โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ชาวตาคลีร้องทบทวนแผนสร้างรถไฟรางคู่ ปมจุดข้าม-กลับรถ ห่าง 6.5 กม. แบ่งแยกชุมชน เปอร์โตริโก: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

สนธิ ลิ้มทองกุล

Posted: 23 Sep 2012 12:51 PM PDT

การต่อสู้ครั้งนี้ จะต้องเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย..

 

23 ก.ย.55

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: เมดิคัลฮับและความไม่เท่าเทียม(1)

Posted: 23 Sep 2012 10:47 AM PDT

นโยบายเมดิคัลฮับเป็นนโยบายที่ริเริ่มในสมัยรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2546 นโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางความเป็นเลิศทางการบริการทางการแพทย์ในภูมิภาคเพื่อรองรับผู้ป่วยจากประเทศพัฒนาแล้ว ผู้ป่วยในภูมิภาคอาเซียนและในประเทศที่มีกำลังซื้อมากพอ และเนื่องจากเป็นการโยกย้ายผู้ป่วยจากภูมิภาคอื่นเข้าสู่ประเทศทำให้นโยบายเมดิคัลฮับมีความเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ไปโดยปริยาย

โดยปกติแล้วผู้ป่วยย่อมอยากจะเลือกการรักษากับโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยมากกว่าการเสียค่าเดินทางไปรักษาสถานที่ไกลๆ และสิ่งแวดล้อมที่แปลกแยก อย่างไรก็ตามในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นอเมริกา ค่ารักษาแพงหูฉี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาในระดับ tertiary care (การดูแลสุขภาพขั้นตติยภูมิ: คือรูปแบบของบริการดูแลสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ) และประกันสุขภาพของรัฐไม่ได้ครอบคลุมประชาชนทุกคน การบินมารักษาในต่างประเทศกลับมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าในประเทศ นอกจากนั้นสาเหตุจากการรอรับบริการจากรัฐที่ยาวนาน เช่น การรอผ่าตัดเปลี่ยนไตในประเทศที่ประกันภาครัฐครอบคลุมทุกคนในอังกฤษ หรือกฎหมายข้อห้ามในการรักษาการแพทย์บางประการ เช่นการผ่าตัดแปลงเพศ ก็เป็นสาเหตุให้ชาวต่างประเทศบินข้ามน้ำข้ามทะเลมารักษาในประเทศกำลังพัฒนา

นโยบายเมดิคัลฮับส่งผลดีในการนำเม็ดเงินเข้าประเทศและพัฒนาการแพทย์ไทยไปสู่มาตรฐานสากล และสร้างรายได้ให้ธุรกิจภาคอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ การบิน การคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวและโรงแรม การบริการ มีการประมาณการว่าเมดิคัลฮับจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4 แสนล้านบาทถ้านโยบายประสบความสำเร็จ [1]

อย่างไรก็ตามทุกนโยบายย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อัมมาร สยามวาลา กล่าวว่า นโยบายเมดิคัลฮับเป็นนโยบายที่เลวที่สุดซึ่งจะดึงหมอออกจากระบบสุขภาพภาครัฐและทำลายระบบสุขภาพภาครัฐจากการต้องนำเงินเข้าไปเพิ่มเงินเดือนให้บุคลากรสาธารณสุขภาครัฐ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลชนบทหรือท้องถิ่นที่ประสบปัญหาด้านการเงินในการเพิ่มเงินเดือนให้บุคลากรสาธารณสุข [2]

นโยบายเมดิคัลฮับจึงเป็นนโยบายที่มีความขัดแย้ง สามารถนำเม็ดเงินเข้าประเทศและการพัฒนาเข้าสู่ประเทศแต่ก็อาจจะสร้างความเสียหายในระบบสุขภาพภาครัฐ และสร้างความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุข

จากที่เกริ่นมาข้างต้นมีประเด็นที่จำแนกมาได้ดังนี้
1. ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยคืออะไร มีอยู่จริงหรือไม่

2. สาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทย

3. เมดิคัลฮับส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยหรือไม่อย่างไร

4. เมดิคัลฮับและความเท่าเทียมกันสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่

สิทธิทางสุขภาพเป็นสิทธิที่เพิ่งเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ "ทุกคนมีสิทธิในการมีมาตรฐานชีวิตที่เพียงพอต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของเขาและครอบครัว" มนุษย์ควรมีโอกาสได้รับการรักษาไม่ว่าจะเกิดมาอยู่ในสถานะใดๆ ดังนั้นความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ

ความเท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขแบ่งได้ 3 ประเภทคือ (Wagstaff,1999)
1. ความเท่าเทียมกันด้านการเงิน ซึ่งแบ่งเป็นความเท่าเทียมกันในแนวตั้ง(Vertical equity) คือ คนที่มีความสามารถในการจ่ายเงินมากกว่าต้องจ่ายมากกว่า และ ความเท่าเทียมกันในแนวราบ(Horizontal equity) คือคนที่มีความสามารถในการจ่ายเท่ากันต้องจ่ายค่ารักษาเท่ากัน

2. ความเท่าเทียมกันด้านการใช้บริการสาธารณสุข ซึ่งแบ่งเป็นความเท่าเทียมกันในแนวตั้งคือ การรักษามีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน และความเท่าเทียมกันในแนวนอนคือ คนที่มีความจำเป็นในการรักาเหมือนกันควรได้รับการรักษาที่เหมือนกัน 

3. ความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพ คือความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพของกลุ่มประชากรต่างๆที่ขึ้นอยุ่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม


ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขสรุปได้สามกลุ่ม [3]
1. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสามกลุ่มประกันสุขภาพของรัฐ ได้แก่สามสิบบาทรักษาทุกโรค ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีความไม่เท่าเทียมกันทั้งทางด้านการเงินและการใช้บริการสุขภาพ โดยสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการดีกว่าระบบอื่นๆ ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน แต่นำเงินภาษีของประชากรทั้งประเทศมาอุดหนุนและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวมากกว่าระบบอื่นๆ

2. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัด กรุงเทพฯซึ่งมีความเจริญมากกว่า มีจำนวนโรงพยาบาลต่อคนไข้ จำนวนเตียงต่อคนไข้และบุคลากรสาธารณสุขต่อคนไข้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ มีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และเครื่องมือในการรักษามากกว่าจังหวัดอื่นๆ นอกจากนี้มีโรงพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกใช้ได้มากกว่า และมีระบบสาธารณูปโภคขนส่งมวลชนที่ทำให้การเข้าถึงง่ายกว่า

3. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โรงพยาบาลเอกชนมีอุปทานทางการแพทย์มากกว่าโรงพยาบาลรัฐและมีการบริการด้านควบคู่การรักษาที่ดีกว่า เช่น มีห้องพักที่ดีกว่า เป็นต้น และใช้เวลาในการรอคอยการรักษาที่สั้นกว่าโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อแลกกับความสะดวกสบายดังกล่าว

ในส่วนต่อไปจะเป็นการวิเคราะห์สาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่มข้างต้น (ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวและต้องมีการทำวิจัยเพิ่มเติม)

ในกลุ่มความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประกันภาครัฐ สิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาข้าราชการเป็นระบบประกันภาครัฐที่มีมานานที่สุดโดยสงวนเอาไว้เฉพาะข้าราชการและครอบครัวแต่กลับใช้ภาษีของคนทั้งประเทศแบกรับซึ่งถ้าต้องการให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นข้าราชการควรแบกรับค่ารักษาบางส่วนและมีนโยบายการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตามการออกนโยบายลดสวัสดิการรักษาเป็นไปได้ยากทุกรัฐบาลเพราะข้าราชการเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงเมื่อเทียบกับระบบอื่น คือสหภาพแรงงานจากประกันสังคม และประชาชนจากระบบสามสิบบาท

ในระบบประกันสังคมรายได้ของระบบมาจากการหักสัดส่วนของเงินเดือน,และเงินอุดหนุนจำนวนเท่ากันจากรัฐและผู้ประกอบการ ปัญหาที่จำกัดสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคมไม่ทัดเทียมกับสวัสดิการข้าราชการคือปัญหาด้านงบกองทุน รายรับของกองทุนเพิ่มขึ้นไม่ทันราคาค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบประกันสังคมให้สิทธิเฉพาะลูกจ้างที่มีเงินเดือนเท่านั้น ลูกจ้างที่ไม่มีเงินเดือน เช่นเกษตรกร เจ้าของร้านค้าเล็กๆหรือ อาชีพอิสระไม่สามารถร่วมด้วยได้ โดยที่ประเทศไทยมีแรงงานที่อยู่ในรูปเงินเดือนและมีเศรษฐกิจที่เก็บภาษีได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้จำนวนของคนที่จ่ายเบี้ยประกันน้อยลงมา

นอกจากนี้นโยบายภาครัฐที่กดค่าแรงมาหลายทศวรรษเพื่อดึงดูดนักลงทุนและสร้างผลกำไรให้เจ้าของ ส่งผลให้ฐานเงินเดือนน้อยและเบี้ยประกันสังคมก็น้อยตามมา และเมื่อฐานเงินเดือนน้อยก็ส่งผลให้ไม่สามารถหักเบี้ยประกันเป็นสัดส่วนที่สูงได้ ระบบประกันสังคมไทยหัก5%ของเงินเดือน ในขณะที่เบี้ยประกันประกันสังคมฝรั่งเศสประมาณ 20% ของเงินเดือน [4]

นอกจากนี้เบี้ยประกันสังคมก็ไม่เป็นอัตราก้าวหน้าคือไม่เก็บคนที่มีเงินเดือนสูงกว่าในอัตรามากกว่า ลูกจ้างที่มีเงินเดือน 1,650-15,000 บาทจ่ายเบี้ยประกัน 5%ของเงินเดือน และถ้าเงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทจ่ายเบี้ยประกันอัตราคงที่ 750 บาทต่อเดือน

เนื่องจากไทยมีแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบเงินเดือนเป็นจำนวนมาก ทำให้ก่อนมีนโยบายสามสิบบาท ประชากรกว่า 30% ของประเทศไม่มีประกันสุขภาพทั้งจากรัฐและเอกชน นโยบายสามสิบบาทเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้โดยนำภาษีของประชาชนทั้งประเทศเข้ามาเป็นค่าใช้จ่าย สาเหตุด้านการเงินทำให้จำกัดสิทธิประโยชน์ของระบบสามสิบบาท และสร้างความกังวลว่าระบบรักษาพยาบาลภาครัฐจะล้มละลาย

เพื่อให้ระบบสามสิบบาทมีสิทธิประโยชน์เท่าสวัสดิการข้าราชการ รัฐจำเป็นต้องอัดฉีดเงินภาษีเข้าระบบสามสิบบาทเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งรัฐบาลมีศักยภาพที่ทำได้โดยการหั่นงบประมาณกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นและเพิ่มให้ระบบสามสิบบาท หรือเปลี่ยนระบบเก็บภาษีใหม่เพิ่มรายได้เข้าคลัง โดยที่ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีแค่ 50% ของที่ควรจะได้ และไม่มีการเก็บภาษีเพื่อกระจายความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกัน เช่นไม่มีภาษีมรดกและที่ดิน

กล่าวโดยสรุปความไม่เท่าเทียมกันในระบบประกันสุขภาพภาครัฐ มีสาเหตุมาจากความไม่เท่าเทียมกันในชนชั้นสังคม และความไม่เท่าเทียมกันด้านกระจายความมั่งคั่ง

 

เชิงอรรถ

[1]  http://www.togogateway.org/spip.php?article224http://www.bangkokpost.com/learning/learning-from-news/204958/should-thailand-strive-to-become-a-medical-tourism-hub

 [2]  http://www.bangkokpost.com/learning/learning-from-news/204958/should-thailand-strive-to-become-a-medical-tourism-hub

[3]  http://www.moph.go.th/ops/thp/index.php?option=com_content&task=view&id=176&Itemid=2

[4] http://www.togogateway.org/spip.php?article224

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ความจริงสีขาว ความตายสีเทา ความเศร้าสีใด? แล้วใจใครสีดำ?

