โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info โลกวิจารณ์ 'ทรัมป์' กรณีประกาศ 'เยรูซาเลม' ละเมิดกฎหมายนานาชาติ วงเสวนาระบุ ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ขบวนผู้ใช้จักรยานร้องยูเอ็นหนุนรัฐฯ ใช้การเดิน-จักรยาน เป็นยุทธศาสตร์ลดใช้น้ำมัน-ก๊าซ

Posted: 03 Sep 2012 02:22 PM PDT

ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง UN หนุนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปฏิบัติด้วยการเดินและใช้จักรยานให้มากขึ้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 
 
วันที่ 2 ก.ย.55 ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย นำขบวนผู้ใช้จักรยานทั้งเด็กและผู้สูงอายุกว่า 500 คน รวมทั้งชาวชุมชนไม่น้อยกว่า 25 แห่ง ขี่จักรยานจากลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี ไปยังสำนักงานสหประชาชาติ เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนินนอก และยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนางคริสเทียน่า ฟิเกอเรส เลขาธิการ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (UNFCCC) โดยนางคริสเทียน่าได้ร่วมปั่นจักรยานด้วย
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว เพื่อเป็นการประกาศสนับสนุนความพยายามขององค์การสหประชาชาติในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำด้วยตนเองอย่างแข็งขันด้วยการเดินและใช้จักรยานให้มากขึ้นแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวและจักรยานยนต์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
 
พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติเร่งรัดให้รัฐบาลประเทศต่างๆ โดยเฉพาะรัฐบาลไทย รับเอาการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานมาเป็นนโยบายสาธารณะและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดการใช้น้ำมันและก๊าซในภาคการขนส่ง จากการที่ได้เคยยื่นจดหมายสนับสนุนองค์การสหประชาชาติเช่นนี้มาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน
 
ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกถึง UNFCCC ระบุรายละเอียดดังนี้
 
 
 
จดหมายเปิดผนึกจากชาวกรุงเทพมหานครถึง UNFCCC
 
เรียนคุณคริสเทียน่า ฟิเกอเรส  เลขาธิการ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ
 
เวลาผ่านไปหนึ่งปีกับสี่เดือน นับแต่เรา ประชาชนผู้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ได้มายังศูนย์ประชุมขององค์การสหประชาชาติแห่งนี้ เพื่อแสดงการสนับสนุนต่อความพยายามในระดับโลกของพวกท่านในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า UNFCCC สามารถที่จะช่วยให้โลกของเรารอดพ้นจากหายนะอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ได้  ครั้งก่อนนั้น เราได้ขอให้ UNFCCC ตระหนักว่าการเดินและการใช้จักรยานเป็นรูปแบบหนึ่งของการเดินทางที่ยั่งยืน และเรายินดีที่ได้รับคำตอบในเชิงสนับสนุนจากท่าน ขณะนี้มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นหลายด้านด้วยการดำเนินงานของ UNFCCC  ทั้งนี้การประชุม Rio+20 ขององค์การสหประชาชาติที่เพิ่งจัดไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้ยืนยันว่า กุญแจสำคัญประการหนึ่งของการที่มนุษยชาติจะมีอนาคตที่ยั่งยืนคือการใช้วิธีเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ซึ่งส่วนที่สำคัญคือการเดินและการใช้จักรยานในเขตเมือง และใช้ระบบรางสำหรับการเดินทางระหว่างเมือง ในครั้งนี้เราจึงขอเรียกร้องให้ UNFCCC ส่งสัญญาณที่ชัดแจ้งยิ่งขึ้นไปยังรัฐบาลประเทศต่างๆ โดยเฉพาะรัฐบาลไทย ให้เอาการส่งเสริมการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์เป็นนโยบายสาธารณะและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดการใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ในภาคการขนส่ง นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก
 
เราชาวกรุงเทพฯ เองก็จะพยายามให้มากขึ้นให้การเดินและการใช้จักรยานเป็นวิธีการหลักอย่างหนึ่งในการเดินทางของเรา
 
ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร
๒ กันยายน ๒๕๕๕
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช.สรุปผลร้องเรียนผู้บริโภคบรอดแคส 6 เดือน ปัญหาดาวเทียม-จอดำมากสุด

Posted: 03 Sep 2012 01:39 PM PDT

กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคฯ แถลงสรุปเรื่องร้องเรียนอนุกรรมการด้านด้านบรอดแคส 400 กรณี พบปัญหาทุกแพลตฟอร์ม ทั้งรายใหม่รายเดิม เรื่องคุณภาพการรับชมทีวีดาวเทียมและร้องเรียนกรณี จอดำถูกร้องเรียนมากสุด

 
 
วันนี้ (3 ก.ย.55) ณ ห้องสื่อมวลชน ชั้น 2 สำนักงาน กสทช.นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับนางสุวรรณา จิตรประภัสร์ ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (รส.) และกลุ่มงานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กส.) แถลงสรุปผลเรื่องร้องเรียน ต่อคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
 
ระบุช่วงเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.55 – 30 มิ.ย.55 มีเรื่องร้องเรียน จำนวน 400 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมทุกประเภทกิจการทั้งฟรีทีวี เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ทีวีแบบบอกรับสมาชิก วิทยุกระจายเสียงในกลุ่มรายเดิมและรายใหม่ โดยเนื้อหาเรื่องร้องเรียนโดยรวมเกี่ยวข้องกับ 1) สัญญาและการให้บริการของโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก อาทิ แจ้งยกเลิกบริการแต่ไม่ได้รับค่ามัดจำอุปกรณ์หรือมีความล่าช้า การเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มช่องรายการโดยที่มิได้ขอรับบริการ หรือรับชมไม่ได้บ่อยครั้งแต่ยังคงถูกเรียกเก็บได้ตามปกติ
 
2) คุณภาพการรับชมรับและรับฟังจากกรณีที่มีคลื่นความถี่รบกวน 3) การโฆษณาด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีลักษณะหลอกลวงเกินจริง 4) กรณีที่ไม่สามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดของฟรีทีวีผ่านช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียมได้
 
ผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียนของอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ได้ให้ความเห็นและเสนอต่อ กสท. และยุติเรื่องร้องเรียนได้ทั้งสิ้น จำนวน 217 เรื่อง และอยู่ระหว่างพิจารณา 12 เรื่อง ทั้งนี้อยู่ในขั้นตอนของ สำนักงานฯ แสวงหาหลักฐาน/ข้อเท็จจริง 122 เรื่อง และเสนอให้ กสท.พิจารณา 12 เรื่อง ส่วนความคืบหน้าเรื่องร้องเรียนกรณี “จอดำ” กสท.มีมติยืนยันคำสั่ง ทางปกครองสั่งปรับผู้ให้บริการ และกำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยความเสียหายให้กับผู้บริโภคภายในหกสิบวันเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกรณีนี้มีสมาชิกฯ ร้องเรียน 174 ราย และอยู่ระหว่าง ที่สำนักงานเสนอ กสท. พิจารณาเพิ่มเติมเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องอีก 31 เรื่อง ซึ่งอุปสรรคสำคัญในการดำเนินการพิจารณาให้ความเห็นแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนในครึ่งปีแรกเกี่ยวข้องกับการจัดทำกติกาการกำกับดูแลและการบังคับใช้ให้ครอบคลุมผู้ประกอบกิจการรายใหม่
 
สุภิญญา กล่าวว่า ขณะนี้ กสทช.ได้มติเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศหลักเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่มีความเกี่ยวข้องกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม 4 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง แผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็น ระบบดิจิตอล 2.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคสำหรับการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ในระบบดิจิตอล 3.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคสำหรับเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล และ 4.ร่างประกาศ กสทช เรื่อง แผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ซึ่งเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา
 
สุภิญญา กล่าวด้วยว่า กสทช.จะประชุมเพื่อพิจารณาร่างประกาศฯ อีกครั้งในวันที่ 12 ก.ย.นี้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ประมาณเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลและขอรับใบอนุญาตได้สมบูรณ์ขึ้น และน่าที่จะสามารถทำให้กลไกลการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคมีประสิทธิผลมากขึ้น
 
ทั้งนี้ในวันพุธที่ 5 ก.ย.55 ระหว่างเวลา 13.00 – 17.00 น.นางสาวสุภิญญาฯ และนายประวิทย์ฯ กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (รท.) และกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (รส.) จัดเสวนาสาธารณะ NBTC Public Forum ครั้งที่ 7 ประจำปี 2555 หัวข้อ “กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์กับผู้บริโภคสื่อ ในยุคดิจิตอล”ณ หอประชุมชั้น 2 สำนักงาน กสทช.กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการกำกับดูแลกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์เพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
           
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช.สรุปผลร้องเรียนผู้บริโภคบรอดแคส 6 เดือน ปัญหาดาวเทียม-จอดำมากสุด

Posted: 03 Sep 2012 01:38 PM PDT

กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคฯ แถลงสรุปเรื่องร้องเรียนอนุกรรมการด้านด้านบรอดแคส 400 กรณี พบปัญหาทุกแพลตฟอร์ม ทั้งรายใหม่รายเดิม เรื่องคุณภาพการรับชมทีวีดาวเทียมและร้องเรียนกรณี จอดำถูกร้องเรียนมากสุด

 
 
วันนี้ (3 ก.ย.55) ณ ห้องสื่อมวลชน ชั้น 2 สำนักงาน กสทช.นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับนางสุวรรณา จิตรประภัสร์ ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (รส.) และกลุ่มงานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กส.) แถลงสรุปผลเรื่องร้องเรียน ต่อคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
 
ระบุช่วงเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.55 – 30 มิ.ย.55 มีเรื่องร้องเรียน จำนวน 400 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมทุกประเภทกิจการทั้งฟรีทีวี เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ทีวีแบบบอกรับสมาชิก วิทยุกระจายเสียงในกลุ่มรายเดิมและรายใหม่ โดยเนื้อหาเรื่องร้องเรียนโดยรวมเกี่ยวข้องกับ 1) สัญญาและการให้บริการของโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก อาทิ แจ้งยกเลิกบริการแต่ไม่ได้รับค่ามัดจำอุปกรณ์หรือมีความล่าช้า การเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มช่องรายการโดยที่มิได้ขอรับบริการ หรือรับชมไม่ได้บ่อยครั้งแต่ยังคงถูกเรียกเก็บได้ตามปกติ
 
2) คุณภาพการรับชมรับและรับฟังจากกรณีที่มีคลื่นความถี่รบกวน 3) การโฆษณาด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีลักษณะหลอกลวงเกินจริง 4) กรณีที่ไม่สามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดของฟรีทีวีผ่านช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียมได้
 
ผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียนของอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ได้ให้ความเห็นและเสนอต่อ กสท. และยุติเรื่องร้องเรียนได้ทั้งสิ้น จำนวน 217 เรื่อง และอยู่ระหว่างพิจารณา 12 เรื่อง ทั้งนี้อยู่ในขั้นตอนของ สำนักงานฯ แสวงหาหลักฐาน/ข้อเท็จจริง 122 เรื่อง และเสนอให้ กสท.พิจารณา 12 เรื่อง ส่วนความคืบหน้าเรื่องร้องเรียนกรณี “จอดำ” กสท.มีมติยืนยันคำสั่ง ทางปกครองสั่งปรับผู้ให้บริการ และกำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยความเสียหายให้กับผู้บริโภคภายในหกสิบวันเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกรณีนี้มีสมาชิกฯ ร้องเรียน 174 ราย และอยู่ระหว่าง ที่สำนักงานเสนอ กสท. พิจารณาเพิ่มเติมเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องอีก 31 เรื่อง ซึ่งอุปสรรคสำคัญในการดำเนินการพิจารณาให้ความเห็นแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนในครึ่งปีแรกเกี่ยวข้องกับการจัดทำกติกาการกำกับดูแลและการบังคับใช้ให้ครอบคลุมผู้ประกอบกิจการรายใหม่
 
สุภิญญา กล่าวว่า ขณะนี้ กสทช.ได้มติเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศหลักเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่มีความเกี่ยวข้องกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม 4 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง แผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็น ระบบดิจิตอล 2.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคสำหรับการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ในระบบดิจิตอล 3.ร่างประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคสำหรับเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล และ 4.ร่างประกาศ กสทช เรื่อง แผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ซึ่งเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา
 
สุภิญญา กล่าวด้วยว่า กสทช.จะประชุมเพื่อพิจารณาร่างประกาศฯ อีกครั้งในวันที่ 12 ก.ย.นี้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ประมาณเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลและขอรับใบอนุญาตได้สมบูรณ์ขึ้น และน่าที่จะสามารถทำให้กลไกลการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคมีประสิทธิผลมากขึ้น
 
ทั้งนี้ในวันพุธที่ 5 ก.ย.55 ระหว่างเวลา 13.00 – 17.00 น.นางสาวสุภิญญาฯ และนายประวิทย์ฯ กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (รท.) และกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (รส.) จัดเสวนาสาธารณะ NBTC Public Forum ครั้งที่ 7 ประจำปี 2555 หัวข้อ “กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์กับผู้บริโภคสื่อ ในยุคดิจิตอล”ณ หอประชุมชั้น 2 สำนักงาน กสทช.กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการกำกับดูแลกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์เพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
           
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บอร์ด สปสช.ปรับเกณฑ์ให้ยาต้านไวรัส ครอบคลุมผู้ติดเชื้อทุกคน

Posted: 03 Sep 2012 12:39 PM PDT

บอร์ด สปสช.เห็นชอบปรับเกณฑ์การให้ยาต้านไวรัส CD4 น้อยกว่า 350 ครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน หลังจากมีมติเมื่อ เม.ย.54 ปรับเกณฑ์ให้ยาต้านไวรัส CD4 น้อยกว่า 350 เฉพาะบางกลุ่ม รมว.สธ.คาดช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,374 คนใน 4 ปี เผยเริ่มให้ยาต้านเร็ว ป้องกันติดเชื้อรายใหม่ได้มากขึ้น

 

(3 ก.ย.55) ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมติเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2554 เห็นชอบให้ขยายเกณฑ์การเริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวี เมื่อ CD4 หรือระดับภูมิต้านทานของร่างกายน้อยกว่าหรือเท่ากับ 350 เซลล์/ลบ.มม. เฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยต่อไปนี้ คือ มีภาวะตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี หรือมีอายุมากกว่า 50 ปี และป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงหรือภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อนทางไตที่เกิดจากเชื้อเอชไอวี หรือหญิงหลังคลอดที่มีระดับ CD4 ในขณะตั้งครรภ์ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 350 เซลล์/ลบ.มม. และให้มีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังประกาศเป็นเวลา 1 ปี

ต่อมาคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาและบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ได้ทำการศึกษาข้อมูลและมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2555 ให้มีการปรับเกณฑ์การเริ่มรับยาต้านเมื่อ CD4 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 350 เซลล์/ลบ.มม. ในผู้ติดเชื้อทุกคนที่มีความพร้อม ร่วมกับส่งเสริมกระบวนการพัฒนาคุณภาพบริการโดยรณรงค์การตรวจเลือดวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี และนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงเร่งรัดให้ผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านให้เร็วที่สุดเมื่อมีข้อบ่งชี้

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้มีการขยายเกณฑ์เริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ CD4 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 350 เซลล์/ลบ.มม. แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนที่มีความพร้อม โดยเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2556 หรือ 1 ต.ค. 2555 เป็นต้นไป คาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 321 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 ปี คือ 2556-2559 ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,374 คน และการเริ่มรักษาที่เร็วขึ้นมีผลต่อการป้องกันการติดเชื้อรายใหม่ได้มากกว่าเดิม

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า เดิมนั้นประเทศต่างๆ รวมประเทศไทยกำหนดเกณฑ์รับยาต้านไวรัสที่ CD4 น้อยกว่า 200 เซล/ลบ.มม. ต่อมามีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า ยิ่งให้ยาต้านฯรักษาผู้ติดเชื้อเร็วมากขึ้นเท่าไร อัตราป่วยและเสียชีวิตจะยิ่งลดลงมากขึ้นเท่านั้น พ.ศ. 2553

โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ขยายเกณฑ์การเริ่มยาต้านเอชไอวีในผู้ติดเชื้อที่ CD4 น้อยกว่า 350 เซล/ลบ.มม. ซึ่งประเทศไทยทบทวนเกณฑ์การในการเริ่มยาต้านเอชไอวีที่ CD4 น้อยกว่า 350 และประกาศใช้เมื่อ 1 ต.ค.53 ขณะที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีมติปรับเกณฑ์เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2554 เฉพาะบางกลุ่ม ก่อนจะมีมติครอบคลุมผู้ติดเชื้อทุกคนในวันนี้


