โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ปิดฉากเวทีรับฟังความคิดเห็น ร่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เตรียมเดินหน้าตั้ง 'พรรคประ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Posted: 06 Nov 2012 10:54 AM PST

"..ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช มีวิธีคิดว่า "เวลา" หรือ "ธรรมชาติ" อยู่ข้างฝายตน และ การกลับไปแบบ 2544-2548 เป็นสิ่งที่เพียงพอ และจะเกิดขึ้นได้ ตามเวลา และ "ธรรมชาติ" อยู่นั่นเอง.."

6 พ.ย.55, โพสต์สถานะในเฟสบุ๊คตนเอง

เลือกตั้งสหรัฐ 2012: "Who is running for President" คำค้นฮิตในกูเกิ้ล

Posted: 06 Nov 2012 10:45 AM PST

เจ้าหน้าที่ยุโรปส่งคนไปตรวจสอบเลือกตั้งสหรัฐ แต่มี 3 รัฐคือแอริโซนา ไอโอวา และ เท็กซัส ที่ไม่อนุญาตให้ จนท. 56 คนเข้าไปในที่เลือกตั้ง และถูกขู่ว่าจะถูกจับกุม ขณะที่ผู้ต้องขังที่ "กวนตานาโม" ซึ่งถูกรัฐบาลสหรัฐกล่าวหาว่า "เป็นข้าศึกผู้ละเมิดกฎหมาย" หลายคนถูกจับโดยไม่ถูกไต่สวน ต่างติดตามชมการถ่ายทอดสดเลือกตั้งสหรัฐ และบางคนติดตามการดีเบทมาโดยตลอด

วันนี้ (6 พ.ย.) ซึ่งเป็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา จะออกไปเลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะไปเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกทีหนึ่ง โดยเป็นการชิงชัยกันระหว่างผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรคเดโมแครต บารัก โอบามา และผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน มิตต์ รอมนีย์นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 1, 2)

ล่าสุด CNN เผยแพร่ความเห็นของอ้าย เหว่ย เหว่ย ศิลปินต่อต้านรัฐบาลจีน ที่บอกว่า แม้ระบอบของอเมริกาจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ชาวอเมริกันควรภาคภูมิใจกับการเลือกตั้งและประชาธิปไตยของพวกเขา ขณะที่ชาวจีนมีเพียงระบอบพรรคการเมืองเดียวซึ่ง 'ขาดความเป็นมนุษย์'

นอกจากนี้ CNN ในทวิตเตอร์ได้สร้าง hashtag ชื่อ #CNNVotewatch เพื่อให้ผู้ไปลงคะแนนรายงานปัญหาที่พบเจอจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ในเวลา 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น อัลจาซีร่ารายงานว่า มีการเปิดให้มีการลงคะแนนอย่างเป็นทางการในรัฐแคลิฟอร์เนีย, ไอดาโฮ, เนวาดา, โอเรกอน และเวอร์มอนท์

เวลา 10.37 น. ลอเรน กูด แห่งเทเลกราฟ รายงานว่ามีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นในอินสตาแกรม มีประชาชนหลายพันคนถ่ายรูปบัตรลงคะแนนของพวกเขาแล้วโพสท์มันลงในโซเชียลมีเดีย ซึ่งในบางรัฐถือเป็นเรื่องผิดกฏหมาย

เวลา 10.43 น. อัลจาซีร่า รายงานว่า บารัค โอบาม่า กล่าวแสดงความยินดีต่อผู้สมัครมิตต์ รอมนีย์ ในการที่เขา "หาเสียงได้อย่างมีชีวิตชีวา" และบอกว่าผู้สนับสนุนมิตต์ รอมนีย์ คงมีความกระตือรือร้นไม่แพ้กัน ในการปราศรัยที่วิสคอนซิล

เวลา 10.51 น. อัลจาซีร่า รายงานว่า เมืองในญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า 'โอบามะ' ในจังหวัดฟุคุอิ ซึ่งมีชื่อพ้องเสียงกับ ปธน. โอบาม่า แสดงการการสนับสนุนบารัค โอบาม่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และมีการขายขนมธีมบารัค โอบาม่า ด้วย

นอกจากนี้ คำว่า Who is running for President หรือ "ใครบ้างที่ลงสมัครประธานาธิบดี" กลายเป็นคำค้นหายอดฮิตในกูเกิ้ลเทรนด์

CNN รายงานด้วยว่า ปธน. บารัค โอบาม่า ใช้เวลาในวันอังคารนี้ไปกับการให้สัมภาษณ์ในชิคาโก และอาจหาเวลาขอบคุณอาสาสมัครที่มาช่วยหาเสียง รวมถึงไปเล่นบาสเก็ตบอล ส่วนรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในรัฐเดลาแวร์ บ้านเกิดของเขา ก่อนที่จะบินไปชิคาโก

เวลา 11.19 น. ดี ปาวาส นักข่าว อัลจาซีร่รายงานบรรยากาศการเลือกตั้งจากรัฐโอไฮโอ บอกว่าฝูงชนที่มาใช้สิทธิดูบางตาแต่ก็มีมาต่อเนื่องในย่าน เซนท์ วิตัส เมืองคลีฟแลนด์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนชาวโครเอเชียกับสโลวีเนีย

มีการสัมภาษณ์ผู้มาใช้สิทธิ แอน พาเวลิค อายุ 36 ปี ที่สถานีเลือกตั้งโรงเรียนเซนต์มาติน เดอ ปอร์เรส บอกว่า เรื่องเศรษฐกิจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นี้อาจจะเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตเขาเลยก็ได้

ขณะที่อดีตทหารนาวิกโยธิน ที่ทำงานกิจการของตัวเองบอกว่าตนเลือกรอมนีย์ เพราะคิดว่าแนวคิดของโอบาม่าเก่าเกินไปและใช้ไม่ได้แล้ว

เวลา 11.30 น. เทเลกราฟ รายงานผลโพลจากฟลอริดาซึ่งสูสีมาก โอบาม่าอยู่ที่ร้อยละ 49.797 ส่วนรอมนีย์อยู่ที่ร้อยละ 49.775 คะแนน ในเวลา 11.35 น. เทเลกราฟรายงานต่อว่า โอบาม่าซึ่งดูเหนื่อยแต่ก็มีมาดนิ่งเพิ่งเสร็จจากการพูดคุยกับนักข่าวที่สำนักงานหาเสียงในชิคาโก เขาหวังว่า "พวกเราคงจะมีค่ำคืนที่ดี" และกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนเขาที่ช่วยคนละไม้ละมือในการ "เคลื่อนประเทศต่อไปข้างหน้า"

วีดิโอของสำนักข่าวเอพีใน youtube รายงานบรรยากาศการเลือกตั้งในรัฐนิวเจอร์ซี ที่ยังคงได้รับความเสียหายจากพายุแซนดี้ ทำให้ต้องลงคะแนนเสียงในรถเคลื่อนที่ Winnebago

เวลา 11.26 น. อัลจาซีร่า รายงานว่า องค์กรเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ส่งตัวแทนไปตรวจสอบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่มีอยู่ 3 รัฐคือ แอริโซนา, ไอโอวา และ เท็กซัส ที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ 56 คนเข้าไปในสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้ง และถูกขู่ว่าจะถูกจับกุมตัว

อัยการสูงสุดรัฐเท็กซัส เกร็ก แอบบ็อต กล่าวเตือนกลุ่ม OSCE ว่า หากทางกลุ่มต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการการเลือกตั้งของพวกเราเพื่อนำไปพัฒนา พวกเราก็ยินดีให้โอกาสในการหารือ แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มคนหรือบุคคลที่อยู่ภายนอกสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งในเท็กซัส

เวลา 12.09 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ต้องขังในค่ายกักกันอ่าวกวนตานาโมสามารถรับชมถ่ายทอดสดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ มีผู้ต้องขังบางคนติดตามชมการดีเบททั้งสามครั้งของสองผู้สมัครมาโดยตลอด ผู้ต้องขังในค่ายกักกันนี้ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาว่า "เป็นข้าศึกผู้ละเมิดกฏหมาย" ของสหรัฐฯ หลายคนถูกกุมขังโดยไม่ได้รับการไต่สวน โดยกระบวนการที่อ้างอิงความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: ดูการเมืองอเมริกันอย่างไรให้มันส์ ตอนที่ 5

Posted: 06 Nov 2012 09:21 AM PST

ตอนสุดท้ายจริงๆ ของซีรีย์ "ดูการเมืองอเมริกันอย่างไรให้มันส์" มาชมกันเพื่อความสนุกสนานและความเข้าใจระบบการเมืองและระบบการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ชมการวิเคราะห์การเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนวันหย่อนบัตร 7 พ.ย. กันต่อกับแขกรับเชิญ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากสถาบันพระปกเกล้า

เทปนี้อาจารย์พิชญ์มีเรื่องราวมาเล่าหลังจากเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศการเลือกตั้งถึงโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และมาฟังการวิเคราะห์พฤติกรรมการตัดสินใจเลือกผู้นำของอเมริกันชนโดยเฉพาะใน Swing state อย่าง ฟลอริด้า โอไฮโอ ที่อาจเรียกได้เหมือนกันว่า เป็น "สลิ่มอเมริกัน" ที่พร้อมจะเปลี่ยนใจเลือกอีกข้างหนึ่งได้ทันทีแม้ในตอนเช้าของวันเลือกตั้ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

