โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

17 ผู้ต้องหาพร้อมเครือข่ายเทพาไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน จี้รัฐหยุดใช้คดีปิดปากประชาชน

Posted: 03 Jan 2018 09:41 AM PST

17 ผู้ต้องหาพร้อม เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา แถลงเรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐหยุดใช้คดีปิดปากประชาชน ยันชัดผู้ปกป้องทรัพยากร ไม่ใช่อาชญากร

ที่มาภาพ เฟสบุ๊คแฟนเพจ หยุดถ่านหินสงขลา 

3 ม.ค.2561 จากกรณีเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ที่ได้พยายามเดินเท้าเพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 27 พ.ย.60 แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้เข้าควบคุมการเดินเท้าของกลุ่มดังกล่าวพร้อมทั้งจับกุมตัวไปทั้งสิ้น จำนวน 16 คน นั้น 

ล่าสุดวันนี้ (3 ม.ค.60) ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เวลาประมาณ 09.00 น. ผู้ต้องหาทั้งหมดได้เข้าไปยังศาลจังหวัดสงขลา อ.เมืองสงขลา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย หลังจากถูกแจ้ง 3 ข้อกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า ก่อนจะออกมาจากศาลในเวลาประมาณ 10.30 น. และได้รวมตัวกันเพื่อประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เรียนขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินคดีผู้ปกป้องชุมชนเทพา และให้หยุดการใช้คดีปิดปากประชาชน (เพราะผู้ปกป้องทรัพยากรไม่ใช่อาชญากร) 

จากนั้นผู้ต้องหาทั้งหมดรวมทั้งเครือข่ายที่มาคอยให้กำลังใจ ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา อ.เมืองสงขลา ในเวลาประมาณ 11.00 น. เพื่อเข้าให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวน เตรียมรวบรวมสำนวนส่งฟ้องต่อศาลต่อไป โดยในวันนี้ตำรวจได้ออกหมายเชิญ มุสตาร์ซีดีน วาบา หรือแบมุส อีก 1 คน เพื่อมาสอบปากคำเช่นกัน จนขณะนี้มีผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาทั้งสิ้นรวม 17 คน หนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุเพียง 16 ปี พร้อมกันนี้ ทั้งหมดยังถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา นั่นคือ ผิด พ.ร.บ.การชุมนุมฯ และกลายเป็น 4 ข้อกล่าวหาในที่สุด

สำหรับผู้ต้องหานอกจาก มุสตาร์ซีดีน แล้ว ยังมี เอกชัย อิสระทะ อายุ 49 ปี, ปาฏิหาริย์ บุญรัตน์ อายุ 59 ปี, ดิเรก เหมนคร อายุ 41 ปี, รุ่งเรือง ระหมันยะ อายุ 44 ปี, อัยโยบ มูเซะ อายุ 49 ปี, อานัส อาลีมาส๊ะ อายุ 25 ปี, อามีน สะมาแอ อายุ 24 ปี, เนติพงษ์ ชื่นล้วน อายุ 21 ปี, เจะอาแซ เพ็ชรแก้ว อายุ 48 ปี, สรวิชญ์ หลีเจริญ อายุ 34 ปี, วิรพงษ์ หวังหวิน อายุ 40 ปี, อิสดาเรส หะยีเด อายุ 59 ปี, สมบูรณ์ คำแหง อายุ 46 ปี, สมาน บิแหละ อายุ 45 ปี, ยิ่งยศ ดามะลี อายุ 44 ปี และฮานาฟี เหมนคร อายุ 16 ปี

รายงานข่าวระบุว่า การสอบปากคำของเจ้าหน้าหน้าที่นั้น ใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง จนในเวลาประมาณ 16.30 น. ผู้ต้องหาทั้งหมดได้เดินออกมาจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา โดยแถวตอนเรียงหนึ่ง และออกมายังภายนอกของสถานี ซึ่งมีเครือข่ายฯ ที่มายืนถือป้ายรอคอยกันตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อมาให้กำลังใจกับผู้ต้องหาทุกคน โดยทั้งหมดก็ได้อ่านแถลงการณ์ร่วมกัน โดยมีใจความสำคัญว่า ในนามเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ตลอดถึงองค์กรภาคประชาชนที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดพื้นที่เพื่อให้มีการรับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง และตรงไปตรงมา พร้อมทั้งเปิดกว้างยอมรับสิทธิของประชาชนทั้ง 17 คน โดยการยุติการดำเนินคดีทั้งหมด พร้อมกันนี้จะต้องหยุดการคุกคามใดๆ ที่จะเป็นการปิดกั้นการแสดงออก หรือปิดปากประชาชนที่ต้องการสื่อสารสาธารณะ ด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชนที่ว่า "ผู้ปกป้องชุมชน ไม่ใช่อาชญากร"
 
ทั้งนี้ได้มีทั้งเครือข่ายอาจารย์ นิสิตนักศึกษา รวมทั้งภาคประชาชนอื่นๆ มาร่วมอ่านแถลงการณ์ถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวอีกด้วย พร้อมทั้งได้ชี้แจงอีกว่าในวันที่ 15 ม.ค. 2561 นี้ พนักงานสอบสวนจะส่งฟ้องต่อศาลหรือไม่อย่างไรนั้น ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปอีกครั้ง
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประยุทธ์ ขออย่าให้ปม 'หมาบางแก้ว' เป็นเรื่องใหญ่ แจงยังไม่ได้ให้ใครสักคน

Posted: 03 Jan 2018 08:19 AM PST

'ศรีสุวรรณ' ร้อง ป.ป.ช.เอาผิด ประยุทธ์และพวก ปมซื้อหมาบางแก้วแจก เกิน 3 พันบาท ด้าน 'ประยุทธ์' ขออย่าให้เป็นเรื่องใหญ่ แจงยังไม่ได้ให้ใครสักคน

ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ เยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน (ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ)

3 ธ.ค. 2561 จากกรณีที่ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว กรณีมีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดรับประโยชน์ หรือ ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ตามกฎหมายและประกาศของ ป.ป.ช. จากกรณีซื้อลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว จำนวน 3 ตัว ราคาตัวละ 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 18,000 บาท แต่นายกรัฐมนตรี ชำระค่าซื้อลูกสุนัข 3 ตัว เป็นเงินรวม 25,000 บาทเพื่อเป็นขวัญกำลังใจผู้เพาะเลี้ยง จากนั้นได้มอบลูกสุนัขให้ พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ฉัตรชัย นำไปเลี้ยง คนละ 1 ตัว ระหว่างลงพื้นที่ที่ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยมี สุทธิ บุญมี ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ เป็นผู้รับมอบ เป็นผู้รับมอบ และ ศรีสุวรรณ ระบุด้วยว่า พฤติกรรมที่การซื้อและการจ่ายเงินของ นายกรัฐมนตรี เป็นเงินรวม 25,000 บาทเพื่อเป็นขวัญกำลังใจผู้เพาะเลี้ยงนั้นเข้าข่ายความผิดรับประโยชน์ หรือ ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ตามกฎหมายและประกาศของ ป.ป.ช. นั้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องหมาบางแก้ว เป็นเรื่องสุนัข ขออย่าให้เป็นเรื่องใหญ่เลย ตนยังไม่ได้ให้ใครสักคน วันนั้นก็ได้แต่ถามว่าใครจะเอา ที่จ่ายเงินไป ซึ่งในส่วนที่เกินให้เขาไปนั้น ส่วนหนึ่งถ้าหักลบก็จะเป็นค่าวัคซีนและค่าขนส่ง

"ผมก็ยังไม่ได้หมาสักตัว จะรอดรึเปล่าก็ยังไม่รู้เพราะหมาตัวเล็กนิดเดียว ผมรู้สึกเห็นใจเขา เรื่องนี้ผมชี้แจงได้หมดและผมก็ยังไม่ได้ให้ใคร ถ้าให้ใครแล้วก็ต้องมาจ่ายเงินผม ผมรู้กฎหมาย รู้ว่าให้ใครเกิน 3,000 บาทไม่ได้ และรองนายกฯ กับรัฐมนตรีก็บอกว่าขอไปดูหมาที่บ้านก่อน เลี้ยงหมาอยู่หลายตัว เขาก็ต้องไปดูหมาที่บ้านว่ามันจะอยู่กันได้รึเปล่า เพราะหมามันก็มีเจ้าถิ่น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

รายงานข่าวระบุด้วยว่า พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับลูกสุนัขดังกล่าวนั้นไม่ทราบว่าจริงหรือไม่

ที่มา : โลกวันนี้ และคมชัดลึกออนไลน์

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช. เตือนผู้ใช้โดรนมาขึ้นทะเบียน ภายใน 9 ม.ค.นี้ ก่อนจะโดนคุกไม่เกิน 5 ปี

Posted: 03 Jan 2018 05:52 AM PST

สำนักงาน กสทช. เตือนผู้ใช้โดรนต้องมาขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 9 ม.ค. 61 หากมีการใช้งานโดย ไม่มีการขึ้นทะเบียน โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3 ม.ค. 2561 รานงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า วันที่ 9 ม.ค. นี้ จะครบกำหนดระยะเวลา 90 วัน ที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน)ต้องมาดำเนินการขึ้นทะเบียนนับตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2560 ตามคำสั่ง กสทช. เรื่อง การขึ้นทะเบียนเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone)  

เลขาธิการ กสทช. ระบุว่า ขอให้ประชาชนที่มีโดรนอยู่ในครอบครอง หรือใช้งาน รีบมาขึ้นทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) พญาไท กรุงเทพฯ สำนักงาน กสทช. ภาค และสำนักงาน กสทช. เขต ทั่วประเทศ สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่มีโดรนไว้ในครอบครอง หรือใช้งาน ที่ไม่มาขึ้นทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

"การขึ้นทะเบียนโดรนที่สำนักงาน กสทช. ดำเนินการนั้น เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือป้องกันราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติมหากประชาชนมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่ Call Center สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2670 8888 ต่อ 7479" เลขาธิการ กสทช.กล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รวบเอกชัยอีกแล้ว ขณะขอพบป้อมมอบนาฬิกาที่ทำเนียบ

Posted: 03 Jan 2018 05:32 AM PST

เอกชัย หงส์กังวาน ถูกรวบหนสองเหตุจะมอบนาฬิกาให้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เจ้าหน้าที่ต้องการให้ไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงค์ธรรม ส่วนเจ้าตัวปฏิเสธยืนยันว่าไม่ได้ต้องการร้องเรียน ต้องการมอบนาฬิกาให้ไว้ใส่เฉยๆ ถ้าไม่ได้มอบวันนี้ก็จะรอจังหวะในวันต่อไป ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมปล่อยตัวแต่โดยดี 

3 ม.ค. 2561 เวลา 10.00 น.ทำเนียบรัฐบาลประตุู 4 เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบกว่า 10 น่ายเข้าทำการควบคุมตัว เอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่เขากำลังเข้าติดต่อขอพบและมอบนาฬิกาให้กับ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองประธาน คสช.รองนายกรัฐมนตรี

เอกชัยถูกคุมตัวตัวมาไว้ที่อาคารสำนักงานข้าราชการพลเรือน กพ. ซึ่งเป็นสำนักงานศูนย์ดำรงค์ธรรม เอกชัยแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ต้องการให้เขาร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงค์ธรรมในกรณีนาฬิกาของพลเอกประวิตร ซึ่งไม่ได้เป็นความประสงค์ของเขา เพราะเขาต้องการที่จะมอบนาฬิกาส่วนตัวของเขาให้พลเองประวิตรใส่เป็นการส่วนตัวเท่านั้น 
"
เมื่อสอบถามว่าคิดว่าจะทีโอกาสได้เจอเหรอ เอกชัยตอบว่า "จะได้ไม่ต้องเที่ยวไปยืมของใครเขามาใส่ ถ้าไม่เจอวันนี้ วันหลังก็จะหาโอกาสเจอใหม่ ให้มันรู้ไปว่าใครหน้าด้านกว่ากัน ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก" 

จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำตัวนายเอกชัย ซ้อนจักรยานยนต์ไปส่งขึ้นรถโดยสารประจำทางที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อเดินทางกลับบ้านโดยที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อหาแต่อย่างไร 

ก่อนหน้านี้เอกชัยได้เคยนำนาฬิกาไปดักรอที่จะมอบให้พลเอกประวิตรครั้งหนึ่งแล้วที่บ้านพักประธานองค์มนตรี สี่เสาเทเวศน์ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 แต่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าทำการควบคุมตัวเสียก่อน 

หลังได้รับการปล่อยตัว เอกชัยได้โพสต์เฟสบุ๊คข้อความว่า "ใครพอรู้วันพรุ่งนี้-วันมะรืนนี้ ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ ไปไหน ? 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จาตุรนต์ ฉายแสง: นาฬิกา พล.อ.ประวิตร เรื่องคาใจแห่งปี

Posted: 03 Jan 2018 03:23 AM PST

เรื่องนาฬิกาของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนเสียดสีกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และดูจะเป็นเรื่องที่ทำให้ คสช.เสื่อมลงอย่างรวดเร็วด้วย

การมีนาฬิการาคาแพงๆหลายๆ เรือน ถ้าหากได้มาโดยสุจริตและดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่างมากก็เป็นเรื่องรสนิยมที่คนอาจรู้สึกชื่นชมหรือหมั่นไส้เท่านั้น

แต่กรณีที่เจ้าของนาฬิกามีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้า คสช.และรองนายกรัฐมนตรีอย่างพลเอกประวิตร

มีปัญหาที่ต้องพิจารณาโดยไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย คือ

1. นาฬิกาที่ปรากฏในภาพอยู่บนข้อมือของพลเอกประวิตรนั้นเป็นนาฬิกาของพลเอกประวิตร จริงหรือไม่ ?

2. พลเอกประวิตรได้นาฬิกาเหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อใด ก่อนหรือหลังการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อปปช. ครั้งล่าสุด ซึ่งจะนำไปสู่คำถามอีกหลายคำถาม (บางคนอาจจะถามคำถามง่ายๆก่อนเลยว่า ตกลงเจอนาฬิกากี่เรือนแล้ว)

3. ถ้านาฬิกาเหล่านั้นอยู่ในความครอบครองของพล.อ.ประวิตรจริงและพลเอกประวิตรได้นาฬิกาเหล่านี้ มาก่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุด ย่อมมีคำถามว่า เหตุใดจึงไม่รายงานไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อปปช. จะอ้างว่าลืมหรือเผอเรอคงไม่ได้ เพราะมีหลายเรือนเหลือเกิน หากพลเอกประวิตรชี้แจงไม่ได้ ก็อาจจะถูกตั้งข้อหาจงใจปกปิดทรัพย์สินและร่ำรวยผิดปรกติ

แต่ถ้าพลเอกประวิตรได้นาฬิกาเหล่านี้มาหลังจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุด ก็ถือว่ายังไม่ถึงกำหนดต้องชี้แจง แต่ถ้าเรื่องมันแดงขึ้นมาว่า พลเอกประวิตรมีนาฬิกาเหล่านี้ไว้ในครอบครอง ก็จะมีคำถามว่า พลเอกประวิตรได้นาฬิกาเหล่านี้มาอย่างไร ได้มาโดยสุจริตหรือไม่

นาฬิกาหลายเรือนแบบนี้จะอ้างว่าเพื่อนให้ยืมมาคงจะไม่ได้แน่ ยิ่งบอกว่าเพื่อนให้ยืมมาและเพื่อนตายไปแล้ว ยิ่งฟังไม่ขึ้น

ถ้าซื้อมาเอง เอาเงินมาจากไหน ถ้ามีคนให้มา ผู้ให้เป็นใคร ให้กันจริงหรือไม่

ถ้าผู้ที่ให้นาฬิกาแก่พลเอกประวิตร ไม่ใช่บุพการีหรือคนในครอบครัวของพลเอกประวิตรแล้วให้นาฬิกามา พลเอกประวิตรก็จะถูกตั้งข้อหารับของขวัญที่มีมูลค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเกี่ยวพันกับกฎหมายที่มีไว้เพื่อป้องกันการให้และรับสินบนที่อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น

นอกจากนั้น ก็คงต้องมีการตรวจสอบต่อไปด้วยว่า การให้ของขวัญที่มีมูลค่ารวมกันหลายสิบล้านนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการให้สินบนเพื่อให้เกิดการทุจริตในการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐด้วยหรือไม่

จะเห็นได้ว่าเรื่องนาฬิกาของพลเอประวิตรนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการชอบใช้ชอบอวดของแพง แต่เป็นเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่นที่ร้ายแรง จึงเป็นเรื่องที่ต้องการคำอธิบายและต้องมีการตรวจสอบ

จนถึงขณะนี้มีคนรวบรวมภาพนาฬิกาที่สงสัยว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายดังกล่าวได้มากถึง 13-14 เรือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีคำชี้แจงใดๆ จากพลเอกประวิตรต่อสาธารณชน และยังไม่มีใครทราบว่า พลเอกประวิตรได้ชี้แจงเรื่องนี้ต่อ ปปช.อย่างไร

ก่อนสิ้นปี ปปช.ออกมาชี้แจงเพียงสั้นๆว่า พลเอกประวิตรชี้แจงมาแล้วและ ปปช.กำลังตรวจสอบอยู่ แต่ไม่ปรากฏว่า ปปช.มีความกระตือรือร้นในเรื่องนี้และไม่มีใครทราบว่า มีความคืบหน้าในการตรวจสอบอย่างไร