Posted: 23 Sep 2012 08:22 AM PDT

 

 
รายงานสีขาวมีเรื่องเศร้า
 
เรื่องความตายสีเทา 
 
ความตายสีเทาถูกระบาย
 
ระบายด้วยชายชุดดำ
 
ชายชุดดำอยู่ทุกที่ 
 
ที่นี่ ที่โน่น ที่นั่น
 
ที่งานศพสีเทา
 
ชายชุดดำร่ำไห้กับความตายสีเทา
 
ชายชุดดำช่วยงานศพ
 
ชายชุดดำหยุดร่ำไห้ชั่วครู่
 
พรั่งพรูถ้อยคำที่คั่งแค้น
 
ชายชุดดำอยู่ที่งานศพลูกฉันนี่แล้ว
 
ชายชุดดำที่อยู่ในรายงานนั้น
 
เป็นเพียงลมปากของชายใจดำ




ธีร์ อันมัย 

เขียนขณะอ่านรายงาน คอป.
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รวมบทวิเคราะห์รายงาน คอป.-เสนอรวมข้อมูลดิบจากทุกฝ่ายในหอจดหมายเหตุ

Posted: 23 Sep 2012 04:02 AM PDT

23 ก.ย.55  เวลาประมาณ 13.00 น. มีงานเสวนา รัฐประหาร 19 กันยา กับอาชญากรรมโดยรัฐ กรณีการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 จัดโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) และกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่ตึกเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากจนล้นห้องประชุม

อ่านรายงานส่วนของ พวงทอง ภวัครพันธุ์
 

"ความจริงจากคลิป"

เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตัวแทน ศปช. กล่าวถึงเหตุการณ์บริเวณราชปรารภ ว่า ขณะที่รายงานของ คอป.ระบุว่าความรุนแรงเริ่มเมื่อมีเอ็ม 79 ลงในคืนวันที่ 14 พ.ค. ที่บริเวณราชปรารภ และจากรายงานข่าวของไทยพีบีเอสที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. เวลา 18.30 น. มีผู้ชุมนุมทุบกระจกรถบรรทุกทหาร ขณะขับผ่านบริเวณแยกดินแดง พร้อมบรรยายว่า เมื่อเสียงปืนดังขึ้นทำให้ทหารล้มลง แต่จากการตรวจสอบของ ศปช. พบว่า เป็นการยิงขึ้นฟ้าและแย่งปืนจากทหาร เพื่อมอบให้ตำรวจ แต่ไม่มีสื่อใดรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้เกิดการตีความว่า คนเสื้อแดงยิงทหารล้มลงบาดเจ็บ ทั้งนี้ จากคำให้การในศาล ยืนยันตรงกันว่าทหารล้มเพราะถูกดึงลงมา และร่างกายไม่มีรอยกระสุน

นอกจากนี้จากการเก็บข้อมูลของ ศปช. พบว่า ก่อนเหตุการณ์ความวุ่นวายดังกล่าว มีผู้โดยสารรถแท็กซี่ในบริเวณนั้นถูกยิงและได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือนายไชยันต์ วรรณจักร อายุ 21 ปี ซึ่งทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นในสุขุมวิท ถูกยิงเสียชีวิตขณะขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อกลับบ้านแถวอนุสาวรีย์ชัย นอกจากนี้ยังมีนายทิพเนตร ที่ใบมรณบัตร ระบุเวลาเสียชีวิต 23.00 น. แต่คาดว่าเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันกับนายไชยันต์

นอกจากนี้ คืนวันที่ 14 พ.ค. ยังมีอาสาสมัครกู้ภัยและผู้ไม่เกี่ยวข้องถูกยิงเสียชีวิต อาทิ นายบุญทิ้ง ปานจิรา อาสาสมัครกู้ภัยวชิรพยาบาล ซึ่งถูกยิงบริเวณปั๊มเชลล์ จากการเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ ทั้งที่มีป้ายวชิรพยาบาลชัดเจน ไม่มีอาวุธ ขณะที่บริเวณใกล้แอร์พอร์ตลิงก์ สื่อรายงานว่า มีรถตู้ นปช.ฝ่าด่านทหาร เข้ามา ถูกยิงกระจกแตกรอบด้าน จากข้อมูล ศปช. พบว่าสมร ผู้ขับรถตู้ เพิ่งส่งผู้โดยสารต่างชาติที่ร.ร.แกรนด์เชอราตัน แต่ถูกทหารยิงกระหน่ำ อาจด้วยความเข้าใจว่าเป็น นปช.บุกและเพิ่งมีเอ็ม 79 ลงเมื่อสองทุ่ม นอกจากนี้ยังมีนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ กับด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ อายุ 14 ปี ซึ่งออกมาดูเหตุการณ์ และถูกลูกหลงจนเสียชีวิต 

โดยสรุปในวันที่ 14 พ.ค. ตั้งแต่ 17.30น. มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ  ทั้งนี้ ไม่รวมผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เช้าวันที่ 15 พ.ค. มีผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย เช่น กรณีเฌอ สมาพันธ์ ศรีเทพ อายุ 17 ปี ซึ่งไม่มีอาวุธ มีพยานบอกว่า ถูกยิงที่ศีรษะ ตัวหมุนและล้มลง เข้าใจว่า ขณะเกิดเหตุสมาพันธ์ค่อยๆ เข้าไปทางทหารเพื่อดูเหตุการณ์ ถาม คอป.ว่า นี่คือการยั่วยุของคนเสื้อแดงหรือ

ตอนบ่ายมีอีก 3 ศพ จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น กรณีชาญณรงค์ พลศรีลา ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต โดยมีภาพว่า มีเพียงยางรถยนต์กับหนังสติ๊ก ถามว่าในช่วงกลางวันแสกๆ ทหารที่มีกล้องติดปืนจะไม่เห็นหรือว่าเขาถืออะไร น่าประหลาดใจว่า ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสรายงานว่า ทหารใช้อาวุธผลักดันผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว ออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย 

บ่ายวันเดียวกันยังมีนายธนากร ญาติของกำปั้น บาซู ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะอยู่ในคอนโดเดอะคอมพลีท ชั้นที่ 24 เข้าใจว่า ยื่นหน้าออกมาดูเหตุการณ์ วิถีกระสุนเข้าทางขวา ออกทางซ้าย แปลว่ายิงมาจากทางทหาร ส่วนกำปั้นซึ่งจะเข้าไปช่วยเหลือก็ถูกกระสุนยิงเข้าไปแขน

ดังนั้นจะเห็นว่า ศอฉ.บิดเบือนความจริง สร้างข้อมูลเท็จ โดยอ้างว่า มีการยิงเอ็ม 79 ทหารจึงต้องใช้อาวุธ ทั้งที่ ศปช. พบว่ามีผู้เสียชีวิตก่อนหน้านั้น ขณะที่สื่อก็รายงานบิดเบือนหรือผิดพลาดโดยเจตนา โดยรายงานว่าเป็นการปะทะระหว่าง นปช. กับทหาร ทั้งที่อาวุธที่ นปช. คือ หนังยาง ระเบิดเพลิง เมื่อทหารยิงมาก็ระบุว่า "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" มีคนใส่ชุดทหาร ก็รายงานว่า "แต่งกายคล้ายทหาร" ใช้คำว่า "ก่อความรุนแรง" "แดงเหิมบุกหนัก" และจากการที่ 19 คนที่เสียชีวิตบริเวณราชปรารภ ไม่มีอาวุธแม้แต่คนเดียว ยกเว้นชาญณรงค์ที่มีหนังสติ๊ก  ถามว่าใครรับผิดชอบต่อการตายของคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหล่านี้

 

คดีประชาชนเกือบ 2,000 พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจกว้าง หว่านแหจับ-ข่มขู่-ซ้อม  

เสาวลักษณ์ โพธิ์งาม ทีมงาน ศปช. กล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมในการดำเนินคดีกับประชาชนว่า การจับกุมจำนวนมากเกิดขึ้นจากการประการศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  มีผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีเกือบ 2,000 คน เป็นผู้หญิงและเยาวชนอายุต่ำว่า 18 ปีอย่างละเกือบ 200 คน ในจำนวนนั้นมีเยาวชนที่ถูกข้อหารุนแรงมากคือ วางเพลิงเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และรวมถึงคนต่างชาติเช่น  ลาว พม่า เขมร ด้วย โดยมีชาวเขมรถูกกล่าวว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยศาลพิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย

ปัญหาในการดำเนินคดี ชั้นจับกุมและชั้นศาล จะพบว่า ส่วนมากเกิดในกรุงเทพฯ  โดยทหารจับกุม และแทรกแซงกระบวนการของพนักงานสอบสวน อยู่ประจำโรงพักในวันเกิดเหตุจำนวนมาก ส่วนในต่างจังหวัดมีการสนธิกำลัง ทหาร อส. ตำรวจ เกือบทั้งหมดถูกจับในวันที่ 19 พ.ค.53 จากการเก็บข้อมูลพบว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ทหารใช้วิธีซ้อมทรมาน บังคับข่มขู่ให้รับสารภาพ จำกัดสิทธิในการเจอทนาย ดังนั้น จะเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างมาก ในขณะที่การส่งฟ้องนั้นอัยการดำเนินการรวดเร็ว จับเช้าฟ้องเย็น หรือฟ้องวันรุ่งขึ้นทันที โดยตำรวจใช้หลักฐานส่วนใหญ่เพียงบัตร นปช. สัญลักษณ์ นปช. หนังสติ๊ก ฯลฯ และอ้างว่าเปิดโอกาสเต็มที่ในการต่อสู้ชั้นศาล ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหา ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการสู้คดี ส่วนในชั้นพิจารณาคดีของศาลพบว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ยกฟ้อง โดยที่จำเลยติดคุกมาเกือบสองปี หรือมีกรณีที่สั่งลงโทษโดยที่จำเลยติดคุกเกินกำหนดมานานนับปี

เสาวลักษณ์กล่าวว่า ข้อเสนอของคอป. พูดถูกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับระบบตุลาการ ระบบกฎหมายไทย ซึ่งมีปัญหาหมักหมมมานานและถูกนำมาใช้จนเกล่อในทางการเมือง จนประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม  ข้อเสนอคือ ให้ปรับปรุง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมซึ่งพูดลอยๆ และผิวเผิน โดยไม่มีความจริงใจ เพราะหากจริงใจในการเสนอจะต้องเชื่อมโยงกระบวนการยุติธรรมกับประชาชน เช่นมีสิทธิเลือกตั้งประธานศาลฎีกา อัยการสูงสุด

 

จี้เปิดเผยข้อมูลดิบทั้งหมด  รวมหอจดหมายเหตุ

สาวตรี สุขศรี จากนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า คอป.ถูกตั้งคำถามทั้งทัศนคติที่ปรากฏในรายงานและที่ทางของรายงาน และยังมีปัญหาเรื่องความมีส่วนได้เสีย เนื่องจากมีคณะกรรมการชุดหาข้อเท็จจริงที่เคยอยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งอาจส่งผลการเลือกเฟ้นประเด็นในการนำเสนอ และไม่ได้ข้อมูลจากผู้เสียหาย เพราะเขาถือเป็นคู่ขัดแย้ง อาจจะในฐานะผู้สนับสนุน ตัวการร่วม หรือแม้แต่กองเชียร์

นอกจากนี้ยังพบว่า คอป.เทน้ำหนักให้กับข้อมูลจากภาครัฐ ทั้งระดับปฏิบัติการและสั่งการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องให้น้ำหนักพอๆ กันกับข้อมูลฝั่งผู้เสียหายด้วย หากแต่พบว่าข้อมูลฝ่ายประชาชนปรากฏน้อยมาก อีกทั้งข้อมูลจำนวนมากมาจากหนังสือพิมพ์ ซึงไม่สอดคล้องกับงบประมาณจำนวนมากที่ได้ไป อย่างไรก็ตาม มีบางส่วนที่ลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ เช่นข้อมูลจากตำรวจสหรัฐ

สาวตรี กล่าวว่า ศปช.ทำรายงานออกมา 1,300 กว่าหน้า ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลดิบ แต่ในรายงายของ คอป.  300 กว่าหน้ามีการวิเคราะห์ ใส่ทัศนคติ ความคิดเห็น รวมถึงที่มาประมาณ 30 กว่าหน้า เหลือเนื้อหาจิงๆ ประมาณ 200 หน้า คำถามที่ต้องถามในฐานะประชาชนคือ ข้อมูลดิบที่นำมาวิเคราะห์อยู่ที่ไหน ส่วนนี้ไม่ปรากฏในรายงาน เป็นข้อมูลสาธารณะ และหลายส่วนมีความสำคัญมาก เช่น รายงานของตำรวจสหรัฐเกี่ยวกับการวิเคราะห์วิถีกระสุน ประชาชนควรเรียกร้องว่าให้มีการเก็บข้อมูล หลักฐานเหล่านี้ไว้ในหอจดหมายเหตุเพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาและให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเปรียบเทียบ โดยหอจดหมายเหตุดังกล่าวจะต้องมีการเก็บข้อมูลดิบ พยานหลักฐานของทุกฝ่าย ทุกคณะกรรมการ

สาวตรี ยังกล่าวถึงการเลือกเน้นบางส่วนในรายงาน คอป.ช่วงแรกเกี่ยวกับรากเหง้าของปัญญาหาที่ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งหลายเป็นวิวัฒนาการความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไล่ตั้งแต่ รธน.40 ช่วงรัฐบาลทักษิณ เรื่อยมาจนปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าจงใจให้น้ำหนักและให้รายละเอียดเฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้นเช่น ช่วงที่พูดเรื่องกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญไม่โปร่งใส่ ก็อธิบายแต่คดีซุกหุ้น แต่หลังจากนั้นมีเหตุการณ์อื่นเรื่อยมาที่สะท้อนปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าคดียุบพรรค ปลดนายกฯ สมัคร กลับไม่มีการพูดถึง หรือกรณีการพูดเรื่องปิดสนามบินนั้นมีเพียงบรรทัดเดียว แต่กลับเน้นเรื่องการปิดการประชุมอาเซียนครึ่งค่อนหน้า หรือกรณีการยกผังล้มเจ้าประมาณ 4-5 บรรทัด แต่ไม่มีการสรุปว่าเป็นของกำมะลอ

"ที่สำคัญ คอป.ไม่ได้พูดถึงวันบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำลายพยานหลักฐานสำคัญของคดี ในฐานะนักกฎหมาย การทำลายพยานหลักฐานเป็นเรื่องร้ายแรง และมีผลอย่างสำคัญในการเกิดข้อขัดแย้งเรื่องข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏ" สาวตรีกล่าว

สาวตรีกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในรายงานฉบับนี้ไม่มีพูดถึงจำนวนคดีตามมาตรา 112 ที่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่คำเดียว และยังบอกว่า ปัญหาหนึ่งที่เป็นรากเหง้า คือการยกสถาบันขึ้นอ้างเพื่อหาประโยชน์เข้าตัว แต่คอป.ไม่เคยวิเคราะห์ถึงบทบาทและการแสดงออกของสถาบันเลยแม้แต่คำเดียว ยกเรื่องความเข้าใจผิดต่อสถาบันแต่ไม่เคยยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีการเสด็จไปงานศพเหยื่อเหตุการณ์ 7 ตุลาของสมเด็จพระบรมราชินีนารถ

ประเด็นของชายชุดดำ มีข้อสังเกตเพิ่มว่าหลายท่านเชื่อว่าจากพยานหลักฐานมีชายชุดดำจริง แต่วันนี้เราไม่รู้ แม้แต่พนักงานสอบสวนก็ยังระบุไม่ได้ว่าว่าชายชุดดำเป็นพวกไหน เป็นคนของใคร เพื่อความเป็นธรรมคือ เราอาจบอกว่าพบชายชุดดำที่นู่นที่นี่ แต่การที่ คอป.เขียนว่ามีการสัมพันธ์กับผู้ชุมนุม แม้คอป.จะไม่ฟันธงว่าเป็นพวกใคร แต่ลักษณะการเขียนแบบนั้นใครอ่านก็เห็น ส่งผลทางจิตวิทยาในการสืบคดีว่า คนเสื้อแดงอาจตายจากชุดดำก็ได้ ,  คนชุดดำอาจมีความสัมพันธ์กับคนเสื้อแดง, แม้ความตายของประชาชนจะเกิดจากเจ้าพนักงาน แต่มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าพนักงานเขาป้องกันตัว

"คอป.เต็มไปด้วยนักกฎหมาย ไม่รู้หรือว่าเขียนแบบนี้จะให้ผลอะไรในทางกฎหมาย เขารู้ นักกฎหมายอ่านแล้วบอกได้เลยว่าเขารู้ มันชัดเจนกับผลสามประการดังกล่าว หากเป็นคดีเจ้าพนักงานมีโอกาสหลุดสูงมาก เพราะมีชายชุดดำเต็มไปหมด" สาวตรีกล่าว

สาวตรีกล่าวอีกว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงก็ดี การวิเคราะห์ปัญหารากเหง้าก็ดีเกี่ยวข้องกับทัศนคติ หากจะหาข้อเท็จริงว่าทำไมเกิดเหตุการณ์ สิ่งหนึ่งที่ คอป.ต้องทำ และต้องทำอย่างกว้างขวางด้วย คือพยายามสัมภาษณ์ทุกฝ่ายให้มากที่สุด เพื่อจับให้ได้ว่า พวกเขามีทัศนคติอย่างไรต่อสิ่งทีเกิดขึ้น ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายประชาชน แต่ไม่มีบทสัมภาษณ์ลักษณะนั้นเลย แต่เต็มไปด้วยทัศนคติของ คอป.เองอย่างค่อนข้างชัดเจนว่าเทไปทางไหน

สำรับในส่วนข้อเสนอของ คอป.นั้น สาวตรีเห็นว่า คอป. เน้นการบรรยากาศความสามัคคี และนำมาอยู่เหนือความจริง ข้อเท็จจริง พร้อมระบุให้ยุติกระบวนการต่างๆ ที่จะสร้างความขัดแย้ง แม้จะเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อความเป็นธรรม

"ตัวเขาเองเกลียดกลัวความขัดแย้ง แต่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องความขัดแย้ง ต่อรอง เรียกร้องสิทธิต่างๆ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม" สาวตรีกล่าว

ส่วนข้อเสนอคอป.ที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมนั้น เป็นความเห็นที่ตรงกับนิติราษฏร์ซึ่งเคยเสนอไปแล้วว่า ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงต่อวิธีตรากฎหมายนิโทษให้ทุกฝ่ายดังที่เคยทำในอดีต เพราะลักษณะดังกล่าวทำให้ประชาชนพ้นความรับผิด แต่ให้ผู้สั่งการและปฏิบัติการสลายการชุมนุมก็พ้นจากการรับผิดพร้อมกันไปด้วย การทำแบบนี้ยิ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้สูญเสีย เสนอว่าเราต้องมีการจัดแยกกลุ่มที่จะได้รับการนิรโทษกรรม โดยต้องมีการตราหมวดที่ว่าด้วยข้อขจัดความขัดแย้ง ซึ่งไม่ควรบัญญัติเพียง พ.ร.บ. แต่ควรไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้มีการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะจะเสนอให้ดึงเอาคดีบางคดีจากมือศาล มาวิเคราะห์ในคณะกรรมการพิเศษ หมวดนี้ต้องมีรายละเอียดที่ไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ และจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายปกติ และนิรโทษกรรมทันทีแก่ประชาชนที่ฝ่าฝืนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ชุมนุมและการเดินขบวนประท้วงเป็นมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

 

มอง "สิทธิมนุษยชน" ในรายงาน คอป.

กฤตยา อาชวนิจกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รายงานของ คอป. ระบุในกรอบการทำงานว่า จะยึดหลักสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย นิติรัฐ และความปรองดองแห่งชาติ โดยจะดูมาตรฐานการสลายการชุมนุม การใช้อาวุธ ว่าเป็นไปตามสมควรแก่เหตุหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าในรายงานไม่ได้ตอบคำถามนี้ 

กฤตยา ระบุว่า รายงานของ คอป. เอาคำสั่ง ศอฉ. รวมถึงคำพูดของผู้ชุมนุมมาใส่ไว้ แต่กลับไม่วิเคราะห์ว่าเรื่องการสลายการชุมนุมถูกต้องตามมาตรฐานสากลหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการเขียนถึงเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษยิงปะทะกับคนชุดดำสองคนในหน้า 149 ซึ่ง คอป. อ้างอิงจากเอกสารการบรรยายของ คอป.เอง ว่า ตามหลักวิชาการแล้ว เป็นเรื่องที่รับไม่ได้

สิ่งที่ คอป. ขาด คือไม่ได้ใช้หลักสิทธิมนุษยชนเป็นตัวตั้ง คอป.เริ่มรายงานจากเหตุการณ์บุกยึดสถานีดาวเทียมไทยคม เมื่อ 9 เม.ย.53 เป็นตัวตั้ง แต่ไม่วิเคราะห์การประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงว่าเหมาะสมได้สัดส่วนไหม ทั้งยังอ้างอิงคำสั่งศาลแพ่งว่าการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่คำสั่งนี้ขัดหลักสากล และสิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

กฤตยา กล่าวว่า คอป.เลือกเล่าเรื่องที่คิดว่าชอบและเห็นว่าถูก แต่ไม่เล่าตามเนื้อผ้า ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้น ตามหลักสากล ทหารไม่ควรถูกนำมาใช้ควบคุมฝูงชนแต่แรก ศอฉ.ไม่มีสิทธินำอาวุธสงครามเข้ามาในที่ชุมนุมที่ไม่มีความรุนแรงแต่แรก แทนการชี้ว่า การทำเช่นนี้ของ ศอฉ.อาจทำให้เกิดการต่อต้านของผู้ชุมนุม คอป.กลับระบุในโทนว่า ผู้ชุมนุมทำให้ทหารสูญเสียเกียรติและศักดิ์ศรีจากเหตุการณ์ที่ไทยคม ทำให้ทหารมีความชอบธรรมในการใช้กำลังเอาคืนได้

กฤตยา กล่าวว่า คอป. มีนักกฎหมายจำนวนมาก แต่กลับหลีกเลี่ยงวิเคราะห์ความเหมาะสมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การเหวี่ยงแหปิดสื่อ การตัดสินของรัฐบาลและ ศอฉ.ในการขอคืนพื้นที่ ความได้สัดส่วนของอาวุธที่ใช้กับจำนวนผู้ชุมนุม ซึ่งราวกับเป็นการทำสงคราม

ประเด็นสิทธิการชุมนุม คอป.ผลักความรับผิดชอบให้แกนนำและผู้ชุมนุม ส่วนตัวมองว่าหากมีการพูดให้ใช้ความรุนแรง ก็สามารถดำเนินคดีอาญาปกติได้ แต่ไม่ควรเหมารวมว่าชุมนุมไม่สงบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ คอป.ยังพูดถึงการยิงสกัดเจ้าหน้าที่กู้ชีพจนบาดเจ็บและเสียชีวิตน้อยมาก

กรณีการติดป้ายใช้กระสุนจริง รายงาน คอป. ระบุว่า ศอฉ.ปฏิเสธการติดป้ายนี้ แต่ข้อมูลของ ศปช. พบว่า อภิสิทธิ์เคยให้สัมภาษณ์สื่อ นสพ.ว่าติดป้ายเพราะไม่ต้องการให้คนไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่

คำสั่งลับที่ภายหลังมีการนำมาเผยแพร่ ยังระบุแนวห้ามผ่านเด็ดขาด ทำเครื่องหมายให้ผู้ชุมนุมรับทราบ หากขัดขืน ให้ดำเนินการได้ทันที มองว่า เป็นคำสั่งปลายเปิด ซึ่งนำสู่ความรุนแรง โดยรายงานของ คอป. ไปสรุปว่า การกระทำทั้งหลายเป็นการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่เอง

กฤตยา กล่าวว่า รายงาน คอป. มีข้อแข็งที่เป็นประโยชน์ เพราะทำให้เห็นภาพที่ไม่ได้มองเห็น แต่ยังมีข้อมูลอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในรายาน ทั้งนี้ กลัวว่าข้อมูลจะถูกทำลาย จึงเรียกร้องว่าอย่าทำลายข้อมูลเหล่านี้และขอให้อัพโหลดข้อมูลสู่เว็บไซต์ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้ และไม่ควรจบแค่ฉบับที่ 1 โดยสามารถนำงบที่เหลือ 11.4 ล้านบาทมาทำรายงานส่วนนี้ต่อไป

ทั้งนี้ กฤตยาย้ำว่าการปรองดองจะเกิดได้เมื่อชดเชยให้เหยื่อที่สูญเสียแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ การปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรียกร้องการให้อภัยโดยคนที่จะได้ประโยชน์จากการให้อภัยไม่เคยสำนึกผิด หรือยอมรับผิดแม้แต่น้อย

ต่อคำถามว่า ศปช.จะวิจารณ์การชุมนุมของ นปช.ที่ทำให้ผู้ชุมนุมเป็นเหยื่ออย่างไร พวงทอง ตอบว่า ที่ผ่าน แกนนำ นปช. ถูกวิจารณ์อย่างมากว่าพาคนมาตาย แกนนำย่อมมีความรู้สึกผิด แม้ไม่ได้เป็นผู้ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต แต่ก็เป็นความรับผิดชอบของแกนนำ ที่ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุม ได้ แกนนำจึงควรขอโทษ แต่ที่ คอป.เสนอให้สองฝ่ายขอโทษ อยากให้คณิต ณ นคร และสมชาย หอมลออ เดินไปหาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ และกองทัพที่วางยุทธการทางทหารว่าถึงเวลาที่ต้องออกมากล่าวขอโทษประชาชนเสียที

กรณีมีการระบุว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อของ นปช. นำสู่ความรุนแรงและการบาดเจ็บ  พวงทอง ระบุว่า ต้องเข้าใจว่า เป็นความต่อเนื่องของการเมืองก่อนรัฐประหาร ที่ปฏิเสธการแก้ไขปัญหาในระบบรัฐสภา และจุดสูงสุดที่การสนับสนุนรัฐประหาร ปูแนวทางสู่การเคลื่อนไหวต่อมาดังกล่าว  ดังนั้น ถ้าจะประณามการชุมนุมของ นปช. ต้องมองต้นเหตุเหล่านี้ด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

"สนธิ ลิ้มทองกุล" โฟนอินไปอุบลฯ เผยชาติใกล้ล่มสลายแล้ว

Posted: 23 Sep 2012 03:21 AM PDT

อีกไม่นานพันธมิตรฯ จะมีโอกาสตอบแทนบุญคุณชาติบ้านเมือง เชื่อจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายและ พธม. จะต้องได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด สามารถปลดปล่อยชาวอีสานที่ถูกระบอบทักษิณครอบงำ จะนำปัญญาไปสู่ชาวอีสานให้ชาวอีสานทุกหมู่เหล่าใช้ธรรมนำหน้า จะต้องไม่ถูกคนหลอก