AI ร้องชะลอร่างปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข

Posted: 06 Nov 2012 07:45 AM PST

ชี้ร่างฉบับปัจจุบันระบุ การเข้าถึงสิทธิประการต่างๆ "ต้องสมดุลกับการปฏิบัติหน้าที่" สอดคล้อง "บริบทในประเทศ" โดยอ้างเหตุผลหลายประการ รวมทั้ง "ความมั่นคงแห่งชาติ" และ "ศีลธรรมจรรยาของสังคม"

4 พฤศจิกายน 2555 แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ชะลอการรับรองร่างปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ระบุ เนื้อหาของร่างฉบับปัจจุบันไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และยังเสี่ยงจะลดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

0 0 0

 

แถลงการณ์ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

ให้ชะลอการรับรองร่างปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง

 

ในจดหมายที่ส่งถึงประมุขประเทศในอาเซียน บรรดาหน่วยงานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศชั้นนำเรียกร้องให้ชะลอการรับรองปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน (ASEAN Human Rights Declaration) และชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาของร่างฉบับปัจจุบันไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และยังเสี่ยงจะลดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ 

ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือเนื้อหาตามหลักการทั่วไปของปฏิญญาฯ ตามหลักการทั่วไปข้อ 6, 7 และ 8 ตามร่างฉบับปัจจุบันระบุว่า การเข้าถึงสิทธิประการต่าง ๆ "ต้องสมดุลกับการปฏิบัติหน้าที่" และสอดคล้องกับ "บริบทในประเทศและภูมิภาค" และต้องคำนึงถึง "ความเป็นมาทางวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน" นอกจากนั้น ยังระบุให้มีการจำกัดสิทธิประการต่างๆ โดยอ้างเหตุผลหลายประการ รวมทั้ง "ความมั่นคงแห่งชาติ" และ "ศีลธรรมจรรยาของสังคม"

แนวคิดที่ว่าสิทธิมนุษยชนประการต่าง ๆ จะต้อง "สมดุล" กับความรับผิดชอบของบุคคล ขัดแย้งกับแนวคิดหลักด้านสิทธิมนุษยชนตามที่มีความเห็นชอบในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2491 (1948 Universal Declaration of Human Rights - UDHR) ซึ่งบรรดารัฐทุกแห่ง รวมทั้งรัฐภาคีของอาเซียนให้ความเห็นชอบ รวมทั้งการให้ความเห็นชอบต่อปฏิญญาเวียนนาและแผนปฏิบัติการ (Vienna Declaration and Programme of Action) เมื่อปี 2536" ไวลเดอร์ เทเลอร์ (Wilder Tayler) เลชาธิการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) กล่าว

"การสร้างสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชนกับความรับผิดชอบเป็นการบิดเบือนหลักความชอบธรรมของสิทธิมนุษยชนทั้งหมด" เขากล่าวย้ำ

นอกจากนั้น กฎหมายระหว่างประเทศยังห้ามรัฐบาลไม่ให้พรากสิทธิประการต่าง ๆ ไม่ว่าในสภาพการณ์ใด ๆ การจำกัดสิทธิบางประการอาจกระทำได้ตามเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง จำกัด และมีการกำหนดอย่างชัดเจนตามแต่พฤติการณ์ สุดท้าย กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้รัฐภาคีทุกแห่งของอาเซียนมีหน้าที่เคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานประการต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีระบบการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างไรก็ตาม

"เป็นที่ชัดเจนว่า เนื้อหาปัจจุบันของร่างปฏิญญาฯ มีแนวโน้มเบี่ยงเบนอย่างมากจากกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีอยู่ และน่ากังวล และยังเบี่ยงเบนจากกฎบัตรสิทธิมนุษยชนภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา และแอฟริกา" ซูเฮร์ เบลฮัสเสน (Souhayr Belhassen) ประธานของสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights - FIDH) กล่าว

"หากไม่มีการแก้ไขอย่างมากต่อเนื้อหาฉบับร่าง อาเซียนน่าจะรับรองปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียนในปี 2555 ซึ่งเป็นการให้อำนาจเพิ่มเติมกับรัฐภาคีของอาเซียนที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชน แทนที่จะให้หลักประกันเพิ่มเติมแก่ประชาชนในภูมิภาคเพื่อให้ปลอดพ้นจากการละเมิดดังกล่าว" ไมเคิล โบเคเน็ก (Michael Bochenek) ผู้อำนวยการแผนกกฎหมายและนโยบาย แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

หน่วยงานต่าง ๆ กระตุ้นอย่างจริงจังในจดหมายเพื่อให้ผู้นำประเทศอาเซียนควรส่งปฏิญญาฉบับร่างกลับคืนไปที่คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) และให้มีคำสั่งให้แก้ไขฉบับร่างโดยผ่านกระบวนการที่โปร่งใส จริงจังและมีส่วนร่วม โดยมีการปรึกษาหารืออย่างเต็มที่กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เนื้อหาต่ำกว่ามาตรฐานและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เลือกตั้งสหรัฐ 2012: การลงประชามติและอนาคตของเปอร์โตริโก

Posted: 06 Nov 2012 07:38 AM PST

นอกจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะขึ้นใน 50 มลรัฐแล้ว "เปอร์โตริโก" ก็มีการเลือกตั้งผู้ปกครองคนใหม่ และมีการทำประชามติว่าเปอร์โตริโกจะเป็นประเทศเอกราช เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ หรือจะเป็นรัฐในอารักขา แต่จะเพิ่มสิทธิการปกครองตนเองมากขึ้น

9.44 น. เทเลกราฟ เผยแพร่ภาพของผู้ประสบภัยพายุแซนดี้ที่พยายามใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยมีภาพของนักสำรวจโพลล์ของเกาะสตาเตน พยายามทำงานงานภายใต้แสงไฟฉายในสถานีเลือกตั้งซึ่งทำขึ้นฉุกเฉิน ทั้งมืดและไม่มีเครื่องทำความร้อน (นิวยอร์กอยู่ในช่วงฤดูหนาว) เนื่องจากสถานีเลือกตั้งเดิมคือโรงเรียนถูกพายุพัดสร้างความเสียหาย

ธงชาติเปอร์โตริโก


View Larger Map

ที่ตั้งของเกาะเปอร์โตริโก กลางทะเลแคริบเบียน

10.00 น. อัลจาซีร่า รายงานว่า ในวันเดียวกับที่สหรัฐอเมริกา เลือกตั้งประธานาธิบดี เปอร์โตริโก เกาะซึ่งมีประชากร 4 ล้านคน เป็นดินแดนภายใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา ก็มีการเลือกตั้งผู้ว่าการดินแดนคนใหม่ ขณะเดียวกันก็มีการทำประชามติเรื่องความสัมพันธ์ของเปอร์โตริโกกับสหรัฐอเมริกา ว่าเปอร์โตริโกจะกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา หรือจะเป็นประเทศเอกราช หรือกลายเป็นรัฐอธิปไตยแบบ "sovereign free association" ซึ่งมีสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้น

วิกิพีเดียระบุว่า ในปี ค.ศ. 1509 สเปนเข้ามายึดครองเกาะเปอร์โตริโก จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1898 จึงถูกยกให้สหรัฐอเมริกาหลังจากสเปนแพ้สงครามสเปน-สหรัฐอเมริกา

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แนะร่างฯก่อการร้ายไม่ควรใช้กับบุคคลในประเทศหวั่นกระทบสิทธิการชุมนุม

Posted: 06 Nov 2012 07:35 AM PST

แนะการจัดทำรายชื่อ 'บุคคลที่ถูกกำหนด' ตามมาตรา 4 สมควรมุ่งเน้นไปยังการก่อการร้ายสากล ไม่สมควรปรับใช้กับการก่อการร้ายในประเทศ เพราะยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องกับการใช้เสรีภาพในการชุมนุม 

6 พฤศจิกายน 2555  นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ลงนามในบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะ คปก. เรื่อง ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... เสนอไปยังนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว โดยคปก.ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการตราพระราชบัญญัตินี้เพื่อลดผลกระทบจากการจัดลำดับของ FATF ที่จะมีต่อสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ และมีความเห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่การดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายซึ่งมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจักต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ

คปก. มีความเห็นที่สำคัญใน 5 ประเด็น ได้แก่ การให้นิยาม "การก่อการร้าย" ตามมาตรา 3 ซึ่งไม่เห็นด้วยที่จะบัญญัติให้มีความหมายรวมถึงการกระทำที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะยังมีข้อโต้แย้งหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาลักษณะ 1/1 ที่จัดทำเป็นพระราชกำหนดจึงไม่มีกระบวนการพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดเพื่อทบทวนถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายที่ประเทศไทยเป็นภาคี อีกทั้งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเนื้อหาของบทบัญญัติที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักความชัดเจนแน่นอนซึ่งเป็นหลักประกันที่สำคัญในกฎหมายอาญา (หลัก Nullum crimen, nulla poena sine lege) ทำให้ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญานั้นมีความหมายครอบคลุมถึงการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงควรทบทวนถึงกระบวนการตราและเนื้อหาของกฎหมายให้มีองค์ประกอบความผิดที่ชัดเจนแน่นอนสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายและพิธีสารที่เกี่ยวข้องซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีก่อนที่จะกำหนดให้นิยาม "การก่อการร้าย" ครอบคลุมไปถึง ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกัน คปก. เห็นว่า การจัดทำรายชื่อ "บุคคลที่ถูกกำหนด" (หรือเดิม คือ "บัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้าย") ตามมาตรา 4 สมควรมุ่งเน้นไปยังการก่อการร้ายสากลและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายสากล โดยยังไม่สมควรปรับใช้กับการก่อการร้ายในประเทศตามประมวลกฎหมายอาญาเพราะยังมีข้อโต้แย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เสรีภาพในการชุมนุม อันอาจเป็นช่องทางให้ใช้พ.ร.บ.นี้ไปในทางลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้  

คปก. ยังไม่เห็นพ้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และสภาผู้แทนราษฎร ที่กำหนดให้กระบวนการและขั้นตอนการจัดทำรายชื่อ "บุคคลที่ถูกกำหนด" ตามมาตรา 4 ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยพนักงานอัยการและศาล เนื่องจากเกรงว่าภายใต้เงื่อนเวลาและข้อจำกัดหลายประการจะทำให้พนักงานอัยการและศาลไม่อาจพิจารณากลั่นกรองถึงความชอบด้วยกฎหมายของการจัดทำรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ และสุดท้ายจะทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักนิติรัฐเสียไปในที่สุด ซึ่ง คปก. เห็นว่า พนักงานอัยการและศาลควรทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เมื่อผู้ได้รับผลกระทบร้องขอน่าจะเหมาะสมกว่า และที่สำคัญกระบวนการขั้นตอนการจัดทำรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดและกระบวนการตรวจสอบดังกล่าว ควรยึดถืออย่างเคร่งครัดต่อหลักการใช้อำนาจโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิในกระบวนการยุติธรรม แม้เป็นกรณีที่ปรากฏรายชื่อตามมติหรือประกาศคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ส่วนการกำหนดหน้าที่และความรับผิดของ "ผู้มีหน้าที่รายงาน"ตามมาตรา 5 ควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการระงับดำเนินการกับทรัพย์สินให้ชัดแจ้งและครอบคลุมทั่วถึงทุกประเภทธุรกิจ ด้านมาตรการเชิงลงโทษต่อผู้มีหน้าที่รายงาน ควรมีหลักเกณฑ์และกระบวนการในการพิจารณากลั่นกรองที่เปิดเผยและให้ผู้ได้รับผลกระทบมีโอกาสชี้แจง รวมทั้งมีหลักเกณฑ์และกระบวนการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบธุรกิจจนเกินสมควรตลอดจนคำนึงถึงความพร้อมของผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย

ขณะเดียวกัน ประเด็นความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ในมาตรา 14 ตามร่างพ.ร.บ.แม้จะมีลักษณะเฉพาะสอดคล้องกับข้อเสนอของ FATF เรื่อง กำหนดให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเป็นการกระทำความผิดทางอาญา และหลักการตามอนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่ลัทธิการก่อการร้าย แต่บทบัญญัติดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาทบทวนร่วมกับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1/1 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายซึ่งมีความคล้ายคลึงกันเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและเพื่อความเป็นระบบ

นอกจากนี้ คปก. เห็นว่า ร่างพ.ร.บ.นี้ได้ให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวางจึงสมควรที่จะมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่จากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระถึงความสัมฤทธิ์ผลของมาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายโดยรายงานอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายการเมืองมีเจตจำนงในการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอย่างแท้จริง โดยรับประกันความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เสริมสร้างความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพ โดยเคารพหลักความเสมอภาค หลักการตรวจสอบถ่วงดุล และหลักสิทธิมนุษยชน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คปก. ตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบ-บทกำหนด ร่างองค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค

Posted: 06 Nov 2012 07:24 AM PST

6 พฤศจิกายน 2555 –  นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ลงนามในบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะ คปก. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ....เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา  โดย คปก. ได้พิจารณาประเด็นที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวแล้ว เห็นควรมีความเห็นและข้อเสนอแนะ สำคัญ 3  ประเด็น คือ กรณีการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคโดยคำนวณจากจำนวนประชากร คปก. ได้พิจารณา เห็นว่าการกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเงินขั้นต่ำโดยคำนวณตามจำนวนประชากร เป็นไปเพื่อให้ตอบสนองต่อหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา 61 วรรคสอง ที่กำหนดให้องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคต้องมีความเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ และรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การฯ ดังกล่าว          

ดังนั้น เพื่อเป็นการประกันความเป็นอิสระขององค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในเบื้องต้นซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการอนุมัติตามรายละเอียดในมาตรา 9 ของร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .… ที่กำหนดว่า "เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปตามมาตรา 8(2) ให้องค์การเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ หรือร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี และในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอาจขอให้เลขาธิการเข้าชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้" ด้วยเหตุดังกล่าว คปก.จึงเห็นควรให้กำหนดหลักการเช่นว่านี้ไว้ในร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค  พ.ศ. .… เพื่อเป็นการประกันความเป็นอิสระขององค์การตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ในแง่บทกำหนดโทษ คปก.มีความเห็นว่า การกำหนดเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาที่ว่า "ไม่เป็นอิสระ" "ไม่เป็นกลาง" และ "ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน" นั้น คลุมเครือและไม่ชัดเจนว่า การกระทำเพียงใดที่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นกลาง หรือไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อีกทั้งผู้กระทำไม่สามารถทราบได้ว่าพฤติกรรมเช่นไรคือพฤติกรรมที่จะทำให้ตนต้องรับผิดตามมาตรานี้ ซึ่งขัดต่อหลักความผิดทางอาญาดังกล่าวข้างต้น

ส่วนองค์ประกอบของคณะกรรมการอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และกรรมการสรรหา คปก.เห็นว่า การเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 14 (1/1) ที่ให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคนเพื่อเข้ามาเป็นกรรมการสรรหาได้นั้นอาจไม่เหมาะสม หากพิจารณาในแง่ที่ว่าอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นผู้ให้บริการคนหนึ่ง ซึ่งอาจมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหา คปก.จึงเห็นว่าไม่ควรกำหนดให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นกรรมการสรรหา

อนึ่ง ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค  พ.ศ. .…ซึ่งวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมให้แตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .… ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นรายมาตรานี้มีการแก้ไข รวม 11มาตรา และเป็นการเพิ่มเติมอีก 2 มาตรา ในประเด็นต่างๆ คือ  เรื่องจำนวนเงินอุดหนุนทั่วไปจากรัฐบาล คุณสมบัติของกรรมการในคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค งบประมาณ รายได้ขององค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา อำนาจหน้าที่ของกรรมการ ประมวลจริยธรรม อำนาจในการเชิญบุคคลมาให้ข้อเท็จจริงแสดงความคิดเห็น หรือจัดส่งเอกสาร คณะอนุกรรมการกิจการฮาลาล ลักษณะต้องห้ามของเลขาธิการ บทกำหนดโทษ และระยะเวลาจัดสรรงบประมาณ

 

AttachmentSize
ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ..2.95 MB
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

This posting includes an audio/video/photo media file: Download Now

เอฟทีเอว็อทช์ชีรัฐบาลสุ่มเสี่ยงผิด รธน.หากเดินหน้า FTA กับอียู

Posted: 06 Nov 2012 07:15 AM PST

 

ชี้วิกฤตในยุโรปส่งผลให้สหภาพยุโรปมีท่าทีทางการค้าที่เปลี่ยนไป ทำให้ผลประโยชน์ที่ประเทศคู่เจรจาจะได้จากการทำเอฟทีเอนั้นลดตามไปด้วย

จากการที่ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนเป็นประเด็นใหญ่ในการประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) และ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อประธานนายจูเซ มานูเอล บาโรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อียู) ว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เนื่องจากได้แก้ไขอุปสรรคภายในเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมเปิดการเจรจาต้นปีหน้านั้น

นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) มองว่า ขณะนี้มีสถาบันวิชาการชั้นนำในยุโรปทำบทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปส่งผลให้สหภาพยุโรปมีท่าทีทางการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก อีกทั้งขนาดเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หดตัวลงทำให้ผลประโยชน์ที่ประเทศคู่เจรจาจะได้จากการทำเอฟทีเอนั้นลดตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของดร ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการ UNCTAD ก่อนหน้านี้  ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือการจัดทำร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอของกระทรวงพาณิชย์ยังใช้ผลการศึกษาประเมินผลดีผลเสียก่อนเกิดวิกฤติยูโรโซน ซึ่งไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงในภาวการณ์ปัจจุบันได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งประเมินผลดีผลเสียใหม่ที่รอบด้านและเป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด 