มีแต่ข่าวความพยายามกลบเกลื่อนหรือช่วยแก้ต่างให้พลเอกประวิตรทั้งจากอดีต ปปช.และ ปปช.ปัจจุบันบางคน ส่วนพลเอกประยุทธ์นั้น แทนที่จะบอกว่า ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างที่พูดอยู่บ่อยๆ กลับบอกให้ผู้สื่อข่าวรู้จัก "ลดราวาศอก" มิฉะนั้นตนอาจจะใช้อำนาจมากกว่าเดิม

เรื่องที่ประชาชนข้องใจสงสัยนั้นมีอยู่หลายเรื่อง เรื่องนาฬิกาของพลเอกประวิตร น่าจะถือได้ว่าเป็น "เรื่องคาใจแห่งปี" อันดับต้นๆ

ขอปีใหม่นี้ คงต้องติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้กันต่อไปครับ

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: www.facebook.com/Chaturon.FanPage

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รอบโลกแรงงานธันวาคม 2017

Posted: 03 Jan 2018 03:01 AM PST

สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงโยกย้ายถิ่นฐานของสหประชาชาติ

คณะตัวแทนสหรัฐประจำสหประชาชาติ (UN) ออกแถลงการณ์ว่าได้แจ้งต่อเลขาธิการ UN แล้วว่าสหรัฐอเมริกาขอยุติการเข้าร่วมในข้อตกลงข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากปฏิญญานิวยอร์กสำหรับผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐานมีมาตรามากมายที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐานของสหรัฐฯ

ที่มา: cnn.com (3/12/2017)

สมาคมผู้ผลิตสิ่งทอในกัมพูชาวอนต่างชาติ หวั่นถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหภาพยุโรป

สมาคมผู้ผลิตสิ่งทอในกัมพูชา (GMAC) ออกแถลงการณ์ร้องขอผู้ซื้อต่างชาติไม่ให้หันไปซื้อสินค้าจากแหล่งอื่น โดยให้สนับสนุนกัมพูชาและโรงงานต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจในการทำให้ชาวกัมพูชามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เพราะธุรกิจสิ่งทอช่วยให้ชาวกัมพูชาหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากความกังวล หลังสหรัฐยุติการสนับสนุนการเลือกตั้งกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 ก.ค. 2018  ในขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ก็ขู่จะตัดสิทธิพิเศษทางการค้าเพื่อตอบโต้ที่ศาลฎีกากัมพูชาสั่งยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านตามที่รัฐบาลยื่นคำร้อง

อนึ่งการส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้านำรายได้เข้ากัมพูชาปีละ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ โดย GMAC เป็นตัวแทนโรงงาน 600 แห่งและมีชาวกัมพูชาได้รับการจ้างงานถึง 700,000 คน

ที่มา: phnompenhpost.com (4/12/2017)

รายงานระบุคนงานโรงงานน้ำมันปาล์มหลายแห่งในอินโดนีเซียถูกกดขี่ด้านแรงงาน

รายงานของเครือข่าย Rainforest Action Network (RAN) ระบุว่า คนงานจำนวนมากที่โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มหลายแห่งในอินโดนีเซีย ถูกละเมิดด้านแรงงานหลายอย่าง รวมทั้ง ค่าแรงที่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ การใช้แรงงานเด็ก และการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารเคมีอันตราย

รายงานชิ้นนี้ได้สัมภาษณ์คนงานที่โรงงานของบริษัทอาหารรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย Indofood และเป็นผู้ผลิตอาหารให้กับบริษัทอาหารระดับโลกหลายบริษัท รวมทั้งบริษัท Pepsi และ Nestle โดยโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่บนเกาะกาลิมันตัน และเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตน้ำมันปาล์มสำคัญของโลก

ขณะนี้ Indofood ยังคงได้รับการรับรองจากองค์กรดูแลอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน หรือ Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) แม้จะมีคำร้องเรียนเรื่องการกดขี่แรงงานมาแล้วหลายครั้งก็ตามที่ผ่านมา มีรายงานละเมิดด้านแรงงานเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย ตั้งแต่ โรงงานทอผ้า เหมืองแร่ และคนทำงานภายในบ้าน แต่เวลานี้โรงงานน้ำมันปาล์มคือแหล่งที่มีรายงานการกดขี่คนงานมากที่สุด

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มถือเป็นแหล่งรายได้หลักของอินโดนีเซีย โดยคาดว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีมูลค่าราว 93,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก ภายในปี ค.ศ. 2021

ที่มา: voathai.com (5/12/2017)

บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ที่สุดในโลกเตรียมปลดพนักงาน 5,000-10,000 คน

Teva Pharmaceutical บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ที่สุดในโลกของอิสราเอล กำลังเตรียมปลดพนักงาน 5,000-10,000 คน เพื่อลดค่าใช้จ่าย 1.5-2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลา 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั่วโลกจำนวน 57,000 คน

ที่มา: jpost.com (8/12/2017)

ญี่ปุ่นเตรียมใช้โดรนไล่พนักงานจ้องทำโอทีกลับบ้าน

บริษัทไทเซ (Taisei) ซึ่งเป็นบริษัทรับทำความสะอาดและดูแลความปลอดภัยตามสำนักงานต่าง ๆ เตรียมจะนำโดรนที่พัฒนาร่วมกับบริษัทบลูอินโนเวชันและบริษัทสื่อสารเอ็นทีทีอีสต์ มาทดลองใช้ในสำนักงานของตนในเดือนเมษายนปีหน้า ซึ่งหากประสบผลสำเร็จก็จะนำโดรนนี้ออกวางตลาดจำหน่ายให้บริษัทอื่น ๆ ต่อไป

โดรนที่ว่านี้จะติดกล้องขนาดเล็กและบินไปทั่วสำนักงาน โดยจะบรรเลงเพลง "โอลด์ แลง ไซน์" (Auld Lang Syne) ซึ่งเป็นเพลงใช้บอกเวลาเลิกงานหรือปิดทำการห้างร้านที่รู้จักกันดีทั่วโลก "เสียงเพลงและเสียงของเครื่องยนต์โดรนจะทำให้ทนทำงานไม่ได้ พนักงานจะตระหนักในที่สุดว่าเวลาได้ล่วงเลยมามากและต้องเลิกงานแล้ว" นายโนริฮิโระ คาโต้ ผู้อำนวยการของบริษัทไทเซกล่าว

ที่มา: bbc.com (9/12/2017)

แรงงานไต้หวันร่วม 3,000 คน ประท้วงร่างกฎหมายแก้ไขชั่วโมงการทำงานยืดหยุ่น

กลุ่มสหภาพแรงงานร่วม 3,000 คน ในไต้หวันประท้วงเรียกร้องให้ ส.ส.ยกเลิกทบทวนร่างกฎหมาย ที่เปิดช่องให้นายจ้างสามารถบีบพนักงานให้ต้องทำงานถึง 12 วันติดต่อกัน

ที่มา: focustaiwan.tw (10/12/2017)

เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ้างงานเพิ่ม แต่ยังเจอปัญหาขาดแรงงานมีทักษะฝีมือ

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำคือ 4.1% ส่งผลให้ดัชนีความมั่นใจของผู้บริโภคอเมริกันอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตามผลสำรวจ Talent Trends Report ของ Randstad sourceright ชี้ว่าลักษณะของตลาดงานในอเมริกานั้นกำลังเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะฝีมือด้านเทคโนโลยีกำลังเป็นที่ขาดแคลนในตลาดแรงงาน ทำให้เกิดปัญหาความต้องการแรงงานด้านนี้มีมากกว่าจำนวนแรงงานที่มีอยู่

รายงานสำรวจชี้ว่า นายจ้างราว 60% มีแผนจะแทนที่พนักงานประจำราว 1 ใน 3 ด้วยพนักงานชั่วคราว หรือ ฟรีแลนซ์ รายงานชิ้นนี้แนะนำว่าพนักงานทุกคนควรฝึกฝนทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ดังกล่าว

ที่มา: voathai.com (11/12/2017)

นักบิน Ryanair นัดหยุดงานก่อนคริสต์มาส

นักบินและพนักงานบนของสายการบิน Ryanair ประกาศนัดหยุดงานในเดือน ธ.ค. เพื่อเรียกร้องให้ปรับขึ้นเงินเดือนและเพิ่มสวัสดิการให้เท่าเทียมกับบริษัทคู่แข่ง

ที่มา: theguardian.com (15/12/2017)

ศาล EU ชี้ Uber คือผู้ให้บริการแท็กซี่

ศาลยุติธรรม European Court of Justice (ECJ) ระบุว่าว่า Uber เป็นบริษัทผู้ให้บริการรถแท็กซี่ ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการขนส่งแห่งชาติของยุโรป

ที่มา: theguardian.com (20/12/2017)

คาดญี่ปุ่นขาดแคลนนักบินปี 2030

ญี่ปุ่นกับกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อหลายอาชีพ โดยเฉพาะนักบิน ปัจจุบันมีนักบินจำนวนมากกำลังเข้าสู่วัย 40 ตอนปลาย ซึ่งนักบินกลุ่มนี้จะเข้าสู่วัยเกษียณในช่วงประมาณปี 2030 ทั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพยายามหานักบินเพิ่มผ่านการเพิ่มโควต้าในการรับนักเรียนของบรรดาโรงเรียนฝึกสอนการบิน และจัดทำโครงการเงินกู้สำหรับนักเรียนที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักบินในอนาคต

ที่มา: japantimes.co.jp (28/12/2017)

ไม่พบหลักฐานเกาหลีเหนือนำเงินเดือนคนงานนิคมอุตสาหกรรมแคซองไปใช้ดำเนินโครงการผลิตอาวุธ

คณะผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงรวมชาติของเกาหลีแถลงว่าข้ออ้างที่ระบุว่าเกาหลีเหนือนำเงินเดือนคนงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแคซอง (Kaesong industrial park) ไปใช้ดำเนินโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธนั้นไม่เป็นความจริง

ที่มา: japantimes.co.jp (28/12/2017)

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รองโฆษกเพื่อไทยจี้ ประวิตร-ป.ป.ช. สังคมยังรอคำตอบเรื่องนาฬิกา-แหวน

Posted: 03 Jan 2018 01:40 AM PST

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกเพื่อไทยจี้ประวิตร สังคมยังรอคำตอบเรื่องนาฬิกาและแหวน ระบุเงียบผิดฟอร์ม ปรกติเห็นตอบได้ทุกเรื่อง ตั้งคำถาม ป.ป.ช. จะเรียกบุคคลที่ 3 มาชี้แจงอย่างไร จะให้ประวิตรชี้แจงแค่ไหน ย้ำประธาน ป.ป.ช. ต้องพิสูจน์ตัวเองเพราะเคยทำงานใกล้ชิดประวิตร

3 ม.ค. 2561 มติชน รายงานว่าอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังไม่ชี้แจงที่มาของนาฬิกา และแหวนเพชรที่ภาพออกมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2560 นั้นถือว่าประวิตร มาผิดฟอร์ม เพราะปรกติสามารถตอบคำถามได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิตหรือเรื่องอื่นๆ แต่เรื่องแหวนและนาฬิกากลับเงียบผิดสังเกตและเลือกไม่ชี้แจงใดๆ ทั้งที่สังคมยังรอฟังคำตอบ

ไอเท็มแห่งปี 2017 : หมุดหน้าใส นาฬิกาลุงป้อม กล้องวงจรปิดวิสามัญชัยภูมิ ฯลฯ

อนุสรณ์ ตั้งคำถามในส่วนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บอกว่าจะเชิญตัวบุคคลที่ 3 ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำว่า ถ้าประวิตร ให้การว่านาฬิกาหรูเป็นของเพื่อนและเพื่อนคนนั้นตายแล้ว ป.ป.ช.จะเชิญตัวบุคคลที่ 3 ที่เกี่ยวข้องมาอย่างไร และจะให้ประวิตรชี้แจงนาฬิกาเรือนไหน แค่นาฬิกา ริชาร์ด มิลล์ เรือนแรก หรือเรื่อนอื่นๆ ด้วย นอกจากนั้น กฎหมายใหม่ให้ ป.ป.ช. สามารถทำการตรวจสอบได้โดยไม่ต้องมีผู้ร้องเรียน ถ้า ป.ป.ช.เห็นเอง ก็สามารถตั้งเรื่องเพื่อให้ชี้แจงได้ด้วยตัวเอง สังคมอยากเห็น ป.ป.ช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่สองมาตรฐาน อย่าให้สังคมตั้งคำถาม ยิ่งสังคมรับรู้ในวงกว้างว่าประธาน ป.ป.ช.เคยทำงานใกล้ชิดกับประวิตร มาก่อน ยิ่งต้องพิสูจน์ตัวเอง เน้นย้ำการทำงานให้เกิดความโปร่งใส ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่สองมาตรฐาน

ล่าสุด วันนี้ (3 ม.ค. 2561) มติชนรายงานว่า พล.อ. ประวิตรปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่องความคืบหน้าการส่งหนังสือชี้แจงกรณีนาฬิกาและแหวนเพชรให้ ป.ป.ช.

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ย้อนมอง 2560 ปีที่พลังสตรีนิยมลาตินอเมริกาตอบโต้อำนาจ

Posted: 03 Jan 2018 12:01 AM PST

สื่ออิสระโกลบอลวอยซ์ย้อนรำลึกปี 2560 ว่าเป็นปีที่สำคัญสำหรับการเคลื่อนไหวสตรีนิยม ไม่เพียงแค่การยอมรับจากสื่อกระแสหลักทั้งหลายอย่างการที่ #MeToo ที่ถูกยกให้เป็น "บุคคลแห่งปี" ของนิตยสารไทม์ หรือการที่พจนานุกรมเมอร์เรียม เว็บสเตอร์ จัดให้คำว่า "แนวคิดสตรินิยม" (Feminism) เป็นคำแห่งปีเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของการเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจที่น่าสนใจจากสตรีนิยมในภูมิภาคลาตินอเมริกาด้วย

3 ม.ค. 2561 โกลบอลวอยซ์ระบุว่าในปี 2560 มีการเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจจากขบวนการสตรีนิยมจำนวนมาก โดยที่ในภูมิภาคลาตินอเมริกาก็มีการเคลื่อนไหวของสตรีตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปลายปีที่แล้ว เริ่มจากกรณีโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้บ้านเด็กกำพร้าของรัฐในกัวเตมาลาเมื่อเดือน มี.ค. 2560 ที่ส่งผลให้มีเด็กหญิงเสียชีวิต 41 ราย มีการรณรงค์ที่ชื่อว่า #NosDuelen56 ที่ทำให้มีศิลปินมาวาดภาพของเด็กที่เสียชีวิตในเพลิงไหม้เหล่านี้และเรียกร้องความรับผิดชอบจากทางการกัวเตมาลา

ภาพวาดของเด็กที่เสียชีวิต ที่วาดขึ้นโดยศิลปิน(ที่มา:facebook/The Human Rights Defenders Project)

ในเดือน ก.ค. 2560 มีกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลเสรีพยายามทำแผนที่การสังหารผู้หญิงด้วยสาเหตุทางเพศสภาพ (femicide) ในเม็กซิโกโดยมีการให้ข้อมูลทั้งในเชิงภูมิศาสตร์รวมถึงบริบทในการสังหารผู้หญิงที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2559 พวกเขาสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ 1,824 กรณี

ในเดือน ส.ค. 2560 มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยอัสซุงซิออนในปารากวัยที่เสนอให้เห็นปัญหาการปิดกั้นทางเพศและการล่วงละเมิดทางเพศที่ส่งผลถึงหน้าที่การงานของนักเรียนแพทย์หญิง

ในเดือน ก.ย. 2560 มีกรณีที่สร้างแรงสะเทือนให้กับภูมิภาคคือการสังหารมารา คาสทิลลา ด้วยสาเหตุทางเพศสภาพจนทำให้เกิดการประท้วงใน 11 รัฐของเม็กซิโก โดยที่ผู้ประท้วงวิพากษ์วิจารณ์ภาครัฐที่ขาดมาตรการรักษาความปลอดภัยและวัฒนธรรมการลอยนวลไม่ต้องรับผิดของคคนที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง ในโลกออนไลน์ก็มีการเชื่อมโยงการเสียชีวิตของคาสทิลลาถึงกรณีความรุนแรงด้วยฐานทางเพศสภาพในกรณีก่อนหน้านี้ เช่น การใช้แฮ็ชแท็ก #IfTheyKillMe (ถ้าพวกเขาสังหารฉัน) โดยมีการรณรงค์ให้มีการดูแลความปลอดภัยต่อผู้หญิงที่ดีขึ้นและหยุดการประณามเหยื่อในโลกออนไลน์

ในปีนี้ยังเป็นปีที่บนเวทีประกวดนางงามจักรวาล มิสเปรูใช้พื้นที่นี้ในการพูดถึงกรณีความรุนแรงต่อผู้หญิง ทำให้เกิดแรงสะเทือนต่อส่อระดับนานาชาติ แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางอินเทอร์เน็ตว่าตัวเธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ "ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุ" (objectifies women) บนเวทีที่ให้ความสำคัญแต่กับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่แทบจะดูเหมือนกันไปหมดคือ ผอม สูง และเธอก็ใช้เวทีที่ให้คุณค่าความงามจากสายตาชาติตะวันตกมานำเสนอในสิ่งที่ผู้คนต้องเผชิญด้วยความเจ็บปวดและน่าเศร้าซึ่งสื่อในบ้านเธอเองควรจะนำเสนออย่างจริงจัง

