โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี อดีต ผอ.ไทยพีบีเอสและพวกขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ก.แรงงาน แจงรับข้อเสน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เสวนา "สถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังแถลงปิดคดีเขาพระวิหาร"

Posted: 12 May 2013 02:28 PM PDT

30 เม.ย.56 ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดเสวนารัฐศาสตร์ภาคประชาชน หัวข้อ "สถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังแถลงปิดคดีเขาพระวิหาร" ที่ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ประชาไทขอนำเสนอการอภิปรายที่น่าสนใจของ ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬา รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข และ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬา

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาสตร์และไสยในพิธีแรกนาขวัญ: ข้อเสนอปรับเปลี่ยนในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรยุคต้น

Posted: 12 May 2013 10:35 AM PDT

หลังการสละราชสมบัติของพระปกเกล้า รัฐบาลคณะราษฎรเข้าไปจัดการกิจการราชสำนักได้ในหลายเรื่อง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลมากขึ้น กระทรวงวังถูกลดฐานะลงเป็นสำนักพระราชวังและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของนายกรัฐมนตรี การเข้าไปจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดย คณะกรรมการพิจารณาเรื่องทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ภายใต้อำนาจของพระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479 นำมาสู่การตรากฎหมายที่ทำให้การจัดการทรัพย์สินกษัตริย์อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพิธีแรกนาขวัญที่รัฐบาลพยายามปรับเปลี่ยนมาหลายครั้ง ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

เดือนมกราคม 2478 พระสารสาสน์ประพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่ารัฐบาลไม่ควรยกเลิกพิธีแรกนาขวัญ แต่ควรใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยให้ข้าหลวงทุกๆ จังหวัดจัดพิธีแรกนาขวัญเป็นกุศโลบายในการแจกจ่ายพันธุ์ข้าวที่รัฐบาลต้องการเผยแพร่แก่ชาวนา เพื่อให้ชาวนาหันมานิยมพันธุ์ข้าวของรัฐบาล เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าพิจารณา หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เสนอว่า

พิธีแรกนานั้นเห็นควรเลิก แต่ควรสนับสนุนการประกวดพันธุ์ข้าว เช่นเพิ่มเงินรางวัลให้มากขึ้นอีก[1]

ไม่พบว่าคณะรัฐมนตรีมีการอภิปรายข้อเสนอของหลวงธำรงฯ อย่างไร เราทราบเพียงที่ประชุมตกลงว่า รัฐบาลมีนโยบายในการชักจูงให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวของรัฐบาลอยู่แล้ว "แต่ไม่ใช่โดยวิธีทำพิธีแรกนาขวัญ ให้ใช้วิธีประกวดพันธุ์ข้าว" ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวทำให้กระทรวงเกษตราธิการสับสน คิดว่ารัฐบาลได้ยกเลิกพระราชพิธีแรกนาขวัญไปแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะมีพระราชพิธีจึงไม่มีงบประมาณสำหรับดำเนินการ อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีแรกนาขวัญประจำปี 2479 ก็ยังคงจัดขึ้นในลักษณะเดิม

ต่อมา กลางปี 2479 พระยาฤทธิอัคเนย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการคนใหม่ ได้จัดทำ "บันทึกหลักการเรื่องพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" เสนอต่อนายกรัฐมนตรี

ตามความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่า พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ถึงจะเป็นพิธีโบราณทางไสยศาสตร์ก็ตาม แต่ก็มีประโยชน์สำหรับครั้งกระนั้น และถ้าได้มีการแก้ไขเสียใหม่โดยเอางานประกวดกสิกรรมเข้าแซกด้วย ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นอีกมาก[2]