สปสช.ขยายสิทธิดูแลผู้ป่วยเอดส์-ไต ใน 3 กองทุน 1 ต.ค.นี้

ก่อนหน้านี้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลมีนโยบายสร้างความเป็นเอกภาพและบูรณาการสิทธิประโยชน์ในการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินไปแล้วนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายสิทธิสร้างความเสมอภาคในการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี /ผู้ป่วยเอดส์ และผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มใน 3 กองทุน ทั้งสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม

โดยในส่วนของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะเน้นในเรื่องของการดูแลรักษาอย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนสิทธิ อาทิ ผู้ป่วยไตวายอยู่สิทธิประกันสังคม และลาออกต้องอยู่ในสิทธิ 30 บาทโดยอัตโนมัติ ก็จะได้รับการรักษาต่อเนื่องในสถานพยาบาลเดิมทันที ทั้งนี้ สำหรับการขยายสิทธิสร้างความเสมอภาคในผู้ป่วยดังกล่าวจะเริ่มประกาศใช้จริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2555

อนึ่ง ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ รับยาต้านไวรัส 225,272 คน ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค 148,357 คน หรือร้อยละ 65.9 สิทธิประกันสังคม 46,114 คน หรือร้อยละ 20.5 สิทธิข้าราชการ 12,059 คนหรือร้อยละ 5.4 และสิทธิอื่นๆ 18,742 คนหรือร้อยละ 8.3 ส่วนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย 38,780 คน ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค 20,077 คน สิทธิประกันสังคม 9,193 คน และสิทธิข้าราชการ 8,810 คน

 

 

ที่มา: มติชนออนไลน์ 1, 2

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

PATANI FORUM: ฟังเสียงจากพื้นที่ ปฏิกิริยา ต่อปฎิบัติการชูธงมาเลย์

Posted: 03 Sep 2012 11:15 AM PDT

ยังคงเป็นข่าวครึกโครมให้ตื่นตกใจทุกวี่วันสำหรับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ โดยล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ (31 ส.ค.55) เกิดเหตุป่วนในพื้นที่ ท้าทายภาครัฐ รับวันชาติมาเลย์ ซึ่งตรงกับวันสถาปนาเบอร์ซาตู (ก่อตั้งเมื่อ 31 ส.ค.52 โดย ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน ประธานบีไอพีพี) ทั้งนี้จากรายงานของศูนย์ข่าวอิศรา ระบุว่า มีการลอบวางระเบิดกว่า 100 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 3 จชต. และ 4 อำเภอสงขลา แต่ที่น่าตกใจคือมีการปักธงชาติมาเลย์ พร้อมติดป้ายยั่วยุท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ในพื้นที่อำเภอจะแนะเกิดเหตุระเบิดจริง ทหารพรานเจ็บ โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วช่วงอดีตนายกอภิสิทธิ์พร้อมผู้นำมาเลย์เข้าพื้นที่เมื่อปลายปี 52 โดยการก่อเหตุครั้งนี้มีนักวิเคราะห์ชี้ว่าเพื่อตอกลิ่มเพื่อนบ้านและโชว์ศักยภาพ

อย่างไรก็ดีหากจับสถานการณ์อย่างเกาะติด จะพบว่ายังมีควันหลงและแง่มุมอื่นๆจากเหตุการณ์ป่วนครั้งนี้ชวนให้คิดวิเคราะห์กันต่อ โดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบต่อเนื่องจากปฏิบัติการ อีกทั้งผลสะเทือนทางการเมืองไม่เพียงแค่ภายในประเทศ แต่หมายรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียอีกด้วย

ปฏิบัติการปูพรมธงชาติมาเลย์ครอบคลุม 3 จังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยครั้งแรกเคยปรากฏขึ้นเมื่อปี 53 ดังนั้นในมุมของฝ่ายความมั่นคงแล้ว แน่นอนตัวผู้ก่อเหตุจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากกลุ่มฝ่ายขบวนการเรียกร้องเอกราชปาตานี โดยก่อนหน้านี้ทางด้านหน่วยข่าวกรองเองก็ทราบข่าวและรายงานไปยังหน่วยกองกำลังต่างๆให้เตรียมความพร้อมรับมือการก่อเหตุต่างๆ ทำให้สอง สามวันก่อนวันก่อเหตุ มีการตรวจตรา ควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้เกิดเหตุจนได้

ทั้งนี้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างวิเคราะห์ตรงกันว่ากลุ่มขบวนการมีการทำงานอย่างมีระบบ ระเบียบ วินัย อีกทั้งมีความชำนาญการเส้นทางการเดินตรวจตราของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างดี ทำให้การปฏิบัติการในครั้งนี้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเองตามไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็เช้าวันก่อเหตุ จนเป็นข่าวครึกโครมบนสื่อไทย และต่างประเทศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มของฝ่ายขบวนการเองยังคงมีศักยภาพที่สามารถจะทำอะไร ที่ไหนอย่างไรได้ง่ายแม้จะมีกองกำลังของรัฐไทยอยู่เต็มพื้นที่ก็ตาม แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกยิ่งขึ้นกลับพบว่า อาจเป็นมากกว่าการแสดงศักยภาพเท่านั้นก็เป็นได้

หากเริ่มต้นด้วยการเกาะติดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ก่อนทีจะไปเจาะลึกการวิเคราะห์ จากที่ได้พูดคุยกับชาวบ้านในหลายพื้นที่ ต่างก็มีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ในหลายพื้นที่ชาวบ้านรู้สึกตื่นตกใจไม่กล้าออกไปกรีดยาง หรือออกนอกบ้าน เพราะเห็นเจ้าหน้าที่ทหารมากกำลังปฏิบัติหน้าที่มากกว่าวันปกติ จนชาวบ้านเข้าใจว่ามีเหตุการณ์รุนแรง ดั่งเช่นที่บ้านสะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา หรือบ้านยาแลเบาะ ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส บางชุมชนในอำเภอปานาเระที่มีการจับเข่าคุยกันในวงน้ำชา หรือแม้กระทั่งในมัสยิดช่วงละหมาดวันศุกร์ คิดว่าจะมีการปฏิวัติ ตนเองควรทำอย่างไรดี ถึงกระนั้นก็ยังมีหลายพื้นที่ยังไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเหตุอะไร  

เสียงจากวัยรุ่นจากชุมชนดาลอ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี คนหนึ่งบอกว่า “วันนี้เป็นวันอะไร ทำไมธงมาเลย์ถึงเยอะ ผมไม่รู้เลยว่ามีทั่วสามจังหวัด  ก็พึ่งมารู้ก็ตอนเข้าเมืองเมืองปัตตานีนี่เอง” ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้วัยรุ่นคนนี้ตื่นตูมมากนัก

เช่นเดียวกับลูกจ้าง 4,500 คนหนึ่งในพื้นที่หนองจิกบอกว่า  “เห็นธงชาติมาเลย์เต็มตามข้างทางถนน ก็ตกใจเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้เป็นวันพิเศษอย่างไร และเธอก็วิเคราะห์ให้ฟังเพิ่มเติมว่า ที่จริงไม่ได้มีทุกหมู่บ้านนะ คิดว่า หมู่บ้านไหนมีธง น่าจะเป็นพื้นที่ที่มียูแวเยอะ แต่บ้านตัวเองไม่มีนะ มีก็แต่พวกที่ชอบกินใบกระท่อม พวกนี้เนี่ยะทำไมทหารไม่จับไปให้หมดๆ อีก”

ขณะที่คนทำงานราชการ และครูของบางโรงเรียน ต่างก็รู้สึกกลัวไม่กล้าไปทำงาน ทำให้บางโรงเรียนหยุดการเรียนการสอนไปหนึ่งวัน เช่นที่บ้านสะเอะ หรือแม้กระทั่งบางโรงเรียนแทบยะรัง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการบางเจ้าถึงขั้นปิดค้าขายเพราะไม่ไว้ใจในสถานการณ์ เช่น ร้านบากูส แถวถนนสาย มอ.ปัตตานี

ผลสะเทือนดังกล่าว เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองท่านหนึ่งวิเคราะห์ว่า มีสิ่งที่ต้องขบคิดว่าประการแรก การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ที่ฉวยจังหวะโอกาสต่างๆ สามารถข่มขวัญ และป่วนเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างมากมายบ่งบอกว่า ฝ่ายขบวนการเองมีการสู้รบมากกว่าการใช้กำลังอาวุธ มีการคิดค้นยุทธวิธีใหม่อยู่ตลอดเวลา  เพราะทีผ่านมาก็มีการต่อสู้ด้วยการปล่อยเพลงปฏิวัติปาตานีใหม่ๆเยอะ หรือแม้กระทั่งในโลกเฟสบุค ก็มีการปลุกเร้า ปลุกระดมกันอย่างตรงไปตรงมา ทำให้มองได้ว่าให้ห้วงปีนี้อาจมีการก่อเหตุที่รุนแรง หลากหลายมากกว่าที่ผ่านมา ประการที่สอง ถึงแม้การปฏิบัติการจะชี้ไปยังฝ่ายขบวนการที่แฝงตัวอยู่ในชุมชนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอารัฐไทย แต่ก็ยังมีชาวบ้านในสัดส่วนพอๆกัน ต่างก็ไม่รู้สึกรู้สา หรือตอบรับกับการปฏิบัติการครั้งนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มชินชากับสถานการณ์ในพื้นที่ หรือบางคนถึงขั้นไม่ตอบรับต่อแนวทางการของฝ่ายขบวนการไปเลยเพราะต้องสูญเสียผลประโยชน์ในการทำงานของตนเอง เลยมองได้ว่า มวลชนในพื้นที่มีทั้งเอา และไม่เอากับฝ่ายขบวนการ

ขณะที่การวิเคราะห์อีกด้านหนึ่ง การปฏิบัติการ ชูธงชาติมาเลย์ว่อนคลอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทยซึ่งตรงกับวันชาติมาเลย์-ก่อตั้งเบอร์ซาตู แน่นอนย่อมเป็นประเด็นที่อ่อนไหวค่อนข้างมากระหว่างรัฐไทยและมาเลย์ ยิ่งถูกปรากฏบนสื่อรับรู้ทั่วโลกแล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทั้งนี้หลายคนอาจคิดว่าปฏิบัติการที่เกิดขึ้น เป็นเพียงแค่การข่มขวัญ สร้างสถานการณ์เหมือนที่ผ่านมา แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกยิ่งขึ้นอาจมีอะไรมากกว่านั้น ลองมาตั้งคำถาม แล้วลองวิเคราะห์กันดูว่า ทำไมต้องเป็นธงมาเลย์ หรือวันชาติมาเลย์ ทำไมไม่เป็นอินโดนีเซีย หรือ เป็นเพราะมีสัญญาณอะไรที่ที่เกี่ยวกับมาเลย์ในห้วงระหว่างนี้

เมื่อฟังจากการวิเคราะห์จากคนในพื้นที่ อาจทำให้มองเห็นอะไรได้ชัดขึ้น กล่าวคือ จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ผ่านมามีกระแสเรียกร้องให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐไทยและฝ่ายขบวนการ และเป็นกระแสที่มาแรงท่ามกลางการก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในอีกไม่กี่ปีนี้ แต่ที่ผ่านมา รัฐไทยมีการเจรจาสะเปะสะปะ ไม่มีตัวกลางที่ชัดเจน แต่การปฏิบัติการครั้งนี้อาจส่งสัญญาณที่จะให้รัฐบาลมาเลเซีย กลายเป็นตัวกลางด้วยความเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามแต่ แต่ภาพภาพข่าวที่นำเสนอออกไป จำต้องทำให้ทั้ง 2 ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องในแง่ของความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้มากยิ่งขึ้น ยิ่งประจวบเหมาะกับเร็วๆนี้ จะมีการประชุมขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่ประเทศมาเลเซีย ยิ่งเป็นแรงผลักให้ทั้งมาเลย์ และไทยจำต้องอธิบายหากมีคำถามจากที่ประชุมขึ้นมา จนมองได้ว่าปัญหาภาคใต้ที่หมักหม่ม มานาน อาจจะมีอะไรดีๆมาบ้างในวงประชุม โอไอซี ครั้งนี้ ไม่แน่เราอาจจะได้เห็นประเทศมาเลย์ เป็นตัวกลางที่ไม่ถึงขั้นเจรจาแต่อาจเพียงแค่ขั้นพูดคุยสันติภาพตรงตัวมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

 

 

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน PATANI FORUM

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ดีเอสไอแถลงความคืบหน้าคดี 91 ศพ

Posted: 03 Sep 2012 08:45 AM PDT

3 ก.ย. 55 - แนวหน้ารายงานว่าวันนี้ (3 ก.ย.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ( ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงความคืบหน้าการสอบสวนการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และประชาชน 91 ศพในเหตุความไม่สงบทางการเมืองระหว่าง เม.ย.-พ.ค.2553 ว่าที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนคดีการเสียชีวิต 91 ศพ มีการตายที่น่าเชื่อว่า เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 18 ศพ จึงส่งสำนวนสอบสวนไปยัง บช.น.ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ก่อนที่ บช.น.ได้ร้องขอให้ดีเอสไอส่งสำนวนกลับไปให้ตำรวจทำสำนวนชันสูตรพลิกศพอีก 9 ศพ รวมเป็น 27 ศพ โดย บช.น.ส่งสำนวนให้อัยการยื่นต่อศาลทำการไต่สวนหาสาเหตุการตายแล้ว 19 ศพ ซึ่งคดีแรกกรณีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ศาลได้นัดอ่านคำสั่งวันที่ 17 ก.ย. ทั้งนี้ หากศาลมีคำสั่งให้ส่งสำนวนกลับมา ดีเอสไอจะนำมาประกอบคดีฆาตกรรมก่อนเดินหน้าสอบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป เป็นจุดไฮไลท์คดีจะสตาร์ท
 
อธิบดี ดีเอสไอ กล่าวว่า ล่าสุดคณะพนักงานสอบสวนคดี 91 ศพ ประกอบด้วยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด มีมติเห็นควรส่งคดีให้ บช.น.เพื่อพิจารณาส่งศาลไต่สวน เพราะมีหลักฐานตามสมควร น่าเชื่อว่า เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มอีก 9 ศพ ดีเอสไอจึงมีหนังสือส่งคดีไปให้ บช.น.เมื่อวันที่ 2 ส.ค.จำนวน 3 ศพ และภายในสัปดาห์นี้จะส่งเพิ่มเติมไปอีก 6 ศพ รวมเป็น 9 ศพ
 
ประกอบด้วย 1.นายพรสวรรค์ นาคไชย 2.นายมานะ แสนประเสริฐศรี เสียชีวิตพร้อมกัน 15 พ.ค.53 เวลา 15.00 น.ปากซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 3.ส.อ.พงศ์ชลิต พิทยานนทกาญจน์ ทหารอากาศ เสียชีวิต 17 พ.ค.53 เวลา 01.00 น.หน้าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ สีลม 4.นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ 5.นายปิยะพงษ์ กิตติวงษ์ 6.นายประจวบ ศิลารักษ์ เสียชีวิต 14 พ.ค.53 เวลา 16.50 น.-17.00 น.บริเวณสวนลุมพินี 7.นายนรินทร์ ศรีชมพู เสียชีวิต 19 พ.ค.53 เวลา 11.10 น.สวนลุมพินี 8.นายถวิล คำมูล 9.ชายไทยไม่ทราบชื่อ 19 พ.ค.53 บริเวณ รพ.จุฬาฯ สรุปขณะนี้มีพยานหลักฐานสมควรน่าเชื่อว่า เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ 36 ศพ
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รอบโลกแรงงานสิงหาคม 2555

Posted: 03 Sep 2012 08:19 AM PDT

ฝรั่งเศสไล่คนงาน 4 ถือศีลอด

1 ส.ค. 55 - เอเอฟพีรายงานว่า พนักงาน 4 คนที่ประจำค่ายฤดูร้อนสำหรับเยาวชนในเมือง เจเนวิลเยร์ของฝรั่งเศส ถูกบอกเลิกจ้างเนื่องจากถือศีลอดในช่วงเดือนรอมฎอนตามหลักศาสนาอิสลาม นายกเทศมนตรีของเมืองเจเนวิลเยร์ระบุว่า การถือศีลอดที่ห้ามกินอาหารตลอดวัน ขัดต่อกฎหมายแรงงานฝรั่งเศสที่บังคับให้พนักงานที่มีหน้าที่ดูแลเยาวชนมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้ รายงานระบุว่าเมื่อ 3 ปีก่อนเคยมีพนักงานขับรถของค่ายฤดูร้อนดังกล่าวหน้ามืดขณะปฏิบัติงานเพราะถือศีลอด ทำให้เกิดอุบัติเหตุและเด็กคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส

ด้านองค์กรชาวมุสลิมในฝรั่งเศสประท้วงต่อ มติเลิกจ้างดังกล่าว โดยชี้ว่าชาวมุสลิมหลายล้านคนทั่วโลกถือศีลอดได้โดยไม่กระทบต่อการงาน พร้อมวิจารณ์ว่ามติเลิกจ้างนี้เป็นมาตรการเหยียดหยามอิสลาม แต่พรรคแนวร่วมแห่งชาติซึ่งเป็น กลุ่มการเมืองขวาจัด ชื่นชมการเลิกจ้างพนักงานทั้งสี่เพราะเห็นว่าเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยและแยกศาสนาออกจากกิจการของรัฐ