ในประเทศเอกวาดอร์ก็มีกิจกรรมในเชิงศิลปะจากการจัดแสดงภาพถ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์คลินิคผิดกฎหมายที่อ้างตัวว่าทำการ "แก้ไข" คนที่เป็นหญิงรักหญิง อีกทั้งยังมีงานแสดงภาพถ่ายอื่นๆ ที่ยกย่องเหล่านักวิทยาศาสตร์หญิงลาตินอเมริกันผู้มีคุณูปการต่อสังคม ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโลกภายนอกเกี่ยวกับอำนาจทับซ้อนจากเชื้อชาติและเพศสภาพ รวมถึงมีการชี้ให้เห็นว่าปัญหาการเหยียดหรือเลือกปฏิบัติในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมเองก็ควรจะมีการพูดถึง

แอนเดรีย อาร์ซาบา ผู้เขียนรายงานให้โกลบอลวอยซ์ระบุว่าการต่อสู้ของขบวนการผู้หญิงในพื้นที่ลาตินอเมริกาเริ่มยึดกุมพื้นที่ได้มากขึ้นและเริ่มเข้มแข็งขึ้นแต่ก็ยังคงต้องต่อสู้ต่อไปโดยที่ในปี 2561 นี้อาจจะได้เห็นการเติบโตของโครงการอื่นๆ ที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยและเป็นธรรมมากขึ้น

เรียบเรียงจาก

2017: Another Year of Feminist Counter-Power in Latin America, Global Voices, Dec. 31, 2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สารสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเนื่องในวันสันติภาพสากลปี 2018

Posted: 02 Jan 2018 09:45 PM PST

"ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย คือชายหญิงที่มุ่งแสวงหาสันติภาพ" สารจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เนื่องในวันสันติภาพสากลปี 2018

แฟ้มภาพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส (ที่มา: Malacañang Photo Bureau/Wikipedia)

เมื่อวันที่ 1 มกราคม ซึ่งทางสำนักวาติกันได้กำหนดให้เป็นวันสันติภาพสากล สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงออกสารในโอกาสวันสันติภาพสากล ครั้งที่ 51 หัวข้อ "ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย คือชายหญิงที่มุ่งแสวงหาสันติภาพ" Migrants and Refugees : Men and Women in Search of Peace โดยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.)ได้แปลสารวันสันติภาพสากล เป็นภาษาไทย เอาไว้ดังนี้

สารสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสในโอกาสเฉลิมฉลองวันสันติภาพสากล ครั้งที่ 51

1.ขอส่งความปรารถนาดีจากใจเพื่อสันติภาพ

ขอนำพรแห่งสันติภาพมาแด่มนุษย์ทุกคนและทุกประเทศบนโลกใบนี้ สันติภาพซึ่งเหล่าทูตสวรรค์ประกาศแก่บรรดาผู้เลี้ยงแกะในคืนคริสตสมภพ เป็นความปรารถนาอย่างลึกซึ้งของมนุษย์ทุกคน มนุษย์แต่ละคน และประชาชาติทั้งมวล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องทนทุกข์เพราะไม่มีสันติภาพ ในบรรดาผู้คนเหล่านี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงผู้อพพทั่วโลกจำนวนมากกว่า 250 ล้านคน อีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งข้าพเจ้ายังคงรำลึกถึงและภาวนาให้เสมอ ในจำนวนนี้เป็นผู้ลี้ภัย 22.5 ล้านคน พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ผู้เป็นที่รักซึ่งดำรงตำแหน่งก่อนหน้าข้าพเจ้า ได้พูดถึงพวกเขาในฐานะ "ชายและหญิง เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ซึ่งแสวงหาที่อยู่อาศัยสำหรับการดำรงชีวิตอย่างสันติ" เพื่อหาสันติสุขดังกล่าว พวกเขายินยอมเสี่ยงชีวิตของตนไปกับการเดินทางที่มักจะยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย ยอมทนกับความยากลำบากและความทุกข์ทรมาน และยอมเผชิญกับแนวรั้วและกำแพพงที่สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นให้เขาอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายของตน

ด้วยจิตใจแห่งความเมตตา ขอให้เราโอบกอดทุกคนที่หลบหนีจากสงครามและความหิวโหย หรือถูกบังคับให้ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของตนไปเพราะการเลือกปฏิบัติ การข่มเหง ความยากจน และสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

เรารู้ว่าไม่เป็นการเพียงพอที่จะเปิดหัวใจเราต่อความทุกข์ทรมานของผู้อื่นเท่านั้น ยังมีสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่จะต้องกระทำก่อนที่พี่น้องชายหญิงของเรา จะสามารถใช้ชีวิตของตนได้อย่างสันติในบ้านที่ปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง การต้อนรับผู้อื่นเรียกร้องให้มีการอุทิศตนอย่างเป็นรูปธรรม เครือข่ายความช่วยเหลือและความมีน้ำใจดี การเฝ้าระวังและการเอาใจใส่อย่างเห็นอกเห็นใจ  การบริหารจัดการสถานการณ์ใหม่และสลับซับซ้อนอย่างรับผิดชอบ ซึ่งบางครั้งเต็มไปด้วยปัญหามากมาย

นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องทรัพยากร ที่บ่อยๆ มีอยู่อย่างจำกัด ผู้นำรัฐบาลควรดำเนินมาตราการในทางปฏิบัติโดยอาศัยคุณธรรม ความรอบคอบ เพื่อต้อนรับ ส่งเสริม ปกป้อง และบูรณาการเข้าไป "ภายใต้ขอบเขตจำกัดที่อนุญาต ซึ่งเกิดมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องความดีส่วนรวม เพื่อให้ (พวกเขา) เป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหม่"  บรรดาผู้นำมีความรับผิดชอบอย่างชัดเจนต่อชุมชนของตน ซึ่งพวกเขาต้องให้หลักประกันต่อสิทธิโดยชอบธรรม และการพัฒนาที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน  มิเช่นนั้น พวกเขาจะเป็นเสมือนช่างก่อสร้างที่อารมณ์หุนหันพลันแล่น ทำการคำนวณผิดพลาดและล้มเหลวในการสร้างหอคอยที่ตนได้เริ่มสร้างไว้ให้สำเร็จ

2.ทำไมจึงมีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจำนวนมากมายเช่นนี้?

เมื่อนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พิจารณาดูปีปีติมหาการุณย์ที่เป็นสัญญาณของการก้าวผ่านปีสองพัน นับจากวาระที่บรรดาทูตสวรรค์ประกาศสันติสุขที่เบธเลเฮม  พระองค์ชี้ให้เห็นว่า  ผู้ที่ต้องทิ้งถิ่นฐานมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลส่วนหนึ่งมาจาก "สงคราม ความขัดแย้ง การทำลายล้างเชื้อชาติและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าตระหนกและยืดเยื้อไม่มีสิ้นสุด" ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 แม้ในปัจจุบันซึ่งเป็นศตวรรษใหม่แล้ว ก็ยังมิได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงแต่ประการใด ความขัดแย้งทางอาวุธ และความรุนแรงที่เป็นระบบในรูปแบบอื่นๆ ยังคงก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชาชนภายในพรมแดนของประเทศเองและข้ามประเทศอย่างต่อเนื่อง

กระนั้นก็ดี มีประชาชนที่อพยพด้วยเหตุผลอื่นด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเพราะพวกเขา "ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น และบ่อยๆ มักจะทิ้ง 'ความสิ้นหวัง' ต่ออนาคตที่ไม่มีทีท่าว่าจะดีไว้เบื้องหลัง"

พวกเขาออกเดินทางเพื่อการศึกษา สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้สิทธิเหล่านี้ได้ ก็ดำรงชีวิตอย่างสันติไม่ได้ นอกจากนั้น ดังที่ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตไว้แล้วในสมณสาสน์ "ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า" (Laudato Si)ว่ามี 'บรรดาผู้อพยพจำนวนมากที่ต่างก็พากันหนีความยากจนที่เพิ่มมากขึ้นจากสาเหตุของสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง"

คนส่วนใหญ่อพยพผ่านช่องทางปกติ  อย่างไรก็ตาม มีบางคนใช้เส้นทางที่แตกต่างออกไป เพราะความสิ้นหวัง เมื่อประเทศบ้านเกิดของตนมิได้ให้ความปลอดภัยหรือโอกาสแก่พวกเขา และเมื่อหนทางอื่นๆ ตามกฎหมาย ดูจะทำไม่ได้ หรือไม่ก็อืดอาดล่าช้า

ประเทศปลายทาง หลายประเทศมีการวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงความเสี่ยงต่อความมั่นคงภายในของประเทศตน หรืองบประมาณจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้ในการต้อนรับบรรดาผู้อพยพใหม่  ซึ่งถือเป็นการลดคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนในฐานะบุตรชายหญิงของพระเจ้า 

สำหรับผู้ที่ปลุกกระแสความหวาดกลัวต่อผู้อพยพ ซึ่งอาจมาจากเหตุผลทางการเมือง  แทนที่จะสร้างสันติภาพ พวกเขากลับกำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง การเลือกปฏิบัติเพราะเชื้อชาติ และความเกลียดกลัวคนต่างชาติ ซึ่งเป็นความกังวลยิ่งใหญ่ขอบรรดาผู้ที่ห่วงใยต่อความปลอดภัยของมนุษย์ทุกคน

บรรดาตัวชี้วัดที่ประชาคมระหว่างประเทศมีอยู่  ต่างชี้ว่า การอพยพในโลกจะคงดำเนินต่อไปในอนาคต  บางคนเห็นว่านี่เป็นภัยคุกคาม สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ขอให้พิจารณาด้วยความเชื่อมั่นว่า การอพยพเป็นโอกาสในการสร้างสันติภาพด้วยเช่นกัน

3. ด้วยการพินิจเพิ่งมอง

ปรีชาชาญแห่งความเชื่อ ส่งเสริมการพินิจเพิ่งมองที่ยอมรับว่า  เราทุกคน "เป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน  ทั้งผู้อพยพ และประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศที่ต้อนรับพวกเขา และทุกคนต่างก็มีสิทธิเช่นเดียวกันในการเข้าถึงประโยชน์จากทรัพยากรของโลก ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสากล สำหรับทุกคน  ตามคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร  ดังนี้  จึงเกิดความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวและแบ่งปันซึ่งกันและกัน"

คำกล่าวเหล่านี้ ทำให้ภาพลักษณ์เกี่ยวกับนครเยรูซาเล็มใหม่ในพระคัมภีร์ปรากฎเด่นชัดขึ้น  หนังสือประกาศศก อิสยาห์(บทที่ 60)  และหนังสือวิวรณ์ (บทที่ 21)ให้ภาพนครที่ประตูเปิดรับประชาชนจากทุกชาติเสมอ  ซึ่งทุกคนต่างประหลาดใจชื่นชมและเข้ามาอยู่เต็ม พร้อมกับสร้างความมั่นคั่งในนคร  สันติภาพคืออำนาจสูงสุดที่นำทางนคร และความยุติธรรมเป็นหลักศีลธรรมที่ควบคุมดูแลการดำรงอยู่ร่วมกันในนคร

เราต้องพินิจเพ่งมองในนครที่เราอาศัยอยู่  "การเพ่งมองด้วยสายตาแห่งความเชื่อ  ซึ่งเห็นพระเจ้าประทับอยู่ในบ้านของผู้คนต่างๆ บนท้องถนนและตามลานเมือง  ส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียว  ความเป็นพี่น้องกัน และความปรารถนาสิ่งดีงาม ความจริง และความยุติธรรม"  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  การทำให้สัญญาของสันติภาพบรรลุผล

เมื่อเราหันไปมองบรรดาผู้อพยพและผู้ลี้ภัย  เราพบว่า  พวกเขามิได้มาแต่มือเปล่า  พวกเขานำความกล้าหาญ ทักษะ ความกระตือรือร้น และความใฝ่ฝันของเขาติดตัวมาด้วย  รวมถึงสมบัติวัฒนธรรมของพวกเขาเอง  และด้วยเหตุนี้  พวกเขาก็ช่วยสร้างความมั่นคั่งให้แก่ประเทศที่ต้อนรับพวกเขาด้วย  เรายังได้เห็นความคิดสร้างสรรค์  ความเพียรทน และจิตใจแห่งการเสียสละของคนครอบครัว และชุมชนรอบโลกจำนวนนับไม่ถ้วน  ซึ่งเปิดประตูบ้าน และจิตใจของตนต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัย  แม้ว่าทรัพยากรจะหาได้ยากก็ตามที

การพินิจเพ่งมองยังควรต้องชี้นำการวินิจฉัยของผู้ที่รับผิดชอบต่อประโยชน์ของสาธารณะ และให้กำลังใจพวกเขาในการกำหนดนโยบายการต้อนรับ "ภายใต้ข้อจำกัดที่พออนุโลมให้ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องต่อเรื่องความดีส่วนรวม" โดยตระหนักถึงความจำเป็นของสมาชิกทั้งมวลของครอบครัวมนุษยชาติ และสวัสดิภาพของแต่ละคน

ผู้ที่มองและเข้าใจสิ่งต่างๆ ในทำนองนี้  จะสามารถยอมรับเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพที่งอกเงยขึ้นมาแล้ว และหล่อเลี้ยงให้สันติภาพงอกงามต่อไป นครของเรา ซึ่งมักจะมีการแบ่งแยกและแยกขั้วด้วยความขัดแย้งจากการเข้ามาของผู้อพยพและผู้ลี้ภัย  จะได้กลายเป็นโรงปฏิบัติงานแห่งสันติภาพ

4. หลักปฏิบัติ 4 ประการ

การให้โอกาสแก่ผู้แสวงหาที่หลบภัย ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในการพบกันสันติภาพที่พวกเขาแสวงหาจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ผสานการปฏิบัติ 4 ประการด้วยกัน คือ การต้อนรับ,การคุ้มครอง,การส่งเสริม,และการผสมกลมกลืนเข้ากับสังคม

"การต้อนรับ" เรียกร้องให้มีการขยายช่องทางกฎหมายในการเข้าประเทศ และจะไม่มีการผลักดันผู้อพยพและผู้พลัดถิ่น ไปยังประเทศที่พวกเขาต้องเผชิญกับการข่มเหงรังแก และความรุนแรง  การต้อนรับยังเรียกร้องการรักษาดุลยภาพระหว่างความกังวลของเราเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ  กับการให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน  พระคัมภีร์เตือนเราว่า "จงอย่าลืมที่จะแสดงความใจกว้างต่อแขกแปลกหน้า  ทั้งนี้เพราะการกระทำดังกล่าว  บางคนได้แสดงความใจกว้างต่อบรรดาทูตสวรรค์แล้วโดยไม่รู้ตัว"

"การคุ้มครอง"  เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเราในการยอมรับและปกป้องศักดิ์ศรีอันล่วงละเมิดมิได้ของผู้หนีภัยอันตรายจริงๆ เพื่อแสวงหาที่หลบภัยและความมั่นคงปลอดภัย  และป้องกันมิให้พวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบ  ข้าพเจ้าคิดว่าโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก  คือผู้ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและการล่วงละเมิด  ที่อาจนำไปสู่การตกเป็นทาสด้วย  พระเจ้าไม่ทรงเลือกปฏิบัติ  "พระเจ้าทรงพิทักษ์คนต่างถิ่นที่มาอาศัยอยู่ และทรงค้ำจุนเด็กกำพร้าและหญิงหม้าย"

"การส่งเสริม"  คือการสนับสนุนการพัฒนามนุษย์ในทุกมิติชีวิตของผู้อพยพและผู้ลี้ภัย  หนึ่งในวิธีการมากมายที่เป็นไปได้ในการดำเนินการดังกล่าวนั้น  ข้าพเจ้าขอย้ำถึงความสำคัญของการให้หลักประกันการเข้าถึงการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในทุกระดับชั้น  การนี้จะมิเพียงช่วยพวกเขาให้เกิดการบ่มเพาะและตระหนักในศักยภาพของตนเท่านั้น  แต่ยังช่วยฝึกพวกเขาให้พบปะกับผู้อื่น  และเพื่อส่งเสริมจิตใจแห่งการเสวนาแทนการปฏิเสธและการเผชิญหน้า

พระคัมภีร์สอนว่า "พระเจ้า ทรงรักคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ท่ามกลางท่าน  ประทานอาหารและเสื้อผ้าแก่พวกเขา และดังนั้นท่านจะต้องรักผู้ที่เป็นคนต่างด้าว  เพราะท่านเองก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์"

"การผสมกลมกลืนเข้ากับสังคม"  เป็นประการสุดท้าย  หมายถึงการให้ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในชีวิตของสังคมที่ต้อนรับพวกเขา  ในฐานะที่

เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทำให้ทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์  และเกิดความร่วมมืออย่างได้ผลต่อการทำงานพัฒนามนุษยอย่างครบทุกมิติในชุมชนท้องถิ่น  นักบุญเปาโลแสดงออกด้วยคำกล่าวที่ว่า  "ท่านจึงไม่เป็นคนต่างด้าวหรือคนแปลกหน้าอีกต่อไป  แต่เป็นเพื่อนร่วมชาติของประชากรของพระเจ้า"