นอกจากนี้ประเด็นแหลมคมอย่างยิ่งคือเรื่องกระบวนการ หากรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะเปิดการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปนั้น สมควรดำเนินการให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา 190 วรรค 3 ที่กำหนดให้ "คณะรัฐมนตรีจะต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน" เพื่อให้การเจรจาการค้าเป็นประโยชน์กับประเทศและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง

"จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังมิได้ดำเนินการถูกต้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมิใช่เป็นอุปสรรคหรือเป็นเรื่องยากอย่างไรทั้งสิ้น แต่เป็นการรับรองให้การเจรจาการค้าเป็นประโยชน์กับประเทศและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง โดยไม่ปล่อยให้ผลได้กระจุกอยู่ในวงจำกัด แต่ผลเสียกระจายอย่างที่เคยเป็นมา

ในความเป็นจริง กิจกรรมที่กรมเจรจาฯได้จัดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553 แม้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แต่ไม่ได้มีการให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น การออกความคิดเห็นของประชาชนจึงไม่สามารถสะท้อนท่าทีของรัฐบาลหรือเนื้อหาในกรอบการเจรจาได้ นอกจากนี้การจัดประชุมกลุ่มย่อย หรือ โฟกัส กรุ๊ป โดยกรมเจรจาฯ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แม้มีการนำร่างท่าทีของทางกรมฯ มาหารือ แต่ก็ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการรับฟังความเห็นประชาชน เนื่องจากเป็นการจัดลักษณะวงย่อยเฉพาะกลุ่ม แจ้งล่วงหน้าอย่างกระชั้นชิด ที่สำคัญคือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ เช่น ในประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ยังไม่ได้มีการหารือแต่อย่างใด

ดังนั้น หากรัฐบาลพิจารณาร่างกรอบการเจรจาฯ และเสนอให้รัฐสภาพิจารณาโดยไม่นำร่างดังกล่าว มารับฟังความคิดเห็นประชาชน ก็สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเข้าข่ายการดำเนินการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อรัฐบาลเอง และประเทศชาติในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดคือการนำร่างกรอบการเจราฯ มาจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ก่อนเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งจะไม่ทำให้เสียเวลาแต่ประการใด" ผู้ประสานงานกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์กล่าว

ทางด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นเนื้อหา โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับการเข้าถึงยาที่จะส่งผลกระทบต่องบประมาณของประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 80,000 ล้านบาท

"กรมเจรจาฯในฐานะเลขาฯฝ่ายเตรียมการเจรจา ไม่อ้างอิงความรู้และผลงานวิชาการใดๆ ในการจัดทำท่าที และยังพยายามกีดกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรู้โดยตรงเข้าร่วมจัดทำท่าที"

ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาจะพิจารณาเรื่องนี้

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เอฟทีเอว็อทช์ชีรัฐบาลสุ่มเสี่ยงผิด รธน.หากเดินหน้า FTA กับอียู

Posted: 06 Nov 2012 07:15 AM PST

 

ชี้วิกฤตในยุโรปส่งผลให้สหภาพยุโรปมีท่าทีทางการค้าที่เปลี่ยนไป ทำให้ผลประโยชน์ที่ประเทศคู่เจรจาจะได้จากการทำเอฟทีเอนั้นลดตามไปด้วย

จากการที่ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนเป็นประเด็นใหญ่ในการประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) และ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อประธานนายจูเซ มานูเอล บาโรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อียู) ว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เนื่องจากได้แก้ไขอุปสรรคภายในเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมเปิดการเจรจาต้นปีหน้านั้น

นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) มองว่า ขณะนี้มีสถาบันวิชาการชั้นนำในยุโรปทำบทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปส่งผลให้สหภาพยุโรปมีท่าทีทางการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก อีกทั้งขนาดเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หดตัวลงทำให้ผลประโยชน์ที่ประเทศคู่เจรจาจะได้จากการทำเอฟทีเอนั้นลดตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของดร ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการ UNCTAD ก่อนหน้านี้  ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือการจัดทำร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอของกระทรวงพาณิชย์ยังใช้ผลการศึกษาประเมินผลดีผลเสียก่อนเกิดวิกฤติยูโรโซน ซึ่งไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงในภาวการณ์ปัจจุบันได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งประเมินผลดีผลเสียใหม่ที่รอบด้านและเป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด 

นอกจากนี้ประเด็นแหลมคมอย่างยิ่งคือเรื่องกระบวนการ หากรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะเปิดการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปนั้น สมควรดำเนินการให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา 190 วรรค 3 ที่กำหนดให้ "คณะรัฐมนตรีจะต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน" เพื่อให้การเจรจาการค้าเป็นประโยชน์กับประเทศและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง

"จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังมิได้ดำเนินการถูกต้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมิใช่เป็นอุปสรรคหรือเป็นเรื่องยากอย่างไรทั้งสิ้น แต่เป็นการรับรองให้การเจรจาการค้าเป็นประโยชน์กับประเทศและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง โดยไม่ปล่อยให้ผลได้กระจุกอยู่ในวงจำกัด แต่ผลเสียกระจายอย่างที่เคยเป็นมา

ในความเป็นจริง กิจกรรมที่กรมเจรจาฯได้จัดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553 แม้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แต่ไม่ได้มีการให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น การออกความคิดเห็นของประชาชนจึงไม่สามารถสะท้อนท่าทีของรัฐบาลหรือเนื้อหาในกรอบการเจรจาได้ นอกจากนี้การจัดประชุมกลุ่มย่อย หรือ โฟกัส กรุ๊ป โดยกรมเจรจาฯ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แม้มีการนำร่างท่าทีของทางกรมฯ มาหารือ แต่ก็ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการรับฟังความเห็นประชาชน เนื่องจากเป็นการจัดลักษณะวงย่อยเฉพาะกลุ่ม แจ้งล่วงหน้าอย่างกระชั้นชิด ที่สำคัญคือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ เช่น ในประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ยังไม่ได้มีการหารือแต่อย่างใด

ดังนั้น หากรัฐบาลพิจารณาร่างกรอบการเจรจาฯ และเสนอให้รัฐสภาพิจารณาโดยไม่นำร่างดังกล่าว มารับฟังความคิดเห็นประชาชน ก็สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเข้าข่ายการดำเนินการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อรัฐบาลเอง และประเทศชาติในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดคือการนำร่างกรอบการเจราฯ มาจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ก่อนเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งจะไม่ทำให้เสียเวลาแต่ประการใด" ผู้ประสานงานกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์กล่าว

ทางด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นเนื้อหา โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับการเข้าถึงยาที่จะส่งผลกระทบต่องบประมาณของประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 80,000 ล้านบาท

"กรมเจรจาฯในฐานะเลขาฯฝ่ายเตรียมการเจรจา ไม่อ้างอิงความรู้และผลงานวิชาการใดๆ ในการจัดทำท่าที และยังพยายามกีดกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรู้โดยตรงเข้าร่วมจัดทำท่าที"

ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาจะพิจารณาเรื่องนี้

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เปิดตัวหนังสือ ‘จากการปฏิวัติถึงโลกาภิวัตน์: ความรู้เบื้องต้นการเมืองโลกสู่โลกภาพยนตร์’

Posted: 06 Nov 2012 07:03 AM PST

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.55 ที่ร้านหนังสือ Bookmoby Shop ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชั้น 4 กรุงเทพฯ บริษัทเคล็ดไทย และบริษัทสำนักพิมพ์สยามปริทัศน์ ได้จัดเสวนาเปิดตัวหนังสือ 'จากการปฏิวัติ ถึง โลกาภิวัตน์ :ความรู้เบื้องต้นการเมืองโลกสู่โลกภาพยนตร์' ที่พึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ต.ค.ที่ผ่านมา โดยสำนักพิมพ์สยามปริทัศน์ เขียนโดย สรวิศ ชัยนาม อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ในวงเสวนานอกจากผู้เขียนหนังสือแล้วยังมี เก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักวิชาการอิสระ และ ชญานิน เตียงพิทยากร นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ร่วมเสวนาด้วย

หนังสือ 'จากการปฏิวัติ ถึง โลกาภิวัตน์ :ความรู้เบื้องต้นการเมืองโลกสู่โลกภาพยนตร์'

การเมืองเรื่องการปลดแอกต้องนึก 'คอมมิวนิสต์' ไม่ใช่ 'ประชาธิปไตย'
วงเสวนาเริ่มต้นด้วยการแนะนำหนังสือโดยผู้เขียนคือ สรวิศ เสนอว่า เนื้อหาหลักๆ ของหนังสือเล่ม มี 4 ประเด็น โดยประเด็นแรกผ่านงานของ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Zizek) และภาพยนตร์จำนวนหนึ่ง ที่เวลานึกถึงการเมืองเรื่องการปลดแอกเราต้องนึกถึงแนวคิดของ 'คอมมิวนิสต์' เป็นหลักไม่ใช่ 'ประชาธิปไตย' ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่ล่อแหลมสุดและถูกโจมตีมากสุดของหนังสือ