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสประสบความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมุสลิมสายเคร่งและฝ่ายเสรีนิยมครั้งใหญ่หลังทางการฝรั่งเศสประกาศห้ามการสวมผ้าคลุมสตรีอย่างเต็มตัวของอิสลาม หรือ บูรกา เมื่อปีก่อน

 

“ชาร์ป” ร่อแร่! จ่อปลดพนักงาน 5,000 ตำแหน่ง มี.ค. ปีหน้า

2 ส.ค. 55 -  เอเอฟพี - ชาร์ป เตรียมปลดพนักงานออก 5,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคมปี 2013 หลังผลประกอบการในไตรมาสที่ผ่านมาขาดทุนย่อยยับ และคาดว่ายอดจำหน่ายโทรทัศน์ที่ตกต่ำจะส่งผลให้บัญชีเป็นตัวแดงไปตลอดทั้งปีนี้

ผู้ผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดขาดทุนสุทธิ (net loss)ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา สูงถึง 138,400 ล้านเยน (55,600 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 49,300 ล้านเยน (19,800 ล้านบาท) ขณะที่ยอดขายก็ลดลง 28.4% เหลือเพียง 458,600 ล้านเยน (184,000 ล้านบาท)

ชาร์ป ระบุว่า ความตกต่ำของตลาดโทรทัศน์, หน้าจอลิควิดคริสตัล และแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้บริษัทต้องตัดสินใจปลดพนักงานออกบางส่วน เพื่อลดรายจ่ายลงประมาณ 100,000 ล้านเยน (ราว 40,000 ล้านบาท) และทำให้ตัวเลขในบัญชีสมดุลขึ้น

ทั้งนี้ ชาร์ป ยังปรับลดผลกำไรคาดการณ์ในปีนี้ โดยระบุว่า ยอดขาดทุนสุทธิในปีงบประมาณปัจจุบันจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2013 อาจสูงถึง 250,000 ล้านเยน (ราว 100,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ว่าไม่เกิน 30,000 ล้านเยน (ราว 12,000 ล้านบาท) ขณะที่ผลประกอบการขาดทุน (operating loss) จะสูงถึง 100,000 ล้านเยน (ราว 40,000 ล้านบาท) จากเดิมที่คาดไว้ราวๆ 20,000 ล้านเยน ( 8,000 ล้านบาท)

ยอดจำหน่ายสินค้าตลอดทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านเยน (ราว 1 ล้านล้านบาท) ลดลงจากที่คาดไว้ 2.7 ล้านล้านเยน (1.08 ล้านล้านบาท)

ปัจจุบัน ชาร์ป มีการจ้างพนักงานราว 57,000 คนทั่วโลก

 “อุปสงค์หน้าจอลิควิดคริสตัลทั้งในประเทศและในจีน ลดลงเร็วกว่าที่เราคาดไว้... บรรยากาศทางธุรกิจยังคงไม่สดใส ซึ่งอุปสงค์ที่ลดลงก็ส่งผลให้บริษัทต้องปรับการผลิตจอแอลซีดีขนาดใหญ่ด้วย ขณะที่ราคาสินค้าสำเร็จรูปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตกต่ำลง” ชาร์ป ระบุในถ้อยแถลง

ก่อนหน้านี้ ชาร์ป มีแผนจะลดพนักงานในประเทศเพียง 3,000 ตำแหน่ง แต่ต่อมาได้ขยายขอบเขตการเลิกจ้างไปถึงโรงงานในต่างประเทศ เพื่อเร่งให้บริษัทสามารถปรับโครงสร้างได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริหารชาร์ปก็จะต้องถูกหั่นเงินเดือนลง 20-50% เมื่อเทียบกับแผนเดิมที่วางไว้ไม่เกิน 10-30% สำนักข่าวเกียวโดและสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค รายงาน

 

สหภาพรถไฟสเปนหยุดงานประท้วงต้านแปรรูป

3 ส.ค. 55 - สหภาพแรงงานรถไฟของสเปน จัดการชุมนุมประท้วงหยุดงาน เพื่อต่อต้านแผนการแปรรูปการรถไฟไปเป็นของเอกชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับลดรายจ่ายภาครัฐ ทางการต้องระดมกำลังตำรวจมาช่วยดูแลสถานการณ์ การประท้วงของพนักงานสหภาพแรงงานรถไฟ ที่ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปการรถไฟให้กลายเป็นของเอกชนเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสเปน ได้ประกาศแปรรูปการรถไฟ เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณลง 69,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 2,070,000 ล้านบาท  ซึ่งสหภาพแรงงานไม่เห็นด้วย โดยระบุว่า การแปรรูปกิจการรถไฟเป็นของเอกชนจะกระทบต่อระบบความปลอดภัยและคุณภาพของการให้บริการรถไฟ ขณะเดียวกันจะทำให้พนักงานเดิม ต้องตกงานนับแสนคน

 

จำนวนคนว่างงานในสเปนลดลง 27,814 คนในเดือนกรกฎาคม คิดเป็นอัตราลดลง 0.6% จากเดือนมิถุนายน

7 ส.ค. 55 - แหล่งข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้องมูลจากกระทรวงว่า จำนวนคนว่างงานในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 4,587,455 คน ซึ่งแม้ว่าจำนวนคนว่างงานจะลดลงในเดือนดังกล่าว แต่ตัวเลขก็ยังสูงกว่าปีที่แล้วอยู่ 507,713 คน หรือเพิ่มขึ้น 12.4%

นายเอ็นดราเซีย ฮิดาลโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของสเปน ระบุว่า จำนวนผู้ว่างงานลดลงต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่สี่แล้วเนื่องจากการท่องเที่ยว วันหยุดเทศกาลอีสเตอร์และวันหยุดฤดูร้อน

เมื่อพิจารณาแยกตามเพศพบว่า จำนวนผู้ว่างงานชายลดลง 0.67% ในขณะที่ผู้ว่างงานหญิงลดลง 0.54% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน โดยจำนวนผู้ชายที่ว่างงานอยู่ที่ 2,268,949 คน และผู้หญิงอยู่ที่ 2,318,506 คน

จำนวนผู้ว่างงานที่อายุยังน้อยก็ลดลงเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน โดยจำนวนผู้ว่างงานที่อายุต่ำกว่า 25 ปีลดลง 12,611 คน

ทั้งนี้ กระทรวงยังเปิดเผยว่า สวัสดิการผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 17.6% จากปีที่แล้ว แตะระดับ2.543.8 พันล้านยูโรเมื่อเดือนมิถุนายน โดยจำนวนผู้ว่างงานที่ได้รับสวัสดิการทั้งหมดอยู่ที่2,881,379 คนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น5.3% จากช่วงเดียวกันของปี 2554 กระทรวงรายงานว่า เมื่อเดือนมิถุนายนการสมัครงานเพิ่มขึ้น17.6% สู่ระดับ 949,762 ครั้ง

ด้านสหภาพแรงงานรถไฟของสเปน จัดการชุมนุมประท้วงหยุดงานเพื่อต่อต้านแผนการแปรรูปการรถไฟไปเป็นของเอกชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับลดรายจ่ายภาครัฐ ทางการต้องระดมกำลังตำรวจมาช่วยดูแลสถานการณ์ การประท้วงของพนักงานสหภาพแรงงานรถไฟ ที่ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปการรถไฟให้กลายเป็นของเอกชน

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสเปนได้ประกาศแปรรูปการรถไฟ เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณลง69,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ2,070,000 ล้านบาท ซึ่งสหภาพแรงงานไม่เห็นด้วย โดยระบุว่า การแปรรูปกิจการรถไฟเป็นของเอกชนจะกระทบต่อระบบความปลอดภัยและคุณภาพของการให้บริการรถไฟ ขณะเดียวกัน จะทำให้พนักงานเดิมต้องตกงานนับแสนคน

 

"โอซาก้า" เข้มสั่งแบนผู้คนห้ามสัก หากต้องการ"ได้งานทำ" ชี้"กระทบซิ่ง"ยากูซ่า"

8 ส.ค. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ว่า นายโทรุ ฮาชิโมโตะ นายกเทศมนตรีเมืองโอซามา เมืองใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น ได้ประกาศห้ามพนักงานรัฐ รวมทั้งบุคคลที่ต้องการทำงานรัฐ"สักลาย" และว่า ปัจุบัน มีพนักงาน 114 คน จาก 33,500 คน สักลาย ขณะที่รายงานระบุว่า มาตรการนี้ส่งผลให้หนุ่มญี่ปุ่นหายากทำยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก และวิกฤตสึนามิถล่มโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูชิม่า โดยแพทย์ศัลยกรรมเป็นที่ต้องการมากขึ้นในการขจัดรอยสัก จากกลุ่มคนที่ไม่ต้องการสูญเสียงาน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการลบรอกสักอยู่ที่ราว 819 ปอนด์  -1,667 ปอนด์ (ราว 40,950-83,350 บาท)

โดยกฎใหม่นี้มุ่งเป้าที่จะปราบปรามแก๊งยากูซ่าซึ่งมีสมาชิกชอบสักที่ถือเป็นสัญญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ แต่ครูและพนักงานรัฐต้องโกรธแค้นหลังจากมีมาตรการสั่งให้มีการตรวจสองว่ามีร่างกายมีการสักหรือไม่ เพื่อที่จะป้องกันยากูซ่าจากการหารายได้จากประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการสั่งให้คนเหล่านี้ต้องทำแบบสอบถามเพื่อแสดงทัศนคติเกี่ยวกับแก๊งยากูซ่าด้วย และมีการลงโทษพนักงาน 6 รายที่ไม่ยอมตอบคำถามนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่า มาตรการนี้จะแพร่คลุมไปถึงกรุงโตเกียว ซึ่งมีนายชินตาโร่ ชิชิฮาร่า นายกเทศมนตรีผู้นิยมแนวทางขวาจัด และเป็นผู้ศรัทธานายฮาชิโมโตะด้วย 

 

กลุ่มสังเกตการณ์แรงงาน พบซัมซุงจ้างโรงงานจีนที่ใช้แรงงานเด็ก

9 ส.ค. 55 - กลุ่มสังเกตการณ์แรงงานเด็ก ซึ่งมีสำนักงานในนครนิวยอร์ค ของสหรัฐ อ้างว่า พบหลักฐานการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ในโรงงานของ HEG อีเล็คทรอนิค ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคให้กับบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิค ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางซัมซุงปฏิเสธว่า ไม่พบหลักฐานมีการใช้แรงงานเด็กในการผลิต แต่ได้ส่งทีมงานจากเกาหลีไปตรวจสอบสายงานผลิตที่โรงงานในจีนแล้ว

 

'ซัมซุง' สั่งสอบโรงงานจีนใช้แรงงานเด็ก

10 ส.ค. 55 - 10 ส.ค. 55  กลุ่มเฝ้าระวังด้านแรงงานในจีน ที่มีสำนักงานอยู่ที่นครนิวยอร์คของสหรัฐ ที่สืบสวนเรื่องนี้ ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม เปิดเผยว่า มีเด็กวัยต่ำกว่า 16 ปี จำนวน 7 คน ทำงานอยู่ที่โรงงาน เอชอีจี อิเล็คทรอนิคส์ ที่ผลิตโทรศัพท์และเครื่องเล่นดีวีดี ให้กับซัมซุง และแรงงานเด็กเหล่านี้ ต้องเผชิญสภาพการทำงานที่ย่ำแย่เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ได้รับค่าแรงเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงที่ผู้ใหญ่ได้รับ 

ซัมซุง ระบุว่า ทางบริษัทได้มีการจัดการตรวจสอบโรงงานดังกล่าวเองในปีนี้ และไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ แต่จะจัดการตรวจสอบตามข้ออ้างกลุ่มเฝ้าระวังด้านแรงงานในจีนโดยทันที โฆษกของซัมซุง เปิดเผยว่า ซัมซุง อิเล็คทรอนิคส์ ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพการทำงานของเอชอีจี ถึง 2 ครั้งในปีนี้ แต่ไม่พบว่ามีการกระทำผิดกฎระเบียบแต่อย่างใด แต่ทีมผู้ตรวจสอบยืนยันว่า ได้ส่งบุคลากรจากบริษัทแม่ในเกาหลีใต้ ไปยังเมืองฮุ่ยโจว ของจีน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม และจะดำเนินการตรวจสอบโดยทันที รวมถึงใช้มาตรการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วย

นอกจากเรื่องการใช้แรงงานเด็กแล้ว โรงงานเอชอีจี อิเล็คทรอนิคส์ ยังถูกระบุว่า บังคับให้พนักงานทำงานล่วงเวลาอีกวันละ 4-5 ชั่วโมง นอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ วันละ 8 ชั่วโมง และพบว่า พนักงานที่ทำงานกะกลางคืนเป็นเวลา 11 ชั่วโมง มีเวลาพักรับประทานอาหารเพียง 40 นาที และทางบริษัทก็มีกลไกในการตรวจสอบภายในที่หย่อนยานด้วย

กลุ่มเฝ้าระวังด้านแรงงานในจีน ยังระบุด้วยว่า ถ้าเทียบกับผลการสืบสวนสภาพการทำงานภายในโรงงาน เอชอีจี แล้ว จะพบว่า ย่ำแย่กว่าสภาพบรรยากาศการทำงานของโรงงานที่ผลิตสินค้าให้กับแอปเปิ้ล คู่แข่งสำคัญของซัมซุงเสียอีก 

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเฝ้าระวังด้านแรงงานในจีน เคยโจมตีสภาพการทำงานภายในโรงงานของบริษัทที่เป็นคู่สัญญาผลิตสินค้าในแอ๊ปเปิลในจีน และยังออกรายงานตีแผ่เมื่อเดือนธันวาคมเกี่ยวกับการระเบิดที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนไอแพด ที่ทำให้มีคนงานบาดเจ็บ 61 คน ต่อมาความรู้สึกที่เป็นลบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ได้ส่งผลให้แอ๊ปเปิลเปิดการตรวจสอบโรงงานผลิตสินค้าเหล่านี้ ซึ่งพบว่า มีการใช้แรงงานเด็กด้วย

 

เนปาลสั่งห้ามผู้หญิงอายุต่ำกว่า 30 ปีเดินทางไปทำงานในกลุ่มประเทศย่านอ่าวเปอร์เซีย

10 ส.ค. 55 - หนังสือพิมพ์หิมาลายัน ไทมส์ ฉบับภาษาอังกฤษรายงานอ้างคำกล่าวของนายราช คิชอร์ ยาดาฟ รมว.มหาดไทยเนปาลที่บอกว่า ทางการเนปาลสั่งห้ามผู้หญิงอายุต่ำกว่า 30 ปีเดินทางไปทำงานในกลุ่มประเทศย่านอ่าวเปอร์เซีย ภายหลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศและการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้หญิงอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ หญิงชาวเนปาลส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 25 ปี ออกไปทำงานในตะวันออกกลาง ในตำแหน่งคนทำความสะอาดหรือคนงานก่อสร้าง

 

'กูเกิล' ใจป้ำ! จ่ายเงินเดือนคู่สมรสนาน 10 ปี หากพนักงานเสียชีวิต

11 ส.ค. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 10 ส.ค. เป็นที่ทราบกันดีมายาวนานว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง "กูเกิล" ดูแลสวัสดิการพนักงานอย่างดีมาโดยตลอด ตั้งแต่มื้ออาหารฟรี บริการฟิสเนตออกกำลังกาย ไปจนถึงซักผ้าล้างรถ แต่รายงานล่าสุดจากนิตยสารฟอร์บส์ เผยให้ลูกจ้างบริษัทอื่นๆ อิจฉาตาร้อนกันถ้วนหน้าอีกครั้ง เนื่องจากกูเกิล จะจ่ายจำนวนครึ่งหนึ่งของเงินเดือนให้กับคู่สมรสของพนักงานเป็นเวลา 10 ปี หากลูกจ้างของกูเกิลเสียชีวิต

ทั้งนี้ ปัจจุบันกูเกิลมีพนักงานแผนกต่างๆ จำนวน  34,000 คน ขณะที่แหล่งข่าวสารวงการไอทีอย่างแมชเอเบิลยืนยันด้วยว่า นอกจากเงินเดือนครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 10 ปีแล้ว กูเกิลยังให้ค่าเลี้ยงดูบุตรอีกจำนวน 1,000 ดอลลาร์ (30,000 บาท) ต่อเดือน จนกว่าบุตรจะอายุครบ 19 ปีบริบูรณ์.

 

กูเกิลปลดพนักงานโมโตโรล่า 4,000 คนหวังฟื้นฟูจาการขาดทุน

14 ส.ค. 55 - กูเกิล ยืนยัน โมโตโรล่า โมบิลิตี้ บริษัทในเครือของกูเกิลจะปลดพนักงานทิ้งถึง 4,000 ตำแหน่ง หรือ 20% ของแรงงานทั้งหมด หลังขาดทุนนานทุนถึง 14 ไตรมาส

กูเกิล ยื่นรายงานผลประกอบการต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ว่าโมโตโรล่า โมบิลิตี้ มีแผนจะปิดหรือปรับปรุง 1 ใน 3 ของฐานการผลิตกว่า 90 แห่งทั่วโลก หรือราว 4,000 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งงานที่จะปรับลดลงอยู่ภายนอกสหรัฐอเมริกา ซึ่งกูเกิลเปิดเผยในรายงานว่า การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

รวมทั้งการปรับลดพนักงานนี้เป็นไปเพื่อฟื้นฟูการผลิตโทรศัพท์มือถือของโมโตโรล่าให้กลับมาทำกำไร หลังจากใน 16 ไตรมาสล่าสุด มีการขาดทุนถึง 14 ไตรมาส โดยจะปรับการขายโทรศัพท์มือถือ โมโตโรล่า จากโทรศัพท์ราคาถูก ไปเน้นที่การเพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆ และประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่ากว่า ซึ่งกูเกิลคาดว่าการปรับลดพนักงานครั้งนี้ บริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเกือบ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นรายจ่ายของไตรมามสามปีนี้

รายงานอีกระบุว่า กูเกิลซื้อกิจการบริษัท โมโตโรล่า โมบิลิตี้ เสร็จสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม 2555 ด้วยมูลค่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมความแกร่งให้กับสายการผลิตคอมพิวเตอร์มือถือของบริษัท และหลังจากการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ กูเกิลใช้มาตรการจำนวนมากเพื่อพลิกฟื้นกิจการผลิตโทรศัพท์มือถือที่ขาดทุนอยู่

 

กลุ่มญาติคนงานเหมืองแอฟริกาใต้ ชุมนุมหลังเหตุคนงานปะทะตำรวจ

18 ส.ค. 2012 - สำนักข่าว BBC รายงานว่า มีครอบครัวของคนงานเหมืองแร่ในอเมริกาใต้ออกมาชุมนุมแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ หลังเกิดเหตุคนงานถูกตำรวจยิงขณะหยุดงานประท้วงเมื่อ 2 วันก่อน จนมีผู้เสียชีวิต 34 ราย และได้รับบาดเจ็บ 78 ราย มี 200 รายถูกจับกุม โดยเหตุเกิดที่เหมืองแร่แพลตตินั่มในเมืองมารีคานา มีเจ้าของคือบริษัทลอนมิน

ขณะเดียวกันกลุ่มคนงานเหมืองแร่กว่าพันคนก็ส่งเสียงเชียร์ผู้นำเยาวชน จูเลียส มาเลมา ที่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออกหลังเกิดเหตุการปะทะดังกล่าว โดยมาเลมาบอกว่า ปธน. ซูมา มีส่วนรับผิดชอบกับวิธีการจัดการกับผู้ชุมนุมของตำรวจ

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี จาคอบ ซูมา ก็ได้ลงไปดูพื้นที่เกิดเหตุซึ่งห่างออกไปราว 100 กม. ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโจฮันเนสเบิร์ก และสั่งให้มีการสิบสวนเหตุรุนแรงดังกล่าว โดยบอกว่าการที่มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เป็นเรื่อง 'โศกนาฏกรรม'

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรทำให้ตำรวจตัดสินใจยิงใส่ผู้ชุมนุม แต่มีผู้เห็นเหตุการณ์อ้างว่ามีการยิงใส่ผู้ชุมนุมหลังจากที่ผู้ชุมนุมซึ่งส่วนหนึ่งถือกระบองและมีดมาเชทพุ่งเข้าหาตำรวจ ทำให้ตำรวจซึ่งมีอาวุธปืนกลและปืนพกยิงใส่ผู้ชุมนุมหลายสิบนัด

โธ คองคี ผู้สื่อข่าวจจากสถานีวิทยุ 702 ของแอฟริกาใต้ รายงานจากพื้นที่ว่ามีกลุ่มผู้หญิงที่ไปตรวจดูตามโรงพยาบาลและห้องดับจิตในย่านนั้นเพื่อตามหาญาติของพวกเขา แต่ก็ไม่เจอ 

โฆษกตำรวจ รตอ. เดนนิส แอดดริโอ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังใช้ฐานข้อมูลของบริษัทเหมืองแร่เพื่อติดต่อกับญาติของผู้ที่ถูกสังหาร, ได้รับบาดเจ็บ และถูกจับกุม แต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง

จูเลียส มาเลมา ผู้นำเยาวชนที่กล่าวโทษ ปธน.ซูมา ก่อนหน้านี้เคยเป็นคนสนิทของปธน. ก่อนที่จะถูกไล่ออกจากพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกัน เขายังเป้นผู้เสนอให้มีการเข้าควบคุมกิจการเหมืองแร่โดยรัฐอีกด้วยการนัดหยุดงานชุมนุมของคนงานเหมืองแร่มาจากการที่พวกเขาต้องการให้ขึ้นค่าจ้างจากเดิม 4,000-5,000 แรนด์ (ราว 15,000 - 18,000 บาท) เป็น 12,500 แรนด์ (ราว 45,000 บาท) 

หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างเลวร้ายลงเหตุจากความขัดแย้งระหว่างสหภาพแรงงานที่เป็นอริกัน และเหตุดังกล่าวที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 10 ราย รวมถึงตำรวจ 2 ราย

แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่ผลิตแพลตตินั่มรายใหญ่ของโลกและข้อพิพาทดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อการผลิต 

บริษัทลอนมินเจ้าของเหมืองในเมืองมารีคานา เป็นผู้ผลิตแพลตตินั่มรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ก่อนหน้านี้เคยมีการพิพาทแรงงานมาก่อน โดยในปี 2011 บริษัทได้สั่งปลดคนงานราว 9,000 คน โดยอ้างว่าพวกเขากระทำการเชิงแรงงานที่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฏหมาย (Unprotected industrial action) แต่ต่อมาลอนมินและสหภาพคนงานเหมืองแร่แห่งแอฟริกาใต้ (NUM) ก็บอกว่าพวกเขาถูกส่งกลับเข้าทำงานอีกครั้ง

ไซมอน สก็อต ประธานฝ่ายการเงินของบริษัทลอนมิน บอกว่าพวกเขานักหยุดงานประท้วงอย่างผิดกฏหมาย และไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้

"พวกเรามีสัมพันธภาพที่ดีกับสหภาพแรงงานของเรามาก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นความเสียหายด้านความสัมพันธ์ แต่พวกเราก็ให้ความสำคัญกับการสานความสัมพันธ์กลับมาเหมือนเดิม" สก็อตกล่าว

 

สหภาพฯ พนง.ภาครัฐประท้วงนโยบายเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ออสเตรเลีย

21 ส.ค. 55 – สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสหภาพแรงงานและพนักงานลูกจ้างของรัฐ อาทิ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง, เจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาล และอาจารย์ ออกมาประท้วงนโยบายตัดลดงบประมาณ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีขึ้นเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ในบางสายงาน แต่ก็กลับเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเพื่อตัดลดสวัสดิการอื่นๆ โดยได้เคลื่อนขบวนประท้วงที่หน้ารัฐสภาแห่ง Queensland

การประท้วงนำโดยสหภาพแรงงานคนทำงานภาครัฐ Queensland (Queensland Council of Unions - QCU) ที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500 คน นี้เกิดขึ้นเพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายการปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน

โดยในส่วนของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เดินขบวนประท้วงไปก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าจะมีการยื่นข้อเสนอขึ้นค่าแรงให้ 2.7 % แต่สหภาพแรงงานออกมาระบุว่าพวกเขาไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงสภาพการจ้างอันอื่นแลกเปลี่ยนกับการขึ้นเงินเดือนนี้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ถูกยื่นข้อเสนอเพิ่มเงินให้ 2.2 % แต่ต้องถูกยืดระยะเวลาการทำงานให้ยาวขึ้นเป็น 12 ชั่วโมงต่อกะ

Alan Mountford เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวว่าพวกเขาถูกนโยบายนี้บีบบังคับให้ต้องทำงานถึงกะละ 12 ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพัก เขาให้ความเห็นต่อว่าไม่มีใครทำงานต่อเนื่อง 12 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพักได้  “มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย”

"ถ้าคุณทำงานตลอด 12 ชั่วโมงในกะกลางคืน แล้วก็มาคำนวณปริมาณยาให้กับเด็กๆ ต่ออีกในวันต่อไปมันอันตรายมาก" Mountford กล่าว

ด้าน John Battams ประธานสหภาพ QCU กล่าวว่าจุดมุ่งหมายของการออกมาเรียกร้องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน และมันเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของคนงาน

 

เอฟแอลเอพอใจ "ฟ็อกซ์คอนน์"ปรับปรุงสภาพการทำงาน"เสร็จก่อนเส้นตาย"

22 ส.ค. 55 - สมาคมเพื่อความเป็นธรรมด้านแรงงาน (เอฟแอลเอ)เปิดเผยว่า  ฟ็อกซ์คอนน์ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนหลักให้แก่แอปเปิล ได้ทำการปรับปรุงสภาพการทำงานที่โรงงานหลายแห่งในจีน ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานและสภาพแวดล้อมแล้ว

เอฟแอลเอเปิดเผยว่า กฎหมายแรงงานของจีน ได้ระบุให้บริษัทต้องลดชั่วโมงการทำงานลงเกือบ 1 ใน 3 ของช่วงเวลาการทำงานปกติให้ได้ภายในปี 2013

ขณะที่ฟ็อกซ์คอนน์เปิดเผยว่า บริษัทจะยังคงลดการทำงานล่วงเวลาให้เหลือน้อยกว่า 9 ชม. จากปัจจุบันที่ 20 ชม. แม้ว่าการกระทำเช่นนี้ จะเป็นการเพิ่มภาระค่าแรงงานให้แก่บริษัท เนื่องจากต้องจ้างพนักงานเพิ่ม  และต้องซื้อเครื่องจักรมาใช้แทนคนในการทำงาน อีกทั้งเป็นการลดแรงจูงใจให้แก่พนักงานที่หวังหารายได้เสริมจากการทำงานล่วงเวลาก็ตาม ทั้งนี้ การมีพนักงานเพิ่มเท่ากับว่าบริษัทต้องจัดหาหอพักพนักงานเพิ่ม และสร้างสาธารณูปโภคเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้น

รายงานของเอฟแอลเอระบุว่า ฟ็อกซ์คอนน์ ได้ดำเนินนโยบายต่างๆตามคำแนะนำได้เสร็จสิ้นก่อนกำหนด หลังจากแอปเปิลได้ร้องขอให้เข้าไปตรวจสอบสภาพการทำงาน เนื่องจากพบว่ามีการละเมิดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป

โดยหลังจากเอฟแอลเอ ได้ตรวจพบการละเมิดข้อกำหนดด้านแรงงานในโรงงาน 3 แห่งของฟ็อกซ์คอนน์ ทั้งที่เมืองเสิ่นเจิ้น เฉิงตู และกวนหลัน เมื่อเดือนมีนาคมเอฟแอลเอได้ตีพิมพ์รายงานที่แนะนำให้ฟ็อกซ์คอนน์ปรับปรุงสภาพการทำงานดังกล่าว โดยกำหนดแผนการดำเนินการ ระยะเวลา 15 เดือนซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 1 กรกฎาคม 2013

รายงานชี้ว่า ฟ้อกซ์คอนน์สามารถจัดการและปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆได้ถึง 284 ข้อ ขณะที่อีก 76 เรื่องยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งรวมถึงการลดชั่วโมงทำงาน ซึ่งฟ็อกซ์คอนน์ได้เริ่มดำเนินการบ้างแล้ว โดยกำหนดให้ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์อยู่ที่ 60 ชั่วโมงรวมการทำงานล่วงเวลา

เอฟแอลเอกล่าวว่า ฟ็อกซ์คอนน์ ตั้งเป้าลดชั่วโมงการทำงานให้ได้เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งรวมการทำงานล่วงเวลาเฉลี่ย 9 ชม. ซึ่งยังคงถือเป็นความท้าทายที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

ทั้งนี้ โรงงานทั้ง 3 แห่งของฟ็อกซ์คอนน์ มีการจ้างงานทั้งสิ้นกว่า 178,000 ตำแหน่ง ในการผลิตสินค้าให้แก่อแปเปิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอโฟนและไอแพด ขณะที่มีพนักงานภายในเครือของฟ็อกซ์คอนน์ทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านคน ที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บริษัทอื่นๆ อาทิ โซนี และฮิวเล็ตต์-แพ็คการ์ด 

 

รัฐบาลแอฟริกาใต้ขออภัยใช้กำลังสลายม็อบแรงงาน

22 ส.ค. 55 - รัฐบาลแอฟริกาใต้ขอโทษกรณีตำรวจใช้กำลังยิงสลายม็อบคนงานเหมืองจนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 34 คนและบาดเจ็บ 78 คน ซึ่งนับเป็นเหตุรุนแรงนองเลือดมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคแบ่งแยกสีผิวในประเทศสิ้นสุดลงเมื่้อเกือบ 18 ปีที่แล้ว

นางโนซิวิเว โนลูทานโด มาปิซา-เอ็นกากูลา รัฐมนตรีกลาโหมแอฟริกาใต้ เดินทางไปเยี่ยมคนงานเหมืองทองคำขาวของบริษัทลอนมิน พีแอลซี ใกล้เมืองมาริกาน่าเมื่อวานเพื่อขอโทษที่มีการใช้กำลังตำรวจสลายการชุมนุมประท้วงของคนงานเหมืองเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 34 คนและบาดเจ็บ 78 คนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยตำรวจยิงปืนใส่คนงานที่หยุดงานประท้วงเพื่อเรียกร้องปรับเงินเดือนขึ้น 300% หลังจากถูกคนงานรุมทำร้ายด้วยกระบองและมีด 

รัฐมนตรีกลาโหมบอกว่า ฉันขอโทษ และขอร้องได้โปรดให้อภัยด้วย เรายอมรับว่าได้เกิดการนองเลือดขึ้นที่นี่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้น และในนามของรัฐบาล ฉันขอโทษ

ก่อนหน้านั้นมีประชาชนและบรรดานักการเมืองเดินทางไปยังจุดที่ผู้ประท้วงถูกยิงตาย เพื่อร่วมไว้อาลัยแก่คนงานเหมือง ขณะที่คนงานตั้งคำถามเช่นเดียวกับพรรคฝ่ายค้านและสื่อสังคมออนไลน์ว่า ทำไมประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา จึงไม่ไปเยี่ยมคนงานในเหมือง จริงๆแล้วนายซูมาซึ่งกลับจากเข้าร่วมประชุมในประเทศโมซัมบิกเมื่อวันศุกร์ได้ไปเยี่ยมคนงานที่บาดเจ็บที่โรงพยาบาล แต่ไม่ได้ไปพูดคุยกับคนงานที่ประท้วง 

ล่าสุดบริษัทลอนมิน เจ้าของเหมือง ยอมผ่อนปรนคำขู่ก่อนหน้านี้ที่ยื่นคำขาดให้คนงานเลิกผละงานประท้วงมิฉะนั้นจะถูกไล่ออก โดยสัญญาว่าจะไม่ลงโทษใดๆกับคนงานที่จะกลับเข้าทำงานตามปกติภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่นายฮูเลียส มาเลมา ประธานสันนิบาตเยาวชนพรรคเอเอ็นซี และคนงานเหมืองได้ยื่นฟ้องข้อหาฆาตกรรมต่อตำรวจที่ยิงคนงานเสียชีวิต

 

รณรงค์ จี้ "การไฟฟ้าซิมบับเว" ยุติสั่งพักงาน 135 แกนนำสหภาพฯ

23 ส.ค. 55 - IndustriALL Global Union สหภาพแรงงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ พลังงานและการผลิต ซึ่งมีสมาชิกกว่า 50 ล้านคนจาก 140 ประเทศทั่วโลก ร่วมกับ LabourStart หนึ่งในเว็บไซต์ให้บริการข่าวสารการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก รณรงค์ระดับสากลขอให้ผู้อ่านทั่วโลก ส่งจดหมายถึงผู้ว่าการการไฟฟ้า ZESA ซิมบับเว Mr J. Chifamba ผ่านเว็บ LabourStart campaign  ให้ยุติการสั่งพักงานแกนนำสหภาพแรงงานไฟฟ้าซิมบับเว (ZEWU) 135 คนโดยไม่มีกำหนดและไม่จ่ายค่าจ้างและสวัสดิการ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิแรงงาน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากแกนนำสหภาพแรงงานไฟฟ้าซิมบับเว (ZEWU) 135 คนถูกสั่งพักงานโดยไม่มีกำหนด และไม่ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการ หลังจากที่สหภาพแรงงานประกาศว่าจะนัดหยุดงาน เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซิมบับเว (ZESA) ประกาศว่าจะไม่ขึ้นค่าจ้างให้กับคนงานไฟฟ้าตามที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ตัดสินชี้ขาดให้ ZESA ขึ้นค่าจ้างคนงานไฟฟ้าซึ่งมีค่าจ้างต่ำในซิมบับเว

ฝ่ายบริหารของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซิมบับเว บอกว่าจะยกเลิกคำสั่งพักงานนักสหภาพแรงงานต่อเมื่อสหภาพแรงงานไฟฟ้า ZEWU ยอมที่จะไม่ขึ้นค่าจ้างตามที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดมา ใน 135 คนที่ถูกสั่งพักงานประกอบด้วยประธานสหภาพแรงงานและกรรมการบริหาร IndustriALL แองเจลีน ชิตตัมโบ (Angeline Chitambo)

 

โซนีเตรียมปลดพนักงานแผนกโมบาย 1 พันตำแหน่ง

24 ส.ค. 55 - รายงานระบุว่า พนักงานโซนี คอร์เปอร์เรชัน ที่จะถูกปลดในครั้งนี้เป็นพนักงานแผนกโมบายของโรงงานสาขาเมืองลุนด์ ประเทศสวีเดน จำนวน 1,000 ตำแหน่ง คิดเป็นจำนวนพนักงานเกือบ 2 ใน 3 ของโรงงานดังกล่าว

การปลดพนักงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับลดพนักงานของโซนีที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะปลดถึง 10,000 คน ภายในเดือนมีนาคมปีหน้า

ทั้งนี้โซนีต้องประสบภาวะขาดทุนเป็นประวัติการณ์ถึง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปีนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา จากภาวะการณ์ดังกล่าว ทำให้โซนีต้องตัดลดการคาดการณ์รายได้สุทธิในปีนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคมปีหน้า จาก 30,000 ล้านเยน เหลือ 20,000 ล้านเยน ซึ่งโซนีบอกว่า เกิดจากความต้องการสินค้าโทรทัศน์ของโซนีลดลง รวมไปถึงการแข็งค่าของเงินเยน

 

คนงานหัวใจวายตาย รายที่ 5 คาโรงนุกฟูกูชิมะ

24 ส.ค. 55 - บริษัทโตเกียว อิเล็กทริค พาวเวอร์ หรือเทปโก ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือญี่ปุ่น ซึ่งเสียหายจากกัมมันตรังสีรั่วไหล หลังเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงและสึนามิโถมถล่ม ตั้งแต่เดือนมี.ค.ปี 2554 แถลงระบุคนงานภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อายุราว 50 ปี เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะกำลังติดตั้งถังเก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ถือเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 5 นับตั้งแต่เกิดพิบัติภัยแก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม บริษัทเทปโกยืนยันการเสียชีวิตของคนงานรายล่าสุด ไม่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารกัมมันตรังสี เพราะระดับสารกัมมันตรังสีตลอดช่วงเวลาการทำงานอยู่ที่ราว 25.24 มิลลิซีเวิร์ต ต่ำกว่าระดับกฎหมายญี่ปุ่นกำหนด ห้ามคนงานทำงานท่ามกลางระดับสารกัมมันตรังสี เฉลี่ยสูงสุดต่อปีไม่เกิน 50 มิลลิซีเวิร์ต และไม่เกิน 100 มิลลิซีเวิร์ต ตลอดช่วงเวลาการทำงาน 5 ปี โดยพื้นที่ดังกล่าวมีคนงานหมุนเวียนทำงานราว 3,000 คน.

 

โอเปิลลดชั่วโมงการทำงาน

25 ส.ค. 55 -  โอเปิล บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี ซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบาก เผชิญหน้ากับแรงกดดันจากเจเนอรัล มอเตอร์ส บริษัทแม่ในสหรัฐ เพื่อให้กลับมามีผลกำไรอีกครั้ง จะลดชั่วโมงการทำงานที่โรงงานจำนวน 1 ใน 3 หนึ่งวันหลังจากโอเปิลประกาศว่า จะจ้างงานระยะสั้นที่โรงงานหลายแห่งของเยอรมนีในเมืองรูสเซลเชม และไกเซอร์สเลาเทิร์น จากเดือนกันยายนนี้ โดยโรงงานไอเซแนช จะได้รับผลกระทบด้วย การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลกระทบงานกะเช้า 10 กะ และกะบ่าย 10 กะ และจะเริ่มดำเนินการจากเดือนหน้าเป็นต้นไปจนถึงสิ้นปี

 

นักหวดดังส่อถอนตัวสแลมออสซี ประท้วงขอขึ้นเงินรางวัล

27 ส.ค.55 - เหล่านักเทนนิสชายระดับโลก จะรวมตัวกัน ประท้วงไม่แข่งขันศึกแกรนด์ สแลม ออสเตรเลียน โอเพ่น ในเดือนม.ค.ปีหน้า เนื่องจากไม่พอใจเงินรางวัลที่ได้รับอยู่ในตอนนี้

"ซันเดอร์ไทม์" เปิดเผยว่า มีข่าวลือจากสมาคมนักเทนนิสอาชีพชาย (เอทีพี) กำลังพิจารณาบอยคอตการแข่งขัน หากพวกเขาไม่ได้รับเงินรางวัลในเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นกว่าเดิม หลังจากมีการประชุมรวมกันที่ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนศึกยูเอสโอเพ่น ซึ่งจะเปิดฉากวันในจันทร์นี้ รวมทั้งอาจสนับสนุนให้จัดเทนนิส แกรนด์ สแลม ที่ดินแดนมหาเศรษฐีอย่าง นครดูไบ ในสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์แทนด้วย

อย่างไรกี ประเด็นดังกล่าว ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ แชมป์ของแกรนด์ สแลม แต่เป็นเหล่าบรรดานักหวดที่กระเด็นตกรอบแรกๆ ของทัวร์นาเมนต์ โดย ในปี 2012 ศึกออสเตรเลียน โอเพ่น มอบเงินรางวัลให้ผู้ที่ตกรอบแรก 20,000 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 6.6 แสนบาท) ขณะที่ เฟรนช์ โอเพ่น ให้ 21,700 เหรียญออสเตรเลีีย (ประมาณ 7.2 แสนบาท) ส่วน วิมเบิลดัน กับ ยูเอส โอเพ่น ตกลงที่จะยอมให้ 22,100 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 7.3 แสนบาท) 

ทางด้าน "เฟดเอ็กซ์" โรเจอร์ เฟเดเรอร์ นักหวดชายมือ 1 ของโลก ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะประธานของ สภานักเทนนิสเอทีพี ประกาศว่า พร้อมแล้ว ที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งกระจุกตัวอยู่กับนักกีฬาชื่อดัง นำมากระจายแบ่งปันให้กับ นักเทนนิสส่วนใหญ่มากขึ้น.

 

รัฐมนตรีแรงงานฝรั่งเศสคาดตลาดแรงงานยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง

28 ส.ค. 55 - นายมิเชล ซาแปง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของฝรั่งเศสคาดว่า สถานการณ์แรงงานในฝรั่งเศสจะยังคงย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้บั่นทอนการสร้างตำแหน่งงาน

นายซาแปงให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ RTL ว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากอย่างยิ่งในฝรั่งเศสกำลังเลวร้ายลงไปอีก การจ้างงานจะยังคงซบเซาต่อไปแต่ก็ไม่ตลอดกาล ต้องมีการออกมาตรการใหม่ๆ ซึ่งหมายถึงจะมีการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

รัฐมนตรีแรงงานฝรั่งเศสกล่าวว่าในกรณีนี้ เขาจะหารือกับหน่วยงานทางสังคมเพื่อเจรจาเงื่อนไขในการดำเนินการตัดสินใจทำสัญญาสร้างงาน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างๆจ้างแรงงานวัยหนุ่มสาว โดยสัญญาเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2556

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจซึ่งเปิดเผยโดยกระทรวงแรงงานเมื่อวานนี้ระบุว่า จำนวนผู้ที่หางานทำได้ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคมและแตะสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2542

รายงานดังกล่าวระบุว่า ผู้ว่างงานในฝรั่งเศสมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 2.9 ล้านรายในเดือนกรกฎาคม หรือเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และพุ่งขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำนักข่าวซินหัวรายงาน

 

คนงานเหมืองเกือบ 270 คนในแอฟริกาใต้ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม

30 ส.ค. 55 - คนงานเหมืองเกือบ 270 คนถูกนำตัวขึ้นศาล โดยถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมที่ทำให้เพื่อนคนงานเสียชีวิต 34 คนจากเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้ปืนยิงสลายกลุ่มคนงานที่หยุดงานประท้วงภายในเหมืองทองคำขาวใกล้เมืองมาริกาน่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผานมา โฆษกอัยการอ้างว่า ตำรวจต้องตัดสินใจใช้ปืนยิงใส่ฝูงชน หลังถูกโจมตีด้วยคนงานที่มีกระบองและมีดเป็นอาวุธ ดังนั้นคนงานจะต้องถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ตามหลักการที่ว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุจลาจลจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย

การตัดสินใจดำเนินคดีกับคนงานเหล่านี้ เสี่ยงปลุกกระแสเกลียดชังต่อตำรววจยิ่งขึ้นหลังการยิงคนงานเสียชีวิต ที่เป็นเหตุรุนแรงนองเลือดที่สุดในประเทศนับจากสิ้นสุดยุคแบ่งแยกสีผิวได้สร้างความโกรธแค้นให้กับครอบครัวคนงานและประชาชนชาวแอฟริกาใต้อย่างมาก 

นายฮูเลียส มาเลมา อดีตประธานสันนิบาตยุวชนพรรคแอฟริกา แนชันแนล คองเกรสบอกว่า การตั้งข้อหากับคนงาน ในขณะที่ตำรวจคนที่ยิงคนงานกลับไม่ถูกนำตัวขึ้นศาล เป็นเรื่องบ้าสิ้นดี นอกจากนี้ครอบครัวของคนงานที่ถูกคุมขังต่างเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัวคนงานทั้งหมด 

ขณะที่คนงานมากกว่า 150 คนที่ถูกจับกุมได้ยื่นร้องเรียนว่าถูกตำรวจทำร้ายร่างกายขณะคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยเจ้าหน้าที่ทั้งชก ใช้กระบองทุบตี เตะ และตบ เพื่อบังคับให้พวกเขาบอกชื่อคนงานที่ทำร้ายตำรวจเสียชีวิต 2 นายในช่วงที่เริ่มมีเหตุรุนแรงภายในเหมืองของบริษัท ลอนมิน แอลพีซี

คนงานเริ่มผละงานประท้วงในวันที่ 10 ส.ค.เพื่อเรียกร้องขึ้นเงินเดือนจากเดิมเดือนละ 9,300-15,500 บาท เป็นเดือนละ 46,500 บาท แต่เมื่อมีคนงานบางคนพยายามกลับเข้าไปทำงาน จึงถูกคนงานด้วยกันฆ่าทิ้ง และผู้ประท้วงที่โกรธแค้นยังฆ่าตำรวจสองนาย รวมทั้งเผายามสองคนทั้งเป็นด้วย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ตำรวจพยายามเจรจาให้คนงานที่มีท้งกระบอง มีด และปืน วางอาวุธและยุติการประท้วง แต่คนงานไม่ยอม ตำรวจจึงใช้กำลังสลายผู้ประท้วงทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 คนและบาดเจ็บ 78 คน

หน่วยงานตรวจสอบภายในของตำรวจก็กำลังสอบสวนข้อกล่าวหาว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่ในการใช้กระสุนจริงยิงคนงาน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีตำรวคนใดถูกตั้งข้อกล่าวหา

 

 

ที่มาเรียบเรียงจาก: ประชาไท, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, มติชน, ไทยรัฐ, กรุงเทพธุรกิจ, สำนักข่าวไทย, โลกวันนี้, ไทยโพสต์, สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ฮิลลารี' เยือนอินโดฯ หนุน 'อาเซียน' ร่วมแก้ปีญหาทะเลจีนใต้

Posted: 03 Sep 2012 07:34 AM PDT

นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเรียกร้องให้ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงความเป็นเอกภาพต่อจีน เพื่อจัดการกับปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

นางคลินตัน เดินทางเยือนอินโดนีเซียในวันนี้ (3 ก.ย.) เพื่อแสดงการสนับสนุนแผนเพื่อบรรเทาความตีงเครียดโดยการริเริ่มแนวทางการปฏิบัติร่วมกันในกลุ่มประเทศที่อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว

นางคลินตัน เยือนเอเชียครั้งหลังสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม ครั้งนั้นที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กัมพูชาไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องข้อพิพาทกับจีน และการเดินทางครั้งนี้ เธอยังหวังที่จะเรียกร้องกลุ่มอาเซียน เพื่อยืนยันว่าจีนเห็นชอบต่อกลไกอย่างเป็นทางการในการลดความเสี่ยงระยะสั้นของข้อขัดแย้ง เพื่อที่สุดจะสามารถหาข้อสรุปในประเด็นด้านอธิปไตย

อินโดนีเซียแสดงบทบาทสำคัญในการผลักดันการทำข้อตกลงขั้นพื้นฐาน 6 ประการเกี่ยวกับข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ แม้การประชุมประจำปีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (เอเอ็มเอ็ม) ครั้งที่ 45 ที่กรุงพนมเปญของกัมพูชา เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา การประชุมปิดฉากลงโดยไม่มีแถลงการณ์ร่วม ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 45 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรอาเซียนในปี 1967 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ สนับสนุนแถลงการณ์ในหลักการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อไม่นานมานี้ แต่ต้องการให้มีการปฏิบัติจริง ซึ่งอยู่ในรูปของการนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงและการบังคับใช้

เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสสหรัฐฯ ที่ติดตามนางคลินตันเผยก่อนการเดินทางว่า เธอจะเข้าพบประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโนของอินโดนีเซีย และจะแวะเยือนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอคำแนะนำว่าสหรัฐจะมีส่วนช่วยได้อย่างไร เพราะต้องการให้ประเด็นต่าง ๆ แก้ไขด้วยกระบวนการทางการทูตระหว่างอาเซียนกับจีน มากกว่าการบังคับขู่เข็ญ

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯเริ่มการตระเวนเยือนเอเชีย 11 วันที่หมู่เกาะคุกเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน และมาอินโดนีเซียในวันนี้ จากนั้นจะเดินทางไปจีนในวันอังคาร เพื่อพูดคุยในหลายประเด็น รวมถึงทะเลจีนใต้ วิกฤตในซีเรีย และการรับมือกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและเกาหลีเหนือ ก่อนที่จะแวะเยือนติมอร์เลสเต บรูไน และปิดท้ายด้วยการร่วมประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่บนเกาะนอกฝั่งเมืองวลาดิวอสตอกของรัสเซีย

 

ที่มา: มติชนออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์: พงศาวดารอาเซียนในแบบเรียนประวัติศาสตร์มัธยมไทย

Posted: 03 Sep 2012 07:16 AM PDT

คลิกที่นี่เพื่อชมแบบ HD

เมื่อ 21 สิงหาคม 2555 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนกับการชำระประวัติศาสตร์ไทยและเพื่อนบ้าน โดยก่อนหน้านี้ประชาไทได้นำเสนอการอภิปรายของ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หัวข้อ "อาเซียนกับประวัติศาสตร์ไทย (ASEAN and Thai history)" ไปนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ต่อมาเป็นอภิปรายหัวข้อ "พงศาวดารอาเซียนในแบบเรียนประวัติศาสตร์มัธยมไทย" โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง โดยในบทความประกอบการอภิปรายของภิญญพันธุ์ (อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง) ระบุว่า "บทความนี้จึงมุ่งที่จะทำความเข้าใจการศึกษาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในฐานะหน่วยทางการเมืองและการรวมตัวกันในฐานะองค์กร ผ่านความเปลี่ยนแปลงในแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่กำลังทวีบทบาทสำคัญในฐานะของรากฐานอุดมการณ์ที่ถูกกระตุ้นเร้าขึ้นมาอย่างช้าในปี 2544 หรืออาจกล่าวได้ว่าคือ ประวัติศาสตร์ของแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์นั่นเอง"

"ในเวลาและหน้ากระดาษอันจำกัด ผู้เขียนเลือกแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นตัวแบบในการทำความเข้าใจ ด้วยสาเหตุ 2 ประการนั่นคือ การศึกษาภาคบังคับปัจจุบันนับช่วงการศึกษาอยู่ 9 ปี นั่นคือตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นอกจากนั้นช่วงอายุนี้ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับนักเรียนที่อยู่ในภาวะที่เจริญพันธุ์ที่กำลังลอกคราบสู่วัยผู้รุ่นที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ซึ่งหลังจบการศึกษาภาคบังคับนี้ ก็จะนำไปสู่หนทางชีวิตที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นออกไปทำงาน, เรียนต่อสายวิชาชีพ และเรียนต่อสายสามัญนอกจากนั้นในเชิงสถิติ ปี 2553 นักเรียนระดับมัธยมต้นมีจำนวน 2,636,288 คน เมื่อนับจากนักเรียนในระบบตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงระดับปริญญาเอกทั้งหมด 13,157,103 คน นับเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงชั้นการศึกษาทั้งหมด"

ในตอนท้ายของบทความ เสนอว่า ส่วนที่เป็นปัญหาของแบบเรียนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมไทยอยู่ในส่วนของโครงสร้าง "ที่แม้เนื้อหาแต่ละส่วนจะมีความน่าสนใจมากขึ้นแต่ ปัญหาอยู่ที่การไม่ได้บูรณาการบทต่างๆ เข้าหากัน ไม่ว่าจะส่วนวิธีการทางประวัติศาสตร์, การเชื่อมโยงกับภูมิภาค และส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์ไทย ราวกับว่าแต่ละหน่วยแยกกันเขียนอย่างอิสระตามทัศนคติของผู้เขียน ดังนั้นจึงพบข้อกังขาจำนวนมากที่เป็นคำถามอันลักลั่นกัน เช่น ข้อเขียนถึงประวัติศาสตร์สุโขทัยที่กล่าวรัฐขนาดกลางที่เติบโตพร้อมกัน แต่ในแผนที่ยังเป็นอาณาเขตของสุโขทัย หรือกรณีที่อธิบายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยท่าทีที่ระแวดระวังอคติระหว่างกัน แต่ในเนื้อหาประวัติศาสตร์ไทยกลับเน้นไปที่ความสัมพันธ์เชิงสงครามมากกว่าทำให้เห็นความสัมพันธ์ทางสังคมในด้านอื่นๆ ในส่วนของเนื้อหา เช่น การที่ยังเชิดชูอาณาจักรสุโขทัยว่ามีความกว้างขวางมหาศาล, การสอนประวัติศาสตร์ที่ยังเน้นการสงครามระหว่างรัฐ และการเชิดชูบุคคลที่มีความเป็นชนชั้นนำอย่างเดียว"

ส่วนความก้าวหน้าที่ค้นพบก็คือ "เนื้อหาในหลักสูตรได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก เพื่อให้เป็นพื้นฐานการทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ นอกจากนั้นวิชาประวัติศาสตร์ก็ไม่เป็นเพียงแต่ประวัติศาสตร์ของไทยอย่างเดียว มีการบทการเรียนรู้เชื่อมโยงกับภูมิภาคจากเล็กไปใหญ่ ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เอเชีย และโลก นอกจากนั้นก็คือ เทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจขึ้นมากกว่าแบบเรียนในอดีต"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การผูกขาดข้อมูลทางยา ผลกระทบถึงชีวิตผู้ป่วย

Posted: 03 Sep 2012 06:57 AM PDT

 

 

เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม คณะเจ้าหน้าที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เดินทางไปกรุงบรัสเซลส์เพื่อร่างกรอบเจรจา (scoping exercise) ร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรป และเมื่อคณะฯ เดินทางกลับมากรุงเทพ รองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้เรียกเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐต่างๆ ประชุม ซึ่งได้แก่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ

การประชุมนี้มีขึ้นเพื่อที่จะผลักดันเรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซี่งทำหน้าที่เลขาธิการของการประชุม ได้รายการให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบถึงเนื้อหาการหารือกับคณะกรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์

จากเอกสารท่าทีของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รั่วไหลออกมา ประเด็นอ่อนไหว 5 เรื่องที่ได้หารือกันที่กรุงบรัสเซลส์ ได้แก่ เครี่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การแข่งขัน และบริการ เอกสารดังกล่าวมีข้อแนะนำให้รัฐบาลไทยว่าควรมีท่าทีเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ยืดหยุ่นในการเจรจากับสหภาพยุโรป โดยให้ยอมรับมาตรการทริปส์ผนวก ถึงแม้ว่ากรมเจรจาฯ จะตระหนักดีว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

กรมเจรจาฯ พยายามที่จะโต้แย้งว่ามาตรการผูกขาดข้อมูลทางยาได้ 5 ปีเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุบันแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าการผูกขาดข้อมูลทางยาอาจชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญในตลาดช้าออกไป 5 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาโดยรวมไม่มากนัก

เมื่อจบการประชุม รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าไทยควรจะเริ่มเจรจากับสหภาพยุโรปให้เร็วที่สุด และไม่จำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถยื่นร่างกรอบการเจรจาสู่รัฐสภาให้พิจารณาได้ภายในเดือนนี้

องค์กรภาคประชาสังคมอย่างองค์กรหมอไร้พรมแดน รู้สึกเป็นกังวลอย่างมากต่อการเปิดการเจรจากับสหภาพยุโรปที่เร่งรีบและท่าทีของคณะผู้เจรจาที่ยินดียื่นข้อเสนอที่จะยอมรับมาตรการผูกขาดข้อมูลทางยา ถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์เชิงลบต่อการสาธารณสุขจากข้อตกลงเช่นนี้ปรากฎให้เห็นมากมาย

ดังนั้น องค์กรหมอไร้พรมแดนต้องการที่จะบอกให้ทราบอย่างชัดเจนว่า การผูกขาดข้อมูลทางยาไม่ได้เป็นข้อกำหนดที่อยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน และข้อตกลงทริปส์มีข้อผูกพันให้ประเทศสมาชิกคุ้มครองข้อมูลทดลองทางคลินิก (clinical data) เท่านั้น แต่ไม่ได้มีข้อบังคับต้องขยายการผูกขาดตลาดหรือการคุ้มครองการใช้ข้อมูลทางยาเหล่านี้เพิ่มเติมแต่อย่างไร

เมื่อผู้ผลิตยาชื่อสามัญยื่นขอจดทะเบียนยาเพื่อที่จะจำหน่ายยาชื่อสามัญของยาที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนหน้า ผู้ผลิตยาชื่อสามัญจะต้องยื่นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ายาของตนเองมีชีวสมมูลเทียบเท่ายาต้นตำรับที่จดทะเบียนไว้ หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องยาจะมีข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่จำเป็นที่พิสูจน์ว่าปลอดภัยและใช้รักษาได้ผลที่ผู้ผลิตยาต้นตำรับได้ยื่นไว้อยู่แล้ว และหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องยามีหน้าที่ต้องประเมินว่ายาชื่อสามัญมีมาตรฐานเรื่องชีวสมมูลเพียงเท่านั้น 

การเสนอให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยาจะทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องยาไม่สามารถใช้ข้อมูลทดลองทางคลินิกมาอ้างอิงเพื่ออนุมัติยาชื่อสามัญที่ขอขึ้นทะเบียน โดยการห้ามมิให้นำข้อมูลทดลองทางคลินิกมาใช้อ้างอิงในช่วงระยะเวลาหนัง ซึ่งเท่ากับเป็นการกีดกันไม่ให้ยาชื่อสามัญที่ราคาถูกกว่าเข้ามาแข่งขันในช่วงที่การผูกขาดข้อมูลทางยายังมีผล

การผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นการสร้างระบบการพิจารณาให้การผูกขาดตลาดแบบใหม่ขี้นมา เพื่อกีดกันการแข่งขันของยาชื่อสามัญ

ผู้ผลิตยาชื่อสามัญจะถูกบังคับให้ต้องรอจนกว่าการผูกขาดข้อมูลจะสิ้นสุดลง ถึงแม้ว่ายาตัวนั้นจะไม่มีสิทธิบัตรหรือแม้แต่มีการนำมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรมาใช้ก่อนตาม

ทางเดียวที่ผู้ผลิตยาชื่อสามัญจะสามารถขึ้นทะเบียนยาได้ โดยที่ไม่ใช้ข้อมูลทดลองทางคลินิก คือผู้ผลิตยาชื่อสามัญจะต้องทำการทดลองทางคลินิกใหม่ซ้ำอีกครั้ง อย่างไรก็ดี การทดลองทางคลินิกซ้ำจำเป็นต้องใช้ต้นทุนมาก และยังเป็นการผิดจริยธรรม เพราะได้มีการพิสูจน์เรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาไว้อยู่แล้ว การที่ต้องให้ทำการทดลองทางคลินิกอีกครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องจำเป็น

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนและหน่วยงานของสหประชาชาติหลายแห่ง เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และ โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) มีข้อแนะนำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่จำเป็นต้องกำหนดมาตรการผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นกฎหมายของประเทศ

การผูกขาดข้อมูลทางยาจะทำให้ยาชื่อสามัญหรือสารชีวภาพเทียบเท่า (biosimilar) ขึ้นทะเบียนยาได้ช้าออกไปหลายปี ยาใหม่ๆ บางตัวเป็นสารชีวภาพที่ขายในราคาที่แพงลิบลิ่ว การที่ยอมให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยากับสารชีวภาพต่างๆ จะประวิงเวลาทำให้การรักษาแบบเดียวกันในราคาที่ถูกกว่าเกิดขึ้นได้ช้าออกไป ความต้องการสารชีวภาพเทียบเท่าที่ราคาถูกกว่าเพื่อเป็นทางเลือกใช้ แทนยารักษาชีวิตราคาแพง ถือเป็นจำเป็นและสำคัญ ซึ่งรวมถึงยาเพ็กกีเลท อินเตอร์เฟอรอน (Pegylated Interferon) ที่ใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี และยาเฮอร์เซ็บติน (Herceptin) สำหรับรักษามะเร็งทรวงอก 

ถ้าการผูกขาดข้อมูลทางยาถูกบัญญัติเป็นกฎหมายของประเทศ สิ่งนั้นจะทำให้เกิดการผูกขาดตลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากสิทธิในสิทธิบัตร ซึ่งจะมีผลทำให้ยามีราคาแพงและมียาชื่อสามัญเข้ามาในตลาดได้ช้าลง

ประเทศจอร์แดนได้กำหนดการผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อกำหนดหนึ่งที่จอร์แดนลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา งานวิจัยที่จัดทำโดยองค์การอ็อกแฟมในปี พ.ศ. 2550 แสดงให้เห็นว่าในจำนวนยา 103 รายการที่ขึ้นทะเบียนยาไว้และวางตลาดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และไม่มีสิทธิบัตรในจอร์แดน ปรากฎว่าอย่างน้อยร้อยละ 79 ของยาเหล่านั้นไม่มียาชื่อสามัญแข่งขันด้วย ทั้งนี้ เป็นผลมาจากมาตรการผูกขาดข้อมูลทางยา งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่ายาเหล่านั้นมีราคาแพงกว่ายาตัวเดียวกันในอียิปต์ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านถึงร้อยละ 800 

รายงานขององค์กร CPATH ในปี พ.ศ. 2553 ยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อประเทศกัวเตมาลาบัญญัติการผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นกฎหมาย ยาบางตัวมีราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 846 ซึ่งถึงแม้จะเป็นยาจำนวนเพียงหยิบมือเดียวที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตร

การผูกขาดข้อมูลทางยาจะทำให้ราคายาสูงขึ้นถึงแม้ว่ายาตัวนั้นจะไม่ มีสิทธิบัตรอยู่ก็ตาม ตัวอย่างเช่น ยาโคลชิซีน (colchicines) ในอเมริกาที่ใช้รักษาโรคเกาต์ มีราคาสูงขึ้นถึงร้อยละ 5,000 หลังจากนำมาตรการผูกขาดข้อมูลทางยามาใช้บังคับ

ยาโคลชิซีนมีการใช้มานานเป็นร้อยๆ ปีแล้ว ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำมากและไม่สามารถที่จะจดสิทธิบัตร ดังนั้น จึง ทำให้ยาดังกล่าวในรูปแบบเม็ดที่เป็นยาชื่อสามัญนำมาใช้อย่างกว้างขวางตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ดี ยาโคลชิซีนที่คิดค้นได้ในปี พ.ศ. 2552 กลับถูกผูกขาดด้วยรูปแบบการผูกขาดแบบใหม่ทันทีเมื่อสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ ยอมรับข้อมูลทดลองทางคลินิกที่ได้จากการทดลองเพียงหนึ่งอาทิตย์และยอมให้การผูกขาดข้อมูลทางยาแก่บริษัทยูอาร์แอล ฟาร์มา หลังจากนั้น บริษัทยูอาร์แอล ฟาร์มาได้ฟ้องดำเนินคดีบังคับให้ผู้ผลิตรายอื่นถอนสินค้าออกจากตลาด และขึ้นราคาจาก 0.09 ดอลลาร์ (2.70 บาท) ต่อเม็ดและ 4.85 ดอลลาร์ (145.50 บาท)

องค์กรหมอไร้พรมแดนจึงขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีจุดยืนที่มั่นคงในอันที่จะปฏิเสธข้อเรียกร้องแบบทริปส์ผนวกที่ระบุอยู่ในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีของสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อต้นทุนและการเข้าถึงยาจำเป็นและเทคโนโลยีทางการแพทย์

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไต่สวน 6 ศพวัดปทุม 2 พยานในเหตุการณ์คาดทหารยิง ไม่เห็นผู้ชุมนุมยิงต่อสู้

Posted: 03 Sep 2012 05:30 AM PDT

พยานยันเห็นทหารเล็งและยิงจากราง BTS อาสามงคล-อัครเดช-พยาบาลเกด ถูกยิงพร้อมกันในเต็นท์พยาบาลในวัดก่อนยิงได้ยินทหารตะโกน“กูให้มึงเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน มาร่วมชุมนุมกันทำไม” พร้อมระบุไม่เห็นอาวุธและการยิงตอบโต้จากผู้ชุมนุม (มีคลิปประกอบ)

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.55 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 402 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพการเสียชีวิต คดีหมายเลขดำที่ ช. 5/2555 กรณีการเสียชีวิตของนายสุวรรณ ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้เสียชีวิตที่ 1,นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เสียชีวิตที่ 2, นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ผู้เสียชีวิตที่ 3, นายรพ สุขสถิตย์ อายุ 66 ปี อาชีพพนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้เสียชีวิตที่ 4, น.ส.กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ผู้เสียชีวิตที่ 5 และ นายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ผู้เสียชีวิตที่ 6 ซึ่งทั้ง 6 ศพ ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ใกล้แยกราชประสงค์ ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โดยอัยการได้นำประจักษ์พยานในเหตุการณ์เข้าเบิกความ 2 ปาก ประกอบด้วย นายศักดิ์ชาย แซ่ลี้ อายุ 38 ปี และนายนายธวัช แสงทน หรือพระธวัช อายุ 50 ปี

นายศักดิ์ชาย แซ่ลี้ ในฐานะพยานเบิกความโดยสรุปว่าเข้าร่วมชุมนุมอยู่เต็นท์แดงชุมแพ 52 ซึ่งอยู่บริเวณหน้าวัดประทุมวนาราม ซึ่งมาเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ตั้งแต่ มี.ค.ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ในวันที่ 19 พ.ค.53 หลังแกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุม และแจ้งให้ผู้ชุมนุมไปหลบภายในวัดหรือไปที่สนามกีฬาศุภชลาศัย หลังจากนั้นตัวพยานจึงได้เก็บของและหลบเข้าไปในวัดปทุม จนเวลาประมาณ 18.00 น. เห็นคนถูกยิงตรงเกาะกลางถนนหน้าประตูทางออกวัดปทุมฯ ซึ่งมาทราบภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวคือนายอัฐชัย ชุมจันทร์(ผู้เสียชีวิตที่ 2) ขณะนั้นเห็นทหารถือปืนยาวอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุม ตัวพยานจึงได้วิ่งไปอุ้มร่างนายอัฐชัย มายังเต็นท์พยาบาลในวัด หน้าสหกรณ์ และได้บอกพยาบาลแหวน หรือ ณัฐธิดา มีวังป่า ให้เข้ามาช่วย โดยพยาบาลแหวนได้ให้ พยาบาลเกด หรือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด(ผู้เสียชีวิตที่ 5) นำถังออกซิเจนมาให้ผู้บาดเจ็บ แต่ออกซิเจนมีไม่เพียงพอ พยาบาลแหวนจึงปั้มหัวใจอยู่ประมาณ 10 นาที นายอัฐชัย จึงเสียชีวิต

 

ภาพนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ผู้เสียชีวิตที่ 2 ขณะถูกยิงที่บริเวณเกาะกลางถนนหน้าวัดปทุมฯ
ภาพถูกเผยแพร่ใน
lightstalkers.org/steve_tickner ภาพโดย Steve Tickner

  

 

ภาพการปฐมพยาบาล นายอัฐชัย ผู้เสียชีวิตที่ 2
ในภาพจะเห็นนายมงคล ผู้เสียชีวิตที่ 3 (คนขวาสุด)ช่วยปฐมพยาบาลอยู่ด้วย ก่อนถูกยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ภาพถูกเผยแพร่ใน
lightstalkers.org/steve_tickner ภาพโดย Steve Tickner

 

นายศักดิ์ชาย เบิกความต่อว่าหลังจากนั้นได้ไปที่เต็นท์พยาบาลสวนป่า ซึ่งเป็นเต็นท์พยาบาลที่อยู่ด้านในวัดอีก 1 เต็นท์ พบผู้บาดเจ็บถูกยิงที่กลางหลัง ทราบชื่อภายหลังว่านายกิตติชัย (นามสกุล “แข็งขัน” ชาวขอนแก่น – ประชาไท) ซึ่งพยาบาลแหวนได้เข้ามาปฐมพยาบาลด้วยการเอาไม้ดามหลังไว้ และมีอีกคนถูกยิงที่มือ ทราบชื่อภายหลังว่า “บัวศรี” ขณะวิ่งกลับมารับนายกิตติชัย เห็นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าตั้งท่าโดยวางปืนประทับกับขอบรางรถไฟเล็งมาทางพยาน จึงไปยังหลบหลังรถยนต์ที่อยู่ใกล้กัน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น กระสุนปืนตกห่างตัวพยานราว 1 เมตร จึงหลบไปอยู่หลังรถยนต์และเห็นเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงใส่เต็นท์พยาบาล เห็น น.ส.กมนเกด ที่กำลังก้มลงหลบถูกกระสุนปืนยิงแน่นิ่งไป โดยหันหัวเข้ามาทางด้านในวัดส่วนขาเหยียดไปนอกวัด

นายศักดิ์ชาย เบิกความอีกว่า ในเต็นท์ดังกล่าวยังมีอีก 2 คน โดยหนึ่งในนั้นทราบชื่อภายหลังว่านายอัครเดช (ผู้เสียชีวิตที่ 6) ร้องขอความช่วยเหลือ ขณะนั้นนายอัครเดชหันหัวออกไปนอกวัด ส่วนอีกคนทราบชื่อภายหลังคือนายมงคล(ผู้เสียชีวิตที่ 3)นอนนิ่งไปแล้ว ซึ่งขณะนั้นแสงจากดวงอาทิตย์ยังพอมองเห็น หลังเสียงปืนสงบและท้องฟ้ามือพยานจึงได้นำนายอัครเดช ซึ่งขณะนั้นยังไม่เสียชีวิตไปที่เต็นท์สวนป่าก่อน และกลับมารับศพ น.ส.กมนเกด และนายมงคล ซึ่งเสียชีวิตแล้วไปไว้ที่เต็นท์สวนป่าเช่นกัน และขณะนั้นนายอัครเดชยังไม่เสียชีวิตจึงได้ประสานให้พระในวันปทุมฯ โทรศัพท์แจ้งให้รถพยาบาลมารับคนเจ็บไปรักษา แต่ได้รับแจ้งว่า รถพยาบาลไม่สามารถเข้ามาได้ จนกระทั้ง เวลาประมาณ 23.00 น. นายอัครเดชจึงถึงแก่ความตาย  และหลังจากนั้นจึงรับแจ้งว่ารถพยาบาลจะเข้ามารับคนเจ็บแต่ห้ามผู้อื่นออกจากพื้นที่ไปกับรถพยาบาลด้วย พยานอยู่ในวัดจนเช้าวันที่ 20 พ.ค. 2553 เวลา 7.00 น. ยังเห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า และได้ตรวจรถยนต์ของพยานที่จอดไว้หน้าวัดด้านในพบรอยกระสุนปืนที่ตัวรถด้วย

คลิป อัครเดช ผู้เสียชีวิตที่ 6 ถูกยิงนอนอยู่ในเต็นท์พยาบาล โดยมีพยาบาลเกดนอนเสียชีวิตอยู่ด้วย :

นายศักดิ์ชาย ยังเบิกความยืนยันด้วยว่าขณะที่อยู่ในวัดไม่เห็นผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหาร และไม่ได้ยินเสียงปืนที่ยิงมาจากด้านในวัด นายศักดิ์ชายยังเบิกความอีกว่า ก่อนที่ทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าจะยิงลงมามีการตะโกนด้วยว่า “กูให้มึงเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน มาร่วมชุมนุมกันทำไม”  ส่วนสาเหตุที่ต้องนำร่างผู้เสียชีวิตมารวมกันด้านในวัด นายศักดิ์ชายให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้ทหารนำเอาศพไปโดยมีประชาชนที่อยู่ที่นั่นนั่งล้อมไว้ทั้งคืนประมาณ 100 คน

พยานปากต่อมานายธวัช แสงทน หรือพระธวัช เบิกความโดยสรุปได้ว่า ได้มาร่วมชุมนุมพยานอยู่บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และวันที่ 19 พ.ค. เวลา 12.00 น. แกนนำ นปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุม และให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางกลับบ้าน และให้ไปที่สนามกีฬาใกล้มาบุญครอง และให้เด็กและคนชราหลบอยู่ที่วัดปทุม เพราะเป็นเขตอภัยทาน โดยพยานได้เดินทางไปสนามกีฬา เกือบบ่าย 2 แต่ไม่สามารถไปถึงเนื่องจากมีทหารที่อยู่บริเวณสยามแสคว์ยิงเข้ามา พยานจึงวิงกลับมาหลบที่วัดปทุมฯ ซึ่งทหารบริเวณนั้นบางคนยิงมาทางกลุ่มผู้ชุมนุมในแนวราบ บางคนยิงขึ้นฟ้า โดยใช้ปืน M16 โดยทหารได้ตามเข้ามาเรื่อยๆ ด้วย ในตอนแรกพยานใส่เสื่อยืดดำ กางเกงยีนส์  แต่พอหลบเข้ามาในวัดปทุมฯ จึงได้เปลี่ยนเป็นสีเทาที่บริเวณเต็นท์พยาบาล เนื่องจากมีคนเตือนว่าหากใส่สีดำจะถูกทหารยิง ขณะนั้นเห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าจำนวนมาก จึงเกิดความกลัวและหลบไปในกุฏิพระในวัดติดกับฝั่งสยามฯ ในระหว่างนั้นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าได้มีการเล็งปืนลงมา จึงหลบเข้าไปและมีคนหลบตามมา 3-4 คน หลังจากนั้นจึงได้ยินเสียงปืนจากรางรถไฟฟ้า

พระธวัช เบิกความต่ออีกว่า กุฏิที่ตนเองหลบอยู่ มีคนต่อคิวรอเข้าห้องน้ำ 3-4 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นทราบภายหลังว่าชื่อนายสุวรรณ(ผู้เสียชีวิตที่ 1) ต่อคิวอยู่ด้วย โดยเวลาประมาณ 17.00 น. พยานสังเกตเห็นทหารถือปืนอยู่บนรางรถไฟฟ้าประมาณ 3 คนแต่งชุดพราง สวมหมวกเหล็ก ซึ่งมุมที่นายสุวรรณยืนอยู่จะมีช่องมองเห็นรางรถไฟฟ้า โดยขณะนั้นนายสุวรรณยืนต่อคิวเป็นคนสุดท้ายโดยตัวหันตัวไปทางห้องน้ำ แต่เอี้ยวหน้าไปมองทหารที่อยู่บนรางรถไฟผ่านช่องดังกล่าว จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 ชุด เห็นผู้เสียชีวิตที่ 1 ฟุบลงกับพื้น โดยมีผู้หญิงที่เข้าคิวตรงนั้นร้องขอความช่วยเหลือ พยานจึงได้วิ่งเข้าไปหามนายสุวรรณมาหลบอีกมุมหนึ่ง และเรียกให้คนมาช่วยพร้อมนำจีวรมาทำเป็นเพลหามเข้าซองไปไว้ที่หน้าศาลา ตรงเต็นท์พยาบาลสวนป่า ขณะนำร่างนายสุวรรณไปตรงนั้นมีศพ 1 ศพนอนอยู่แล้ว และภายหลังมีเข้ามาอีก 4 ศพ

พระธวัช เบิกความด้วยว่าขณะที่หลบอยู่ตรงเต็นท์ ได้ไปช่วยหามร่างพยาบาลเกดมาไว้ หลังจากนั้นจึงได้มาล้างเลือด และพระธวัช ยืนยันว่าไม่เห็นผู้ชุมนุมยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ และไม่เห็นชายชุดดำ ส่วนมากคนที่หลบอยู่ในวัดเป็นเด็กและคนชรา ส่วนนายสุวรรณ ผู้เสียชีวิตที่ 1 นั้นสวมเสื้อสีดำ

ทั้งนี้ คดีนี้จะมีการนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 6 ก.ย. เวลา 09.00 น เป็นต้นไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รวมคดี เกียรติคุณ-ประจวบ เหยื่อกระสุน’ 53 ใต้ทางด่วนพระราม4

Posted: 03 Sep 2012 02:42 AM PDT

 
ภาพจากศชป. ซึ่งนำมาจากคลิป afpbbnews ในเว็บไซต์ยูทูป
ในคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ทั้งคู่ถูกยิงใต้ทางด่วนพระรามสี่ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล


3 ก.ย.55 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีการไต่สวนการไต่กรณีของนายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระกุล อายุ 25 ปีอาชีพขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง และนายประจวบ ประจวบสุข อายุ 42 ปี อาชีพรับจ้าง ทั้งสองเสียชีวิตบริเวณใต้ทางด่วนพระราม 4 เมื่อช่วงบ่ายแก่ของวันที่ 16 พ.ค.53 ขณะที่รวมตัวกันอยู่กับกลุ่มไทมุงที่ดูเหตุการณ์ของถนนอีกด้านบริเวณบ่อนไก่ ซึ่งมีทหารประจำการอยู่

นางอรุณี ฉัตร์วีระกุล ป้าของนายเกียรติคุณ เบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันตัวผู้ตาย จากนั้นอัยการและทนายผู้เสียชีวิตได้ร้องขอให้มีการรวมคดีของนายเกียรติคุณและนายประจวบเป็นคดีเดียวกัน เนื่องจากเกิดเหตุในที่เดียวกัน วันเวลาเดียวกันและใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกัน ศาลอนุญาตตามร้องขอ และนัดพร้อมเพื่อบริหารคดีในวันที่ 19 ก.ย.นี้ เวลา 9.00 น.ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้

ทั้งนี้ รายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมชนเดือน เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช. ระบุว่า นายประจวบ ถูกยิงที่บริเวณใต้ทางด่วนพระราม 4 เวลาประมาณ 15.30 เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากบาดแผลกระสุนปืนทะลุหลอดเลือดแดงใหญ่และปอด ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล อายุ 25 ถูกยิงที่อกซ้าย เสียโลหิตจำนวนมากจากบาดแผลกระสุนปืนผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายงานระบุด้วยว่า นายเกียรติคุณมีอาชีพขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่ย่านสำโรงเหนือ ถูกว่าจ้างให้มาส่งผู้โดยสารที่แยกถนนเชื้อเพลิง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีไทมุงดูเหตุการณ์จึงหยุดดูเหตุการณ์ด้วยและถูกยิงดังกล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวฮ่องกงกว่าหมื่นประท้วงไม่เอา "หลักสูตรล้างสมอง"

Posted: 03 Sep 2012 02:39 AM PDT

 ชาวฮ่องกงหลายหมื่นเดินขบวนคัดค้านการใช้หลักสูตรส่งเสริมความรักชาติจีน-ศีลธรรมในโรงเรียนประถมและมัธยม ชี้เป็นการล้างสมองเยาวชนด้วยโฆษณาชวนเชื่อของรบ.จีนแผ่นดินใหญ่

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 ก.ย. 55) ชาวฮ่องกงราวหมื่นคนได้รวมตัวกันเดินขบวนประท้วงบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อคัดค้านการใช้ "หลักสูตรส่งเสริมความรักชาติจีน" ที่ทางรัฐบาลฮ่องกงมีกำหนดเพิ่มในหลักสูตรของโรงเรียน โดยผู้คัดค้านวิจารณ์หลักสูตรดังกล่าวว่าเป็นหลักสูตรที่ "ล้างสมอง" เยาวชน

โครงการดังกล่าว เรียกว่า "การศึกษาทางชาติและศีลธรรม" ซึ่งประกอบไปด้วยหลักสูตรการศึกษาพลเมืองและความรักชาติจีนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความใกล้ชิดทางอัตลักษณ์ระหว่างชาวฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ มีกำหนดใช้ในโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมบางส่วนในปี 2556

นักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมากระบุว่า หลักสูตรดังกล่าวซึ่งมีแผนจะบังคับใช้ในทุกโรงเรียนภายในปี 2559 เป็นความพยายามที่จะล้างสมองเด็กๆ ด้วยโฆษณาชวนเชื่อของจีน โดยผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งเคารพสถานะเขตกึ่งอิสระของฮ่องกง

ตำรวจได้ประมาณจำนวนผู้ชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาสูงสุดที่ 8,100 คน ในขณะที่ผู้จัดการประท้วงชี้ว่า มีประชาชนราว 40,000 คนร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ 

แอนดี้ ซ่อย หนึ่งในผู้ปกครองที่เข้าร่วมการประท้วงวันเสาร์ที่ผ่านมา กับลูกสาววัย 7 ขวบ กล่าวว่า รัฐบาลล้มเหลวในการทำให้ผู้ปกครองเชื่อว่า "การศึกษาทางชาติและศีลธรรม" จะส่งเสริมการศึกษาประวัติศาสตร์ของจีนในแบบที่ไม่มีอคติ

"พวกเขาให้ข้อมูลเราเพียงแค่ด้านเดียว แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องที่ดีหรือร้ายไปเสียหมด" ซ่อยกล่าว "คุณไม่สามารถให้ลูกคุณได้รับการศึกษาเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้น"​

รัฐบาลอ้างว่า หลักสูตรดังกล่าวเป็นไปเพื่อส่งเสริมความรู้สึกอัตลักษณ์ของชาติและความกลมเกลียวระหว่างจีนและฮ่องกง ในขณะที่ฮ่องกงในระยะนี้ เกิดความรู้สึกต่อต้านปักกิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ 

การประท้วงดังกล่าว นับเป็นการชุมนุมครั้งที่สองเพื่อต่อต้านการปฏิรูปการศึกษาในรอบสองเดือน โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนชาวฮ่องกงกว่า 90,000 คนได้ออกมาประท้วงเพื่อคัดค้านหลักสูตรส่งเสริมความรักชาติ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นักเรียนมัธยมชาวฮ่องกงสามคน ได้อดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้หลักสูตรดังกล่าวในโรงเรียน 

โดยจากการสำรวจโดยสมาคมแห่งชมรมชายและหญิง พบว่านักเรียนร้อยละ 74 และผู้ปกครองร้อยละ 77 คัดค้านการใช้หลักสูตรดังกล่าวในโรงเรียน 

 

 

 

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

Hong Kong Rally Slams 'Brainwashing'
http://online.wsj.com/article/SB10000872396390443759504577627070459337842.html

Thousands in Hong Kong protest 'brainwash' education reform
http://rt.com/news/hong-kong-education-protest-161

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสวนาอาณาบริเวณศึกษาภูมิภาคอาเซียน "ยุกติ" แนะจัดวางตัวตน "ผู้ศึกษา/ผู้ถูกศึกษา" ใหม่

Posted: 03 Sep 2012 01:44 AM PDT

"ยุกติ มุกดาวิจิตร" เสนอควรเรียกการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า "ประเทศเพื่อนบ้านศึกษา" เพื่อการจัดวางตัวตนของผู้ศึกษา/ผู้ถูกศึกษาใหม่ ต้องสำนึกอัตลักษณ์ตัวเองมากขึ้น แทนทิศทาง "เรา/เขา" แบบตะวันตก ด้าน "ทวีศักดิ์ เผือกสม" ชี้อุปสรรคใหญ่เป็นเรื่องความสนใจเพื่อนบ้านของสังคมไทย ไม่แน่ใจว่าประเทศมียุทธศาสตร์การศึกษาเรื่องอาเซียนอย่างจริงจังหรือไม่

วันนี้ที่ห้องปรีดี เกษมทรัพย์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่านพระจันทร์ มีการประชุมวิชาการอาณาบริเวณศึกษาด้านภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 2 ประจำปี 2555 โดยช่วงเช้ามีการเสวนาวิชาการหัวข้อ "การรับรู้เรื่องอาณาบริเวณศึกษาในสังคมไทย" โดยตอนหนึ่ง ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณสังคมวิทยาและมานุษยวิยา ม.ธรรมศาสตร์  เสนอว่า ควรจะเรียกการศึกษาเอเชียวันออกเฉียงใต้ว่า “ประเทศเพื่อนบ้านศึกษา” ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนการจัดวางตัวตนของผู้ศึกษาและผู้ถูกศึกษา ซึ่งเดิมนั้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษานั้นถูกศึกษาโดยนักวิชาการตะวันตก ขณะที่ปัจจุบันนี้ทิศทางการศึกษาด้านเอเชียะวันออกเฉียงใต้ในสังคมวิชาการตะวันตกนั้นลดลงแล้ว ในทางตรงกันข้ามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองเพิ่งเริ่มตื่นตัวดังนั้นแล้วก็ควรเริ่มวางกรอบการศึกษากันเสียใหม่จากมุมมองภายในของประเทศในภูมิกาคนี้เอง

ทั้งนี้ แนวโน้มการศึกษาในประเด็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยับจากประเประวัติศาสตร์ หรือมานุษยวิทยา แต่ควรศึกษาในมิติอื่นๆ ด้วย โดยเขามองว่าในแง่ของการศึกษานั้นนักวิชาการไทยได้เปรียบนักวิชาการเพื่อนบ้านเพราะมีการศึกษาเรื่องประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุด และคิดว่าภายใน 10 ปี ก็จะได้เห็นงานศึกษาอาเซียนโดนชาวอาเซียนเอง

"ชาวอเมริกันชาวยุโรปก็ลดความสนใจในประเด็นบริเวณนี้น้อยลงมาก แต่ที่เรายังสนใจทั้งๆ ที่โลกไม่สนใจเราแล้วก็เพราะมันเป็นบ้านและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็สร้างสิ่งที่เป็นชุมชนมากขึ้น คือ ‘อาเซียน’ ซึ่งต้องมองสองมิติคือองค์กรระหว่างประเทศ กับมิติผู้คน คืออาเซียนรากหญ้าและในอนาคตเราจะต้องสนใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น และหนีไม่พ้นที่จะต้องสร้างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในแบบของเราขึ้นมาเอง และเราไม่สามารถจะพึ่งการศึกษาโดยฝรั่งแล้วเพราะเขาสนใจลดลงน้อยมาก และอีกไม่นานสัก 10 ปีก็น่าจะได้เห็นงานศึกษาอาเซียนโดยชาวอาเซียนเอง

"เดิมการคิดแบ่งแยกระหว่างตัวเราและตัวเขาในการศึกษาอาณาบริเวณต่างๆ ทั่วโลก จะพบว่า ชาวตะวันตกเรียกตัวเขาว่าเรา แล้วเรียกพวกเราว่าเขา แต่เวลาเราอ่านหนังสือเราจะระบุว่าตัวเราเป็นตัวเขา หรือเป็นตัวเรา

"เรา-เขาอยู่ในหนังสือตลอดเวลา เวลาที่เราศึกษาตัวเองเราไมได้มองว่าเราเป็นเรา เขาเป็นเขาง่ายๆ ชัดเจนแตกต่างกันมากมายขนาดนั้น บางอย่างเราแชร์กันบางอย่างเราต่างกัน นี่คือความคิดหลังยุคของการแยกเรา-เขาอย่างชัดเจนแตกต่างมากมายอย่างที่ฝรั่งเคยทำนั้นเลิกทำกันไปแล้ว การค้นหาอัตลักษณ์ของวิชาการในสาขาต่างๆ ค้นหาว่าท้องถิ่นของวิชาการในพื้นที่ต่างๆ พัฒนาไปอย่างไร ก็เป็นประเด็นที่น่าศึกษาได้ เราก็ต้องสำนึกถึงอัตลักษณ์เกี่ยวกับตัวเราเองมากขึ้น การศึกษาตัวตนเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์อาเซียจึงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ”

 

ด้าน ทวีศึกดิ์ เผือกสม จากคณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร แสดงความเห็นว่า การศึกษาเรื่องเพื่อนบ้านในแวดวงวิชาการไทยนั้นมีข้อที่ป็นอุปสรรคประการหนึ่งคือ เรืองเพื่อนบ้านไม่อยู่ในความสนใจของสังคมไทย เช่น นักวิชาการที่สนใจและศึกษาการปฏิวัติเวียดนาม หรือศึกษาเรื่องของโฮจิมินห์ เมื่อศึกษาแล้วไม่รู้จะกลับมาคุยกับใคร สุดท้ายก็เลยต้องไปทำงานในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ

ส่วนตัวเขาเองศึกษาเรื่องอินโดนีเซีย ก็สงสัยว่าจะทำเรื่องอะไรที่ทำออกมาแล้วพิมพ์ขายได้ในประเทศไทยให้คนไทยรู้สึกว่าเรื่องอินโดนีเซียอยู่ในขอบเขตความสนใจ เชื่อมต่อความรับรู้บางอย่างที่มี จึงทำเรื่องอิเหนาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างแปลเป็นภาษาไทย

อีกประเด็นคือไม่แน่ใจว่าประเทศไทยมีการวางยุทธศาสตร์การศึกษาเรื่องอาเซียนอย่างจริงจัง แม้ว่าในระยะหลังมีความพยายามเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็ทำให้ดูมีความก้าวหน้าขึ้น แต่พบว่าส่วนใหญ่เน้นไปที่การศึกษาในประเด็นชายแดนสังคมไทย แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายอย่างไร และอีกกคำถามคือเราจะไม่สนใจคนอื่นในอาเซียนและหรือ โดยเขายกตัวอย่างว่าไม่มีนักวิจัยไทยที่ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาในพม่า ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยการเมืองที่สำคัญในพม่า การวิจัยเรื่องเวียดนามที่ทำให้เข้าใจเศรษฐกิจสังคมเวียดนามที่จะให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเวียดนามในระยะยาว แต่ที่ทำได้และได้รับงบประมาณในการทำวิจัยคือชาติพันธุ์ไทในเวียดนาม โดยเขาเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่หน่วยงานรัฐไทยจะให้ทุนสำหรับทำการวิจัยอย่างจริงจัง แม้แต่หลักสูตรที่เรียนรู้กันอยู่ก็ยังเป็นการเรียนรู้เพื่อนบ้านระดับพื้นฐานไม่ได้นำไปสู่การศึกษาเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

ในส่วนของ ม.นเรศวรนั้นเริ่มมีการศึกษาภาษาเพื่อนบ้านที่หลากหลาย และคิดว่าน่าจะทำให้เป็นศูนย์ที่ศึกษาเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ท้วง! กรรมการรับฟัง EHIA โรงถลุงทองคำ มีส่วนได้ส่วนเสียกับ กพร. และอัคราไมนิ่ง

Posted: 03 Sep 2012 01:33 AM PDT

ระบุ 4 คนเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาสอนวิชาเหมืองแร่ และเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม  กพร. อีกหนึ่งเป็นหมอที่ปรึกษาปูนซีเมนต์ไทย และเป็นคณะกรรมการ สำนัก 6 สสส.

กรรมการสี่คนเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาสอนวิชาเหมืองแร่ และเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม สังกัดกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ทำงานภายใต้การบังคับบัญชาและรายงานตรงต่ออธิบดี กพร. อีกหนึ่งเป็นหมอที่ปรึกษาบริษัทเอสซีจีหรือปูนซีเมนต์ไทย และเป็นคณะกรรมการบริหารสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านสุขภาพที่รู้จักกันดีในชื่อ สสส.

3 ก.ย.55 จากการที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.เหมืองแร่) ได้พิจารณาผ่านความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ‘โครงการขยายโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด’ ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา และได้นำส่ง EHIA ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบแล้วให้แก่คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ กอสส. เพื่อให้ความเห็นประกอบ และนำส่งให้แก่ กพร. เพื่อดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย โดย กพร. ได้กำหนดวันจัดเวทีดังกล่าวขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2555 ที่หอประชุมที่ทำการอำเภอวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์  นั้น

ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.) รายงานว่า ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ที่ออกตามความในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ นั้น อธิบดี กพร. จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียขึ้น จำนวนมากสุดได้ 5 คน ซึ่งกรรมการทั้งห้าจะต้องมีคุณสมบัติไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการหรือกิจการนั้น ๆ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

แต่ปรากฏว่ากรรมการทั้งห้าล้วนเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับกิจการส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองแร่ทั้งสิ้น โดยมีนักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3 คน คือ ผศ.ดร.พันธุ์ลพ หัตถโกศล เป็นประธานกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ที่มีผลงานทางวิชาการที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองประเภทต่าง ๆ มาตลอด  ผศ.ดร.ชัยโรจน์ รัตนกวิน เป็นกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ  อดีตเคยรับราชการกรมทรัพยากรธรณี (กพร.ปัจจุบัน) ซึ่งมีผลงานการศึกษาหลายชิ้นในระหว่างอยู่ที่กรมทรัพยากรธรณีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองแร่ประเภทต่าง ๆ  และนายวิศิษฎ์ อภัยทาน เป็นกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ อดีตเคยรับราชการกรมทรัพยากรธรณี (กพร.ปัจจุบัน) ในตำแหน่งวิศวกรเหมืองแร่ประจำฝ่ายพัฒนาเหมืองแร่และเหมืองหิน กองการเหมืองแร่ รับผิดชอบงานรวบรวมข้อมูลด้านเทคนิคของการทำเหมืองแร่ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองแร่ประเภทต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

คนที่สี่ คือ รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ เป็นกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นกรรมการอิสระของบริษัท สยามสติลซินดิเกต จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัทอิตาเลียนไทยที่เป็นเจ้าของโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี  เป็นกรรมการอยู่ในสมาคมวิศวกรเหมืองแร่ไทยที่มีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันและรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษารับทำ EIA และ EHIA โครงการเหมืองแร่สำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี  โครงการศึกษาศักยภาพแร่ตะกั่ว อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องที่ชาวบ้านในหมู่บ้านคลิตี้ได้รับสารพิษตะกั่วจากการทำเหมืองแร่สังกะสี เป็นต้น  และผลงานที่สำคัญคือเป็นหัวหน้าโครงการจัดทำรายงานการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ โดยการว่าจ้างของกรมทรัพยากรธรณี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำสองแห่งที่จังหวัดพิจิตรและเลย ซึ่งเป็นของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตามลำดับ

นอกจากนี้กรรมการทั้งสี่คนที่กล่าวมาได้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม สังกัดกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ทำงานภายใต้การบังคับบัญชาและรายงานตรงต่ออธิบดี กพร.  จัดตั้งขึ้นมาเมื่อ 11 พฤษภาคม 2553  มีเป้าหมายเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหามวลชนที่มีปัญหาการคัดค้านหรือได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่เพื่อแก้ไขปัญหาให้การทำเหมืองแร่ดำเนินการต่อไปได้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าสี่คนแรก คือกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ คนที่ห้า คือ นายแพทย์กิจจา เรืองไทย  ปัจจุบันเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านสุขภาพที่รู้จักกันดีในชื่อ สสส.  นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งในองค์การเอกชนและหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับชีวอนามัยและสุขภาพหลายแห่ง  และที่น่าสนใจคือเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพและผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมคุณภาพงานบริษัทเอสซีจีหรือปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งเป็นบริษัททำเหมืองแร่หลายประเภท เช่น แร่ดินขาว  แร่ยิปซั่ม  แร่หินอุตสาหกรรม  แร่เหล็ก  แร่ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นต้น 

นางสาวสื่อกัญญา ธีระชาติดำรง  ชาวบ้านจากหมู่บ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร  ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบและผู้มีส่วนได้เสียจากการขอขยายโรงงานแยกแร่ทองคำหรือโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด เพราะเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้เหมืองแร่และโรงแยกแร่ทองคำมากที่สุด ซึ่งเป็นผู้ที่ฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกเพื่อขอให้เพิกถอนประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทดังกล่าวด้วย กล่าวว่า “บริษัทเอาเปรียบชาวบ้านทุกอย่าง โรงงานแยกแร่ทองคำที่ขอขยายกำลังการผลิตตั้งอยู่ฝั่งจังหวัดพิจิตรใกล้หมู่บ้านเขาหม้อ แต่กลับไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ที่ทำการอำเภอวังโป่ง ฝั่งจังหวัดเพชรบูรณ์ เหตุก็เพราะว่าเขาควบคุมมวลชนได้ เพราะส่วนใหญ่ของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. นายอำเภอ สนับสนุนเหมืองแร่ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ที่เข้าข้างอัคราฯ อย่างออกนอกหน้า ก็เพราะอัคราฯ ได้มอบทองคำบริสุทธิ์หนัก 84 บาท ให้เมื่อปีที่แล้วเพื่อนำไปสร้างพระพุทธรูปข้างศูนย์ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์  แล้ว กพร. ยังจะมาแต่งตั้งกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ทั้งห้าคน ที่อยู่ในแวดวงการทำเหมืองแร่อย่างนี้อีก เป็นเรื่องที่สุดจะทนจริง ๆ คงจะต้องทำการคัดค้านไม่ยอมรับเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 9 กันยายนนี้ หากไม่ยอมเปลี่ยนกรรมการทั้งห้าคนที่มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมหรืออยู่ในธุรกิจการทำเหมืองแร่มาดำเนินการจัดเวทีดังกล่าว”  

ด้านนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “กำลังทำหนังสือถึงอธิบดี กพร. เพื่อคัดค้านการทำหน้าที่ของกรรมการทั้งห้าคนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการขยายโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของบริษัทอัคราไมนิ่ง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่โดยพฤติกรรมองค์กรที่แต่ละคนสังกัดอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งผลงานในอดีต ส่อให้เห็นถึงเจตนาที่เอนเอียง ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมต่อประชาชนที่เป็นคนเล็กคนน้อยที่อาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้านใกล้เขตเหมืองแร่ ที่ไม่มีพลังต่อรองหรือต่อสู้กับเจ้าของเหมืองแร่เลย แล้ว กพร. ยังจะแต่งตั้งกรรมการที่เอาเปรียบชาวบ้านเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

“นอกจากนี้จะร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและพลเรือน หรือ ก.พ. เพื่อให้ตรวจสอบจริยธรรมข้าราชการของอธิบดี กพร. คนปัจจุบัน คือนายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ ที่เซ็นต์คำสั่งแต่งตั้งกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ โดยสี่คนที่เป็นนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษามีรายชื่อซ้ำซ้อนเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม สังกัด กพร. ทำงานภายใต้การสั่งการของอธิบดี กพร. อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม กดขี่ ข่มเหง รังแก เอาเปรียบต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เหมืองแร่และโรงถลุงแร่ทองคำของบริษัทอัคราฯ ที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการ แทนที่จะตั้งกรรมการที่มีความเป็นกลางมากกว่านี้แต่กลับไม่ทำ”

แหล่งข่าวในจังหวัดพิจิตรรายงานเพิ่มเติมว่าขณะนี้บริษัทอัคราฯ กำลังเดินสายเกณฑ์คนงานรายวันที่ทำงานอยู่ในเหมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านหลายหมู่บ้านรอบเขตเหมืองแร่ที่อยู่บริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก รวมทั้งพนักงานประจำ ให้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อรายงาน EHIA โครงการขยายโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำอย่างเต็มกำลัง ในวันที่ 9 กันยายน 2555 นี้ โดยจะให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดพนักงาน แต่คนงานรายวันยังได้รับค่าจ้างเช่นเดิม เพื่อป้องกันการคัดค้านจากชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่อยู่รอบเขตเหมืองแร่ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่และการถลุงแร่ทองคำที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านทำการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกไปสองคดีแล้ว คือ คดีแรกฟ้องให้เพิกถอนประทานบัตร และคดีที่สองฟ้องให้ระงับยับยั้งการดำเนินการของโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำส่วนขยายที่สร้างเสร็จและดำเนินการแยกแร่แล้ว แต่จัดทำรายงาน EHIA ที่กำลังจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ในวันที่ 9 กันยายน 2555 นี้ เพื่อที่จะนำไปขอใบอนุญาตตามหลัง  

นายเลิศศักดิ์ กล่าวในตอนท้ายอีกว่า “นอกจากการทำหนังสือถึงอธิบดี กพร. และ ก.พ. แล้ว ยังจะทำหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจุฬาฯ เพื่อให้สอบสวนตรวจสอบจริยธรรมของนักวิชาการทั้งสี่ด้วย รวมทั้งจะทำหนังสือถึง สสส. ให้สอบสวนตรวจสอบจริยธรรมของหมอกิจจา เรืองไทย ที่มีตำแหน่งหน้าที่หลายบทบาทซ้ำซ้อน ซ่อนเร้น มั่วไปหมด ด้านหนึ่งอยู่ในองค์กรขอสัมปทานทำเหมืองแร่อย่างเอสซีจี อีกด้านหนึ่งมีบทบาทเสมือนเป็นนักบุญคนดีอยู่ในองค์กรอย่าง สสส. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อนโยบายและโครงการการพัฒนาจากภายนอกที่เข้ามาทำลายวิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่น

“คนพวกนี้มีเยอะ ส่วนใหญ่เป็นพวกหมอ เข้าไปมีตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ  เอกชน หรือองค์กรอิสระ เหมือนว่าจะเป็นนักบุญ เป็นคนดีไม่สูบบุหรี่กินเหล้า อย่างที่ สสส. รณรงค์ แต่มือถือสากปากถือศีล รับใช้องค์กรที่ขอสัมปทานทำเหมืองแร่ที่เป็นสาเหตุในการก่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกระจายทั่วไปหมดทั้งประเทศอย่างเอสซีจี เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจสิ้นดี”.

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น