5. ข้อเสนอสำหรับสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ

ข้าพเจ้ามีความหวังจากใจจริงว่า เจตนารมณ์เช่นนี้จะชี้ช่องทางสำหรับกระบวนการที่จะช่วยองค์การสหประชาชาติในการยกร่างและรับรองสนธิสัญญาระดับโลกสองฉบับในระหว่างปี 2018 ฉบับแรก เกี่ยวกับการอพยพที่ปลอดภัย มีระเบียบและเป็นปกติ  และอีกฉบับเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ในฐานะที่เป็นสนธิสัญญาระดับโลก สนธิสัญญาทั้งสองจะเป็นกรอบสำหรับนำเสนอนโยบาย และมาตราการในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ สนธิสัญญาทั้งสองฉบับจะต้องได้รับแรงบันดาลใจจากความเห็นอกเห็นใจ  การมองการณ์ไกลและความกล้าหาญ  เพื่อใช้ประโยชน์จากทุกโอกาสที่จะช่วยให้กระบวนการสร้างสันติภาพคืบหน้าไป ด้วยหนทางนี้เท่านั้นที่สิ่งเป็นจริงตามที่การเมืองระหว่างประเทศเรียกร้อง จะสามารถหลีกเลี่ยงการยอมแพ้ต่อการเยาะเย้ยถากถาง และต่อโลกาภิวัตน์ของการเพิกเฉย

การเสวนาและการประสานงานเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นหน้าที่เฉพาะของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่นอกเหนือไปจากเรื่องของพรมแดน และประเทศที่มั่งคั่งน้อยกว่าอาจสามารถรองรับผู้ลี้ภัยได้มากขึ้น หรือรองรับได้ดีขึ้น  หากความร่วมมือระหว่างประเทศให้หลักประกันด้านเงินทุนที่จำเป็นแก่ประเทศเหล่านั้น

แผนกผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ของสมณะกระทรวงเพื่อการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์ในทุกมิติชีวิต  ได้จัดพิมพ์ชุดหลักปฏิบัติ 20 ประการที่ให้แนวทางรูปธรรมในการดำเนินการหลัก 4 ข้อในนโยบายสาธารณะ  ในทัศนคติและกิจการของชุมชนคริสตชน  จุดมุ่งหมายของเรื่องนี้และคุณูปการอื่นๆ ถือเป็นการแสดงความสนใจของพระศาสนจักรคาทอลิก  ในกระบวนการที่นำไปสู่การรับรองสนธิสัญญาระดับโลกสองฉบับของสหประชาชาติ  ความสนใจนี้  เป็นเครื่องหมายของความใส่ใจด้านการอภิบาลทั่วไปมากขึ้น  ที่สะท้อนถึงต้นกำเนิดของพระศาสนจักรจนกระทั่งปัจจุบัน

6. เพื่อบ้านของเราร่วมกัน

ขอให้เราได้รับแรงบันดาลใจจากคำกล่าวของนักบุญยอห์นปอล ที่ 2 ที่ว่า "หากความฝัน เพื่อโลกที่มีสันติภาพ เป็นความฝันร่วมกันของทุกคน  หากคุณูปการของ 'ผู้ลี้ภัย' และ 'ผู้อพยพ' ได้รับการประเมินอย่างถูกต้อง  เมื่อนั้น มนุษยชาติก็จะสามารถเป็นครอบครัวสากลหนึ่งเดียวได้มากยิ่งขึ้น และโลกของเราก็จะเป็น 'บ้านของเราร่วมกัน' อย่างแท้จริง

ตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์  หลายคนเชื่อว่า 'ความฝัน' นี้ และการทำให้ความฝันนี้เกิดเป็นความจริงนั้น เป็นข้อพิสูจน์ถึงความจริงที่ว่า นี่มิใช่เป็นเพียงความเพ้อฝันเท่านั้น

ในจำนวนนี้  เรารำลึกถึงนักบุญฟรานเซส เซเวียร์ คาบรินี่ ซึ่งปีนี้เป็นวโรกาสครบรอบหนึ่งร้อยปีของการเสียชีวิตของท่าน และในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ชุมชนวัดมากมายทำการเฉลิมฉลองความทรงจำถึงเธอ  ผู้หญิงที่ไม่ธรรมดาท่านนี้  คือผู้อุทิศชีวิตของตนรับใช้ผู้อพยพ  และได้เป็นองค์อุปถัมภ์ของเหล่าผู้อพยพ  ท่านได้สอนเราให้ต้อนรับคุ้มครอง  ส่งเสริม  และผสมผสานพี่น้องชายหญิงของเราเข้ากับสังคม โดยอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน ขอพระเจ้าทรงช่วยเราทุกคนให้มีประสบการณ์ "การเก็บเกี่ยวความดีที่ได้หว่านไว้ในสันติภาพโดยผู้ที่สร้างสันติ"

จากวาติกัน
รำลึกถึงนักบุญฟรานเซส เซเวียร์ คาบรินี่ องค์อุปถัมภ์ผู้อพยพ
ฟรังซิส.

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

นักข่าวทำเนียบรัฐบาลงดตั้งฉายารัฐบาลปี '60 หวั่นถูกนำไปขยายความขัดแย้ง

Posted: 02 Jan 2018 02:20 AM PST

ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลแจง ปรกติทำกันทุกปลายปีเเพื่อสะท้อนการทำงาน แต่ปีนี้บรรยากาศการเมืองไม่ปกติ หวั่นถูกนำไปขยายความขัดแย้ง เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป เผย รัฐบาลนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตก็เคยเกิดขึ้นทั้งรัฐบาลทหารและพลเรือน เหตุเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำงานไม่ครบปี มาจากการรัฐประหาร และสถานการณ์การเมืองไม่ปรกติ

2 ม.ค. 2561 มติชน รายงานว่า ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ออกคำชี้แจงเรื่องการตั้งฉายา รัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ประจำปี 2560 ที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบฯ จะมีการตั้งฉายาของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ในช่วงปลายปีเพื่อสะท้อนการทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่จากการหารืออย่างรอบด้าน ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลจึงมีมติงดตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2560 ซึ่งนอกจากจะเป็นหลักปฏิบัติตามธรรมเนียมที่ยึดกันมา ยังมีข้อจำกัดทางข้อกฎหมายและบรรยากาศการเมืองในภาวะที่ยังถือว่าไม่ปกติ ทั้งยังเห็นว่า หากมีการตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อาจถูกนำไปขยายความขัดแย้ง เชื่อมโยง หรือขยายผลในทางการเมือง จนตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
 
หนังสือคำชี้แจงระบุอีกว่า หลักปฏิบัติที่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่เริ่มแรกนั้น จะไม่มีการตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำปีในกรณีที่เป็นรัฐบาลรักษาการภายหลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา หรือกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนรัฐบาลยังทำงานไม่ครบปี กรณีรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร และกรณีสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ อาทิ การงดตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี ในปี 2549-2550 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการรัฐประหาร ในปี 2551 รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ในปี 2556 รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากมีการประกาศยุบสภา รวมถึงในปี 2557 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากการรัฐประหาร เป็นต้น
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ธ.ก.ส. คาดปี '61 ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

Posted: 02 Jan 2018 12:54 AM PST

ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. คาด ราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งปรับตัวสูงขึ้นจากนโยบายกระตุ้นของภาครัฐ และปริมาณสินค้าในตลาด ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มราคาลดต่ำลงคือน้ำตาลทรายดิบเพราะการเก็งกำไรจากเอกชนและปริมาณน้ำตาลในตลาดสูงขึ้น

2 ม.ค. 2561 สำนักข่าวไทยรายงานว่า สมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดว่าราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวสูงขึ้นต้อนรับปีใหม่ 2561 ซึ่งเป็นผลจากนโยบายของภาครัฐ สินค้าเกษตรที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้ง ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มราคาลดต่ำลงคือน้ำตาลทรายดิบ

ทั้งนี้ ที่ข้าวเปลือกราคาปรับตัวดีขึ้นเพราะยังมีความต้องการของตลาดต่างประเทศและมาตรการโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2560/61 ที่ช่วยชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดและมาตราการจากกระทรวงพาณิชย์ที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตลาดข้าวเหนียวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเหนียวเพื่อสนับสนุนราคาให้สูงขึ้น ข้าวเปลือกที่ราคาปรับดีขึ้นได้แก่ข้าวเปลือกเจ้า 5% ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.52-4.87 อยู่ที่ราคา 8,440-8,719 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 2.30-3.85 อยู่ที่ราคา 12,470-12,658 บาท/ตัน และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.20-4.32 อยู่ที่ราคา 9,515-9,810 บาท/ตัน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.10-0.30 อยู่ที่ราคา 6.79-6.93 บาท/กก. เนื่องจากเข้าสู่การปลูกข้าวโพดช่วงฤดูแล้ง (เริ่มปลูกเดือนธันวาคม) ประกอบกับมาตรการดำเนินการเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของภาครัฐที่ได้เริ่มขยายผลจากจังหวัดเพชรบูรณ์ไปในจังหวัดอื่นที่มีการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยยกระดับราคารับซื้อให้เพิ่มขึ้น

ส่วนสถานการณ์ราคายางพารานั้นคาดว่า สถานการณ์ราคายางพาราแผ่นดิบจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.00-6.30 อยู่ที่ราคา 42.32-44.54 บาท/กก. เนื่องจากโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของภาครัฐ จะช่วยสนับสนุนความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศของผู้ประกอบการและหน่วยงานของรัฐเพิ่มขึ้น รวมทั้ง มาตรการรักษาความสมดุลระหว่างปริมาณและความต้องการใช้ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในราคายางพารา

สำหรับราคามันสำปะหลังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 2.20-4.97 อยู่ที่ราคา 1.85-1.90 บาท/กก. เนื่องจากปริมาณมันสำปะหลังที่ออกสู่ตลาดยังน้อยกว่าความต้องการ  ประกอบกับมาตรการนำเข้ามันสำปะหลังจากต่างประเทศของภาครัฐที่เข้มงวด โดยเพิ่มขั้นตอนแสดงหนังสือรับรองสุขอนามัยพืช หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดพืช และหนังสือรับรองมาตรฐานสินค้า รวมทั้งต้องมีการนำเข้าโดยผ่านด่านตรวจโดยเฉพาะ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 จะทำให้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากต่างประเทศเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดไทยยากขึ้น

สำหรับราคาปาล์มน้ำมัน คาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 3.57 – 21.42 อยู่ที่ราคา 2.90 – 3.40 บาท/กก. เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง และภาครัฐเร่งดำเนินการระบายปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบให้กลับสู่ระดับปกติ จะส่งผลให้แนวโน้มราคาปาล์มน้ำมันมีทิศทางดีขึ้น

ในส่วนราคาสุกร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 2.09-5.50 อยู่ที่ราคา 52.30-54.05 บาท/กก. เนื่องจากเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่และเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้แนวโน้มความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น ประกอบกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำในระยะสั้น โดยให้มีการชำแหละจำหน่ายให้มากขึ้นในหลายจังหวัด รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสุกรให้กระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆอในช่วงเทศกาลให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนราคากุ้งขาวแวนนาไม คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.25-2.91 อยู่ที่ราคา 188.00 -193.00 บาท/กก. เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงทำให้ให้ราคากุ้งขาวแวนนาไมปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนน้ำตาลทรายดิบที่เป็นสินค้าที่มีแนวโน้มลดลงคาดว่า ราคาเฉลี่ยน้ำตาลทรายดิบนิวยอร์กในตลาดโลกจะลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.50-2.00 อยู่ที่ราคา 13.39-13.59 เซนต์/ปอนด์ (9.67-9.81 บาท/กก.) เนื่องจากแรงขายของกลุ่มกองทุนและนักเก็งกำไรจากการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะผลผลิตน้ำตาลโลกส่วนเกินในปีการผลิต 2561/62 ประกอบกับราคาน้ำตาลถูกกดดันจากค่าเงินเรียลของบราซิลที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ผลิตทยอยขายน้ำตาลออกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตน้ำตาลในตลาดโลกมีเพิ่มขึ้นและราคาจะลดลง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประธาน สนช. ดูกฎหมายแล้วมั่นใจ เลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมป

Posted: 01 Jan 2018 10:15 PM PST

ประธาน สนช. ระบุ ดูกฎหมายแล้วคิดว่าโรดแมปการเลือกตั้งเป็นไปได้ด้วยดี ยังไม่เห็นสัญญาณล็อบบี้คว่ำกฎหมายลูกในสภา ไม่ฟันธงแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งหลังประกาศเลือกตั้งจะกระทบกรอบ 150 วันหรือไม่ แต่กรอบกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ จะแก้ไขคงยาก คสช. จะใช้ ม.44 แก้กฎหมายสูงสุดของประเทศคงไม่ได้

2 ม.ค. 2561 สำนักข่าวไทย รายงานว่า พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มองว่าโรดแมปการเลือกตั้งยังเดินหน้าไปตามปกติหากพิจารณาจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยทางกฎหมาย ส่วนตัวคงไม่สามารถประเมินได้ เพราะต้องดูจากกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งเท่าที่ดูแต่กฎหมาย คิดว่าเป็นไปได้ด้วยดี ส่วนปัจจัยอื่นๆ เป็นเรื่องที่แม่น้ำสายอื่นต้องประเมิน        

ประธาน สนช. ระบุถึงกระแสเรื่องการคว่ำกฎหมายลูกนั้น ตนไม่คิดว่าจะมี แต่ก็ไม่ทราบ ซึ่งการคว่ำกฎหมายลูกต้องใช้เสียงของสภาถึง 2 ใน 3 ซึ่งต้องมีการล็อบบี้และส่งสัญญาณกัน แต่ตนยังไม่เห็นสัญญาณที่ว่านั้น 

ต่อประเด็นที่ว่า หากในอนาคตมีการประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้งแล้ว แต่มีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งหลังจากนั้นจะมีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้งที่ต้องมีขึ้นภายใน 150 วันหรือไม่ พรเพชรกล่าวว่า เมื่อกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้แล้วก็ต้องนับเวลาไปอีก 150 วันเพื่อให้มีการเลือกตั้ง โดยเวลา 150 วันเป็นเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว ดังนั้น หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะดำเนินการโดยใช้มาตรา 44 คงไม่ได้ ซึ่งอำนาจของ คสช. ที่ใช้มายังไม่เคยมีกรณีที่ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ

"ไม่อยากสมมติ ไม่อยากคิด แต่ถ้าพูดถึงหลักกฎหมายว่า ถ้าจะแก้ไขเวลา 150 วันที่เดินหน้าไปแล้ว ในทางกฎหมายมีทางทำได้เพียงอย่างเดียว คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมเองก็ยังคิดว่า จะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะบทบัญญัติของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีเงื่อนไขค่อนข้างมาก เพราะรัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ" พรเพชร กล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปีใหม่: ความเปลี่ยนแปลงความหมายของ “เวลา“ (1)

Posted: 01 Jan 2018 09:50 PM PST



แม้ว่าจะมีคำถามจากนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ และนักอื่นๆ มากมายว่า "เวลา" คืออะไร แต่ก็ไม่มีใครมีคำตอบที่ยอมรับได้อย่างเป็นเอกฉันท์

คำตอบล้วนแล้วแค่แตกต่างกันไปตามกรอบความคิดของความรู้แต่ละแขนง

แต่ไม่ว่าความจริงของ "เวลา" จะเป็นอะไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ (ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ) ความหมายของ "เวลา" ที่ถูกสร้างขึ้นสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และกล่าวได้ว่าเป็นความคิดที่กำหนดชีวิตพวกเรามาโดยตลอด

ความคิดเรื่อง "เวลา" ในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงมาหลายช่วงเวลา และแต่ละช่วงได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างไพศาลและลึกซึ้ง

เราจะเริ่มต้นเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ที่พระองค์ได้ทรงปฏิเสธความหมายของ "เวลา" แบบเดิมของสังคมไทย อันได้แก่ คติปัญจอันตรธาน

คติปัญจอันตรธาน เป็น ความคิดวางเอาไว้ว่าสังคมจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากความเสื่อมทางความรู้ ความเสื่อมในการปฏิบัติ ความเสื่อมในการแสวงหาทางหลุดพ้น ความเสื่อมในระเบียบทางสังคมทั้งหมด และความเสื่อมสลายของธาตุทั้งหมด

มนุษย์ทุกคนก็จะต้องพบกับความทุกข์ยากมากขึ้นๆ และไม่สามารถที่จะหลุดพ้นไปได้ เพราะความเสื่อมในแต่ละช่วงก็จะปิดกั้นหนทางการหลุดพ้น ความเสื่อมทั้งหมดเป็นความเสื่อมจากมุมมองของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ที่มีอุดมคติสูงสุด คือ การบรรลุธรรมไปสู่การหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด

มนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่อยู่ภายใต้กรอบความคิดทาง "เวลา" นี้จะไม่สามารถหลุดพ้นไปจากการกำหนดความเสื่อมนี้ได้ แต่ก็มีทางออกจาก "เวลา" ที่เสื่อมลง (ทางออกที่ยังมีก่อนที่จะถึงเวลาที่เกิดความเสื่อมจนทำให้ทางออกทั้งหลายนั้นปิดลง) คือ การทำบุญทำทานให้มากที่สุดเพื่อที่จะมีทางออก 3 ทาง ทางแรก ได้แก่ การไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ทางที่ 2 ได้แก่ การไปเกิดในภพภูมิใหม่ และทางที่ 3 ได้แก่ การทำบุญมากจนหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด

กรอบความคิดเรื่อง "เวลา" เช่นนี้ครอบคลุมทุกผู้ทุกนาม พระมหากษัตริย์ที่แม้ว่าพระองค์จะทรงเป็นราชาธิราช คือ เป็นจักรพรรดิราชหรือธรรมมิกราชาธิราชก็ไม่ทรงสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง "เวลา" ได้ พระมหากษัตริย์ทรงทำได้เพียง "การหลอก" พระกาลด้วยการเปลี่ยน/เขียนศักราชที่ครองราชย์ย้อนหลังไปเท่านั้น