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานวันนี้ (23 ก.ย.) ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยผ่านโทรศัพท์ในเวทีเสวนา หยุดเผด็จการรัฐสภา รวมพลังปฏิรูปประเทศไทย ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี โดยกล่าวว่า ตนคิดถึงพ่อแม่พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ทั่วประเทศไทย ที่ตนไม่ได้เดินทางไปต่างจังหวัดนั้น เพราะว่ามีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับอันตราย แต่ตนทำหน้าที่ต่อสู้ให้พี่น้องด้วยการเดินขึ้นศาลทุกวัน แล้วถ้าหากตนจะต้องติดคุก ตนก็จะติดคุกเพื่อพี่น้อง ไม่ได้กลัวอะไรทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ตนมีความผูกพันกับ จ.อุบลราชธานี มาก ตนเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่บุญมี โชติปาโล วัดสระประสานสุข ทุกวันนี้กลับสวดมนต์ไหว้พระ ก็ยังได้อัญเชิญพ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่บุญมีมา ตนเชื่อว่า หลวงปู่บุญมี เป็นเกจิอาจารย์ เป็นอริยสงฆ์ของชาวอุบลราชธานี อย่างไรก็ตาม นายสนธิ ยังได้กล่าวกับมวลชนพันธมิตรฯ ว่าอย่าท้อถอย ต้องพร้อมสู้เพื่อชาติบ้านเมือง วันนี้ชาติใกล้ล่มสลายแล้ว คงอีกไม่นานเราก็คงจะได้มีโอกาสออกไปตอบแทนบุญคุณชาติบ้านเมือง

"การต่อสู้ครั้งนี้ จะต้องเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย และจะต้องได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และจะต้องปลดปล่อยพ่อแม่พี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่พี่น้องชาวอีสานที่ถูกระบอบทักษิณครอบงำ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะเข้าใจอะไรได้ เราต้องช่วยเขา เราต้องนำความเจริญ ที่สำคัญ คือ เราต้องนำปัญญาไปสู่ชาวอีสาน เราต้องให้ชาวอีสานทุกคนทุกหมู่เหล่าใช้ธรรมนำหน้า ให้สมกับอีสานเป็นดินแดนของพระอรหันต์ ที่มีมากที่สุดในประเทศไทย คนอีสานจะต้องมีธรรม จะต้องมีปัญญา จะต้องไม่มีอวิชชา จะต้องไม่ถูกคนหลอก เราจะต้องเอาธรรมนำหน้า" นายสนธิ กล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศปช. อ่านรายงาน คอป. : ‘พวงทอง’ วิพากษ์หลักฐาน-การให้น้ำหนัก-โครงเรื่อง

Posted: 23 Sep 2012 01:15 AM PDT

พวงทอง ภวัครพันธุ์  เปิดรายงาน คอป. ชี้ข้อมูลหลายอย่างมีประโยชน์แต่ไม่ถูกให้น้ำหนัก เน้น 'ชายชุดดำ' อธิบายทุกเหตุการณ์โดยขาดหลักฐานหนักแน่น ไม่เน้นข้อมูลฝ่ายประชาชน เชื่อลมปาก ศอฉ.ไม่ตรวจสอบ ทำงานไฟลนก้นเอาข้อมูลตัดแปะตามโครงเรื่องที่วาง สรุปรัฐบาล-ศอฉ.แค่ประมาทเลินเล่อ โยนความผิดให้ จนท.ระดับล่าง 'ผิดทั้งคู่' ชูฐานะเป็นกลางตัวเอง

                     

 

23 ก.ย.55  เวลาประมาณ 13.00 น. มีงานเสวนา รัฐประหาร 19 กันยากับอาชญากรรมโดยรัฐ กรณีการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 จัดโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) และกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่ตึกเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากจนล้นห้องประชุม

พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะตัวแทน ศปช. กล่าวว่า  รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นสาเหตุที่นำมาสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยรัฐประหารถูกให้ความชอบธรรมโดยนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมจำนวนมาก แม้ในช่วงเกิดเหตุจะไม่มีความรุนแรง แต่การต่อต้านหลังจากนั้นมีมาโดยตลอด เกิดกลุ่มอิสระต่างๆ และนำสู่การก่อตัวของกลุ่มเสื้อแดง ความรุนแรงเมื่อเมษายนปี 52 และเหตุการณ์ปี 53 ก็เป็นการตอบโต้กับรัฐประหาร ดังนั้น จึงไม่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นรัฐประหารที่สันติ

ในส่วนรายงาน คอป. พวงทองกล่าวว่า รายงานนี้มีข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกนำไปใช้ในชั้นศาลเพราะเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น ข้อมูลที่แสดงว่าวิถีกระสุนที่ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต ล้วนมาจากด้านที่ทหารตั้งอยู่ โดยเฉพาะกรณี 10 เม.ย.53 ซึ่งพบว่า ทหารตั้งอยู่บริเวณสะพานวันชาติ  ยิงมายังถนนดินสอ พบรอยกระสุน 120 รอยโดยไม่พบกระสุนปืนที่ยิงไปในทิศทางสวนกัน  หรือกรณีที่รายงาน คอป.ระบุว่า เวลาประมาณ 18.00 น.ยังพบทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนาราม ถือ M16 กระสุนจริงและยิงไปที่วัด พบรอยกระสุนที่บริเวณประตูทางออก ทางเข้า มีทิศทางการยิงจากรางรถไฟฟ้า ฯลฯ

"แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเลย" พวงทองกล่าว

พวงทองกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในรายงานเน้นย้ำเรื่องชายชุดดำอย่างมาก  ทั้งที่ คอป.ไม่สามารถอธิบายทุกเรื่องด้วยเรื่องชายชุดดำ ศปช.ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีชายชุดดำอยู่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ 10 เมษา แต่ ศปช.อธิบายความรุนแรงบริเวณนั้นแตกต่างจาก คอป. ขณะที่ คอป. สรุปว่าไม่มีหลักฐานว่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ศอฉ.ที่ว่าชายชุดดำยิงใส่ผู้ชุมนุม เท่ากับข้อกล่าวหานี้ตกไปแล้ว  คอป.ย้ำว่าชายชุดดำเป็นสาเหตุให้ทหารเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็เห็นอกเห็นใจฝ่ายทหาร จากคำอธิบายว่าการระดมยิงใส่ผู้ชุมนุม เพราะทหารระดับบังคับบัญชาเสียชีวิต ทำให้ทหารระดับล่างระดมยิงอย่างไร้การควบคุม

ในส่วนของ 10 เม.ย.53 ข้อสรุปสำคัญของ คอป.คือ ผู้ชุมนุมเสียชีวิตหลังชายชุดดำปรากฏกาย และชายชุดดำทำให้ทหารยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม แต่ ศปช.ยืนยันว่า มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตก่อนชายชุดดำจะปรากฏตัว เช่น บุญจันทร์ ไหมประเสริฐ  ซึ่งโดนกระสุนความเร็วสูงยิงที่ต้นขาเสียเลือดมากจนเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงเย็น

"การปรากฏตัวของชายชุดดำ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องจับกุมดำเนินคดี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สิบเมษาจำนวนมากอาจมองว่า ชุดดำมาช่วย แต่จริงๆ แล้วมันสร้างปัญญาให้ขบวนการเสื้อแดงโดยรวม ทำให้สร้างความชอบธรรมว่าเสื้อแดงใช้ความรุนแรงและรัฐสามารถจัดการได้เต็มที่" พวงทองกล่าว

พวงทองกล่าวว่า รายงาน คอป.อ้างชายชุดดำ อธิบายเรื่องนี้ในทุกพื้นที่ที่เกิดเหตุ  แต่เราเสนอว่า ยกเว้น 10 เมษาแล้ว ไม่มีหลักฐานภาพถ่ายหรือวิดีโอของชายชุดดำที่อื่นๆ จึงขอให้ คอป.เสนอหลักฐานเหล่านี้ให้ชัดเจน เพื่อให้ถูกตรวจสอบได้โดยประชาชนด้วย ที่สำคัญเราจะแยกแยะอย่างไรเพราะการ์ดนปช. หรือเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็ใส่เสื้อดำ

ตัวแทนจากศปช.กล่าว่า ในขณะที่อ่านรายงาน คอป. พบว่ามีโครงเรื่องที่ชัดเจน  เพื่ออธิบายว่ารัฐบาลและ ศอฉ.ห่วงใยผู้ชุมนุม โดยอ้างแถลงการณ์หรือคำให้สัมภาษณ์ของรัฐ  ตามด้วยการเน้นย้ำเรื่องชายชุดดำประกอบการตายในทุกจุด การวางโครงแบบนี้ชี้ว่า ชายชุดดำสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนขึ้น จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังอาวุธคุมสถานการณ์ การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ใช่สันติวิธี ขาดความชอบธรรม และเป็นสิทธิให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง

คอป.ไม่เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดจากฝั่งผู้ชุมนุมเป็นปฏิกริยาตอบโต้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐ แต่เห็นว่าความรุนแรงของฝ่ายรัฐเป็นการตอบโต้ผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น

"นี่เป็นการเล่าเรื่องที่จะเป็นข้อแก้ตัวให้ ศอฉ.และรัฐบาลอภิสิทธิ์ในอนาคต" พวงทองกล่าว

พวงทองเสนอว่า คอป.ต้องคิดใหม่ว่าทำไมการปรากฏตัวของชายชุดดำ ทำให้เจ้าหน้าที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า อาสากู้ชีพที่เสียชีวิต 6 คนสัมพันธ์อย่างไรกับชายชุดดำ อาวุธของทหารมีกล้องส่องระยะไกลช่วยในการยิง ทำไมจึงเล็งไปที่พวกเขา

พวงทองกล่าวว่า ต่อให้ผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องติดตามจัดการกับผู้ชุมนุมรายนั้น  แต่ไม่ใช่จะนำมาเป็นเป็นข้ออ้างใช้ความรุนแรงกับคนทั้งหมด การมีอาวุธของบางคน ไม่สามารถทำให้ทั้งหมดเป็นผู้ก่อการร้ายไปด้วย แล้วสามารถใช้กระสุน 1.2 แสนนัด ใช้กำลังพล 6.7 หมื่นนายเข้าจัดการ คอป.ต้องแสดงข้อมูล บทวิเคราะห์ที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อจะได้มีการพิสูจน์กันต่อไป 

"คอป.อธิบายเรื่องนี้มาก แต่ไม่พยายามวิเคราะห์การตายผู้ชุมนุมเป็นกรณี  กลับสรุปความตายเป็นก้อน เป็นพื้นที่ ซึ่งเป็นวิธีการที่แตกต่างกับ ศปช. ที่มุ่งเน้นเป็นรายกรณีหากมีหลักฐาน เราไม่เหมารวมกันเป็นก้อน เราเชื่อว่าถ้าคอป.วิเคาะห์เป็นรายกรณี จะทำให้เห็นว่า ศอฉ. เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตอบโต้ชายชุดดำจนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตจำนวนมาก แต่เป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุตามอำเภอใจอย่างเข้าใจไม่ได้" พวงทองกล่าว

กรณีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ รายงานคอป.ระบุว่า ทหารเข้าถึงพื้นที่เวลาประมาณ 15.00 น. แล้วถอนกำลังเพราะมีการยิงเข้าใส่ทหาร แต่ภาพถ่ายปรากฏว่าทหารมาถึงสี่แยกราชประสงค์แล้ว มีนักข่าวติดตามด้วย เจอคุณผุสดี งามขำ ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไปไหน ทหารก็พาเดินออกจากพื้นที่ คุณผุสดีเคยให้สัมภาษณ์ว่า ระหว่างที่ทหารเดินออกไปกับนักข่าว เห็นรถดับเพลิงจอดอยู่ไม่ไกล แต่กลับไม่เข้าไปดับเพลิงที่กำลังไหม้เลย ส่วนนี้ชี้ว่าทหารคุมพื้นที่หมดแล้ว เราไม่ได้บอกว่าทหารเผา แต่การบอกว่าทหารเข้าไม่ถึงนั้นมีการตรวจสอบหรือไม่

พวงทองพูดถึงวิธีการนำเสนอของ คอป. ว่า 1.ในรายงานมีการกล่าวถึงภาพถ่าย วิดีโอ แต่กลับไม่ปรากฏภาพถ่าย วิดีโอ ในโลกออนไลน์ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเลย  2.การสัมภาษณ์จำนวนมากเพิ่งกระทำ 2-3 เดือนก่อน คอป.หมดอายุการทำงาน หรือทำในราวเดือนมิถุนายน ซึ่งในจำนวนนั้นมีรายสำคัญอยู่หลายราย เช่น ข้อมูลที่สัมภาษณ์ผู้ดูแลบ้านโบราณตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยาแล้วนำสู่ข้อสรุปว่า เชื่อว่าชายชุดดำโยนระเบิดเข้าใส่กองบัญชาการทหาร

"รายงานที่ซับซ้อนขนาดนี้  เพิ่งได้ข้อมูลสดๆ ร้อนๆ มันสามารถทำได้จริงหรือ หรือเอาข้อมูลมาใส่ในโครงเรื่องที่วางไว้แล้ว"

คอป.ชี้ว่าผู้ชุมนุมเท่ากับความรุนแรง โดยอธิบายว่า รัฐบาล ศอฉ.พยายามระมัดระวัง ขณะที่ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ต่อสู้ขัดขวาง ประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ ยึดอาวุธ ยึดรถสายพานลำเลียง ถอดเป็นชิ้นๆ  เข้าข่ายความรุนแรง แกนนำปลุกเร้าสร้างความเกลียดชัง มีสิ่งเทียมอาวุธ เช่น ท่อนไม้ ตะไล พลุ ระเบิดขวด การสร้างป้อมด้วยไม้ไผ่

"ในทางกลับกันอธิบายว่า ความตายของผู้ชุมนุมเกิดจากความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์ของทหาร เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ชุมนุมจะใช้ความรุนแรง ในแง่นี้ไม่ใช่เราไม่เสียใจกับเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บเสียชีวิต แต่สมดุลในการอธิบายความรุนแรงมันหายไป" พวงทองกล่าว

"นอกจากนี้  คอป.ยังละเลยการตัดสินใจส่งกำลังจำนวนมากและอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม คอป.ไม่สนใจว่า สิบเมษา แม้ท้องฟ้ามืด ทหารก็ไม่ถอนกำลัง คอป.รับฟัง ศอฉ.โดยไม่มีการตรวจสอบ  ศอฉ.บอกว่าได้สั่งให้ถอนกำลังตั้งแต่ 16.15 น. แล้วคอป.ก็เชื่อ แต่ถ้า คอป.สัมภาษณ์ผู้ชุมนุม จะพบว่าก่อน 18.00 น. เจ้าหน้าที่ยังพยายามเสริมกำลังจุดต่างๆ รุกเข้าหาผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โยนแก๊สจากเฮลิคอปเตอร์ต่อเนื่อง"    

ขณะที่บทสรุปของรายงานเสนอว่า รัฐบาล และเจ้าหน้าที่ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยต้องขอโทษต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ใช้มาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ในบทวิเคราะห์ทั้งเล่มกลับไม่ชี้เลยว่ากรณีใดบ้างที่ทหารใช้กำลังเกินกว่าเหตุ

พวงทองกล่าวย้ำว่า คอป.เห็นว่า รัฐบาลและ ศอฉ. แค่ประมาท เลินเล่อ  ไม่ตรวจสอบการใช้กำลังเคร่งครัด ซึ่งเท่ากับโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ปกป้องผู้สั่งการ ซึ่งหากผู้สั่งการไม่ไร้สติสัมปชัญญะ ก็ย่อมเล็งเห็นผลเสียหายต่อชีวิตประชาชน นี่คือสงครามในเมืองและปราบปรามขบวนการเสื้อแดง

"การที่คอป.สรุปว่า ผิดทั้งคู่ การใช้คำพูดทำนองนี้ ตั้งใจทำให้ความรุนแรงของรัฐพร่าเลือน ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าขนาดกำลังและอาวุธสองฝ่ายไม่มีทางเทียบกันได้เลย ศปช.อยากฝากให้ คอป.ทบทวนว่า การสรุปว่าผิดพอกัน คอป.อาจดูมีวุฒิภาวะ เป็นกลางในสายตาคนต่อต้านคนเสื้อแดงและองค์กรระหว่างประเทศ ที่อ่านภาษาไทยไม่ได้ แต่ความเป็นกลางของคอป.แลกมาด้วยการละเลยการปกป้องศักดิ์ศรี สิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุมอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น" พวงทองกล่าว

พวงทองกล่าวถึงสันติวิธีของคนเสื้อแดงว่า เราทราบกันดีว่าไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีคานธี สำหรับคนเสื้อแดง เขามองว่า เรามาเรียกร้องให้ยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ ไม่มีอาวุธใดๆ แต่ถ้ามีใครมาทำร้ายเขาก็ต้องป้องกันตัวเอง จะให้นั่งเฉยๆ ให้ทหารยิงคงไม่อาจทำได้ แต่ปัญหาคือ นักสันติวิธีในประเทศนี้เอาแต่นั่งดูและคอยจับผิด มากกว่าจะมาช่วยกำหนดยุทธวิธีในการต่อสู้ว่าต้องระวังอะไร  

สำหรับ นปช.ก็ถูกวิจารณ์อย่างมากตลอดมา ในการชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนาน แกนนำนปช.ก็ได้สรุปบทเรียนและทราบดีว่ามันยากในแง่ผู้ชุมนุมและแกนนำย่อยที่มีความหลากหลายมาก ส่วนนี้แม้เป็นข้อดี แต่ขณะเดียวกันก็ควบคุมกันไม่ได้ ไม่มีความเด็ดขาด

พวกทองกล่าวสรุปว่า มีหลายเรื่องเราน้อมรับคำแนะนำของ คอป. เช่น การเอาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเคร่งครัด กองทัพไม่ควรเกี่ยวการเมือง แต่กองทัพไม่ได้ยืนโดดๆ ในสังคม เราต้องพูดถึงพลังการเมืองต่างๆ ที่อยู่ข้างหลังและผลักให้กองทัพออกมาทำรัฐประหารด้วย  

 

 

ติดตามรายงานในส่วนอื่นได้เร็วๆ นี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

"สวนดุสิตโพลล์" ระบุคนเห็นพ้องรายงาน คอป.เชื่อสร้างความปรองดองได้

Posted: 23 Sep 2012 12:55 AM PDT

 

สวนดุสิตโพลล์ ระบุคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรายงานของ คอป. มองค่อนข้างเป็นไปได้ในการสร้างความปรองดอง รัฐบาลควรนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม และฝ่ายค้านต้องให้ความร่วมมือไม่ค้านทุกเรื่องให้เกิดความขัดแย้งเพิ่ม

 
23 ก.ย. 55 - ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า "สวนดุสิตโพลล์" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กรณีรายงานสรุปของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือคอป. ซึ่งนำโดยนายคณิต ณ นคร ที่มีทั้งคนที่ยอมรับและไม่ยอมรับกับรายงานดังกล่าว กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดย 27.23% ระบุเป็นรายงานสรุปที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย 25.04% มองว่าได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง มีหลายคนที่ถูกพาดพิงและออกมาตอบโต้ 18.87% ระบุว่าคอป.มีข้อจำกัดในอำนาจหน้าที่และการทำงาน ทำให้รายงานสรุปมีหลายประเด็นเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย
 
นอกจากนี้ 15.18% ระบุว่า คอป.ถูกกล่าวถึงว่ามีความน่าเชื่อถือหรือมีความเป็นกลางมากน้อยเพียงใด และ 13.68 % เห็นว่ารัฐบาลควรจะต้องพิจารณาถึงรายงานสรุปฉบับนี้ว่า จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใดได้บ้าง ทั้งนี้ 53.70% เห็นด้วยกับรายงานสรุป ของ คอป.เพราะเป็นรายงานที่ใช้เวลาในการศึกษานานพอสมควร มีการชี้แจงอย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทำงานต่างๆ การรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน, คณะทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับ, เป็นรายงานที่มุ่งหวังสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ฯลฯ และอีก 46.30% ไม่เห็นด้วย เพราะในรายงานยังมีหลายประเด็นที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต, จุดยืนและความเป็นกลางของ คอป.ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ฯลฯ
 
ส่วนรายงาน คอป. สามารถจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างความปรองดองแห่งชาติหรือไม่นั้น 42.74% มองว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ เพราะหากแต่ละฝ่ายนำข้อมูล ข้อเสนอแนะจากรายงานไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าที่จะจ้องจับผิดหรือเอามาหักล้างกัน ฯลฯ 25.94% มองเป็นไปไม่ได้เพราะแค่รายงานฉบับนี้คงไม่สามารถนำไปสู่ความปรองดองได้ ความแตกแยกของคนในชาติเป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึก หลายคนเห็นว่ารายงานฉบับนี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งขึ้นมาอีกครั้ง ฯลฯ 22.07% ระบุไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมีหลายฝ่ายที่ไม่ยอมรับกับรายงานฉบับนี้ อีกทั้งทาง คอป.เองก็ถูกเพ่งเล็งเรื่องความเป็นกลาง ฯลฯ และ 9.25% เป็นไปได้มาก เพราะทุกคนต่างอยากเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในสังคมไทยโดยเร็ว เป็นเรื่องที่กระตุ้นให้คนในสังคมมีความหวังอีกครั้ง ฯลฯ
 
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวของ คอป.ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลควรศึกษารายละเอียด และข้อเสนอแนะของคอป. อย่างละเอียด และมอบหมายให้แต่ละฝ่ายนำไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม รวมถึงการเปิดกว้างรับฟังกระแสวิพากษ์วิจารณ์รายงานของ คอป. จากทุกภาคส่วน และหากมีผู้ไม่หวังดีนำรายงานของ คอป. มาใช้เพื่อหวังทำลายหรือสร้างความขัดแย้งแตกแยกก็ควรจะดำเนินการแก้ไขทันที ขณะที่ฝ่ายค้านควรให้ความร่วมมือกับรัฐบาลตามการปฏิบัติงานที่ คอป. เสนอให้รัฐบาลดำเนินการ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะงานที่รับมาจากข้อเสนอของ คอป.และไม่ควรค้านทุกเรื่องเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งเพิ่ม
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อับดุลสุโก ดินอะ: มุสลิมไทยและมาเลเซียประท้วงต่อต้านหนังหมิ่นศาสนฑูตมุฮัมมัดอย่างสันติ

Posted: 23 Sep 2012 12:39 AM PDT

 
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน 
 
การประท้วงต่อต้านหนังต้นทุนต่ำหมิ่นศาสนฑูตมุฮัมหมัด "อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิม" ลุกลามไปทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศมุสลิม  แต่ที่รุนแรงที่สุด น่าจะเป็นที่ลิเบีย ที่ทำให้นายเจ.คริสโตเฟอร์ สตีเฟน เอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำกรุงเบงกาซีเสียชีวิต 
 
ส่วนอีกสามชาติอ คือ ตูนีเซีย อียิปต์และซูดาน อาคารสถานทูตสหรัฐฯและเยอรมนีกับอังกฤษถูกกลุ่มผู้ประท้วงบุกโจมตี ทำลายข้าวของและจุดไฟเผา
 
ในขณะที่ มุสลิมบ้างกลุ่ม ในปากีสถาน ในเยเมน เรียกร้องชาวมุสลิมลุกขึ้นต่อต้านหนังดังกล่าวด้วยการ เผาสถานทูตและสังหารนักการทูตสหรัฐฯเพื่อปกป้องเกียรติศาสนา แต่ก็มีมุสลิมหลายประเทศโดยเฉพาะมาเลเซีย หรือหลายกลุ่มเช่นกันทำการประท้วงและประณามหนังดังกล่าวโดยสันติและต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อชาวสหรัฐฯผู้บริสุทธิที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่กลับไม่ได้ถูกเผยแผ่สักเท่าไร
 
สำหรับประเทศไทยมีชาวมุสลิมประท้วงอย่างสันติสองแห่งด้วยกันกล่าวคือ วันที่ 18 กันยายน 2555 ชาวมุสลิมหลายร้อยคน ถือป้ายประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ ท่ามกลางฝนตกลงมาอย่างหนัก
 
และวันที่ 19 กันยายน  2555 ชาวมุสลิมเชียงใหม่รวมกันยื่นหนังสือประท้วงหน้ากงสุลสหรัฐอเมริกาเพื่อแสดงพลังต้านภาพยนตร์หมิ่นศาสนา 
 
สำหรับการประท้วงอย่างสันติในมาเลเซียก็เป็นไปอย่างสันติ ถึงแม้จะมีประชาชนร่วมประท้วงนับหมื่น กล่าวคือ เมื่อวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555 ชาวมุสลิมในมาเลเซียได้จัดการประท้วงอย่างสันติในหลายเมือง โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯป้องกันไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพยนตร์ดูหมิ่นศาสนฑูตมุฮัมมัดดังกล่าว  
 
ในวันดังกล่าว ประชาชนราว 30 คนจากองค์กรทางศาสนาหลายกลุ่มได้เดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐฯในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ยื่นหนังสือฉบับหนึ่ง เรียกร้องให้สหรัฐถอดคลิปวีดีโอดังกล่าวออกจากเว็บไซต์ยูทูบ และดำเนินคดีต่อผู้สร้างหนังในข้อหา "ก่ออาชญากรรมต่อสิทธิมนุษยชน" และ "ปลุกปั่นชาวมุสลิม"
 
ฝูงชนกลุ่มหนึ่งได้ชุมนุมกันที่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ถ้ำบาตู นอกเมืองหลวง และสื่อในมาเลเซียรายงานว่ามีการประท้วงที่เมืองอิโปฮ์ ทางภาคเหนือของประเทศเช่นกัน ขณะที่พรรคอิสลามรวมชาติมาเลเซีย (PAS) ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ประกาศจะจัดการประท้วงในเมืองอื่นๆด้วย  รวมทั้ง คุตบะห์วันศุกร์(ธรรมเทศนา) ทุกเมืองของมาเลเซียก็ได้เรียกร้องเรื่องนี้เช่นกัน  ทำให้ถัดจากนั้นหนึ่งสัปดาห์คือวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555 ชาวมุสลิมนับหมื่นประท้วงอย่างสันติในกรุงกัวลาลัมเปอร์แต่ไม่มีเหตุร้ายเหมือนกับประเทศตะวันออกกลาง    จากการประท้วงดังกล่าวทำให้เว็ปไซด์  กูเกิลจำต้องทำการบล็อกหนังหมิ่นอิสลามในมาเลเซีย
 
การศรัทธาและการปฎิบัติตามจริยวัตรศาสนฑูตมุฮัมมัดเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนดังนั้นการลบหลู่ดูหมิ่นศาสนฑูตมูฮัมมัดก็เปรียบเสมือนเหยียบหยามศาสนาอิสลามและมุสลิม จึงเป็นผลให้มุสลิมออกมาปกป้องศาสนฑูตมูฮัมัด
 
การปกป้องศาสนทูตมุฮัมมัดจึงเป็นความชอบธรรมของมุสลิมทุกคนในทางกลับกันหากมุสลิมท่านใดไม่ออกมาปกป้องพระองค์อาจจะทำให้สถานภาพของมุสลิมดังกล่าวสั่นคลอน
 
แต่ความชอบธรรมในการปกป้องและประท้วงดังกล่าวจะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ในทางกลับกันจะต้องให้ความยุติธรรมต่อทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่และไม่ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ
 
ดังที่อัลลอฮ์ได้โองการในคัมภีร์อัลกุรอานความว่า
 
"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม จงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮ์ และแม้ว่าจะเป็นอันตรายแก่ตัวของพวกเจ้าเอง หรือผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและญาติที่ใกล้ชิดก็ตาม หากเขาจะเป็นคนมั่งมีหรือคนยากจน อัลลอฮ์ก็สมควรยิ่งกว่าเขาทั้งสอง ดังนั้นจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำในการที่พวกเจ้าจะมีความยุติธรรม และหากพวกเจ้าบิดเบือนหรือผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน"  (อันนิซาอฺ 4:135)  
 
การประท้วงด้วยการทำลายของส่วนรวม  สำนักงาน บริษัทห้างร้านของสหรัฐฯจึงเป็นการไม่สมควร เป็นการอธรรมต่อผู้อื่น  อันเป็นการแสดงออกที่ไม่ดี ศาสนฑุตมุฮัมมัดไม่เคยสั่งสอน   ดังนั้นหากรักท่าน  จงปฏิบัติตามจริยวัตรท่านด้วยเช่นกัน  เพราะท่านถูกส่งมาเพื่อให้ความเมตตาต่อประชาคมโลก
 
เป็นที่ทราบกันดีว่าท่าน ได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบตลอดชีวิตของท่านนั้นคือการสอนมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่มีจรรยางาม ซึ่งพระวัจนะของท่านยืนยันไว้ว่า "ฉันได้รับการแต่งตั้งมาเพื่อสร้างความสมบูรณ์แก่จริยธรรมอันจำเริญยิ่ง"    
 
ดังนั้นการประท้วงอย่างสันติของมุสลิมชาวไทยและมาเลเซียเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญและสอดคล้องกับหลักการศาสนาตามที่สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติได้ออกแถลงการณ์ (โปรดดูรายละเอียดแถลงการณ์ในหมายเหตุข้างล่ง)
 
 
หมายเหตุ
แถลงการณ์
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิแด่อัลลอฮ์ และขอความสันติและความจำเริญจงมีแด่ท่านมุฮัมมัด ศาสนทูตของอัลลอฮ์ บรรดาศอฮาบะฮฺ และบรรดาผู้เจริญรอยตามท่าน
 
เราได้รับทราบในความผิดปกติและความอาฆาตแค้นจากผู้อพยพชาว คอปติก(คริสเตียนที่อยู่ในอียิปต์เดิม)บางส่วน ในการร่วมมือกับชาวอเมริกันหัวรุนแรง บาทหลวง เทอร์รี่โจนส์ ผู้ที่พยายามจะเผาคัมภีร์กุรอ่านอันสูงส่ง และจากความพยายามที่ชั่วร้ายดังกล่าว เราขอประกาศและยืนยันดังต่อไปนี้
 
1. การกระทำครั้งนี้จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อความยิ่งใหญ่ของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้ที่บุคลิกภาพเปี่ยมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง "ผู้ที่ถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่โลกนี้" และผู้เป็นดวงประทีปอันเฉิดฉาย นอกจากนี้ บรรดาผู้ที่มีเหตุผลทั่วทุกมุมโลกได้เห็นพ้องต้องกันในความยิ่งใหญ่ของท่านนบี จนนักเขียนชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง 100 บุรุษผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ประกาศให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในบรรดาคนเหล่านั้นคือท่านศาสนทูตมุฮัมมัดในทำนองเดียวกัน การกระทำดังกล่าวจะไม่ทำให้สาสน์ของท่านที่ขจรขจายอย่างกว้างไกลต้องเสียหาย หรือเป็นการขวางกั้นต่อแสงสว่างอันชัดแจ้ง
 
2. เราขอแสดงถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งและขอประณามอย่างรุนแรงในการกระทำดังกล่าว และถือว่าการสร้างภาพยนตร์ดูหมิ่นท่านท่านศาสนทูตมุฮัมมัด โดยผู้อพยพชาวคอปติก (คริสเตียนที่อยู่ในอียิปต์เดิม) บางส่วนเป็นการยั่วยุอันชั่วร้ายซึ่งกระพือถ่านไฟแห่งความเคียดแค้นและความเกลียดชังในหมู่ประชาชน นอกจากนี้ยังถือว่ามันเป็นการหมิ่นประมาท โดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของมุสลิมทั่วโลก
 
3. เราขอเรียกร้องให้ประชาชนมุสลิมในอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายในทันทีต่อทุกคนที่ดูหมิ่นอิสลาม เนื่องจากการกระทำอันชั่วร้ายดังกล่าวไม่สามารถหลบซ่อนภายใต้ปีกของเสรีภาพในการแสดงออกได้ แต่นั่นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบรรดามุสลิมผ่านการหมิ่นประมาทบุคคลสำคัญและละเมิดขอบเขตที่พึงสงวนของเรา
 
4. เราขอเรียกร้องให้บรรดาองค์กรนานาชาติ องค์กรอิสลาม รัฐบาลกลุ่มประเทศอาหรับและกลุ่มประเทศอิสลามแสดงจุดยืนที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ตามกระแสของการเรียกร้องและการกระทำอันน่ารังเกียจเหล่านี้ และขอให้องค์กรความร่วมมืออิสลาม (OIC) ดำเนินการกับสถาบันที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการทางกฎหมายต่อผู้ที่ดูถูกความเป็นมนุษย์ทั้งหมด ผ่านการหมิ่นประมาทท่านท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เผยแผ่สาสน์แห่งความเมตตาไปทั่วโลก
 
5. เราขอเรียกร้องให้บรรดาพี่น้องมุสลิมทั่วทุกแห่งปฏิบัติตามจริยธรรมอิสลามในการตอบโต้กับกรณีดังกล่าว จากโองการที่ว่า "และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้" (ซูเราะฮฺ ฟาฏิร 35; 18) ดังนั้นไม่เป็นที่อนุญาตในการที่จะเหมารวมหรือลงโทษผู้บริสุทธิ์ในการกระทำบาปที่ผิดนี้ แต่พวกเขาควรจะเปลี่ยนจาก "วันสากลแห่งการวิจารณ์มุฮัมมัด" เป็น "วันสากลแห่งการรู้จักท่านศาสนทูตมุฮัมมัด"
 
เราขอชมเชยการเรียกร้องอย่างเป็นกลางของชาวคอปติกและชาวคริสต์บางส่วน ซึ่งได้ประณามการกระทำครั้งนี้และยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการปฏิบัติอันงดงามของท่านศาสนฑูตอีซา (หรือพระเยซู)     แท้จริง อัลลอฮฺผู้เดียวเท่านั้นที่ถูกวิงวอนขอความช่วยเหลือ
 
 
สหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ
ภายใต้การนำของชัยค์  ดร .ยูสุฟ อัล-เกาะเราะฎอวียฺ
(See ..https://www.facebook.com/photo.php?fbid=4650404344070&set=t.1245604111&type=1&theater)
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บทวิพากษ์บทความอนาคต 3G ไทย ต้อง ‘มองไกล’ กว่า ‘เงินประมูล’

Posted: 23 Sep 2012 12:31 AM PDT

 

คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ได้เขียนบทความ "อนาคต 3G ไทย ต้อง 'มองไกล' กว่า 'เงินประมูล'" ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 ผู้เขียนเห็นว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงและหลักการที่ควรจะเป็น จึงขอแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณวีรพัฒน์ 
 
ก่อนอื่นขอทบทวนก่อนว่า ในการประมูลครั้งนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เปิดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ทั้งหมด 45 MHz โดยแบ่งย่อยออกเป็น 9 สล็อต สล็อตละ 5 MHz วัตถุประสงค์ในการแบ่งคลื่นออกเป็นสล็อตก็เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันประมูลคลื่นความถี่ โดยท้ายสุดผู้เข้าประมูลอาจได้จำนวนคลื่นความถี่ไม่เท่ากัน แต่เดิมนั้น กสทช. กำหนดเพดานการประมูลคลื่นความถี่ไว้ที่ 20 MHz และราคาตั้งต้นการประมูลที่ 4,500 ล้านบาท ทว่าภายหลังจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น กสทช. ได้ปรับลดเพดานการถือครองคลื่นความถี่ในการประมูลคลื่น 2.1 GHz จาก 20 MHz เป็น 15 MHz โดยไม่ได้มีการปรับเพิ่มราคาตั้งต้นการประมูลที่กำหนดไว้ที่ 4,500 ล้านบาท 
 
นักวิชาการและภาคประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่าการลดจำนวนเพดานการประมูลคลื่นดังกล่าว โดยคาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียง 3 ราย คือ AIS DTAC และ True และไม่มีการปรับเพิ่มราคาตั้งต้น ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่มีการแข่งขันประมูล ย่อมหมายความว่า ผู้เข้าประมูล 3 ราย จะได้คลื่นความถี่ไปรายละ 15 MHz ในราคาใกล้เคียงกับราคาตั้งต้น คือ 4,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ต่ำเกินจริงเมื่อพิจารณาจากปัจจัยและลักษณะเฉพาะของตลาดโทรคมนาคมของประเทศไทย อาทิ ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการลดส่วนแบ่งรายได้ในระบบสัมปทานที่สูงถึง 20-30% ไปสู่ค่าธรรมเนียมในระบบใบอนุญาตที่อยู่ที่ประมาณ 6% 
 
ในบทความ คุณวีรพัฒน์แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของ กสทช. ดังที่ได้กล่าวไป ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ
 
1. กสทช. ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบแค่เพียงการจัดประมูลเพื่อหารายได้เข้ารัฐให้มากที่สุด แต่ยังต้องกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเพื่อให้เกิดการแข่งขัน การควบคุมคุณภาพบริการ และการควบคุมราคาค่าบริการ ฯลฯ หากไม่มีการลดเพดานการถือครองคลื่นเหลือ 15 MHz ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ 2 ราย (ซึ่งตีความได้ว่าหมายถึง DTAC และ AIS) จะประมูลคลื่นไปรายละ 20 MHz (เพื่อกีดกันการแข่งขันจากรายที่สาม ไม่ใช่เพื่อคุณค่าทางเศรษฐกิจ) และเหลือคลื่นเพียง 5 MHz ให้กับอีกเจ้าหนึ่ง (หมายถึง True) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการให้บริการที่มีคุณภาพและแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจลดเพดานการถือครองคลื่นจึงเป็นการคุ้มครองการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมในระยะยาว
 
2. การคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูล 3 รายนั้นเป็นเพียงการคาดเดา และถึงเกิดขึ้นจริง ก็เป็นเรื่องที่โทษใครไม่ได้ เพราะ กสทช. ไม่ควรทำนายอนาคตและเลือกสูตรเฉพาะสำหรับกรณีที่มีผู้ประมูล 3 ราย รวมถึงไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเพดานการประมูลคลื่นความถี่  ซึ่งจะนำไปสู่การลดการแข่งขันในตลาดดังที่ได้กล่าวไป
 
3. การกำหนดราคาประมูลตั้งต้นที่ชุดละ 4,500 ล้านบาท เป็นอำนาจขององค์กรกำกับดูแลที่เราควรเคารพ และเห็นว่าราคาประมูลที่สูงเกินไปย่อมส่งผลต่อ "ค่าบริการ" และ "คุณภาพบริการ" ที่ผู้ประกอบการต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลในการขยายโครงข่าย 3G หลังการประมูล หากค่าประมูลใบอนุญาตสูงเกินไป ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาโครงข่าย ซึ่งจะกระทบกับคุณภาพบริการในที่สุด
 
ประเด็นทั้งสามที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะคณะกรรมการ กสทช. และที่ปรึกษาบางท่าน ก็ได้โหมประชาสัมพันธ์ชุดข้อมูลและความเชื่อข้างต้นมาตลอด เพียงแค่คุณวีรพัฒน์อาจจะมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันเท่านั้นเอง ผู้เขียนขอแลกเปลี่ยนในแต่ละประเด็นดังนี้
 
ประเด็นแรกในข้อโต้แย้งแรกในบทความคือ การออกแบบการประมูลครั้งนี้ เราควรให้ความสำคัญกับการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาด (หมายถึงการแข่งขันประมูล) หรือการแข่งขันในตลาด (มีผู้ให้บริการหลายราย) แน่นอนว่าการรักษาสมดุลเพื่อให้เกิดการแข่งขันในทั้งสองฝากนั้นควรเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้ออกแบบการประมูล   อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมและกฎเกณฑ์การกำดับแลในปัจจุบัน เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าการแข่งขันในตลาดสุดท้ายแล้วจะเหลือแต่เจ้าเดิมที่ให้บริการอยู่แล้ว 
 
ที่คาดการณ์เช่นนี้เนื่องจาก 1) ตลาดโทรคมนาคมของประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเสรีอย่างแท้จริง เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว กีดกันนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินทุนมากเพียงพอในการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง 2) การกำกับดูแลที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการรายย่อย เช่นกรณีของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ Hutch ซึ่งต้องถอนตัวออกไปจากตลาดเนื่องจากการเรียกร้องค่าเชื่อมต่อโครงข่ายจากผู้ให้บริการรายใหญ่ในราคาที่สูงเกินไป และ 3) ผู้มาซื้อใบสมัครประมูลก็ยังวนเวียนอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการทั้งสามรายเดิม 
 
ประเด็นนี้เกี่ยวพันกับข้อโต้แย้งที่สองในบทความที่มองว่าไม่ใช่หน้าที่ของ กสทช. ในการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียง 3 ราย และเลือกสูตรการประมูลที่กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันจากเงื่อนไขดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า ในการประมูลคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของสาธารณะและเกี่ยวพันกับเม็ดเงินเข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาท ย่อมไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ กสทช. จะไม่ทำการศึกษาเรื่องเหล่านี้และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ออกแบบการประมูลให้เกิดการแข่งขันมากที่สุด  นอกจากนั้น การเลือกสูตรการประมูล เช่น สูตร N-1 ดังที่เคยมีการเสนอใช้เมื่อการประมูลครั้งก่อน ก็ไม่ใช่สูตรเพื่อใช้สำหรับการประมูลเพียง 3 รายเท่านั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าประมูลกี่ราย แต่อยู่ที่การนำข้อมูลและผลการศึกษาของ กสทช. มาใช้เพื่อออกแบบการประมูลให้เกิดการแข่งขันประมูลมากที่สุด
 
กลับมาข้อโต้แย้งที่หนึ่ง ในเมื่อเราคาดการณ์ได้ว่า การแข่งขันในตลาดจะไม่มีมากไปกว่าสภาพปัจจุบันแล้ว ยกเว้นแต่จะมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กสทช. ก็ควรกลับมาเน้นการออกแบบการประมูลให้เกิดการแข่งขันมากที่สุด เพื่อนำเงินเข้ารัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีที่รัฐต้องจัดเก็บกับประชาชนในการลงทุนและพัฒนาบริการสาธารณะ คุณวีรพัฒน์อาจโต้แย้ง (เหมือนที่ กสทช. บางท่านได้โต้แย้งมาตลอด) ได้ว่า การลดเพดานถือครองคลื่นเป็นการป้องกันการแข่งขันในตลาดที่อาจเหลือเพียง 2 รายใหญ่เท่านั้น หาก True ได้คลื่นไปเพียง 5 MHz 
 
ในแง่นี้ ผู้เขียนมีข้อโต้แย้ง 2 ประเด็น คือ หนึ่ง คุณวีรพัฒน์และ กสทช. บางท่านอาจจะลืมไปว่าการแข่งขันการให้บริการข้อมูลความเร็วสูงในตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับคลื่น 2.1 GHz เท่านั้น ขณะนี้ True ได้เปรียบผู้ประกอบการเจ้าอื่นด้วยการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 850 MHz ภายใต้สัญญาร่วมกับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยไม่ต้องเสียค่าประมูลคลื่น ดังนั้น ต่อให้ True ได้คลื่นไปเพียง 5 MHz ก็ไม่ได้หมายความว่า True จะไม่สามารถแข่งขันให้บริการ 3G ได้ นอกจากนั้น กสทช. บางท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อตลอดว่า คลื่นความถี่ในช่วง 1800 MHz ที่จะกลับคืนมายัง กสทช. เพื่อจัดสรรใหม่ในปี 2556 จะถูกนำมาใช้รองรับเทคโนโลยี 4G ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น รวมถึงบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็มีแผนที่จะให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 2.3 GHz เช่นกัน
 
ประเด็นที่สองคือ หากคุณวีรพัฒน์และ กสทช. เชื่อว่า การลดเพดานการประมูลคลื่นเหลือเพียง 15 MHz เป็นการกระทำที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการผูกขาดในตลาด ก็เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้เครื่องมือ "ราคาประมูลขั้นต่ำ" ในการสร้างรายได้เข้ารัฐในราคาที่สมน้ำสมเนื้อกับมูลค่าคลื่นความถี่ ในภาวะที่จะไม่มีการแข่งขันประมูล   ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับข้อโต้แย้งที่สามในบทความที่เชื่อว่า การกำหนดราคาประมูลตั้งต้นสูงเกินไปจะกระทบกับค่าบริการและคุณภาพบริการ 
 
ในแง่ของผลกระทบกับค่าบริการ คุณวีรพัฒน์ออกตัวตลอดว่าพูดในฐานะนักกฎหมาย จึงอาจจะหลงลืมประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ที่มีนักวิชาการหลายท่านได้ออกมาชี้แจงว่า ราคาค่าประมูลนั้นจะไม่มีผลกระทบกับราคาค่าบริการของผู้บริโภค เนื่องจากเงินที่ผู้ประกอบการนำมาประมูลจะถูกคิดจากกำไร ไม่ใช่ต้นทุน เงินประมูลจะกลายเป็นต้นทุนจมที่ไม่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ปัจจัยหลักที่จะกระทบต่อราคาค่าบริการคือสภาพการแข่งขันในตลาด หลักการทางเศรษฐศาสตร์นี้ไม่ได้ถูกอ้างโดยนักวิชาการนอก กสทช. เท่านั้น แต่รายงานการประมูลคลื่นความถี่ฯ ซึ่ง กสทช. ได้ว่าจ้างให้คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ รวมถึงรายงานผลกระทบจากการอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ IMT ที่ กทช. ได้จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมการประมูลครั้งก่อนหน้า ก็ยืนยันว่าราคาค่าประมูลจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค 
 
ในแง่ผลกระทบด้านคุณภาพบริการนั้น AIS และ DTAC ได้ออกมาให้ข่าวว่าได้จัดเตรียมเงินลงทุนในเครือข่าย 3G ในช่วงปี 2555-2557 ประมาณ 50,000 และ 40,000 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเงินส่วนนี้เป็นคนละส่วนกับที่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับการประมูล ซึ่ง AIS เตรียมไว้ 17,000 ล้านบาท และ DTAC 15,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อได้ว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเงินขั้นต่ำที่เตรียมไว้ [1]  ความกังวลของคุณวีรพัฒน์จึงเป็นความกังวลแทนผู้ประกอบการมากเกินไป
 
ในข้อโต้แย้งที่สาม คุณวีรพัฒน์ยังกล่าวอีกด้วยว่า การตั้งราคาประมูลความถี่ชุดละ 4,500 ล้านบาท ถือเป็นดุลยพินิจขององค์กรกำกับดูแลที่เราควรเคารพในฐานะนักกฎหมาย เหตุผลดังกล่าวเป็นการตีกรอบกระบวนการกำหนดนโยบายแบบคับแคบให้อยู่ในพื้นที่ทางการเท่านั้น และละเลยแนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอื่น  ซึ่งย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับนโยบายที่อาจถูกผลิตขึ้นภายใต้ขอบเขตข้อมูลและความรู้ที่จำกัด หรือกระทั่งภายใต้โครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์แบบหนึ่ง
 
นอกเหนือจากสามประเด็นหลักที่โต้แย้งไปดังกล่าวแล้ว ยังมีบางประเด็นที่ทำให้ผู้เขียนสับสนตรรกะที่ปรากฏในบทความ ดังเช่นคำกล่าวที่บอกว่า
 
"ที่สำคัญไม่ควรลืมว่า ในทางกฎหมาย กสทช. ก็ยังมีอำนาจคุ้มครองประโยชน์แก่รัฐและผู้ใช้บริการในระยะยาวได้ เช่น อำนาจในการเก็บค่าตอบแทนการใช้คลื่นความถี่หรือค่าธรรมเนียม และการจัดสรรรายได้อื่นเข้ารัฐ รวมไปถึงอำนาจการกำกับดูแลอัตราขั้นสูงของค่าบริการ รวมถึงมาตรการป้องกันการผูกขาดและการกำกับการมีอำนาจเหนือตลาดต่างๆ"
 
การกล่าวถึงอำนาจในการเก็บค่าตอบแทนการใช้คลื่นความถี่หรือค่าธรรมเนียม คุณวีรพัฒน์คงจะหมายถึงค่าธรรมเนียมรายปีและค่า Universal Service Obligation (USO) หรือการให้บริการครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งการเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้มากเกินไป จะกลายเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค (ต่างจากต้นทุนจมในกรณีการประมูลคลื่นความถี่) ส่วนการกล่าวถึงเครื่องมือการกำกับดูแลอื่นๆ เช่น การกำกับดูแลอัตราขั้นสูงของค่าบริการ หรือมาตรการป้องกันการผูกขาด เครื่องมือเหล่านี้ต่างหากที่จะถูกใช้เพื่อป้องกันค่าบริการที่สูงเกินไป ซึ่งน่าจะช่วยลดข้อกังวลของคุณวีรพัฒน์ในเรื่องดังกล่าว 
 
คุณวีรพัฒน์กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งของบทความว่า "ผลการประมูลชุดคลื่น 15-15-15 MHz ที่อาจจะเกิดจะเกิดขึ้นได้ อาจ "ไม่น่าปรารถนานัก" นัก แต่ในฐานะนักกฎหมายก็จำต้องยึด "หลักการ" เหนือ "ความปรารถนา"" ผู้เขียนไม่เชื่อว่า "ความปรารถนาที่ดี" ควรจะเบี่ยงเบนจาก "หลักการที่ควรจะเป็น"  เว้นแต่เราจะอ้าง "หลักการ" เพื่อ "ความปรารถนา" ของใครบางคน 
 
..........................
 
[1] อ้างอิงจาก http://www.siamturakij.com/home/news/print_news.php?news_id=413358028 และ http://www.thairath.co.th/content/eco/233466
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 16 - 22 ก.ย. 2555

Posted: 23 Sep 2012 12:11 AM PDT

สหภาพรวมตัวค้าน พรบ.ยาสูบฉบับใหม่ ส่งผลต่อแรงงาน

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. มีการเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น "ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบ พ.ศ. …" พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นการประชาพิจารณ์ครั้งสุดท้ายก่อนเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสภานิติบัญญัติ โดยได้มีกลุ่มเกษตรกรชาวไร่และผู้ประกอบการยาสูบ ประมาณ 200-300 คน เข้ามาโห่ไล่คัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยนายวินนท์ แสงมาน ประธานสหภาพแรงงานยาสูบ กล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมบริโภคยาสูบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโรงงานยาสูบโดยตรง แต่จะส่งผลกระทบในส่วนของสหภาพแรงงาน เพราะทำให้สินค้าไม่สามารถผลิตและจำหน่าย ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้อีกไม่เกิน 5 ปี ธุรกิจยาสูบของไทยจะเริ่มหมดลงเนื่องจากการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

นายวินนท์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่นักวิชาการออกมาระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบจะช่วยป้องกันและลดการเข้าถึงบุหรี่ของกลุ่ม เยาวชนนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้คววบคุมบุหรี่นอกหรือบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศไทย ทั้งนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการลดการเข้าถึงคือต้องไปให้ความรู้แก่เยาวชน โดยเฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ที่ได้รับเงินจากยาสูบปีละกว่า 3,000 ล้านบาท ไม่ใช่ออกกฎหมายมาสกัดคนไทยด้วยกัน

ด้าน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า กฎหมายเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบของไทยในปัจจุบันมีการบังคับใช้มาเป็นเวลา 20 ปี ทำให้ยังไม่มีมาตรการสำหรับการตลาดรูปแบบใหม่ๆ เช่น การขายทางอินเทอร์เน็ต การขายบุหรี่มวนเอง ซึ่งปัจจุบันพบว่าบริษัทบุหรี่ข้ามชาติเข้ามาทำการตลาดส่งเสริมการขายในรูป แบบต่างๆ โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ทำให้เด็กและเยาวชนถูกครอบงำ โดยการปรับปรุง พ.ร.บ.ไม่เกี่ยวข้องกับการปลูกใบยาสูบของเกษตรกรแต่อย่างใด เป็นการทำเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน ทั้งยังทำให้คนไทยลดการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคต่างๆ

(ไทยรัฐ, 16-9-2555)

 

ชี้แรงงานนวดแผนไทยขาดแคลนหนัก

17 ก.ย. 55 - นายเสรัชย์ ตั้งตรงจิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์สุขภาพเชตวัน (วัดโพธิ์) เปิดเผยว่า ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพของไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานให้บริการนวดเพื่อ สุขภาพมาก ทั้งที่ธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตสูง โดยเฉพาะหลังจากที่ไทยร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 58 เชื่อว่าจะเป็นโอกาสทองของธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพของไทย แต่ระหว่างนี้ภาครัฐควรส่งเสริมการผลิตแรงงานให้ทันความต้องการ โดยไม่ได้เน้นเพียงแรงงานระดับพนักงานให้บริการนวดเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ต้องผลักดันคนไทยให้ยกระดับตัวเองเป็นหัวหน้าฝ่าย หรือผู้จัดการที่ดูแลธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพไทยด้วย ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมการอบรมด้านภาษาอังกฤษ และภาษาที่สามให้แรงงาน รองรับการให้บริการต่างชาติด้วย

ในส่วนของศูนย์สุขภาพเชตวัน ได้จัดโปรแกรมเรียนนวดเพื่อสุขภาพไทยฟรีเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานด้วย โดยผู้ที่เข้าร่วมอบรมฟรี จะต้องทำงานกับศูนย์สุขภาพเชตวันตามกำหนดเวลาที่วางไว้ นอกจากนี้ยังจัดหลักสูตรแบบมีค่าใช้จ่าย ระยะสั้น 1 เดือน ถึงระยะยาว 2 ปี สำหรับผู้อบรมที่มีทุนทรัพย์ต้องการจะเรียนไปเพื่อประกอบอาชีพด้านนี้ทั้งใน ไทยและต่างประเทศ โดยที่ผ่านมานอกจากมีคนไทยสนใจมาเรียน พบว่ามีชาวต่างชาติสนใจมาขอเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะชาวเยอรมันสนใจมากที่สุด ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ก็มีหลายรายที่กลับไปเปิดกิจการบริการนวดเพื่อสุขภาพไทยในประเทศตัวเอง อย่างไรก็ตามศูนย์สุขภาพเชตวัน ไม่กังวลที่ต่างชาติไปเปิดให้บริการนวดเพื่อสุขภาพไทย เพราะเสน่ห์ของนวดสุขภาพไทยอยู่ที่คนไทยที่ให้บริการ ถึงอย่างไรผู้ที่ต้องการรับบริการนวดเพี่อสุขภาพไทย ก็ยังต้องการใช้บริการกับคนไทยอยู่ดี

นายเสรัชย์ กล่าวว่า ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพไทย ยังประสบปัญหาด้านภาพลักษณ์ของธุรกิจด้วย เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนเข้าใจผิดเกี่ยวกับบริการนวดเพื่อสุขภาพ ไทย เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเปิดอาบอบนวด หรือสปานวดเฉพาะจุดให้ผู้ชาย(พริตตี้ สปา) กันมาก จนทำให้ภาพลักษณ์นวดเพื่อสุขภาพไทยโดยรวมเสียหาย จึงอยากให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การนวดเพื่อสุขภาพไทยแบบที่ถูกต้อง ให้ต่างชาติเข้าใจถูกต้องขึ้น

(เดลินิวส์, 17-9-2555)

 

คลังชี้ค่าแรง 300 ได้ทั้งไทยและต่างด้าว หวังพัฒนา SME

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง โอกาสและทางรอด SME สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า แนวโน้มการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศในปีหน้านั้น ควรเป็นการปรับเพิ่มทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว ให้มีความเท่าเทียบกัน เพราะจะได้เข้ามาทำงานในประเทศ เพื่อช่วยพัฒนาประเทศไทย ผ่านการก่อสร้าง และโรงงานผลิตสินค้า

ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวจากนายจ้างนั้น กระบวนการทำงานจะทำให้การพัฒนาเครื่องมือนายจ้าง ทำให้คุณภาพมีมากขึ้น ในส่วนของแรงงานที่ทำงานให้กับลูกจ้างไทย เพื่อพัฒนาสินค้าของ SME ต่อไปในอนาคต

(ไอเอ็นเอ็น, 17-6-2555)

 

แรงงานไม่หวั่นตกงานเชื่อน้ำไม่ท่วมนาน

นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยว่า ไม่กลัวว่าปีนี้จะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมจนทำให้แรงงานต้องตกงานครั้งใหญ่ เหมือนปีที่ผ่านมาอีก โดยได้ติดตามสถานการณ์โดยตลอดและเห็นว่าน้ำท่วมที่เห็นในช่วงนี้เป็นน้ำจาก ธรรมชาติที่ท่วมเพียงชั่วคราว ต่างจากปีก่อนที่มีสาเหตุจากน้ำธรรมชาติบวกกับการบริหารจัดการที่ไม่ดีจนน้ำ เต็มเขื่อนและต้องเร่งระบายในที่สุด

"คิดว่าปัจจัยน้ำท่วมไม่น่าจะรุนแรงจนทำให้แรงงานต้องตกงาน หากจะมีผลกระทบบ้างก็มีกับชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ เพราะนิคมอุตสาหกรรมต่างๆสร้างเขื่อนป้องกันน้ำไว้หมดแล้ว ถึงน้ำจะท่วมรอบนอกแต่ในโรงงานก็ยังเดินเครื่องผลิตได้อยู่"นายชาลี กล่าว

ขณะที่ความเสี่ยงในเรื่องการส่งออกไปยังยุโรปและอเมริกา นายชาลี กล่าวว่า ยังไม่ส่งผลกระทบจนเกิดการเลิกจ้างแม้กลุ่มบริษัทส่งออกจะมียอดคำสั่งซื้อลด ลงก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังพอไปได้ เพราะเชื่อมโยงกับธุรกิจการขายโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์และรถยนต์ นอกจากนี้ตลาดแรงงานยังมีความต้องการแรงงานสูง มีงานรองรับมากมาย

อย่างไรก็ตาม นายชาลี กล่าวว่า ยังคงต้องจับตามองผลกระทบความขัดแย้งระหว่างอเมริกาและโลกมุสลิม ตลอดจนข้อพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่นว่าจะส่งผลกระทบกับการจ้างงานในระยะยาว หรือไม่ เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลต่อไทย

"ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทในปี 2556 ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบจนทำให้เกิดการเลิกจ้างเช่นกัน เพราะโรงงานหรือธุรกิจที่เข้มแข็ง ส่วนใหญ่อยู่ใน 7 จังหวัดที่ปรับขึ้นปีนี้ไปแล้ว และก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเลิกจ้างอย่างที่นายจ้างพยายามพูดให้เกิดความกังวล ก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ดังนั้นการขึ้นค่าจ้างในจังหวัดอื่นๆอาจทำให้แรงงานในธุรกิจเอสเอ็มอี เกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบบ้าง แต่ตัวเลขตกงานจะไม่เยอะ"นายชาลี กล่าว

(โพสต์ทูเดย์, 19-9-2555)

 

กระทรวงแรงงานขอความร่วมมือนายจ้าง อย่านับวันลาหยุด หากลูกจ้างถูกน้ำท่วมบ้าน

นอกจากนี้ ยังขอให้สถานประกอบการจัดทำแผนฉุกเฉินกรณีเกิดอุทกภัยเพื่อความพร้อมในการ แก้ไขสถานการณ์ ตลอดจนตรวจสอบเกี่ยวกับไฟฟ้าและเครื่องจักรไม่ให้เกิดอันตราย

ขณะเดียวกัน ขอให้จัดสวัสดิการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอันตรายตามความเหมาะสม และให้เครือข่ายด้านแรงงาน อาสาสมัครแรงงานติดตามข้อมูลข่าวสารลูกจ้างผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อแจ้งข้อมูลให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทราบและประสานความช่วย เหลือต่อไป

นายเผดิมชัย กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทุกหน่วยติดตามสถานการณ์และผล กระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถานประกอบการและลูกจ้างอย่างใกล้ชิดและรายงาน สถานการณ์ให้ทราบอย่างต่อเนื่อง  เพื่อจะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปให้การช่วยเหลือ หากลูกจ้างเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ทันที

(โพสต์ทูเดย์, 19-9-2555)

 

สหภาพแรงงานค้านแปรรูป "การยางแห่งประเทศไทย" เป็นองค์กรมหาชน

ที่ห้องประขุม 50 ปี สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง นายจิตติน วิเศษสมบัติ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สร.กสย.) พร้อมกรรมการสหภาพฯแถลงข่าวว่าได้ยื่นหนังสือคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ของการยางทั้งระบบเป็นองค์กรมหาชนต่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์  ในฐานะประธานกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง โดยขอให้พิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ....ที่มิให้ การยางแห่งประเทศไทย(กทย.) เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ให้อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายแรงงาน

และให้นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผอ.สกย.ออกจากตำแหน่งเพราะไม่มีความจริงใจต่อชาวสวนยางและเป็นผู้เสนอต่อ กรรมาธิการร่างกฎหมายของสภาที่จะเปลี่ยนแปลงการยางแห่งประเทศไทยจากรูปแบบ รัฐวิหากิจ เป็นองค์กรมหาชน ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อชาวสวนยางกว่า 6 ล้านคน พนักงานลูกจ้าง 2,000 คน กลับไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน โดยตามหลักการต้องผ่านการมีส่วนร่วมในการพิจารณาผลดีผลเสียก่อนซึ่งในที่สุด ผลการประชุมคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการได้ลงมติให้ กยท. เป็นองค์การมหาชน

"ที่ผ่านมา ผอ.กสย. พยายามเดินหน้า ผลักดัน กยท.เป็นรูปแบบมหาชน โดยยกตัวอย่างหน่วยงาน สวทช.ซึ่งภารกิจแตกต่างจาก กยท.โดยสิ้นเชิง เรื่องนี้กระทบต่อสิทธิประโยชน์ ทั้งพนักงานลูกจ้าง จะสิ้นสิทธิประโยชน์สภาพการจ้างเดิม ส่วนชาวสวนยาง จะเสียประโยชน์ด้านเงินสงเคราะห์หรือCESS ซึ่ง พรบ.กองทุนฯสวนยาง กำหนดชัดเจนว่าไม่เกินร้อยละ 85 จ่ายเป็นเงินทุนสงเคราะห์ปลูกยางแทนให้เกษตรกรส่วนที่เหลือ แยกเป็นไม่เกินร้อยละ 10 เป็นค่าบริหารจัดการองค์กรและไม่เกินร้อยละ 5 ใช้ในการวิจัยพัฒนายาง ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถาบันวิจัยยาง เห็นได้ชัดเจนว่าเงินCESS ตาม พรบ.เดิมเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง แต่รูปแบบที่นายวิทย์ ผลักดัน ไม่มีความชัดเจนเรื่องเงิน CESS แต่อย่างใด ซึ่งพนักงานและลูกจ้างรับไม่ได้ และพร้อมจะออกมาคัดค้านจากทุกพื้นที่ เพราะการยางแห่งประเทศไทย ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจเท่านั้นจึงบริหารงานให้กับเกษตรกรได้อย่างครบวงจร"นาย จิตติน กล่าว

ทั้งนี้นายวิทย์ สร้างปัญหาให้กับองค์กร ในเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหาร เช่นการจัดจ้างทำป้ายพร้อมกรอบไวนิลและตู้กล่องไฟในทุกสำนักงานจังหวัด การจัดซื้อรถยนต์โดยสารขนาด 12 ที่นั่ง  จำนวน 4 คัน การจัดซื้อรถยนต์โดยสารขนาด 11 ที่นั่ง เพื่อทำรถรับรอง ซึ่งขัดกับมติ ค.ร.ม.ทั้งการจัดการจัดซื้อปุ๋ยเคมี จำนวน 30,000 ตัน  ซึ่งสำนักงาน ปปช. ได้มีหนังสือให้ทำการชี้แจงข้อเท็จจริง  และในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการปลูกยาง 8 แสนไร่ แต่ไม่สามารถทำให้โครงการดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์เป็นผลให้เกษตรกรที่เข้า ร่วมโครงการต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆโดยไม่เกิดประโยชน์ รวมทั้งต้องเสียเวลาในการปลูกยางพาราออกไปอีกหลายปี
 
(เดลินิวส์, 19-9-2555)

 

แห่ลดวุฒิการศึกษาแลกทำงาน จบ "ดร." กินเงินเดือนปริญญาโท

21 ก.ย. 55 - นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี จำนวนมากยอมปรับลดใบวุฒิการศึกษามาสมัครทำงานให้ตรงกับความต้องการของบริษัท ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วน หากไม่ปรับลดวุฒิการศึกษาผู้ประกอบการก็ไม่อยากรับมาทำงาน เพราะต้องจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงเกินกว่าเนื้องานแม้วุฒิการศึกษาจะใกล้ เคียงกับความต้องการของโรงงานก็ตาม โดยตำแหน่งที่ต้องการสูงจะเป็นระดับช่างชำนาญ และวิศวกรรม ในระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี เบื้องต้นมีแรงงานมากถึง 10-20% ที่ยอมรับเงินเดือนในระดับวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่า

"มีหลายรายจบด็อกเตอร์มาสมัครงานแต่ก็ยอมกินเดือนในวุฒิปริญญาโท หรือนำวุฒิปริญญาโทมาสมัครงานเพื่อให้ตรงกับความต้องการของโรงงาน บางคนจบระดับปริญญาโทก็จะใช้วุฒิปริญญาตรี หรือปริญญาตรีลดเหลือระดับ ปวส. เป็นต้น เพราะหากแรงงานไม่ดำเนินการลักษณะนี้ก็จะหางานยาก เนื่องจากแรงงานที่กลุ่มยานยนต์ต้องการมากที่สุดคือช่างระดับ ปวช. และ ปวส. ในอัตราหลายหมื่นหลายแสนตำแหน่ง"

นอกจากนี้ บรรดาค่ายรถยนต์ยังมีนโยบายที่จะช่วยเหลือแรงงานโดยได้ร่วมกับภาครัฐในการ ส่งเสริมให้แรงงานที่จบระดับ ปวช. และ ปวส. ได้มีหลักสูตรการศึกษาในโรงงาน เพื่อให้แรงงานเหล่านี้สามารถรับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี เพื่อนำใบวุฒิมาปรับขึ้นตำแหน่งในอนาคต

นายศุภรัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศวันละ 300 บาทนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อค่ายรถยนต์ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้ให้ค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่า แต่ในส่วนกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมอื่นๆจะได้รับผลกระทบ รัฐบาลควรหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือ.

(ไทยรัฐ, 21-9-2555)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น