สรวิศ ชัยนาม

อุดมการณ์มากมายที่สมานบาดแผลที่เกิดขึ้นจากทุนนิยม
ประเด็นที่ 2 ของหนังสือ ผู้เขียนอธิบายว่า เป็นการพยายามที่จะวิพากษ์อุดมการณ์มากมายที่ทำให้สามารถยอมรับทุนนิยมได้ หรือเป็นอุดมการณ์ที่สมานบาดแผลในทางสังคมมากมายที่เกิดขึ้นจากทุนนิยม โดยผู้เขียนได้ยกตัวอย่างว่า "พหุวัฒนธรรมนิยม ซึ่งคิดว่ามันตั้งโจทย์ผิด ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญแต่มันไม่ใช่ความขัดแย้งหลักในหลายๆ สังคม ตรรกะและธรรมชาติของพหุวัฒนธรรมนิยมนั้น พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งให้เป็นความแตกต่างมากมายที่เราต้องเคารพอดทนอดกลั้นซึ่งกันและกัน ตรรกะอันนี้มันตรงกันข้ามกับตรรกะของการต่อสู้ทางชนชั้นที่พยายามเปลี่ยนแปลงความแตกต่างระหว่างชนชั้นให้กลายเป็นในทางปฏิบัตินั่นเอง" สรวิศ กล่าว

สรวิศ ได้อธิบายด้วยว่า ที่ต้องโยงกับคอมมิวนิสต์ ก็เพราะคำว่าการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ เพราะในความเป็นจริง คาร์ล มาร์กซ์ ไม่ได้เป็นคนคิดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น แต่เป็นนักคิดกระฎุมพีของคาร์ล มาร์กซ์ เสียด้วยซ้ำ ที่ไม่พอใจชนชั้นที่สูงกว่าอย่างเจ้าศักดินา กลุ่มอำมาตย์ขุนนาง 

"ชนชั้นกระฎุมพียอมรับความคิดการต่อสู้ทางชนชั้นได้ ตราบเท่าที่มันไม่นำไปสู่เผด็จการของกรรมาชีพนั่นเอง" สรวิศ กล่าว และเขายังมองด้วยว่า สำหรับตนแล้ว หรือสำหรับ ชิเชค เราต้องสามารถพูดคำว่าคอมมิวนิสต์ได้ การต่อสู้ทางชนชั้น เผด็จการกรรมาชีพอะไรต่างๆได้ โดยที่ไม่ต้องเขินอาย

ผู้เขียนยังเสริมอีกว่า นอกจากพหุวัฒนธรรมนิยมแล้ว ยังมีอุดมการณ์อื่นๆ มากมาย ประชานิยม การเหยียดชาติพันธุ์ การที่มองว่าถึงแม้สังคมเรามันเลวก็อาจจะเลวน้อยกว่าเกาหลีเหนือ ทำให้เรายอมรับสิ่งที่เป็น รวมถึงอุดมการณ์ทุนนิยมที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลงโลกได้โดยการบริโภคอย่างชาญฉลาดและถูกต้อง ช้อปปิ้งแล้วรักษาโลก คุณฉลาดซื้อของคุณก็สามารถกู้โลกนี้ได้

"ประชาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรายึดติดกับทุนนิยมได้สนิทใจมากขึ้น ทุนนิยมเลวร้าย แต่คุณก็เลือกตั้งได้ ทุนนิยมเลวร้ายแต่อย่างน้อยคุณก็มีสิทธิ ทุนนิยมเลวร้ายแต่คุณก็สามารถพูดห่าเหวอะไรได้ทั้งหมดในโลกนี้" ผู้เขียนกล่าว

ชิเชค สนใจความขัดแย้งภายในขั้วเดียวกันเอง
ประเด็นที่ 3 ผู้เขียนอธิบายว่า คือรูปแบบการนำเสนอในหลายๆ บทก็มาในเชิงวิภาษวิธี (Dialectic) ในระดับที่ธรรมดาและในระดับที่ซับซ้อนขึ้นมา ในระดับที่ธรรมดา วิภาษวิธีก็ตรงไปตรงมา ซึ่งต้องยอมรับว่าความคิดหลังโครงสร้างนิยมก็จะวิจารณ์ว่าเป็นพวกทวินิยม แต่มันซับซ้อนกว่าหน่อยคือ สิ่งที่มันไดอะล็อก (Dialogue) กัน คือสิ่งที่เรียกว่าขั้วบวกขั้วลบ มันสับเปลี่ยนพื้นที่กันตลอดเวลา หนึ่งคือมันสับเปลี่ยนพื้นที่กัน สองคือขั้วบวกมันกลายเป็นขั้วลบ ขั้วลบอาจเปลี่ยนแปลงเป็นขั้วบวกได้

สรวิศ กล่าวว่า ชิเชค สนใจจริงๆ ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้ว แต่เป็นความขัดแย้งภายในขั้วเดียวกันเอง ซึ่งมันมีความขัดแย้งมากมาย เช่น ความเป็นสากลไม่ได้ตรงกันข้ามกับ 'เฉพาะนิยม' แต่ความเป็นสากลเกิดขึ้นได้เพราะมันต้องกีดกันอะไรบางอย่างออกไป มันจึงเป็นสากลได้ คือความขัดแย้งมันอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ใช่ตรงกันข้ามกับความเฉพาะ และตนได้นำชุดของวิภาษวิธีนี้มาจับในหลายประเด็น

ผู้เขียนมองว่า สุดท้ายอย่าไปคาดหวังกับชิเชค ว่าจะเป็นคำตอบให้กับเรา เขาก็เป็นมาสเตอร์ที่เราควรเคารพในระดับหนึ่ง แต่เป็นมาสเตอร์ที่ค่อนข้างแตกต่าง เวลาอ่าน ชิเชค เขาจะถามอะไรมากมาย จะตั้งแนวคิด จะติงอะไรมากมาย มันสำคัญอย่างไร แต่วันหนึ่งอาจสำคัญกับเราก็ได้ โดยที่เขาตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

โจ๊กหมึกสีแดงของชิเชค ตั้งคำถามเพื่อเข้าใจสภาพปัญหา
สรวิศทิ้งท้ายด้วยว่า ที่สำคัญที่สุดคงจะเป็นโจ๊กอันหนึ่งที่ตัวชิเชค เคยใช้เป็นระยะๆ เรื่องของคนงานเยอรมันตะวันออกที่ถูกบังคับไปทำงานในไซบีเรีย ที่บอกกับทางบ้านว่า จะเขียนจดหมายกลับมาบ้าน ซึ่งรู้ว่าจดหมายทุกฉบับจะถูกเซนเซอร์ก่อน จึงเตรียมกับเพื่อนและญาติว่าถึงรหัสลับระหว่างกัน โดยถ้าเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินคือความจริง ถ้าเขียนด้วยหมึกสีแดง คือเรื่องหลอกลวง แล้วเขาก็ได้เขียนจดหมายกลับมาบ้านซึ่งเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงิน แล้วก็บอกว่า ชีวิตที่นี่สบายที่อยู่ใหญ่โต เครื่องอำนวยความสะดวกดีมาก โรงภาพยนตร์มีหนังตะวันตกมากมาย มีหญิงสาวสวยงามมากมายที่พร้อมจะได้หลับนอน ห้างสินค้าเต็มไปหมด ทุกอย่างสะดวกสบายหาได้หมด ยกเว้นหมึกสีแดง ประเด็นคือ ชิเชคกำลังให้หมึกสีแดงกับเรา ตั้งคำถาม ภาษา แนวคิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเข้าใจสภาพปัญหาที่เราต้องเผชิญ

วีดีโอคลิปสรวิศ ชัยนาม แนะนำหนังสือ :

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

หนังสือเล่มนี้เป็นแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์
เก่งกิจ กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า ทำหน้าที่อยู่ 2-3 อย่าง อันหนึ่งเป็นแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) ให้คนไทยได้อ่านว่า ในโลกตะวันตกนักวิชาการดีเบตเรื่องอะไร โดยเฉพาะฝ่ายซ้าย แต่หนังสือเล่มนี้อาจจะจำกัดอยู่ที่ความคิดของชิเชคและสิ่งที่ชิเชควิจารณ์ โดยเฉพาะพวกฝ่ายซ้ายด้วยกัน ซิเซคไม่ได้ด่าฝ่ายขวามากเท่าที่ด่าฝ่ายซ้าย จะเห็นว่า คนอย่างอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็ด่าฝ่ายซ้ายด้วยกันมากกว่าที่ด่าฝ่ายขวา คิดว่าอันนี้เป็น tradition (ธรรมเนียม) แบบฝ่ายซ้าย

กรอบของหนังสือเล่มนี้ เก่งกิจมองว่า ถ้าเราดูงานของชิเชคเองก็จะมีหลายช่วง งานของอาจารย์สรวิศ ใช้งานที่เป็นงานการเมืองของชิเชคมากกว่าที่จะเป็นงานที่เกี่ยวกับการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ใช้ทฤษฎีพวก psychoanalysis (ไซโคอะแนล'ลิซิส - จิตวิเคราะห์) เพราะฉะนั้น งานนี้เป็นงานการเมืองมากกว่างานในเชิงวัฒนธรรม และเป็นงานที่มองชิเชคในฐานะที่เป็นนักทฤษฎีการเมืองมากกว่าที่จะเป็นนักทฤษฎีในทางวัฒนธรรม

ระบบทุนนิยมมันดำรงอยู่ได้ เพราะว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งที่ผลิตซ้ำมัน
เก่งกิจได้อธิบายถึงหัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้ว่า "ระบบทุนนิยมมันดำรงอยู่ได้เพราะว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งที่ผลิตซ้ำมัน เราผลิตซ้ำระบบทุนนิยมในชีวิตประจำวัน ตัวอย่าง เมื่อเช้านี้เพื่อนได้โพสต์ในเพสบุ๊คว่า การที่เราคาดหวังว่าพ่อแม่ต้องดีกับเรานี่ ไม่ต่างอะไรที่เราคาดหวังว่าผู้ปกครองเป็นคนดีได้ เพราะฉะนั้นคิดว่าเราอยู่ในโลกที่เราผลิตซ้ำตรรกะ (logic) บางอย่างที่รับกับระบบอยู่ เพียงแต่ว่าเราไม่รู้ตัว  หน้าที่ชองชิเชคคือ ยื่นหมึกสีแดงให้กับเรา ให้เรารู้ว่ามันมีอะไรที่ผิดปกติอยู่"

ในแวดวงวิชาการไทย ถ้าเราดูในพวกมานุษยวิทยา สังคมวิทยา หรือรัฐศาสตร์ การพูดถึงเรื่องพหุวัฒนธรรม การพูดถึงประชาธิปไตย การพูดถึงการเลือกตั้งมันดูเหมือนเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติและควรจะเป็นโดยตัวของมันเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วความคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมก็เป็นผลผลิตของยุคสมัยอะไรบางอย่าง

อันหนึ่งที่อาจารย์สรวิศบอกว่า เสรีนิยมมันถูกทำให้ตรงกันข้ามกับ 'อิสลามิคฟันดะเมนทะลิสม์' (การยึดมั่นในหลักการอิสลาม-Islamic Fundamentalism) หรือพวกที่เน้นเรื่องศาสนา เน้นชาติพันธุ์ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันเป็นด้านกลับของกันและกัน ถ้าเราคิดถึง 'การปะทะระหว่างอารยธรรม' (The Clash of Civilizations) ของ ฮันติงตัน (Huntington) ก็อธิบายโลกผ่านความคิดเรื่องเชื้อชาติ ซึ่งงานของอาจารย์สรวิศก็ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ไม่ว่าฝ่ายขวาหรือฝ่ายเสรีนิยมต่างก็ใช้ตรรกะเดียวกันในการอธิบายสังคมหรือเสนอทางเลือกให้กับสังคม

สิ่งที่หนังสือไม่ได้เขียน คือ What's Communism?
นอกจากนี้เก่งกิจยังได้กล่าวถึงส่วนที่ อ.สรวิศ หรือผู้เขียนไม่ได้อธิบายโดยมองว่าทั้งๆ ที่พูดเยอะมาก คือเรื่อง อะไรคือ 'คอมมิวนิสต์' (What's Communism?) ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าจะถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ว่า อะไรคือคอมมิวนิสต์ในโลกปัจจุบัน และมันมีความสำคัญอย่างไร นอกเหนือจากที่บอกว่า เสรีนิยม (Liberalism) มันไม่เพียงพอ ประชาธิปไตยมันไม่เพียงพอ ทุนนิยมมันไม่เพียงพอ พหุวัฒนธรรมมันไม่เพียงพอ งานของชิเชคเองก็ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าอะไรคือคอมมิวนิสต์

จึงคิดว่างานของฝ่ายซ้ายจำนวนมากก็จะมาเติมเต็มได้โดยเฉพาะงานของไมเคิล ฮาร์ด (Michael Hardt) และอันโตนิโอ เนกรี  (Antonio Negri) โดยคร่าวๆ จริงๆแล้วคอมมิวนิสต์มีรากมาจากคอมมอน คืออะไรที่เป็นร่วมกัน ถ้าแยกออก มีสาธารณะ(public) เอกชน (private) และคอมมอน (common) ซึ่งจะพบว่า ในโลกยุคปัจจุบันเราว่าแนวคิดไว้แค่ 2 ตัวแรกโดยไม่มีคอนเซปท์เรื่องคอมมอน เพราะเราไม่เคยชินกับอะไรที่เป็นส่วนรวม แต่เราชินกับส่วนตัวกับสาธารณะ คำว่าสาธารณะในที่นี้คือเป็นของรัฐ ถ้าไม่ใช่สมบัติของรัฐก็เป็นสมบัติของเอกชน ความคิดเรื่องคอมมิวนิสต์แบบนี้จำเป็นที่ฝ่ายซ้ายจะต้องขยายความมากขึ้นว่า 'คอมมอน' มันคืออะไร คอมมอนมาจากภาษาลาติน ซึ่งแปลว่า การแบ่งปัน หรืออีกความหมายคือ เป็นของพวกเราทุกคน คิดว่าความคิดแบบนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงมากในสังคมไทย

งานคอมมิวนิสต์มานิเฟสโตของมาร์กซและเองเกลส์ (Friedrich Engels) เราอาจจะเรียกมันว่า เป็นวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ หัวใจของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์คืออะไร ประโยคแรกของแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ก็ขึ้นต้นว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด คือประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้น ระบบทุนนิยมเป็นคนที่ผลิตหลุมฝังศพให้กับทุนนิยม หรือพูดได้ว่า ระบบทุนนิยมผลิตคอมมิวนิสต์ขึ้นมาในฐานะที่เป็นผู้ขุดหลุมฝังศพของตนเอง และที่สำคัญคือ ระบบทุนนิยมเป็นสิ่งที่สร้างพลังของการปฏิวัติที่อยู่ในตัวของระบบเอง สิ่งที่ขาดไปในงานของชิเชคคือไม่สนใจ 'เศรษฐศาสตร์การเมือง'

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำความเข้าใจระบบทุนนิยม คือโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของระบบทุนนิยมมันทำงานอย่างไร ความสัมพันธ์การผลิตในปัจจุบัน การศึกษางานของฝ่ายซ้ายอย่างไมเคิล ฮาร์ด (Michael Hardt) และอันโตนิโอ เนกรี (Antonio Negri) เดวิด ฮาวี่( David Harvey) ก็จะมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้

สิ่งที่สำคัญในงานของมาร์กซที่ต้องทำความเข้าใจคือ มาร์กซและเองเกลส์เสนอว่าเราจะต้องโค้นล้มทำลาย 'ระบบกรรมสิทธิ์เอกชน' ดังนั้นไอเดียของคอมมิวนิสต์ คำว่า 'คอมมิวนิสต์' จึงแปลว่า กรรมาสิทธิส่วนรวม คอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่เป็นการพูดถึงโลกทั้งโลกด้วย ซึ่งหมายถึงตัวตนของเราด้วยในความหมายที่ตัวเราเองเป็นผู้ผลิต พร้อมๆ กันกับที่เราเป็นผู้บริโภค แต่ในโลกทุนนิยม เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งที่เราผลิต เราไม่ได้เป็นเจ้าของตัวตนของเราเอง เพราะว่าถูกครอบโดยความสัมพันธ์การผลิตของทุนนิยมซึ่งวางอยู่บนทรัพย์สินเอกชน

ดังนั้นไอเดียเรื่อง 'common property' (ทรัพย์สินร่วม) จึงเป็นหัวใจของการวิพากษ์วิจารณ์ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ทุนนิยม รวมถึงวิจารณ์พวกสังคมนิยม ซึ่งวางอยู่บนความคิดเรื่องกรรมาสิทธิสาธารณะของรัฐ และวิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยมซึ่งวางอยู่บนกรรมสิทธิ์เอกชน ประเด็นเหล่านี้จึงต้องขยายความมากขึ้นโดยเฉพาะการกลับมาศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง

ประชาธิปไตยไม่เพียงพอต่อการวิพากษ์วิจารณ์ตัวระบบทุนนิยม
เก่งกิจได้กล่าวสรุปว่า เวลาเราพูดถึงประชาธิปไตย งานของ อ.สรวิศ ก็ชี้ให้เห็นว่าเราพูดถึงประชาธิปไตยในฐานะความคิดสากลบางอย่างที่ทุกคนที่ว่าใครไม่เห็นด้วยกับประชาธิปไตยก็จะถูกเห็นเป็นตัวประหลาด ทั้งที่จริงๆ แล้ว ประชาธิปไตยที่อยู่ในความหมายแบบทุนนิยม มันเป็นประชาธิปไตยที่ปฏิเสธการมีทรัพย์สินคอมมอน การมีประชาธิปไตยไม่อนุญาตในเราพูดถึงระบอบกรรมสิทธิ์แบบอื่นที่ไม่ใช่ระบอบกรรมสิทธิ์แบบทุนนิยม ข้อเสนอของ อ.สรวิศ จึงมีความสำคัญที่ว่าประชาธิปไตยมันไม่เพียงพอต่อการวิพากษ์วิจารณ์ตัวระบบทุนนิยมเอง เพราะไม่ได้แตะตัว 'private property' (ทรัย์สินเอกชน) ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญของมาร์ก