หากจะอธิบายด้วยความคิดทางสังคมศาสตร์หลังสมัยใหม่ ก็พูดได้ว่านี่คือ "การปกครองที่จิตใจ" (Governmetality) เพราะความคิดนี้จะกำหนดความคิดเกี่ยวกับสถานะทางสังคมและทางอำนาจ พร้อมกับกำกับอารมณ์ความรู้สึกของคนแต่ละคนให้อยู่ภายใต้ระบอบของสังคมการเมืองการปกครองนี้อย่างยินยอมพร้อมใจ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ได้ทรงแสดงพระองค์ในการปฏิเสธคติปัญจอัตรธานนี้อย่างชัดเจน เพราะพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าความเชื่อเช่นนี้จะทำให้ผู้คนไม่สนใจที่จะทำอะไรให้ออกดอกออกผลทางเศรษฐกิจได้ ดังเราจะอ่านได้จากเอกสารประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์จัดพิมพ์ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี) เราจะพบว่าพระองค์ทรงได้อธิบายกระบวนการคิดทางการผลิต/การค้าขายด้วยความคิดเรื่องอุปสงค์/อุปทาน ซึ่งหมายความได้ว่าพระองค์ทรงต้องการให้คนไทยคิดในเรื่องของการเข้าสู่ระบบทุนนิยมและต้องทำการผลิต/การค้าขาย ซึ่งต้องการอารมณ์ความรู้สึกอีกลักษณะหนึ่ง ไม่ใช่การสยบยอมอยู่ภายใต้คติปัญจอันตรธานต่อไป

การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทางปฏิเสธคติความเชื่อเรื่องเวลาที่เสื่อมถอยไปเรื่อยๆ นี้ ก็เพราะพระองค์ทรงสำนึกในศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถจะกระทำการใดๆ ที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม กล่าวได้ว่าความคิดทางเวลาแบบใหม่ได้เกิดขึ้นในสังคม ได้แก่ ความคิดเวลาเรื่อง "ความก้าวหน้า" ( Idea of Progress )

เรามักจะถูกบอกเล่าว่าการเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นในสังคมไทยช่วงรัชกาลที่ 4 หรือ 5 เป็นเพราะรับอิทธิพลตะวันตก รวมทั้งความคิดทางเวลาเรื่องความก้าวหน้านี้ด้วย แต่หากเราเชื่อเช่นที่ถูกบอกเล่าเช่นนี้ ก็หมายความว่าเราละเลยพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยในฐานะที่เป็นมนุษย์ไป เพราะในความเป็นจริง ไม่เคยมีสังคมใดรับอะไรจะสังคมอื่นได้โดยที่ปราศจากความพร้อมในการรับ (เสนอว่าเลิกเสียทีเถอะครับ การอ้างอย่างมักง่ายเรื่องรับวัฒนธรรมตะวันตก เลิกในการอ้างทุกเรื่องเลยนะครับ รวมทั้งการประนามวัยรุ่นทั้งหลาย )

ความเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง "เวลา" ที่แปรเปลี่ยนมาสู่ "เวลา" คือ ความก้าวหน้า เกิดขึ้นพร้อมความสำนึกในศักยภาพของมนุษย์ที่จะนำพาให้สังคมก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายที่ถูกวาดหวังไว้ในแต่ละช่วงเวลา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงสร้าง "รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ขึ้นมาโดยทรงวาดหวังที่จะนำพารัฐและสังคมไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมประเทศตะวันตก

ผมอยากจะชักชวนท่านผู้อ่านให้อ่านหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าดูนะครับ เพราะท่านผู้อ่านจะรู้สึกได้ถึงความพยายามจะคัดค้านกรอบความคิดปัญจอันตรธานอย่างแข็งขันเพื่อที่พระองค์จะได้ทรงผลักดันความเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับสังคมไทย

หลังจากรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว ความคิดเรื่อง "เวลา" ได้เปลี่ยนแปลงมาอีกหลายครั้ง ซึ่งจะพูดต่อไปในคราวหน้า ในวันนี้ ต้องบอกว่าในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ซึ่งเป็นกรอบความคิดทาง "เวลา" แบบใหม่ ผมขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขสมหวังในชีวิตปัจจุบันและชีวิตในอนาคตให้มากที่สุดนะครับ

 

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643509

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นิธิ เอียวศรีวงศ์: จากมอสโคว์ถึงบางกอก

Posted: 01 Jan 2018 09:37 PM PST

<--break- />


 

ในท่ามกลางข่าวคราวการล่มสลายของสื่อสิ่งพิมพ์ไทย ผมได้รับของขวัญคริสต์มาสจากอาจารย์ไทเรล ฮาเบอร์คอน เป็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Future is History ของนักข่าวผู้โด่งดังคนหนึ่งคือ Masha Gessen เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการฟื้นตัวของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จในรัสเซีย ภายใต้การนำของวลาดิมีร์ ปูติน

คุณ Masha Gessen เกิดเป็นชาวรัสเซียและโตในรัสเซียก่อนจะอพยพมาโอนสัญชาติเป็นอเมริกันในภายหลัง เรื่องเล่าของเธอจึงเริ่มตั้งแต่ตอนปลายสมัยสหภาพโซเวียต การล่มสลายของโซเวียตหลังนโยบายเปเรสตรอยกา ยุคสมัยของเยลต์ซินมาจนถึงปูติน และการฟื้นตัวของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ

อันที่จริงเรื่องทั้งหมดนี้ถูกเล่ากันแล้วเล่ากันอีกมาหลายครั้งหลายหนแล้ว โดยนักข่าวและนักวิชาการนานาชนิด แต่คุณเกสเซนไม่ได้เล่าเหมือนคนอื่น เพราะเธอเล่าจากชีวิตและมุมมองของชาวรัสเซียหลากหลายประเภท นับตั้งแต่ผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต, ผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเยลต์ซินและปูติน ลงมาถึงคนธรรมดาสามัญเช่นครูในโรงเรียนมัธยม, นักสังคมวิทยา, สาวสังคมเปิ๊ดสะก๊าด, ศิลปิน, นักปรัชญา, ครอบครัวของนักโทษผู้ถูกเนรเทศไปยัง "กูลัค", เกย์, ไปจนถึงชาวนา ซึ่งต่างก็ได้มีชีวิตผ่านความผันผวนทางการเมืองและสังคมรัสเซียมาในระยะประมาณ 1 ศตวรรษที่ผ่านมา

นี่คงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่าน และอ่านสนุกแบบวางไม่ลง เพราะเหมือนอ่านนวนิยายของตอลสตอยเรื่องสงครามและสันติภาพ คือเกณฑ์คนทั้งสังคมรัสเซียมาเข้าฉากเป็นตัวละครไปหมด ตั้งแต่พระเจ้าซาร์ลงมาถึงชาวนา ตัวผู้เขียนเองก็รู้และตั้งใจนำเสนอให้เหมือนนวนิยาย (แบบรัสเซีย)

เหตุดังนั้น ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ จึงไม่ได้เกิดขึ้นหรือฟื้นตัวขึ้นในสังคมใด เพียงเพราะมีคนบ้าอำนาจคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งเข้ามายึดอำนาจ ด้วยกำลังทหารหรือกำลังความนิยมของประชาชน แต่มันมีเงื่อนไขปัจจัยอันสลับซับซ้อนในสังคม ที่ทำให้ผู้คนในสังคมนั้นเรียกหา หรือยอมรับ หรือสมยอมต่อระบอบเผด็จการ

ผมจึงอ่านหนังสือเล่มนี้โดยอดนึกถึงประเทศไทยไม่ได้ และผมขอนำเอาความนึกคิดนั้นมาคุยในที่นี้

ความประทับใจของผมประการแรกคือการตั้งคำถามของผู้เขียนในฐานะนักข่าว ดังที่กล่าวแล้วว่าคำถามนี้มีผู้ถามและตอบแล้วจำนวนมาก แต่ก็ถามและตอบในมิติอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชีวิตและความคิดของผู้คนท่ามกลางระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จโซเวียต และการฟื้นตัวของระบอบนั้น

ผมรู้สึกว่าการมองหามิติใหม่ของข่าวไม่ใช่สิ่งที่นักข่าวไทยถนัดจะทำนัก อย่างเก่งก็คือมีรายละเอียดของประเด็นข่าวมากขึ้น ไม่ใช่เปิดทางใหม่ไปสู่มิติของอุบัติการณ์ที่ไม่เคยถูกรายงานมาก่อน

ความพร่องของการทำข่าวเช่นนี้เกิดจากการสอนวิชาสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัย หรือเกิดจากเงื่อนไขการปฏิบัติงานในสำนักข่าวทั้งหลายของไทย ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน

การนำเสนอก็เหมือนกัน ตกมาถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าไม่น่าจะมีรูปแบบตายตัวของการเสนอข่าวแล้ว ถ้าคิดว่าการนำเสนอข่าวเป็นศิลปะ ก็ไม่น่าจะมีสูตรตายตัวสำหรับการนำเสนออย่างมีศิลปะ นักข่าวไทยคิดถึงเรื่องนี้น้อยเกินไป เพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน นอกจากความสนุกและความงดงามของภาษาแล้ว (ชนิดเจ้าของภาษาอังกฤษตัวจริงน่าจะริษยาการใช้ภาษาของเธอ) ข้อเสนอจากการวิเคราะห์ของคุณ Gessen ยังสร้างอารมณ์สะเทือนใจ อย่างเดียวกับที่ได้ฟังเพลงดีๆ, ดูภาพงามๆ หรืออ่านกวีนิพนธ์ชั้นเลิศ

ผมไม่คิดว่าศิลปะในการนำเสนอจะทำให้คุณค่าของข่าวลดลงตรงไหน

ผมคิดว่างานเขียนอย่างนี้ต้องเป็นหนังสือเท่านั้น (กระดาษหรือดิจิทัลก็ตาม) ไม่อาจเป็นการแสดงความคิดเห็นในเฟสบุ๊คได้ ทั้งนี้เพราะหนังสือเล่มเป็นสารด้วย ไม่ได้เป็นเพียงสื่ออย่างเดียว ทั้งเป็นสารที่ไม่อาจสื่อผ่านได้ด้วยโซเชียลมีเดีย

ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า ยังมีพื้นที่สำหรับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในโลกปัจจุบัน พื้นที่นั้นอาจแคบลง แต่มีอยู่แน่ ส่วนตั้งอยู่ตรงไหน จำเป็นต้องคิด, ทดลอง, คลำหาให้เจอ และพัฒนามันขึ้นเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ขาดไม่ได้ในสังคมปัจจุบัน (และอนาคต)

คุณ Masha Gessen เล่าถึงสังคมโซเวียตว่า ไม่ส่งเสริมหรือถึงกับห้ามปรามการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ วิชาสังคมวิทยานั้นห้ามเรียนอยู่นานเลยทีเดียวกว่าจะยอมให้กลับมาศึกษาวิจัยกันได้ เศรษฐศาสตร์ก็เรียนไม่ได้ เพราะล้วนเป็นเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมทั้งสิ้น จิตวิทยาโซเวียตตั้งอยู่บนหลักการที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ว่า ความรู้สึกนึกคิดจิตใจย่อมเป็นผลจากเงื่อนไขทางวัตถุเท่านั้น คุณ Gessen สรุปไว้อย่างน่าตกใจว่า ด้วยเหตุดังนั้น โซเวียตจึงเป็นสังคมที่ไม่รู้จักตัวเอง และต้องรับชะตากรรมของสังคมที่ไม่รู้จักตนเองทั้งหลาย คือไม่สามารถนิยามปัญหาของตนเอง และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่อาจตอบปัญหาของตนเองได้

ผมก็ออกจะตกใจเหมือนกันเมื่ออ่านถึงตรงนี้ แม้ว่าเราไม่ได้กีดกันหวงห้ามการศึกษาสังคมศาสตร์เหมือนโซเวียต แต่รัฐไม่ค่อยส่งเสริมเพราะไม่เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสังคมศาสตร์ ซ้ำยังหวงห้ามบางเรื่องในสังคมศาสตร์ไว้ให้อยู่พ้นไปจากการไต่สวนสืบค้นทางวิชาการ ยกเว้นแต่ทำตามแนวที่นักปราชญ์ของรัฐได้วางแนวทางไว้ให้แล้วเท่านั้น

สังคมไทยเองก็เป็นสังคมที่ไม่รู้จักตนเองสักเท่าไรเหมือนกัน เช่นไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ อันได้แก่สามัญชนคนธรรมดา ไม่รู้สถานะของตนเองในบริบทของโลกปัจจุบัน ทั้งในทางการเมือง, วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ, ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นหลากหลายด้านกับเพื่อนบ้าน ฯลฯ เราจึงนิยามปัญหาของตนเองไม่ได้ และด้วยเหตุดังนั้นจึงตอบปัญหาของตนเองไม่ได้ไปด้วย เราถนัดแต่เอาตัวให้รอดจากความลำบากยุ่งยากเฉพาะเรื่อง แต่ไม่เคยปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

อีกเรื่องหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมย้อนคิดถึงเมืองไทยคือเรื่องเผด็จการเบ็ดเสร็จ

รัฐประหาร 2557 เป็นรัฐประหารที่น่ากลัวแก่ผมมากกว่ารัฐประหารทุกครั้งที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยมาก่อน (และคนอายุขนาดผมก็ได้ผ่านมาหลายครั้งแล้ว) เพราะเป็นรัฐประหารที่มีประชาชนสนับสนุนอย่างจริงใจมากกว่ารัฐประหารที่ผ่านมาทุกครั้ง

ความข้อนี้ผมเคยประเมินผิดเมื่อตอนเกิดการยึดอำนาจใหม่ๆ เพราะผมไปเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของ กปปส.เป็นเพียงเกมแย่งอำนาจกันในหมู่ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ คนที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เพียงแต่เคลื่อนไปตามผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตน (เช่นเป็นดาราควรเป่านกหวีดไว้ก่อน อย่างน้อยถึงไม่เพิ่มงานจ้าง ก็ไม่ลดงานจ้างที่จะมีข้างหน้า) จนถึงปัจจุบัน แม้ยอมรับว่าการประเมินเช่นนี้ไม่ถูก แต่ก็ไม่ผิดทั้งหมด

กล่าวคือความเป็นเกมการเมืองก็ยังมีส่วนสำคัญอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ที่สำคัญกว่าก็คือผู้เข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องกองทัพให้ยึดอำนาจ มีความเชื่ออย่างจริงใจว่า ประชาธิปไตยนำความเสียหายมาสู่บ้านเมือง หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ถึงเวลาที่ไทยจะใช้ประโยชน์จากระบอบปกครองประชาธิปไตยได้

ผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเชื่ออย่างจริงใจว่าต้องปฏิรูปก่อนที่จะเปิดให้ประชาธิปไตยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายของการปฏิรูปก็เพื่อรักษาส่วนดีๆ ของระบอบปกครองแบบไทยเอาไว้ พร้อมกันไปนั้น ก็สร้างประสิทธิภาพและความซื่อสัตย์ให้แก่วงการการเมืองไทย

ประชาชนผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวมองเห็นประโยชน์ส่วนตนในการเข้าร่วม แต่ก็มองเห็นประโยชน์ส่วนรวมอย่างจริงใจไปด้วย (ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาของการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ในทุกสังคมกระมัง)

และนี่คือที่มาของพลังประชาชนที่สนับสนุนคณะรัฐประหาร ซึ่งมีจำนวนสูงมากกว่าการรัฐประหารเพื่อแย่งอำนาจทางการเมืองกันอย่างที่ผ่านมาในประเทศไทย

การรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์เปลี่ยนประเทศไทยไปมากก็จริง เมื่อสฤษดิ์ยึดอำนาจ สฤษดิ์ก็ได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนมากอยู่เหมือนกัน แต่สนับสนุนโดยขาดโปรแกรมทางการเมือง เพียงแต่เบื่อหน่ายจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งครองอำนาจสืบเนื่องมา 10 ปีแล้วเป็นหลัก คสช.ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก (ถึงครึ่งหรือไม่ก็ตาม) โดยมีโปรแกรมทางการเมือง หากจะพูดเสียใหม่ก็ได้ว่า คสช.และแรงสนับสนุนคสช.มี "อุดมการณ์"

คุณ Masha Gessen อ้าง Hannah Arendt ว่า ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จครองอำนาจอยู่ได้ด้วยปัจจัยสองอย่าง หนึ่งคืออุดมการณ์ และสองคือความสะพรึงกลัว ทั้งสองอย่างนี้ เชื่อมโยงและสนับสนุนกันและกัน

คสช.เป็นคณะรัฐประหารเดียวที่พอมีพลังทั้งสองอย่างนี้จะใช้ แม้เป็นพลังขาดๆ เกินๆ ก็ตาม

นับตั้งแต่วันแรก คสช.ไม่ได้อ้างเหตุการณ์เฉพาะหน้าบางอย่างที่ทำให้จำเป็นต้องยึดอำนาจ แต่มีเหตุในเชิงโครงสร้างที่ต้องปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูปเพื่อให้ประเทศไทยเดินต่อไปได้ หลายคนบอกว่าตรงกับ "วาระ" ของพวกเป่านกหวีด ซึ่งก็จริง แต่นั่นคือพลังทางอุดมการณ์ อันจะมีได้ก็ต่อเมื่อต้องมีผู้สนับสนุนเป็นกลุ่มก้อนมาแต่แรกแล้ว

และเช่นเดียวกับอุดมการณ์ คสช.ใช้ความสะพรึงกลัวมาแต่วันแรก นอกจากเชิญหรือจับตัวแกนนำ รวมถึงนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลไปกักขังไว้แต่วันแรกๆ แล้ว ยังมีการระดมรายชื่อของคนที่ คสช.เห็นเป็นศัตรูไปรายงานตัว รวมทั้งไล่ล่าและสร้างความผิดทางอาญาให้แก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม

ความสะพรึงกลัวของระบอบเผด็จการไม่ได้อยู่ที่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกดขี่ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม แต่อยู่ที่การรับรองสนับสนุนมาตรการดังกล่าวจากประชาชนเป็นกลุ่มก้อน จนกระทั่งการกระทำซึ่งเห็นชัดเจนว่าผิดกฎหมายกลายเป็นถูกกฎหมาย จนถึงปัจจุบันผ่านไป 3 ปีแล้ว คณะรัฐประหารซึ่งฉีกกฎหมายทิ้ง ยังสามารถเรียกร้องให้ทุกคนเคารพกฎหมายได้เต็มปากเต็มคำ และที่ทำได้เช่นนี้ก็เพราะผู้สนับสนุน คสช.ก็ยังมีเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่ใหญ่พอสมควรอยู่นั่นเอง

ผมทราบดีว่า คสช.ยังห่างไกลจากการสถาปนาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้นได้ อุดมการณ์ที่ Hannah Arendt พูดถึงไม่ใช่เพียงค่านิยม 12 ประการที่บังคับให้เด็กนักเรียนท่องจำ แต่มันต้องซึมเข้าไปเป็น "แว่น" สำหรับการมองโลกและชีวิตของพลเมือง หมายความว่าเข้ามาอธิบายโลกทั้งใบจากแนวทางของอุดมการณ์ได้ และกลายเป็นแนวทางเดียวที่เป็นไปได้ด้วย

คุณ Gessen เล่าไว้ว่า ลูกสาวคนโตของสตาลิน ซึ่งไปโรงเรียน "ผู้ดี" แห่งหนึ่งในมอสโกด้วยรถยนต์ประจำตำแหน่ง นอกจากเป็นคนที่แต่งตัวได้เชยแหลกที่สุดในโรงเรียนแล้ว เธอยังสั่งให้คนขับรถจอดส่งเธอสักครึ่งกิโลก่อนถึงประตูโรงเรียนด้วย เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นได้เห็นอภิสิทธิ์ในอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ การใช้ชีวิตเรียบง่าย และไม่ต่างจากสามัญชนทั่วไปคืออุดมคติของคอมมิวนิสต์ที่ดี มันซึมเข้าไปในใจของเด็กหญิงเล็กๆ ที่เป็นลูกผู้นำสูงสุดด้วย เช่นเดียวกับหมู่บ้าน "ผู้ดี" คอมมิวนิสต์ มักมีกำแพงล้อมถึง 7 ชั้น และกุญแจล็อคประตูกำแพงอีก 7 ดอก ไม่ใช่กลัวคนทำร้ายนะครับ แต่เพื่อปกป้องมโนธรรมสำนึกของคอมมิวนิสต์ใหญ่ให้พ้นจากการมองเห็นของสามัญชนข้างนอก

พลังของอุดมการณ์ที่จะเป็นปัจจัยของเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ มันต้องระดับนี้ครับ จะพังลงง่ายๆ ด้วยนาฬิกาและแหวนเพชร, ไมค์ทองคำ, เงินทอนสวนมหาราช 9 พระองค์ ฯลฯ ไม่ได้ ก็ความไม่โกงเป็นส่วนสำคัญของอุดมการณ์ คสช.ไม่ใช่หรือ

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นด้านอุดมการณ์หรือด้านความสะพรึงกลัว รัฐประหารไทยไม่ถึงขนาดที่จะสถาปนาระบอบเผด็จการ (ทุกชนิด) ขึ้นอย่างยั่งยืนในเมืองไทยได้แน่

แม้กระนั้น ผมก็ยังเห็นว่ารัฐประหารครั้งนี้หนักหนากว่าทุกครั้ง เพราะมีฐานความชอบธรรมกว้างและลึกกว่าการรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา

เราคงผ่าน คสช.ไปไม่ได้ยากนัก แต่จะผ่านฐานความชอบธรรมของเผด็จการซึ่งถูกทำให้แข็งแกร่งมากขึ้นในสังคมไทยไปได้อย่างไร

 

ที่มา: https://www.matichon.co.th/news/786135

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อนุสรณ์ ธรรมใจ วิเคราะห์สัญญาณเลื่อนเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจไทย-ภาคการลงทุน

Posted: 01 Jan 2018 09:22 PM PST

ชี้ตัวเลขภาคการลงทุนอาจไม่ดีอย่างที่คาดการณ์ไว้ หากเลื่อนการเลือกตั้ง-สืบทอดอำนาจของ คสช จากสัญญาณการเซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ต้องติดตามพัฒนาการของปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อทำการประเมินเศรษฐกิจไทยใหม่ คาดจะเห็นความชัดเจนหลัง เม.ย.นี้

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ (กลาง) ที่มาแฟ้มภาพเพจ banrasdr photo 

2 ม.ค. 2561 รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ เมื่อเวลา 10.00 ที่ผ่านมา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ทางคณะเศรษฐศาสตร์และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปได้เคยประเมินตัวเลขจีดีพีและตัวเลขเศรษฐกิจของไทยปี พ.ศ. 2561 ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี พ.ศ. 2561 จะอยู่ที่ 4.1-4.7% อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นมาอยู่ที่1.0-1.5% อัตราการขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ 6-8% จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก โดยตั้งข้อสังเกตว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนบน ยังไม่กระจายตัวมายังเศรษฐกิจฐานรากมากนัก และโครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่ได้มีการแปรเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจึงยังทำให้ปัญหาการกระจายรายได้และความมั่งคั่งยังคงเป็นปัญหายืดเยื้อต่อไป ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทางการเมืองจะสามารถแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีความเหลื่อมล้ำสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

อนุสรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีสัญญาณเลื่อนการเลือกตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) และมีการสืบทอดอำนาจของ คสช จากสัญญาณการเซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560  จำเป็นต้องติดตามพัฒนาการของปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อทำการประเมินเศรษฐกิจไทยใหม่ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนหลังเดือนเมษายน

อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ สร้างความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นขาดความน่าเชื่อถือ อาจนำมาสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหม่ได้ อาจเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างฝ่ายสนับสนุน คสช ให้สืบทอดอำนาจ และ ฝ่ายยึดถือหลักการประชาธิปไตย หวั่นเหตุการณ์ซ้ำรอยเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 กระทบเศรษฐกิจไทยภาพรวมโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชาวบ้าน และ ภาคการลงทุนอาจได้รับผลกระทบรุนแรง หากย้อนกลับไปศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองไทยเมื่อ 26-27 ปีที่แล้ว หลังการรัฐประหาร รสช 23 ก.พ. พ.ศ. 2534 ตามด้วยเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยและคัดค้านการสืบทอดอำนาจ รสช จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 หลังจากนั้นไทยก็ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองมีรัฐบาลมากถึง 6 รัฐบาล คณะรัฐมนตรีมากกว่า 10 ชุด

ตารางการเปลี่ยนแปลงของคณะรัฐมนตรีไทย (พ.ศ. 2535 – 2550) 

ที่มา: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี/อนุสรณ์ ธรรมใจและคณะ "วงจรสถิติ ในรอบ 15 ปีกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย" สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2550

อนุสรณ์ กล่าวว่า ในช่วงเวลาสี่ปีกว่าๆ ก่อนวิกฤติปี 2540 อายุเฉลี่ยรัฐบาลไม่ถึงหนึ่งปี และเป็นปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่งที่นำมาสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี 2540 นอกเหนือจากปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง การไม่ปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน การก่อหนี้ต่างประเทศและการลงทุนเกินตัว รวมทั้งภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ความไม่ต่อเนื่องของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองและความอ่อนแอและไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาลผสมเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่ซ้ำเติมวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 ให้รุนแรงยิ่งขึ้น แต่วิกฤตินี้ก็ได้ทำให้เกิดโอกาสและแรงกดดันให้การปฏิรูปทางการเมืองครั้งใหญ่และนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

อนุสรณ์ กล่าวเตือนถึงปัจจัยเสี่ยงเรื่องการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและการจัดการเลือกตั้งว่า หากประเทศไทยสามารถกลับคืนสู่ประชาธิปไตยด้วยความเรียบร้อยได้ตามกรอบเวลา จัดการเลือกตั้ง หากมีขึ้นในช่วงปลายปี อย่างน่าเชื่อถือ โปร่งใสและเป็นธรรม ทศวรรษข้างหน้าจะเป็นทศวรรษแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย และจะวางรากฐานสำคัญในการที่ไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในระยะต่อไป หากไทยประสบปัญหาในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย การจัดการเลือกตั้งขาดความน่าเชื่อถือ มีการสืบทอดอำนาจโดยไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงนี้จะไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะปี พ.ศ. 2561 เท่านั้น ปัญหาอาจยืดเยื้อออกไปเป็นความเสี่ยงในระยะปานกลางและระยะยาวขึ้นอยู่กับว่า สังคมไทยจะร่วมหาทางออกปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ 

ตารางตัวเลขเศรษฐกิจโลก การคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2561 และตัวเลขเศรษฐกิจปี 2557-2560

 

ที่มา : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต/สศช /อนุสรณ์ ธรรมใจ Forecast 
 

ตารางตัวเลขเศรษฐกิจ การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2561 และตัวเลขเศรษฐกิจปี 2557-2560

 
 
ที่มา : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต/สศช/อนุสรณ์ ธรรมใจ Forecast 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อิหร่านประท้วงเดือดรัฐบาลครั้งใหญ่ช่วงสิ้นปี-ปีใหม่ หนักกว่ายุค 'ขบวนการสีเขียว'

Posted: 01 Jan 2018 09:17 PM PST

ประธานาธิบดีอิหร่านแถลง เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน ตำหนิบางกลุ่มที่ทำลายข้าวของ ในขณะที่บนท้องถนนมีเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่จนมีคนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ราย และมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้ประท้วงบางส่วนต่อต้านผู้นำสูงสุดของอิหร่านปัจจุบันและอยากฟื้นระบอบชาห์อีกครั้ง รวมถึงมีการประท้วงที่เป็นวงกว้างว่ายุคปี 2552

ภาพการประท้วงในกรุงเตหรานเมื่อปี 2552 (ที่มา:วิกิพีเดีย)

2 ม.ค. 2561 ในช่วงปลายปี 2560 มีการประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ของชาวอิหร่านต่อเนื่องมาจนถึงวันปีใหม่ โดยที่สื่อเดอะการ์เดียนระบุว่าเป็น "การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การประท้วงปี 2552" อย่างไรก็ตามการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อยรวม 12 ราย

การประท้วงในครั้งนี้ดูเหมือนจะเริ่มต้นมาจากความไม่พอใจที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ความรู้สึกต่อต้านนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเริ่มแรกมาจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2560 ในเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน แต่ก็เริ่มยกระดับกลายเป็นการเรียกร้องทางการเมืองและมีการประท้วงลามไปยังที่อื่นของอิหร่าน โดยมีผู้ประท้วงบางส่วนที่ไม่พอใจระบอบการปกครองที่อิงกับศาสนาของอิหร่านในปัจจุบัน

มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับหน่วยรักษาความปลอดภัยในการประท้วงช่วงเย็นวันที่ 31 ธ.ค. 2560 หลังจากที่ผู้ประท้วงฝ่าฝืนคำเตือนของรัฐบาลอิหร่านที่เตือนว่าจะใช้กำลังอย่างหนักกับผู้ชุมนุม มีภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นตำรวจปราบจลาจลเริ่มประจันหน้ากับผู้ประท้วงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนโจมตีอาคารสถานที่ราชการและมีการทุบกระจก

 

กองกำลังปฏิวัติอิสลามของรัฐบาลอิหร่านโจมตีผู้ประท้วง (ที่มา: twitter/Armin Navabi)

ในวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวในที่ประชุมกับสมาชิกสภาฯ จำนวนหนึ่งว่า "ไม่ใช่ผู้ประท้วงทุกคนที่ได้รับคำสั่งมาจากผู้มีอำนาจในต่างประเทศ มีบางคนที่เป็นคนธรรมดาผู้ที่ออกมาชุมนุมบนท้องถนนเพราะปัญหาและความรู้สึกไม่พอใจของพวกเขาเอง"

รูฮานีกล่าวว่าเขาอยากให้มีบรรยากาศเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้นในอิหร่าน ผู้คนควรมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาของประเทศได้ แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวในเชิงต่อต้านกลุ่มคนที่เขามองว่า "ตะโกนคำขวัญผิดกฎหมาย" "หมิ่นความศักดิ์สิทธิ์ของการปฏิวัติอิหร่าน" และ "ทำลายทรัพย์สินราชการ"

มีผู้ประท้วงบางกลุ่มที่ตะโกน "โคไมนีต้องตาย" ซึ่งหมายถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี โคไมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน มีผู้ประท้วงบางส่วนปลดป้ายภาพโคไมนีลง โดยที่ในอิหร่าน โคไมนีเป็นคนที่มีอำนาจที่สุดและมีข้อห้ามไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์เขา

มีผู้ประท้วงส่วนหนึ่งที่ตะโกนแสดงการสนับสนุนชาห์ ซึ่งเป็นตำแหน่งกษัตริย์อิหร่านช่วงก่อนหน้าจะเกิดการปฏิวัติอิหร่าน และยังมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการประท้วงตามจังหวัดต่างๆ ที่ใหญ่กว่าช่วงประท้วงรัฐบาลปี 2552 ที่เรียกว่า "ขบวนการสีเขียว" แต่ในกรุงเตหรานมีจำนวนผู้คนประท้วงบนท้องถนนน้อยกว่า ตริตา ปาร์ซี ผู้ก่อตั้งและประธานองค์กรชาวอิหร่านในสหรัฐฯ กล่าวว่าผู้ร่วมประท้วงหลักๆ ในครั้งนี้แตกต่างจากกลุ่มผู้ประท้วงปี 2552 เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ไม่เชื่อในเรื่องการปฏิรูปอิหร่านและไม่มีการพูดถึงคำขวัญหรือแนวคิดของการชุมนุม "ขบวนการสีเขียว" เลย

รัฐบาลอิหร่านยังได้ทำการบล็อกอินเทอร์เน็ตในหลายพื้นที่ช่วงที่มีการประท้วง บางแห่งมีการตัดโทรศัพท์ บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กบางส่วนอย่างเทเลแกรมกับอินสตาแกรมก็ถูกบล็อกในเวลาต่อมา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงการประท้วงในอิหร่านโดยอ้างว่าเป็นเพราะผู้คนรู้ตัวว่า "ถูกฉกชิงความมั่งคั่งและนำไปใช้กับการก่อการร้าย" อีกทั้งยังอ้างการประท้วงในอิหร่านเพื่อโจมตีรัฐบาลสมัยบารัก โอบามา ว่าที่อิหร่าน "กำลังล้มเหลว" เป็นเพราะสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วของสหรัฐฯ ทำไว้ โดยที่รูฮานี กล่าวโต้ตอบทรัมป์ว่าเขาไม่มีสิทธิอะไรจะอ้างความเห็นใจประชาชนอิหร่าน เพราะทรัมป์เพิ่งกล่าวหาว่าอิหร่านเป็นประเทศก่อการร้ายและมีท่าที "ต่อต้านอิหร่านตั้งแต่หัวจรดเท้า"

เรียบเรียงจาก

More protesters die in Iran as Rouhani's plea fails to dampen unrest, The Guardian, Jan. 1, 2018

Iranians chant 'death to dictator' in biggest unrest since crushing of protests in 2009, The Guardian, Dec. 31, 2017

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/2017%E2%80%9318_Iranian_protests

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ศรีสุวรรณ' จ่อร้อง ป.ป.ช.เอาผิด ประยุทธ์และพวก ปมซื้อหมาบางแก้วแจก เกิน 3 พันบาท

Posted: 01 Jan 2018 08:35 PM PST

ประเดิมปีจอ 'ศรีสุวรรณ' จ่อร้อง ป.ป.ช.เอาผิด 'ประยุทธ์-ฉัตรชัย-อนุพงษ์' พรุ่งนี้ กรณีซื้อลูกสุนัขบางแก้วแจก และให้เงินไป 25,000 บาท เป็นเงินขวัญถุงแก่ผู้เพาะเลี้ยง เมื่อ ครม.สัญจรที่พิษณุโลก ชี้ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.

ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ เยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน (ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ)

2 ม.ค.2561 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ว่า พรุ่งนี้ (3 ม.ค.61) เวลา 10.30 น. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. กรณี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีสัญจรไปประชุมที่จังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัยเมื่อวันที่ 25-26 ธ.ค.60 ที่ผ่านมาโดยในระหว่างที่นายกฯ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี พิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัดได้ให้ความสนใจชมการเพาะเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้วของกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงในพื้นที่พร้อมกับซื้อลูกสุนัขบางแก้ว 3 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัวและซื้อให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ คนละหนึ่งตัว โดยที่ลูกสุนัขบางแก้วที่นายกฯ ซื้อราคาตัวละ 6,000 บาท แต่นายกฯ ได้ให้เงินไป 25,000 บาท เพราะต้องการให้เป็นขวัญกำลังใจและเงินขวัญถุงแก่ผู้เพาะเลี้ยง ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ปรากฏเป็นการทั่วไปต่อหน้าสื่อมวลชนและสาธารณะชน

ศรีสุวรรณ ระบุว่า การให้หรือรับของขวัญซึ่งเป็นสุนัขดังกล่าวถือว่าเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 103 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และแก้ไขเพิ่มเติมประกอบข้อ 5(2) ของประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 2543 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ 2544 ซึ่งบัญญํติไว้ชัดเจนว่า "ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก บุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดย อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจํานวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด" ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ประกาศกำหนดไว้แล้วว่าทรัพย์สินจะมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้

การกระทำดังกล่าว ศรีสุวรรณ มองว่า เข้าข่ายความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวโดยชัดแจ้งและเพื่อไม่ให้เป็นกรณีที่ผ่านเลยไปโดยกฎหมายไม่มีสภาพบังคับ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ตรวจสอบและใช้อำนาจหน้าที่ลงโทษทั้ง พล.อ.ตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บอร์ด สปสช.จัดสิทธิประโยชน์จิตเวชต่อเนื่องปี 61 ยกคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชน

Posted: 01 Jan 2018 08:16 PM PST

บอร์ด สปสช. ปี 61 เดินหน้าดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนต่อเนื่อง จับมือ กรมสุขภาพจิต-สป.สธ.-รพ.มหาวิทยาลัย และ อปท. ร่วมจัดระบบบริการจิตเวชในชุมชน ทั้งการกินยาต่อเนื่อง ประเมินความเสี่ยงอาการกำเริบ และปรับทัศนคติคนในชุมชน ลดการตีตรา ช่วยยกคุณภาพชีวิตผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง

นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

2 ม.ค. 2561 รายงานข่าวแจ้งว่า นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า โรคทางจิตเวชเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาดและจัดเป็นโรคทางสมองอย่างหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการรับรู้ความเป็นจริง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ อาจมีอาการกำเริบซ้ำได้บ่อย จึงต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังส่วนหนึ่งที่เมื่อมีภาวะอาการคงที่ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องดูแลไม่ให้ขาดยาเป็นอันขาด โดยมีครอบครัวและชุมชน ซึ่งเป็นคนรอบข้างต้องช่วยกันดูแลเพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตปกติได้

รองเลขาธิการ สปสช. ระบุว่า บอร์ด สปสช.ได้เห็นความสำคัญการดูแลกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนจึงอนุมัติสิทธิประโยชน์เพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการบริการผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในหน่วยบริการแล้ว ยังสนับสนุนให้ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังได้รับการดูแลต่อเนื่องถึงที่บ้านและในชุมชน ผ่านการพัฒนาเครือข่ายบริการจิตเวชระหว่างหน่วยบริการรับส่งต่อและหน่วยบริการประจำ ตลอดจนเครือข่ายปฐมภูมิ เพื่อลดอาการกำเริบหรือการกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วย ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังจะได้รับการดูแลเพื่อเฝ้าระวังติดตามอาการอย่างต่อเนื่องในชุมชน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคม

นพ.ชูชัย กล่าวว่า สำหรับในปี 2561 นี้ บอร์ด สปสช.ซึ่งมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นประธานบอร์ดได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 61.5 ล้านบาท มีเป้าหมายให้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนจำนวน 10,250 ราย (เฉลี่ย 6,000 บาทต่อราย) เพื่อเป็นค่าบริการในการติดตามเยี่ยมดูแลอาการผู้ป่วย ให้รับยาต่อเนื่องถึงที่บ้านและในชุมชน มีการให้ความรู้ คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติตามอาการให้จัดการปัญหาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ช่วยปรับทัศนคติการใช้ชีวิตประจำวัน และการอยู่ร่วมกับครอบครัวและชุมชนได้อย่างปกติสุข โดยงบประมาณนี้ไม่รวมค่ายาและค่าบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิต ซึ่งหน่วยบริการสามารถเบิกได้จากงบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว (งบผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และงบฟื้นฟูฯ) อยู่แล้ว

ทั้งนี้ในการดำเนินงาน สปสช.ใช้กลยุทธ์สร้างความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) โรงพยาบาลจิตเวชราชนครินทร์ หน่วยบริการประจำ/หน่วยบริการปฐมภูมิ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันดูแลผู้ป่วย พร้อมให้บริการส่งต่อเมื่อจำเป็น หรือขอรับคำปรึกษาตามระบบของเครือข่ายบริการ พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานในรูปเครือข่ายหน่วยบริการ ผ่านแผนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาสุขภาพจิต จิตเวชและยาเสพติด และแผนการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและสุขภาพระดับอำเภอ ของกระทรวงสาธารณสุขด้วย

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สิ่งสำคัญของบริการในสิทธิประโยชน์ที่จัดบริการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนนั้น นอกจากเน้นการดูแลที่บ้านให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ต่อเนื่อง และลดการขาดนัด-ขาดยาแล้ว ยังกำหนดให้ทำการประเมินความรุนแรงของอาการผู้ป่วย (แบบประเมิน 9 ด้าน) นำไปสู่การทำแผนการดูแลผู้ป่วยรายบุคคล (Care plan)การวางแผนช่วยเหลือ เข้าเยี่ยมที่บ้าน รวมถึงการประเมินความพิการทางจิต อาการแทรกซ้อน สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงต่ออาการกำเริบ เป็นกิจกรรมติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนผู้ป่วย/ครอบครัวไปยื่นจดทะเบียนคนพิการให้ผู้ป่วยจิตเวช ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 เพื่อให้ผู้ป่วยทางจิตได้รับสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองดูแลเพิ่มขึ้น

"พร้อมกันนี้ยังมีการปรับทัศนคติคนในชุมชน ให้เข้าใจเกี่ยวกับภาวะอาการผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง ลดความกังวลและความหวาดกลัว ลดการตีตรา ทำให้ผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข และผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในที่สุด ตัวอย่างการทำงานที่ประสบผลสำเร็จ เช่นที่ อบต.บ้านดอน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งดูแลผู้ป่วยจิตเวชด้วยโมเดล "บัดดี้" และทีมหมอครอบครัว ภายใต้กองทุนสุขภาพหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่" นพ.ชูชัย กล่าว  

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ศปถ. สรุปยอดอุบัติเหตุ 28-31 ธ.ค. ตาย 239 ศพ เกือบครึ่งมาจากเมาแล้วขับ

Posted: 01 Jan 2018 06:28 AM PST

ศปถ. แถลง 4 วันเกิดอุบัติเหตุรวม 2,380 ครั้ง จักรยานยนตร์เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ส่วนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุรวมสูงสุดคือเมาแล้วขับ เชียงใหม่ครองแชมป์อุบัติเหตุสูงสุด 86 ครั้ง ศรีสะเกษ อุบลราชธานีตายมากสุด 11 รายเท่ากัน รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาแจง ศปถ. ได้กำชับจังหวัดให้กวดขันเรื่องความปลอดภัยทั้งทางบกและทางน้ำ

 
1 ม.ค. 2561 มติชน รายงานว่า ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมา
 
วีระศักดิ์กล่าวว่า จากการรวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการรณรงค์ "ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร" เกิดอุบัติเหตุ 678 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 65 ราย ผู้บาดเจ็บ 714 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 48.67 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 26.40 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.26 รถปิคอัพ 6.39 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ และเชียงราย 24 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี 4 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ เชียงราย 25 คน
 
สรุปอุบัติเหตุทางถนนตั้งแต่วันที่ 28 – 31 ธ.ค. ที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุรวม 2,380 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 239 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 2,500 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต หรือตายเป็นศูนย์มี 13 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 86 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี 11 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ บุรีรัมย์ 89 คน
 
วีระศักดิ์กล่าวต่อว่า ศปถ. ได้กำชับให้จังหวัดเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการป้องกันและลุดอุบัติเหตุ ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวโดยเน้นการตั้งจุดตรวจบนเส้นทางเสี่ยงในช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ไปดูแลเส้นทางสายรองและเส้นทางรอบสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ดูแลความปลอดภัยตรวจสอบท่าเทียบเรือ โป๊ะเรือ เรือโดยสารให้อยู่ในสภาพปลอดภัย ดํูแลพนักงานขับเรือมิให้มีพฤติกรรมเสี่ยง จัดให้มีอุปกรณ์นิรภัยและเส้อชูชีพเพียงพอพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงทีสำหรับจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ รวมถึงประสานกับสถานประกอบการเช่ารถยนต์และจักรยานยนต์ให้ตรวจสอบใบขับขี่รถของผู้เช่ารถทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทั้งยังประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรับทราบและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
 
ผู้อ่านสามารถอ่านรายงานผลการปฏิบัติงานของ ศปถ. และรายงานผลการปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 28-31 ธ.ค. 2560 ได้ที่นี่

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมชัย ชี้ ปี 61 เลือกตั้งแน่ - กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นคาดท้องถิ่นเลือกตั้ง พ.ค.-ก.ค.นี้

Posted: 01 Jan 2018 05:42 AM PST

กกต. สมชัย ชี้ ปี 61 เลือกตั้งแน่ มั่นใจ สนช.ไม่มีเหตุให้คว่ำกฎหมายลูกเพื่อยื้อเลือกตั้ง ขณะที่ อธิบดีกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น คาดเลือกตั้งท้องถิ่น พ.ค.-ก.ค.

1 ม.ค.2561 รายงานข่าวระบุว่า สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2561 ว่า หากมีการปลดล็อกการเมืองในช่วงเดือนเมษายน   สิ่งที่อัดอั้นมานาน ก็จะพรั่งพรูออกมาในช่วงนั้น ทุกพรรคจะใช้ความพยายามสร้างคะแนนนิยม  สร้างความได้เปรียบให้ไปถึงการเลือกตั้งให้ได้ ดูจากปฎิกิริยาของพรรคการเมืองพร้อมทำงานหนัก ต่อสู้กับอุปสรรคเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่พร้อมจะระดมสรรพกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ  จากที่ถูกกดดดันให้กลายเป็นพลัง ต้องจับตาดูว่าตั้งแต่เดือนเมษายนพรรคการเมืองจะใช้วิธีการอะไร ซึ่งพรรคใหญ่ก็คงจะไม่ยอมกัน ที่เป็นห่วงคือห่วงพรรคที่จะเกิดใหม่มากกว่า เพราะต้องสร้างการยอมรับ  การสร้างความคุ้นเคย เพื่อจะให้มีกำลังเพียงพอไปแข่งขันในการเลือกตั้ง ซึ่งคิดว่าไม่ง่าย แม้จะมีผู้สนับสนุนดีก็ตาม ต้องใช้เวลาพอสมควร 

ส่วนที่มีการมองกันว่า เดือนเมษายนจะมีการย้ายพรรคของ ส.ส. นั้น สมชัยกล่าวว่า ตนไม่มองเช่นนั้น  เชื่อว่าคนที่จะย้ายพรรคจะตัดสินใจในช่วง 90 วันก่อนการเลือกตั้ง เพราะกฎหมายกำหนดไว้เป็นคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยตอนนั้นจะรู้ว่าใครได้เปรียบ เสียเปรียบ ใครจะได้เป็นรัฐบาล  ดังนั้นที่มีการโชว์ก่อนหน้านั้นวัดอะไรไม่ได้เลย 

สมชัย ยังมองว่าเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง ตนยังมองไม่ออกว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใดแน่   ซึ่งการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นมี 2 ปัจจัย คือ กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับประกาศใช้เมื่อใด คาดว่าเร็วสุด คือเดือนมีนาคม ก็จะมีการเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม แต่หากประกาศช้าสุดคือเดือนมิถุนายน ก็จะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน เป็นไปตามโรดแมปของรัฐบาล แต่ปัญหาคือ หากกฎหมายลูกประกาศใช้เร็วพรรคการเมืองก็จะเตรียมตัวไม่ทัน และปัจจัย 2  คือ หากฎหมายลูกบังคับใช้แล้ว การที่พรรคการเมืองจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไปขัดแจ้งกับคำสั่ง สคช.ที่ 53/2560 ที่กำหนดหลายเรื่องที่จะต้องทำให้เสร็จใน 180 วัน ซึ่งก็คือ 1 ตุลาคม ปัญหาคือถ้าเลือกตั้งมาเร็ว พรรคต้องมีการประชุมกัน และในท้ายคำสั่ง คสช.ได้มีการกำหนดว่า  หากกฎหมายเลือกตั้งมีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าแนวการปฎิบัติของพรรคการเมืองตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ไปขัดหรือเป็นปัญหาอุปสรรค  ก็ให้มีการหารือร่วมกันระหว่าง คสช. กรธ. กกต. และพรรคการเมือง   เพื่อกำหนดไทม์ไลน์ที่เหมาะสมสำหรับการเลือกตั้ง ฉะนั้นหากเลือกตั้งมาเร็ว ก็จะมีเสียงที่น่าจะมาจากพรรคเล็กว่าทำไม่ทัน  ดังนั้นการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใดยังไม่สามารถคาดเดาได้ แต่มีแนวโน้มเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่รัฐบาลประกาศไว้    

สมชัย ยังกล่าวถึง หน้าตาของการเลือกตั้ง ว่าถ้าหาก เป็นไปตามกฎหมาย พรรคการเมืองแต่ละพรรคชูหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี  แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการหาเสียง  แต่คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา แต่หากมีคนกลุ่มหนึ่ง  หรือพรรคการเมืองหนึ่งออกมาบอกว่าจะชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ แล้วเกิดกระแสอีกพรรคชูไม่เอาคนนอกเป็นนายกฯ  ก็จะกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคม 

 

สำหรับการปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ นั้น สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ในเดือนพ.ค. 2561 สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะหมดวาระครบทุกระดับทั่วประเทศ หากต้องจัดการเลือกตั้งใหม่พร้อมกันทั้งหมดอาจทำให้เกิดความยุ่งยาก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้เสนอว่า ควรเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับ กรุงเทพมหานคร ก่อน จากนั้นค่อยเลือกตั้ง เทศบาล ,องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และ เมืองพัทยา เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการ ส่วนจะเลือกตั้งเมื่อไหร่คงต้องรอให้ร่างกฎหมายดำเนินการแล้วเสร็จ รวมถึงต้องรอคำสั่งจาก คสช. ด้วย แต่หากมองตามโรคแมป การเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะอยู่ช่วงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม 2561 

ต่อกรณีคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นปราศจากข้อครหาว่าเป็นมือเป็นไม้ให้พรรคการเมืองนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กล่าวว่า คงไม่ใช่เครื่องมือของการเมือง แต่เป็นธรรมดาของการเมืองที่ต้องมีพวก กลุ่มเดียวกันต้องเชียร์กัน อาจถูกมองว่าเป็นหัวคะแนนบ้างอะไรบ้าง เหล่านี้ถ้าทำในนามส่วนตัวก็สามารถทำได้ เพราะความเป็นพวกคงออกจากการเมืองไม่ได้ ไม่เช่นนั้นการเลือกตั้งก็คงไม่สามารถที่จะหาเสียงได้ต้องอาศัยคนรักใคร่ช่วยเชียร์ แต่อย่าใช้ตำแหน่งหน้าที่การงาน ไปช่วยหาเสียงแบบนั้นทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย ซึ่งคนที่อยู่ในตำแหน่งจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้นท้องถิ่นต้องมีวิจารณญาณ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน 

ที่มา : สำนักข่าวไทย 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จุฬาฯ ระบุผ่านเพจ ไม่มีแผนเวนคืน-รื้อทุบโรงหนังสกาลา

Posted: 01 Jan 2018 01:11 AM PST

เผยผ่านเพจ ผู้เช่าต้องการคืนพื้นที่โรงหนังลิโดที่อยู่ใกล้กันและยุติสัญญาเช่าสกาลาในปี 2561 สำนักจัดการฯ ยัน ยังไม่มีแผนรื้อทุบและขอคืนพื้นที่โรงหนังกลางกรุง แต่ถ้าผู้เช่าไม่ทำต่อก็จะเจรจาขอให้คืนแค่พื้นที่โรงหนังลิโดเพื่อปรับปรุงพื้นที่ ผู้เช่าขอจัดเทศกาลภาพยนตร์ฟิล์มนานาชาติและภาพยนตร์เงียบในเดือน พ.ค. 61 ปิดท้าย

โรงภาพยนตร์สกาลา (ที่มา:วิกิพีเดีย)

เมื่อ 31 ธ.ค. 2560 ฝ่ายบริหารสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีการพัฒนาพื้นที่โรงภาพยนตร์สกาลา ที่มีกระแสในโลกออนไลน์ว่าสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ จะเวนคืนและรื้อทุบปรับปรุงพื้นที่โรงหนังสกาลาที่ปัจจุบันมีผู้เช่าคือเครือเอเพ็กซ์  โดยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ได้ชี้แจงผ่านเพจ CU Property ใจความว่า

ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีการพัฒนาพื้นที่โรงภาพยนตร์สกาลา

ตามที่มีกระแสข่าวและการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ออนไลน์เกี่ยวกับกรณีที่สำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ จะทำการขอคืนพื้นที่โรงภาพยนตร์สกาลาและมีการคาดเดาไปว่าจะรื้อทุบปรับปรุงเป็นโครงการสมัยใหม่ตามกระแสนิยมนั้น
ฝ่ายบริหารสำนักงานฯ ขอถือโอกาสในวาระปีใหม่ที่จะถึงนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อให้เป็นที่เข้าใจตรงกันมา ณ ที่นี้