บันทึกของพระยาฤทธิอัคเนย์กล่าวว่า พระราชพิธีแรกนาขวัญเป็นเครื่องมือของรัฐบาลสมัยโบราณในการปลุกขวัญชาวนา และเพื่อเตือนชาวนาว่าได้เวลาทำนาแล้ว "ความจริงพิธีทางไสยศาสตร์นี้นับว่าเป็นของจำเป็นในสมัยกระนั้น เพราะเป็นสมัยที่การศึกษายังไม่เจริญและก็เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะชักจูงราษฎรให้เชื่อถือและนิยม" และแม้ว่าในเวลานั้น (พ.ศ.2479) การศึกษาของประเทศจะยังไม่เจริญถึงขั้นที่ต้องเลิกพิธีไปเสียก็ตาม แต่ก็ควรปรับปรุงให้เหมาะสม คือ ให้ทุกจังหวัดจัดงาน 3-4 วันโดยเนื้อหาหลักของงานเป็นการประกวดกสิกรรม อุตสาหกรรม และหัตถกรรม มีพิธีแรกนาขวัญในวันเริ่มต้น และให้สามัญชนเป็นผู้แรกนา อาจจะเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด ผู้ที่ราษฎรในจังหวัดให้ความนับถือ หรือผู้ที่มีความรู้ได้รับรางวัลในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นเป็นผู้จัดทำเนื้อหาอย่างละเอียดต่อไป จะเห็นได้ว่านี่เป็นข้อเสนอที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกับบันทึกของกระทรวงเศรษฐการเมื่อปี 2477 นั่นเอง

เมื่อเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พระยาพหลฯ แย้งว่า พระราชพิธีแรกนาขวัญควรทำเฉพาะในกรุงเทพเท่านั้น ที่ต่างจังหวัดควรให้จัดเพียงการประกวดกสิกรรม "เพราะถ้าปล่อยให้ตามจังหวัดทำพิธีแรกนาขวัญอาจจะเกิดมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมขึ้นได้" ที่ประชุมเห็นตามนายกรัฐมนตรี ให้มีพิธีแรกนาขวัญเฉพาะในกรุงเทพ ส่วนต่างจังหวัดให้มีเฉพาะงานประกวด โดยให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล เทศบาลใดไม่พร้อมก็ให้จังหวัดช่วยเหลือ ส่วนข้อเสนอเรื่องผู้เป็นประธานในการแรกนานั้น ที่ประชุมเห็นด้วยกับหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ที่เสนอให้ปรึกษาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เสียก่อน "เพราะเกี่ยวกับพระราชพิธี ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์ทรงทักมาเกี่ยวกับเรื่องผู้แทนพระองค์ในพระราชพิธีนี้"[3] ท่านวรรณทรงหมายถึงกรณีเมื่อ 2 ปีก่อนนั่นเอง

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ ทำหนังสือแจ้งผลการหารือกับคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทราบแล้ว มีบัญชาว่า การที่คิดจะดัดแปลงดังที่ได้เสนอไปนั้น เป็นความคิดที่ดีและเหมาะด้วยประการทั้งปวง ส่วนที่หารือเรื่องผู้เป็นประธานในงานนี้นั้น เห็นว่าข้าหลวงประจำจังหวัดควรจะเป็นประธาน

อนึ่ง เนื่องจากงานได้เปลี่ยนแปลงไปดังนี้แล้ว มีบัญชาใคร่จะทราบว่าจะคงเป็นงานเสด็จพระราชดำเนินเช่นเดิม หรือจะควรแก้ไขอย่างใด[4]

สิ่งที่คณะรัฐมนตรีตอบคณะผู้สำเร็จราชการ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลในขณะนั้นมีทัศนคติต่อพระราชพิธีแรกนาขวัญแบบเดิมอย่างไร

๒๔. เรื่องการทำพิธีแรกนาขวัญ (เนื่องจากรายงานประชุมครั้งที่ ๔๔/๒๔๗๙ ข้อ ๒)

เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอว่า ราชเลขานุการในพระองค์รายงานว่า ได้นำมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการทำพิธีแรกนาขวัญซึ่งกระทรวงเกษตราธิการดำริแก้ไขขึ้นเสนอคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทราบแล้ว มีบัญชาว่าการที่คิดจะดัดแปลงนั้น เป็นความคิดที่ดีและเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และเห็นควรให้ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธานในงานนี้ อนึ่งใคร่ขอทราบต่อไปว่าเมื่อได้เปลี่ยนแปลงไปดั่งนี้แล้ว จะคงเป็นงานเสด็จพระราชดำเนินเช่นเดิม หรือจะควรแก้ไขอย่างใด

ที่ประชุมตกลงว่าในจังหวัดพระนครและธนบุรีไม่ควรมีงานพระราชพิธีทางไสยศาสตร์อย่างเคย แต่ควรมีพิธีเกี่ยวกับทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น โดยหวังที่จะปลุกใจประชาชนให้นิยมไปในทางนั้น ฉะนั้นก็ไม่มีงานเสด็จพระราชดำเนินเช่นเดิมเป็นทางราชการ[5]

