โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ผาสุก ชี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสร้างความยุติธรรม แนะปฏิรูปเพิ่มในอัตราก้าวหน้า วงเสวนาระบุ ต...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

สิ้นสุดไต่สวนการตาย 4 ศพ ปุโละปุโย นัดฟังคำสั่ง 31 ก.ค.นี้

Posted: 29 May 2013 12:42 PM PDT

29 พ.ค. 56 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม รายงานว่า  เมื่อวันที่ 23-24 เม.ย.56 เวลา 9.00-16.00 น. ศาลจังหวัดปัตตานี นัดไต่สวนพยานของพนักงานอัยการผู้ร้องขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพ จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้านที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยพยานที่พนักงานอัยการนำมาสืบเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ใน เหตุการณ์ โดยคดีนี้ ญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน ได้แต่งตั้งทนายความเพื่อซักถามและนำเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลด้วย

สำหรับเหตุของคดีนี้ เจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4302 บ้านน้าดา ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ้างว่าได้นากาลังติดตามคนร้าย และตั้งจุดสกัดกั้นบริเวณทางเบี่ยงจากถนนสี่เลนส์ เข้าบ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปุโละปุโย พบรถยนต์กระบะของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้สกัดกั้นรถคันดังกล่าว และได้ยิงปืนเข้าใส่ จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย และ ชาวบ้านรับบาดเจ็บอีก 5 ราย ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ได้ยื่นคาร้องขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้ตายทั้ง 4 ราย เพื่อให้ศาลทาการไต่สวนและทาคาสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามม. 150 ป.วิฯอาญา เนื่องจากเป็นความตายที่เกิดขึ้นโดยการกระทาของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จานวน 5 ราย ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการทาละเมิดของเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ต่อศาลปกครองสงขลาด้วยอีกคดีหนึ่ง ซึ่งในวันที่ 23 เม.ย.56 เวลา 14:00 น. ศาลปกครองสงขลาได้นัดไต่สวนยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ญาติผู้เสียชีวิตได้รับเงินเยียวยาจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แล้ว รายละ จำนวน 7.5 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอแก่ความเสียหายที่ได้รับแล้ว แต่กรณีผู้บาดเจ็บนั้น ได้รับเงินเยียวยาจานวน 500,000 - 765,000 บาท ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่ได้รับ จึงได้ยื่นฟ้องโดยฟ้องกองทัพบกและสานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อศาลปกครองสงขลา เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

B.R.N. แถลงรอบ2 ย้ำเจรจาเดินหน้า ห้ามก่อเหตุต่อ ปชช.ปาตานี

Posted: 29 May 2013 12:27 PM PDT

นายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น (B.R.N.) หรือแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani : B.R.N.) ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ยูทูปอีกครั้ง โดยระบุว่า การพูดคุยในกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการกับตัวแทนรัฐบาลไทยในวันที่ 13 มิถุนายน 2556 นี้จะดำเนินต่อไปแน่นอน แต่ยังคงยึดข้อเสนอเดิม 5 ข้อ

คลิปดังกล่าว ใช้ชื่อว่า Pengisytiharan dari Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani ( B.R.N ) K – 3 เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา ความยาว 3.34 นาที โดยใช้ชื่อผู้เผยแพร่ว่า BRNVoices (ลิงค์ http://www.youtube.com/watch?v=9vCoPDi80Rc)

คลิปนี้ แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ซึ่ง 2 หัวข้อแรก นายอับดุลการิม คอลิบ ซึ่งเป็นคนเดิมกับที่เคยออกแถลงผ่านเว็บไซต์ยูทูปครั้งแรกคู่กับนายฮัสซัน เป็นผู้แถลง และหัวข้อที่ 3 นายฮัสซันเป้นคนแถลง

สำหรับทั้ง 3 หัวข้อ ได้แก่ 1.นิยามคำว่าสันติภาพตามทัศนะของชาว(Bangsa)ปาตานี 2.ข้อสังเกตต่อกองกำลังติดอาวุธของสยาม 3.ท่าทีของบีอาร์เอ็นต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพในครั้งต่อไป

เนื้อหาของในคลิปดังกล่าว ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ดังนี้

 

นิยามคำว่าสันติภาพตามทัศนะของชาว(Bangsa)ปาตานี โดยนายอับดุลการิม คอลิบ

"ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮผู้ทรงเมตตาและปราณีเสมอ

 ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน กระผม นายอับดุลการิม กาลิบ ตัวแทนคณะพูดคุยสันติภาพและตัวแทนบีอาร์เอ็น

คำว่าสันติภาพตามความหมายของนักล่าอาณานิคมสยาม คือการยอมคุกเข่าสยบต่อสยามตลอดไป แต่สันติภาพตามความหมายของชาวปาตานี คือสันติภาพที่วางอยู่บนฐานความเป็นจริง"

 

ข้อสังเกตต่อกองกำลังติดอาวุธของสยาม

"กองกำลังติดอาวุธของสยามขาดความเป็นเอกภาพในการคลี่คลายปัญหาปาตานี มีบางส่วนอิงกับรัฐ บางส่วนอิงกับระบอบศักดินา และมีบางส่วนที่สูญเสียผลประโยชน์ จนนำไปสู่การก่อเหตุรุนแรง

ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ในวันที่ 29 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา หลังจากมีการยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ (ของบีอาร์เอ็น) นั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงไม่เห็นด้วย หลังจากนั้นในคืนวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 ก็มีเหตุการณ์สังหาร 6 ศพในปัตตานี

ในวันรุ่งขึ้นของวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 เต็มไปใบปลิวปลอม และท้ายสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีปากเสียงกับนักข่าวช่องไทยทีวี 3 เพราะเริ่มเห็นความผิดปกติ

เช่นเดียวกับเหตุสังหารครอบครัวที่บ้านกะทอง บองอ ที่ร้านน้ำชาบ้านดามาบูเวาะห์ ที่มัสยิดไอร์ปาแย จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์ที่ร้านน้ำชาบ้านกาโสด อ.บันนังสตา จ.ยะลา เหตุการณ์กราดยิงประชาชนที่ปูโละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เหตุการณ์กราดยิงที่ปอเนาะบูกิตโตแร(ควนหรัน) อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และอื่นๆ รวมถึงเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะและตากใบ ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วกัน

คำเตือนถึงนักล่าอานานิคมสยาม ห้ามก่อเหตุรุนแรงต่อประชาชนปาตานี โต๊ะอิหม่าม ครู โต๊ะครู ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อุสตาซ อบต.และอื่นๆ มิฉะนั้น เราจะโต้ตอบ ขอบคุณครับ"

 

ท่าทีของบีอาร์เอ็นต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพในครั้งต่อไป โดยนายฮัสซัน ตอยิบ หัวหน้าคณะพูดคุยและตัวแทนบีอาร์เอ็น

"ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮผู้ทรงเมตตาและปราณีเสมอ

ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน กระผม นายฮาซัน ตอยิบ ในฐานะหัวหน้าทีมพูดคุยสันติภาพฝ่ายบีอาร์เอ็น

ในระหว่างที่ปาตานีตกอยู่ภายใต้การปกครองของนักล่าอาณานิคมสยาม การกดขี่ข่มเหงต่อชาวปาตานีได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้เกิดการก่อตัวของขบวนการบีอาร์เอ็น เพื่อรวมความเป็นหนึ่งของชาวปาตานี เพื่อปลดแอกจากอาณานิคมสยาม

เพื่อรับภาระกอบกู้ความทุกข์ของประชาชนชาวปาตานี การพูดคุยในกระบวนการเจรจาสันติภาพที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายน 2556 จะดำเนินต่อไปหลังจากได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากรัฐสภาสยาม ต่อข้อเรียกร้อง 5 ข้อ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556

กระบวนการเจรจาสันติภาพ จะต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เป็นการชำระมลทินและสนองความต้องการของใครคนใดคนหนึ่ง ขอบคุณครับ"

 

ทหารชี้ออกคลิปเพื่อชิงพื้นที่สื่อ

ขณะที่ข่าวค่ำของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นำเสนอความเห็นของพล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 ต่อการเผยแพร่คลิปดังกล่าว เป็นการชิงพื้นที่สื่อของขบวนการบีอาร์เอ็น เพื่อกลบเหตุการณ์รุนแรงที่ฝ่ายขบวนการเป็นคนก่อนเหตุมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อิสราเอลขู่ห้ามรัสเซียส่งอาวุธต้านอากาศยานให้รัฐบาลซีเรีย

Posted: 29 May 2013 12:23 PM PDT

เหตุสงครามกลางเมืองในซีเรียเริ่มส่อเค้าของการเป็นสงครามตัวแทนของประเทศอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากรัสเซียประกาศส่งอาวุธต้านอากาศยาน S-300 ทำให้อิสราเอลออกเตือนในเชิงข่มขู่ ขณะเดียวกันกลุ่มฮิชบอลเลาะห์ในเลบานอนก็เข้าไปช่วยรัฐบาลซีเรียล้อมยึดเมืองยุทธศาสตร์ชายแดน


29 พ.ค. 2013 ทางการอิสราเอลได้ประกาศเตือนรัสเซียว่าพวกเขาจะมีการตอบโต้หากทางการรัสเซียส่งอาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 ให้กับรัฐบาลซีเรียซึ่งเป็นมิตรกับรัสเซีย

โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ทางการรัสเซียได้ประกาศว่าจะมีการส่งอาวุธจรวดต่อต้านอากาศยานให้กับรัฐบาลซีเรียหลังจากที่สหภาพยุโรปยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธกับฝ่ายกบฏ ทำให้เกิดการประเมินว่าอาจมีการยกระดับการทำสงครามตัวแทน (proxy war) หากการเจรจาสันติภาพที่เจนีวาในเดือนหน้าไม่เป็นผล

โมเช บาลอน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลออกประกาศเตือนวันเดียวกันในเชิงขู่ โดยบอกว่าแม้ในตอนนี้รัสเซียยังไม่มีการส่งอาวุธ S-300 เข้าไป แต่ถ้าหากอาวุธถูกส่งเข้าไปในซีเรียแล้วทางการอิสราเอลก็รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไร คำเตือนของโมเชมีการกล่าวก่อนหน้าที่ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนยามิน เนทันยาฮู สั่งให้คณะรัฐบาลอย่าแสดงความเห็นในประเด็นนี้

โดยเมื่อเดือนที่แล้ว อิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศยานในซีเรียโดยอ้างว่าพวกเขามุ่งโจมตีเป้าหมายเป็นอาวุธที่มีการลำเลียงให้กับกลุ่มฮิชบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าร่วมสงครามกลางเมืองเพื่อช่วยเหลือฝ่ายรัฐบาลซีเรีย

เซอกี เรียปคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย โต้แย้งอิสราเอลว่า การส่งอาวุธ S-300 ให้กับซีเรียเป็นเรื่องที่มีการตกลงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเรื่องปัจจัยด้านเสถียรภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ "พวกเลือดร้อนบางคน" เข้ามาแทรกแซงความขัดแย้ง


กลุ่มฮิชบอลเลาะห์หนุนรบ. ซีเรียยึดเมืองยุทธศาสตร์ชายแดน

หลังจากที่กลุ่มฮิชบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบมุสลิมนิกายชีอะในเลบานอนออกมายอมรับว่าฝ่ายตนได้ส่งกองกำลังสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลชองซีเรีย ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมาฝ่ายนักกิจกรรมในซีเรียก็เปิดเผยว่ากองกำลังผสมประกอบด้วยหน่วยรบพิเศษและกลุ่มนักรบฮิชบอลเลาะห์ได้เข้าเสริมกำลังกองทัพรัฐบาลในเมืองคูซายีร์ ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ชายแดน เพราะเป็นแหล่งขนส่งอาวุธและนักรบข้ามแดนมาจากเลบานอน

นักกิจกรรมในคุเซยร์บอกว่ารัฐบาลได้ใช้เครื่องบินเจ็ทหกลำโจมตีเขตที่มั่นของฝ่ายกบฏในเมือง ฮาดี อัล-อับดัลลาห์ ขณะที่มีการสู้รบระหว่างฝ่ายประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด และฝ่ายต่อต้านในหลายพื้นที่แนวหน้าหลายแห่ง มีรถถังราว 40 คัน และรถกระบะติดปืนกลอีก 40 คันมุ่งหน้าจากเมืองคาลามูน

รามี-อับดุล ราห์มัน จากศูนย์เฝ้าระวังด้านสิทธิมนุษยชนในซีเรียกล่าวว่า การเสริมกำลังดังกล่าวเป็นการเตรียมการเพื่อทำการรุกครั้งใหญ่ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศที่อยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายกบฏ อับดุล ราห์มัน บอกอีกว่าแม้จะถูกโจมตีอย่างหนักแต่ฝ่ายกบฏก็ทำการต่อต้านอย่างดุเดือด

โดยกลุ่มฮิชบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอัสซาดได้ส่งตัวนักรบราว 1,700 คนเข้าไปยังคูซายีร์มาตั้งแต่ช่วงราวหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกลุ่มนักรบได้เข้าล้อมเมืองขณะที่กองทัพรัฐบาลเตรียมตัวบุกโจมตีเมือง ฮัสซัน นาสราลลาห์ ผู้นำฮิชบอลเลาะห์ให้คำมั่นว่าจะช่วยรัฐบาลซีเรียยึดเมืองคูซายีร์มาให้ได้

ทางด้านซาลิม อิดริส สภาที่ปรึกษาสูงสุดของกลุ่มกบฏปลดปล่อยชาติซีเรีย (Free Syrian Army) ออกมากล่าวเตือนเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า หากนักรบฮิชบอลเลาะห์ยังไม่เลิกรุกรานเข้ามาในซีเรียภายใน 24 ชั่วโมง พวกเขาจะมีมาตรการไล่ล่า "แม้กระทั่งในนรก"

 

เรียบเรียงจาก

Russia to deliver arms to Syria as fears rise of proxy war, 29-05-2013, The Guardian

Israel warns Russia over Syria arms delivery, 29-05-2013, Aljazeera

Syria and Hezbollah bolster forces in Qusayr, 29-05-2013, Aljazeera
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คณะกก.พิทักษ์ผู้สื่อข่าวชี้คำสั่งคดีฟาบิโอเป็นก้าวแรกสู่ยุติธรรม

Posted: 29 May 2013 12:20 PM PDT

ชอว์น คริสปิน ตัวแทนจากคณะกรรมการพิทักษ์ผู้สื่อข่าวระบุผิดหวังกับคำสั่งศาลกรณีช่างภาพอิตาลี เนื่องจากใช้เวลาถึง 3 ปีแต่ยังมีความคลุมเครือ อย่างไรก็ตามชี้เป็นก้าวแรกของความยุติธรรม

 
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 56 เวลา 19.00 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีการแถลงข่าวสืบเนื่องจากกรณีการออกคำสั่งศาลในคดีการไต่สวนสาเหตุการเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาลี ฟาบิโอ โปเลนกี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณถนนราชดำริระหว่างการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 โดยผู้ร่วมแถลงได้แก่ ชอว์น คริสปิน ตัวแทนจากคณะกรรมการเพื่อพิทักษ์ผู้สื่อข่าว (Committee to Protect Journalists) และเอลิซาเบ็ตต้า โปเลนกี น้องสาวของฟาบิโอ โปเลนกี 
 
ชอว์น คริสปิน กล่าวว่า คำสั่งที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ออกมาในวันนี้ ซึ่งชี้ว่ากระสุนที่ยิงนายฟาบิโอเสียชีวิตมาจากทิศทางของทหาร แต่ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ยิงนั้น ถือว่าเป็นก้าวแรกของความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก แม้ระยะเวลาหลังการเกิดเหตุจะเป็นราว 3 ปีแล้ว แต่คำสั่งของศาลที่ออกมากลับยังมีความไม่ชัดเจน ทั้งๆ ที่มีพยานหลักฐานและพยานแวดล้อม รวมถึงผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ให้การเป็นพยานว่าทหารน่าจะเป็นผู้ยิงกระสุนที่ทำให้ฟาบิโอเสียชีวิต
 
ชอว์น กล่าวถึงการพิจารณาของศาลด้วยว่า ฝ่ายญาติผู้เสียชีวิตได้พยายามยื่นพยานหลักฐาน เช่น คลิปวีดีโอ และพยานบุคคลซึ่งเป็นนักข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม แต่ศาลได้ปฏิเสธไม่รับพิจารณา เนื่องจากกล่าวว่าซ้ำซากกับพยานอื่นๆ ที่ได้เบิกไปแล้ว ซึ่งชอว์นมองว่า ฝ่ายญาติผู้เสียชีวิตควรต้องสามารถยื่นหลักฐานเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องกลัวจะถูกปฏิเสธ
 