1. สำนักงานยังไม่มีแผนการรื้อทุบใดๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่า เราไม่มีความประสงค์ที่จะขอคืนพื้นที่โรงภาพยนตร์สกาลาแต่อย่างใด เรายังคงอยากให้ผู้เช่าประกอบการในส่วนอาคารสกาลาทั้งหมดต่อไปจนกว่าเวลาเหมาะสม แต่หากผู้เช่ายังยืนยันในเจตนาที่จะเลิกประกอบการสกาลาพร้อมๆ ไปกับลิโด (เป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน) เนื่องจากแบกรับการขาดทุนไม่ไหว ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ได้มีการเจรจาขอให้สกาลาอยู่ต่อไป แต่ขอให้คืนเฉพาะลิโด เนื่องจากปัจจุบันสภาพพื้นที่โดยรวมของร้านค้าใต้ลิโดที่แบ่งล็อคให้เช่าเป็นร้านค้ารายย่อยมีสภาพเก่าทรุดโทรมมาก ขาดการปรับปรุงและบำรุงรักษาที่ดี ทำให้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จึงจะขอกลับมาพัฒนาพื้นที่เองเมื่อสัญญาสิ้นสุด

2. ทางสำนักงานฯกำลังหารูปแบบการดำเนินการที่เหมาะสมกับสกาลา ที่ผ่านมาทางนายกสมาคมสถาปนิกสยามได้แสดงความสนใจที่จะขอใช้พื้นที่สกาลาเป็นพื้นที่แสดงกิจกรรมของสมาคม และยังมีองค์กรอื่นที่สนใจ ตลอดจนอีกหลายฝ่ายที่ให้ความเห็นอยากให้อนุรักษ์อาคารสกาลาไว้เพื่อพัฒนาพื้นที่ส่วนโรงภาพยนตร์ในการจัดกิจกรรมต่างๆในเชิงสร้างสรรค์และสอดคล้องกับอาคารที่เป็นอยู่ 

3. ตามข้อเท็จจริงแล้ว สัญญาเช่าของลิโดเป็นสัญญายอมความที่ผ่อนผันให้ดำเนินธุรกิจถึง 31 ธ.ค. 2559 เท่านั้น แต่สำนักงานได้ผ่อนปรนให้อยู่ต่อเนื่องมาตลอดปี 2560 ผู้เช่ามีความประสงค์ที่จะขอคืนพื้นที่ลิโด สิ้นเดือนพฤษภาคม และขอเวลาขนย้ายถึงสิ้นเดือน กรกฎาคม 2561 ซึ่งจะขอยุติการเช่าของสกาลาไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ผู้เช่าจะขอฉายภาพยนตร์แบบฟิล์มที่รวบรวมจากนานาประเทศ (International Film Festival ) ในเดือนเมษายน 2561 และ ภาพยนตร์เงียบ (Silent film festival in Thailand) ในเดือน พฤษภาคม 2561 ซึ่งผู้เช่าได้รับสิทธิในการเป็นผู้ฉายภาพยนตร์ดังกล่าว อันเป็นความภาคภูมิใจที่สำนักงานรู้สึกยินดีและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ขยายระยะเวลาเช่าให้สิ้นสุดลงหลังจากมหกรรมการฉายภาพยนตร์ทั้งสองช่วงเสร็จสิ้นลง พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือผ่อนปรนค่าเช่าเพื่อช่วยประคับประคองให้ธุรกิจของผู้เช่าที่อยู่คู่กับสยามสแควร์มาตลอดครึ่งศตวรรษได้ยุติลงด้วยความเรียบร้อยเป็นลำดับต่อไป

สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ห่วงใย และสนใจข่าวนี้ เราจะพัฒนาทรัพย์สินขององค์กรเพื่อนำผลประโยชน์ที่ได้มาพัฒนาการศึกษาของประเทศต่อไป

ฝ่ายบริหารสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กรุงเทพโพลล์ เผย ปชช. ต้องการให้ประยุทธ์ ทำเศรษฐกิจดีขึ้น-เลือกตั้งเร็วๆ เป็นของขวัญปี 61

Posted: 01 Jan 2018 12:41 AM PST

ประชาชนร้อยละ 38.5 ระบุว่า จะมอบรอยยิ้มและกำลังใจ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แด่ ประยุทธ์ ร้อยละ 38.4  อยากให้ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและร้อยละ 20.6 ระบุว่า อยากให้จัดการเลือกตั้งเร็วๆ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

1 ม.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง "สิ่งที่ตั้งใจทำและของขวัญปีใหม่ที่อยากได้จากนายกฯ ในปี 2561" โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,154 คน พบว่า  ทั้งนี้ของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนอยากได้จากนายกรัฐมนตรี นั้น ร้อยละ 38.4 ระบุว่าอยากให้ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น รองลงมาร้อยละ 20.6 ระบุว่า อยากให้จัดการเลือกตั้งเร็วๆ และร้อยละ 16.6 ระบุว่า อยากให้พัฒนาประเทศให้ดีขึ้นและสงบสุข

ในปีใหม่ 2561 นี้ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 38.5 อยากมอบรอยยิ้มและกำลังใจ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองลงมาร้อยละ 24.8 ระบุว่าจะเป็นคนดีของสังคมและตั้งใจทำงาน และร้อยละ 18.8 ระบุว่า อยากมอบยาบำรุงและเครื่องดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ

สำหรับสิ่งที่ประชาชนตั้งมั่นและตั้งใจจะทำในปีใหม่นี้มากที่สุดร้อยละ 23.5 คือ จะดูแลครอบครัวให้ดี จะตั้งใจเรียนตั้งใจทำงานรองลงมาร้อยละ 20.5 คือจะทำดีเพื่อพ่อหลวง จะทำดีกว่าเดิมเพื่อสังคม และร้อยละ 11.9 คือ จะทำธุรกิจให้ก้าวหน้าสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้

รายละเอียดในการสำรวจ : 

วัตถุประสงค์ในการสำรวจ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับlสิ่งตั้งใจจะทำในปีใหม่นี้ ของขวัญที่อยากมอบให้นายกรัฐมนตรีและของขวัญที่อยากได้จากนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันปีใหม่ เพื่อสะท้อนมุมมองความคิดเห็นของประชาชนให้สังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ

ระเบียบวิธีการสำรวจ  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ทุกสาขาอาชีพที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล  โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) จากนั้นจึงสุ่มถนนและประชากรเป้าหมายที่จะสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,154 คน เป็นเพศชายร้อยละ 49.7 และเพศหญิงร้อยละ 50.3

ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีความคลาดเคลื่อน ±3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

วิธีการรวบรวมข้อมูล ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว (Face-to-face Interview) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบเองโดยอิสระ (Open Ended) จากนั้นจึงนำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล

ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล   :  9-12 ธันวาคม 2560

วันที่เผยแพร่ผลการสำรวจ   :       1 มกราคม 2561

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผู้นำเกาหลีเหนือระบุ โสมแดงสร้างขุมกำลังนิวเคลียร์สำเร็จแล้ว

Posted: 31 Dec 2017 11:58 PM PST

'คิมจองอึน ' ระบุ การเตรียมกำลังนิวเคลียร์ของปี 2560 เสร็จแล้ว แต่ยังต้องผลิตหัวรบเพิ่ม ขู่สหรัฐฯ ปุ่มกดนิวเคลียร์อยู่บนโต๊ะทำงาน พร้อมใช้อาวุธตอบโต้เมื่อความมั่นคงถูกคุกคาม เกาหลีเหนือมีแผนส่งนักกีฬาเข้าร่วมมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2561 ณ เกาหลีใต้ โดยผู้นำทั้งเกาหลีเหนือ-ใต้ หวังมหกรรมกีฬาจะช่วยสานสัมพันธ์

คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ (ที่มาภาพ: วิกิพีเดีย)

1 ม.ค. 2561 สำนักข่าวเดอะการ์เดียน ประเทศสหราชอาณาจักรรายงานว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้ออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่าการสร้างกำลังรบทางอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั้นเสร็จสิ้นแล้ว และสามารถกดปุ่มยิงระเบิดนิวเคลียร์ได้ตลอดเวลา

ปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีที่เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนการทดสอบหลายครั้ง มีการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปสามครั้ง รวมถึงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่หก คิมจองอึน ได้ใช้โอกาสวันขึ้นปีใหม่ออกมาประกาศว่าแสนยานุภาพทางอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องจริงผ่านการถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์ของประเทศเกาหลีเหนือ โดยผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า เป้าหมายการสร้างขุมกำลังทางด้านนิวเคลียร์ของปี 2560 เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังคงต้องผลิตผลิตหัวรบนิวเคลียร์และขีปนาวุธให้มากขึ้น และเร่งกระบวนการติดตั้งอาวุธดังกล่าวอีก

คิมจองอึนยังระบุว่า สหรัฐฯ ควรรู้ว่าปุ่มกดนิวเคลียร์นั้นอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา และพื้นที่แผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งหมดอยู่ใต้พิสัยการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ

"สหรัฐฯ ไม่สามารถก่อสงครามกับผมและประเทศของเรา อาวุธเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เมื่อความมั่นคงของพวกเราถูกคุกคามเท่านั้น" ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือระบุเพิ่มเติม

แต่ในทางกลับกันกับท่าทีต่อสหรัฐฯ ผู้นำเกาหลีเหนือมีท่าทีที่ค่อนข้างประนีประนอมกับเกาหลีใต้ โดยมีแผนที่จะส่งนักกีฬาทีมชาติเกาหลีเหนือเข้าร่วมในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองพย็องชัง ประเทศเกาหลีใต้ในเดือน ก.พ. ปีนี้ โดยระบุว่าโอลิมปิกที่จัดขึ้นในเกาหลีใต้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะแสดงสถานะแห่งความเป็นชาติเกาหลี ทั้งยังหวังว่ามหกรรมกีฬาจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มุนแจอิน ได้สนับสนุนให้เกาหลีเหนือส่งนักกีฬามา โดยหวังว่าการเข้าร่วมมหกรรมกีฬาจะช่วยลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีได้ โดยกีฬาโอลิมปิกจะมีขึ้นในวันที่ 9-25 ก.พ. 2561

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบคำถามเรื่องปุ่มกดอาวุธนิวเคลียร์ของผู้นำโสมแดงในงานปาร์ตี้ปีใหม่ว่า "เราจะมาดูกัน"

ธงชาติเกาหลีเหนือ (ที่มา: North Korean Flag)

 

ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ระอุอยู่แล้วกลับทวีอุณหภูมิขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2560 เมื่อเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจบรรดามาตรการหนักเบาจากประชาคมนานาชาติ เกาหลีเหนือใช้การทดสอบขีปนาวุธเป็นเครื่องมือตอบโต้ท่าทีของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ รวมถึงแผนการนำโดรนจู่โจม 'เกรย์ อีเกิลส์' และระบบต่อต้านขีปนาวุธในบริเวณพิกัดตำแหน่งสูง THAAD (Terminal High Altitude Area Defense System) ของสหรัฐฯ มาประจำในเกาหลีใต้ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไปจนถึงการทดสอบขีปนาวุธหลังจากที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ มุนแจอิน เข้ารับตำแหน่ง รายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุว่า ปัจจุบันมี 9 ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน อิสราเอล และเกาหลีเหนือ โดยคาดว่าเกาหลีเหนือครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 10-20 หัว

ผู้นำโสมขาว สหรัฐฯ คูเวต เดินหน้าคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ผู้เชี่ยวชาญชี้มาตรการที่มียังไม่พอ
เกาหลีเหนือยิงจรวดผ่านญี่ปุ่น(อีกแล้ว) คาดจะมีบ่อยขึ้น แนวโน้มโลกแห่พัฒนานิวเคลียร์
บทความ CNN 12 ข้อ ที่ควรรู้เกี่ยววิกฤตนิวเคลียร์เกาหลีเหนือในยุค 'ทรัมป์' กับ 'คิมจองอึน'
สหรัฐฯ เตรียมติดตั้งโดรนจู่โจมในเกาหลีใต้-รับมือนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

วิวาทะเผ็ดร้อนระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือยังเป็นที่จับตามองของชาวโลก เมื่อทรัมป์ระบุว่ายังคงไม่ทิ้งมาตรการการใช้สงครามกับเกาหลีเหนือ ความตึงเครียดทางการทูตนำไปสู่ข่าวคราวว่าเกาหลีเหนือจะโจมตีเกาะกวม อันเป็นฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯ ในเอเชียแปซิฟิกเมื่อเดือนสิงหาคม จากนั้นก็มีการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามประเทศญี่ปุ่นถึง 2 ครั้งในปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระยะทางที่จรวดเดินทางเป็นการบอกใบ้ว่าเกาหลีเหนือสามารถยิงขีปนาวุธโจมตีเกาะกวมได้

ปัจจุบันสหประชาชาติและนานาชาติใช้มาตรการทางเศรษฐกิจคว่ำบาตรสินค้าและแรงงานจากเกาหลีเหนือ รวมไปถึงมาตรการทางการทูต เช่น ส่งผู้แทนทางการทูตของเกาหลีเหนือกลับประเทศ ไม่ต่อวีซาให้ชาวเกาหลีเหนือ เป็นต้น การตอบโต้ของเกาหลีเหนือและท่าทีของประเทศมหาอำนาจระดับโลกและภูมิภาคเช่นสหรัฐฯ จีนและญี่ปุ่น รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้จะยังคงเป็นจุดสนใจ เพราะหากความขัดแย้งทวีความรุนแรงในยุคที่มีอาวุธทำลายล้างสูงขยายตัว ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในคาบสมุทรเกาหลีที่จะขยายวงออกสู่ภูมิภาคใกล้เคียง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

แปลและเรียบเรียงจาก

Kim Jong-un: North Korea's nuclear arsenal is now complete, The Guardian, Jan. 1, 2018

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยูนิเซฟคาดมีเด็กเกิดในวันขึ้นปีใหม่เกือบ 1,900 คนในประเทศไทย

Posted: 31 Dec 2017 08:26 PM PST

คิดเป็นร้อยละ 0.49 ของเด็กที่เกิดในวันขึ้นปีใหม่ทั่วโลก ซึ่งมีจำนวนราว 385,793 คน ทารกทั้งหมดราว 2.6 ล้านคนเสียชีวิตภายในหนึ่งเดือนหลังคลอด โดยร้อยละ 80 เสียชีวิตจากสาเหตุที่ป้องกันได้ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด และการติดเชื้อ

ที่มาภาพ: ยูนิเซฟ/เมธี เถื่อนทัพ

1 ม.ค. 2561 องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ระบุในวันนี้ว่า ในวันขึ้นปีใหม่นี้ จะมีเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยราว 1,886 คน โดยคิดเป็นร้อยละ 0.49 ของเด็กที่เกิดในวันขึ้นปีใหม่ทั่วโลก ซึ่งมีจำนวนราว 385,793  คน โดยครึ่งหนึ่งของเด็กที่เกิดในวันปีใหม่ทั้งหมดทั่วโลกเกิดใน 9 ประเทศ ได้แก่

  • อินเดีย — 69,070 คน, จีน — 44,760 คน, ไนจีเรีย — 20,210 คน, ปากีสถาน — 14,910 คน, อินโดนิเซีย — 13,370 คน, สหรัฐอเมริกา — 11,280 คน, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก— 9,400 คน, เอธิโอเปีย— 9,020 คน, บังคลาเทศ — 8,370 คน

แม้ทารกจำนวนมากทั่วโลกรอดชีวิตหลังคลอด แต่ก็มีทารกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียชีวิตหลังคลอด ในปี 2559 มีทารกราว 2,600 คนเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด ในขณะที่ทารกอีก 2 ล้านคนเสียชีวิตภายในหนึ่งอาทิตย์หลังคลอด ส่งผลให้มีทารกทั้งหมดราว 2.6 ล้านคนเสียชีวิตภายในหนึ่งเดือนหลังคลอด โดยร้อยละ 80 เสียชีวิตจากสาเหตุที่ป้องกันได้ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด และการติดเชื้อ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเสียชีวิตของเด็กทั่วโลกลดลงถึงครึ่งหนึ่ง โดยในพ.ศ. 2559 อัตราของเด็กที่เสียชีวิตก่อนอายุครบ 5 ปีทั่วโลกอยู่ที่ 5.6 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของทารกแรกคลอดยังเป็นเรื่องน่ากังวล โดยทารกที่เสียชีวิตภายในหนึ่งเดือนคิดเป็นร้อยละ 46 ของจำนวนเด็กที่เสียชีวิตก่อนอายุ 5 ปี

ในเดือนหน้า ยูนิเซฟจะออกโครงการที่ชื่อว่า Every Child Alive ทั่วโลก เพื่อเรียกร้องให้มีการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและไม่แพงสำหรับแม่และทารกแรกคลอดทั่วโลก อันรวมถึงการมีน้ำดื่มสะอาด ไฟฟ้า และการมีเจ้าหน้าที่ผู้เชื่ยวชาญในการทำคลอด อุปกรณ์ตัดสายสะดือที่ปลอดเชื้อ และการส่งเสริมการกินนมแม่ในช่วงหนึ่งชั่วโมงแรกของชีวิต

อลิสแตร์ เกรทาร์สัน หัวหน้าแผนกสื่อสารองค์กร องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า "เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เด็กเกิดใหม่ทั่วโลกควรต้องมีโอกาสเห็นโลกในศตวรรษที่ 22 แต่น่าเสียดายที่เด็กครึ่งหนึ่งที่เกิดในปีนี้อาจไม่มีโอกาสนั้น ขณะที่เด็กที่เกิดใหม่ในสวีเดนในเดือนมกราคมนี้มีแนวโน้มที่จะมีอายุขัยเฉลี่ยที่ปี ค.ศ. 2100 แต่เด็กที่เกิดในโซมาเลียกลับมีแนวโน้มมีอายุขัยเฉลี่ยเพียงไม่เกินปี ค.ศ. 2075"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai