โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com

Link to ประชาไท

หมายจับเพจ KonthaiUK กล่าวหาบิดเบือนข่าวดาวเทียม-27 คนแชร์โดนด้วย

Posted: 12 Jun 2018 09:07 AM PDT

บิ๊กโจ๊กตำรวจท่องเที่ยวร่วม ปอท.แถลงข่าวออกหมายจับเจ้าของเพจดังคนตามเกิน 5 แสน ความผิดบิดเบือนข่าวกระทบความมั่นคงตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการนำเสนอ "เรือเหาะก็ซื้อมาซ่อม ยังจะซื้อดาวเทียม 91,200 ล้านมาแดกอีก.. จะยอมมันอีกมั้ย!" พร้อมกันนั้นตำรวจยังจับคนทั่วไปที่แชร์ข่าวนี้อีก 7 คนด้วย จะออกหมายจับเพิ่มอีก 20 คน ด้านเจ้าของเพจตอบโต้ "แหกตาดู" สื่ออื่นก็รายงาน


ภาพจากมติชนออนไลน์

12 มิ.ย.2561 มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. หรือที่สื่อเรียกว่า "บิ๊กโจ๊ก" เปิดเผยว่า ศาลได้อนุมัติหมายจับ นางวัฒนา เอ็บเบจช์ อายุ 56 ปี มีถิ่นพักอาศัยอยู่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ แล้ว ในความผิดฐาน "นำสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน" ตาม มาตรา 14 (2) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยจะมีการเชิญตัวมาแจ้งข้อหา นอกจากนี้ยังได้มีการดำเนินคดีกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเผยแพร่หรือส่งต่อข้อความข่าวสารอันเป็นเท็จในเฟซบุ๊ก อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ จำนวนทั้งสิ้น 7 ราย และอยู่ระหว่างออกหมายเรียกกว่า 20 ราย ​โดยมีความผิดฐาน "เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย ต่อการรักษาความมั่งคงปลอดภัยของประเทศหรือความมั่งคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน" ตามมาตรา 14(5) โทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีบุคคลนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอ์อันเป็นเท็จ โดยได้มีการโพสต์บทความบิดเบือนให้ร้ายรัฐบาลในเพจเฟซบุ๊ก"KonthaiUk" พาดหัวข่าวว่า "เรือเหาะก็ซื้อมาซ่อม ยังจะซื้อดาวเทียม 91,200 ล้านมาแดกอีก.. จะยอมมันอีกมั้ย!" พร้อมการนำภาพเรือเหาะ ดาวเทียม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มาตัดต่อรวมกัน นอกจากนี้ยังมีการตัดต่อภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อนำมาเป็นสื่อกระจายแก่บุคคลต่าง ๆ ซึ่งการดัดแปลงดังกล่าว อาจส่งผลทำให้ประชาชนที่ได้รับสื่อเกิดความตื่นตระหนก และหลงเชื่อได้ว่าข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลจริง จากการสืบสวนทราบว่าเพจเฟซบุ๊ค "KonthaiUk" ได้ลงทะเบียนใช้ในชื่อบัญชี "Watana Ebbage" จากการสืบสวนทราบว่าคือ นางวัฒนา เอ็บเบจช์ อายุ 56 ปี มีถิ่นพักอาศัยอยู่เมืองลอนดอน


ภาพจากเพจ KonthaiUK

เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ รายงาน รอง ผบช.ทท.แถลงให้ข้อมูลว่า กลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเผยแพร่หรือส่งต่อข้อความข่าวสารอันเป็นเท็จในเฟซบุ๊ก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติมีจำนวนทั้งสิ้น 14 ราย อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการออกหมายเรียกเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอีก 13 ราย รวมทั้งหมด 27 รายซึ่งมีความผิดตาม มาตรา 14 (5) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่าด้วยการส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ

"สิ่งสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นใด คือการทำให้บ้านเมืองสงบสุขเรียบร้อย ซึ่งการโพสต์และแชร์ข้อมูลดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นเหตุให้ผู้ที่เข้าไปรับชมเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งการประชุมครม. ในวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า การโพสต์ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ จะไปลงข้อมูลเพื่อโจมตีผู้ใดหรือรวมทั้งรัฐบาลก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นเรื่องบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้วถือว่าเป็นความผิดทั้งสิ้นซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูง"

"อยากเตือนพี่น้องชาวไทยหากศึกษาข้อมูลให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลกับทางราชการว่าถูกต้องหรือไม่เนื่องจากการแชร์ข้อมูลที่ผิดพลาดอาจถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ผู้ต้องหาที่ศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับจะขอความร่วมมือและทำเป็นหมายแดง หรือหมายจับอินเตอร์โพลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป" รอง ผบช.ทท. กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสำรวจเพจดังกล่าวพบว่า มีผู้ like เพจประมาณ 525,000  ส่วนคำแนะนำตัวของเพจคือ ต่อสู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ต้านเผด็จการ  (ห้ามโพสจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ โดยเด็ดขาด) ในด้านของรูปแบบการนำเสนอของเพจจะเป็นการหยิบยกข่าวในกระแสมาทำเป็นรูปภาพมึการโควทคำพูดพร้อมทั้งใส่ความเห็นทางการเมืองของเพจลงไปด้วย ทั้งหมดเน้นเนื้อหาที่โจมตีการบริหารงานของรัฐบาล คสช. และได้รับความนิยมค่อนข้างสูง แต่ละโพสต์มีการกดไลค์โดยเฉลี่ย 1,000-3,000 รวมถึงการคอมเม้นท์ใต้โพสต์ดังกล่าวที่ดุเดือด

กรณีของข่าวเรื่อง "ดาวเทียมจารกรรม" นั้นเริ่มเปิดประเด็นโดยศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญและมีการตอบโต้กันไปมาหลายระลอกกับกองทัพ โดยกองทัพยืนยันว่า เป็นเพียงการศึกษาข้อมูลไม่ได้มีการผูกมัดใดกับสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังขู่ว่าจะดำเนินคดีกับศรีสุวรรณด้วย (อ่านที่นี่)

ในส่วนของเพจ KonthaiUK โพสต์เรื่องนี้เมื่อ 4 มิ.ย.2561 โดยอ้างอิงข่าวจากจากข่าวสดออนไลน์ มีการกดไลค์โพสต์ดังกล่าวสูงถึง 8,200 กดแชร์ 10,000 นับเป็นเพจที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองพอสมควร และความเคลื่อนไหวของเพจนี้เป็นที่จับตาของเว็บการเมืองขั้วตรงข้ามอย่างทีนิวส์ โดยเมื่อต้นปีทีนิวส์นำเสนอเรื่องราวของเพจนี้ว่า ไม่ขอเป็นเสื้อแดงอีก!! เพจแดง"konthaiUk"ประกาศถอนตัวหนุน แฉสั่นคลอน เหตุแดงรีดแดง ท่อน้ำเลี้ยงแห้งขอด

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข่าวว่าตำรวจได้ออกหมายจับและกล่าวหาว่า นางวัฒนา เอ็บเบจช์ เป็นเจ้าของเพจและพำนักในประเทศอังกฤษ เพจ KonthaiUK  ได้โพสต์ตอบโต้อย่างดุเดือดว่า

ถุยย์ ออกหมายจับกู ไอ้ฉิบหายกูใส่ร้ายมึงตรงไหนไอ้สัส มึงแหกตาดูข่าวเสียก่อนไอ้เหี้ยทั้งหลาย

ทบ.แจงซื้อดาวเทียมจารกรรมมูลค่า9หมื่นกว่าล้าน
http://www.lokwannee.com/web2013/?p=309385

"ศรีสุวรรณ" ลั่นไม่ได้มโน เตรียมร้อง ปปช.สอบกองทัพกรณีจะซื้อดาวเทียมจารกรรม.... อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/social/general/553424

ผบ.ทสส.ยันดาวเทียมใกล้หมดอายุจำเป็นต้องมี
https://www.innnews.co.th/breaking-news/news_102450/

หมายจับสาวใหญ่ในลอนดอน เจ้าของเฟซบุ๊กใส่ร้ายรัฐบาล ดำเนินคดี 7 คนแชร์(คลิป)
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_995449

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พุทธ(ทาส)พาณิชย์ กับ เผด็จการโดยธรรมของพุทธทาส

Posted: 12 Jun 2018 06:57 AM PDT

หมายเหตุ:  บทความนี้ตั้งใจจะนำเสนอใน วงสนทนา "112ปี พุทธทาสวิจารณ์ได้" เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ณ วัชรสิทธา ชั้น 5 อาคารพงศ์วรภา แต่ผู้เขียนติดภารกิจจึงมิสามารถจะเข้าร่วมได้ จึงขอนำเสนอในรูปของบทความผ่านประชาไท มา ณ ที่นี้



ภาพจาก: bia.or.th/html_th/events/2012-03-12-09-31-10

บทนำ

หากกล่าวว่าชนชั้นกลางมีส่วนอย่างยิ่งในการสนับสนุนรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราอาจกล่าวได้เช่นกันว่า ชุดศีลธรรมบางประการที่คนเหล่านี้ยึดถือและอ้างถึงมีส่วนร่วมในการเติมน้ำมันรถถังให้เข้ามายึดอำนาจรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ในที่นี้ขอนำเสนอชุดศีลธรรมแบบพุทธทาส โดยเฉพาะประเด็น "เผด็จการโดยธรรม" ที่แม้หลายคนพยายามตีความว่าเป็นการ "เล่นคำ" ของพุทธทาส โดยไม่มีนัยแบบตรงตัวอักษร หากสำหรับผู้เขียนแล้วนับเป็นข้อกังขาเป็นอย่างยิ่ง และเสนอว่าวลีนี้เป็นสินค้าทางศีลธรรมในนาม "พุทธ(ทาส)พาณิชย์" ที่ถูกผลิตซ้ำและนำไปบริโภคต่อในสังคมการเมืองไทยที่มักจะตัดขาดมิติทางการเมืองของศาสนาออกไปโดยไม่ตระหนักถึงอิทธิพลของมัน

 

พุทธ(ทาส)พาณิชย์ และเผด็จการโดยธรรม

พุทธทาสมรณภาพในปี 2536 ความแตกต่างจากภิกษุอื่นๆผู้โด่งดังหลังมรณภาพก็คือ พุทธทาสมิได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเช่นเกจิอาจารย์ต่างๆ เช่น การที่เผาศพแล้วอัฐิกลายเป็นพระธาตุ หรือ การที่ซากสังขารไม่เน่าเปื่อย ไม่มีการกล่าวถึงปาฏิหาริย์ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติใดๆ แต่ชื่อเสียงของพุทธทาสกลับยังดำรงอยู่ และสืบต่อในฐานะของคำสอน ภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย จุดเด่นของพุทธทาสมิใช่การวิปัสสนาในรูปแบบการนั่งสมาธิ เข้าฌาณ แต่เป็นการใช้วาทะ ข้อเขียนเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่และสร้างการเข้าถึง ในระยะหลังการอ้างอิงวลี ประโยค คำสอนของพุทธทาส ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกับคำคมของผู้มีชื่อเสียงระดับโลกต่างๆ ดังที่เราอาจจะได้ยิน "ตัวกู ของกู" "ตายก่อนตาย" "นิพพานชิมลอง" ฯลฯ

ท่ามกลางกระแสการบริโภคศาสนาและความเชื่อ ความศรัทธาแบบชาวบ้านกับพุทธแบบชาวบ้าน คุณไสย ฯลฯ ถูกตีตราอย่างด่วนสรุปว่างมงาย กระทั่งการชี้ว่าเป็น "เดรัจฉานวิชา" ขณะที่สำนักพุทธทาสนิยม ไม่มีภาพลักษณ์ดังกล่าว แต่กลับมีภาพที่เป็นพุทธศาสนาแห่งความมีเหตุผล ศาสนาแห่งความฉลาด ทั้งที่บางแง่มุมของพุทธทาสอย่างความเป็นนักทดลอง การบุกเบิกการสอนและปฏิบัติที่แหวกแนวและแตกต่าง กลับมิได้รับการเน้นย้ำ (เช่น การวิพากษ์คัมภีร์วิสุทธิมรรค การชี้ว่า พระอภิธรรมเป็นส่วนเกินของไตรปิฎก ฯลฯ)

จะเห็นว่าสำนักพุทธทาสนิยม ไม่สามารถสร้างเครือข่ายพระสงฆ์ได้ในระดับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่ชา สุภัทโท ฯลฯ ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ก็วางระบบสร้างลูกศิษย์และมีระเบียบของสำนักตนขึ้นมาด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นลูกศิษย์ที่เป็นชนชั้นกลางที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ประเวศ วะสี, อังคาร กัลยาณพงษ์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, รสนา โตสิตระกูล ฯลฯ กรณีนักบวชอย่างสมณโพธิรักษ์แห่งสันติอโศก, พระไพศาล วิสาโล, ว.วชิรเมธี ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นศิษย์สำนักสวนโมกข์แต่รับคำสอนของพุทธทาสมาตีความอีกต่อหนึ่ง กลุ่มคนเหล่านี้เองได้สอนของพุทธทาสมาผลิตซ้ำ หรือรวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆ ในนามของพุทธทาส

จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่ผู้ที่อยู่แวดล้อมพุทธทาส จะเป็นชนชั้นกลาง คนในเขตเมือง ผู้เขียนเสนอว่า การขยายตัวของการบริโภคความเป็นพุทธทาสนั้นสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่า "พุทธ(ทาส)พาณิชย์" นั่นคือ การแปลงพุทธทาสให้เป็นสินค้า ซึ่งต่างจากพุทธพาณิชย์ที่ชนชั้นกลางปรามาสอย่างเช่นพวกเครื่องราง ของขลัง แต่สินค้าประเภทนี้ คือ สินค้าอันประณีตของชนชั้นกลาง เดิมพุทธทาสเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ การเผยแพร่ผ่านหนังสือ การรู้จักภาพลักษณ์ผ่าน ปกหนังสือ และองค์ประกอบต่างๆ เช่น ลายมือ ภาพถ่ายของพุทธทาสและสภาพแวดล้อมของสวนโมกข์ เรียกได้ว่า คลังอัตลักษณ์ของพุทธทาสนั้นมีอยู่มากหลายจนสามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ ปฏิทิน โปสการ์ด เทป ซีดี เสื้อยืด ฯลฯ สินค้าเช่นนี้บรรจุคำสอน โอวาทที่มีลักษณะเป็นคำคมที่ดูแสดงถึงภูมิของผู้บริโภคสินค้านั้นๆ ความเป็นสินค้าธรรมะพรีเมียมของพุทธทาสยิ่งทำให้แยกพุทธทาสออกไปจากปริมณฑลทางการเมือง ทั้งที่ข้อเสนอของเขามีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

ผู้เขียนได้อภิปรายความเป็นการเมืองของพุทธทาสในประเด็น "เผด็จการโดยธรรม" อย่างละเอียดในบทความที่ชื่อว่า "ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ! วิพากษ์พุทธทาสในวันล้ออายุปีที่ 105" เมื่อปี 2554[1] โดยสรุปก็คือ พุทธทาสไม่ได้เชื่อในการเมืองระบอบประชาธิปไตย เท่ากับ คนดีที่แม้จะเป็นเผด็จการก็ตาม พุทธทาสยกอุปมากับพระพุทธเจ้าที่ฟันดูคล้ายกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์มากกว่า แต่ยิ่งกว่านั้นคืออยู่เหนือกฎหมายเสียด้วย

 "พระพุทธเจ้าท่านมีระบบสังคมนิยมแต่วิธีปฏิบัติงานเป็นเผด็จการ... ประชาธิปไตยมันโอ้เอ้ไม่ทำประโยชน์ให้ทันแก่เวลา...มันต้องมีการบังคับและ ให้ทำทันที...มิหนำซ้ำพระองค์เองก็ทรงบัญญัติว่า ทรงอยู่เหนือวินัย เช่นเดียวกับที่ว่ากฎหมายสมัยโน้น เขาบัญญัติใช้แก่ประชาชนไม่ใช้แก่พระราชา" [2]


บริบทของเนื้อหานี้น่าจะเป็นข้อความที่ส่งไปถึงสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่ช่วยให้กำลังใจ และเสริมความชอบธรรมให้กับเขาที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ช่วงปี 2518 โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "ถ้าคนดีเผด็จการ นั่นแหละดี ถ้าคนเลวก็ใช้ไม่ได้ เมื่อระบบสังคมนิยมดี มันต้องมีเครื่องมือเป็นเผด็จการ" [3] ซึ่งเราก็เห็นผลลัพธ์ได้ดีว่า สัญญา ธรรมศักดิ์ล้มเหลวเพียงใด

เมื่อพิจารณาจากประเด็น "พุทธ(ทาส)พาณิชย์" แล้ว ศัพท์ "เผด็จการโดยธรรม" นั้นได้รับการจดจำและกล่าวถึงอย่างมีนัยสำคัญ และถูกนำมาใช้ต่างกรรม ต่างวาระ ในฐานะสินค้าทางธรรมะในเวลาต่อมา


