มีพฤติการณ์คือ แชร์ข้อความวันที่ 14 เม.ย. 60, 18 เม.ย. 60, 20 เม.ย. 60 จากเพจ Somsak Jeamteerasakul ไปที่ wall เฟซบุ๊กของเขา  ผู้ต้องหายอมรับสารภาพทั้ง 3 กรรม ทางครอบครัวและเพื่อนของวรรณชัยได้รวบรวมหลักทรัพย์ทั้งหมดกว่าสองล้านบาทมาประกัน แต่ศาลไม่อนุญาตให้มีการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการประกันตัว

ปณีต ครูผู้ช่วยสอนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง อายุ 26 ปี ถูกตั้งข้อหา มาตรา 112 มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมฯ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ครอบครัวของปณีตได้ใช้ตำแหน่งข้าราชการยื่นขอประกันตัว แต่ศาลไม่อนุญาตให้มีการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการประกันตัว

เอกฤทธิ์ อายุ 53 ปี ถูกตั้งข้อหา มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14(3),(5) มีพฤติการณ์คือ แชร์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในพระอิริยาบถส่วนพระองค์ วันที่ 6 เม.ย. 60 พร้อมเขียนข้อความประกอบ ลงในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ "อดิศักดิ์ สกุลเงิน" เอกฤทธิ์ ยืนยันว่าตัวเองอยู่คนเดียวไม่มีญาติ และยังไม่ได้เตรียมการยื่นขอประกันตัว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศูนย์ทนายฯ เผยมีผู้ต้องหาคดี ม.112 รายใหม่ ถูกนำตัวฝากขังหลังถูกคุมในค่ายทหาร 6 วัน

Posted: 11 May 2017 06:30 AM PDT

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผย เอกฤทธิ์ ผู้ต้องหาคดี ม.112 จากเหตุโพสต์เฟซบุ๊กถูกนำตัวฝากขังศาลอาญา หลังถูกคุมตัวใน มทบ.11 เป็นเวลา 6 วัน โดยศาลอนุญาตฝากขัง มีกำหนด 12 วัน

ภาพจากเฟซบุ๊ก เอกชัย หงส์กังวาน

11 พ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เปิดเผยข้อมูลผู้ต้องหาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รายให้ ให้ ศูนย์ทนายฯ ระบุว่า เช้าวันนี้ (11 พ.ค.2560) ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งจาก เอกฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) ว่าตนเองถูกควบคุมตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดย เอกฤทธิ์ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการโพสต์เฟซบุ๊ก

ศูนย์ทนายฯ รายงานรายละเอียดว่า เอกฤทธิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าก่อนถูกนำตัวมาที่ ปอท. ตนอยู่ในการควบคุมของทหารเป็นเวลา 6 วัน ในค่ายทหาร และถูกสอบสวนระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่

ต่อมา ในตอนบ่าย พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้นำตัว เอกฤทธิ์ มาขออำนาจศาลในการฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

คำร้องขอฝากขังระบุว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค.60 เวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัว เอกฤทธิ์ (ไม่เปิดเผยนามสกุล) อายุ 53 ปี ไว้ทำการสอบสวน ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1136/2560 ลงวันที่ 9 พ.ค.60 ในความผิดฐาน "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ และเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(3), (5) พร้อมกับยึดเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน 1 เครื่อง

โดยมีพฤติการณ์กล่าวคือ เจ้าพนักงานตำรวจได้ติดตามและรวบรวมข้อมูลผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก ชื่อ "อดิศักดิ์ สกุลเงิน" ซึ่งได้โพสต์ข้อความมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยในวันที่ 6 เม.ย. 60 เวลา 19.04 น. ผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ทำการโพสต์และแชร์ภาพซึ่งเป็นการเหยียดหยาม ลบหลู่ดูหมิ่นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อย่างชัดเจน ต่อมา เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้เชิญตัวผู้ต้องหาไปซักถามเพื่อให้ข้อมูล และศาลอาญาได้พิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องหาได้ถูกจับกุมและส่งตัวพร้อมของกลางมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในส่วนของบันทึกจับกุมระบุว่า ร.ต.จักรกฤษ สุขระบิล พร้อมพวก ได้นำตัว เอกฤทธิ์ ซึ่งถูกควบคุมไว้ที่พัน ร.มทบ.11 มาส่งมอบให้ กก.3 บก.ปอท. รับตัวไว้ดำเนินคดี จากการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญาที่ 1136/2560 ลงวันที่ 9 พ.ค.60

ในชั้นจับกุมและสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เหตุผลในการยื่นคำร้องขอฝากขัง พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนและควบคุมผู้ต้องหามาโดยตลอด จะครบ 48 ชั่วโมง ในวันที่ 13 พ.ค.60 หากแต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากจะต้องสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 ปาก, รอผลการตรวจสอบการใช้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์, ตรวจพิสูจน์เครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือของผู้ต้องหา และผลการตรวจสอบลายพิมพ์มือ จึงขออนุญาตฝากขังผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-22 พ.ค.60

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการประกันตัว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปธน.ฝรั่งเศสคนใหม่มุ่งโกยเสียงข้างมากในรัฐสภา โพลคาดอาจได้ไม่ถึง

Posted: 11 May 2017 06:29 AM PDT

เอ็มมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสเริ่มเดินหมากการเมือง มุ่งโกยเสียงข้างมาก ส.ส. ในรัฐสภา โพลคาด พรรคของมาครงโกยที่นั่งเยอะแน่ แต่ไม่พอเป็นเสียงข้างมาก ชี้ คนไม่ออกเสียง/บัตรเสียเยอะอาจทำพิษพร้อมเปิดรายชื่อผู้สมัครวันนี้

หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส รอบ 2 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครอิสระจากกลุ่ม ออง มาร์ช (En Marche!) ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี เอาชนะมารีน เลอ แปน ผู้สมัครจากพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (National Front) ไปด้วยสัดส่วนคะแนน 20.7 ล้านคะแนน ต่อ 10.6 ล้านคะแนน

มาครง วัย 39 ปี อดีตนายธนาคารและที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ฟร็องซัว ออลองด์ จากพรรคสังคมนิยม ที่กำลังจะลงจากตำแหน่ง เป็นผู้สมัครอิสระคนแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่ของฝรั่งเศสคือจากทั้งพรรคสังคมนิยมหรือพรรคสาธารณรัฐ ทั้งยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการลงรับเลือกตั้งในสนามใดๆ มาก่อน กำลังจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันอาทิตย์หน้าในฐานะประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุด ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และการประกาศภาวะฉุกเฉินสืบเนื่องจากภัยก่อการร้าย

อย่างไรก็ตามเป็นการเลือกตั้งรอบ 2 ที่มีผู้ไม่มาออกเสียงน้อยเป็นประวัติการณ์คือ 74.56% นับเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2512

เอ็มมานูแอล มาครง ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ปี พ.ศ. 2560 (ที่มา: วิกิพีเดีย)

ริชาร์ด เฟอร์รอง เลขาธิการใหญ่ของกลุ่มการเมือง "ไม่ซ้าย และไม่ขวา" ของมาครง กล่าวว่า การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาถือเป็น "ก้าวที่สอง" ของชัยชนะภายหลังได้รับเลือกตั้งประธานาธิบดี เดอะ การ์เดียน รายงานว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 และ 18 มิ.ย. ปีนี้ (เฉพาะสภาล่าง/ สภาสูงเลือก ก.ย. 60 / วันที่กำหนดไว้ 2 วันเพราะจะมีเลือกตั้ง 2 รอบ) การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะอำนวยความสะดวกให้มาครงสามารถเดินหน้าปฏิบัติตามยุทธศาสตร์นโยบายที่วางไว้ ได้แก่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดอัตราการว่างงาน สร้างสวัสดิการสำหรับเจ้าของธุรกิจ แต่ถ้าหลังผลการเลือกตั้ง มาครงไม่ได้แรงสนับสนุนจากเสียงส่วนมากของสภา ก็จะไม่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างสะดวก และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นแค่ผู้นำในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

มาครงกล่าวว่า การจัดสัดส่วนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนทั้งสิ้น 577 ที่นั่ง จะมาจากหลากหลายจุดยืนทางการเมืองและสาขาอาชีพ ที่ผ่านมา มาครงเปิดเผยรายนามผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งไปจำนวนหนึ่งแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจ RAID ที่เคยรับมือกับการโจมตีโรงละครบาตาคล็องในกรุงปารีส จากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงเมื่อปี 2558 นอกจากนั้นยังมีผู้ลงสมัครที่เป็นเกษตรกร อาจารย์ ผู้จัดการโรงพยาบาล นักสังคมวิทยารวมไปถึงผู้ประกอบการธุรกิจ โดยมาครงพูดถึงสัดส่วนของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งว่า ครึ่งหนึ่งจะมาจากกลุ่มประชาสังคม และครึ่งหนึ่งของผู้ลงรับเลือกตั้งจะเป็นสตรี รายนามผู้ลงรับเลือกตั้งทั้งหมดจะประกาศในวันนี้ (11 พ.ค. 2560)

ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า รัฐสภาฝรั่งเศสเป็นสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติของฝรั่งเศส โดยยึดระบบสองสภา ประกอบด้วยสภาสูง หรือ วุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นผู้แทนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม และสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

เลือกตั้งสภาผู้แทนนั้นสำคัญไฉน

ในระบอบการปกครองของฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เป็นผู้นำของรัฐบาล ซึ่งส่วนมากจะได้รับแต่งตั้งจากเสียงส่วนมากในสภาผู้แทน ปัญหาของมาครง ที่แยกตัวจากพรรคสังคมนิยมมาตั้งพรรค ออง มาร์ช คือ ยังไม่มีสมาชิกจากพรรคของเขาในสภา ถ้าเขาไม่สามารถสร้างเสียงข้างมากในสภาได้ ก็จะถูกบีบให้ไปรวมกลุ่มกับผู้แทนจากพรรคอื่นเพื่อผ่านร่างกฎหมาย นอกจากนั้น สัดส่วนประชาชนที่ไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และบัตรเสียที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ออง มาร์ช อาจไม่ได้รับแรงสนับสนุนในทางเดียวกันเท่าที่มาครงได้รับในระดับท้องถิ่น

แล้วใครจะครองเสียงข้างมากในสภา

ผลสำรวจจากโพลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคาดว่า ออง มาร์ช อาจได้ผู้แทนเข้าสภาราว 250-290 คน จากที่นั่งทั้งหมด 577 ที่นั่ง ซึ่งก็ยังไม่พอที่จะเป็นเสียงข้างมาก แต่ว่าโพลจาก Ipsos บริษัทสำรวจและวิจัยตลาดจากฝรั่งเศสระบุว่า กว่าร้อยละ 61 ของคนที่ไปออกเสียงไม่อยากให้มาครงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในสภา ในขณะที่ มารีน เลอ แปน กล่าวว่า เธอต้องการให้ฝั่งขวาจัดมีการ "เปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง" เพื่อเป็นฝ่ายค้านอันดับหนึ่งในการเมืองฝรั่งเศส แม้ว่าจะต้องละทิ้งภาพพจน์ของพรรคก็ตาม

พรรคสาธารณรัฐที่มีแนวความคิดแบบกลางขวา มีแนวโน้มที่จะเป็นพรรคที่ได้รับเลือกมากที่สุด ซึ่งตอนนี้ในพรรคเองยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะสนับสนุนมาครงหรือไม่

ในขณะที่พรรคแนวร่วมแห่งชาติตั้งเป้าเอาจำนวนผู้แทนเอาไว้ที่ 40 ที่นั่ง ปัจจุบันทางพรรคมีผู้แทนในสภาสองคน คือ มาริยง เลอ เปน หลานสาวของมารีน เลอ เปน และกิลแบร์ต คอลา อดีตนักกฎหมายวัย 69 ปี แต่ความสำเร็จของ เลอ แปน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก ทำให้พรรคเห็นจำนวนคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรค ซึ่งอาจเป็นส่วนช่วยให้พรรคกลับมามีพื้นที่ทางการเมืองได้มากขึ้น

"การต่อสู้ของพรรคแนวร่วมแห่งชาติต้องมุ่งไปที่การไม่ปล่อยให้มาครงบริหารประเทศได้ตามอำเภอใจ" "จะต้องมีพวกของเราในสภาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" มาริยง เลอ แปน กล่าว

แปลและเรียบเรียงจาก

Victorious Emmanuel Macron plots phase two of plan to change France, The Guardian, 8 May 2017

France turns to parliamentary battle after Macron victory, Financial Times, 8 May 2017

When is the French parliamentary election? Could Marine Le Pen's Front National win?, 8 May 2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปชช.โวยรัฐบาล คสช.จ้องแก้ ก.ม.บัตรทอง ลดสิทธิผู้ป่วย

Posted: 11 May 2017 06:05 AM PDT

เครือข่ายนักสื่อสารชุมชน เผยประชาชนกำลังจับตาร่างแก้ไข ก.ม.บัตรทองร่างแรกที่คาดว่าจะเผยแพร่กลางเดือน พ.ค.นี้ หลังจากปิดลับมานาน  ยันจะค้านอย่างถึงที่สุดหากลดเก้าอี้บอร์ดบัตรทองที่เป็นตัวแทนประชาชน

ประสาร ประดิษฐโสภณ เครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

11 พ.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า ประสาร ประดิษฐโสภณ เครือข่ายนักสื่อสารชุมชน กล่าวว่า ในฐานะของภาคประชาชนที่เข้าร่วมนำเสนอความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาสิทธิบัตรทองมาตลอด รวมทั้งการทำหน้าที่ของการเป็นสื่อวิทยุชุมชนด้วยการสื่อสารข้อมูลเรื่องสิทธิบัตรทองให้ประชาชนได้รับทราบ ขณะนี้ภาคประชาชนและผู้ป่วยมีความกังวลเป็นอย่างมากกับการแก้ไขกฎหมายบัตรทองที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งเรื่อง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุขตั้งคณะกรรมการแก้ไขตั้งแต่ 9 ม.ค.60 แล้ว แต่ที่ผ่านมามีรายงานให้ประชาชนรู้น้อยมาก เหมือนต้องการงุบงิบทำ ล่าสุด พวกเราเพิ่งได้ทราบจากที่มีการนำเสนอเรื่องนี้เข้าบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา

ประสาร กล่าวว่า ประเด็นที่กังวลกันมากคือ แม้ว่ารัฐบาล คสช. ทั้ง รมว.สธ. นายกรัฐมนตรี และโฆษกรัฐบาลจะออกมาย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่มีการยกเลิกบัตรทองหรือสิทธิ 30 บาท แต่เท่าที่ดูประเด็นที่จะมีการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง เห็นว่าไม่ยกเลิกก็จริง แต่กำลังแก้ไขกฎหมายเพื่อลดสิทธิของประชาชนแทน

ที่ผ่านมามีข้อเสนอจากฝั่งกระทรวงสาธารณสุขและผู้ให้บริการที่จะขอเพิ่มตัวแทนของ รพ.เข้าไปในบอร์ดบัตรทองมาตลอด ทั้งนี้ประชาชนเรียกคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่า บอร์ดบัตรทอง แต่สื่อมักเรียกว่าบอร์ด สปสช. แต่พวกเราเห็นว่านี่ไม่ใช่บอร์ดของ สปสช. แต่เป็นบอร์ดบัตรทองของประชาชน สปสช.เป็นหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนอย่างพวกเรา แต่ตอนนี้ก็มีสัญญาณชัดเจนว่า คณะกรรมการแก้ไขกฎหมายชุดนี้ได้เสนอให้เพิ่มผู้แทน รพ.แต่ละระดับและแต่ละสังกัดเข้าไปในบอร์ด สปสช.อีก 7 คน และให้ปลัด สธ.เป็นรองประธานบอร์ด แบบนี้เท่ากับว่าจะเปลี่ยนบอร์ดบัตรทองที่เป็นตัวแทนประชาชนเป็นบอร์ดของโรงพยาบาลไป ประเด็นนี้น่ากลัวมาก ถ้าปล่อยให้แก้แบบนี้จริง สิทธิประชาชนถูกลิดรอนแน่นอน

"ผมนี่สิทธิบัตรทองเต็มขั้น ในฐานะสื่อเคยดูการถ่ายทอดสดประชุมบอร์ดบัตรทองหลายครั้ง แค่สัดส่วนบอร์ดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ การจะเสนออะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อผู้ป่วยยังยากเลย จะถูกขัดขวางจากคนที่เป็นตัวแทนของวิชาชีพทุกครั้ง ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า เขาเป็นตัวแทนใคร ก็ทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มนั้น แต่นี่กำลังจะแก้ไขให้บอร์ดที่มีหน้าที่ต้องเป็นตัวแทนประชาชน มาเป็นบอร์ดตัวแทน รพ. ตัวแทนผู้ให้บริการ แบบนี้สิทธิประชาชนถูกลดแน่นอน บัตรทองได้กลายเป็นระบบอนาถาแน่ เพราะจะมีข้ออ้างว่า เงินไม่พอ คนทำงานไม่พอ ทั้งที่เรื่องพวกนี้ต้องช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มเงิน ไม่ใช่มาลดสิทธิประชาชน เพราะ 30 บาทคือการลงทุน ไม่ใช่ภาระ" ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนกำลังจับตาร่างแก้ไขกฎหมายบัตรทองร่างแรกที่คาดว่าจะเผยแพร่ได้ 16 หรือ 17 พ.ค.นี้ หลังจากปิดลับมานาน เพราะต้องใช้ร่างนี้สำหรับประชาพิจารณ์ แต่ภาคประชาชนจะคัดค้านอย่างถึงที่สุดกับการเปลี่ยนบอร์ดบัตรทองที่เป็นตัวแทนประชาชนไปเป็นบอร์ดของผู้ให้ รพ. ข้อเสนอให้เพิ่มตัวแทน รพ.เข้าไปในบอร์ดจะทำให้เจตนารมณ์ของบอร์ดบัตรทองที่ควรทำหน้าที่เพื่อประชาชนเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

"ทุกวันนี้บอร์ดบัตรทอง 30 คน มีตัวแทนประชาชนแค่ 5 กับองค์กรปกครองท้องถิ่น 4 คนที่จะถูกปรับให้เหลือ 3 คน เพราะ อปท. ถูกยุบไป 1 ที่เหลือเป็นข้าราชการ วิชาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ให้บริการ ไม่เคยทำหน้าที่แทนประชาชนเลย แทนที่จะแก้ไขกฎหมายเพิ่มอำนาจประชาชน กลับไปเพิ่มอำนาจรัฐมากขึ้น แล้วแบบนี้จะเชื่อใจได้อย่างไร ปากบอกไม่ล้ม 30 บาท แต่ตอนนี้ก็เห็นชัดเจนว่า จะลดสิทธิของประชาชนในระบบ 30 บาทแทน" ประสาร กล่าว  

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อานนท์ นำภา

Posted: 11 May 2017 05:23 AM PDT

"ม.112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างสมบูรณ์แบบจนไม่เหลือสถานะเป็นกฎหมายแล้ว บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต่างยินยอมพร้อมใจกันหมอบกราบกับภาวะเช่นว่านั้นเพื่อความอยู่รอดของตน ช่วงชีวิตของคนเรามันไม่ได้ยืนยาวสักเท่าไหร่ หลายคนเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความวิปริต หลายคนเลือกที่จะนิ่งเฉย แต่ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่จะเปลี่ยนแปลงมัน"

ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว, 10 พ.ค.60

พระพุทธอิสระร้องมีชัยเพิ่มบัญญัติปราบทุจริตคนใช้ศาสนาหากิน

Posted: 11 May 2017 03:21 AM PDT

พระพุทธอิสระ ร้อง กรธ.ให้ยกร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ครอบคลุมถึงนักการศาสนา ด้าน 'มีชัย' รับยากจะเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมปัจจัยที่พุทธศาสนิกชนถวายให้พระสงฆ์

ที่มาภาพ เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

11 พ.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (11 พ.ค.60) พระพุทธอิสระ ยื่นหนังสือถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้พิจารณายกร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)  มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบการทำหน้าที่ของนักการศาสนา ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เพี่อป้องกันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การใช้งบประมาณของรัฐโดยไม่สุจริต 

"ที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีหน่วยงานใด ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณของนักการศาลศาสนา ทั้งผู้ปกครองคณะสงฆ์ และไวยาวัจกร เมื่อไม่มีการถ่วงดุจ หรือตรวจสอบจึงทำให้งบประมาณของศาสนา ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และสินเปลืองจำนวนมาก เช่น กรณีวัดพระธรรมกาย ที่ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบ และยังมีการปล่อยปะละเลยให้เกิดการทุจริต และยังไม่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้จนถึงปัจจุบัน" พระพุทธอิสระ กล่าว

มีชัย กล่าวว่า กรธ.  รับฟังและพร้อมดูแลในส่วนของทางนิติบัญญัติในเรื่องที่เกี่ยวข้อง หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินก็พอจะมีทางเป็นไปได้  แต่เรื่องที่มายื่นนั้นเป็นเรื่องทีเกี่ยวกับคณะสงฆ์มีผลกระทบถึงความสัมพันธ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนา อีกทั้งวัดไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ  คนที่ทำงานในวัด ก็มิใช่ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับการปกครองทางบ้านเมือง อาจจะยากที่จะตรวจสอบได้   

"การปกครองของสงฆ์ มีเป็นการปกครองมีประเพณีที่ปฏิบัติมาอย่างยาวนาน  แตกต่างจากรูปแบบการปกครองบ้านเมือง จึงยากที่จะเข้าไปควบคุม ขณะเดียวกัน หากพระสงฆ์กระทำความผิด ด้วยการนำเงินซื้อขายตำแหน่ง กรณีนี้เข้าข่ายกระทำความผิด ที่จะสามารถใช้ประมวลกฎหมายอาญาปกติเข้าไปดำเนินคดีได้" มีชัย กล่าว

มีชัย กล่าวด้วยว่า จุดมุ่งหมายของการยื่นหนังสือในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ กรธ.  พิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน ส่วนตัวมองว่า คงจะมีทางที่สามารถทำได้ แต่หากให้ควบคุมปัจจัยที่พุทธศาสนิกชนถวายให้พระสงฆ์โดยส่วนตัว หรือบริจาคให้กับวัด คงจะเป็นไปได้

 

ที่มา เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา และ สำนักข่าวไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่บรรจุพยาบาลเพิ่ม 'วิษณุ' แจงเป็นผลจากปฏิรูปราชการตั้งแต่ รบ.ทักษิณ ตรึงอัตรากำลังได้ 4 แสน

Posted: 11 May 2017 02:38 AM PDT

กรณีพยาบาลวิชาชีพชั่วคราวขู่ลาออก หลัง ครม.ไม่อนุมัติบรรจุเข้ารับราชการ 'วิษณุ' แจงเป็นผลที่น่าพอใจจากการปฏิรูประบบราชการ ตั้งแต่ รบ.ทักษิณ ที่สามารถตรึงอัตรากำลังไว้ได้ที่ 4 แสน  ด้าน สธ.ถกด่วน

11 พ.ค. 2560 จากกระแสความไม่พอใจของกลุ่มพยายบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ถึงขั้นขู่ลาออก หลังเมื่อ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่อนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10,992 อัตรา โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) นำตำแหน่งว่างที่มีอยู่และตำแหน่งที่จะว่างในอนาคตมาบริหารจัดการเพื่อรองรับการบรรจุพยาบาลวิชาชีพตามความจำเป็น  (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : ผุดแคมเปญชวนพยาบาล ค้าน ครม.ไม่อนุมัติตำแหน่งข้าราชการพยาบาลวิชาชีพใหม่กว่าหมื่นอัตรา )

ล่าสุดวันนี้ (11 พ.ค.60) เวลา 11.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ทราบว่าทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราการพลเรือน (ก.พ.) จะชี้แจงหรืออาจจะชี้แจงไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะเรื่องนี้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) ได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบหลายครั้ง

"ได้ผ่อนให้ไปจำนวนมากแล้วหลายอัตรา ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข จะเอาอัตราเหล่านั้นไปจัดสรรอย่างไร ซึ่งบางคนอาจสมประโยชน์ และที่ไม่สมประโยชน์ เป็นเรื่องของทางกระทรวงสาธารณสุข แต่สิ่งที่ก.พ. ออกคำชี้แจงไปถือว่าชัดเจนแล้ว อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้อ่าน" วิษณุ กล่าว

ต่อกรณีคำถามถึงเหตุผลที่ไม่เปิดบรรจุพยาบาลวิชาชีพ เนื่องจากต้องการประหยัดงบประมาณแผ่นดินใช่หรือไม่นั้น วิษณุ กล่าวว่า มันมีอะไรมากกว่านั้น ถ้าจะตอบว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวกับการประหยัดมันก็ไม่ใช่ เพราะต้องประหยัด แต่ไม่ใช่เหตุผลใหญ่ ยังมีอีกหลายเหตุ เพราะถ้าเอาตามอัตราที่แต่ละกระทรวงสาธารณสุขเรียกร้องให้บรรจุ ก็ต้องเพิ่มอัตรากำลังอีกเป็นแสนคน

"ในขณะที่วันนี้ข้าราชการทั่วประเทศ ตลอด 10-20 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ทำปฏิรูประบบราชการในปี 2544-2545 สามารถตรึงอัตรากำลังไว้ได้ที่ประมาณ 4 แสนคน ถือว่าน่าพอใจ หากจะเอาตามที่แต่ละกระทรวงสาธารณสุขให้เพิ่มคนก็จะเพิ่มไปอีกประมาณ 1 แสนคน" วิษณุ แจกแจง
 
สำหรับคำถามว่าจะมีผลกระทบหรือไม่ เมื่อเครือข่ายพยายาลวิชาชีพกลุ่มนี้ขู่ลาออก (30ก.ย.2560) หากไม่ได้รับการบรรจุนั้น วิษณุ กล่าวว่า ขอให้ฟังคำชี้แจงของ ก.พ.มีอะไร ก็ให้ทางกระทรวงสาธารณสุข เจรจาบอกความจำเป็น แต่อัตราที่ก.พ.ให้ไปก็เป็นจำนวนหมื่นอัตราแล้ว
 

สธ.ถกด่วน

ขณะที่ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ได้เรียกหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้อง อาทิ ที่ปรึกษาฯ, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข , รองปลัดฯและผู้แทนสภาการพยาบาล ประชุมด่วน โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟัง

ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข มีอัตราตำแหน่งข้าราชการที่ว่างอยู่เกือบ 10,000 ตำแหน่ง แต่ตำแหน่งดังกล่าวมีบุคคลที่จะเข้ารับการบรรจุอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถขยับบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆที่ว่างได้ เพราะในส่วนของตำแหน่งระดับบนๆ ที่จะต้องขยับยังไม่มีการขยับ อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำตอบในเรื่องนี้

 

ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์ และ TNN24

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แฉพบสารกันบูดปนใน 'ไส้ถั่วกวนสำเร็จรูป' 3 จาก 6 ตัวอย่าง ไม่แสดงข้อมูลบนฉลาก

Posted: 11 May 2017 02:11 AM PDT

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มทดสอบสารกันบูด กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก พบสารปนเปื้อนใน "ไส้ถั่วกวนสำเร็จรูป" 3 จาก 6 ตัวอย่าง ไม่แสดงข้อมูลบนฉลาก

11 พ.ค. 2560 รายงานข่าวจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แจ้งว่า ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มทดสอบสารกันบูด กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก ในตัวอย่างไส้ถั่วกวนสำเร็จรูป ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการทำไส้ขนมหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ขนม ขนมโมจิ ซาลาเปา ขนมเทียน ขนมถั่วกวน ขนมลูกชุป ขนมเม็ดขนุน ฯลฯ โดยผลการทดสอบพบการปนเปื้อนสารกันบูดในตัวอย่างไส้ถั่วกวนสำเร็จรูปจำนวน 3 จาก 6 ตัวอย่างที่นำมาทดสอบ โดย 3 ตัวอย่างที่ไม่พบการปนเปื้อนของ กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก ได้แก่ 1. ตัวอย่างยี่ห้อ ยูยี เก็บตัวอย่างที่ร้านยีสต์แอนเนย สำเพ็ง 2. ตัวอย่างไม่มียี่ห้อ เก็บตัวอย่างที่ร้านพรพรรณเบเกอรี่ บางบอน และ 3. ตัวอย่างไม่มียี่ห้อ เก็บตัวอย่างที่ร้านอั่งกี่ ศรีนครินทร์

ส่วน 3 ตัวอย่างที่พบการปนเปื้อนของ กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก ประกอบด้วย 1. ตัวอย่างไม่มียี่ห้อ เก็บตัวอย่างที่ร้านเกียรติสิน สะพานควาย พบ กรดเบนโซอิก  304.82 มก./กก., 2. ตัวอย่างไม่มียี่ห้อ เก็บตัวอย่างที่ร้านเกียรติรุ่งโรจน์ ซ.งามวงศ์วาน 25 พบกรดเบนโซอิก  316.63 มก./กก. และ 3. ตัวอย่างไม่มียี่ห้อ เก็บตัวอย่างที่ร้านครบครัน คลองตัน พบกรดเบนโซอิก  340.68 มก./กก. โดยทั้ง 3 ตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนของกรดซอร์บิก ซึ่งปริมาณที่พบไม่เกินที่กฎหมายกำหนด

สำหรับมาตรฐาน กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก ที่กฎหมายกำหนด ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง ข้อกำหนดการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ไส้ถั่วกวนสำเร็จรูป น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มอาหารประเภท พืชผัก สาหร่าย ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชต่างๆ ที่ผ่านกรรมวิธี เช่น อบแห้ง แคนนิ่ง แช่แข็ง ฯลฯ ตามการแบ่งกลุ่มย่อยของประเภทอาหารที่อนุญาตให้ใช้ กรดเบนโซอิก ซึ่งตามประกาศไม่มีกำหนดปริมาณที่ใช้เป็นตัวเลขชัดเจน ระบุเพียงว่า ให้ใช้ใน "ปริมาณที่เหมาะสม" ซึ่งเมื่อลองนำไปเทียบกับกลุ่มอาหารชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่กฎหมายจะอนุญาตให้ใช้กรดเบนโซอิกได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ส่วน กรดซอร์บิก ไม่มีการกำหนดปริมาณการใช้ในไส้ถั่วกวนสำเร็จรูป

ก่อนหน้านี้ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ทดสอบการปนเปื้อนของ กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก ในขนมเปี๊ยะ ซึ่งมีไส้ถั่วกวนเป็นส่วนประกอบ พบการปนเปื้อนจำนวน 12 จาก 13 ตัวอย่างที่ทดสอบ โดยปริมาณสารกันบูดที่พบ เฉลี่ยอยู่ที่ 20.47 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเมื่อลองเทียบกับปริมาณสารกันบูดที่พบในไส้ถั่วกวนสำเร็จรูปที่พบสารกันบูดเฉลี่ยอยู่ 320.71 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เท่ากับว่าปริมาณสารกันบูดในไส้ถั่วกวนสำเร็จรูปสูงกว่าในขนมเปี๊ยะถึง 15 เท่า  (ผลทดสอบขนมเปี๊ยะ https://goo.gl/BPyfk3 )

ส่วนเรื่องการแสดงฉลาก ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 363) พ.ศ. 2556 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร ต้องมีการแสดงฉลากกรณีที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหาร แต่ในการทดสอบครั้งนี้ตัวอย่างไส้ถั่วกวนที่พบการปนเปื้อนของ กรดเบนโซอิก และ กรดซอร์บิก ไม่มีการแจ้งข้อมูลใดๆ บนฉลาก ซึ่งอาจเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 ในลักษณะที่มีฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเรื่องคุณภาพ มีบทลงโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช. เผยบล็อกเว็บผิด ก.ม.แล้วกว่า 6.3 พัน URL ยังเหลือเฟซบุ๊ก 131 URL ขีดเส้นตาย 16 พ.ค.นี้

Posted: 11 May 2017 01:04 AM PDT

กสทช. เผยสั่งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตปิดกั้นเว็บผิดกฎหมายแล้ว 6300 URL จาก 6900 URL ขณะที่เฟซบุ๊กบล็อกผิด พ.ร.บ.คอมฯ ม.112 ม.116 แล้ว 178 URL ยังเหลือ 131 URL ย้ำมีหมายศาลในส่วนนี้แล้ว ขีดเส้นตาย 16 พ.ค.นี้ หากยังไม่ปิดเตรียมเชิญคุย

11 พ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 พ.ค. 60) เวลาประมาณ 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) โดย ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสายงานกิจการโทรคมนาคม ร่วมกับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) และ International Internet Gateway (IIG) จัดการประชุมติดตามผลการดำเนินการเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์

ฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ติดตามกรณีมีหมายศาลขอความร่วมมือไปที่ ISP ให้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผิดกฎหมายในขณะนี้ ซึ่งขณะนี้ครบกำหนด 7 วันตามที่ กสทช. ได้แจ้งไปแล้ว ซึ่งทางสมาคม ISP ได้ให้ความร่วมมือกับ กสทช. ในการดำเนินการเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ฐากร กล่าวต่อว่า ในส่วนของเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีหมายศาลไปแล้ว ทางกระทรวงดีอีได้ส่งเรื่องมาให้กสทช. และกสทช.ได้ส่งต่อไปที่ผู้ให้บริการ ISP ทั้งหมด ขณะนี้มีเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย กว่า 6900 URL และได้มีการปิดกั้นไปแล้วกว่า 6300 URL โดยที่ยังค้างในระบบที่ต้องเข้ารหัส หรือที่เรียกกันว่า encrypt คือไม่สามารถดำเนินการลบเองได้ ที่สำคัญได้แก่ เฟซบุ๊ก ซึ่งในขณะนี้ยังไม่สามารถปิดกั้นได้ ตามรายงานของ ISP ข้อมูลปัจจุบัน มี 309 URL ที่ผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการทำจดหมายไปถึงเฟซบุ๊กแล้ว ซึ่งแม้ไม่ได้รับการตอบกลับเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เฟซบุ๊กได้มีการปิดกั้นไปแล้ว 178 URL และมีที่ยังสามารถเข้าถึงได้อยู่ 131 URL ซึ่งเป็นเพจในเฟซบุ๊กที่ยังไม่ได้ปิดกั้นแต่มีหมายศาลในส่วนนี้แล้ว

เลขาธิการ กสทช.  กล่าวอีกว่า ทางกสทช. ประชุมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้กำหนดระยะเวลาในการปิดกั้นเว็บไซต์จนถึงวัน 16 พ.ค. นี้ โดย กสทช. กระทรวงดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง จะเข้าไปดำเนินการตรวจสอบผู้ให้บริการ ISP ที่ให้บริการอยู่ว่า เว็บไซต์ต่างๆ ที่ได้มีหมายศาลไปแล้วว่ายังมีค้างอยู๋ในระบบหรือไม่ ซึ่งถ้ายังค้างในระบบก็จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย หากยังมีเว็บไซต์ต่างๆ ที่ค้างอยู่ในระบบก็จะเชิญคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าเกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊ก ก็จะเชิญเฟซบุ๊กจากสาขาประเทศไทยมารับทราบ และจะดำเนินการปิดกั้นและตรวจสอบให้สอดคล้องกับหมายศาล ให้เป็นไปตามความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ทั้งนี้จะดำเนินการไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้งานของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเว็บไซต์ที่ กสทช. และ ISP ดำเนินการและกำลังดำเนินการปิดกั้น ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กถูกกล่าวหาว่า มีเนื้อหาที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 โดยแบ่งประเภทเป็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยุยงปลุกปั่น ขัดศีลธรรมอันดี สร้างความแตกแยก และอื่นๆ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทุกข์คนทำงาน: พนักงานภาคบริการในออสเตรเลียถูกคุกคามทางเพศอย่างหนัก

Posted: 11 May 2017 12:57 AM PDT

พนักงานหญิงในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับงานบริการของออสเตรเลีย พบปัญหาถูกคุกคามทางเพศอย่างหนัก จากแบบสอบถามขององค์กรแรงงานระบุ 89% มีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน 19% ถูกทำร้ายจากความพยายามล่วงละเมิดทางเพศ

คนทำงานหญิงในภาคบริการทั้งพนักงานต้อนรับและพนักงานเสิร์ฟในออสเตรเลียก็มีปัญหาถูกคุกคามทางเพศอย่างหนักเช่นหลาย ๆ ที่ ที่มาภาพประกอบ: wikimedia.org

11 พ.ค. 2560  United Voice ซึ่งเป็นองค์กรแรงงานที่มีสมาชิกในออสเตรเลียกว่า 120,000 คน ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมบริการ สาธารณสุข เหมืองแร่ โรงงานอุตสาหกรรม ดูแลเด็ก และอื่น ๆ ได้เปิดเผย ผลสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานภาคพนักงานบริการ เมื่อปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่าพนักงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับงานบริการต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกคุกคามทางเพศในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งจากลูกค้า ผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน โดยร้อยละ 89 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน และร้อยละ 19 มีประสบการณ์ถูกทำร้ายจากความพยายามล่วงละเมิดทางเพศ มีรายหนึ่งระบุว่าถูกวางยาแล้วถูกข่มขืนโดยนายจ้างของเธอ

พนักงานหญิงคนหนึ่งระบุในแบบสำรวจว่า: "คืนหนึ่งเรากำลังดื่มเครื่องดื่มอยู่หลังเลิกงาน ผู้จัดการของฉันเดินตามฉันเข้าไปในห้องน้ำของผู้หญิง เมื่อฉันไปปิดประตูห้องน้ำ เขาก็ใช้ห้องถัดไปเพื่อปีนข้ามผ่านกำแพงห้องน้ำเข้ามาหาฉัน"

พนักงานหญิงอีกคนระบุในแบบสำรวจว่า: "ฉันเคยถูกคุกคามทางเพศหลายครั้ง ครั้งที่เลวร้ายที่สุดคือเมื่อผู้ชายคนหนึ่งกำลังทำร้ายฉัน แม้ฉันพยายามขอร้องเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ จากนั้นเขาพยายามข่มขืนฉัน เจ้านายได้เพียงเรียกตำรวจเพียงอย่างเดียว ตอนนั้นฉันอายุ 17 ปี ได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในครัวแล้วร้องไห้ หนำซ้ำอีกไม่กี่เดือนต่อมาชายคนนี้ยังกลับมาใช้ให้บริการที่ร้านของเราราวกับไม่เคยเกิดเรื่องใด ๆ"

ผู้ตอบแบบแบบสำรวจระบุกับ United Voice ว่าวัฒนธรรมการคุกคามทางเพศในอุตสาหกรรมนี้มักจะถูกมองเป็นเรื่องปกติ มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เชื่อว่านายจ้างของพวกเธอจะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยผู้ตอบแบบสอบถามนี้เป็นคนทำงานหญิงกว่าร้อยละ 90 ส่วนใหญ่พวกเธอมีอายุต่ำกว่า 34 ปี และร้อยละ 49 อายุน้อยกว่า 24 ปี

ทั้งนี้ United Voice ประกาศว่าจะมีการจัดการพูดคุยระหว่างกับคนทำงานและนายจ้างเพื่อร่วมกันหาวิธีที่จะทำให้สถานที่ทำงานด้านการบริการเหล่านี้มีความปลอดภัยปลอดภัยต่อคนทำงานหญิงยิ่งขึ้น โดย United Voice ระบุว่า "ถ้าคุณเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับงานบริการ ถึงเวลาแล้วที่จะมารวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ คุณมีสิทธิที่จะรู้สึกปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเมื่อคุณอยู่ในที่ทำงาน"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มุน แจอิน-ขอเป็นผู้นำเกาหลีใต้ที่เกษียณแล้วจะอยู่บ้านแบบคนธรรมดา-เพื่อนบ้านต้อนรับ

Posted: 11 May 2017 12:31 AM PDT

หลังทราบผลเลือกตั้ง 'มุน แจอิน' สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้และเริ่มงานทันที โดยเขาซึ่งเชื่อมันแนวทางแก้วิกฤตนิวเคลียร์เกาหลีเหนือผ่านการเจรจา ได้ตั้ง ผอ.สำนักข่าวกรองคนใหม่ ทั้งยังให้คำมั่นว่าว่าจะสานสัมพันธ์กับพันธมิตรสำคัญคือสหรัฐฯ ทั้งนี้ในสุนทรพจน์รับตำแน่งเขาตั้งเป้าทำให้รัฐบาลโปร่งใสมากขึ้น และจะเป็นผู้นำที่เมื่อลงจากตำแหน่งไปแล้วสามารถกลับไปอยู่บ้านแบบคนธรรมดาและเพื่อนบ้านต้อนรับ

มุน แจอิน ระหว่างพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่รัฐสภา ก่อนเดินทางไปทำงานที่ทำเนียบชองวาแด ในกรุงโซล (ที่มา: Facebook/KoreaClickers)

หลังจากที่เกาหลีใต้ได้ประธานาธิบดีคนใหม่คือ มุน แจอิน ผู้นำพรรคประชาธิปไตยเกาหลี อดีตนักกิจกรรมนักศึกษา อดีตทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และอดีตหัวหน้าคณะทำงานสมัยประธานาธิบดียุครัฐบาลเสรีนิยม เขาเพิ่งกล่าวสุนทรพจน์รับตำแหน่งหลังชนะการเลือกตั้งไปไม่นานนี้ สื่ออย่างนิวยอร์กไทม์ก็ชวนมองว่ามุนแจอินมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ

ในวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา มุน แจอินประกาศหลังชนะการเลือกตั้งว่าเขาจะมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาวิกฤตนิวเคลียร์เกาหลีเหนือด้วยการเจรจามากกว่า โดยบอกว่าเขาอยากพบปะกับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือถ้าสถานการณ์อำนวย

ขณะเดียวกัน มุน แจอิน ก็ให้คำมั่นว่าเขาจะสานสัมพันธ์กับพันธมิตรสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างหนักแน่นขึ้น โดยเปิดเผยว่าอยากเลื่อนประชุมประจำปีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เร็วขึ้น โดยที่รัฐบาลทรัมป์แสดงท่าทีทางการทหารและการทูตต่อเกาหลีเนือในแบบที่ทั้งสร้างความฮือฮาและความสับสนแก่ชาวเกาหลีใต้ โดยที่ทรัมป์ต่อสายคุยกั บมุน แจอิน ทันทีหลังจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งโดยตกลงเรื่องการดำเนินความสัมพันธ์ที่ดีในแบบพันธมิตรต่อไป และร่วมกันจัดการกับปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

มุน แจอิน กล่าวว่าการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เป็นพื้นฐานเรื่องการทูตและความมั่นคงของเกาหลีใต้ และมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อมีเหตุความไม่แน่นอนแถบคาบสมุทรเกาหลี

ก่อนหน้านี้เคยมีความกังวลกันว่าท่าทีแบบเสรีนิยมรัฐบาลใหม่เกาหลีใต้ที่จะเน้นความสัมพันธ์ทางการทูตและทางเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือนั้นจะทำให้เกิดความบาดหมางกับสหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งคำกล่าวเกี่ยวกับประเทศพันธมิตรของ มุน แจอิน ดูจะลดความกลัวนี้ลงไปในขณะเดียวกันเขาก็อกว่า "จะทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้เกิดสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี"

มุน แจอิน เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดี โน มูฮยอน มาก่อน โดยที่ทั้งสองยังเป็นเพื่อนกันและเป็นคนทีมีแนวทางอุดมการณ์แบบเดียวกันด้วย มีคนประเมินว่ามุนแจอินอาจจะดำเนินนโยบายกับเกาหลีเหนือเน้นการหารือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและด้านมนุษยธรรม แบบที่เรียกว่า "นโยบายอาทิตย์ฉายแสง" (sunshine policy)

นโยบายดังกล่าวจะเน้นสร้างความเชื่อใจกับเกาหลีเหนือเพื่อเจรจาให้พวกเขาเลิกโครงการพัฒนาขีปนาวุธและโครงการนิวเคลียร์ แต่ในช่วงที่เกาหลีใต้ได้ผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมนโยบายนี้ก็ถูกปล่อยให้ว่างเว้นไป ขณะที่สหรัฐฯ ก็พยายามโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือด้วยการคว่ำบาตรและกดดัน แต่เกาหลีเหนือก็ยังคงพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป ซึ่งฝ่ายเสรีนิยมในเกาหลีใต้เชื่อว่าวิธีการคว่ำบาตรใช้ไม่ได้ผลกับเกาหลีเหนือ

มุน แจอิน ระหว่างพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ก่อนเดินทางไปทำงานที่ทำเนียบชองวาแด ในกรุงโซล เกาหลีใต้ (ที่มา: Facebook/KoreaClickers)

นิวยอร์กไทม์รายงานอีกว่าขณะเดียวกัน มุน แจอิน ก็ส่งสัญญาณในเชิงพยายามรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเอาไว้ เนื่องจากเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพวกเขา รวมถึงมีเรื่องที่เมื่อไม่นานมานี้สหรัฐฯ เพิ่งติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD

ในเรื่องของการที่สหรัฐฯ เข้ามาติดตั้ง THAAD นั้นก็ทำให้จีนไม่พอใจจนถึงขั้นมีการบอยคอตต์สินค้าจากเกาหลีใต้ แต่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากก็ไม่ใส่ใจจีนโดยมองว่ามันเป็นราคาที่ต้องจ่ายให้กับการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ แต่ชาวเกาหลีใต้บงส่วนก็มีปัญหากับสหรัฐอเมริกาเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกให้เกาหลีใต้ต้องจ่ายเงินค่า THAAD เองต่างจากข้อตกลงเดิมที่เคยมี  เรื่องความขัดแย้งนี้มุนแจอินให้คำมั่นว่าจะมีการ "เจรจาต่อรองอย่างจริงใจกับสหรัฐฯ และจีนในการแก้ปัญหา THAAD"

ในวันแรกหลังสาบานตนรับตำแหน่ง มุน แจอิน ก็เข้าทำงานทันทีโดยไม่มีการเว้นช่วง 2 เดือนตามธรรมเนียมการเมืองเกาหลีใต้ เขาจัดตั้งรัฐบาลอย่างรวดเร็วโดยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้ง ซูฮุน เป็นผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ โดยที่ ซูฮุน เคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่เคยเฝ้าระวังเกาหลีเหนือและเคยร่วมการเจรจาสองชาติเกาหลีในปี 2545 และปี 2550 โดยที่ มุน แจอิน คาดหวังว่าซูฮุนจะแก้วิกฤตินิวเคลียร์เกาหลีได้

นอกจากประเด็นความมั่นคงและการทูตกับเกาหลีเหนือที่ดูก้าวหน้ามากขึ้นแล้ว มุน แจอิน ยังกล่าวในสุนทรพจน์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งว่าเขาจะทำให้รัฐบาลมีความโปร่งใสมากขึ้นหลังจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ของเกาหลีใต้มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับกรณีทุจริตคอร์รัปชัน โดยมุนแจอินบอกว่าเขาจะพยายามขจัดการทุจริตที่รัฐบาลเกาหลีใต้และกลุ่มธุรกิจมีสายสัมพันธ์กัน

"ผมจะเป็นประธานาธิบดีแบบที่สามารถเกษียณกลับไปอยู่ที่บ้านกลายเป็นคนธรรมดาได้และได้รับการต้อนรับจากเพื่อนบ้าน" มุน แจอินกล่าว

เรียบเรียงจาก

South Korea's New President, Moon Jae-in, Promises New Approach to North, New York Times, 10-05-2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น