หลังจากทราบมติคณะรัฐมนตรี คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ถามกลับมาอีกว่า "เมื่อไม่ได้กำหนดเป็นงานเสด็จพระราชดำเนินเป็นการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว ทางสำนักพระราชวังก็ไม่มีการเกี่ยวข้องที่จะต้องจัดทำอย่างใดทั้งในทางไสยศาสตร์ และทางพุทธศาสนาด้วย ทั้งนี้จะเป็นการถูกต้องหรือไม่"[6] นายดิเรก ชัยนาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สั่งให้เจ้าหน้าที่ตอบกลับไปว่า "ที่วังซ้อมความเข้าใจมาถูกแล้ว"[7]

จะเห็นได้ว่า ในทัศนะของผู้นำรัฐบาลสมัยนั้น ลักษณะที่เป็น "ไสยศาสตร์" ของพิธีแรกนาขวัญ ก็คือพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักนั่นเอง เมื่อรัฐบาลตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะเป็น "วิทยาศาสตร์" พิธีแรกนาขวัญจึงไม่ใช่งานเสด็จพระราชดำเนินและไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนักอีกต่อไป พิธีแรกนาขวัญที่รัฐบาลสร้างขึ้น ข้าหลวงประจำจังหวัดผู้แรกนา จะทำการไถคราดและหว่านข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่รัฐบาลต้องการเผยแพร่ และมีการประกวดพันธุ์ข้าวเพิ่มเข้ามา ในขณะที่ "พิธีทางไสยศาสตร์เดิม ตัดหมด" ซึ่งน่าจะหมายถึง การเสี่ยงทายต่างๆ ทั้งพระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้านุ่ง และเสี่ยงทายของกินพระโค นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่รัฐบาลต้องการใช้ประโยชน์จากความเชื่อเดิมของชาวนา จึงได้กำหนดให้ประธานในพิธีแรกนาขวัญ "แต่งกายอย่างพระยาแรกนาขวัญ มีกระบวนเครื่องยศและเกียรติยศอย่างประเพณีเดิม" และได้ "ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยืมเครื่องยศและกระบวนเครื่องเกียรติยศสำหรับผู้เป็นประธานแรกนาขวัญ" จากทางสำนักราชเลขานุการในพระองค์

พิธีแรกนาขวัญของปีนั้นจัดรวมกับงานปีใหม่ เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2479 ถึง 1 เมษายน 2480 พิธีแรกนามีเฉพาะในพระนครและธนบุรี ส่วนการประกวดพันธุ์ข้าวจัดทั่วประเทศและผู้ชนะแต่ละจังหวัดมาประกวดอีกครั้งในพระนคร

พิธีแรกนาขวัญจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญอีกครั้ง เมื่อหลวงพิบูลสงครามขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบุคคลอย่าง หลวงวิจิตรวาทการ เข้ามามีบทบาทในงานด้านวัฒนธรรมของรัฐบาล ซึ่งต้องเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อไป




[1]รายงานประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 110/2478 วันที่ 22 มกราคม 2478

[2]หนังสือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ ถึง นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 17 กันยายน 2479

[3]รายงานประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 44/2479 วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2479

[4][4]หนังสือราชเลขานุการในพระองค์ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 กันยายน 2479

[5]รายงานประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 51/2479 วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2479

[6]หนังสือเลขาธิการพระราชวัง ถึง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2479

[7]คำสั่งลายมือนายดิเรก ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2479 

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จักรภพ เพ็ญแข: ทำไมต้องประกาศรางวัลนาฏราช วันที่19 พ.ค.56

Posted: 12 May 2013 10:15 AM PDT

เห็นโฆษณางานรางวัล "นาฏราช" ครั้งที่ 4 ที่จะมีขึ้นในอีก 7 วันข้างหน้าแล้วก็นึกถึงความร้ายกาจของสัตว์โลกที่เรียกเรียกตัวเองว่าคน นอกจากจะมีความสุขกับการฆ่าฟันพี่น้องร่วมแผ่นดินอย่างโหดเหี้ยมแล้ว ยังชวนกันถ่มถุยใส่ราวกับกับว่าเขาไม่ใช่มนุษย์เหมือนกับตน

เพราะงานนี้จงใจจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ซึ่งเป็นวันครบสามปีของการสังหารหมู่ที่บริเวณราชประสงค์เมื่อเดียวกันของปี พ.ศ.2553ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่นำมาสู่การประท้วงในครั้งนั้น ต่างก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าพี่น้องของเรามากมายต้องสิ้นชีวิตด้วยน้ำมือของทหารไทยและด้วยอาวุธสงคราม ท่ามกลางสายตานับล้านที่จับจ้องมองอยู่ทั่วเมืองไทยและทั่วโลก น้ำตาของผู้สูญเสียและคนที่รักเขายังไม่ทันเหือดแห้ง ความเป็นธรรมและความยุติธรรมยังไม่ปรากฎ ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ก็ยังคลุมเคลือจนอาจต้องรอให้ประวัติศาสตร์ประชาชนบังเกิดขึ้นจึงจะย้อนมาตัดสินอีกครั้ง แล้วทำไมงานที่สามารถเลือกจัดวันใดก็ได้จึงต้องมาเลือกจัดกันในวันนี้

หรือฆ่าเขาแล้วยังไม่หนำใจ ต้องลากศพเขามาทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนเอาเก้าอี้ตีศพนักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519?

ความจริงก็เข้าเค้า เพราะเหตุการณ์ทั้งสองนี้เป็นเสมือนภาพยนตร์โดยผู้กำกับภาพยนตร์คนเดียวกันแท้ๆ

อย่ามาอ้างครับว่า งานนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและไม่ต้องการให้ใครนำการเมืองมาเกี่ยวข้อง การตายของบุคคลใดก็ตามถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์และละเอียดอ่อนอย่างที่สุด ยิ่งเป็นการตายที่ไม่ควรตาย และด้วยน้ำมือของคนที่เขาเคยยกมือไหว้อย่างเคารพนับถือมาในอดีต ก็ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นที่สุด นี่เขากำลังจะจัดพิธีสงฆ์ งานรำลึก และผลักดันให้เกิดการค้นหาความจริงกันอยู่แท้ๆ เกิดมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาประกาศกลางเมืองว่าไม่สนใจ ไม่สำคัญ และพร้อมจะเดินข้ามศพเขาไป ด้วยการจัดงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดเป็นวันนั้นเลย ก็ต้องถามกลับว่าใครพยายามจะยั่วยุสร้างเงื่อนไขความโกรธแค้นให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองขึ้นมาอีก หากต้องจัดงานในวันอาทิตย์ก็ยังมีวันอาทิตย์อีกกว่าห้าสิบวันให้เลือกได้ แล้วทำไมต้องทำกันอย่างนี้

กรรมการจัดงาน "นาฏราช" มีอยู่นับสิบคน ไม่มีใครสักคนล่ะหรือที่เป็นผู้ใหญ่พอจะห้ามปรามทัดทานหรืออย่างน้อยก็ตักเตือนกันภายใน ไม่จำเป็นต้องมีจุดยืนทางการเมืองเหมือนฝ่ายเสื้อแดงหรอกครับ เพียงความเป็นคนของตัวเองก็น่าจะพอแล้ว ใครรู้จักประธานและกรรมการของงานนี้ช่วยถามให้ผมทีเถิดว่าหัวใจของเขาเป็นอะไรไป?

หรือมีใครที่สั่งการ แนะนำ กดดัน บีบคั้นอะไรลงมา เพื่อให้งานนี้ทำหน้าที่ลบความทรงจำและข่าวสารการรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารประชาชนในวันนั้นเมื่อสามปีที่แล้ว ตกลงความพยายามในการบิดเบือนและลบประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่สั่งให้ทำมาตลอดชีวิตอันโสมม ยังไม่สิ้นสุด และยังเดินหน้าด้านทำอยู่ต่อมาเหมือนเดิมใช่ไหม?

ใครสักคนต้องตอบสาธารณชนว่า ที่กำหนดจัดงานกันในวันที่ 19 พฤษภาคม ทั้งที่รู้ทั่วเมืองว่าเป็นวันอะไรนั้น เป็นเพราะความทมิฬหินชาติในหัวใจ หรือเพราะปิศาจที่ไหนมันสั่งลงมา

ก็งานนาฏราชนี้เอง ที่นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจงได้ขึ้นมาตะโกนไล่คนออกจาก "บ้านพ่อ" พ่อใครที่ไหนของนายพงษ์พัฒน์ คงต้องไปถามเขาดูเอง แต่สำหรับคนรู้และพอจะเข้าใจ เขาก็จดจำไว้ในใจว่างานนี้เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไรแน่ และยิ่งทำให้การจัดงานนาฏราช ตอน เหยียบพี่น้องร่วมชาติ ครั้งที่ 4 ในวันอาทิตย์หน้านี้ เป็นที่ประจักษ์ใจมากขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ก็ต้องขอบคุณนายพงษ์พัฒน์ไว้เสียด้วย ฐานที่ทำให้เงาะที่ซ่อนอยู่ใต้รูปทองมันชัดเจนขึ้นมา จะเป็นเพราะความเขลา ความคลั่ง หรือเจตนาจะเล่นบทนี้เพื่อส่งเสริมการงานอาชีพของตัวเองและครอบครัวก็ตาม ถือว่ามีประโยชน์ในระยะยาวทั้งนั้น

ใครรู้จักใครฝากถามด้วยครับว่า:

ประธานและกรรมการงาน "นาฏราช" เขามีความคิดอันลึกซึ้งของเขาอย่างไร

สถานีโทรทัศน์ที่จะถ่ายทอดสดหรือเทปงานนี้ เขาคิดและวางแผนจะมีส่วนร่วมกับแผนการเมืองครั้งนี้อย่างไร

บรรดาผู้สนับสนุนการจัดหรือสปอนเซอร์ทุกยี่ห้อสินค้าของงานนี้ เขาร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองกับฝ่ายที่ฆ่าประชาชนด้วยหรือไม่

ศิลปินและคนที่ไม่ใช่ศิลปินทุกคนที่จะเดินขึ้นเวที "งานนาฏราช" เพื่อรับรางวัล มอบรางวัล เชิญรางวัล ร่วมแสดง เป็นพิธีกร ตลอดจนผู้จะไปร่วมงานนั้น มีความกระดากใจบ้างหรือไม่ที่รู้ว่าเลือดคนไทยไหลนองแผ่นดินกันในวันนั้นเมื่อปี พ.ศ.2553
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "จำอวด โก(6)อินเตอร์"

Posted: 12 May 2013 09:29 AM PDT

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "จำอวด โก(6)อินเตอร์"

บอร์ด สปสช. ตั้งอนุธรรมาภิบาลเน้นบริหารหลักประกันสุขภาพโปร่งใส เสมอภาค

Posted: 11 May 2013 09:43 PM PDT

12 พ.ค. 56 - อนุกรรมการธรรมาภิบาล ภายใต้บอร์ด สปสช.จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีตั้งเป้าให้มีการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพอย่างมีธรรมาภิบาล ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ยึดแนวทางหลักธรรมาภิบาล 10 ด้านของ กพร. เช่น โปร่งใส เสมอภาค นิติธรรม มีส่วนร่วม กระจายอำนาจ มุ่งเน้นฉันทมติ เหตุดำเนินงานหลักประกันสุขภาพเกี่ยวข้องผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ต้องยึดถือผลประโยชน์ประชาชนสูงสุด

 
ศ.ดร.สุนีย์ มัลลิกะมาลย์ ประธานคณะอนุกรรมการธรรมาภิบาล ภายใต้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากการที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ    ธรรมาภิบาล ให้ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล คณะอนุกรรมการธรรมาภิบาลได้มีการจัดทำแผนและยุทธศาสตร์การดำเนินงาน 5 ปี (2555-2559) โดยตั้งเป้าหมายว่าให้มีการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เป็นแบบอย่างและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ยึดหลักธรรมาภิบาล 10 ด้านของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร.) คือ ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส การตอบสนอง สำนึกรับผิดชอบ นิติธรรม การกระจายอำนาจ ความเสมอภาค และการมุ่งเน้นฉันทมติ
 
ประธานคณะอนุกรรมการธรรมาภิบาล กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน 4 ข้อ คือ 1.กำหนดประมวลจริยธรรมและติดตามให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 2.สร้างและพัฒนาเกณฑ์ชี้วัด ระบบการตรวจสอบ กำกับติดตาม และประเมินผลจากหลักธรรมาภิบาล เพื่ออภิบาลระบบหลักประกันสุขภาพให้มีความยั่งยืน 3.ส่งเสริมให้มีการสร้างจิตสำนึกและคุณค่าด้านธรรมาภิบาลแก่ผู้เกี่ยวข้องและนำไปปฏิบัติ 4.จรรโลงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ยั่งยืนด้วยหลักธรรมาภิบาล เช่น การยกย่องบุคคลและหน่วยงานดีเด่นในด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส
 
ศ.ดร.สุนีย์ กล่าวว่า การดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ตั้งแต่ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ผู้กำหนดนโยบาย กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลทั่วประเทศ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สถานีอนามัย สปสช. และบอร์ดสปสช.ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงาน การมีระบบธรรมาภิบาลที่ดีจะทำให้การบริหารงานหลักประกันสุขภาพเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ยึดถือประโยชน์ของประชาชนสูงสุด และปลอดจากการแทรกแซงของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ของการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคกัน
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

"เครือข่ายเยาวชนส่งเสริมธรรมาภิบาล" จัดกิจกรรม "รวมพลังเยาวชนทั่วประเทศ"

Posted: 11 May 2013 09:23 PM PDT

 

 

เมื่อวันที่ 10 – 11 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมาเครือข่ายเยาวชนส่งเสริมธรรมาภิบาล (Role of Youth in Strengthening Democracy and Governance) จัดกิจกรรมรวมพลังเยาวชนทั่วประเทศ ประกอบด้วย เครือข่ายเยาวชนกลุ่มแว่นขยาย จังหวัดอุบลราชธานี ชมรมหมอลำการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่ม New Seed จังหวัดขอนแก่น กลุ่มวันใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย กลุ่ม U-Right  กลุ่มเยาวชนสยามอารยะ กรุงเทพมหานคร กลุ่มลูกเหรียงและเครือข่ายสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นสังคมให้เป็นสังคมแห่งธรรมาภิบาลตามวิถีประชาธิปไตย

 
วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 เครือข่ายเยาวชนส่งเสริมธรรมาภิบาลได้ร่วมกันเรียนรู้กระบวนการใช้สื่อออนไลน์ในการเผยแพร่ข้อมูล และการรณรงค์ประเด็นขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในโลกออนไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการทำ Infographic และการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 
 
วันที่ 11 พฤษภาคม 2556 เครือข่ายเยาวชนส่งเสริมธรรมาภิบาลได้จัดเวทีการเสนาเพื่อการแกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านเด็กและเยาวชนในพื้นที่แต่ละภูมิภาคที่มีความแตกต่าง ตัวแทนเล่าประสบการณ์ประกอบด้วย ตัวแทนจากกลุ่ม New Seed กลุ่มลูกเหรียง กลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย และคุณเชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำสาขารัฐประศาสนศาสตร์ และกรรมการหลักสูตรสาขาการปกครองท้องถิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีตัวแทนได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์ให้กับเครือข่ายนำมาปรับใช้ในการทำงานประเด็นที่แตกต่าง 
 
ตัวแทนจากกลุ่มลูกเหรียงได้เล่าถึงความตั้งใจของกลุ่มที่อยากพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดสันติภาพ พร้อมทั้งเล่าถึงปัญหาและอุปสรรค์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ในระหว่างการทำงานที่ต้องรับแรงเสียดทานจากหลายด้าน ทั้งกฎหมาย งบประมาณ กระบวนการ และพื้นที่ที่มีความท้าทาย
 
ตัวแทนจากกลุ่ม New Seed ได้เล่าถึงประสบการกลุ่มที่มีประเด็นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในจังหวัดขอนแก่น พร้อมทั้งเล่าว่านอกจากการทำงานของสมาชิกภายนกลุ่มยังมีการร่วมทำงานกับเครือข่ายในจังหวัดอื่น อาทิ จัดงานต่อต้านคอร์รัปชั่นร่วมกับกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทยที่กรุงเทพมหานคร และการจัดค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการมีส่วนร่วมเพื่อการจัดทำงบประมาณท้องถิ่นร่มกับกลุ่มแว่นขยายที่จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นต้น และกล่าวถึงการทำงานพัฒนาว่า "จะหยุดงานพัฒนาก็ต่อเมือหมดลมหายใจ"
 
ตัวแทนจากกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทยได้ประสบการณ์การทำงานในพื้นที่จังหวัดกรุเทพมหานครที่ได้เริ่มต้นในช่วงการรัฐประหารช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 ที่ให้เกิดแรงกระตุ้นให้ลุกขึ้นมาทำงานสายพัฒนา และมองว่าแม้จะเป็นเยาวชนก็สามารถผลักดันและขับเคลื่อนงานสังคมไม่แพ้องค์กรผู้ใหญ่หลายองค์กร
 
คุณเชษฐา ทรัพย์เย็น กล่าวถึงตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่ทำงานอาสาสมัครในการทำงานพัฒนา พร้อมทั้งเล่าถึงปัญหาการทำงานพัฒนาที่ต้องอาศัยความท้าทาย ปัญหา และเป้าหมาย โดยการทำงานสายนี้จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน หากมีส่วนในการพัฒนาให้สังคมดีขึ้นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจน่าสนับสนุนให้มีนักพัฒนา และทิ้งแง่คิดดีๆว่า "หากเราสามารถต่อต้านสิ่งเร้ารอบข้างและเห็นคุณค่าส่วนรวมมากกว่าจะทำให้เราเกิดความสุขใจ สุขกาย ที่ได้ทำเพื่อส่วนรวม"
 
ต่อด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคุณวิเชียร พงศธร ประเด็น "คุณค่างานภาคประชาสังคมในประเทศไทย" ที่เล่าถึงการทำงานขององค์กรเอกชนในการคืนผลกำไรให้กับสังคม ที่องค์กรเอกชนมีการรวมตัวกันเพื่อการผลักดันให้เกิดการทำงานด้าน CSR ที่เป็นส่วนสำคัญขององค์กรเอกชนที่ผลักดันและเชิญชวนให้เกิดผลประโยชน์กลับคืนสู่ผู้บริโภคที่คู่ขนานกับการทำธุรกิจที่ไม่มุ่งแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว และเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้ได้ทุกวันและมีแนวโน้มที่จะเกิดความเข้มแข็ง ธรกิจจะต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะเสมอที่ไม่หลอกลวงหรือสร้างภาพในสังคม นอกจากนี้เราต้องพิจารณาถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ร่วมระหว่างธุรกิจและสังคมให้เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งจะทำให้โอกาสการทำงานธุรกิจเพื่อสังคมจะเป็นกระแสที่นำไปสู่การรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และเชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่ได้เห็นการทำธุรกิจเพื่อสังคมในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อสังคม
 
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้บรรยายพิเศษประเด็น "เยาวชนกับความท้าทายขอการมีส่วนร่มในงานภาคประชาสังคม" ดร.เกรียงศักดิ์ เล่าถึงหนังสือกับการอ่าน การเขียน ที่จะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาสังคม และกล่าวถึงเป้าหมายในชีวิตซึ่งมีอยู่อย่างเดียว คือ  "การอยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี" บ้านเมืองนี้คนต้องไม่เสียเปรียบเท่าเทียมกัน โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบการอ่านผลงานของนักปราชญ์ที่เขียนคติที่เปลี่ยนความคิด ทำให้เป็นเหตุให้เลือกทำสิ่งที่ฉลาดในการจัดแจงตนเองที่จะใช้ให้มีค่ามีประโยชน์ ซึ่งทราบว่าทำเองคนเดียวลำบากจึงเกิดการร่วมมือกับมิตรที่เป็นผู้มีอุดมการณ์ชีวิต เพื่อการทวีคูณและขยายวงให้เป็นวงกว้างให้เกิดพลังมหาศาลที่จะทำให้เกิดการเดินไปข้างหน้า 
 
นอกจากนี้เครือข่ายเยาวชนส่งเสริมธรรมาภิบาลได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  "การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายพลังเยาวชนไทยเพื่อสังคมธรรมาภิบาล" การนำเสนอ แนวคิดโดยคณะผู้แทนกลุ่มเยาวชน" และผู้นำเยาชน เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานร่วม และการขับเคลื่อนเครือข่ายพลังเยาวชนไทยเพื่อสังคมธรรมาภิบาลเพื่อนำประสบการณ์กลับไปพัฒนางานในแต่ละพื้นที่ต่อไป
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น