รัฐประหาร 2549 กับ เผด็จการโดยธรรม  

ความพ้องกันอย่างบังเอิญก็คือ ปีที่ครบ 100 ปี ชาตกาลพุทธทาส เป็นปีเดียวกันกับที่เกิดรัฐประหาร 2549 รัฐประหารที่ทิ้งช่วงจากครั้งก่อน 15 ปี และที่กลายเป็นวาระใหญ่โตก็เนื่องจากองค์การยูเนสโกยกย่องเป็น "บุคคลสำคัญของโลก" เกียรติภูมิของพุทธทาสในช่วงนี้ยิ่งทำให้วงการพุทธ(ทาส)พาณิชย์คึกคักยิ่งขึ้น เกิดการผลิตสื่อคำสอน และสินค้าทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับพุทธทาสขึ้นมาจำนวนมาก เช่น นิตยสารในเดือนพฤษภาคมอย่าง ศิลปวัฒนธรรมสารคดี การพิมพ์ต้นฉบับต่างๆ เช่น 100 ปี ร้อยจดหมาย พุทธทาส-สัญญาร้อยคน ร้อยธรรม 100 ปี พุทธทาสชาตกาล 100 ปี พุทธทาสภิกขุ ประวัติชีวิต การงาน หลักธรรม ฯลฯ

ข้อสังเกตสำคัญก็คือ แม้ทักษิณ ชินวัตร ก็อ้างถึงผลงานของพุทธทาสด้วยความยกย่อง ในวาระที่จะครบรอบ 100 ปีชาตกาลพุทธทาส เมื่อปี 2548

"คำหนึ่งที่พระพุทธทาสพูดไว้ในหนังสือธรรมะกับการเมือง คือ ท่านให้ความสนใจต่อบุคลากรทางการเมืองมาก ประชาธิปไตยจะรุ่งเรืองหรือไม่อยู่ที่คุณภาพของบุคลากรทางการเมืองเป็นหลัก ระบบอย่างเดียวไม่พอ ท่านพูดว่าถ้านักการเมืองไม่เป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ ถ้านักการเมืองไม่รักเพื่อนมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าเพื่อน มนุษย์คือเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ามีนักการเมืองแบบนั้นมากๆ ประชาธิปไตยจะกลายเป็นประชาธิปตาย เป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านให้สติมาก"[4]


ในข้อความนี้ทักษิณเน้น "บุคคล" ไปคู่กับ "ระบบ" นักการเมืองที่ดีแบบ "นักการเมืองโพธิสัตว์" ที่รักเพื่อนมนุษย์ เข้าใจความเป็นเพื่อนทุกข์ คือ คำตอบ ความเชื่อดังกล่าวร่วมกับแนวคิด "เผด็จการโดยธรรม" ที่พุทธทาสเสนอเช่นกัน และมันจะกลายมาเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงทักษิณและขบวนการทางการเมืองที่สนับสนุนพวกเขา การอ้างพุทธทาสโดยทักษิณดังกล่าว เป็นประเด็นที่ทำให้เจิมศักดิ์หยิบขึ้นมาโจมตีเพื่อลดความชอบธรรมในการอ้างถึงพุทธทาส และชี้ให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายที่ขัดกับสิ่งที่พุทธทาสสอน ว่า

"ดูแล้ว ก็ไม่แปลกใจ ที่ท่านผู้นำของเรา จะอ้างว่า รู้ซึ้งถึงแนวทางพุทธศาสนาและรู้ซึ้งคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส แต่นิยมแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการฆ่าตัดตอน แก้ปัญหาไข้หวัดนกด้วยการฆ่าไก่ทิ้ง และกินไก่โชว์ แก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ด้วยการอุ้ม ฆ่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แก้ปัญหาคอรัปชั่นสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยการบิดประเด็นไปที่มหานครสุวรรณภูมิกับการมีสนามบินยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ฯลฯ ผู้นำของเรา ช่างรู้แจ้งถึงแก่นพุทธศาสนา และรู้ซึ้งถึงคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส เสียจริง"[5]


ด้านหนึ่งแล้วก็ปฏิเสธมิได้ถึงปัญหาของรัฐบาลไทยรักไทย กรณีทุจริต หรือการดำเนินนโยบายอันเป็นที่น่ากังขา สวมรูปกับภาพนักการเมืองที่ชั่วร้ายอย่างลงตัว ปฏิเสธมิได้เลยว่า ลูกศิษย์ลูกหาพุทธทาสเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีบทบาทสำคัญที่ "ออกบัตรเชิญรัฐประหาร" จำลอง ศรีเมืองที่มักแสดงตนว่ามีความใกล้ชิดกับพุทธทาส พิภพ ธงไชย[6], เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง[7], รสนา โตสิตระกูล[8] ฯลฯ ก็ล้วนมีบทบาทในเวทีของพันธมิตรฯ ที่มีการนำที่แข็งแกร่งโดยสนธิ ลิ้มทองกุลและสื่อเครือผู้จัดการที่มาพร้อมคำขวัญ "เราจะสู้เพื่อในหลวง"

ที่น่าสนใจคืองานเสวนาเดือนมีนาคม 2549 ก่อนรัฐประหาร 6 เดือนมีการกล่าวถึง "เผด็จการโดยธรรม" โดยตรงจากการชูประเด็นของเหวง โตจิราการ ยกคำพูดของพุทธทาสขึ้นมากล่าวว่า "เราต้องมีประชาธิปไตยอย่างที่เป็นธัมมิกสังคมนิยมและต้องเป็นเผด็จการด้วย ให้มันหมดความกำกวมกันเสียทีแปลความได้ว่า ต้องเป็น 'เผด็จการโดยธรรม' " ส่วน ว.วชิรเมธี เห็นไม่ต่างกันนักว่า "ธัมมิกสังคมนิยมจะเป็นระบอบการปกครองแบบใดก็ได้แม้แต่ระบอบเผด็จการ แต่ต้องมีธรรมะเป็นตัวกำกับเสมอ...ธัมมิกสังคมนิยม ในความหมายของท่านพุทธทาสหมายถึงการปกครองทุกๆ ระบอบเท่าที่โลกมี ที่มีธรรมะเป็นส่วนผสมอยู่ในนั้น...ดังนั้น เราจะเห็นว่าธัมมิกสังคมนิยม ไม่ได้หมายความว่าต้องสถาปนาระบอบการปกครองขึ้นมาใหม่ชนิดที่เรียกว่าเป็นเอกเทศเลย แต่หมายถึงระบอบการปกครองทุกระบอบเพียงแต่เพิ่มคำว่าธรรมะเข้าไปในระบอบการปกครองให้เป็นการปกครองโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของชนส่วนใหญ่"[9]

ในที่สุดรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกตรวจสอบอย่างหนัก ก็ถูกเช็คบิลด้วยรถถังของทหารบกในวันที่ 19 กันยายน 2549 อย่างไรก็ตามการกล่าวโทษพุทธทาสว่าเป็นเหตุให้รัฐประหารคงไม่เป็นธรรมนัก อย่างไรก็ตามการอ้างพุทธทาสจะมากขึ้นเรื่อยๆ หลังรัฐประหาร 2549 วาทกรรมทางศีลธรรมแบบพุทธทาสงอกเงยเติบโตอย่างน่าสนใจ เมื่อคณะรัฐประหารที่นำโดยสุรยุทธ์ จุลานนท์ไม่สามารถกำจัดทักษิณ ชินวัตรและพรรคการเมืองของเขาได้อย่างเด็ดขาด การทำลายล้างกลุ่มการเมืองนี้จึงยิ่งเพิ่มน้ำหนักไปที่ศีลธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

กรณีพิภพ ธงไชย ยกคำพุทธทาสมาโต้นักการเมืองบนเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานเพื่อต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2551 ในประเด็น "ธรรมมิกสังคมนิยม" ว่า "การเมืองในปัจจุบันมีแต่อสัตบุรุษ เพราะการเมืองที่ไม่ได้มีธรรมะจึงทำให้นักการเมืองกลายเป็นสัตว์ไปจริงๆตามที่ท่านพุทธทาสระบุไว้"[10] เข้าใจว่าที่พิภพยกมา มาจากหนังสือเรื่อง ธรรมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ[11] อันเป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งที่ให้อรรถาธิบายประเด็น "เผด็จการโดยธรรม" ไว้

การชุมนุมยกระดับไปจนถึงการยึดทำเนียบรัฐบาลกลางปี 2551 และการยึดสนามบินสุวรรณภูมิช่วงปลายปี 2551 แรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนแล้วมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยมีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี

ในทางกลับกัน เมืองไทยภายใต้รัฐบาลประชาธิปัตย์อันเป็นฐานสำคัญของกลุ่มคนต่อต้านฝ่ายทักษิณและผู้สนับสนุน การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงที่ผงาดขึ้นมาคู่กับคนเสื้อเหลือง ทำให้การกำหนดความดี-ชั่ว เกิดขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่ง คราวนี้มิได้มุ่งไปที่ทักษิณและนักการเมืองอย่างเดียวแล้ว แต่มันได้กวาดไปถึงมวลชนผู้สนับสนุนพรรคหลังจากที่การชุมนุมเสื้อแดงมีแนวโน้มคุกคามการใช้ชีวิตของคนเขตเมืองหลังจากมีการชุมนุมช่วงสงกรานต์ปี 2552 อย่างไรก็ตามมีการปราบปราบและสลายการชุมนุมลงไป จนกระทั่งปีรุ่งขึ้นก็มีการชุมนุมใหญ่อีกครั้งแต่คราวนี้ยึดครองพื้นที่ใจกลางเมืองกรุงอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนนั่นคือ การยึดพื้นที่บริเวณราชประสงค์

โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี  วลีเจ้าปัญหาของ ว.วชิรเมธี ที่ว่า "ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยไปกว่าการฆ่าคน" ที่ปรากฏในทวิตเตอร์ของ ว.วชิรเมธี คืนวันที่ 9 เมษายน 2553[12]ก่อนการปราบเสื้อแดงในวันที่ 10 ก็หาข้อแก้ตัวได้ยากว่าเป็นการโพสต์โดยไม่มีบริบททางการเมือง ดังที่กล่าวมาแล้วว่าจุดเด่นของพุทธทาสคือการ "เล่นคำ" ที่มีลักษณะกระตุกความคิด การที่ ว.วชิรเมธี ทวิตเล่นคำในบริบทเช่นนี้ จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม จนเกิดความตีความว่า สิ่งที่ ว.วชิรเมธีทวิต อาจไม่ต่างจากบทสัมภาษณ์ของ พระกิตติวุฑโฑ ที่รู้จักกันในวลีว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" อย่างไรก็ตาม ว.วชิรเมธีได้ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า การทวิตดังกล่าวเป็นของอาสาสมัคร และชี้ว่าหากลองอ่านให้ดี ไม่ได้บอกว่าฆ่าคนไม่บาป แต่สามารถตีความได้ว่า "ฆ่าคนก็บาป ฆ่าเวลาก็บาป" บาปในที่นี้ไม่ใช่บาปในความหมายเดียวกับการฆ่าคน แต่เป็นการพูดเพื่อ"กระตุก"ให้ตื่นมาเห็นความสำคัญของเวลา และกล่าวอุปมาว่าฆ่าเวลาบาปมากกว่า ก็เพราะคนเราอาจเผลอฆ่าเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่าได้วันหนึ่งๆ นับร้อยครั้งพันครั้ง และแนวคิดนี้ก็อยู่ในบทความชื่อ "มายาการของหลอดด้าย" ที่สอนให้คนเข้าใจคุณค่าเวลาที่เขียนประมาณปี 2550[13] อีกหนึ่งเดือนต่อมาการล้อมปราบเสื้อแดงบริเวณราชประสงค์เพื่อยึดพื้นที่คืน เกิดขึ้นพร้อมกับความตายของคนเสื้อแดง การกระชับพื้นที่คืน เรียกร้องคนกรุงเทพฯ ออกมาล้างถนนเพื่อชำระสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นจากการชุมนุม ทั้งที่เป็นการทำลายหลักฐานจากการล้อมปราบของทหารที่เข้ามาปฏิบัติการ ความโกรธแค้นดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองหลวงแต่ลุกลามไปยังจังหวัดต่างๆ ด้วย กระนั้นในวาระที่ครบรอบ 6 เดือนการปราบปราบเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ก็พบว่า ว.วชิรเมธีได้บรรยายหัวข้อ "ขยายพื้นที่ของความดี กระชับพื้นที่แห่งความชั่ว" ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 ทั้งที่ศัพท์กระชับพื้นที่ถูกใช้ในการจัดการกับเสื้อแดง ชื่อหัวข้อนี้จึงทำให้เรากระหวัดไปถึงการล้อมปราบในเดือนพฤษภาคมขึ้นมา ไม่ว่าจัดเจนหรือไร้เดียงสาทางการเมือง ว.วชิรเมธีก็ได้นำตัวเองไปสู่ทิศทางตรงกันข้ามกับมวลชนกลุ่มใหญ่ไปแล้ว

หลังจากการที่กรุงเทพฯ สงบสุขจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็ได้ฤกษ์การเปิดสวนโมกข์กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคม 2553 คำให้สัมภาษณ์ของบัญชา พงษ์พานิชสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวเมื่อเทียบกับความวุ่นวายหลายเดือนก่อนในกรุงเทพฯว่า "ช่วงที่ผ่านมาบ้านเมืองเราพูดถึงเรื่องการกระชับพื้นที่กันมามากแล้ว จึงอยากใช้โอกาสนี้ขอคืนพื้นที่บุญ ให้กับสังคมไทยสักครั้งที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้ทุกคนได้มาร่วมคืนพื้นที่บุญในใจตน และมาตกลงใจกันว่าต่อไปนี้เราจะขยายพื้นที่บุญให้กว้างขึ้นทุกแห่งทุกหน"[14] สวนโมกข์กรุงเทพฯได้รับการสนับสนุนเครือข่ายทุนยักษ์ใหญ่ในประเทศ และผู้มากบารมี[15] ใช้งบประมาณถึง 285 ล้านบาท บนแปลงที่ดินของสวนสาธารณะที่ได้รับพระบรมราชานุญาตแสดงให้เห็นถึงสถานะที่สูงส่งของพุทธทาสที่วางตัวลงใจกลางกรุงเทพฯ คำว่า "กระชับพื้นที่" และ "ขอคืนพื้นที่" ที่ถูกใช้งานในช่วงปราบเสื้อแดงก็ยังเป็นวลีที่ถูกผลิตซ้ำและติดอยู่ในมโนทัศน์ชนชั้นกลาง และแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมในการใช้อำนาจและกำลังจัดการอย่างไม่ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน


รัฐประหาร 2557 กับ เผด็จการโดยธรรม

ก่อนรัฐประหาร 2557 คำสอนของพุทธทาสที่ถูกเลือกมาไม่น้อยผูกพันอยู่กับ อำนาจที่เป็นธรรม อันสูงส่งกว่า ระบอบการเมืองโลกย์ๆ เมื่อฝันร้ายของชนชั้นกลางกลับมาอีกรอบ พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของคนที่พวกเขาเกลียดแสนเกลียดได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงสุดในการบริหารประเทศ เธอโดนโจมตีมากมายทั้งการบริหารงาน ไปจนถึงบุคลิก เรื่องส่วนตัว กระทั่งการถูกถากถางและสร้างเรื่องอื้อฉาวทางเพศสาดโคลนใส่ โดยเฉพาะประเด็นช่วยเหลือพี่ชายที่เป็นสุดยอดตัวร้ายในสายตาของชนชั้นกลาง ในคราวที่ทักษิณกลับไทยชั่วคราวมาในปี 2554 แต่ไม่ถูกจับกุมนั่นคือ "ความพ่ายแพ้พลังศีลธรรม"[16]

ที่น่าสนใจคือ โทนการโพสต์สื่อโซเชียลของ ว.วชิรเมธี ที่เปลี่ยนจากส่งเสริมรัฐบาลสมัยอภิสิทธิ์มาเป็นส่อเสียดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในเฟสบุ๊คของเขาปรากฏดังนี้[17]

"การเมืองที่ไม่มีธรรมะ คือหายนะของมวลรวมประชาชาติ" 

(28 มีนาคม 2555)

"ประชาธิปไตยที่ได้มาเพราะเงิน มักเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ" 

(28 มีนาคม 2555)

"ประชาธิปไตยอำนาจเป็นของประชาชน แต่เราลืมถามว่าประชาชนมีศักยภาพพอที่จะใช้อำนาจหรือยัง"

(16 เมษายน 2555)

 "เนสา สภา ยตถ น สนติ สนโต: คนดีไม่มีอยู่ในที่ใด ที่นั้นไซร้ไม่ควรเรียกว่า สภา" 

(20 ตุลาคม 2555)

 

ผู้เขียนเสนอว่าพลังทางพุทธศาสนา และความเชื่อแบบพุทธทาสในมิติของ "เผด็จการโดยธรรม" นี้เองเป็นพลังงานแฝงในการทำรัฐประหาร ปี 2557 อีกครั้งหนึ่ง เมื่อการชุมนุมทางการเมืองในปี 2556-2557 ในนามของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่มีสัญลักษณ์สำคัญคือการเป่านกหวีดเพื่อขับไล่รัฐบาลอันเริ่มมาจากการประท้วงการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งของรัฐบาล นำไปสู่การจุดติดเรื่องการชุมนุม รัฐบาลถูกกดดันอย่างหนักจนต้องยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในเมื่อธงของฝ่ายเคลื่อนไหว ไม่ใช่การเลือกตั้ง พวกเขาพยายามขัดขวางการเลือกตั้งเรียกร้อง "การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" อีกนัยหนึ่งก็คือ การเรียกร้องให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งพวกเขาก็ทำได้สำเร็จจริงๆ ในเดือนพฤษภาคม 2557 ที่ทหารเติมน้ำมันและเคลื่อนรถถังออกมาอีกครั้ง

การชุมนุมด้วยคนมหาศาล การยึดพื้นที่สาธารณะ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากเหล่าชนชั้นกลางที่ถูกกระตุ้นด้วยมโนทัศน์ทางศีลธรรม นักการเมืองรายบุคคลถูกวิจารณ์เรียงตัวด้วยกรอบความดีความชั่ว พลังมหาศาลนี้ถูกนำโดยนักการเมืองที่เดิมมีภาพลักษณ์ที่ไม่น่าไว้ใจมาก่อน นั่นคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เขาเปลี่ยนภาพนักการเมืองมาเป็น "ลุงกำนัน" ที่พึ่งพาได้ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยความดีงาม กองทัพธรรมครั้งนี้ กลุ่มที่มีบทบาทนอกจากสันติอโศกแล้ว ก็คือ พุทธอิสระที่เป็นพระสายบู๊ และเป็นตัวสะท้อนการเมืองศีลธรรมที่มีพระสงฆ์เป็นกองหนุนอันสำคัญ

หลังปิดงานสำคัญด้วยสิ่งที่เรียกว่า รัฐประหารแล้ว สุเทพ เทือกสุบรรณ หาทางลงด้วยวิธีการเดียวกับดารา หรือผู้เป็นข่าวอื้อฉาวทั้งหลาย ก็คือ การชุบตัวด้วยการเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่ที่เปี่ยมความหมายอย่างยิ่งก็คือ การไปจำวัดอยู่ที่วัดธารน้ำไหล หรือสวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี ฐานที่มั่นสำคัญของพุทธทาสภิกขุ ทั้งยังมีสถานะ "พระบวชใหม่วีไอพี" ต่างจากพระนวกะอื่นๆ ที่มาจำพรรษาที่นี่เช่นกัน ในทางกลับกันสุเทพยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นกล่าวกันว่า ตั้งแต่พุทธทาสมรณภาพไป ช่วงดังกล่าวสวนโมกข์กลับมาแน่นขนัด ญาติโยมยื้อแย่งกันใส่บาตร โดยมีเป้าหมายมากราบและถ่ายรูปกับ "หลวงลุงกำนัน"[18] ปรากฏการณ์นี้ยิ่งทำให้เห็นถึงความแนบแน่นทางอุดมการณ์ศีลธรรมแบบพุทธทาสที่ตอบโจทย์การเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรม ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ตอบโจทย์สังคมไทยที่พวกเขาคาดหวัง เมื่อขาดแคลนเผด็จการผู้เป็นธรรม
 

บทสรุป เผด็จการครึ่งใบ กับ รัฐประหารในอนาคต

จากบทเรียนของรัฐประหารทั้งสองครั้ง ที่มีอุดมการณ์ทางศีลธรรมและการเมืองแบบพุทธทาสกำกับอยู่ ตราบใดที่ยังไม่มีการทำความเข้าใจและการแก้ไขโจทย์ดังกล่าวนั่นหมายถึงว่า ในอนาคตพลังเช่นนี้ก็จะหนุนให้เกิดการรัฐประหารอีก เพราะการรัฐประหารไม่ได้อยู่ที่พลานุภาพทางอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พลานุภาพทางศีลธรรมที่เป็นตัวกำหนดและกำกับ วงจรรัฐประหารไม่ถูกตัดขาดไปง่ายๆ เพราะพลังความชอบธรรมในการตีความทางพุทธศาสนา ในที่นี้หมายถึงคำสอนพุทธทาสแบบคัดสรรอย่าง "เผด็จการโดยธรรม" ที่เป็นสินค้าทางศีลธรรม ก็จะทำงานเช่นนี้ต่อไป

หากไม่ละทิ้ง หรือตีความพุทธทาสแบบใหม่ ก็ยากที่จะละจากโลกรัฐประหารและการยึดอำนาจของเหล่าเผด็จการหรืออาจกล่าวได้ว่า หากปล่อยไว้ วลี "เผด็จการโดยธรรม" อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของประเทศไทยไปอีกนานเท่านาน.

 


เชิงอรรถ

[1] ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. "ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ! วิพากษ์พุทธทาสในวันล้ออายุปีที่ 105". สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2561 จาก https://prachatai.com/node/35144/talk (27 พฤษภาคม 2554)

[2] ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ ฯ, 2518, หน้า103

[3] ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ ฯ, 2518, หน้า112

[4] ผู้จัดการ Online. " 'ทักษิณ' อ้างศึกษา 'พุทธทาส' ลึกซึ้ง-ใช้ 'ธรรมนำการเมือง' ". สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000145877(22 ตุลาคม 2548)

[5] เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง. "ทักษิณรู้แจ้งพุทธศาสนา รู้ซึ้งคำสอนอาจารย์พุทธทาส แค่ตั้งโจทย์ ก็ผิดแล้ว". สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก https://prachatai.com/journal/2005/11/6300 (7 พฤศจิกายน 2548)

[6] พิภพ ธงไชย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพุทธทาส ดูจากการประสานงานให้มาซาโนบุ ฟุกูโอกะ ผู้เขียน ปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว เข้าพบเมื่อปี 2533 ดูใน หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ. BIA7.1/16 พิภพ ธงไชย (พ.ศ.2478-2536) สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก http://archives.bia.or.th/front-show_page_detail_bak.php?pdfid=5809&main_level=2&main_refcode=BIA07010007-0161-0084-00-0000 (10 สิงหาคม 2533)

[7] เจิมศักดิ์ อ้างถึงความใกล้ชิดจากการไปทำรายการสัมภาษณ์ ดูใน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง. "พุทธศาสนากับการเมืองสามานย์". สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000085461 (21 กรกฎาคม 2551)

[8] รสนากล่าวถึงพุทธทาสว่าเป็นแรงบันดาลใจหนึ่ง ดูใน สุขใจ. "รสนา โตสิตระกูล : บนหนทางเพื่อชีวิตและสังคม". สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก http://www.sookjai.com/index.php?topic=178357.0 (10 สิงหาคม 2559)

[9] ผู้จัดการ Online. "100 ปีพุทธทาส เมื่อการเมืองยังต้องการธรรมะ". สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2561 จาก https://mgronline.com/daily/detail/9490000032193 (9 มีนาคม 2549)

[10] ผู้จัดการ Online. ""พิภพ" ยกคำ "พุทธทาส" ซัดนักการเมือง "หลงกิเลส"". สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก https://mgronline.com/politics/detail/9510000084430 (17 กรกฎาคม 2551)

[11] ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ โดย พุทธทาสภิกขุ พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นางมณฑา หมื่นนิกร ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2518 (กรุงเทพฯ : อักษรสัมพันธ์), 2518

[12] วิจักขณ์ พานิช. " 'ความคมของฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าคน' บทเรียนของพุทธศาสนาในสังคมประชาธิปไตย ". สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก https://blogazine.pub/blogs/buddhistcitizen/post/3465 (8 มิถุนายน 2555)

[13] ประชาชาติธุรกิจ. " ท่าน 'ว.วชิรเมธี' ขอเคลียร์ ออกหนังสือ 'ชำระความเชื่อ เพื่อเอื้อความจริง' ". สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2561 จาก https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1357812819 (11 มกราคม 2556)

[14] โพสต์ทูเดย์ "เปิดสวนโมกข์กรุงเทพฯคืนพื้นที่บุญให้ประเทศไทย". สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2561 จาก https://www.posttoday.com/politic/report/40839 (25 กรกฎาคม 2553)

[15] ทุนจัดตั้ง เครือซิเมนต์ไทย (SCG), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสิน, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน),  บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด, (มหาชน), คุณเจริญ - คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี, นพ.ชัยยุทธ - ม.ร.ว.พรรณจิตร กรรณสูต, ขุนบวรรัตนารักษ์ - นางช้อย - นางสาวยุพา บวรรัตนารักษ์, สุธีรัตนามูลนิธิ นครศรีธรรมราช

[16] ผู้จัดการ Online. " 'ทักษิณ' กลับไทยไม่ติดคุก คือความพ่ายแพ้พลังศีลธรรม ". สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2561 จาก https://mgronline.com/politics/detail/9540000147005 (19 พฤศจิกายน 2554)

[17] ธนากร พันธุระ และอังกูร หงษ์คณานุเคราะห์, "การศึกษาความสัมพันธ์ของความเชื่อทางศาสนากับโครงสร้างอำนาจการเมืองไทยกรณีศึกษา คำสอนของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว. วชิรเมธี)", วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 40 : 1 : 26-27

[18] วิจักขณ์ พานิช. "พระสุเทพกับสวนโมกข์". สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2561 จาก https://prachatai.com/journal/2014/11/56321(2 พฤศจิกายน  2557)

 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมภาร พรมทา: เงินกับพระเณร

Posted: 12 Jun 2018 06:46 AM PDT

 

เงินในทางเศรษฐศาสตร์เกิดจากความจำเป็น ก่อนมีเงิน มนุษย์แลกเปลี่ยนของที่ตนหาได้ตามธรรมชาติหรือผลิตขึ้นกันตรงๆ คนหาปลาอย่างเดียวเมื่ออยากกินแตงโมก็เอาปลาไปแลก ต่อมาเมื่อสังคมมนุษย์ทำการเกษตร ผลผลิตมีมาก ระบายออกไม่ได้ด้วยการเอาไปแลกของที่เน่าเสียเหมือนกัน จึงมีการสร้างเงินขึ้น เงินนั้นไม่เน่าเสีย ชาวสวนที่ปลูกแตงโมได้มากๆ ก็เอาไปขายที่ตลาด ได้เงินมาแล้วก็เอาบางส่วนซื้อปลามากิน ไม่ต้องซื้อมามาก เพราะจะเป็นภาระในการเก็บรักษา ปลาเน่าเสียได้ ซื้อแต่พอกิน การสร้างเงินใช้มีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สามเณรในสมัยพุทธกาลเป็นบุคคลที่ไม่ต้องใช้เงินก็อยู่ได้ เพราะชาวบ้านอุปถัมภ์ บางคราว คนบางคนที่อุปถัมภ์พระเณรไม่สะดวก เช่นนิมนต์ท่านมาฉันที่บ้าน แล้วจัดหาอาหารไม่ได้ ไม่ทัน เพราะป่วย ก็เรียนถามท่านว่าท่านจะเอาเงินไปซื้อเองได้ไหม แล้วเขาก็ถวายเงิน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบก็ห้ามพระรับเงิน

เราต้องถามว่าทำไมทรงห้าม ที่จริงวิธีคิดของโยมที่ถวายเงินพระเณรสมัยพุทธกาลนั้นเป็นวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ธรรมดานี่เอง ท่านมาที่บ้าน โยมทำอาหารถวายไม่ทัน ยุ่ง ป่วย เลยถวายเงินท่าน เรียนท่านว่าท่านเดินไปที่ตลาดเลยบ้านโยมไปหน่อยหนึ่ง ยื่นสิ่งนี้ให้คนขายอาหาร เขาจะถวายอาหารท่านแทนกระผมเอง ที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม อรรถกถาไม่ได้อธิบายไว้ว่าทำไม อธิบายเพียงว่าเงินที่เข้าข่ายห้ามรับคืออะไร ผมตีความว่าที่ทรงห้ามมีเหตุผลอย่างน้อยสองข้อ หนึ่ง ทรงประสงค์ให้ชีวิตพระเณรเป็นแบบอยู่ได้โดยไม่ใช้เงิน เมื่อโยมถวายเงินแล้วพระท่านรับไม่ได้ ต่อไปโยมก็จะบอกตัวเองว่า อย่าเอาสะดวกตนเข้าว่า นิมนต์ท่านมาแล้วต้องหาอาหารถวายให้ได้ สอง เงินนั้นมีศักยภาพทางดีก็ได้ทางร้ายก็ได้ มาร์กซ์วิเคราะห์ความเลวร้ายของเงินไว้มาก ทุนนิยมคือระบบที่ยอมให้เอกชนสะสมเงินจนกลายเป็นทุน แล้วไม่ผลิตอะไร เอาเงินต่อเงินเช่นเล่นหุ้น เศรษฐีของโลกสมัยนี้บางคนไม่ผลิตอะไรขาย แต่เอาเงินซื้อหุ้นแล้วขายเอากำไร เหมือนเล่นพนัน นายทุนนั้นไม่ต้องทำนา แต่รวยกว่าชาวนา พระพุทธเจ้าเองก็ทรงมองเห็นศักยภาพของเงินอย่างนั้น จึงตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้พระเณรและวัดรับเงิน รับเข้าวัดก็ไม่ได้นะครับ

แต่สมัยนี้ พระเณรและวัดอยู่ในโลกที่ไม่เหมือนสมัยพุทธกาล คือวัดไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมแบบที่ไม่ต้องใช้เงินก็อยู่ได้ ทำให้วัดต้องหาเงินและเก็บรักษาเงินไว้เพื่อใช้จ่าย ในทางเศรษฐศาสตร์เรื่องนี้เป็นปกติธรรมดา ในทางทฤษฎี อาจมีบางวัดที่สามารถจัดการให้พระเณรในวัดไม่ต้องถือเงิน แต่ตัววัดนั้นอย่างไรก็ต้องรับเงิน ว่าตามพระวินัยก็ผิดอยู่ดี แต่เป็นความผิดที่จำต้องทำ นิตยภัตซึ่งก็คือเงินเดือนนั่นแหละที่ถวายสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะต่างๆ เป็นต้นก็เป็นเงินที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามรับ เราทำผิดวินัยกันอยู่แล้ว พระเณรในวัดแบบนี้ไปไหน ทำอะไร วัดโดยโยมวัดจะจัดการเบิกเงินกองกลางให้ อันนี้ทำได้ แต่ยุ่งยาก เพราะจะทำอย่างนั้นได้พระเณรต้องรับเงินส่วนตัวไม่ได้ ได้เงินส่วนตัวมาแล้วต้องเอาเข้ากองกลางหมด เงินส่วนตัวของพระเณรนั้นไม่ได้มาจากกิจนิมนต์อย่างเดียวนะครับ สมัยผมเป็นเณร เขียนแปลหนังสือ ผมก็ได้ค่าลิขสิทธิ์ หากใช้ระบบโอนเข้ากองกลางหมดก็น่าคิดว่ายุติธรรมกับผมที่ทำงานหนักส่วนตัวขนาดนั้น แต่ไม่มีสิทธิในทรัพย์ที่หามาได้อย่างสุจริตเลย หรือไม่ บางท่านอาจติงว่าบวชแล้วก็ต้องละทิ้งอะไรหมด ถ้าคิดอย่างนั้นผมก็ต้องโอนเงินค่าลิขสิทธิ์นั้นเข้ากองกลาง อยากได้อะไรค่อยขอเบิกจากทางวัด

ระบบข้างต้นนี้สมมติใช้กับวัดใหญ่ๆ ที่มีพระเณรหลายร้อย ปัญหาว่าจะจัดสรรจากกองกลางอย่างไรจึงจะยุติธรรมก็ไม่ง่าย สมัยนี้พระเณรบางรูปเรียนหนังสือ ต้องจ่ายค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่ารถ ค่าเน็ต เป็นต้น อาจไม่สะดวก สรุปคือ ระบบปล่อยให้พระเณรรับเงินและบริหารเงินเองสะดวกที่สุด ไม่ต้องถามว่าผิดวินัยหรือไม่ ผิดครับ แต่ความผิดนี้ก็คืออย่างเดียวกับที่เราถวายนิตยภัตแก่สมเด็จพระสังฆราชเป็นต้นที่ผมกล่าว โดยผู้ถวายคือรัฐ

แต่การปล่อยให้พระเณรรับเงินแล้วบริหารเงินเองก็ส่งผลร้าย คือจะมีพระเณร (รวมเณรด้วยเพราะสมัยนี้มีเณรดังๆ เช่นเณรคำเป็นต้น ขออภัยที่เอ่ยนาม) จำนวนหนึ่ง (ซึ่งไม่มาก) เป็นผู้ที่ญาติโยมเข้าหา ศรัทธา และถวายเงินท่านมาก ที่มีข่าวว่าพระบางรูปมรณภาพแล้วมีเงินในบัญชีส่วนตัวเป็น สิบ หลายสิบ หรือแม้แต่ร้อยล้าน เป็นไปได้ ผมเข้าใจว่าเวลานี้เรากำลังอยากแก้ปัญหาที่พระบางรูปเก็บเงินไว้มากนี้แหละ คงไม่มีใครคิดจะไปยุ่งเกี่ยวกับการรับและใช้เงินตามปกติธรรมดาของพระเณรทั่วไป ที่อธิบายได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่การที่พระบางรูปมีเงินฝากจำนวนมาก หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีกับศาสนาโดยรวม อันนี้ผมเห็นด้วย

การแก้ปัญหาก็คงพอทำได้ครับ เช่นมีระเบียบออกโดยมหาเถรสมาคมให้วัดจัดทำบัญชีชัดเจน พระที่ตามกฎหมายคณะสงฆ์ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ต้องจัดทำบัญชีเงินส่วนตัวด้วย อันนี้ไล่ลงมาตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชเลยนะครับ เนื่องจากบัญชีอย่างหลังนี้เป็นของส่วนบุคคล คนที่จะเข้าถึงได้ต้องมีอำนาจหน้าที่ที่อธิบายได้ว่าทำไมจึงจะต้องรู้ว่าพระที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีเงินเท่าใด พูดง่ายๆ คือต้องมีมูลเหตุจึงจะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของพระเหล่านี้ได้ พระก็เป็นมนุษย์นะครับ ย่อมมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว อย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่าชาวบ้าน เว้นแต่เป็นเรื่องพระธรรมวินัยที่ท่านจะว่ากันเองในทางสงฆ์ เรื่องสงฆ์อ้างสิทธิส่วนตัวอาจไม่ได้เสมอไป เช่นอ้างว่าผมมีสิทธิบนหัวของผม จะโกนหรือไม่ก็ได้ ท่านอย่ามายุ่ง อันนี้คงไม่ได้

แต่เราก็ต้องถามนะครับว่า ที่สุดแล้ว ทำอย่างนี้ได้ประโยชน์อะไร ผมไม่ทราบ เงินของวาติกันมีเท่าใด ใครทราบบ้างครับ ไม่มีใครรู้หรอก ของบางอย่าง เราพอเดาได้ และรับได้ว่าโลกเปลี่ยน ศาสนาก็ต้องเปลี่ยน และเงินทองก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นธรรมดา ใครอยากรู้ อยากยุ่ง จะเหนื่อยเปล่า

วิธีที่เป็นธรรมชาติกว่านั้นและทำง่ายกว่านั้นคือ อุบาสกอุบาสิกาช่วยกันดูว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะ เงินจำนวนมากที่พระบางรูปมีอยู่ในบัญชีนั้นมาจากพวกเรานี่แหละ เอามาอุปภัมภ์พระเณรที่ขาดแคลนดีกว่าครับ ส่วนพระที่ท่านมีเงินมาก ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ เงินเป็นของกลางๆ เอามาทำประโยชน์ก็ได้ ผมอยากนิมนต์ให้ท่านเอาเงินในบัญชีเหล่านี้มาทำสาธารณประโยชน์ เช่นสร้างโรงพยาบาล สร้างห้องสมุด สร้างสถานที่ดูแลสัตว์ยากไร้ ให้ทุนเด็กรวมทั้งพระเณรที่เรียนหนังสือแต่ขาดแคลนเงิน เป็นต้น ความต้องการที่ผมบรรยายมานี้ต้องการเงินมหาศาล ท่านมีมากนะดีแล้ว เอามาช่วยกันเถอะครับ หลวงพ่อคูณสมัยมีชีวิตท่านก็ทำของท่านแนวนี้มาก ไม่มีใครอยากตรวจสอบบัญชีท่านหรอก จริงๆ ที่คนอยากตรวจสอบบัญชีพระผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งเวลานี้มาจากเขาไม่เห็นว่าท่านใช้เงินในทางที่ควร

อนุโมทนา

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กกต.เตรียมหารือวิษณุ ยังอุบปฏิทินเลือกตั้ง-แจงงบจัดเลือกตั้งเพิ่มเกือบ 2 เท่า

Posted: 12 Jun 2018 03:33 AM PDT

กกต.เตรียมหารือวิษณุ ยันควรแก้ปมติดล็อกให้พรรคการเมือง เปรยมีปฏิทินเลือกตั้งในใจแล้ว แต่ขออุบก่อนเกรงจะบีบ รบ.ให้ปฏิบัติตาม แจงกรณีใช้งบกลาง 5,800 ล้านจัดเลือกตั้งครั้งหน้า จากเดิมเคยใช้ 3,000 กว่าล้านมีหลายปัจจัยเพิ่มขึ้น ด้าน "มีชัย" เผยมั่นใจกรอบเลือกตั้งทำได้ไม่กระทบพรรค หากกกต. วางแผนทำงานแบบร่นเวลา เตรียมพร้อมก่อนกฎหมายส.ส.ใช้บังคับ

12 มิ.ย.2561 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม. ถึงการนัดหารือนอกรอบระหว่างรัฐบาลกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเตรียมการหารือกับพรรคการเมือง ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ว่า ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะนี้ทราบว่า กกต.สะดวกวันที่ 14 มิ.ย. แต่ต้องถามฝ่ายอื่นด้วย

นายวิษณุ กล่าวว่า การพูดคุยจะคุยกันในระดับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กกต. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งมีตนร่วมพูดคุยด้วย รวมถึงอาจมีหน่วยงานอื่นด้วย แต่เป็นวงเล็ก ยังไม่มีพรรคการเมือง ส่วนจะนัดหารือกับนักการเมืองวันใดนั้น อยู่ที่ คสช.

เมื่อถามว่าการหารือกับพรรคจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กลับจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีการพูดกันว่าเดือนมิ.ย. แต่ตนไม่แน่ใจ ก็ทำอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) แนะนำ คือ คุยกับกกต.ให้ได้ข้อสรุปแล้วค่อยแจ้งให้ฝ่ายการเมืองทราบในเวลาประชุมร่วมกัน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เชิญใคร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมครม.สัญจรว่า "เรื่องการหารือเดี๋ยวก็หารือกัน ใครทำก็ได้ ผมทำก็ได้ หรือจะรองนายกฯทำก็ได้ ถือเป็นเรื่องของขั้นตอน ก็ขอรับฟังก่อนได้หรือไม่ แล้วค่อยนำเรื่องมาให้ผมและ คสช. ได้ตัดสินใจพิจารณาในเรื่องของการปลดล็อคและวิธีการต่างๆ ก็จะทำให้ทุกอย่าง ขอร้องว่าอย่ากดดันกันมากๆ เลยขอตอบแค่นี้พอ"

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวกรณีที่ กกต.เตรียมหารือกับรัฐบาลและ กรธ.ว่า การหารือเป็นระดับสำนักงานฯ ซึ่ง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.กับรองเลขาฯ ด้านต่างๆ จะไปร่วมหารือ ส่วนประเด็นที่จะไปหารือเลขาฯ กกต.คงเตรียมประเด็นที่เป็นอุปสรรคปัญหาต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง เช่น เรื่องการหาสมาชิก การที่พรรคไม่สามารถจัดประชุมได้ ก่อนหน้านี้ กกต.เคยเสนอความเห็นไปแล้วและยังคงยืนยันว่าควรแก้ไขเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติได้ ที่สุดแล้วหลังการหารือจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไรไม่สามารถตอบได้ รวมถึงจะนำไปสู่การไม่ทำไพรมารีโหวตในการเลือกตั้งครั้งแรกหรือไม่ ไม่ทราบ กกต.จะเสนอแค่ปัญหาและแนวทางแก้ไขเท่านั้น ทำหรือไม่เป็นดุลยพินิจของรัฐบาลที่จะพิจารณา

ส่วนเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง จากที่ได้ให้สำนักงานฯศึกษาข้อกฎหมายเพื่อแบ่งเขตเลือกตั้งก่อนกฎหมายมีผลบังคับนั้น เห็นว่ากฎหมายไม่เปิดช่องให้ทำได้ ดังนั้นการให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อให้ กกต.แบ่งเขตได้ก่อนอาจเป็นไปได้ เพราะก่อนหน้าที่เลขาธิการ กกต.เคยเสนอมาแล้ว แต่ทั้งนี้แม้ กกต.จะแบ่งเขตได้ก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ แต่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้ง ก็จำเป็นต้องปลดล็อกจาก คสช.ก่อน ไม่เช่นนั้นพรรคการเมืองก็ไม่สามารถมาประชุมได้ ก่อนหน้านี้ คสช.เคยระบุแล้วว่าอาจปลดล็อกให้พรรคการเมืองกระทำการบางเรื่อง

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คณะที่จะไปหารือได้เตรียมเรื่องปฏิทินการเลือกตั้งตามโรดแม็ปรัฐบาล ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลหากซักถามเพื่อวางกรอบเวลาดำเนินการต่างๆ ก็สามารถตอบได้ แต่คงเปิดเผยไม่ได้ จะกลายเป็นบีบบังคับรัฐบาลให้ปฏิบัติตามซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม

นายศุภชัย ยังชี้แจงกรณีใช้งบประมาณ 5,800 ล้านบาทในการจัดเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ค่าใช้จ่ายเดิมเคยใช้ 3,000 กว่าล้านบาท แต่ครั้งนี้เพิ่มมากขึ้นเพราะมีหลายปัจจัยเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งแทน กกต.จังหวัดซึ่งมีค่าใช้ค่าเดินทาง เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าผู้ช่วยของแต่ละคน เรื่องการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง แม้จะมีบัตรใบเดียว แต่แต่ละเขตไม่เหมือนกัน การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียงให้ผู้สมัคร ค่าจ้างแหล่งข่าว เงินสินบนรางวัล การคุ้มครองพยาน ซึ่งการใช้จ่ายทุกอย่างมีรายละเอียดชี้แจงได้ โดยจะขอเป็นงบฯกลาง ไม่ได้ขอเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้เรียก กรธ. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าหารือต่อประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายและขั้นตอนการเลือกตั้ง ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 13 มิถุนายน ช่วงเย็น โดยประเด็นที่จะหารือนั้นตนทราบเพียงเบื้องต้นแต่ยังไม่ทราบรายละเอียด ส่วนกรธ. จะส่งใครไปร่วมประชุมนั้น ขอหารือกับกรธ. ก่อน

นายมีชัย ยังกล่าวถึงขั้นตอนของการกำหนดวันเลือกตั้ง ว่า ต้องให้ กกต. ชี้แจงเพราะถือเป็นผู้ชำนาญการที่จะมีรายละเอียดและไทม์ไลน์การจัดการเลือกตั้ง ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลกำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อาทิ การแบ่งเขตเลือกตั้ง รวมถึงขั้นตอนที่พรรคการเมืองต้องจัดตั้งสาขาและกำหนดให้ทำเลือกตั้งขั้นต้น หรือ ไพรมารี่โหวต เพื่อหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ผู้สื่อข่าวถามว่า กกต. เคยชี้แจงเกี่ยวกับเวลาทำงาน ทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ต้องใช้เวลา 60 วันนับจากวันที่กฎหมายว่าด้วยเลือกตั้งส.ส. มีผลบังคับใช้ จะมีผลกระทบต่อการเตรียมเลือกตั้งของพรรคหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า กกต. สามารถร่นระยะเวลาดังกล่าวได้ และใช้ช่วงที่รอการบังคับใช้ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จำนวน 90 วัน เตรียมความพร้อมไว้ได้ ทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้งเบื้องต้น ซึ่งตนเข้าใจว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งรอบใหม่ จะไม่ทำให้เขตเลือกตั้งที่เคยบังคับใช้เปลี่ยนแปลงมากนัก และหากสอบถาม กกต. เชิงลึกเขาอาจบอกข้อมูลและการเตรียมงานได้ และอาจใช้เวลาไม่มาก

ถามต่อว่ากรณีของพรรคการเมืองที่ต้องการให้คสช. เร่งปลดล็อคคำสั่งห้ามทำกิจกรรมการเมืองเพื่อจะได้หาสมาชิกและทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบไพรมารี่โหวตให้กับประชาชนและผู้ที่จะลงเลือกตั้ง นายมีชัย กล่าวว่า ประเด็นให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ พรรคการเมืองสามารถทำได้ ผ่านการส่งเอกสารและใช้ระบบเทคโนโลยีสื่อสารไปยังประชาชนได้

"ที่คนเขาออกมาว่าต้องเร่งเลือกตั้งให้เร็วๆ ผมไม่ทราบว่าเขาคิดถึงคนที่จะส่งสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เพราะยังมีขั้นตอนและการปฏิบัติที่ต้องใช้เวลาตามกฎหมายกำหนดไว้ แม้บทเฉพาะกาลของร่างกฎหมายส.ส.ที่กำหนดให้ทำไพรมารี่โหวต แต่เขาผ่อนปรนให้ไพรมารี่โหวตคราวแรกสามารถทำได้ทีเดียวในจังหวัดที่จะส่งผู้สมัครส.ส. ไม่ต้องทำเป็นรายเขตก็ได้ ดังนั้นอาจไม่ต้องรอให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเสร็จก็ได้" นายมีชัย กล่าว

 

ที่มา:

https://www.khaosod.co.th/politics/news_1204666
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/804589
https://www.thairath.co.th/content/1305991
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/804569

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลสั่งจ่าย 'ปู่คออี้กับพวก' เพิ่มเป็น 50,000 แต่ไม่ให้กลับที่เดิม- 'ชัยวัฒน์' ยันไม่ขอโทษ

Posted: 12 Jun 2018 03:32 AM PDT

ศาลปกครองสูงสุดสั่งกรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มให้ปู่คออี้และพวก จาก 1 หมื่นเป็น 5 หมื่นต่อคน กรณี จนท.เผาบ้านปี 2554 แต่ไม่ให้กลับไปอยู่อาศัยทํากินในพื้นที่เดิม ด้านชัยวัฒน์ อดีตหัวหน้าอุทยานฯ ระบุไม่จำเป็นต้องขอโทษชาวกะเหรี่ยงศาลชี้ชัดบุกรุกป่า ขณะที่ทนายสิทธิเห็นว่าศาลชี้ด้วย จนท.ทำเกินกว่าเหตุ พร้อมรับรองมติครม.ให้ฟื้นฟูชีวิตกะเหรี่ยง

<--break- />

ภาพ สมาชิกกว่า 50 คน ร่วมกันถือหน้ากากปู่คออี้ เพื่อเป็นการแสดงพลังเพื่อให้กำลังใจ (ที่มา amnesty.or.th)

12 มิ.ย.2561 จากเมื่อเมื่อปี 2559 ศาลปกครองสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหมด โคอิ หรือคออี้ มีมิ กับ พวกรวม 6 คน ชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ เข้าดําเนินการรื้อถอนเผาทําลายทรัพย์สิน และสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัยของโคอิกับพวก คนละ 10,000 บาท ภายใน 30 วัน แต่คออี้ ชาวบ้านและทนายความเห็นว่าคําตัดสินดังกล่าวยังมีความบกพร่อง คลาดเคลื่อน และยัง วินิจฉัยไม่ครบประเด็นตามคําฟ้องจึงยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าว

ล่าสุดวันนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาแก้คําพิพากษาของศาลปกครอง (อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มที่นี่)  ให้กรม อุทยานแห่งชาติฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 คือ คออี้ เป็นเงิน 51,407 บาท และพวกประกอบด้วย ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 50,032 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 3 เป็น เงิน 51,407 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เป็นเงิน 45,302 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นเงิน 50,807 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 6 เป็นเงิน 50,032 บาท หากผู้ฟ้องคดีรายใดได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินกรณีนี้ไปแล้วให้หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคําพิพากษานี้ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษา นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

สําหรับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ที่ขอให้กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนมีคําสั่งทางปกครองของ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ไม่มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ไม่มีหนังสือสําคัญแสดงสิทธิในที่ดินหรือหลักฐานแสดงการได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจกําหนดคําบังคับให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยให้กลับไปอยู่อาศัยและทํากินในพื้นที่เดิมได้

รายละเอียดเพิ่มเติม ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การใช้อํานาจตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการรื้อถอนเผาทําลาย สิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 แม้จะเป็นมาตรการหรือวิธีการที่มีผลทําให้การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ ตลอดจนการอื่นที่เป็นความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติบรรลุผลตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้อํานาจดุลพินิจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในอันที่จะเลือกใช้มาตรการบังคับทางปกครองอย่างใดก็ได้ตามอําเภอใจหรือโดยพลการ โดยเฉพาะการรื้อถอนเผาทําลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัย ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิอื่นใดของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6  อย่างรุนแรง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 เกินสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะ

กรณีเช่นนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยิ่งสมควรต้องออกคําสั่งทางปกครองเป็นหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 จัดการกับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของตนเสียก่อน และแม้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 จะมิได้ปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าวก็ยังไม่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองดําเนินการหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าทําลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้ในทันที ยังต้องแจ้งคําเตือน เป็นหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 กระทําการตามคําสั่งภายในระยะเวลาที่กําหนดตามสมควร ระบุค่าใช้จ่าย หรือจํานวนค่าปรับทางปกครอง ระยะเวลาดําเนินการและเจ้าหน้าที่ผู้ดําเนินการโดยแจ้งเตือนก่อนเริ่ม ดําเนินการภายในระยะเวลาอันสมควร พร้อมทั้งปิดประกาศคําสั่งแจ้งเตือนก่อนเริ่มดําเนินการภายใน ระยะเวลาอันสมควร จัดทําบันทึกการปิดประกาศไว้เป็นหลักฐาน และภายหลังจากดําเนินการแล้ว ก็ต้องจัดทําบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการดําเนินการ บัญชีทรัพย์สินที่ทําลายหรือรื้อถอน หรือทรัพย์สินอื่น ที่ได้เก็บรักษาไว้ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ แผนที่สังเขปบริเวณที่ดําเนินการพร้อมภาพถ่าย แล้วนําเรื่องราวทั้งหมดพร้อมพยานหลักฐานไปแจ้งความลงบันทึกประจําวันไว้เป็นหลักฐาน ณ สถานี ตํารวจภูธรแห่งท้องที่ในทันที

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อํานาจของ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กําหนดไว้ในคู่มือปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทําลายทรัพยากรป่าไม้

เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกคําสั่งเป็นหนังสือสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 รื้อถอนหรือทําลายสิ่งปลูกสร้างและขนย้าย ทรัพย์สินของตนออกไปให้พ้นจากอุทยานแห่งชาติ และแจ้งคําเตือนเป็นหนังสือก่อนเข้าดําเนินการ การรื้อถอนเผาทําลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 บริเวณพื้นที่บ้านบางกลอยบนและ บ้านใจแผ่นดินซึ่งถือเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ในเขตอุทยาน แห่งชาติแก่งกระจาน จึงเป็นการกระทําโดยรู้สํานึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทําดังกล่าว และเป็นการใช้อํานาจเกินความจําเป็นไม่สมควรแก่เหตุ รวมถึงไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ตลอดจนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ในส่วนของการจัดการทรัพยากรที่ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทํากินในพื้นที่ดั้งเดิม

ดังนั้น การกระทําของพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทําให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 อันเป็นการกระทําละเมิต ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

สําหรับการกําหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 นั้น เห็นว่า โดยที่สิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลย่อมมีสิทธิในการดํารงชีวิตและสิทธิในทรัพย์สิน ไม่มีบุคคลใดที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากเครื่องอาศัยยังชีพ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อันเป็นปัจจัยสําคัญในการดำรงชีวิต อีกทั้งบุคคลไม่อาจถูกจํากัดแต่การมีชีวิตอยู่เยี่ยงสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ต้องตํารงชีวิตอยู่ ฃได้อย่างปกติสุขและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ด้วย หากสิทธิดังกล่าวถูกลิดรอนโตยไม่ชอบด้วยกฎหมายทําให้เกิดความเสียหาย บุคคลนั้นย่อมต้องได้รับการเยียวยาแก้ไขความเสียหาย เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้ ประกอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการที่มีความรุนแรงกระทําต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ได้แม้จะมีกฎหมายให้อํานาจไว้ก็ตาม การเผาทําลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินจึงทําให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ต้องสูญเสียปัจจัยสําคัญในการดํารงชีวิต ถือเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรง กระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิในการดํารงชีวิตและสิทธิในทรัพย์สินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองสูงสุดจึงกําหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ดังนี้ กรณีค่าเสียหายจากการที่สิ่งปลูกสร้างถูกรื้อถอนเผาทําลายกําหนดให้เป็นเงินกึ่งหนึ่งของราคาประมาณการก่อสร้างตามคําชี้แจงของนายกองค์การบริหารส่วนตําบลห้วยแม่เพรียงเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านและยุ้งฉางของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งหมดเป็นเงิน 5,000 บาท และค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับของใช้ส่วนตัวเป็นเงิน 5,000 บาท ส่วนกรณีค่าเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิในทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญ ค่าเสียหายจากการถูกละเมิตเสรีภาพในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข ค่าฟื้นฟูจิตใจที่ถูกเผาทําลายบ้านและถูกผลักดันให้จําต้องอพยพมาอยู่ที่บ้านบางกลอยและบ้านโป่งลึก ค่าขาดประโยชน์จากการสูญเสียโอกาสทําการเกษตรในที่ดินทํากินรวมทั้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และค่าเสียหายจากการสูญเสียอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และ ศักยภาพในการสืบทอดวัฒนธรรมนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้กําหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6


นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานฯ ภาพจาก เพจ Banrasdr

ไม่ต้องขอโทษ คำพิพากษายืนยันบุกรุกจริง 

เว็บไซต์มติชนรายงานว่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดเฉพาะกิจพญาเสือ และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) ในฐานะอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า น้อมรับในคำตัดสินของศาลครั้งนี้ หลังจากนี้จะไปดูรายละเอียดคำสั่งศาลจำนวน 57 หน้า เพื่อดำเนินการชดใช้ตามกฎหมาย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในคำพิพากษาศาลระบุว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 ของพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติปี 2504 ดำเนินการโดยชอบแล้ว แต่อาจมีความผิดพลาดในขั้นตอนปฏิบัติซึ่งถือเป็นบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบในเรื่องของเอกสาร มีการปิดประกาศ แจ้งเตือน การจะไปบอกโดยปากเปล่าคงไม่สามารถทำได้อีก อย่างไรก็ตามไม่คิดว่าจำเป็นต้องขอโทษชาวปกาเกอะญอ เพราะเป็นผู้ที่บุกรุกผืนป่า และศาลปกครองสูงสุดก็ชี้ขาดแล้วว่าบุกรุกจริง ไม่ให้กลับไปอยู่ในพื้นที่เดิมอีก การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการรักษาธรรมชาติ และพร้อมที่จะถูกสอบวินัยกรณีที่ทำให้รัฐเสียหายจากการต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว อีกทั้งหากมีการนำเรื่องไปฟ้องศาลอาญาก็พร้อมสู้คดีต่อไป

"ขอโทษคงไม่ขอโทษ คิดว่าเรื่องนี้ใครก็รู้ว่าใครบุกรุกป่า คำพิพากษาวันนี้ผมภูมิใจที่ต่อไปจะไม่มีใครสามารถบุกรุกป่าแก่งกระจานได้อีกแล้ว โดยเฉพาะ 6 คนนี้ ซึ่งในส่วนของผมทำอย่างเต็มความสามารถที่สุดแล้ว และผมคิดว่าคนที่ฟ้องกรมอุทยานฯ ก็รู้ดีว่าตัวเองมีความผิดหรือไม่" นายชัยวัฒน์กล่าว

กรมอุทยานฯ ทำเกินกว่าเหตุ รับรองมติ ครม.เอื้อกลุ่มชาติพันธุ์

นายสุรพงษ์ กองจันทึก หัวหน้าคณะทำงานสภาทนายความ กล่าวว่าคำพิพากษาในวันนี้เป็นการยืนยันว่า กรมอุทยานฯ ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุในการเข้ารื้อถอน เผา ทำลาย บ้านและทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยงที่บ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และที่สำคัญเป็นคำพิพากษาที่ยืนยันว่ามติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เป็นข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งในมติครม.ดังกล่าวมีการห้ามจับกุมชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่พิพาทและให้คุ้มครองชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่จนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกลับไปปฏิบัติตามมติครม.นี้ให้เป็นรูปธรรม


ภรรยาบิลลี่ รักจงเจริญ ภาพจาก เพจ Banrasdr

ปู่คออี้อยากกลับบ้าน

นางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายบิลลี่ หรือนายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกระเหรี่ยงบ้านบางกลอยที่หายตัวไป กล่าวว่า แม้ว่าศาลจะสั่งให้กรมอุทยานฯชดใช้ค่าเสียหาย แต่สิ่งนี้ไม่สามารถชดเชยสิ่งที่ต้องสูญเสียบ้านเกิดไป และวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปอยู่ที่ใจแผ่นดินได้อีกหรือไม่ จึงขอวิงวอนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับรองสถานะเพื่อกลับไปอยู่ที่บ้านใจแผ่นดินดังเดิม และคิดว่าปู่โคอิ ก็คงเสียใจเพราะทุกวันนี้ไม่มีความสุขที่ต้องไปอยู่บ้านบางกลอยล่าง เพราะไม่ใช่บ้านเกิด โดยเคยพูดเสมอว่าเหมือนมาอาศัยที่คนอื่นอยู่ และปู่อยากกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดของตัวเอง

กรรมการสิทธิฯ หวังดันมติ ครม.ให้เป็นจริง

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่า จากนี้ไปกรรมการสิทธิฯจะเร่งผลักดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามมติครม. 3 สิงหาคม 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลและ กสม.จะต้องทำรายงานเกี่ยวกับสิทธิชุมชน ชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองรายงานต่อยูเอ็น เพราะถ้าไม่เร่งรัดปฏิบัติตามมติครม.นี้จะมีชนเผ่าพื้นเมืองอื่นที่อยู่ในเขตป่ากว่า 8 แสนคน ได้รับผลกระทบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้นายโคอิไม่สามารถเดินทงมาฟังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดด้วยตนเองได้เนื่องจากป่วยเป็นไข้หวัดและอาการไอหนัก

ขณะที่ตัวแทนผู้ฟ้อง กล่าวว่า ยังมีความหวังว่าจะได้กลับเข้าไปในพื้นที่ หลังจากนี้จะนำคำตัดสินศาลวันนี้ไปเล่าให้ปู่คออี้ฟัง ซึ่งคงจะเสียใจมากที่ไม่ได้กลับเข้าไปในพื้นที่ เพราะตอนนี้ปู่คออี้อายุมากและมีปัญหาสุขภาพด้วย

ลำดับเหตุการณ์ โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ก่อนมีคำพิพากษาในวันนี้

2448 ปู่คออี้เกิด และอยู่อาศัยในพื้นที่แก่งกระจาน

2524 ประกาศพื้นที่แก่งกระจานเป็น "อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน"

2539 เจ้าหน้าที่ให้กะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่บางกลอยบน หรือ "ใจแผ่นดิน" อพยพลงมาจากบ้านที่เขาอ้างว่าอยู่ตั้งแต่เกิด มาอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย แต่ปู่คออี้ ไม่ชินกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป จึงกลับขึ้นไปอยู่บ้านเกิดของตน ณ บางกลอยบนตามเดิม

2554 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำโดยชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น ได้ดำเนินการไล่รื้อ เผาบ้าน และยุ้งฉางข้าว รวมทั้งยึดเครื่องมือ เครื่องใช้อุปกรณ์ในการทำไร่ของชาวกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี รวมจำนวน 6 ครั้ง และปู่คออี้ยังถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลงสู่พื้นที่ด้านล่าง

2555 ปู่คออี้ต่อสู้คดีในชั้นศาล หมายเลขคดีดำที่ ส.58/2555 กับพวกรวม 6 คนเป็นผู้ฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและขอสิทธิกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าแก่งกระจานที่เป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่ชาวกะเหรี่ยงได้ตั้งรกรากอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณลำห้วยเหนือแม่น้ำบ้านบางกลอยบน มาแต่ครั้งบรรพบุรุษเป็นเวลาร่วมกว่าร้อยปี

2557 พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ อายุ 30 ปีแกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย หนึ่งในพยานของคดีการรื้อถอนและเผาบ้านกะเหรี่ยง อีกทั้งยังเป็นหลานของปู่คออี้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

2559 ศาลปกครองตัดสินกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขึ้นไปเผาบ้านเรือน ยุ้งข้าว และรื้อทำลายทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 6 ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติและมีการล่าสัตว์ ถือว่ากระทำความผิดตามมาตรา 16 (1)(ครอบครองที่ดินและแผ้วถางป่า)16(2)(เก็บหาหรือทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมสภาพ) และ 16(3) (นำสัตว์ออกไปหรือทำอันตรายแก่สัตว์) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ส่วนการรื้อถอนด้วยวิธีเผาทำลายเพิงพักและยุ้งฉาง ศาลตัดสินว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีสภาพการณ์ เพราะหากรื้อถอนไปแล้วคงเหลือวัสดุก่อสร้างไว้ที่เดิม ย่อมจะทำให้ผู้กระทำความผิดนำไปใช้ในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ได้ ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยศาลให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดคนละ 10,000 บาท ภายใน 30 วัน  
แต่ปู่คออี้ ชาวบ้าน และทนายความเห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวยังมีความบกพร่อง คลาดเคลื่อน และยังวินิจฉัยไม่ครบประเด็นตามคำฟ้องจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว

2561 ศาลปกครองสูงสุดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก  ฝ่ายปู่คออี้โต้แย้งในประเด็นหลัก คือ ความมีอยู่จริงของการตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมของตนและชาวบ้านกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ซึ่งมติครม. เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 เคยรับรองการมีอยู่ของชุมชนดั้งเดิมชาวกะเหรี่ยง รวมถึงวิถีทางวัฒนธรรมและการผลิตแบบไร่หมุนเวียนว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังโต้แย้งการอ้างอิงแนวปฏิบัติตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ว่าไม่ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเผาบ้านชาวบ้าน และตามขั้นตอนแล้ว ต้องติดประกาศเตือนอย่างชัดเจนก่อน หากชาวบ้านไม่ทำตามจึงใช้อำนาจศาลสั่งให้โยกย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ใบตองแห้ง: หลับคาพิธี

Posted: 12 Jun 2018 02:17 AM PDT

 

สนช.หลับคาห้องประชุมไม่ผิด สื่อที่เอาภาพมาเผยแพร่สิผิด อดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ซึ่งได้เป็น สนช.ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 กล่าวประณามสื่อไม่เคยปฏิรูปตัวเอง บิดเบือน สร้างความขัดแย้ง (ยังดีที่ไม่ด่าสื่อไร้มารยาท คนหลับห้ามรบกวน)

นายกฯ บอกว่าคนหลับคราวหน้าไม่ต้องเป็นอะไร ให้กลับไปนอนบ้าน แต่วันนี้อยู่ให้จบไปก่อน เพราะงานอื่นเขาก็ทำ ขณะเดียวกันก็หงุดหงิดสื่อสนใจแต่เรื่องไร้สาระ จับผิดเรื่องเล็กจนไม่ดูเรื่องใหญ่ "ทำลายกันเข้าไป"

ว่าตามความเป็นจริง ท่านพูดถูก สนช.หลับระหว่างการพิจารณางบประมาณ 3 ล้านล้านบาท ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย จะถ่างตาฟังท่านพูด หรือหลับให้สบาย ก็ตื่นมายกมือให้อยู่ดี ไม่มีเสียงค้าน มีแต่เสียงกรน มติ 197-0 งดออกเสียง 3 คนคือประธานและรองประธาน ที่ทำตามประเพณี ทำให้ดูเหมือนยังมีฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ทั้งที่รู้กัน แต่งตั้งมาจากหัวหน้า คสช.ที่เป็นนายกรัฐมนตรี

สนช.ปัจจุบันมี 247 คน ยังมีคนถาม อีก 47 เสียงหายไปไหน ทำไมไม่มายกมือให้เป็น 244-0 อันที่จริงไม่ต้องมาเลยก็ได้ ไม่มีอะไรแตกต่าง สามารถส่งร่าง พ.ร.บ.ทางไลน์ แล้วให้พวกท่านกด like ไม่เห็นต้องมายกมือเป็นพิธีกรรม

เราอยู่ในระบอบอุปโลกน์กันอย่างนี้ ทำเหมือนมีแม่น้ำ 5 สาย มีรัฐบาล มีรัฐสภา มีองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่ตั้งกันเองทั้งสิ้น เพียงผ่านพิธีกรรมที่ดูเสมือนจริง เสมือนมีการแบ่งแยกอำนาจ ตรวจสอบถ่วงดุล ภายใต้ ม.44

แล้วสังคมก็ยอมรับระบอบอุปโลกน์นี้ ราวกับมีระบอบที่ถูกต้องชอบธรรม อย่างเช่นท่านผู้นำบอกใครหลับคราวหน้าไม่ต้องเป็นคนฟังก็พออกพอใจ ทั้งที่นั่นหมายถึงท่านจะยังแต่งตั้งคนใน สนช.ชุดนี้เป็น ส.ว.อีก 5 ปี มีอำนาจเลือกนายกฯ ปกป้องคุ้มครองหรือไล่รัฐบาลได้

เราอยู่ใต้ "นิติรัฐอุปโลกน์" ที่ดูเหมือนมีระบบกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญ มีศาลรัฐธรรมนูญ ที่คำวินิจฉัยเด็ดขาด ผูกพันทุกองค์กร กระทั่งคำสั่ง คสช.ก็ยื่นตีความได้ ว่าขัดรัฐธรรมนูญได้

แต่ผลเป็นไง ไม่ต้องรออ่านคำวินิจฉัยก็ตอบได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลมาตรา 265 ให้ คสช.ยังมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวต่อไป มาตรา 279 ให้ประกาศคำสั่ง คสช.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วศาลจะตีความเป็นอื่นได้อย่างไร

ต่อให้ คสช.ออกคำสั่งยุบหรือปลดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องยอมรับว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจึงเป็นการเลือกตั้งใต้ระบอบอุปโลกน์ ใต้รัฐธรรมนูญที่ทำประชามติข้างเดียว ใต้กฎหมายลูกที่ร่างโดย กรธ.ผ่านโดย สนช. ใต้ กกต.ที่ก็จะเลือกจากมติ สนช. ไม่เพียงเท่านั้น ยังอยู่ใต้คำสั่ง คสช.ที่จะปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อกเมื่อไหร่ก็ได้

มันจึงไม่ใช่การเลือกตั้งที่คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกรัฐบาลของตน ตั้งแต่ต้น ซ้ำยังอาจไม่ใช่การเลือกตั้งเสรี บริสุทธิ์ ยุติธรรม แต่ก็ยังมีคนตั้งความหวังว่าหลังเลือกตั้งจะดีขึ้น ขอเพียงเลือกคนดีไม่โกงไม่ซื้อเสียง

คนไทยไม่น้อยเลยยังหวังพึ่งระบอบอุปโลกน์ เช่นหวังว่ามีเลือกตั้งพิธีกรรมแล้วต่างชาติจะมาลงทุน ถึงแม้จะมีรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ใช้อำนาจใช้กลไกต่าง ๆ ลากถูกันอย่างน่าเกลียดน่าชัง ก็ยังเชื่อว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งที่วิกฤติรอบด้านกำลังจะปะทุอีกครั้ง

 

ที่มา: www.kaohoon.com/content/235669

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวีประชาไท: จดหมายถึงเพื่อน

Posted: 12 Jun 2018 02:07 AM PDT



'แทนจดหมายร่ายยาวส่งข่าวเพื่อน'
วันที่เหมือนลำเค็ญมิเห็นหน
คิดถึงเจียนร้องไห้จำใจทน
วันผู้คนประกาศตัว เผยหัวใจ

ที่เงียบหงิมยิ้มอยู่มิรู้ธาตุ
ก็รู้เช่นเห็นชาติสะอาดใส
มิเหลือความซ้อนซับ ความลับใด
จะซ่อนในธาตุนั้น ณ วันนี้

เช่นนั้น.. ' สิ ท ธิ เ ส รี ภ า พ '
ซึมซาบมวลกมลอยู่ล้นปรี่
อกคนเลวเหลือล้น-อกคนดี
ล้วนเสรี อิสระ ฐานะมนุษย์

เพียงมิเปื้อนอยุติธรรม , การย่ำเหยียบ
ค่าย่อมเปรียบเพชรมณีสีพิสุทธิ์
ที่หน้าใสใจดื้อเที่ยวยื้อยุด
วางหมุด อัตตามอบ..หมายครอบงำ

เช่นนั้น..' อั ป ย ศ แ ล ะ ก ด ขี่ '
วันนี้ ระเริงเต้นมิเป็นส่ำ
รีบเร่งเขย่งตัวเจียนหัวคะมำ
ตระกองธรรม-กอดศีล ล้นตีนมือ

..ขำขำไว้ ส ห า ย เ อ๋ ย !!
ให้คุ้นเคยวาทการแห่งสารสื่อ
จับตา 'ของเทียมล้ม' เมื่อลมฮือ
แปขื่อ อันเปล่ากลวง..จักร่วงพื้น ฯ!

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แถลงร่วม "โดนัลด์ ทรัมป์-คิมจองอึน" มุ่งสร้างคาบสมุทรเกาหลีที่มีสันติภาพสถาพร

Posted: 12 Jun 2018 01:33 AM PDT

หารือประวัติศาสตร์ที่เกาะเซ็นโตซาระหว่าง 2 ผู้นำสหรัฐอเมริกา-เกาหลีเหนือเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมออกแถลงการณ์ร่วมมุ่งสร้างความสัมพันธ์หน้าใหม่ของสหรัฐอเมริกา-เกาหลีเหนือ เริ่มต้นกระบวนการปลอดอาวุธนิวเคลียร์ "อย่างรวดเร็ว" เพื่อสร้างคาบสมุทรเกาหลี "ที่มีสันติภาพอย่างมั่นคงสถาพร" ขณะที่เย็นนี้ นสพ.เกาหลีใต้พาดหัวใหญ่ "จับมือแห่งศตวรรษ" ด้านทรัมป์แถลงอีกรอบจะคงกำลังทหาร 32,000 นายไว้ที่คาบสมุทรเกาหลี และรอบนี้ไม่ได้หารือสิทธิมนุษยชน ขอพูดรอบหน้า

คิมจองอึน และโดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุมสุดยอดสหรัฐอเมริกา-เกาหลีเหนือ ที่เกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์ เมื่อ 11 มิถุนายน 2561 (ที่มา: Facebook/Donald J. Trump)

(ซ้าย) ภาพโดนัลด์ ทรัมป์-คิมจองอึน จับมือกัน จากหนังสือพิมพ์ "มุนฮวาอิลโบ" ฉบับเย็นวันที่ 12 มิถุนายน (ขวา) ส่วนหนึ่งของลายมือชื่อ 2 ผู้นำหลังหารือกันที่เกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์

หนังสือพิมพ์เกาหลีใต้ "มุนฮวาอิลโบ" ฉบับเย็นวันที่ 12 มิถุนายน ตีพิมพ์ภาพเต็มหน้าแรกเป็นภาพคิมจองอึนยิ้มและจับมือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อหน้าธงชาติของทั้ง 2 คู่เจรจา พร้อมโปรยพาดหัวว่า "จับมือแห่งศตวรรษ: จากสงครามสู่สันติภาพ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มต้น" (ที่มา: Yonhap/Munhwa)

การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และคิมจองอึน ประธานคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ในฐานะผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เริ่มต้นขึ้นวันนี้ (12 มิ.ย.) ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์รัฐบาลเปียงยาง ท่ามกลางการจับตามองของสื่อทั่วโลก โดยการประชุมที่รีสอร์ทบนเกาะเซ็นโตซานั้น ในช่วงเช้าโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาถึงก่อน จากนั้นคิม จอง อึน เดินทางตามมา โดยการประชุมรอบแรกเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีการหารือกันเฉพาะ 2 ผู้นำผ่านล่าม การหารือใช้เวลา 30 นาที จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายหารือแบบเต็มคณะฝ่ายละ 3 คน กินเวลา 1 ชั่วโมง 10 นาที

หลังการหารือเต็มคณะ ทั้ง 2 ฝ่ายรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันโดยก่อนนั่งรับประทานอาหาร ในคลิปของ NowThis Politics รายงานว่า ทรัมป์พูดกับช่างภาพว่าขอให้ถ่ายรูปให้พวกเขาดูดี ดูเท่ ดูผอม โดยล่ามภาษาเกาหลีได้แปลให้คิมจองอึนฟังด้วย [ชมคลิป]

อนึ่งทรัมป์ ส่งทวีตตอนเช้าก่อนเดินทางมาที่เกาะเซ็นโตซาว่า "การพบกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยดีและเดินหน้ารวดเร็ว .... แต่ในที่สุดนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อีกไม่นานคงจะรู้ว่าจะตกลงกับเกาหลีเหนือได้หรือไม่"

ในวิดีโอที่เผยแพร่โดย VOA ตอนหนึ่งระหว่างการประชุมเต็มคณะ ทรัมป์ สนทนากับคิมจองอึนว่า "ท่านประธาน (คิมจองอึน) ผมเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่กับท่านที่นี่ในวันนี้ ผมมองไปข้างหน้าเพื่อที่ทำงานร่วมกับท่าน" ส่วนคิมจองอึนตอบว่า "ผมเชื่อว่า นี่คือบทเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ที่จะนำไปสู่สันติภาพ ผมได้เตรียมตัวที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดี"

อนึ่งภายหลังการประชุมทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ และคิมจองอึน ได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมกัน ที่มีข้อตกลง "รอบด้าน" เริ่มต้นกระบวนการปลอดอาวุธนิวเคลียร์ "อย่างรวดเร็ว" เพื่อสร้างระบอบ "ที่มีสันติภาพอย่างมั่นคงสถาพรบนคาบสมุทรเกาหลี"

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในเทเลกราฟร่วมตอนหนึ่งระบุว่าทั้ง 2 ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เจาะลึก และจริงใจ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสถาปนาความสัมพันธ์หน้าใหม่ของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ และสร้างระบอบที่มีสันติภาพอย่างสถาพรและมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ให้คำมั่นว่าจะมอบหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยให้กับเกาหลีเหนือ และประธานคิมจองอึนเน้นย้ำว่าเขาจะมีพันธะที่มุ่งมั่นและแน่วแน่เพื่อทำให้กระบวนการปลอดนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีเป็นไปอย่างสมบูรณ์

เพื่อทำให้แน่ใจว่าการสถาปนาความสัมพันธ์หน้าใหม่ของสหรัฐอเมริกา-เกาหลีเหนือ จะนำไปสู่สันติภาพและความสำเร็จของคาบสมุทรเกาหลีและโลก รวมทั้งรับรองว่าการเสริมสร้างความมั่นใจร่วมกันนี้ จะส่งเสริมกระบวนการปลอดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานคิมจองอึน จะเริ่มต้นในกระบวนการต่อไปนี้

สหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือมุ่งสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ของสหรัฐอเมริกา-เกาหลีเหนือ ตามความปรารถนาของประชาชน 2 ประเทศที่ต้องการสันติภาพและความสำเร็จ

สหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือจะร่วมกันในความพยายามสร้างระบอบที่มีสันติภาพอย่างมั่นคงสถาพรบนคาบสมุทรเกาหลี

เพื่อยืนยันอีกครั้งถึงปฏิญญาปันมุนจอม 27 เมษายน 2018, เกาหลีเหนือมุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างภาวะปลอดอาวุธนิวเคลียร์สมบูรณ์บนคาบสมุทรเกาหลี

สหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือร่วมกันค้นหาเชลยศึกและผู้หายสาบสูญ (POW/MIA) รวมทั้งกระบวนการส่งกลับกรณีที่ได้รับการยืนยันอัตลักษณ์แล้ว

ในแถลงการณ์ร่วมระบุด้วยว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือจะจัดการหารือรอบใหม่ นำโดย ไมค์ พอมเพโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือที่เกี่ยวข้อง โดยจะรีบจัดอย่างเร็วที่สุด เพื่อทำให้การประชุมสุดยอดสหรัฐอเมริกา-เกาหลีเหนือเกิดผลในทางปฏิบัติ

ในตอนท้ายระบุว่าทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ และคิมจองอึน มีพันธะในการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์หน้าใหม่ของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความสำเร็จ และความมั่นคงปลอดภัยของคาบสมุทรเกาหลีและโลก

ทั้งนี้ตามรายงานของ Yonhap โดยทรัมป์แถลงว่าทั้งเขาและคิมได้ร่วมกันสร้าง "ข้อผูกมัดพิเศษ" และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจะต่างไปจากที่เคยเป็นในอดีต ทรัมป์กล่าวด้วยว่ากระบวนการปลอดอาวุธนิวเคลียร์จะเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงความปรารถนาว่าต้องการพบคิมจองอึนอีกครั้งที่ทำเนียบขาว

นอกจากนี้หลังการพบปะ 2 ฝ่าย ทรัมป์ได้แถลงข่าวแยกอีกครั้งหนึ่ง โดยตอนหนึ่งทรัมป์กล่าวว่าทุกคนสร้างสงครามได้ แต่มีเพียงคนกล้าหาญที่สุดเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างสันติภาพ ทั้งนี้เขากล่าวด้วยว่า หวังว่าผู้คนบนคาบสมุทรเกาหลีจะมีสันติภาพ ครอบครัวที่พลัดพรากจะได้กลับมาพร้อมหน้ากัน อย่างไรก็ตามในการตอบคำถามสื่อมวลชน เขาปฏิเสธแผนการถอนทหารออกจากคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้เขากล่าวด้วยว่าแม้ในช่วงการหาเสียงเขาพูดถึงการนำทหารที่ประจำการที่คาบสมุทรเกาหลีกลับบ้าน แต่การการถอนทหาร 32,000 คนบนคาบสมุทรเกาหลีจะยังไม่ใช่ในเวลานี้ แต่เขาก็เห็นว่าสหรัฐอเมริกาควรยุตินโยบายเกมสงคราม ที่ทำให้เกิดการผลาญงบประมาณประเทศ

ทั้งนี้เขายอมรับต่อสื่อมวลชนว่าไม่ได้หารือเรื่องสิทธิมนุษยชนของเกาหลีเหนือ การหารือรอบนี้เป็นการหารือเรื่องยุติอาวุธนิวเคลียร์ แต่เรื่องสิทธิมนุษยชนจะต้องพูดในครั้งหน้า เขาตอบสื่อมวลชนด้วยว่าจะไปเยือนเปียงยางในช่วงเวลาที่เหมาะสม

อนึ่งในรายงานของ VOA รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไมค์ พอมเพโอ ระบุก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จะไม่ทำข้อตกลงใดๆ ที่ใช้ไม่ได้ในการเจรจาครั้งนี้ และสิ่งเดียวที่สหรัฐฯ จะยอมรับคือการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์และตรวจสอบได้ เขากล่าวว่า มาตรการลงโทษเกาหลีเหนือจะมีอยู่ต่อไปจนกล่าวรัฐบาลเปียงยางจะล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธทั้งหมด

VOA ซึ่งอ้างรายงานจากเอพีระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดเดินทางออกจากสิงคโปร์อย่างรวดเร็วหลังจากการประชุมสุดยอด ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เขายังมีความตั้งใจที่จะให้เกิดความตกลงด้วยเป้าหมายที่สูง หรือลดทอนสิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นจากการหารือกับนายคิมจองอึน ในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าทำเนียบขาวกล่าวว่า การเตรียมเดินทางออกจากสิงคโปร์อย่างรวดเร็วมีเหตุผลมาจากที่การเจรจาที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดหมาย

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

97% โหวตหนุนพรรคการเมืองเสนอแก้ รธน. - ลูกเพจผู้จัดการ 96% โหวตไม่เลือก 'สุเทพ'

Posted: 12 Jun 2018 01:27 AM PDT

เพจประชาไทตั้งโหวตผล 97% หนุนพรรคการเมืองเสนอแก้รัฐธรรมนูญ 60 ขณะที่เพจผู้จัดการตั้งโหวตถามลูกเพจเลือก 'สุเทพ เทือกสุบรรณ' หรือไม่ ผล 96% หรือประมาณ 98,000 โหวต "ไม่เลือก"
 
จากกรณีเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนิรโทษกรรมคดีการเมืองในยุค คสช. หากได้รับการเลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้านจำนวนมาก แม้แต่ คสช.เองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุว่าจะติดตามว่าการดำเนินการใดเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
 
อย่างไรก็ตามการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีเพียง พรรคอนาคตใหม่เท่านั้นที่แสดงท่าทีแบบนี้ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยก็ระบุว่าถ้าเป็นความต้องการของประชาชนก็แก้ได้ เช่นเดียวกับ วราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ออกมาสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญเช่นกัน
 
 
จากกระแสดังกล่าว ประชาไท ได้ลองสอบถามผ่านทางเฟสบุ๊คแฟนเพจ 'ประชาไท Prachatai.com' เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมากับคำถามที่ว่า "ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับกรณีพรรคการเมือง จะชูประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง?" ผลปรากฎว่ามีผู้ร่วมโหวตประมาณ 14,000 โหวต ในจำนวนนี้ 97% หรือประมาณ 13,580 โหวตเห็นด้วย ขณที่มีเพียง 3% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย 
 
นอกจากนี้ วันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา การเปิดตัว พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ซึ่งเป็นกระแสการเมืองที่น่าสนใจอีกเช่นกัน เพราะมี สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และอดีตเลขาธิการ กปปส. ที่เคยประกาศเลิกเล่นการเมืองในหลายครั้ง มาแสดงตัวเพื่อร่วมกับพรคนี้ด้วย สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก แม้แต่ตัว สุเทพ เองยัง กล่าวตอนหนึ่งว่า  ตนเองเป็นจุดอ่อนของพรรคนี้ให้คนโจมตีว่า ตนตระบัดสัตย์ นั้น
 
ผู้จัดการออนไลน์ ได้ตัวโหวตเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผ่าน เพสบุ๊คแฟนเพจ 'MGROnline Live' ด้วยคำถามที่ว่า "คุณจะเลือกหรือไม่? เมื่อ "ลุงกำนัน" หรือ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ประกาศทั้งน้ำตา ร่วมก่อตั้งพรรค "รวมพลังประชาชาติไทย" แม้จะถูกวิจารณ์ว่าตระบัดสัตย์ก็ตาม"
 
ผลปรากฏว่ามีผู้ร่วมโหวตประมาณ 1 แสนโหวต ในจำนวนนี้ ระบุว่า ไม่เลือก 96% หรือประมาณ 98,000 โหวต ขณะที่ระบุว่า เลือก 4% เท่านั้น
 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ครม.สัญจรใจดีตอบรับเกือบทุกโครงการ ยกเว้นขยายถนน “ห้วยขาแข้ง”

Posted: 12 Jun 2018 12:45 AM PDT

ครม.สัญจรปากน้ำโพ ไม่อนุมัติแค่ขยายถนนห้วยขาแข้งหวั่นกระทบกับจำนวนสัตว์ในพื้นที่ เว็บไซต์ทำเนียบไม่มีรายละเอียดโครงการที่นำเสนอจากภาคเอกชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ขณะที่สื่อรายงานก่อนหน้านี้เอกชนเสนอใช้งบกว่า 5 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดนครสวรรค์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เดินทางตรวจราชการจังหวัดพิจิตรและนครสวรรค์ พร้อมทั้งเตรียมประชุมครม.นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (สัญจร) ครั้งที่ 4/2561 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นการประชุมครม.สัญจร ภาคเหนือตอนล่าง 2 จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชรและอุทัยธานี

ครม.ใจดีไฟเขียวเกือบทุกโครงการ ยกเว้นขยายถนน'ห้วยขาแข้ง'

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่าเมื่อเวลา 14.30น.ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม.สัญจรจังหวัดนครสวรรค์ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมเห็นชอบข้อเสนอจากที่ประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจัดหวัด และเอกชน จาก 4 จังหวัดในพื้นที่เกือบทุกเรื่อง อะไรที่อยู่ในแผนอยู่แล้วให้ดำเนินการจัดความเร่งด่วน มีเพียงโครงการเดียวที่ไม่ตอบรับ คือ การขยายถนนในพื้นที่ห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลเห็นว่า เมื่อถ้าขยายไปจะกระทบกับจำนวนสัตว์ในพื้นที่ ขณะที่ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่าในที่ประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในช่วงท้ายการประชุมว่า การพิจารณาสนับสนุนงบประมาณจะพิจารณาตามความเหมาะสมในโครงการจำเป็นเร่งด่วน สอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดิน จะไม่สนับสนุนทุกอย่างตามที่กลุ่มจัดหวัดขอมา เพราะต้องบูรณาการงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อสืบค้นรายละเอียดว่าที่โครงการใดบ้างที่รัฐบาลตอบรับในเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลใน "สรุปข่าวประชุมครม." วันที่ 12 มิ.ย.2561 พบว่าไม่มีรายละเอียดการพูดคุยในเรื่องที่นำเสนอจากเอกชนในพื้นที่

"เกือบทุกโครงการ" ที่ตอบรับนั้น คืออะไร

เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานก่อนการประชุม ครม. 1 วัน ว่า โครงการและงบประมาณจากการเสนอของภาคเอกชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างนั้นได้แก่ แผนของสภาหอการค้าจังหวัดและสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการวิจัย และการเกษตรโครงการเขตเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) หรือ ไบโอฮับ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะนครสวรรค์และกำแพงเพชร 2. พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 4. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 5. พัฒนาคุณภาพชีวิต และ 6. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเพื่อป้องกันอุทกภัย

อาทิ โครงการตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด 4 ปี 121 โครงการ ประกอบไปด้วย 1. โครงการภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าข้าวและสินค้าเกษตร 90 โครงการ งบ 1,714,488,000 บาท และ 2. โครงการภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และวัฒนธรรม 31 โครงการ งบ 160,580,000 บาท

งบลงทุน ประกอบไปด้วย การพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน พัฒนาแหล่งน้ำ 15 โครงการ วงเงิน 430,000,000 บาท การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน การแปรรูปพัฒนาตลาด การผลิต/การตลาด 41 โครงการ วงเงิน 342,233,000 บาท การพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยว/ทรัพยากรธรรมชาติ – ถนน 2 โครงการ วงเงิน 19,000,000 บาท

การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยว – แหล่งท่องเที่ยว 14 โครงการ วงเงิน 91,580,000 บาท พัฒนาตลาดศักยภาพบุคลากรการท่องเที่ยว – เพิ่มศักยภาพ 15 โครงการ วงเงิน 48,000,000 บาท

สำหรับโครงการที่เสนอโดยเอกชน ใช้งบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ โครงการวางระบบท่อน้ำเพื่อสนับสนุนการปลูกพืชสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการแม่น้ำสะแกกรัง อุทัยธานี ก่อสร้างท่อระบายน้ำบ้านวังทับยาบึงสีไฟ จ.พิจิตร ขุดลอกตะกอนดินอ่างเก็บน้ำทับเวลา อุทัยธานี ขุดขยายอ่างเก็บน้ำหุบอีเก้ง อุทัยธานี ก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ ด้านตะวันออก โครงการขยายถนนจาก 2 เลน เป็น 4 เลน ระยะทาง 83 กม. จากเกรียงไกรกลางนครสวรรค์ ถึงชัยภูมิ เพื่อเชื่อมโยงภาคเหนือ-อีสาน รวม 153 กม. เชื่อมนครสวรรค์ เข้ากับภาคกลาง ขยายทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 115 เชื่อมต่อ กำแพงเพชร-พิจิตร และ พิจิตร-พิษณุโลก รวม 48 กม. ปรับปรุงสนามบินตาก และ สนามบินเกษตร นครสวรรค์ สร้างเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน่าน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ พิจิตร

โครงการนวัตกรรมทางด้านการเกษตรอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bioeconomy) หรือ ไบโอฮับ มูลค่า 1.33 แสนล้านบาท ในพื้นที่ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ กว่า 5 หมื่นไร่

โครงการรจัดการน้ำวางระบบท่อน้ำ 2 เส้นทาง ระยะทาง 30 กม. งบประมาณ 1,100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โครงการการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม การป้องกันภัยแล้ง น้ำท่วม โครงการพัฒนาการท่องเที่ยว

โครงการที่สำคัญ คือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการพัฒนาระบบโครงข่ายถนน โครงข่ายระบบรางรถไฟ และโครงข่ายระบบโลจิสติกส์ 3 โครงการ ต้องเร่งรัด คือ โครงการที่จอดรถบรรทุกในการขนถ่ายสินค้า (ทรักเทอร์มินอล คอนเทนเนอร์ยาร์ด ทรักเรสต์แอเรีย) รองรับการขนส่ง และกระจายสินค้า รองรับโครงการรถไฟรางคู่จากลพบุรี – ปากน้ำโพ

โครงการเชื่อมโยงรถไฟไปแม่สอด ผ่านกำแพงเพชร และสุโขทัย เข้าสู่ตาก โครงการสร้างเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา ของกรมเจ้าท่า ในพื้นที่พิจิตร และนครสวรรค์, โครงการพัฒนาบึงขุมทรัพย์ของ อุทัยธานี แหล่งน้ำทางการเกษตร โครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อม 2 มรดกโลก ห้วยขาแข้ง อุทัยธานี กับ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร กำแพงเพชร เชื่อมไปทางอุทยานแห่งชาติคลองลาน และอุทยานแห่งชาติอื่น
 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กษัตริย์เสนอขอลดเงินเดือน 10% ถึงปี 2021 ช่วยปัญหาหนี้มาเลเซีย

Posted: 12 Jun 2018 12:44 AM PDT

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซียรายงานถึงกรณีที่สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 กษัตริย์มาเลเซียทรงห่วงใยในปัญหาหนี้สินของประเทศที่มีกว่า 8 ล้านล้านบาท และทรงได้เสนอลดเงินเดือนและเงินรายได้ส่วนพระองค์ลง 10 % ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งพระประมุข


แฟ้มภาพสำนักข่าวเบอร์นามา

12 มิ.ย.2561 มติชนออนไลน์ รายงานว่า สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซียรายงานถึงกรณีที่สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 กษัตริย์มาเลเซียทรงมีความห่วงใยในปัญหาหนี้สินของประเทศที่มีอยู่จำนวนมหาศาล และทรงได้เสนอลดเงินเดือนและเงินรายได้ส่วนพระองค์ลง 10 % ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งพระประมุขแห่งมาเลเซียของพระองค์จนถึงปีค.ศ.2021

นายวัน อาห์หมัด ดาห์ลัน อับ อาซิซ เจ้าพนักงานตรวจสอบการเงินการบัญชีประจำสำนักพระราชวังมาเลเซีย เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 ทรงมีความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อภาวะหนี้สินและสภาพเศรษฐกิจของประเทศ พระองค์ยังทรงรู้สึกซาบซึ้่งและขอบคุณประชาชนชาวมาเลเซียที่พร้อมใจกันบริจาคเงินสมทบกองทุนทาบัง ฮาราปัน มาเลเซีย ที่ตั้งขึ้นเมื่อเร็วๆนี้เพื่อปลดหนี้ประเทศ นอกจากนี้สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 ยังทรงมีพระราชกฤษฎีกาให้สำนักพระราชวังไม่ต้องจัดงานอีดิลฟิตรีประจำปีเพื่อที่จะนำเงินงบประมาณในส่วนนี้ไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาสแทนhttps://ads6.matichon.co.th/www/delivery/lg.php?bannerid=0&campaignid=0&zoneid=47&loc=https%3A%2F%2Fwww.prachachat.net%2Faseanaec%2Fnews-173237&referer=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F&cb=9e619314b3

ทั้งนี้หลังนำพรรคการเมืองพันธมิตรคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของมาเลเซียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายมหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียสมัย 2 ในวัย 92 ปี ประกาศว่าประเทศมาเลเซียถูกทำให้มีหนี้สินท่วมตัวมากกว่า 1 ล้านล้านริงกิต หรือประมาณ 8 ล้านล้านบาท โดยกล่าวโทษว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดที่แล้วนำโดยนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังเผชิญข้อกล่าวหาหนักในคดีทุจริตเงินกองทุน1เอ็มดีบีอยู่ในขณะนี้ ก่อนที่ในวันที่ 23 พฤษภาคม นายมหาธีร์ประกาศลดเงินเดือนคณะรัฐมนตรีลง 10 เปอร์เซ็นต์และให้มีผลทันทีในการช่วยลดหนี้ชาติ

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กองทัพอนุมัติซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่ 6 ลำ-จ่อฟ้องสำนักข่าวปูด AW149 บินไม่ได้

Posted: 12 Jun 2018 12:04 AM PDT

ทบ.อนุมัติซื้อเฮลิคอปเตอร์โจมตีใหม่ 6 ลำทดแทนคอบร้าที่จะปลดประจำการ เล็งของ สหรัฐฯ, ยุโรป และจีน ยืนยัน ซื้อของมีคุณภาพ-ใช้ได้จริง ตามนโยบายกองทัพ ผบ.ทบ.บินไปจีน หารือความร่วมมือการฝึกและการทยอยจัดส่งรถถังที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันกองทัพก็เตรียมฟ้องสื่อที่เสนอข่าวเฮลิคอปเตอร์ AW 149 บินไม่ได้
 
ความเคลื่อนไหวด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพในวันที่ 12 มิ.ย. 2561 ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า พล.ต.วีรยุทธ อินทร์วร ผบ.ศูนย์การบินทหารบก (ศบบ.ทบ.) กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2562 กองทัพบก มีโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์เข้าประจำการทั้งแบบใช้งานทั่วไปและโจมตีตามแผนพัฒนากองทัพ เพื่อทดแทนเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่นเก่า อย่าง เอเอช-1 เอฟ คอบร้า (3 ลำ) ที่จะปลดประจำการ โดยพยายามจัดหาให้แบบน้อยลง เพราะเทคโนโลยีก้าวกระโดด พร้อมเลือกแบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สอดคล้องกับงบประมาณที่เรามีอยู่ และพยายามเลือกสิ่งที่ดีตามนโยบายของ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ให้ไว้ว่า ต้องจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ และใช้งานได้จริง คุ้มค่า
 
ผบ.ศบบ.ทบ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้มีการอนุมัติการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี แทน ฮ.คอบร้า ที่กำลังจะปลดประจำการ อยู่ระหว่างขั้นตอนการคัดเลือกแบบ โดยกรกฎาคมนี้ จะเริ่มเดินทางไปดูเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆ เพื่อรวมข้อมูลก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคัดเลือกแบบ อย่างไรก็ตาม มีหลายประเทศที่เสนอมา ซึ่งเป็นแบบที่ทั่วโลกรู้จัก 4-5 แบบ แต่ละแบบมีความเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิประเทศ ทั้งนี้ ความต้องการขั้นต่ำอยู่ที่ 6 เครื่อง โดยการพิจารณาว่าจะซื้อรุ่นไหน ก็ต้องเป็นไปตามภัยคุกคามของเราที่เปลี่ยนไปด้วย ต้องเป็นอากาศยานที่มีความเร็วมากขึ้น สมรรถนะที่ไกลมากขึ้น ระบบอาวุธวิธียิงที่แม่นมากขึ้น
 
สำหรับเฮลิคอปเตอร์โจมตี ที่กองทัพบกพิจารณาให้ความสนใจ เช่น Mi-28 ฮาวอค, KA-52 อัลลิเกเตอร์ จากรัสเซีย ที่เพิ่งโชว์ผลงานไปในสงครามกลางเมืองของซีเรีย AH-1Z ไวเปอร์ รุ่นต่อยอดการพัฒนาจาก ฮ.คอบร้าเดิม, AH-64อี อาปาเช่ ของสหรัฐฯ Eurocopter Tiger จากประเทศฝรั่งเศส และ AW-129 ของอิตาลี และ Z-11 ของจีน ขณะที่ ฮ.ทั่วไป มีเฮลิคอปเตอร์ AW-101 และอีกหลายบริษัทเสนอความต้องการเข้ามา
 
มติชนออนไลน์ รายงานว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช. เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน 2561 โดยได้พบหารือ พล.อ.หัน เว่ย กั๋ว ผบ.ทบ.กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพบกของทั้งสองประเทศ โดยมีการหารือความร่วมมือทางทหาร การฝึกร่วม ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่จีนจะมาตั้งศูนย์ซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ในไทยในปีนี้ และความคืบหน้าจากการที่ ทบ.จัดซื้อรถถัง VT4 และรถเกราะ VN1 จากจีนก่อนหน้านี้ที่ทยอยจัดส่ง
 
มติชนออนไลน์ รายงานอีกว่า ที่ศูนย์การบินทหารบก (ศบบ.) พล.ต.วีรยุทธ อินทร์วร ผบ.ศูนย์การบินทหารบก กล่าวถึงความพร้อมของเฮลิคอปเตอร์ AW 149 หลังกรณีสำนักข่าวหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์เครื่องไม่สามารถยกตัวขึ้นได้ ว่า เมื่อศบบ.ได้รับอากาศยานะดังกล่าวมาเรียบร้อยแล้วก็ได้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ ของอากาศยาน หลังจากนั้นจะต้องฝึกนักบิน ช่างเครื่อง และส่วนที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เพราะมีรายละเอียดเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ ตามที่กองทัพบกได้จัดหามา พร้อมทั้งยืนยันอีกว่าเครื่องรุ่นนี้ ไม่ได้เป็นไปตามสื่อบางสำนักวิพากษ์วิจารณ์ ทุกอย่างตรวจรับอย่างละเอียด ทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับเครื่องมา ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนอะไรอะไรบางอย่าง ต้องรู้ที่มาที่ไป เพราะหากไม่ละเอียดก็จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต
 
"ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไร เมื่ออากาศยานเปลี่ยนเราต้องฝึกนักบินให้มีความพร้อม เพราะอากาศยานบางชนิดรูปร่างเหมือน แต่ระบบไม่เหมือน ก็ต้องฝึกนักบินเสมอ เพราะเทคนิคแต่ละเครื่องแต่ต่างกัน ดังนั้นผมยืนยันว่านักบินของ ศบบ.ไม่มีปัญหา มีความพร้อมบินเสมอ" พล.ต.วีรยุทธกล่าว
 
เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรกับสื่อบางสำนักที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเรื่องเฮลิคอปเตอร์ AW149 บินไม่ได้ ผบ.ศบบ. กล่าวว่า "เรากำลังให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการพิจารณาว่าจะฟ้องร้องสื่อบางสำนัก เพราะเผยแพร่ข้อมูบที่บิดเบือน ทำให้ ตนเองและกองทัพได้รับความเสียหาย"
 
 
อนึ่งสำนักข่าวหนึ่งเดียวที่เกาะติดและรายงานเรื่องนี้คือ สำนักข่าวอิศรา เปิดประเด็นมาตั้งแต่รุ่น AW 139 ก่อนจะมาถึง AW 149
เผยภาพ!เฮลิคอปเตอร์ AW 139 ทบ. 2 ลำ 1,350 ล้าน ใช้งานปีเดียวจอดรอซ่อม ทำการบินไม่ได้ ต้องรอเคลมอะไหล่จาก บ.ผู้ขายในอิตาลี 38 รายการ มีปัญหายังได้ไม่ครบตามสัญญา โฆษก ทบ.ให้รอหน่วยงานแจงข้อเท็จจริง
ปริศนา!ภาพเฮลิคอปเตอร์ AW 149 2 ลำ จอดกว่า 4 เดือนในโรงเก็บเครื่องบิน จ.ลพบุรี ไม่นำไปใช้งาน หลัง จัดซื้อลำละ 650 ล.
เผยภาพ ทบ. ลากเฮลิคอปเตอร์ AW 149 จากโรงเก็บเครื่องบิน จ.ลพบุรี 1 ลำ ออกทดสอบความพร้อม หลังจอดหลายเดือนรอส่งมอบหน่วย พบ'ยกตัวไม่ได้' คนในเผยสวิทช์คอนโทรลขัดข้อง ต้องสั่งซื้อใหม่ อาจนานนับปี รอแก้ปัญหา
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ซัดพาณิชย์จ่อร่วม TPP เดิม ชี้ต้องแก้ รธน. ฟื้นมาตรฐานเจรจาก่อน

Posted: 11 Jun 2018 11:05 PM PDT

เอฟทีเอว็อทช์ซัดกระทรวงพาณิชย์เร่งเข้า CPTPP (หรือ TPP เดิม) ทั้งที่มีประเด็นอ่อนไหวมากมาย ยืนยันไม่ร่วมเวทีปาหี่ฟังความเห็น ชี้ผลกระทบใหญ่ควรให้รัฐบาลเลือกตั้งตัดสินใจ ตอนนี้แม้แต่มาเลเซียยังสั่งทบทวน อีกทั้งข้อตกลงนี้มี 11 ประเทศ ไทยทำเอฟทีเอไปแล้ว กับ 9 ประเทศ ไม่ได้อะไรนอกจากเอาใจญี่ปุ่น

 

12 มิ.ย.2561 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประชุม 25 หน่วยงานเตรียมความพร้อมเจรจา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) หรือ TPP เดิม ซึ่งมีสมาชิก 11 ประเทศ เว้นสหรัฐที่ได้ถอนตัวออกไปเมื่อปี 2560 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ระบุว่า การเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ถือเป็นนโยบายรัฐบาล ที่ต้องทำให้ได้ภายในปีนี้ และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การเข้าเป็นสมาชิกได้ประโยชน์กับไทยมากที่สุด

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รับนโยบายมาจากรองนายกฯเศรษฐกิจโดยที่ไม่ศึกษาข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้และพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ตามที่ระบุว่าประเด็นที่อ่อนไหวถูกตัดออกไปหมดแล้วทั้งที่ไม่เป็นความจริง และยังพยายามอ้างว่า ไทยจะสามารถทำข้อยกเว้นเช่นเดียวกับประเทศสมาชิกก่อนหน้าซึ่งเป็นคำกล่าวที่เลื่อนลอย อีกทั้งยังไม่มีความแน่นอนว่าประเด็นอ่อนไหวบางประเด็นที่ถูกตัดออกไปเช่นเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา การชดเชยความล่าช้าจากการออกสิทธิบัตรจะกลับมาหรือไม่หากสหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมเจรจา

"น่าสนใจว่า ขณะนี้นายกฯมหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย กำลังสั่งทบทวนการเข้าร่วมเป็นภาคี CPTPP โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์เช่นนี้ เศรษฐกิจขนาดเล็กกว่าอย่างมาเลเซียจะเสียเปรียบ ขณะที่รัฐบาล คสช.กลับประกาศนโยบายต้องเข้าร่วมให้ได้ปีนี้ โดยใช้ข้อมูลที่ไม่มีความชัดเจน"

"เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิ.ย. ในการประชุมคณะกรรมการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ ทางฝ่ายเลขาฯซึ่งได้ทำงานวิจัยเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจากความตกลง TPP ได้แจ้งต่อกระทรวงพาณิชย์ว่า ประเด็นอ่อนไหวไม่ได้มีเพียงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาบางประเด็นที่ถูกละเว้นไว้เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวไปเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบังคับนำเข้าพืชและผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธุกรรม, เครื่องมือแพทย์ที่ใช้แล้ว, การผูกขาดพันธุ์พืชและสมุนไพรไทย โดยบังคับให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV 1991) นอกจากนี้ยังมีประเด็นการห้ามเจรจาต่อรองราคายา และที่น่าเป็นห่วงที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญการฟ้องร้องจากการที่รัฐบาล คสช.ออกมาตรา 44 ยุติการทำเหมืองแร่ แต่สาระการคุ้มครองการลงทุนใน CPTPP มีความเข้มงวดกว่า ทำให้นโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ประชาชนทุกเรื่องสามารถนำมาฟ้องร้องดำเนินคดีได้เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐเรียกค่าชดเชยจากงบประมาณแผ่นดินได้ แต่หน่วยราชการยังไม่มีการประเมินถึงผลกระทบเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นตามที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวหายไปหมดแล้วเป็นเรื่องที่เป็นเท็จทั้งสิ้น"


กรรณิการ์ กิจติเวชกุล (ภาพจากแฟ้ม)

รองประธานเอฟทีเอว็อทช์ชี้ว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ไม่พูดให้ชัดเจนว่าใน 11 ประเทศนั้นประเทศไทยมีเอฟทีเอกับทั้งหมด 9 ประเทศแล้วเหลือเม็กซิโกและแคนาดาเท่านั้น ยิ่งไม่มีสหรัฐฯ ผลได้ที่ไทยคาดจะยิ่งน้อยลง ฉะนั้นการเข้าร่วม ประเทศไทยอาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากเป็นการเอาใจญี่ปุ่นเพื่อไม่ให้ความตกลงนี้ตายเท่านั้น

"จากการที่กระทรวงพาณิชย์รับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยอย่างไม่เป็นทางการ 2-3 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ เราพบว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นำข้อมูลที่รับฟังไปพิจารณาอย่างแท้จริง แต่กลับนำมาแถลงข่าวว่าทุกภาคส่วนสนับสนุน ไม่มีเรื่องน่าห่วงใยแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวที่จะมีการจัดรับฟังแบบพิธีกรรมเช่นนั้นอีก"

ทั้งนี้ ทางศูนย์วิจัยและควบคุมการบริโภคยาสูบ มหิดลร่วมกับ ศูนย์วิจัยเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา จุฬาฯ และเอฟทีเอ ว็อทช์ ได้เชิญนักวิชาการที่ทำงานวิจัยจริงจัดวิเคราะห์ CPTPP หลังสหรัฐฯถอนตัว ประเทศไทยควรเข้าร่วมเป็นภาคีหรือไม่ และในการนี้จะมีการแถลงข่าวจุดยืนภาคประชาสังคมต่อ CPTPP ที่ต้องเปิดให้การตัดสินใจเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

"จากรัฐธรรมนูญ 2560 การทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ได้ตัดกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆการทำงานวิชาการที่เป็นพื้นฐานข้อมูลในการเจรจา และการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติออกไปเกือบสิ้นเชิง ฉะนั้น เชื่อว่า จะทำให้การเจรจาไม่มีความรอบคอบ ได้แต่ผลประโยชน์ระยะสั้นจะตกอยู่กับผู้ส่งออกและนายทุนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ขณะที่ประชาชนรวมทั้งลูกหลานของเราจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาว ดังนั้นจุดยืนของเอฟทีเอ ว็อทช์ และภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเราเห็นว่าควรเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และควรทำหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศกลับไปมีมาตรฐานและกระบวนการที่ดีดังเช่นมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550"

รองประธานเอฟทีเอว็อทช์ ยังกระตุ้นให้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แสดงความกล้าหาญที่จะท้วงติงรัฐบาล คสช.ในเรื่องนี้ เพื่อจะได้ทำงานวิจัยศึกษาผลกระทบต่างๆรวมทั้งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 

"เมื่อ 11 ปีที่แล้ว รัฐบาล คมช.ตัดสินใจเดินหน้าเอฟทีเอ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) กระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นได้พยายามอย่างเต็มที่ในการทำหน้าที่ท้วงติงผลกระทบที่เกิดจากการอนุญาตให้มีการนำเข้าสารพิษและขยะอันตรายเข้ามาในประเทศไทย แม้การท้วงติงนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ถือได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้วทุกวันนี้มันก็พิสูจน์ว่า ประเทศไทยหลังการเปิดช่องของ เอฟทีเอ ไทย- ญี่ปุ่น วันนี้ประเทศไทยเป็นที่ทิ้งขยะสารพิษของโลกโดยสมบูรณ์แล้ว เราจึงอยากเห็นกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆที่ได้ทำการศึกษา ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้และท้วงติง กระตุกสำนึกรัฐบาล คสช.ให้ได้คิด ก่อนที่คนรุ่นต่อไปต้องมาตามแก้ปัญหาที่รัฐบาลอำนาจนิยมได้ทำไว้"

 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สหภาพแรงงานเผย ‘เบร็กซิต’ ส่งผลให้พยาบาลชาวยุโรปไหลออกจากอังกฤษ

Posted: 11 Jun 2018 10:41 PM PDT


ที่มาภาพประกอบ: BBC

สืบเนื่องจากเมื่อปี 2559 สหราชอาณาจักรได้ทำการลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) แม้ปัจจุบัน (ณ กลางปี 2561) กระบวนการถอนตัวดังกล่าวยังจะไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ต่อประเทศอังกฤษในหลายด้าน

ล่าสุดเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมาสหภาพพยาบาลและผู้ผดุงครรภ์อังกฤษ (Nursing and Midwifery Council หรือ NMC) เปิดเผยว่าตัวเลขผู้ลาออกจากการเป็นพยาบาลและผู้ผุดุงครรภ์สูงขึ้น เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครเข้าเป็นพยาบาลและผู้ผดุงครรภ์ฝึกหัดซึ่งเป็นผลมาจากการตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือเบร็กซิต (Brexit)

"เบร็กซิตทำให้ชาวยุโปหลายคนรู้สึกว่าพวกเขาไม่เป็นที่ต้อนรับ และการจัดสรรบุคคลากรของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Healthcare Service หรือ NHS) ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้อะไรคลี่คลายลง แต่เราไม่สามารถจะไปต่อว่าอะไรกับพยาบาลหรือผู้ผดุงครรภ์ได้ ถ้าพวกเขาจะมองหาอะไรที่ดีกว่าในที่อื่นๆ" ซาร่า กอร์ตัน (Sara Gorton) จากสหภาพลูกจ้างรัฐแห่งชาติ (National Union of Public Employees) กล่าว

แม้ว่าถึงแม้จำนวนพยาบาลที่เป็นคนอังกฤษจะมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเหมือนเป็นสถานการณ์ที่ดีต่อระบบดูแลสุขภาพ แต่นั่นก็ไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติได้ในระยะยาว รวมทั้งจำนวนนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับพยาบาลและผู้ผดงครรภ์ลดลง ทำให้จะมีปัญหาขาดแคลนในอนาคต

"การอพยพออกจากอังกฤษของพยาบาลและผดุงครรภ์ชาวยุโรปดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลไม่ได้สร้างความมั่นใจให้พยาบาลและผู้ผดุงครรภ์เหล่านั้น ว่าพวกเขายังจะมีสิทธิมีงานและมีอนาคต เมื่อการออกจากสหภาพยุโรปเกิดขึ้นจริง" กอร์ตัน กล่าว

ปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่การขาดแคลนทั้งบุคคลกร ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับระบบ NHS ที่ต้องเผชิญกับความต้องการมากขึ้น ในขณะที่บุคลากรลดน้อยลง

 

ที่มาเรียบเรียงจาก
Nurse and midwife numbers dragged down by Brexit effect (UNISON, 25/4/2018)

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักบวชชิลีเอี่ยวล่วงละเมิดทางเพศลาออกหลังชาวชิลีเรียกร้องวาติกันแก้ปัญหา

Posted: 11 Jun 2018 09:06 PM PDT

พระสันตะปาปาฟรานซิสแห่งวาติกันยอมรับการลาออกของบิชอปในชิลีผู้พยายามปกปิดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในวงการศาสนา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประชาชนชาวชิลีเคยประท้วงการเยือนประเทศของเขาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้มีการส่งตัวผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสืบสวนความจริงและออกมาขอโทษที่เคยพูดในทำนองไม่เชื่อผู้กล่าวหา

จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน (ที่มา: wikipedia)

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 มิ.ย. 2561) พระสันตะปาปาฟรานซิส จากศาสนจักรวาติกันกล่าวยอมรับการลาออกจากการเป็นนักบวชของ ฮวน บาร์รอส และเพื่อนบิชอปของเขาคือกอนซาโล ดูอาร์เต และ คริสเตียน คาโร นักบวชในสำนักสงฆ์ของชิลีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปกปิดเรื่องอื้อฉาวอย่างการล่วงละเมิดทางเพศ จนทำให้มีประชาชนประท้วงเรียกร้องให้มีการจัดการปัญหาเหล่านี้ในช่วงที่พระสันตะปาปาฟรานซิสเดินทางเยือนชิลีเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

สื่อเดอะการ์เดียนรายงานว่าการที่พระสันตะปาปาฟรานซิสยอมรับการลาออกของนักบวชที่เคยเกี่ยวข้องกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศนั้น เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในวงการศาสนา โดยที่นักบวชสามคนดังกล่าวเป็นหนึ่งในบิชอปชิลี 34 รายที่ขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่เดือนที่แล้ว หลังจากที่พระสันตะปาปาฟรานซิสกล่าวว่าผู้มีอำนาจบังคับบัญชาในวงการศาสนาของชิลีมีส่วนเกี่ยวข้องในการปล่อยให้เกิดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศจนทำให้ศาสนจักรเสื่อมเสียชื่อเสียง

บาร์รอส หนึ่งในบิชอปที่ลาออกได้รับการแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาให้เป็นบิชอปแห่งโอซอร์โนเมื่อปี 2558 แม้ว่าจะมีนักบวชคาทอลิกในท้องถิ่นบอกว่าคัดค้านเนื่องจากบาร์รอสเคยช่วยปกปิดการกระทำความผิดของนักบวชที่ชื่อ เฟอร์นันโด คาราดิมา จนเป็นเหตุให้ชาวชิลีรวมถึงผู้ที่เคยเผชิญการล่วงละเมิดทางเพศในอดีตออกมาประท้วง ผู้ประท้วงรายหนึ่งในเดือน ม.ค. วิจารณ์พระสันตะปาปาฟรานซิสว่า "เป็นคนพูดอย่างทำอย่าง" และ "ศาสนจักรยังคงปกปิดการล่วงละเมิดทางเพศและให้รางวัลกับคนกระทำผิด"

ฮวน คาร์ลอส ครูซ เป็นหนึ่งในผู้เคยเผชิญการล่วงละเมิดทางเพศจากศาสนจักรมาก่อน เขาเป็นคนที่มักจะวิพากษ์วิจารณ์บาร์รอสและเรียกร้องให้วาติกันแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด หลังกรณีการลาออกของนักบวชหลายรูปในคราวนี้ครูซก็บอกว่ามันเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนที่รอคอยให้มีวันนี้มาโดยตลอด จากการที่กลุ่มคนที่ครูซเรียกว่าเป็น "บิชอปอันธพาล" พากันสลายตัว

ถ้อยแถลงจากวาติกันระบุว่าพระสันตะปาปายอมรับการลาออกของนักบวชเหล่านี้และจะมีการแต่งตั้งบิชอปชั่วคราวขึ้นแทน หลังจากที่ก่อนหน้านี้พระสันตะปาปาฟรานซิสเคยตอบกลับผู้ชุมนุมในชิลีช่วงท้ายของการไปเยือนว่า "ถึงวันใดที่พวกเขามีหลักฐานชี้ความผิดบิชอปบาร์รอส ถึงวันนั้นผมถึงจะพูดเรื่องนี้ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ แม้แต่น้อยที่จะเอาผิดเขาได้ มันก็เป็นแค่การใส่ความ ชัดเจนไหม"

การแสดงความคิดเห็นของพระสันตะปาปาช่วงไปเยือนชิลีส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเขาอย่างหนัก ทำให้เขาถูกมองว่าไม่มีจุดยืนที่หนักแน่นในเรื่องการแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสำนักสงฆ์ อย่างไรก็ตามหลายวันหลังจากนั้นพระสันตะปาปาก็ส่งผู้เชี่ยวชาญ 2 คนจากวาติกันเข้าไปสืบสวนเรื่องของบาร์รอสในชิลี และเมื่อถึงเดือน เม.ย. ปีนี้พระสันตะปาปาฟรานซิสก็ยอมรับว่าเขา "ตัดสินผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง" และเชิญตัวคนที่เคยเผชิญการล่วงละเมิดทางเพศเข้าพบเพื่อขออภัยพวกเขา รวมถึงบอกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ประท้วงโป๊ปเยือนชิลี เหตุเสื่อมศรัทธาหลังละเลยกรณีนักบวชล่วงละเมิดทางเพศ

เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมายังมีการเปิดเผยข้อมูลรายงาน 2,300 หน้าที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญที่ไปตรวจสอบในชิลี รายงานนี้ระบุถึงหลักฐานที่นักบวชในชิลีอาศัยระบบลำดับขั้นคณะสงฆ์คาทอลิกปกปิดการกระทำผิดด้านการล่วงละเมิดทางเพศรวมถึงดิสเครดิตผู้ที่กล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยไม่ปกป้องเด็กจากพระที่ใคร่เด็ก

อย่างไรก็ตามฮวน คาร์ลอส คลาเรต โฆษกของฆราวาสคาทอลิกในชิลีผู้ที่ต่อต้านการแต่งตั้งบาร์รอสกล่าวว่าการลาออกของนักบวชเหล่านี้ยังเป็นแค่การแก้ปัญหาเบื้องต้นเท่านั้น เขาเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามความจริง ให้ความเป็นธรรม และเยียวยาผู้เสียหายด้วย

เรียบเรียงจาก

Chile sexual abuse scandal: pope accepts resignations of bishops, The Guardian, Jun 11, 2018

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น