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่ตำรวจกดดันให้นักข่าวส่งมอบหลักฐานต่างๆ เช่น คลิปวีดีโอ นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่ามีการบุกค้นห้องนักข่าว และการคุกคามในรูปแบบอื่นๆ ต่อนักข่าวในช่วงหลังการชุมนุม และชี้ว่าควรให้เป็นไปตามสมัครใจมากกว่า 
 
เขากล่าวว่า ทางคณะกรรมการฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มความพยายามในการค้นหาชายสวมหมวกสีเงิน ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายว่าเป็นคนเอากล้องถ่ายรูปของฟาบิโอไป ซึ่งจนบัดนี้ยังคงค้นหากล้องดังกล่าวไม่พบ รวมถึงเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้คัดค้านการผ่านร่างพ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติของร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการนิรโทษกรรมเหมาเข่งแก่ผู้กระทำผิด
 
ด้านเอลิซาเบ็ตตา เห็นด้วยเช่นกันว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรมที่ให้แก่ทุกฝ่าย จะเป็นสิ่งที่ "เลวร้ายที่สุดที่รัฐบาลจะกระทำต่อประชาชนของตนเอง" และหวังว่ารัฐบาลจะไม่ผ่านพ.ร.บ. ดังกล่าว 
 
"การให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันร้ายแรงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่รัฐบาลจะกระทำต่อประชาชนของตนเอง เพราะถือว่าพวกเขาเป็นพี่น้อง เป็นพลเมืองของตนเอง และสำหรับ 90 กว่าชีวิตที่เสียไป ก็เหมือนกับจะไม่มีค่าอะไรทั้งสิ้น" เธอกล่าว "ไม่เพียงแต่เท่านั้น แต่ครอบครัว และญาติๆ ของพวกเขา ก็รู้สึกสูญเสียเช่นเดียวกัน" 
 
เอลิซาเบ็ตตากล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้รับการติดต่อจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเข้าพูดคุยเป็นการส่วนตัว แต่ตนไม่ได้พบ และในวันนี้ได้เชิญนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีมาร่วมที่งานแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศต่อกรณีคำสั่งคดีฟาบิโอด้วย แต่มิได้ให้การตอบรับเป็นอย่างใด
 
ทั้งนี้ ในงานดังกล่าว เอลิซาเบ็ตตาได้เปิดตัวหนังสือรวมภาพถ่ายของฟาบิโอ ในชื่อ "Bangkok Last Pictures 2010" โดยภาพบางส่วนจัดแสดงอยู่ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย และขายแก่ผู้ที่สนใจทั่วไป รายได้ที่ได้จากการขายหนังสือและภาพถ่าย เอลิซาเบ็ตต้ากล่าวว่า จะนำไปมอบให้แก่โรงเรียนต่างๆ ที่ขาดแคลนทรัพยากรในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  
 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อานันท์ กาญจนพันธุ์: ทางออกจากภาวะสังคม “สามสูง”

Posted: 29 May 2013 10:36 AM PDT

นำเสนอ 7 ปัญหาชายขอบ "ผู้สูงอายุ - คนไร้บ้าน – แรงงานนอกระบบ – มุสลิมชายแดนใต้ - ผู้พิการ – คนไร้สัญชาติ - แท็กซี่" ถูกทำให้ล่องหนในสังคมไทย "อานันท์ กาญจนพันธ์" ชี้สังคมอยู่ในภาวะ "สูญเสียตัวตนสูง - ความเสี่ยงสูง – ขูดรีดสูง" แนะขับเคลื่อนเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับกลไกเชิงสถาบัน และปฏิรูประบบภาษี

000

ในการประชุม "สานงาน เสริมพลัง ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่" โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ในช่วงบ่าย เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น มีการประชุมกลุ่มย่อยหัวข้อ "ฟังเสียงคนที่ไม่ค่อยได้ยิน" และ "ทำอย่างไรเพื่อให้สังคมเป็นธรรม" โดยมีการนำเสนอประเด็นปัญหาของกลุ่มชายขอบ 7 หัวข้อ ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนไร้บ้าน แรงงานนอกระบบ มุสลิมจากชายแดนใต้ ผู้พิการ คนไร้สัญชาติ คนขับรถแท็กซี่

อรุณี ศรีโต ประธานเครือข่ายบำนาญ นำเสนอปัญหาของผู้สูงอายุ โดยชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุไทยจำนวนมากไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบบำนาญ และเสนอให้นำ "พ.ร.บ. การออมแห่งชาติ" ซึ่งผ่านสภามาแล้ว นำมาบังคับใช้ และกล่าวด้วยว่าสังคมไทยจะยั่งยืนต่อเมื่อชุมชนแข็งแรงเพราะมีกองทุนการออมแห่งชาติ

ส่วน สุทิน เอี่ยมอิน จากศูนย์พักคนไร้บ้านบางกอกน้อย กล่าวว่าคนไร้บ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและมีผู้สูงอายุจำนวนมากตัดสินใจออกจากบ้าน เพราะไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน โดยกลุ่มคนไร้บ้านได้ตั้งศูนย์เพื่อดูแลกันเอง 3 แห่งใน กทม. และอีก 1 แห่งที่เชียงใหม่ มีการตั้งทีมสำหรับเจรจา ในกรณีที่ต้องขอให้โรงพยาบาลรับรักษาคนไร้บ้านที่เจ็บป่วย นอกจากนี้นายสุทินยังเรียกร้องให้รัฐบาลไม่แก้ปัญหาแบบสังคมสงเคราะห์ แต่เปลี่ยนมาเป็นการสนับสนุนการทำงานเครือข่าย และทำให้คนไร้บ้านสามารถยืนอยู่ในสังคมได้เอง

ด้าน วันเพ็ญ จำปาจีน ศูนย์แรงงานนอกระบบ จ.ราชบุรี กล่าวว่าแรงงานนอกระบบ มักไม่ได้รับข้อมูลว่างานที่ทำอยู่มีอันตราย หรือมีความเสี่ยงอย่างไร โดยเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสาธารณสุขประจำตำบลควรเน้นให้ความรู้กับอาชีพที่มีความเสี่ยง

ส่วน ปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ กลุ่มสตรีมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่าเป็นหนึ่งในผู้สูญเสียสมาชิกครอบครัวในช่วงเหตุไม่สงบในพื้นที่ โดยขณะนี้รวมกลุ่มสตรีซึ่งสูญเสียสมาชิกครอบครัวได้กว่า 871 รายในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อเป็นอาสาสมัครชุมชนช่วยเหลือดูแลกันเวลาเกิดปัญหา ทั้งนี้ชาวมลายูอยากเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหา แต่ที่ผ่านมาเสียงของชาวบ้านไม่ได้ถูกทำให้ได้ยิน และคนจากข้างนอกมักสั่งให้หันซ้ายทีหันขวาที ทั้งๆ ที่ คนจะบอกหันซ้ายหันขวาควรเป็นตัวเรา โดยหวังว่าพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ของทุกๆ คน ไม่ใช่แค่ของตัวเขา ไม่ใช่ของคนปัตตานี ยะลา นราธิวาสเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ของคนไทยทุกๆ คน

ด้าน ธีระยุทธ สุคนธวิท จากศูนย์ดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ จ.นนทบุรี เล่าว่าการเดินทางของคนพิการมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะระบบขนส่งมวลชนไม่เอื้ออำนวย ซึ่งพลอยกระทบกับสิทธิการเข้าถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น เมื่อค่าเดินทางสูง คนพิการจะไปเรียนหนังสือทุกวันได้อย่างไร การอยู่เฝ้าบ้านจึงกลายเป็นหน้าที่คนพิการ หรืออย่างบริการสาธารณสุขถึงฟรีก็ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ เพราะค่าเดินทางไม่ฟรี ยังไม่นับกรณีคนพิการรุนแรง ประเภทสี่คนหามสามคนแห่ นั่งไม่ได้ นอนไปอย่างเดียว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางแพงมาก จะไปไหนมาไหนต้องเหมารถ

โดยขณะนี้ธีระยุทธและเพื่อนผู้พิการได้ร่วมกันตั้งกลุ่ม เพื่อออกเยี่ยมเยียนผู้พิการรุนแรง ที่ต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ โดยออกเยี่ยมเยียนเพื่อไปให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา รวมถึงรับฟังความทุกข์และความในใจของพวกเขาด้วย

ธีระยุทธ ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสาธารณูปโภค รวมถึงระบบขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะ รวมถึงโอกาสอื่นๆ ด้วยรวมทั้งการศึกษา สาธารณสุข และอยากให้ทุกคนเปิดใจเห็นคนพิการเป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นพี่น้อง เป็นสมาชิกหนึ่งของชุมชน เพื่อที่จะได้มีสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

ลาเคละ จะทอ ชาวลาหู่ นายกเทศมนตรีหญิงจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าที่ผ่านมามีกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และตกสำรวจจากข้าราชการทำให้ไม่ได้รับสัญชาติ ซึ่งการไม่มีสัญชาติทำให้เสียโอกาสทั้งด้านการศึกษา และการรับบริการสาธารณสุข นอกจากนี้พอไม่มีสัญชาติ บางทีก็ถูกมองจากสังคมว่าเป็นคนอื่น จึงอยากขอร้องให้มองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นมนุษย์เหมือนกัน และเป็นเพื่อนร่วมโลก

ส่วน สำอางค์ ขันธนิธิ ตัวแทนคนขับรถแท็กซี่ ได้เรียกร้องความเท่าเทียมของคนทุกอาชีพ ไม่อยากให้มีการเปรียบเทียบว่าอาชีพนี้ด้อยกว่าอาชีพนี้ โดยที่ผ่านมากลุ่มของเธอมีการรวมตัวกันตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนขับแท็กซี่เพื่อรวมตัวกันสร้างประโยชน์ให้สังคมด้วย

 

000

อานันท์ กาญจนพันธุ์: สังคมสามสูง และทางออก

โดยหลังการนำเสนอปัญหา ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญคือภาวะการสูญเสียตัวตน คนสนใจแต่เรื่องของตัวเอง และไม่สนใจผู้อื่น โดยผู้ที่นำเสนอปัญหาทั้ง 7 เหล่านี้ล้วนมีสภาพไม่ต่างจากมนุษย์ล่องหนเพราะถูกลืม และยิ่งปัจจุบันที่สังคมอยู่ในสภาพสังคมข้อมูลข่าวสาร แต่กลับมีการครอบงำข้อมูลข่าวสารสูง มีการนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ทำให้เกิดการฉายภาพบ้างด้าน ก็ยิ่งซ้ำเติมสิ่งที่เป็นอคติ ยิ่งทำให้ปัญหาที่มีอยู่นี้หนักข้อขึ้น

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเรามองปัญหาระดับผิวเผินไม่ได้ เพราะปัญหาที่มองเห็นเกิดจากการสะสม ซับซ้อน ทับถมมานาน ซ้อนกันหลายระดับ และยิ่งสังคมที่เข้าสู่ระบบโลภาภิวัตน์ ก็เป็นไปอย่างที่เขาเรียกว่า "ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยิ่ง ว้าเหว่" ทั้งนี้รากฐานสำคัญของโลกาภิวัตน์ก็คือมันจะอยู่อย่างปัจเจกมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่ เห็นตัวเองเป็นหลัก มองไม่เห็นคนอื่น คุณเป็นใครเขาไม่สน เขาสนใจตัวเอง "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" คำแบบนี้ไม่มีแล้วในยุคนี้ กลายเป็น "ไม่มีหัวอกหัวใจ" มีแต่พูดว่ากูจะอยู่อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ลึกๆ แล้วมันกำลังแพร่กระจายอยู่ในใจของทุกคน

อาจารย์อานันท์ กล่าวว่าระหว่างเดินทางมาที่ประชุมได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้โดยสารรถไฟฟ้า BTS อย่างนักมานุษยวิทยา โดยพบว่าทุกคนที่นั่งรถไฟฟ้า BTS ไม่มีใครมองหน้าใคร กดมือถือตลอด อยู่ในโลกของตัวเอง "ผมก็เฝ้าสังเกตเพราะเป็นนักมานุษยวิทยา และผมอาจเป็นคนสุดท้ายในโลกนี้ยังไม่ใช้มือถือ เพราะผมกลัวมากว่าจะไม่เอาใจเขาไปใส่ใจเรา"

000

โดยลักษณะปรากฏการณ์นี้เกิดมาจากสิ่งที่เรียกว่า "สามสูง" ได้แก่ หนึ่ง "สูญเสียตัวตนสูง" เพราะมองเห็นแต่ตัวเอง สนใจตัวเอง ไม่เห็นปัญหาของคนอื่น ทำให้คนอื่นถูกทำให้กลายเป็นมนุษย์ล่องหน

สูงที่สองคือ "ความเสี่ยงสูง" โดยจะเห็นได้จากผู้ที่นำเสนอปัญหาชายขอบทั้ง 7 ประเด็นนั้น บางกลุ่มก็ทำงานอยู่ในภาคเศรษฐกิจภาคไม่เป็นทางการ ซึ่งมีความเสี่ยง เป็นการประกอบอาชีพที่เขาโละออกจากภาคเศรษฐกิจทางการไปแล้ว

โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบนับเป็นบุคคลล่องหนแท้จริง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเจริญมาได้เพราะเขา แต่เรามองไม่เห็นหัวเขา ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพความเสี่ยงจากการทำงาน รวมทั้งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

"ที่เชียงใหม่ ผมเจอหลายคน คนทำงานประเภทที่เขาโละออกไปแล้ว ซึ่งมีแต่ความเสี่ยง อย่างช่างประกอบไฟสำหรับติดต้นคริสต์มาส เวลาประกอบไฟเสร็จเขาต้องทดสอบนะครับ บางคนก็กระเตงลูกไป เสียบปลักไป ถ้าเกิดไฟช็อต ก็ไม่ได้ค่าชดเชยอะไร"

"ขณะที่กลุ่มเกษตรพันธะสัญญาที่รับพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์มาจากบริษัทใหญ่มาเลี้ยง ถ้านำปลาเลี้ยงไปกระชัง แล้วแม่น้ำเน่า ปลาตาย บริษัทก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ที่บอกว่าเกษตรพันธะสัญญานั้น จริงๆ ไม่มีสัญญานะครับ เพราะเกษตรกรรับความเสี่ยงคนเดียว แทนที่เป็นการร่วมทุน และพอถึงเวลามีปัญหา เกษตรกรก็รับภาระคนเดียว แล้วอย่างนี้จะอยู่กันได้อย่างไร"

สูงที่สามคือ "ค่าเช่าสูง" หรือ "ขูดรีดสูง" ทั้งนี้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ระบบทุนนิยมเป็นผู้เอาผลประโยชน์ส่วนเกินออกไปจากระบบ และเอาออกไปมากกว่าส่วนที่คืนกลับมา เช่น ระบบจ่ายภาษีปัจจุบัน ที่ไม่ว่าคนงานรับค่าแรงวันละ 300 บาท หรือคนเงินเดือนเป็นหมื่นเวลาซื้อสบู่ก็เสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT 7% เท่ากัน คือทั้งที่คนมีความสามารถในการจ่ายไม่เท่ากัน แต่กลไกทางเศรษฐกิจกลับผลักภาระให้คนด้อยโอกาสต้องจ่ายภาษีมากกว่า

นอกจากนี้ ประเทศไทยเก็บภาษีทางตรงกับคนไม่เกิน 2 ล้านคน แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่หลบเลี่ยงได้ นอกจากนี้มาตรการภาษีก้าวหน้า รวมทั้งภาษีที่ดิน และมรดกก็ยังไม่เกิดขึ้น โดยกลไกเศรษฐกิจที่พิกลพิการเช่นนี้ เกิดมาจากความเชื่อเรื่องเสรีนิยมใหม่ ที่เชื่อว่า กลไกตลาดดี 100% ถ้าให้ตลาดทำงานแล้วจะสบาย แต่จริงๆ แล้ววิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 หรือวิกฤตแฮมเบอเกอร์ในสหรัฐอเมริกาก็เป็นตัวอย่างที่ฟ้องว่ากลไกตลาดก็ล้มเหลวได้ โดยการที่ไม่มีกลไกควบคุมตลาดที่เพียงพอ ทำให้มันดึงส่วนเกินจากผู้คนมากจนเกินไป

อาจารย์อานันท์ ยกตัวอย่างการทำงานของคนงานในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน ซึ่งมียุคหนึ่งที่คนงานหลักเลิกงานแล้ว กลับบ้านแล้วหลับจนเสียชีวิต ที่เรียกว่าไหลตาย ซึ่งหาสาเหตุไม่ได้ แต่แพทย์กลับระบุว่าเป็นโรคเอดส์ ซึ่งที่จริงแล้วคนงานเหล่านี้ทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ และสัมผัสกับสารเคมีและรังสีปนเปื้อน คำถามก็คือในเวลานี้เมืองไทยมีแพทย์ที่รู้เรื่องสาเหตุความเจ็บป่วยในโรงงานกี่คน จะมีแพทย์คนไหนที่ศึกษาว่าโรงงานสร้างปัญหาให้กระทบให้กับคนงาน

ทั้งนี้คนงานทำงานให้โรงงาน แต่โรงงานกลับไม่เห็นคุณค่าคนงาน เอาจากมากกว่าที่คืนให้เขา ทั้งที่เขาเป็นคนงานของโรงงาน แต่กลับไม่ได้รับการดูแลเหมือนกับเป็นสมาชิกในบ้าน สิ่งนี้คือการที่ทุนดึงเอาส่วนเกินมากเกินไปจากคนที่ทำงาน

โดยอาจารย์อานันท์เสนอว่าหากจะแก้ภาวะ "สามสูง" นี้ จะให้คนชายขอบแต่ละกลุ่มปัญหารวมตัวช่วยเหลือกันคงไม่พอ เพราะชีวิตเขาตอนนี้ก็ลำบากอยู่แล้ว อย่างกลุ่มผู้พิการ นอกจากนี้สมัยก่อนเชื่อว่า "บ้าน วัด โรงเรียน" จะแก้ปัญหา แต่สมัยนี้ปัญหาใหญ่ระดับโลกาภิวัตน์คงไปไม่รอด จะให้เขารวมตัวแก้ไขปัญหาตัวเองคงแก้ได้ระดับหนึ่งแต่การแก้ไขปัญหาระดับรากโคน สังคมต้องสร้างกลไกแบบใหม่ขึ้นมา ต้องเปลี่ยนกลไกภาษี และต้องพูดกันอีกหลายชนิดภาษีทั้งภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน เพราะภาระความสามารถในการจ่ายภาษีไม่เท่ากัน แต่เราดันเก็บภาษีเท่ากัน ซึ่งทำให้เกิดสังคมที่ไม่เป็นธรรม

ในตอนท้ายอาจารย์อานันท์ กล่าวด้วยว่า การออกจากภาวะ "สามสูง" นี้ ต้องการพลังขับเคลื่อนทางสังคมอย่างยิ่ง โดยต้องรวมตัว ต่อรอง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมกลไกเชิงสถาบัน ซึ่งที่ผ่านมาการรวมตัวเพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยังไม่ค่อยมีเท่าใดนัก

บทบาทของนักวิชาการ หรือนักพัฒนาในองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างเดียวคงไม่พอ แต่จำเป็นที่กลุ่มทางสังคมต่างๆ จะต้องเข้ามาสร้างเครือข่ายโยงใยเพื่อขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ "ถ้าแก้สามสูงไม่ได้ก็ต้องนั่งพูดกันอีกหลายสิบปี เรื่องทำอย่างไรให้สังคมเป็นธรรม ป้าย (บนเวที) นี้ก็เก็บไว้ได้เลย เพราะต้องพูดอีกนานเลยคุณเอ๋ย" ศ.ดร.อานันท์กล่าว

 

000

ความหวังว่าสังคมจะมีโอกาสเข้าใจ

ขณะที่ .สุริชัย หวันแก้ว ผอ.ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการนำเสนอประเด็นปัญหาของคนชายขอบเหล่านี้ สิ่งที่พบก็คือ เราแทบไม่มีโอกาสรับรู้ความจริงในสังคมเลย สังคมข้อมูลข่าวสารแต่กลับมืดบอดด้านความรับรู้ ทั้งนี้เรากำลังให้ผลักความเสี่ยงที่เกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องของคนอื่นไปหมด และคิดว่าถ้าเรื่องนี้กวนใจมาก ก็จะร่วมบริจาคเสียหน่อย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้น่ากลัวและเราเองไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสังคมปัจจุบัน มีคนตื่นตัว และไม่ได้งอมืองอเท้า อย่างไรก็ตามระบบหน่วยงานราชการ ที่จะแก้ไขปัญหาสังคม ยังมีวิธีคิดแบบสงเคราะห์ ขณะที่สื่อมวลชนให้ความสนใจกับบางเรื่องเท่านั้น เช่น ไปให้น้ำหนักกับการตามผู้ใหญ่บ้านเมืองไปแจกของ แต่จะสื่อหรือใครที่ให้ความสนใจเวลาที่กลุ่มผู้พิการลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเอง สร้างงานด้วยตัวเอง ทั้งนี้เรายังไม่ได้หันมามองผู้เสียหายที่ลุกมาแก้ไขปัญหาตัวเองเท่าที่ควร แต่จากการฟังการนำเสนอปัญหาเหล่านี้ ชวนให้รู้ว่าที่ผ่านมาระบบได้ทำลายศักยภาพของเราไปเยอะ

ส่วน "ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ" จากมูลนิธิดวงประทีป ซึ่งทำงานพัฒนาและจัดการศึกษาในชุมชนคลองเตยมาหลายสิบปี กล่าวว่า เชื่อว่าในที่สุด สังคมไทยจะมีทางออกอย่างหนึ่ง คือถึงแม้จะมีปัญหา แต่ในที่สุดจะสามารถพูดคุยกัน เข้าใจ และร่วมแก้ไขปัญหาได้ "ทั้งนี้ทุกปัญหามีประตูทางออกเสมอ แต่เราต้องมีความอดทน และต้องอาจจะต้องอดทนต่อการถูกด่าว่าดูถูกสารพัดเรื่อง แต่ขอให้คิดอย่างเดียวว่าเขาอาจจะไม่เข้าใจเรา จะได้ไม่ต้องแบกความไม่เข้าใจหรือทัศนคติลบเหล่านั้น และขอให้พยายามสร้างกำลังใจ และวันหน้าเขาจะมีโอกาสเข้าใจเรา และเราก็มีโอกาสทำงาน ได้คิดสร้างสรรค์ต่อไป"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

Posted: 29 May 2013 07:56 AM PDT

"ทหารก็มีหลักฐานก็ไปสู้กันในศาล อย่ามาพูดกันนอกศาล ต้องให้ความเคารพต่อศาลและกระบวนการยุติธรรม ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาเรื่องต่างๆ มาพูดนอกศาล ไม่ใช่ว่าผมไม่ห่วงลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา ใครมาพูดอย่างไรก็แล้วแต่ผมจะไม่พูดนอกศาล"
 

29 พ.ค.56, ผบ.ทบ. กล่าวหลังศาลมีคำสั่ง 'ฟาบิโอ' ช่างภาพอิตาเลียนเสียชีวิตจากกระสุนฝั่งทหาร

จอม เพชรประดับ: สันติภาพปลายด้ามขวาน - ยุทธศาสตร์ “รัฐไทย” ยังห่างไกล “บีอาร์เอ็น”

Posted: 29 May 2013 07:43 AM PDT

เป็นไปตามความคาดหมาย ที่ ขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมาลายูปาตานี หรือ บีอาร์เอ็น ก็ได้ออกแถลงการณ์ผ่านยูทูป อีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา  ก่อนการ พูดคุย รอบที่ 4 ในวันที่ 13 มิถุนายนที่จะถึงนี้

แม้แถลงการณ์ ครั้งที่ 2   ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เพราะไม่มีข้อเรียกร้องใหม่เพิ่มเติม จากข้อเรียกร้องเดิม 5 ข้อที่ออกมาก่อนหน้าที่จะมีการพูดคุยรอบที่ 3 เพียงไม่กี่วัน    ครั้งนี้  เป็นเพียงการตอกย้ำ ให้เหตุผลเพิ่มเติม และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐไทยให้ปฎิบัติตามข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อเดิม

แต่ที่น่าวิเคราะห์จากแถลงการณ์ ครั้งที่ 2 นี้ก็คือ บีอาร์เอ็น มีการวางยุทธศาสตร์การเจรจา หรือยุทธวิธีการต่อรอง อย่างเป็นระบบ เป็นมืออาชีพในระดับสากลอย่างมาก  จนเป็นผลให้  บีอาร์เอ็น  บรรลุเป้าหมายในขั้นแรก ไปเรียบร้อย หรือ หรือจะเรียกได้ว่าคว้าชัยชนะ ในขั้นที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว

กล่าวคือ นอกจากจะทำให้กลุ่ม บีอาร์เอ็น กลายเป็น "องค์กรปลดปล่อยอิสรภาพให้กับประชาชนมาลายูปาตานี" อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว บีอาร์เอ็น ถูกยกฐานะขึ้นเทียบเท่าระดับรัฐ หรือ ระดับสากล  เป็นผลสำเร็จด้วย

หากพิจารณา แถลงการณ์ ครั้งที่ 2 นี้ จะเห็นว่า นี่คือการ รุกคืบทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อ กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างยิ่ง  เพราะทำให้เห็นว่า นับจากนี้ไป ไม่ใช่เพียงแต่ รัฐไทย  ฝ่ายเดียว ที่จะกำหนดทิศทางการพูดคุย โดยการแถลงหรือชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวโลก หรือกับประชาชนคนไทยว่า การพูดคุยเพื่อสันติภาพเป็นอย่างไร ทิศทางการพูดคุยจะเป็นไปในทิศทางไหน ผ่านสื่อในประเทศ หรือต่างประเทศเท่านั้น   แต่  บีอาร์เอ็น ก็มี ยูทูป เป็นช่องทางการสื่อสารต่อชาวโลก และต่อชาวไทย ได้อย่างทรงพลังด้วยเช่นเดียวกัน และอาจจะเข้าถึงประชาชนในระดับสากลได้มากกว่าด้วย

แถลงการณ์ผ่าน ยูทูป ของ บีอาร์เอ็น ครั้งที่ 2  ทำให้  ชาวโลก และคนไทยได้เห็นข้อแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ ระหว่างความคิดของ บีอาร์เอ็น กับ รัฐไทย ต่อ กระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพปาตานี ว่า มีความแตกต่างและขัดแย้งกันอย่างไร

รวมทั้งคำอธิบายเพื่อเพิ่มน้ำหนัก ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อเดิม ก็มีน้ำหนักและ สอดคล้องกับ หลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสำคัญ ซึ่งอาจจะวิเคราะห์ให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นได้ดังนี้  

ประการแรก – บีอาร์เอ็น เชื่อและคิดว่า กระบวนการสร้างสันติภาพปาตานี ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ ได้พัฒนาไปสู่กระบวนการเจรจา  (ใช้ภาษามาลายูว่า  "Rudingan Damai" ) เรียบร้อยแล้ว  จากแถลงการณ์ฉบับแรกที่ยังคงใช้ การพูดคุย ( ใช้ภาษามาลายูว่า "Pembicaraan" ) 

ขณะที่ รัฐไทย ยังคงอธิบายต่อชาวไทยและชาวโลกว่า นี่เป็นเพียงการพูดคุย (Dialogue)    เพื่อปรับทุกข์ ผูกมิตร สืบสภาพ หยั่งดูท่าทีระหว่างกันเท่านั้น  และรัฐไทยยังคงยืนยันว่า  ไม่ต้องการที่จะยกระดับการพูดคุยนี้ ขึ้นสู่ระดับสากล  ชัดเจนว่า ความคิดที่แตกต่างนี้ จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพปาตานีอย่างมาก

ประการที่สอง –  นี่เป็นการรุกทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้ง ของบีอาร์เอ็น  และเป็นอีกครั้ง ที่เป็นการ ดิสเครดิต รัฐไทย    เพราะเมื่อ บีอาร์เอ็น คิดว่า กระบวนการสร้างสันติภาพปาตานี ได้เข้าสู่ ขั้นตอนของการเจรจา (Negotiation)  แล้ว  จึงเสนอแนวทาง กระบวนการสร้างสันติภาพที่เป็นสากล นั่นคือ ตอกย้ำข้อเรียกร้องเดิมที่จะให้ มาเลย์เซีย มาเป็น คนกลางทำหน้าที่ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediatur ) ไม่ต้องการให้ ทำหน้าที่เพียงแค่ เลขานุการของการพูดคุย หรือเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย ( Faciliatur ) เหมือนอย่างที่รัฐไทยต้องการ

อีกทั้งยังย้ำในข้อเสนอที่จะให้มี ผู้สังเกตการณ์ หรือสักขีพยาน  คือ โอไอซี (OIC – Organization of islamic Co-operation ) หรือ เอ็นจีโอ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาคมระหว่างประเทศ ที่ทำงานด้านสันติภาพ ที่ต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ประการสุดท้าย – แถลงการณ์ บีอาร์เอ็น ครั้งที่ 2  เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า   ยุทธศาสตร์ เพื่อปลดปล่อยปาตานี ของ บีอาร์เอ็น นั้น มีกำหนดยุทธศาสตร์อย่างขั้นเป็นตอน  และเป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องในระดับสากล สอดคล้องกับความสนใจหรือความต้องการที่จะเห็นสันติภาพของประชาคมระหว่างประเทศ

สำหรับ รัฐไทย  ได้อะไรบ้าง  ระหว่างที่ กระบวนการสร้างสันติภาพปาตานี กำลังจะเข้าสู่ เดือนที่ 4   คำตอบ คงมีเพียงอย่างเดียวคือ ความกล้าหาญ ที่ยอมเปิดพื้นที่ พูดคุย ขึ้น จนได้รู้จักตัวตนที่แท้ ของ กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้  ตามความเข้าใจของรัฐไทย  หรือพอจะได้เครดิตทางการเมืองภายในประเทศบ้าง  แต่จะเป็นเพียงการได้ ระยะสั้น หากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาตร์

และจะเทียบกันไม่ได้กับสิ่งที่กำลังจะสูญเสียไปในอนาคต  โดยไม่รวมความสูญเสีย และความตายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่รัฐ และกับประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นในระหว่างนี้และที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว   ถ้าเป็นเช่นนี้ จะให้ ประชาชนคนไทย เชื่อได้อย่างไรว่า รัฐไทย กำลังอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบในกระบวนการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

หรือ รัฐไทย  ยังไม่รู้อีกว่า กำลังต่อสู้ หรือ เจราจาอยู่กับ กลุ่มก่อการร้ายสากล ที่ ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็น ขบวนการปลดปล่อยอิสรภาพมาลายูปาตานี ที่เป็น องค์กรสากล ไปเรียบร้อยแล้ว

ถึงเวลานี้ รัฐไทย  ยังไม่ยอมรับความเป็นจริงอีกหรือว่า ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ปัญหาภายในอีกต่อไป  แต่เป็นสงครามระหว่างชาติพันธุ์ 1 ใน 50 แห่งของโลกที่ นานาชาติเฝ้าจับตามอง และหลายประเทศก็ได้เข้ามามีบทบาทอยู่ใน พื้นที่แล้วขณะนี้ ในด้านต่าง ๆ 

ถ้า รัฐไทย กล้าที่จะยอมรับความจริงว่า ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พัฒนาเป็นปัญหาในระดับสากลแล้ว  ก็ควรจะที่รีบปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้ หมายถึง กระบวนการต่อสู้เพื่อสร้างสันติภาพ ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากลด้วย  เหมือนที่คนไทยเคยได้เห็นความมุ่งมั่นทุ่มเทของรัฐไทย ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้อย่างเป็นมาตรฐานสากลใน คดีปราสาทพระวิหาร ที่ ศาลโลก มาแล้ว

คงไม่ต้องถามด้วยซ้ำว่า   ระหว่าง พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ทับซ้อนกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่ง อาจจะไม่มีคนไทยอาศัยอยู่เลย   กับพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา ในชายแดนภาคใต้  และมีคนไทยอาศัยอยู่เกือบ 2 ล้านคน รัฐไทย ควรจะให้ความสำคัญ และทุ่มเทแก้ปัญหาเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่ใดมากกว่ากัน.   


   
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนค้านจัดฟอร์มูล่า-วัน ใน พท.ประวัติศาสตร์

Posted: 29 May 2013 07:40 AM PDT

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ 2 ฉบับ ค้านการใช้พื้นที่ประวัติศาสตร์ในการแข่งรถฟอร์มูล่า-วัน ประกาศพร้อมเป็นศัตรูทุกองค์กร/หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดงาน เตรียมฟ้องร้องศาลปกครองระงับเพิกถอนโครงการ

28 และ 29 พ.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ 2 ฉบับ ค้านการใช้พื้นที่ประวัติศาสตร์ในการแข่งรถฟอร์มูล่า-วัน ประกาศพร้อมเป็นศัตรูทุกองค์กร/หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดงาน จากกรณีที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรถสูตร 1 ชิงแชมป์โลก "ฟอร์มูล่า-วัน" ในปี 2558 โดยใช้เส้นทางหลักผ่านถนนราชดำเนิน ระยะทาง 5.995 กม. เริ่มที่กรมอู่ทหารเรือ ท่าราชวรดิษฐ์ พร้อมผ่านสถานที่สำคัญ อาทิ พระบรมมหาราชวัง สนามหลวง ป้อมพระอาทิตย์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฯลฯ โดยอ้างประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนมองว่าจะเป็นการนำไปสู่ความเดือดร้อนและเสียหายเกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมระบุด้วยว่าสมาคมฯ และชาวชุมชนในเกาะรัตนโกสินทร์ที่หวงแหนโบราณสถานและทรัพย์สมบัติของชาติ จะนำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อระงับเพิกถอนโครงการทันที

00000

แถลงการณ์

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

คัดค้านการใช้พื้นที่ประวัติศาสตร์ในการแข่งรถฟอร์มูล่า-วัน

..............................................

กรณีที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทำตัวเป็นนอมินีให้กับบริษัทเอกชนเพื่อโปรโมทแบรนด์สินค้า เตรียมการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรถสูตร 1 ชิงแชมป์โลก "ฟอร์มูล่า-วัน" ในปี 2558 โดยใช้เส้นทางหลักผ่านถนนราชดำเนิน ระยะทาง 5.995 กม. เริ่มที่กรมอู่ทหารเรือ ท่าราชวรดิษฐ์ พร้อมผ่านสถานที่สำคัญ อาทิ พระบรมมหาราชวัง สนามหลวง ป้อมพระอาทิตย์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฯลฯ โดยอ้างประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว โดยความเห็นชอบของกรุงเทพมหานครนั้น

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขอคัดค้านนโยบายและแผนการดำเนินการดังกล่าว 100% เหตุเพราะการจัดการแข่งขันดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง มีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยจากอุบัติเหตุซึ่งมักจะเกิดเป็นปกติในการแข่งรถประเภทนี้ จากการแหกโค้งซึ่งจะทำให้อาคารสิ่งปลูกสร้างในแนวถนนตลอดระยะทางของการจัดแข่งอาจได้รับความเสียหาย เพราะทุกตารางเมตรของพื้นที่จัดแข่งรถล้วนเป็นพื้นที่ทางโบราณสถาน ที่เต็มไปด้วยรากเง้าทางประวัติศาสตร์ของเกาะรัตนโกสินทร์และของชาติ และที่สำคัญเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนของรถแข่งจำนวนมากจะทำให้โครงสร้างของพระบรมหาราชวัง อาคารประวัติศาสตร์และโบราณสถาน วัดสำคัญๆ ต่าง ๆ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติได้รับผลกระทบเสียหาย

นอกจากนั้นการจัดการแข่งขันดังกล่าว เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายฉบับ เช่น ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 74 มาตรา 290 ประกอบมาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 และมาตรา 87 และขัดต่อ พรบ.การจาจร 2522 พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 พรบ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 2504 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2535 ซึ่งเป็นขั้นตอน วิธีการ ที่กฎหมายกำหนด โดยมีหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลหลายหน่วยงาน รวมทั้งคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนคนกรุงเทพมหานครทั้งหมด i

การที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะใช้อำนาจโดยพละการ นำไปสู่การเห็นชอบหรืออนุมัติ/อนุญาตให้ผู้ประกอบการเอกชนนำรถ "ฟอร์มูล่า-วัน" มาแข่งขันเพื่อโปรโมทแบรนด์สินค้าของเอกชน โดยสมอ้างว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่กล่าวแล้ว สมาคมฯจึงใคร่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำลังดำเนินการดังกล่าวยุติการกระทำและการใช้อำนาจทางปกครอง ที่อาจนำไปสู่ความเดือดร้อนและเสียหายเกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวเสีย และหากหน่วยงานดังกล่าวยังดื้อดึงที่จะดำเนินการต่อไป สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวชุมชนในเกาะรัตนโกสินทร์ที่หวงแหนโบราณสถานและทรัพย์สมบัติของชาติ จะนำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อระงับเพิกถอนโครงการทันที

ประกาศมา ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2556

นายศรีสุวรรณ จรรยา

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

..............................................

 

แถลงการณ์ ฉบับที่ 2

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

สมาคมฯต้านโลกร้อนพร้อมเป็นศัตรูทุกองค์กร/หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดแข่งฟอร์มูล่า-วัน

.............................

ตามที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง คัดค้านการใช้พื้นที่ประวัติศาสตร์ในการแข่งรถฟอร์มูล่า-วัน ไปแล้วนั้น เพราะสมาคมฯเห็นว่าการจัดการแข่งขันดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เท่านั้น แต่เหตุผลที่แท้จริง คือ การสนับสนุนแบรนด์สินค้าและบริการ ที่จะได้ประโยชน์จากการโฆษณาสินค้าและบริการตลอดการดำเนินการจัดการแข่งขันเท่านั้น

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงใคร่ขอประกาศและยืนยันมา ณ ที่นี้ว่า สมาคมฯพร้อมเป็นศัตรูกับทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนที่ให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันรถฟอร์มูล่า-วันดังกล่าว เพราะจะถือได้ว่าหน่วยงาน/องค์กร/บริษัทดังกล่าว มิได้รู้คุณค่าของแหล่งโบราณสถานหรือพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาติของแผ่นดิน ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หรือรักษาไว้ หากแต่หวังผลเพียงการได้ประโยชน์จากการโฆษณา ประชาสัมพันธ์แบรนด์สินค้าและบริการหรือชื่อเสียงของหน่วยงานตนเท่านั้น

ทั้งนี้สมาคมฯมิได้ต่อต้านการจัดการแข่งขันรถฟอร์มูล่า-วัน ซึ่งเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงในระดับโลก หากแต่เป็นการต่อต้านการเลือกใช้พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์มาเป็นพื้นที่ในการจัดการแข่งขันต่างหาก และหากรัฐบาลหรือ กกท. จะจัดการแข่งขันจริง ก็ยังมีพื้นที่อื่นของประเทศอีกมากมายให้เลือกในการใช้เป็นพื้นที่ในการจัดการแข่งขัน

ดังนั้น สมาคมฯขอวิงวอนผ่านการแถลงการณ์ฉบับนี้ ขอให้ทุกหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนที่คิดจะสนับสนุนการแข่งขันรถฟอร์มูล่า-วัน ในครั้งนี้ได้โปรดคิดและทบทวนในการจัดหรือการสนับสนุนการจัดแข่งรถฟอร์มูล่า-วันในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ในครั้งนี้เสีย เพื่อรักษาแหล่งโบราณสถานหรือพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาติของแผ่นดิน ที่อาจเสียหายจากการดำเนินการแข่งขันรถฟอร์มูล่า-วัน ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ต่อไป

ประกาศมา ณ วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2556

นายศรีสุวรรณ จรรยา

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อวัตถุศึกษากับอธิป: เจรจา ‘ทีพีพี’ ด้านลิขสิทธิ์ที่เปรูยังไม่คืบ

Posted: 29 May 2013 07:39 AM PDT

ประมวลข่าวสารด้านทรัพย์สินทางปัญญากับ 'อธิป จิตตฤกษ์' นำเสนอข่าวการเจรจาข้อตกลง TPP ส่วนลิขสิทธิ์ยังติดขัด, กูเกิลเตรียมบุกตลาดแอฟริกา-อุษาคเนย์, สหรัฐเตรียมขยายกลไกสอดส่องไปอินเทอร์เน็ต

Immaterial Property Research Center ตั้งขึ้นในวันที่ 18 มกราคม หรือ "วันเสรีภาพอินเทอร์เน็ต" เพื่อเป็นศูนย์ข่าว ศูนย์ข้อมูล และศูนย์วิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุ (หรือที่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าทรัพย์สินทางปัญญา) ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กับระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมืองในโลก ทางศูนย์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานของศูนย์ฯ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุที่เอื้อให้เกิดเสรีภาพในเชิงบวกไปจนถึงความเท่าเทียมกันของผู้คนในโลก

 

21-05-2013

ชาติที่เข้าร่วมการเจรจาการค้า TPP ที่กรุงลิมา เปรูไม่สามารถตกลงในส่วนของทรัพย์สินทางปัญญาได้

ในระหว่างการเจรจาส่วนทรัพย์สินทางปัญญาของข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ทีพีพี (Trans-Pacific Partnership - TPP) รอบที่ 18 ที่กรุงลิมา ประเทศเปรูนั้น แม้จะยืดยาวไปกว่า 80 หน้าแล้วก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

สหรัฐเองก็ถูกตั้งคำถามมากว่าตัวสหรัฐเองจะทำตามข้อเรียกร้องหลายๆ อย่างที่ตัวเองได้อย่างไร เพราะคำตัดสินของศาลสูงอเมริกาไปจนถึงข้อเรียกร้องการปฏิรูปของสำนักงานลิขสิทธิ์ที่ทางทำเนียบขาวสนับสนุน และเตรียมจะร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ก็ล้วนดูจะขัดกับข้อเรียกร้องหลายๆ อย่าง

ทั้งนี้ การเจรจาข้อตกลงทีพีพี มีคู่เจรจาจากหลายประเทศในหลายทวีป อาทิ ออสเตรเลีย บรูไน ชิลี แคนาดา มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เปรู และเวียดนาม เป็นต้น  โดยล่าสุดการเจรจาดำเนินเป็นรอบที่ 18 ระหว่างวันที่ 15-24 พ.ค. ที่ผ่านมา ในกรุงลิมา ประเทศเปรู มีรายงานว่า นอกจากที่ประชุมจะประสบปัญหาไม่สามารถตกลงได้ในส่วนของทรัพย์สินทางปัญญา ด้านธุรกิจเภสัชกรรมก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้เช่นกัน

ข้อตกลงทีพีพี ถูกวิจารณ์จากองค์กรภาคประชาสังคมว่า เป็นการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ที่อาจนำไปสู่การละเมิดเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และเป็นอุปสรรคการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ นอกจากนี้ ยังถูกวิจารณ์ด้วยว่ากระบวนการเจรจาเป็นไปอย่างปิดลับ และขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

News Source:  http://infojustice.org/archives/29657 , http://www.ip-watch.org/2013/05/20/infojustice-trans-pacific-partnership-ip-chapter-stalled/

 

Pāvels Jurs ครูชาวลัตเวียผู้สแกนหนังสือประวัติศาสตร์ขึ้นเว็บไซต์การเรียนรู้ส่วนตัวเพื่อให้เด็กยากจนโหลดไปอ่านได้โดนตำรวจบุกจับถึงบ้านฐานละเมิดลิขสิทธิ์

ข้อมูลยังไม่ชัดเจนนักว่าใครเป็นผู้แจ้ง "ตำรวจคดีเศรษฐกิจ" ของลัตเวียให้บุกจับ Jurs ถึงบ้าน แต่เขาก็เคยพูดคุยกับผู้เขียนแล้ว (มีความเป็นไปได้ว่าผู้แจ้งดำเนินคดีคือสำนักพิมพ์)

Jurs บอกว่าการทำเว็บไซต์นี้ก็ไม่ได้สร้างเงินสร้างทองอะไรให้เขา แต่มัน "เข้าเนื้อ" เขาด้วยซ้ำเพราะเขาต้องใช้เงินส่วนตัวมาเป็นค่าดูแลเว็บไซต์ ซึ่งสำหรับคดี เขาคิดว่าการดำเนินการทางแพ่งก็น่าจะเพียงพอแล้ว การดำเนินคดีอาญา (ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี) ที่ถึงกับให้ตำรวจบุกจับเขาถึงบ้านและยึดคอมพิวเตอร์ไปอย่างนี้ดูจะเลยเถิดไปมากๆ

ทั้งนี้ ล่าสุดทางตำรวจก็ได้ปิดเว็บไซต์ของเขาแล้ว ส่งผลให้นักเรียนของเขาไม่สามารถเข้าถึงเอกสารต่างๆ ได้ทั้งๆ ที่เป็นช่วงใกล้ช่วงสอบของนักเรียนด้วย

News Source:  http://torrentfreak.com/police-raid-school-teacher-for-uploading-history-book-for-students-130520/

 

22-05-2013

Amazon เปิดตัวเว็บ Kindle Worlds ที่ให้นักเขียนมาขาย "แฟนฟิค" อย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์

ทั้งนี้เว็บนี้เป็นเว็บที่อเมซอนได้ "เคลียร์ลิขสิทธิ์" โดยการซื้อใบอนุญาตมาจากนักเขียนหลายๆ เรื่องอย่าง Gossip Girl, Pretty Little Liars และ Vampire Diaries มาแล้ว ซึ่งจะทำให้สถานะของแฟนฟิคบนเว็บนี้มีความถูกต้องตามลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน ไม่คลุมเครือแบบแฟนฟิค Twilight ที่กลายมาเป็นนิยายเรื่องดังเองแบบ 50 Shades of Grey

เว็บนี้จะทำการแบ่งค่าลิขสิทธิ์จากยอดขายให้นักเขียนแฟนฟิค 20% สำหรับแฟนฟิคที่ยาว 5,000-10,000 คำ และจะแบ่งให้ 35% ถ้าแฟนฟิคยาวกว่า 10,000 คำ อย่างไรก็ดี Amazon ก็ไม่ได้เปิดเผยว่าจะแบ่งค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนอย่างไร

ทั้งนี้ แฟนฟิค หรือ fan-fiction/ fanfic คืองานเขียนของแฟนคลับของนักเขียนที่หยิบเรื่องราวของตัวละครและฉากที่มีอยู่แล้วมาเขียนเพิ่มเติมในแบบฉบับของตัวเอง เพื่อความพึงพอใจมากกว่าในเชิงพาณิชย์ โดยทั่วไปแล้วแฟนฟิคมักไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของงานดั้งเดิม

News Source:  http://paidcontent.org/2013/05/22/amazons-new-kindle-worlds-gives-authors-a-way-to-sell-fan-fiction-without-legal-hassles/

 

25-05-2013

กลุ่มต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ในอังกฤษนำตำรวจนอกเครื่อง 10 นายในรถ 5 คันบุกเข้าจับผู้ต้องหาแอบอัดวีดีโอ Fast & Furious 6 ในโรง

อย่างไรก็ดีหลังจากโดนไต่สวนอยู่กว่า 3 ชั่วโมง ชายผู้โชคร้ายผู้นี้ก็ได้รับการประกันตัวออกมา เขาจะเข้าโรงหนังไม่ได้จนกว่าการสืบสวนจะเสร็จวันที่ 23 กันยายน 2013

ทั้งนี้กลุ่มต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ในอังกฤษก็เสนอเงินรางวัลให้ผู้สามารถพบผู้ที่แอบอัดภาพยนตร์ในโรง อย่างไรก็ดีจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด

News Source:  http://torrentfreak.com/five-undercover-police-cars-sent-to-arrest-single-alleged-movie-pirate-130525/

 

Google เตรียมบุก "ตลาดเกิดใหม่" ทั้งหลายที่อินเทอร์เน็ตยังไม่โตด้วยเครือข่ายไร้สายของตนเอง

โดยตลาดที่ Google เตรียมบุกคือตลาดในแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา แถบอุษาคเนย์ ไปจนถึงบริชานเมืองของเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกที่อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง

ทั้งนี้ Google วางแผนที่จะใช้ย่านความถี่ที่สงวนไว้ให้โทรทัศน์ในแต่ละประเทศเป็นฐานของเครือข่ายนี้และก็ได้มีการพูดคุยกับผู้มีอำนาจจัดสรรความถี่ในบางประเทศมาบ้างแล้ว

Google วางแผนว่าถ้าได้เครือข่ายดังกล่าวมา จะใช้พวกบอลลูนหรือเรือเหาะบินสูงเป็นตัวส่งสัญญาณ

นี่นับเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของ Google ที่จะแย่งอำนาจมาจากบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายผ่านเคเบิล

News Source:  http://www.businessinsider.com/google-is-planning-to-build-its-own-wireless-network-2013-5, http://online.wsj.com/article/SB10001424127887323975004578503350402434918.html?mod=djemalertNEWS

 

Twitter โดนฟ้องฐานยึดบัญชีผู้ใช้คืนอย่างไม่ชอบธรรม

หลังจาก Twitter ได้ทำการยึดบัญชี @SunValley ของเจ้าของเก่าแล้วนำไปให้รีสอร์ตชื่อ Sun Valley ทางเจ้าของเก่าก็โกรธมากและฟ้อง Twitter ฐานละเมิดเงื่อนไขการให้บริการ และอ้างกว่าเขาไม่ได้ละเมิดเครื่องหมายการค้าของ Sun Valley Resort ตามที่ Twitter อ้างว่าการที่เขาใช้ชื่อบัญชีนี้แล้วใช้โลโกเป็นรูปพระอาทิตย์นั้นดูจะละม้ายกับเครื่องหมายการค้าของ Sun Valley Resort เกินไป ซึ่งทำให้การกระทำของเขาเป็นการเป็นการ "ปลอมตัวแบบที่ไม่ใช่การล้อเลียน" ซึ่งละเมิดเงื่อนไขการให้บริการ

อย่างไรก็ดีในสำนวนฟ้องของเขาก็ดูจะอ่อนไป เพราะเขาอ้างว่าโลโกของ Sun Valley Resort บนเว็บไม่มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งๆ ที่การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายจารีตประเพณีนั้นก็ดูจะเพียงพอแล้วในการคุ้มครอง Sun Valley Resort

News Source:  http://www.techdirt.com/articles/20130523/12122823187/guy-sues-twitter-taking-away-his-twitter-handle.shtml

 

ประเทศ 186 ประเทศกำลังจะมีการเจรจาสนธิสัญญาที่โมรอคโคเพื่อให้ทำการ "อัดแปลง" เอกสารให้คนตาบอดอ่านได้โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์

หลายๆ ฝ่ายคาดว่าฝ่ายอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ในอเมริกาจะล็อบบี้ขัดขวางเต็มที่ดังที่ได้แสดงท่าที่มาก่อนหน้านี้แล้ว และก็มีการล่ารายชื่อในเว็บไซต์ทำเนียบขาวเพื่อให้ประธานาธิบดีโอบามาสนับสนุนสนธิสัญญาฉบับนี้

News Source:  https://petitions.whitehouse.gov/petition/side-blind-over-obstructionist-companies-secure-treaty-blind-makes-books-accessible-globally/ZJtgcVph , http://infojustice.org/archives/29744 , http://www.techdirt.com/articles/20130523/12283223188/petition-asks-obama-to-support-treaty-blind-rather-than-siding-with-hollywood.shtml

 

ทำเนียบขาวกำลังจะสนับสนุนการขยายอำนาจของกฎหมายดักฟังโทรศัพท์ให้มีไปถึงอินเทอร์เน็ตด้วยตามคำขอของ FBI

ทั้งนี้อำนาจดั้งเดิมในการสอดส่องของ FBI ก็จัดว่าสูงมากอยู่แล้ว หลายๆ ฝ่ายถึงไม่เห็นด้วยที่รัฐจะให้ไฟเขียวการสร้างกลไกในการสอดส่องให้ง่ายขึ้นไปอีก

อนึ่ง กฎหมายนี้มีนามว่า Communications Assistance for Law Enforcement Act หรือ CALEA ซึ่งผ่านออกมาในปี 1994 เพื่อให้ผู้ผลิตอุปกรณ์และเครือข่ายการสื่อสารออกแบบโครงสร้างการสื่อสารโดยแทรกอุปกรณ์การสอดส่องฝังลงไปเพื่อให้รัฐสามารถสอดส่องการสื่อสารอุปกรณ์ทุกเครื่องได้ในทันที

การพยายามขยายกฎหมายนี้มาใช้กับอินเทอร์เน็ตก็คือการให้บรรดาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ขายอุปกรณ์เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตฝังอุปกรณ์สอดส่องและออกแบบระบบใหม่ให้รัฐนั้นสอดส่องอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลานั่นเอง

News Source:  https://www.eff.org/deeplinks/2013/05/caleatwo

 

เว็บสมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียงอเมริกันถูกทำให้เป็นผู้ปล่อยหนังโป๊ให้โหลดทางทอร์เรนต์

จากการสืบสวนของทาง TorrentFreak พบการดาวน์โหลด/อัฟโหลดทอร์เรนต์หนังโป๊จากทาง IP ของเว็บไซต์ของทางสมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียง (RIAA)

อย่างไรก็ดีจากการค้นไปกลับพบว่ามีคนบางคนใส่ IP เข้าไปในระบบ Webseeding ของบรรดาทอร์เรนต์หนังโป๊ ผลคือเวลาตรวจสอบการดาวน์โหลดทอร์เรนต์จะพบว่าทาง IP มีส่วนในการดาวน์โหลด/อัปโหลดด้วย แม้ว่าทาง IP จะไม่เกี่ยวข้องหรือไม่รู้เรื่องใดๆ เลยก็ตาม ซึ่งในกรณีนี้การตรวบสอบเพิ่มเติมก็พบว่าไม่มีการดาวน์โหลดจาก IP ของทาง RIAA

ความน่ากลัวของข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ว่าจริงๆ แล้วบรรดา "เกรียนลิขสิทธิ์" (copyright trolls) ทั้งหลายนั้นอาจใช้กลยุทธเดียวกันในการ "ใส่ความ" บรรดาผู้คนทั่วไปที่เป็นเจ้าของ IP แล้วก็ฟ้องว่าพวกเขาดาวน์โหลดทอร์เรนต์เพื่อเอาค่ายอมความก็ได้

News Source:  http://torrentfreak.com/someones-trying-to-nail-the-riaa-for-downloading-porn-130526/

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รายงาน: 'EHIA-EIA' ทางรักษา/ใบอนุญ​าตฆ่า? 'เครือข่าย​เมกะโปรเจ็​กต์ใต้' วิพากษ์ปาก​บารา

Posted: 29 May 2013 07:04 AM PDT

'กรมเจ้าท่า' ลุย EHIA ปากบารา หลังพ.ร.บ. 2 ล้านล้านประกาศบังคับ

"กรมเจ้าท่าเตรียมจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ระยะที่ 1 ภายหลังร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... (ร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท)"

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมในการลุยทำ EHIA ท่าเรือน้ำลึกปากบารา หลังพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย

 นายศรศักดิ์ คาดว่า การจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) จะใช้เวลาเร็วสุดไม่ต่ำกว่า 1 ปี อย่างช้าไม่เกิน 2 ปี จากนั้นจะประกวดราคาหาผู้รับเหมาดำเนินการก่อสร้าง โดยได้จัดรายละเอียดการจ้างที่ปรึกษาแล้ว พร้อมเดินหน้าทันทีเมื่อได้รับงบประมาณ ส่วนการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โดยร่วมมือกับจังหวัดสตูลจัดประชุมสร้างความเข้าใจไปแล้วครั้งที่ 1 โดยอ้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มคัดค้านท่าเรือน้ำลึกปากบารา ในเวทีที่นายเหนือชาย จิระอภิรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล บอกว่าเป็นงบประมาณของจังหวัดสตูลเอง มาจัดเสวนา "แนวทางการพัฒนาจังหวัดสตูลภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลง" เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล

"ในการประชุมสร้างความเข้าใจครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่มคัดค้านได้เข้ามามีส่วนร่วมและรับฟังการดำเนินโครงการ จากที่ไม่เคยมีกลุ่มคัดค้านเข้าร่วมฟัง ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี หากมาคุยกันแบบนี้จะได้หาทางออกร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กรมเจ้าท่าจะยังทำประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง" นายศรศักดิ์ ย้ำถึงการเดินหน้าโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา

ทั้งหมดเป็นเนื้อหาจากการให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมเจ้าท่า จากพาดหัวข่าว "มั่นใจอีก2ปีท่าเรือปากบาราเกิด สัญญาณดีกลุ่มต้านร่วมประชุม เตรียมจ้างที่ปรึกษาทำอีเอชไอเอ" ของ 'หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน' ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2556

แถลง-เครือข่ายสตูลแถลงข่าวจัดเวทีวิพากษ์กระบวนการทำ EIA-EHIA เพื่อความชอบธรรมในการสร้าง หรือป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจังหวัดกระทบเมกะโปรเจ็กต์ใต้ (เครดิตภาพ: ชายแดน บินตำมะหงง)

'เครือข่ายเมกะโปรเจ็กต์ใต้' จัดการทำ EHIA

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556  ที่อุทยานเขตพญาวัง (สวนสาธารณะเขาโต๊ะพญาวัง)  ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล แถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนจังหวัดสตูลในการร่วมจัดเวทีเสวนา "วิพากษ์กระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA)" ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ พร้อมการให้ข้อมูล 'ชำแหละ! ท่าเรืออุตสาหกรรมปากบารา หายนะหรือความเจริญ' ในวันที่ 5 มิถุนายน 2556 ที่จุดชมวิวลาน 18  ล้านปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล

โดยมีกลุ่มประชาชนในตัวอำเภอเมืองสตูลประมาณ 5 คน ที่รับรู้รายละเอียดข้อมูลท่าเรือน้ำลึกปากบารามากขึ้น จากเวที "แนวทางการพัฒนาจังหวัดสตูลภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลง" เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556  ซึ่งกำลังก่อตั้งกลุ่มขึ้นเป็นเครือข่ายภาคี ให้ความสนใจ

ร่างกำหนดการของงานเวลา 10.00 – 12.00 น. มีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ประกอบด้วย พจนาถ พจนาพิทักษ์ อรัญ เหมรา วงกัวลาบารา และวสันต์  สิทธิเขต ในงานมีการจัดนิทรรศการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน (CHIA) ของแต่ละจังหวัดที่มีปัญหากับเมกะโปรเจ็กต์

13.00 – 15.30 น. เสวนา " บทเรียนจากการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA) ในภาคใต้"  ประกอบด้วยรศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล  อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นางสาวภารณี สวัสดิรักษ์  นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง ตัวแทนพื้นที่ปัญหากรณีท่าเรือเชฟรอน โรงไฟฟ้าถ่านหินท่าศาลา โรงไฟฟ้าถ่านหินหัวไทร ของจังหวัดนครศรีธรรมราช

กรณีโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2  เหมืองหินเขาคูหา ของจังหวัดสงขลา  กรณีท่าเรือน้ำลึกชุมพร ท่าเรือของสหวิริยา โรงไฟฟ้าถ่านและนิวเคลียร์ละแม-ปะทิว ของจังหวัดชุมพร กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกันตัง ของจังหวัดตรัง กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือขนส่งถ่านหินกระบี่ ของจังหวัดกระบี่ กรณีท่าเรือน้ำลึกปากบารา และเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ของจังหวัดสตูล และกรณีขุดเจาะน้ำมันริมเกาะ สมุย พะงัน เต่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ท่าชนะ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

16.00-17.30 น. มีการบันทึกเทปรายการ "เวทีสาธารณะ" ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยมีนางสาวณาตยา แวววีรคุปต์ บรรณาธิการข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ศ.ดร.นพ.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล อาจารย์และนักวิจัยจากภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคมคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์  นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไทยคดีศึกษา ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์      ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสังคม

ดร. ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ นายสันติ บุญประคับ  เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และผู้แทนพื้นที่ได้รับผลกระทบโครงการขนาดใหญ่ จากจังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา กระบี่ สตูล และสุราษฎร์ธานี                

 

EIA 'ท่อก๊าซไทย-มาเลย์' ไม่ชอบกฎหมาย ?

พาดหัว "'ตุลาการผู้แถลงคดี' ชี้ EIA ท่อก๊าซฯ ไทย-มาเลฯ มิชอบ แต่ซ่อมได้!"  ของสำนักข่าวประชาไท

รายงานว่าเมื่อเวลา 9.30 น. วันที่ 26 มีนาคม 2556  ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลปกครองสูงสุด กรุงเทพฯ ศาลปกครองสูงสุดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ 43/2547 คดีเพิกถอนมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการโครงสร้างพื้นฐานและอื่นๆ (คชก.) และใบอนุญาตก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่นายกิตติภพ สุทธิสว่าง ที่ 1 กับพวกรวม 17 คน ฟ้องกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า)  คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นจำเลยที่ 1-3

นายภานุพันธ์ ชัยรัตน์ ตุลาการผู้แถลงคดี มีความเห็นประเด็นที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ให้ความเห็นชอบรายงาน EIA โครงการท่อส่งก๊าซฯ เฉพาะในประเด็นเทคนิควิชาการแต่ยกเว้นด้านสังคม ถือเป็นการให้ความเห็นชอบต่อเนื้อหาในรายงาน EIA ดังกล่าวโดยครบถ้วนตามที่กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดไว้ ดังนั้น มติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ในการประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงาน EIA โครงการท่อส่งก๊าซฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การเพิกถอนมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ในสำนวนคดียังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงว่าการกระทำของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้เกิดจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงในการปฏิบัติราชการหรือโดยทุจริต แต่เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่โดยไม่พิจารณารายงาน EIA โครงการท่อส่งก๊าซฯ ในประเด็นด้านสังคม ถือเป็นการใช้ดุลพินิจที่ผิดพลาด ทำให้รายงาน EIA ดังกล่าวมีข้อบกพร่องเนื้อหาไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่กรณีดังกล่าวสามารถแก้ไขข้อบกพร่องให้ครบถ้วนได้

สำหรับประเด็นที่กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า) นำรายงาน EIA โครงการท่อส่งก๊าซฯ ซึ่งเนื้อหาไม่ครบถ้วนไปพิจารณาออกใบอนุญาตเลขที่ 09/2546 ลงวันที่ 13 มี.ค.46 ให้บริษัท ทรานส์ไทย-มาเลเซียฯ ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภทวางท่อส่งก๊าซธรรมชาตินั้น ถือเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเกิดจากข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการตัดสินใจมีข้อบกพร่อง และข้อเท็จจริงดังกล่าวดำเนินการโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเห็นชอบตามกฎหมาย และกฎหมายกำหนดให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีนำไปประกอบการออกคำสั่ง ไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้มีอำนาจออกคำสั่งโดยตรง

 

สั่งยกเลิก EIA โรงไฟฟ้าประจวบ เหตุบิดเบือน

นายภานุพันธ์ ชัยรัตน์ ตุลาการผู้แถลงคดี กล่าวว่า รายงาน EIA ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการชำนาญการฯ แล้วอาจเป็นรายงานที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงซึ่งหากนำไปอ้างอิงหรือนำไปประกอบการพิจารณาอนุญาตประกอบกิจการโครงการใดๆ จะส่งผลเสียหายต่อประโยชน์ส่วนรวมได้

นายภานุพันธ์ ได้ยกตัวอย่าง กรณีรายงาน EIA ของโครงการโรงไฟฟ้าที่ขออนุญาตก่อสร้างบริเวณชายฝั่งทะเลของ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง EIA ฉบับดังกล่าวที่ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการชำนาญการฯได้ระบุข้อมูลบริเวณอ่าวที่ทำการศึกษาว่าไม่มีแนวปะการัง และในท้องทะเลแถบนั้นไม่มีสัตว์ทะเลหายาก ไม่มีสัตว์เศรษฐกิจ และมีความสมบูรณ์ไม่มากนัก แต่กลับถูกโต้แย้งข้อเท็จจริงโดยผู้เชียวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและชาวชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณอ่าวดังกล่าว จึงนำมาสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยตั้งคณะทำงานศึกษาและรวบรวมข้อมูลใหม่ ผลคือรายงาน EIA ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้มีคำสั่งยกเลิกรายงาน EIA ของโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าว และเพิกถอนใบอนุญาตผู้ได้รับใบอนุญาตทำการศึกษารายงาน EIA ที่จัดทำรายงานฉบับดังกล่าว

 

นักวิชาการทะเล สับ EIA ท่าเรือปากบาราสุดชุ่ย

โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกและถมทะเล ระยะที่ 1 บริเวณปากคลองปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ของกรมเจ้าท่า ได้มีมติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552  ทว่าการต่อสู้ด้วยการชุมนุม และข้อมูลทางวิชาการของคนสตูล สามารถล้ม EIA ท่าเรือน้ำลึกปากบาราลงได้

โดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือถึงกรมเจ้าท่า และเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เรื่องขอให้ยกเลิกรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 67 วรรค 2 เนื่องจากเข้าข่าย 1 ใน 11 โครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง หากกรมเจ้าท่าจะดำเนินการโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราต่อ จะต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA)

ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดทำเอกสารนำเสนอพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันจังหวัดสตูล เสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้วิพากษ์ถึงจำนวนสัตว์หน้าดิน ที่แสดงตามตารางผลการสำรวจนิเวศวิทยาทางน้ำ ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ(EIA) โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราและถมทะเล ระยะที่ 1 มีน้อยกว่าความเป็นจริง จำนวนชนิดที่พบในแต่ละสถานีน้อยกว่าความเป็นจริงมาก

ดร.ศักดิ์อนันต์ เห็นว่า อาจมีการวางแผนในการศึกษาไม่ดีพอ ทำให้พบน้อยกว่าความเป็นจริง แม้จะเป็นการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างฤดูกาล ก็ยังพบตัวเลขแสดงจำนวนชนิดน้อยด้วยกันทั้งคู่ เช่น พบเพียง 4 ชนิดหรือ 7 ชนิด ต่อตารางเมตร

"ผมว่าน้อยกว่าความเป็นจริง ความชุกชุม หมายถึงจำนวนตัวที่พบต่อตารางเมตรก็น้อยกว่าความเป็นจริงด้วย" ดร.ศักดิ์อนันต์ ประหลาดใจที่ข้อมูลใน EIA ขัดแย้งกับความสมบูรณ์ของบริเวณจะสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่ตัวเองได้ศึกษา

ดร.ศักดิ์อนันต์ บอกว่า ถ้ามีการออกแบบการศึกษาให้ดี หรือเหมาะสม จะไม่ทำให้ได้ผลการศึกษาจำนวนสัตว์หน้าดินที่น้อยกว่าความเป็นจริง เช่น ไส้เดือนทะเล หรือสัตว์จำพวกไส้เดือนทะเล สัตว์จำพวกกุ้ง ปู มันเยอะกว่านี้ ถ้าดูจากสภาพแวดล้อมแถวนั้น

ดร.ศักดิ์อนันต์ พบข้อมูลใน EIA ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ระบุถึงความหลากหลายของสัตว์หน้าดินน้อย ตัวเลขแสดงค่าดัชนีความหลากพันธุ์ควรจะอยู่ที่ 2 กว่าๆ ถึง 3 ตัวนี้มีสูตรคำนวณ ตัวเลขอย่างนี้ทำให้คนมองภาพว่า ทะเลที่นี่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ดูแล้วขัดแย้งกับที่ชาวบ้านจับสัตว์น้ำแถวนั้นได้เยอะ ยิ่งเป็นบริเวณปากแม่น้ำด้วยแล้ว ตัวเลขมันต้องเยอะกว่านี้

"ตัวเลขออกมาอย่างนี้ ถ้าคนอื่นมาดูคิดว่า โอ้โห ที่นี่ความหลากหลายต่ำมาก เป็นพื้นที่ที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย" ดร.ศักดิ์อนันต์ อุทานด้วยความงง แล้วอธิบายต่อไปว่า ค่าดัชนีมันต้อง 2.5 ขึ้นไป ที่ผ่านมามีการเก็บข้อมูลได้ค่าดัชนีความหลากพันธุ์ที่ 2 ขึ้นไปทั้งนั้น แต่ค่าดัชนีที่แสดงในตารางต่ำเกินไป บางสถานีเก็บข้อมูลได้ค่าดัชนีความหลากพันธุ์แค่ 1.39 ต่ำมาก

"ในความเห็นของผม ผลการศึกษาในเรื่องสัตว์หน้าดิน ได้ตัวเลขที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ข้อมูลออกมาแบบนี้ คนจะแปลผลว่า ทะเลที่นี่ไม่สมบูรณ์และไม่มีคุณค่า สัตว์หน้าดินบริเวณนี้มีเยอะ หลายพันธุ์ชนิด มันควรจะได้ตัวเลขเยอะกว่านี้ ดูยังไงก็น้อยเกินไป เคยมีนักวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงไปเก็บข้อมูลที่เกาะลิดี ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เมื่อหลายปีมาแล้ว มันเยอะกว่านี้" 

ดร.ศักดิ์อนันต์ บอกถึงความชุ่ยของ EIA ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ผ่านการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวประชาไท  ในพาดหัว "สัมภาษณ์ : ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง 'EIAท่าเรือตีค่าทะเลปากบาราเสื่อมโทรม'"

              

ตรรกะย้อนแย้งของกระบวนการ EHIA ท่าเรือเชฟรอน

11 กันยายน 2555 คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ภายใต้ฝ่ายเลขาคือสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้อนุมัติรายงาน EHIA ให้บริษัทเชฟรอนสร้างท่าเรือฯ

22 พฤศจิกายน 2555 สมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา ได้ทำหนังสือขอให้ คณะกรรมการผู้ชำนาญการทบทวนมติการอนุมัติ EHIA ท่าเรือเชฟรอน ให้เหตุผลว่าพบข้อบกพร่องหลายประการ

7 ธันวาคม 2555 บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด ได้ประกาศยุติโครงการท่าเรือฯ แต่ สผ. ส่ง EHIA ไปยังสำนักงานคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) และกรมเจ้าท่า

12 ธันวาคม 2555 บริษัทเชฟรอนฯ ส่งหนังสือมายัง เลขาธิการ สผ.เพื่อขอแจ้งยุติโครงการสร้างท่าเรือฯ อย่างเป็นทางการ แต่ยังคงขอส่งรายงาน EHIA ฉบับสมบูรณ์มายัง สผ.เพื่อดำเนินการต่อ ในขณะที่บริษัทประกาศยุติโครงการ

25 มกราคม 2556 สมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา ส่งหนังสือไปยังเลขาธิการสผ. ขอให้ชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เนื่องจากสับสนกระบวนการอนุมัติ EHIA จนถึงการขอใบอนุญาต

5 ก.พ. 2556 สมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา ส่งหนังสือไปสอบถามเพื่อขอความชัดเจนกรณียุติโครงการฯ และขอให้ยกเลิก EHIA

 6 กุมภาพันธ์ 2556  สผ. ทำหนังสือตอบยังสมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา ว่า บริษัทเชฟรอนยังไม่ส่งข้อมูลมายัง สผ.เพื่อประกอบการพิจารณาครั้งใหม่ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ตามการร้องขอของ สผ.ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ส่งรายงาน EHIA กลับมายัง สผ.เพื่อดำเนินการต่อ 

สผ. มีความเห็นว่าแม้บริษัทประกาศยุติโครงการฯ จะไม่มีผลต่อการเห็นชอบรายงานของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ หากคณะกรรมการผู้ชำนาญการยืนยันมติเห็นชอบ EHIA  สผ.จะส่งรายงานไปยังกรมเจ้าท่า ซึ่งเป็นหน่วยงานอนุญาตเพื่อจัดทำกระบวนการต่อ รวมทั้งส่งให้ กอสส.เพื่อให้ความเห็นประกอบต่อไป 

20 กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทเชฟรอนฯ มีหนังสือตอบยังสมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา บริษัทยืนยันไม่ขอยกเลิกรายงาน EHIA ให้เหตุผลว่าจะเป็นประโยชน์กับสาธารณะ

บริษัทเชฟรอนฯ และสผ.อาจยังคงยืนยันดำเนินการส่ง EHIA ไปสู่กระบวนการขอใบอนุญาตจากกรมเจ้าท่า

ถอดจากแก่นเนื้อหาของแถลงการณ์ "สผ.กับเชฟรอนต้องหยุดเกมลวงโลก

ถอนรายงาน อีเอชไอเอ เชฟร่อน ทันที!!!" ของสมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา-เครือข่ายรักษ์บ้านเกิดท่าศาลา-เครือข่ายลูกหลานท่าศาลาและภาคีติดตามกรณีเชฟรอน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สงครามกลางเมืองซีเรียกับทางเลือกของตะวันตก

Posted: 29 May 2013 06:59 AM PDT

"All that is necessary for the triumph of evil is that good men do nothing." (Edmund Burke)
"ความชั่วร้ายจะได้รับชัยชนะด้วยสิ่งสำคัญคือคนดีไม่อินังขังขอบอะไรเลย" (เอ็ดมันด์ เบิร์ก)


ตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน จำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองในซีเรียน่าจะถึงหรือเลยหลักแสนไปแล้ว แม้ว่าการคาดคะเนจากสำนักข่าวต่างๆ จะหยุดนิ่งอยู่เพียง 70,000-80,000 ก็ตาม นอกจากนี้มีการคาดคะเนว่าจะมีจำนวนชาวซีเรียที่อพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านจำนวนล้านกว่าคนรวมไปถึงประชาชนที่เคลื่อนย้ายหนีภัยสงครามภายในประเทศตัวเองอีก 4 ล้านคน

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของนายบัชชาร อัลอะซัดกับฝ่ายขบถถือได้ว่าเป็นผลผลิตของการประท้วงลุกฮือในอาหรับ (Arab Spring) ที่เลวร้ายที่สุดและไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลงในอนาคตอันใกล้หรืออันไกล  สาเหตุสำคัญเพราะซีเรียเป็นพื้นที่ขัดแย้ง ชิงไหวชิงพริบระหว่างมหาอำนาจ 2 กลุ่มที่เคยมีความขัดแย้งกันมาก่อนในช่วงสงครามเย็น ฝ่ายแรกคือฝ่ายตะวันตกที่สนับสนุนฝ่ายขบถรวมไปถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่นับถือนิกายซุนนี ฝ่ายที่ 2 คือรัสเซียและจีนรวมไปถึงประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับตะวันตกคืออิหร่านและเลบานอนซึ่งถือว่าตนเป็นพันธมิตรและคอยส่งอาวุธพร้อมกำลังพลในการช่วยเหลือรัฐบาลของนายอัลอะซัดรวมไปถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่นับถือนิกายชีอะห์

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อสงครามกลางเมืองซีเรียคือบทบาทของประเทศที่มีงบประมาณทางทหารสูงที่สุดในโลกและมีกองกำลังที่ทรงอิทธิพลยากจะหาใครทัดเทียมก็คือตะวันตก  (1) ก่อนอื่นต้องมาดูว่าตะวันตกมีปฏิกิริยาอย่างไรกับอาหรับสปริง

ตะวันตกกับอาหรับสปริง

นับตั้งแต่เกิดอาหรับสปริงเมื่อปี 2011 ตะวันตกโดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ ของนายบารัก โอบามา ค่อนข้างวางตัวเป็นกลาง การที่ประชาชนประเทศต่างๆ ไม่ว่าตูนีเซีย อียิปต์ ลิเบีย เยเมน ซาอุดิอาระเบีย บาเรนได้ลุกขึ้นมาประท้วงและขับไล่ผู้นำเผด็จการที่ปกครองมาหลายทศวรรษได้ถูกกรุงวอชิงตันมองว่าสามารถก่อปัญหาให้กับเสถียรภาพในตะวันออกกลางอย่างใหญ่หลวง สหรัฐฯ เอง ในช่วงสงครามเย็นได้ถือว่าผู้นำเผด็จการเหล่านั้นทำให้ประเทศอยู่ในภาวะสมดุลคือไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตและกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงรวมไปถึงท่าทีซึ่งค่อนข้างประนีประนอมกับอิสราเอลภายหลังสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับในปี 1973 อย่างเช่นอียิปต์(2)

ในสายตาของตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ ฯ อาหรับสปริงยังเป็นเรื่องน่าละอายใจของที่อุตสาห์ทำสงครามขับไล่รัฐบาลเผด็จการของอัฟกานิสถานและอิรักออกไปและเข้ายึดครองเป็นเวลาเกือบทศวรรษ แต่ไม่ได้รับการยกย่องว่ามีบทบาทในการจุดกระแสประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง (แบบค่อยเป็นค่อยไป) ได้เท่ากับการที่พ่อค้าขายผลไม้ที่เผาตัวเองประท้วงต่อรัฐบาลตูนีเซียเพียงคนเดียว ที่สำคัญอาหรับสปริงยังทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าจะผู้ปกครองชุดถัดไปของประเทศเหล่านั้นจะเป็นรัฐบาลพลเรือนที่หัวไม่รุนแรงหรือว่าเป็นมุสลิมหัวรุนแรงที่จะเป็นปรปักษ์ต่อตะวันตกและอิสราเอลอย่างเช่นอิหร่านในปี 1979 หรือไม่

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้นำประเทศเหล่านั้นไปไม่รอด ตะวันตกจึงค่อยๆ แสดงบทบาทเพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีของผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและเพื่อจะได้เชื่อมความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลที่มาจากประชาชนเพื่อไม่ให้สูญเสียดุลแห่งอำนาจ ที่เห็นได้ชัดเช่นเมื่อสหรัฐฯ เห็นว่าฮอสนี มูบารัก ของอียิปต์จวนจะถูกขับออกจากตำแหน่งโดยประชาชน ประธานาธิบดีโอบามาจึงขี่กระแสออกปากเรียกร้องให้จอมเผด็จการออกจากตำแหน่งไป  เช่นเดียวกับรัฐบาลเยเมนที่สหรัฐ ฯ จำเป็นต้องให้เยเมนภายใต้รัฐบาลของนายอาลี อับดุลเลาะห์ ซาเลห์มี เสถียรภาพเพื่อความร่วมมือในการไล่ล่าผู้ก่อการร้ายซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในเยเมน ข่าวที่ว่าภายหลังจากนายซาเลห์ได้ลาออกจากประธานาธิบดีเพราะกระแสอาหรับสปริงแล้วจะถูกส่งตัวไปรักษาที่สหรัฐฯ  สะท้อนว่าสหรัฐฯ ไม่ได้โกรธเคืองหรือเดือดร้อนอะไรกับการปกครองแบบเผด็จการของนายซาเลห์กว่า 2 ทศวรรษ

หรือลิเบีย  มูอัมมาร์  กัดดาฟี บุรุษที่ตะวันตกเคยชังน้ำหน้าอย่างเหลือล้น โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยประนามว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้ายตัวฉกาจและสั่งเครื่องบินบุกโจมตีลิเบียทางอากาศมาแล้ว แต่ในช่วงหลังลิเบียได้ให้ความช่วยเหลือแก่ตะวันตกในการร่วมกันจัดการกับผู้ก่อการร้ายมุสลิม จนเมื่ออาหรับสปริงในลิเบียได้ขยายตัวเป็นสงครามกลางเมือง และฝ่ายขบถได้รับชัยชนะ มีการค้นพบในภายหลังว่ารัฐบาลของกัดดาฟีได้ร่วมมือกับหน่วยราชการลับของอังกฤษ (MI6) ในการนำตัวผู้ต้องสงสัยว่าจะก่อการร้ายมาทรมานเพื่อหาข้อมูล

จึงไม่ต้องสงสัยว่านาโต้ก็ได้โหนกระแสสนับสนุนฝ่ายขบถเพื่อกำจัดกัดดาฟีออกไป เข้าทำนองว่า "ขออยู่กับฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ"จึงไม่ต้องสงสัยว่าอาหรับสปริงในจอร์แดน ซาอุดิอาระเบียและบาเรนซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเหนียวแน่นและเป็นจุดยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางนั้นตะวันตกจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวเป็นอันขาดแม้แต่การประนามแม้ว่าจะมีข่าวการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศทะยอยออกมาอยู่เรื่อยๆ ก็ตาม

แต่สำหรับซีเรียถือได้ว่าเป็นกรณีอาหรับสปริงที่ซับซ้อนและท้าทายสำหรับตะวันตกอย่างมาก

 

ตะวันตกกับสงครามกลางเมืองซีเรีย

ตระกูลอัลอะซัดปกครองซีเรียตั้งแต่ยุคของนายฮาเฟด อัลอะซัดเมื่อปี 1971 -2000 และบัชชาร อัลอะซัดผู้เป็นลูกชายก็ได้สืบตำแหน่งต่อภายหลังจากนายฮาเฟดได้ถึงแก่กรรม   ในปี 2001 ซีเรียก็ได้ให้ความช่วยเหลือสหรัฐ ฯ ในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายพอสมควร แม้ว่าซีเรียจะถูกสหรัฐฯ ประนามว่าเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย (State Sponsors of Terrorism)ร่วมกับ เยเมนใต้  อิรัก  ลิเบีย คิวบาและอิหร่าน  และมีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่านเพราะตระกูลอัลอะซัดนับถือศาสนาอิสลามนิกายอะลาวิตซึ่งเป็นนิกายย่อยของชีอะห์ที่นับถือกันมากในอิหร่านและอิรัก  แต่ซีเรียก็มีความสัมพันธ์พอใช้ได้กับตะวันตกซึ่งต้องการให้ซีเรียมีส่วนร่วมในการทำสงครามกับอัฟกานิสถานและอิรัก เมื่ออาหรับสปริงของซีเรียเกิดขึ้น ตะวันตกจึงถือว่าไม่ใช่ธุระอะไรที่จะมาต่อต้านอัลอะซัดจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์จนถึงปัจจุบัน จนเมื่อการประท้วงเริ่มขยายตัวเป็นสงครามกลางเมือง ตะวันตกก็ยังแสดงความลังเลใจ และหันมาอยู่ข้างฝ่ายขบถเมื่อสงครามทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

มีใครหลายคนเรียกร้องให้ตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ช่วยเหลือพลเรือนตาดำ ๆ ของซีเรียโดยเข้ามาแทรกแซง โดยการแทรกแซงของตะวันตกอาจตั้งอยู่บนทางเลือกหลายข้อดังต่อไปนี้

1.การส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซงในซีเรีย วิธีการนี้ได้รับการเรียกร้องมากเพราะน่าจะได้เห็นผลไวและนำไปสู่ฉากสงครามที่ตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง แต่ในความจริงมีความแต่มีความเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยสาเหตุสำคัญหลายประการซึ่งหลายอย่างเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อตะวันตกแต่ก็เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของโลกด้วย

ผลกระทบต่อตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ

-คนอเมริกันต่างเบื่อหน่ายกับสงครามอัฟกานิสถานและอิรักเต็มทน การส่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้าไปอาจทำให้เกิดการติดหล่มของกองทัพเหมือนดัง  2 ประเทศที่ได้กล่าวมา การเสียชีวิตของทหารอเมริกันและงบประมาณที่ต้องผลาญไปอย่างมหาศาลย่อมส่งผลถึงคะแนนความนิยมของตัวโอบามาเอง นโยบายเช่นเดียวมีลักษณะเหมือนกับประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตคือบิล คลินตัน ที่ปฏิเสธไม่ยอมส่งกองทัพเข้าไปแทรกแซงการล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อปี 1994 และสงครามในอดีตยูโกสลาเวียในช่วงทศวรรษที่เก้าสิบ ถึงแม้จะเป็นวาระการดำรงตำแหน่งที่  2 แต่โอบามาคงไม่อยากจะเดินทางออกจากทำเนียบขาวด้วยคะแนนความนิยมตกต่ำเหมือนประธานาธิบดีก่อนหน้านี้หลายคนเป็นแน่

-สหรัฐฯ ทราบดีว่าทั้งรัสเซียรวมถึงจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลซีเรียเต็มที่เช่นรัสเซียส่งอาวุธคือขีปนาวุธให้อัลอะซัด การบุกซีเรียจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและทั้ง 2 ประเทศซึ่งเปราะบางเต็มทีเลวร้ายกว่าเดิมเพราะทั้ง 2 ประเทศไม่เห็นด้วยการกระทำเช่นนี้โดยอ้างว่าเป็นการล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น และการแทรกแซงของสหรัฐฯด้วยกำลังทางทหารก็ยิ่งยากมากขึ้นเพราะรัฐบาลอัลอะซัดมีอาวุธทันสมัยอยู่เรื่อยๆ 

-ฝ่ายขบถของซีเรียประกอบด้วยกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ (นับถือนิกายซุนนี) การส่งอาวุธไปช่วยก็อาจจะกลายเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงตะวันตกได้  สหรัฐฯ เมื่อเมื่อถูกแรงกดดันจากชาวโลกก็ให้การช่วยเหลือปัจจัยที่ไม่ใช่อาวุธแก่ฝ่ายขบถและผู้อพยพลี้ภัย อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ดูจะโอนอ่อนมากขึ้นเมื่อพันธมิตรคืออังกฤษและฝรั่งเศสได้พยายามขอให้สหภาพยุโรป "ผ่อนปรน"มาตราการการคว่ำบาตรอาวุธแก่ซีเรียเพื่อเป็นการช่วยเหลือขบถของซีเรียหัวไม่รุนแรง ถึงแม้จะกลับมีหลายประเทศในสหภาพยุโรปไม่เห็นด้วยแต่สุดท้ายความพยายามนี้ก็สำเร็จ แต่ดูเหมือนยังหาคำตอบได้ยากว่าฝ่ายขบถจะนำความได้เปรียบนี้ไปสู่ชัยชนะหรือไม่ เพราะรัสเซียแสดงไม่ความพอใจการตัดสินใจของสหภาพยุโรปเลยใช้เป็นข้ออ้างในการส่งอาวุธไปให้อัลอะซัดมากขึ้น

-สหรัฐฯ พบกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2008 อันเป็นผลให้ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศและทางทหารใหม่ เพตากอนหรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ต้องตัดงบประมาณทางทหารลง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการโอบล้อมเอเชีย (Pivot towards Asia) ที่อเมริกาต้องการมุ่งความสนใจมาที่เอเชียเป็นหลักเพื่อแข่งขันกับจีนซึ่งก้าวเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในเวทีโลก แต่อาหรับสปริงและสงครามกลางเมืองในประเทศต่างๆ รวมไปถึงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านทำให้นโยบายของสหรัฐฯต้องสะดุดเพราะตระหนักดีว่าไม่สามารถทอดทิ้งภูมิภาคนี้ไปได้แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ไม่ต้องการให้บทบาทของตนถล้ำลึกเข้าไปในตะวันออกกลางมากกว่านี้เพราะต้องมีค่าใช้เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นจำเป็น


ความมั่นคงของโลก

ตามความคิดของทั่วไปว่าความวุ่นวายในซีเรียอาจกระฉอกออกนอกประเทศไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางย่อมส่งผลถึงเรื่องของราคาน้ำมันและเศรษฐกิจของโลกรวมถึงตะวันตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ร้ายแรงตามมาอีกหากสหรัฐฯบุกเข้าไปในซีเรียเช่น

-รัฐบาลซีเรียครอบครองอาวุธร้ายแรงคืออาวุธเคมีไว้เป็นจำนวนมาก หากรัฐบาลอัลอะซัดต้องมีอันเป็นไป กลุ่มอัลกออิดะฮ์อาจนำไปใช้ในการก่อการร้ายได้ทั่วโลกถ้ากองทัพสหรัฐฯไม่สามารถเข้าไปบุกยึดคลังอาวุธไว้ทัน แต่ในปัจจุบันอิสราเอลซึ่งดูวิตกกังวลยิ่งกว่าใครในภูมิภาคตะวันออกกลางได้แอบส่งเครื่องบินเข้าไปโจมตีโรงงานผลิตอาวุธเคมีของซีเรียเพื่อป้องกันไม่ให้ส่งไปให้อิหร่าน (ซึ่งอิสราเอลวางแผนจะบุกโจมตีครั้งใหญ่อีกเช่นกัน)และกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนและยังป้องกันไม่ให้ตกเป็นอาวุธสำหรับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ในอนาคต

-การล้มลงของรัฐบาลซีเรียอาจส่งคลื่นกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นอิรักซึ่งนายกรัฐมนตรีคือ นูริ อัลมาลิกิซึ่งมีความสนิทสนมกับซีเรียและอิหร่านเพราะนับถือนิกายชีอะห์ อันเป็นผลให้เกิดระเบิดรายวันโดยผู้ก่อการร้ายนิกายซุนนีและมีท่าทีจะเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ในอนาคตระหว่าง 2 นิกายดังกล่าว รวมไปถึงเลบานอนที่ซีเรียเข้าไปมีอิทธิก็เกิดสงครามภายในย่อยๆ ระหว่างผู้สนับสนุนนายอัลอะซัดและฝ่ายขบถ นอกจากนี้เพื่อนบ้านของซีเรียไม่ว่าอิรัก จอร์แดน ตุรกี อิสราเอล ซึ่งก็ต้องแบกรับผู้อพยพขาวซีเรียมากอยู่แล้ว ภาวะอนาธิปไตย อาจทำให้มีผู้อพยพมากกว่านี้อันจะซ้ำเติมเศรฐกิจของบางประเทศเช่นจอร์แดนซึ่งก็มีความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันจะระเบิดขึ้นมาหากต้องพบกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงกว่านี้

-ผู้เขียนยังมาคิดเล่นๆ (ความเป็นไปได้อาจจจะน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้)หากฝ่ายขบถชนะอาจส่งผลให้เกิดอาหรับสปริงภาค 2.0   ขึ้นเพราะเป็นแสดงให้เห็นว่าพลังของเจตจำนงของมวลชนอยู่เหนือเผด็จการ  ถึงแม้ว่าสงครามกลางเมืองในซีเรียอาจเป็นผลให้อาหรับสปริงที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศหยุดชะงักแต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว หากมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในอนาคต เช่นประชาชนเห็นว่าบริบทของประเทศตนแตกต่างจากซีเรีย การประท้วงครั้งใหญ่อาจจะไม่ได้นำไปสู่ชะตากรรมเดียวกับซีเรีย หรืออาจจะมีคนคิดวางแผนแบบมุทะลุในการทำให้รัฐบาลต้องล้มไม่ว่าจะเกิดความพังพินาศกับประเทศเท่าไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นอนาคตที่ต้องจับตาดูต่อไป 

 ภาคนี้อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในจอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน ซึ่งจะทำให้ความวุ่นวายในตะวันออกกลางแรงขึ้นไปอีกเพราะมีเรื่องของความขัดแย้งระหว่างนิกายซุนนีและนิกายชิอะห์เข้ามาปะปนด้วย หรือถ้าขึ้นซ้ำอีกในอิหร่านซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปีนี้ สหรัฐฯก็คงจะชื่นชอบเพราะถ้าสำเร็จ ฝ่ายปฏิรูปจะขึ้นมามีอำนาจและเจรจากับสหรัฐฯ และอิสราเอลในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ได้ดีกว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ความวุ่นวายอย่างยืดเยื้อในอิหร่านในฐานะผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกก็คงทำให้ราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นมาก

-คลื่นความวุ่นวายอาจเดินทางผ่านความขัดแย้งของ 2 นิกายเลยไปถึงประเทศที่เป็นปมที่สหรัฐฯ พยายามแก้คืออัฟกานิสถานที่สหรัฐฯ จะถอนทหารออกไปในปี 2014 และปากีสถานประเทศในเอเชียใต้ที่ครอบครองระเบิดนิวเคลียร์หลายสิบลูกแต่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างนิกายชีอะห์และซุนนี ไปพร้อมๆ กับการชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลพลเรือนและกองทัพ สหรัฐฯ จึงหวาดกลัวในเรื่องเสถียรภาพของปากีสถานอย่างมาก ลองนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้ก่อการร้ายสามารถใช้ความวุ่นวายของปากีสถานในการแอบขโมยหรือปล้นระเบิดนิวเคลียร์จากรัฐบาลไปได้สักหนึ่งลูกแล้วพร้อมจะปฏิบัติการที่ไหนก็ได้

ทางเลือกอื่น ๆ

โอบามาเคยประกาศว่าหากทราบว่ารัฐบาลอัลอะซัดใช้อาวุธเคมีกับพลเรือนก็จะให้สหรัฐฯ เพิ่มบทบาทมากกว่านี้อันทำให้คนตีความว่าอาจส่งกำลังทหารเข้าไป แต่เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับการใช้อาวุธเช่นนี้อย่างชัดเจน โอบามาก็ยังคงยึดมั่นสุภาษิต "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" อันสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยดังที่กล่าวมาทั้งหมดยังคงมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตะวันตกจึงมีทางเลือกสำหรับแก้ปัญหานอกจากข้อ 1.ข้างบนดังต่อไปนี้


2.เสนอให้รัฐบาลและฝ่ายขบถเจรจากันเพื่อยุติการทำสงคราม ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแต่ทำประสบผลได้ยากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ ดังจะเห็นได้ในอดีตว่าล้มเหลวหลายครั้งแม้จะมีทูตสันติภาพที่มีบารมีมากก็ตาม เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างไม่ยอมรามือกัน อัลอะซัดไม่มีทางลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีและฝ่ายขบถไม่มีทางยอมวางอาวุธ  การฆ่าสังหารกันอย่างโหดเหี้ยมของทั้ง 2 ฝ่าย (ถึงขั้นผ่าอกเพื่อกินหัวใจกิน) ทำให้ทุกคนทราบดีว่าคงจะไปจับมือกับอีกฝ่ายไม่ได้ด้วยความหวาดระแวงกันจนทุกฝ่ายก้าวไปสู่จุดที่ให้อภัยต่อกันไม่ได้ไม่ได้เลย ส่วนคำถามที่ว่าซีเรียจะสามารถแตกเป็น 2 ประเทศได้หรือไม่ คำตอบคือยากเพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างกระจายกำลังกันไปทั่วประเทศทำให้มีความเป็นไปได้คือซีเรียกลายเป็นรัฐล้มเหลวเป็นระยะเวลาเกินทศวรรษ นอกจากนี้ฝ่ายขบถซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์หลายกลุ่มเองก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การพยายามเจรจาของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในฝ่ายขบถอาจนำไปสู่การแตกกลุ่มกันเพราะอาจหวาดระแวงว่าจะหันมาเข้ากับฝ่ายรัฐบาล


3.ในการการเวทีการเจรจา ตะวันตกต้องการคนกลางเช่นสหประชาชาติและสันนิบาตอาหรับแต่ปรากฏว่าล้วนเป็นองค์กรเป็ดง่อย ไร้ประสิทธิภาพทั้งสิ้น  ตะวันตกจึงต้องเกลี่ยกล่อมให้รัสเซียและจีนยุติการช่วยเหลือซีเรียหรือว่าบีบให้อัลอะซัดทำวิธีใดวิธีหนึ่งเช่นยอมแพ้หรือยอมเจรจากับฝ่ายขบถ  ก็เป็นวิธีการทูตที่ยากเย็นยิ่งนักเพราะทั้ง 2 ประเทศถือว่าซีเรียเช่นเดียวกับเกาหลีเหนือเป็นประเด็นในการต่อรองทางอำนาจในช่วงสงครามเย็นครั้งใหม่นี้ จากหลายครั้งสะท้อนว่าทั้งรัสเซียและจีนมีแนวโน้มที่จะทำอะไรก็ได้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับความต้องการของตะวันตก แต่ปัจจุบันรัสเซียสามารถทำให้อัลอะซัดยอมมาเจรจากับฝ่ายขบถได้ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัสเซียมีความจริงใจต่อการกระทำของตน และจะรู้ได้อย่างไรว่าการเจรจาจะไม่กลับไปสู่ข้อ 2 อีกครั้ง


4.สนับสนุนฝ่ายขบถเต็มที่โดยไม่ส่งกองกำลังเข้าไปในลักษณะเดียวกับลิเบีย แต่สหรัฐฯก็รู้ดีว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งฝ่ายขบถบดขยี้อัลอะซัดได้เหมือนกับกัดดาฟีอาจเป็นการติดปีกให้เสือเช่นนอกจากจะมีอาวุธทันสมัยจากตะวันตกเอง อาวุธเคมีก็ตกอยู่ภายใต้มือของผู้ก่อการร้าย นอกจากนี้ฝ่ายขบถก็จะหันมาต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเองซึ่งอาจทำให้ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนโซมาเลีย (3)  วิธีนี้สามารถแก้ไขได้คือการพยายามเสริมสร้างให้รัฐบาลเฉพาะกาลมีความเข้มแข็งสามารถประสานผลประโยชน์ให้ลงตัวกันได้ทุกฝ่าย แต่ที่สำคัญต้องไม่ให้ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์มีอิทธิพลเหนือกลุ่มอื่น แต่หากดูความแตกต่างของก๊กต่างๆ แล้วค่อนข้างเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ที่สำคัญคือถ้าฝ่ายขบถชนะก็จะมีการ "เช็คบิล" คือกวาดล้าง สังหารหมู่หรือคุมขังชาวซีเรียที่อยู่ฝ่ายอัลอะซัดโดยเฉพาะชาวนิกายอาละวิตเป็นจำนวนมากเพื่อลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นมา การบีบให้ฝ่ายขบถไม่ให้ทำเช่นนั้นได้เป็นเรื่องยากยิ่งเพราะไม่มีผู้นำที่สามารถสั่งการเด็ดขาดได้เพียงคนเดียว แต่สิ่งนี้ถ้านำซีเรียไปสู่เสถียรภาพและความเชื่องภายใต้อำนาจของตะวันตกก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร  กระนั้นถ้ามุสลิมหัวรุนแรงได้ขึ้นมามีอำนาจอาจส่งผลถึงการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ในอนาคตก็ได้


5.แอบเอาใจเชียร์ให้อัลอะซัดชนะเพราะจะทำให้ซีเรียกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าภายหลังจากนั้นก็จะเกิดการเช็คบิลกับประชาชนเช่นเดียวกับถ้าฝ่ายขบถชนะและอัลอะซัดก็คงจะหันมาเช็คบิลกับประเทศในกลุ่มอาหรับที่แอบช่วยเหลือฝ่ายขบถไม่ว่าตุรกี ซาอุดิอาระเบีย กาต้าซึ่งผู้ปกครองล้วนนับถือนิกายซุนนี นอกจากนี้อัลอะซัดอาจหันมาเล่นงานสหรัฐฯ โดยการช่วยเหลืออิหร่านมากขึ้น เว้นไว้แต่ว่าจะสามารถ "เกี้ยเซียะ"หรือหันมาจูบปากกันได้ในภายหลังแต่ตะวันตกก็เสียหน้าไปไม่น้อยที่ยอมให้คนพาลของโลกกลับเข้ามามีอำนาจและละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่อีกครั้ง และแน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างนิกายชีอะห์และซุนนีก็อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นเพราะชาวซุนนีรับไม่ได้ที่พวกเดียวกันต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเพราะพวกนิกายอื่น


6.สวดมนต์ขอพระเจ้าให้เหตุการณ์คลี่คลายไปเอง


อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นเพียงการคาดคะเนที่มีข้อมูลจำกัดซึ่งอาจจะมีปัจจัยอื่นเข้ามามีผลต่อโฉมหน้าของเกมการเมืองในประเทศซึ่งมีสถานการณ์รุนแรงและละเอียดอ่อนทางการเมืองมากที่สุดจุดหนึ่งของโลกแถมยังมีตัวละครร่วมแสดงอีกมากมายบนผลประโยชน์ที่ยอมความกันไม่ได้  ซึ่งว่ากันตามจริงคงจะหาคนพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตของสงครามกลางเมืองของซีเรียได้อยากยิ่งว่าจะจบลงเมื่อใดและจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไรแม้แต่คนที่เราสวดมนต์อ้อนวอนในข้อ 6 ถ้าถามจริงๆ จังๆ พระองค์ก็อาจจะทรงยอมรับว่ากำลังงงๆ อยู่เหมือนกัน

************************************************

 

(1) ประกอบด้วยสหรัฐฯ และประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปและนาโต อย่างไรก็ตามอาจเกิดปัญหาในการตีความขึ้นมาได้ว่าประเทศที่ถูกจัดว่าเป็นตะวันตกไม่จำเป็นต้องมีความคิดหรือนโยบายต่างประเทศที่สอดคล้องกันก็ได้ดังกรณีวิกฤตค่าเงินยูโรที่กำลังจะทำให้สหภาพยุโรปแตกเป็นเสี่ยง ๆ หรือฝรั่งเศสเคยไม่เห็นด้วยกับการบุกอิรักของสหรัฐฯ เมื่อปี 2003 แต่เพื่อความสะดวกก็ขอกล่าวโดยรวมๆ ว่าเป็นตะวันตก (Western)

(2) โซมาเลียเป็นประเทศล้มเหลวที่พื้นที่ถูกยึดครองโดยกลุ่มขุนศึกต่างๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีโดยปราศจากรัฐบาลกลางที่มีอำนาจครอบคลุมทั่วประเทศ แม้ว่าตะวันตกจะพยายามตั้งรัฐบาลที่กรุงโมกาดิชูเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม แต่ความหวังจะให้เป็นประเทศที่มีเอกภาพดูเลือนลางมาก

(3) ประธานาธิบดีอียิปต์ที่ผลักดันให้มีการลงนามสัญญาสันติภาพระหว่างอียิปต์และอิสราเอลคืออันวาร์ ซาดัตซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบิลในปี 1978 และทำให้เขาถูกสังหารในปี 1981 โดยรองประธานาธิบดีคือฮอสนี มูบารักขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนและก็ดำรงนโยบายเป็นมิตรกับอิสราเอลไปตลอดการดำรงตำแหน่ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผบ.ทบ.มั่นใจคดี ‘ฟาบิโอ’ ทหารมีหลักฐานสู้ วอนอย่าพูดนอกศาล

Posted: 29 May 2013 04:28 AM PDT

29 พ.ค.56 เดลินิวส์ เว็บ รายงาน เวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ( ผบ.ทบ.)  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่านายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีเสียชีวิตจากกระสุนปืนฝั่งเจ้าพนักงานที่กำลังเคลื่อนที่มาควบคุมพื้นที่จากทางแยกศาลาแดงมุ่งหน้าแยกราชดำริ ว่าเป็นเพียงการไต่สวน ซึ่งยังไม่ได้เริ่มกระบวนการยุติธรรม โดยมีคนไปร้องเรียนว่ามีการบาดเจ็บสูญเสียเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จึงสั่งให้มีการไต่สวน เมื่อไต่สวนแล้วมีแนวโน้มหรือความจริงเป็นอย่างไร ก็จะเข้าสู่กระบวนการส่งฟ้องศาลอาญา ซึ่งมีทั้ง 3 ศาล คือ ชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา แต่ต้องใช้เวลาอีกกี่ปีก็ไม่ทราบก็ต้องว่ากันไป

"ทหารก็มีหลักฐานก็ไปสู้กันในศาล อย่ามาพูดกันนอกศาล ต้องให้ความเคารพต่อศาลและกระบวนการยุติธรรม ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาเรื่องต่างๆ มาพูดนอกศาล ไม่ใช่ว่าผมไม่ห่วงลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา ใครมาพูดอย่างไรก็แล้วแต่ผมจะไม่พูดนอกศาล" ผบ.ทบ.กล่าว

หลังจากที่เมื่อช่วงสายวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำสั่งการไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ การเสียชีวิตของนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพชาวอิตาลี ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) บริเวณแยกศาลาแดงถึงราชประสงค์ โดยสรุปว่าผู้ตายคือนายฟาบิโอ โปเลงกี ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 11.30 น. เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายสืบเนื่องมาจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืน เป็นเหตุให้เกิดบาดแผลกระสุนปืนทะลุหัวใจ ปอด ตับ เสียโลหิตปริมาณมาก โดยมีวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าพนักงานที่กำลังเคลื่อนเข้ามาควบคุมพื้นที่จากทางแยกศาลาแดงมุ่งหน้าไปแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

Posted: 29 May 2013 03:22 AM PDT

29 พ.ค.56 นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 28 และ 29 พ.ค. 56 มติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 2.75 เป็นร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมทั้งแนวโน้มในระยะต่อไป เพื่อกำหนดแนวนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เศรษฐกิจกลุ่มยูโรยังคงอ่อนแอแต่ความเสี่ยงลดลงบ้าง เศรษฐกิจจีนและเอเชียขยายตัวต่ำกว่าคาด ส่งผลให้การฟื้นตัวของการส่งออกไทยอาจล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มได้รับผลบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสะท้อนจากการส่งออกและการบริโภคที่ปรับดีขึ้น ในขณะที่ภาวะการเงินโลกยังมีความผันผวนสูง ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่ภูมิภาคและต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 56 ขยายตัวต่ำกว่าคาดจากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อแรงส่งของเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้ โดยเฉพาะหากมีความล่าช้าในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านแนวโน้มการส่งออกก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจภูมิภาคโดยเฉพาะจีนที่ขยายตัวชะลอลง ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อน้อยลงจากปัจจัยด้านต้นทุน แต่สินเชื่อและหนี้ภาคครัวเรือนยังขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

คณะกรรมการฯ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงขยายตัวเนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงมากขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดมาก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ แต่ภายใต้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินที่ยังมีอยู่ คณะกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 2.75 เป็นร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินรวมทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายที่เหมาะสมตามสถานการณ์

ทั้งนี้ เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินที่คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. 3 ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 4 ท่าน ได้แก่  กรรมการนโยบายการเงินภายใต้ พ.ร.บ. ธปท. พ.ศ. 2551 กนง. จะมีกรรมการทั้งหมด 7 คน เช่นเดียวกับในปัจจุบัน โดยมีผู้ว่าการเป็นประธาน เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ กนง. กำหนด และเพื่อให้มีการเชื่อมโยงกับคณะกรรมการด้านนโยบายอื่นๆ ของ ธปท.  นอกจากนั้น มีรองผู้ว่าการอีก 2 คนและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอีก 4 คนเป็นกรรมการใน กนง. เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจผู้ว่าการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

คณะกรรมการนโยบายการเงินทั้ง 7 คน ภาพจากเว็บไซต์ ธปท.

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

1. กำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินของประเทศ โดยคำนึงถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ สภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ

2. กำหนดนโยบายการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา

3. กำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายตาม  (1) และ (2)

4. ติดตามการดำเนินมาตรการของ ธปท. ตาม (3) ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

2 เปลือยเต้น ‘แน่นอก’ เข้ารับทราบข้อหาผิด พ.ร.บ.คอมฯ ตร.เตือนเผยแพร่ต่อผิดด้วย

Posted: 29 May 2013 02:41 AM PDT

2 กระเทย ที่ปรากฏเปลือยกาย เต้นโชว์ในเพลงรักต้องเปิด (มันแน่นอก) ของศิลปิน 3.2.1 Kamikaze และใบเตย อาร์สยาม เดินทางเข้าพบ พันตำรวจเอกปรัชญา ประสานสุข รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ฐานกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในการนำเข้าข้อมูลลามก อนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อหากระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล หลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนได้โพสต์คลิปวีดีโอ ลงในเว็ปไซด์ยูทูป ขอโทษและสำนึกผิดในการกระทำ

ซึ่งในวันนี้ สาวประเภท 2 ทั้งคู่ กล่าวขอโทษที่เป็นตัวอย่างไม่ดี และทำให้เสียสถาบันสาวประเภท 2 รวมถึงขอโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของบทเพลง พร้อมกันนี้ ทั้งคู่ยังระบุว่า คลิปดังกล่าวถูกถ่ายทำในวันที่ 24 พฤษภาคม โดยใช้โปรแกรมโซเชียลแคม และน่าจะเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคจึงอัพโหลดอัตโนมัติ แต่ยืนยันไม่ได้เป็นผู้โพสต์คลิปดังกล่าวลงในเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งที่ทำไปเพราะเมาทำให้คึกคะนอง

โดยหนึ่งใน 2 คนนี้กล่าวด้วยว่า "จุดประสงค์ของพวกเราแค่ถ่ายกันแค่ 2 คน ไม่อยากให้ดังหรืออะไรก็แล้วแต่ ยังไงก็ขอร้องนะคะว่าอย่าแชร์กันเลยนะคะ ขอให้คลิปมันจบแค่นี้นะคะ"

ทางด้านรองผู้บังคับการ ปอท. ฝากเตือนถึงผู้ที่นำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทั้งนี้จากท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงนี้ทำให้มีคนนำไปโคฟเวอร์แดนซ์ และลงมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ Youtube เป็นจำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ (คลิกดู)

มือโพสต์คลิปเปลือยขี่บิ๊กไบค์รอบเชียงใหม่มอบตัว-กราบขอโทษ-สัญญาไม่ทำอีก

วันเดียวกัน เวลา 14.00 น.  ที่ห้องสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายยงยุทธ หรือ บอม แสนพันธ์ เป็นมือโพสต์ภาพลามกอนาจารขี่จักรยานยนต์บิ๊กไบค์เปลือยรอบเมืองเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อกลุ่ม ROCK MODE เดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.ชำนาญ รวดเร็ว รอง ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.อักษร วงค์ใหญ่ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ โดยมีนายเจตพล จันทร์บุญทวี หรือนายเจต คนขี่รถบิ๊กไบค์ และทนายความเดินทางมาด้วย

พ.ต.ท.คมกริช เกิดแก้ว หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ระบุว่า นายยงยุทธ ตกเป็นผู้ต้องหาในการกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) และ (5) "นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะลามกอนาจาร ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้" เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและทำให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน" ฐานความผิดต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายยงยุทธ ได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่เป็นต้นเหตุสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ที่ดีงามของเมืองเชียงใหม่ ยอมรับเป็นหัวหน้าแก๊ง ROCK MODE เชียงใหม่ และภาพคลิปวิดีโอทุกคลิปจะเป็นคนอัพโหลดลงเองทั้งหมด เกิดกระแสข่าวและมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมขึ้น จึงรู้สึกผิดและยอมรับผิดต่อ

"ต้องกราบขอโทษชาวเชียงใหม่ด้วย เพราะเป็นคนขอให้นายเจต แก้ผ้าขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์รอบเมืองเชียงใหม่ ด้วยคิดเอาเองว่าจะเป็นการโชว์ภาพเมืองเชียงใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง พร้อมทั้งเป็นคนถ่ายคลิปวิดีโอด้วยตนเอง ขอยืนยันว่าผมและเพื่อนๆ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายภาพลักษณ์เมืองเชียงใหม่ แต่อาจเป็นความคึกคะนอง สนุกสนานกันในกลุ่มเท่านั้น โดยเฉพาะต้องการเผยแพร่กลุ่มตนเองให้เป็นที่รู้จัก และไม่คิดว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดศีลธรรมอะไร เพราะความจริงก็ทำบ่อยๆ ได้เข้าไปลบคลิปที่เปลือยกายออกหมดแล้ว และสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรอีก"

ทางด้านนายเจตพลกล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ ทุกคลิปก็ไม่มีคนมากดไลค์ ยอมรับผิดทุกอย่างและขอฝากไปเตือนเยาวชนว่าอย่านำไปเป็นตัวอย่าง ทำแล้วจะเกิดปัญหาเหมือนกลุ่มของพวกตน จึงอยากให้น้องๆ แสดงออกในทางสร้างสรรค์ แต่ยืนยันว่าที่ทำลงไปคิดว่าไม่ผิด แต่รับปากว่าจะไม่ทำอีก

พล.ต.ต.ชำนาญกล่าวว่า ในส่วนของนายเจตพลโดนปรับ 1,000 บาท ส่วนนายยงยุทธ พนักงานสอบสวนจะเร่งสอบสวนปากคำ เพื่อรวบรวมหลักฐานก่อนส่งฟ้องศาลต่อไป เบื้องต้นมีการว่ากล่าวและตักเตือนว่า ไม่ควรกระทำการใดๆ ที่ส่อไปในทางลามกอนาจารอีก เพราะเข้าข่ายการกระทำผิด

 

เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สรจักร ศิริบริรักษ์ 'สตีเฟ่น คิง เมืองไทย' เสียชีวิตแล้ว

Posted: 29 May 2013 02:20 AM PDT

สรจักร ศิริบริรักษ์ เจ้าของผลงานเรื่องสั้นแนวเขย่าขวัญ อาทิ ศพใต้เตียง ศพข้างบ้าน ศพท้ายรถ เสียชีวิตแล้ววานนี้ ในบ่อปลาคาร์ฟในบ้านพัก

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 29 พ.ค. 56 รายงานว่า สรจักร ศิริบริรักษ์ นักเขียนเรื่องสั้นแนวเขย่าขวัญ ได้รับฉายา "สตีเฟ่น คิง เมืองไทย" ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อเวลา 14.00น. วันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยคนในบ้านพบเป็นศพในบ่อปลาคาร์ฟ บริเวณใกล้ห้องนอน ในบ้านพักย่านพหลโยธิน เขตสายไหม

สุรศักดิ์ รักหมาน อายุ 37 ปี ผู้อยู่อาศัยร่วมในบ้านหลังดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับ "มติชน" ว่า อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เพียง 2 คน ทำหน้าที่ดูแลนายสรจักร ที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันมากว่า 13 ปีแล้ว เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน นายสรจักรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากมีอาการปอดบวมแทรกซ้อน

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า วันเกิดเหตุ เวลา 11.00 น. นายสรจักรได้รับประทานยาและนอนหลับไป โดยมีนายสุรศักดิ์นอนเฝ้าบนเตียงข้างๆ เนื่องจากมีอาการเหนื่อยและนอนหลับไม่สนิท เนื่องจากต้องปลุกนายสรจักรรับประทานยาทุกวันเวลา 0.00 น. และ 4.00 น.  จนเมื่อเวลา 14.00 น. ตนตื่นขึ้นและไม่พบนายสรจักรบนเตียง จึงตามหาและพบว่า ร่างนายสรจักรคว่ำหน้าในบ่อน้ำลึกราว 2 เมตร โดยมีน้ำและขนมวางอยู่ขอบบ่อ ซึ่งเป็นบริเวณที่นายสรจักรชอบมานั่งเล่นเป็นประจำ

สรจักร ศิริบริรักษ์ เกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2498 จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต จากหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นในปี พ.ศ. 2521 สรจักรเลือกทำงานในตำแหน่งลูกจ้างของโรงพยาบาลขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประสบการณ์ช่วยแพทย์ผ่าตัด ชันสูตรศพ ฉีดศพ ฯลฯ จึงกลายเป็นข้อมูลที่สำคัญในการผลิตงานเขียนในเวลาต่อมา

ผลงานที่สร้างชื่อของสรจักร อาทิ ศพใต้เตียง ศพข้างบ้าน ศพท้ายรถ ผีหลอก ผีหัวขาด ผีหัวเราะ เป็นต้น สำหรับผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนที่นายสรจักรจะหยุดอาชีพนักเขียน เนื่องจากปัญหาสุขภาพคือ นักฆ่าบ้ากาม

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น