เนื่องจากงานของ ชิเชค ไม่ใช่งานเศรษฐศาสตร์การเมือง ดังนั้นจึงไม่อธิบายทุนนิยมในฐานะที่เป็นระบบเศรษฐกิจ ข้อสรุปของชิเชคที่น่าสนใจ และ อ.สรวิศใช้ในบทสุดท้ายคือ พลังที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือตัวแทน (agent) ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่ชนชั้นกรรมาชีพแบบมาร์ก แต่ความที่จะเป็นพลังที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นพลังที่อยู่ในสลัม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องตั้งคำถามว่า มันเป็นจริงอย่างนั้นไหม การเสนอแบบนี้โดยที่ไม่ได้อยู่บนฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือการวิเคราะห์การทำงานของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน  มันทำให้ถูกตั้งคำถามจำนวนมาก โดยเฉพาะงานหลังๆ ของชิเชคที่ไม่มีข้อเสนอว่า เราจะล้มระบบทุนนิยมได้อย่างไร นอกจาการเปิดโปงลิเบอรัลว่า ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจต้องใช้งานของฝ่ายซ้ายอื่นๆ มาช่วยในการวิเคราะห์มากขึ้น อย่างงานของไมเคิล ฮาร์ด และอันโตนิโอ เนกรี ที่เสนอว่า 'multitude' (พลังสร้างสรรค์ของมหาชน) นี่ล่ะจะเป็นพลังที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

วีดีโอคลิปเก่งกิจ กิติเรียงลาภแนะนำหนังสือ :

ชญานิน เตียงพิทยากร

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การวิจารณ์ภาพยนตร์
ชญานิน เริ่มต้นการแนะนำหนังสือด้วยการกล่าวถึงหนังสือว่า มันทำให้เราคิดได้เยอะและรอบด้าน รวมทั้งรวบรวมทฤษฏีข้อเสนอ ดีเบตต่างๆ ซึ่งอาจไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากหรือแพร่หลายมาก นอกจากในวงวิชาการ เราจะได้รู้จากสิ่งที่ผู้เขียนสรุปมาให้เห็นว่า ชิเชคเสนออะไร ชิเชคดีเบตอะไร ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี และสรุปให้เราเข้าใจง่ายเป็นลำดับขั้นตอน ทำให้ผู้อ่านเห็นว่า มีการคุยอะไรกันมาบ้าง เสนออะไรกันมาบ้าง กำลังโจมตี ล้มหรือยกอะไรขึ้นมา เป็นข้อเสนอหลักเป็นจุดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลก พลิกกลับค่านิยมบางอยู่ที่เราอยู่กับมันมาโดยตลอด

หนังสือนอกจากจะถามกับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราแล้ว ยังถามกลับไปยังตัวหนังสือเองด้วย อย่างในบทที่เขียนถึงเรื่อง Capitalism: A Love Story ที่พูดถึงไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) ที่ทำตัวเสมือนกับว่า เขากำลังทำสารคดีที่กำลังต่อต้านทุนนิยมโค่นล้มทุนนิยม แต่จริงๆมันผิด เพราะว่าสิ่งที่เขาต้องการกลายเป็นจะค้ำจุนทุนนิยม ในทางเดียวกัน เราสามารถมองชิเชคและบรรดานักทฤษฎีฝ่ายซ้ายอื่นๆในสถานะเดียวกับไมเคิล มัวร์ ได้หรือเปล่า เป็นคนที่ตั้งคำถาม เป็นคนที่พยายามที่จะบอกว่าทุนนิยมเลวร้าย เป็นปีศาจหรือมีข้อที่จำต้องทำให้ทุนนิยมล่มสลาย แต่ในทางหนึ่งแล้ว การดำรงอยู่ของเหล่าบรรดานักทฤษฎีเหล่านี้มันไปส่งเสริมทุนนิยมอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญที่หนังสือเล่มนี้วางเอาไว้

ชญานิน ยังมองอีกว่า อีกทางหนึ่งหนังสือเล่มนี้ให้ภาพที่ชัดเจนและค่อนข้างรอบด้านเกี่ยวกับทฤษฏีทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่นอกจากวงวิชาการสำหรับตนเองแล้ว เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงค่อนข้างบาง แต่อย่างในบทที่ อ.สรวิศ เขียนถึงโอซาม่า ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสตรีนิยมได้ชัดเจนครอบคลุม และทำให้เห็นว่า 2 อย่างที่ในความรับรู้ของคนทั่วไปดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็ถูกชี้ให้เห็นว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไรในงานชิ้นนี้

"หนังสือเล่มนี้ถ้าดูตามแบบแผนอย่างเคร่งคัดจะไม่ใช่การวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่จะพูดถึงข้อดีข้อด้อยและสิ่งอื่นๆ แต่ใจปัจจุบัน การวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างเดียวมันเป็นเรื่อล้าสมัย แต่ยังคงมีคนทำอยู่" ชญานิน กล่าว และเขาอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าการวิจารณ์ภาพยนตร์มันจำเป็นต้องอยู่บนคุณค่าอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ทำ คือการเปิดมุมมองต่อภาพยนตร์ ซึ่งโดยมากการวิจารณ์ภาพยนตร์ก็เอาสังคมการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ในการที่จะเอาการเมืองและสังคมมาจับกับภาพยนตร์อย่างซีเรียสจะไม่ค่อยปรากฏในการวิจารณ์ภาพยนตร์ในปกติในสังคมไทย เพราะสิ่งที่ขาดในวงวิจารณ์ภาพยนตร์คือ เราไม่มีความลึกมากเท่าที่ควร การพูดถึงอุดมการณ์ที่ฝังอยู่ในภาพยนตร์อย่างซีเรียสไม่ค่อยปรากฏ แต่หนังสือเล่มนี้เอาทฤษฎีการเมืองของฝ่ายซ้ายมาจับได้อย่างลุ่มลึก และทำให้เราเห็นว่าภาพยนตร์ในฐานะสื่อกลางมันสามารถนำเราไปสู่อะไรได้บ้าง

วีดีโอคลิปชญานิน เตียงพิทยากร แนะนำหนังสือ

 

วีดีโอคลิปช่วงถาม-ตอบ

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เลือกตั้งสหรัฐ 2012: เริ่มเปิดลงคะแนนแล้ว-รัฐที่เสียงก้ำกึ่งเป็นจุดชี้ขาด

Posted: 06 Nov 2012 06:43 AM PST

เริ่มลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยหลายฝ่ายจับตามองไปที่รัฐชี้ขาดผลเลือกตั้งซึ่งเสียงสนับสนุนโอบาม่า และมิตย์ รอมนีย์ ยังคงก้ำกึ่ง อย่างเช่น ผู้อาศัยในรัฐโอไฮโอต่างรู้สึกแปลกใจว่าทำไมพวกเขาถึงมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงมากเช่นนี้

วันนี้ (6 พ.ย.) ซึ่งเป็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา จะออกไปเลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะไปเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกทีหนึ่ง โดยเป็นการชิงชัยกันระหว่างผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรคเดโมแครต บารัก โอบามา และผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน มิตต์ รอมนีย์นั้น

อัลจาซีร่า รายงานว่า เมื่อเวลา 06.10 น. ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ภาพการลงคะแนนด้วยระบบทัชสกรีนจากเครื่องอิเล็กโทรนิคโดยมีป้ายคำเตือนผู้มาใช้สิทธิถึงเรื่องที่เครื่องนี้ไวต่อการสัมผัส

ต่อมาเวลา 06.57 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ เทเลกราฟ รายงานว่า ตลาดหุ้นผู้เหมือนจะปรับตัวตามสภาพแบบที่โอบาม่าเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ซึ่งผลสำรวจโพลล์ในรัฐที่คะแนนเสียงก้ำกึ่งกันอย่าง โอไฮโอและวิสคอนซิน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เปิดเผยว่าโอบาม่ามีคะแนนนิยมนำรอมนีย์อยู่เล็กน้อย

อัลจาซีร่า รายงานว่า ในเวลา 09.00 น. มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งปธน.พรรคริพับริกัน และแอนภรรยาของเขา ได้ไปลงคะแนนที่สถานีเลือกตั้งของเมืองเบลมอนท์ รัฐแมสซาชูเสทท์ รอมนีย์บอกว่าเขาจะติดตามผลอยู่ที่รัฐบอสตัน

เวลา 09.01 น. เทเลกราฟ ของอังกฤษรายงานว่าผู้สมัครชิงตำแหน่ง นักการเมือง และนักสำรวจโพลล์ ให้ความสำคัญกับรัฐโอไฮโอมาก ในแง่กุญแจสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ผู้อาศัยในรัฐรู้สึกแปลกใจมากว่าทำไมพวกเขาถึงมีอำนาจการเปลี่ยนแปลงมากเช่นนี้

สำหรับรัฐโอไฮโอยังคงมีเสียงก้ำกึ่ง และหากผู้สมัครประธานาธิบดีคนใดมีคะแนนชนะการเลือกตั้งก็จะได้เสียงจากคณะผู้เลือกตั้งไปยกรัฐ 18 เสียง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ลาเวียคัมเปซินา : ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาโลก

Posted: 06 Nov 2012 06:11 AM PST

ลาเวียคัมเปซินา (La Via Campesina) คือองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวกันของขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาชาวไร่รายย่อยจากทั่วโลก ที่เรียกร้องความเป็นธรรม ปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของตน รวมถึงปกป้องภารกิจการผลิตอาหารเลี้ยงดูประชากรโลกของตนทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ท่ามกลางสภาพทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่บั่นทอนศักยภาพและคุกคามต่อคนเล็กคนน้อยเหล่านี้

สมาชิกของลาเวียคัมเปซินามีทั้งชาวนา ชาวไร่ ชาวประมงพื้นบ้าน พราน คนเก็บหาของป่า คนเลี้ยงสัตว์ คนเผ่าเร่ร่อน คนเผ่าพื้นเมือง แรงงานภาคเกษตรไร้ที่ดิน ช่างหัตถกรรมเพื่อผลิตเครื่องมือทางการเกษตร และอื่นๆ ที่การทำมาหากินขึ้นอยู่กับธรรมชาติ มีความสัมพันธ์โดยตรง และสอดคล้องกับธรรมชาติ

ลาเวียคัมเปซินาก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536 แต่จุดกำเนิดขององค์กรเกิดขึ้นกว่า 10 ปีก่อนหน้านั้น ในช่วงนั้นองค์กรที่ร่วมก่อตั้งลาเวียคัมเปซินาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันทั้งในระหว่างภูมิภาคและระดับโลก ทำให้เกิดการรวมกลุ่มขององค์กรชาวนาในยุโรป อเมริกาใต้ อเมริกากลาง ภูมิภาคแคริบเบียน แคนาดา และสหรัฐอเมริกา จนในที่สุดก็เป็นขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาระดับโลกที่รวมองค์กรจากแอฟริกาและเอเชีย

กล่าวได้ว่า ลาเวียคัมเปซินา คือองค์กรของชาวนาชาวไร่กว่า 200 ล้านคนทั่วโลก จากสมาชิก150 องค์กรใน70 ประเทศ ทั้งโลกฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน นั่นคือการปฏิเสธตัวแบบการพัฒนาชนบทแบบเสรีนิยมใหม่ การปฏิเสธการกีดกันชาวนาออกไปจากนโยบายด้านเกษตร การยืดหยัดอย่างมั่นคงที่จะไม่ยอมให้ชาวนาชาวไร่รายย่อยสูญสิ้นไป ความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาชาวไร่รายย่อย และการสร้างอิสรภาพให้กับระบบอาหาร แทนที่จะให้อาหารตกอยู่ภายใต้การยึดครองของบรรษัท บรรษัทข้ามชาติ และตลาดต่างประเทศ  ลาเวียคัมเปซินาดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยใช้ยุทธศาสตร์การสร้างความสมานฉันท์ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย

ภารกิจปกป้องชาวนาชาวไร่รายย่อยของลาเวียคัมเปซินา
ลาเวียคัมเปซินาทำงานในท้องทุ่งร่วมกับสมาชิกในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในประเด็นที่คุกคามต่อสมาชิกในระดับท้องถิ่น เช่น ต่อต้านการแพร่กระจายของเมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรม ต่อต้านการสร้างสนามกอล์ฟ ต่อต้านการปลูกยูคาลิปตัสแปลงใหญ่ และรณรงค์ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายในการเกษตร เป็นต้น รวมทั้งทำการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการเกษตรนิเวศของชาวนาชาวไร่รายย่อยในระดับนานาชาติ

นับตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งมีการลงนามในข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) รอบอุรุกวัย เป็นต้นมา ไม่ว่าสถาบันระหว่างประเทศเช่น ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ จะจัดประชุมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ

อาหารและการเกษตรในที่ใด ที่นั้นก็จะมีสมาชิกของลาเวียคัมเปซินาชุมนุมกันเพื่อปฏิเสธการประชุมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในท้องถนนในกรุงเจนีวา ปารีส ซีแอตเติล วอชิงตัน ควีเบค โรม บังกาลอร์ ปอร์โตอัลเลเกร แคนคูน ฮ่องกง เป็นต้น พร้อมกันนั้นก็นำเสนอแนวคิดที่ท้าทายตัวแบบเสรีนิยมใหม่อย่างซึ่งหน้า เช่น เรื่องอธิปไตยทางอาหาร สิทธิชาวนาชาวไร่ เกษตรนิเวศโดยชาวนาชาวไร่ เป็นต้น

นอกจากนี้จากการที่ชาวนาชาวไร่รายย่อยเป็นกลุ่มประชากรโลกที่มีความเปราะบางต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ลาเวียคัมเปซินาจึงเห็นว่า จะต้องมีกฎระเบียบสากลเพื่อปกป้องสิทธิของชาวนา จึงได้เสนอร่าง กฎบัตรสากลว่าด้วยสิทธิชาวนาชาวไร่ (The International Convention on the Rights of Peasants (ICRP)) กฎบัตรนี้จะรวมถึงสิทธิด้านที่ดินและอาณาเขต สิทธิด้านเมล็ดพันธุ์ สิทธิด้านความรู้การเกษตรดั้งเดิม สิทธิด้านการปกป้องคุณค่าด้านการเกษตร สิทธิด้านวิถีการผลิต สิทธิด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการรณรงค์ต่อองค์การสหประชาชาติ

ลาเวียคัมเปซินา : ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาโลก
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ ที่ผ่านมาโลกได้เผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับอาหารมาโดยตลอด ทั้งความหิวโหยที่สร้างความทุกข์ให้กับประชากรมากถึง 925 ล้านคนในโลก ภาวะทุพโภชนาการ การขาดแคลนอาหาร รวมถึงโรคภัยอื่นๆที่เกิดจากระบบอาหาร ความพยายามแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาหารมีอยู่หลายแนวทาง แนวทางที่ได้รับความสนใจและการสนับสนุนเป็นอย่างมาก จากบรรษัทด้านการเกษตรที่ยึดตัวแบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่และรัฐ ก็คือแนวทางการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นพัฒนาวิธีการผลิต พัฒนาปัจจัยการผลิต และเมล็ดพันธุ์ เป็นการปลูกพืชผลเชิงเดี่ยวในแปลงขนาดใหญ่ แต่แนวทางนี้เพียงแต่สร้างภาพลวงตาว่า นี่คือคำตอบต่อปัญหาเท่านั้น

ธุรกิจเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมล้มเหลวในการเลี้ยงดูโลก
หากภารกิจสำคัญคือการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากรในปริมาณที่เพียงพอ ดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตแล้ว บรรษัทด้านเกษตรที่ทำการเกษตรแบบอุตสาหกรรมก็ประสบความล้มเหลวในภารกิจนี้อย่างสิ้นเชิง ภารกิจพื้นฐานของบรรษัทเหล่านี้คือการหากำไร ดังนั้นอาหารที่ตนผลิตขึ้นจะไหลเวียนผ่านพื้นที่ที่มีความยากจนและความหิวโหยไปสู่พื้นที่ที่มีความมั่งคั่งและเหลือเฟือ ทำให้ประชากรส่วนมากของโลกเข้าถึงอาหารได้ยาก

การผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมอาศัยกระบวนการแปรรูปอาหารอย่างหนัก ไม่ว่าจะเพื่อยืดอายุสินค้ากว่าจะถึงมือผู้บริโภคในที่ห่างไกล หรือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าก็ตาม อาหารถูกแปรรูปให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน นั่นคืออาหารจากโรงงานที่ส่วนมากแล้วประกอบด้วยไขมันผ่านกรรมวิธี น้ำตาล แป้ง สารเคมีตกค้างที่อาจก่อมะเร็ง เป็นต้น ดังนั้นอาหารที่มีจำหน่ายแก่ประชาชนจึงมีราคาแพงอย่างไม่จำเป็นและส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ไม่เพียงล้มเหลวในปัจจุบันเท่านั้น การเกษตรแบบอุตสาหกรรมที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวยังจะสร้างความหายนะต่อการเกษตรเพื่อปลูกพืชอาหารในอนาคตอีกด้วย การเกษตรเชิงเดี่ยวใช้เครื่องจักรกลหนัก ใช้การชลประทานมากเกินไป ใช้สารเคมีเป็นพิษมากเกินไป และมีการดัดแปลงพันธุกรรม ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของดิน แหล่งน้ำ และทรัพยากรอื่นๆ รวมถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

บรรษัทด้านเกษตรทั้งในชาติและข้ามชาติ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อรัฐให้ผ่อนคลายกฎระเบียบหรือเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีด้านการเกษตรอย่างไม่ลดละ เพื่อให้ตนได้เข้าไปใช้ประโยชน์จากผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ได้ทั่วโลก บรรษัทเหล่านี้ไม่มีความผูกพันกับผืนดิน จึงสามารถสูบเอาความอุดมสมบูรณ์ออกมาให้ได้มากที่สุดอย่างรีบด่วนที่สุด เพื่อที่จะทำกำไรอย่างรวดเร็วที่สุด เมื่อความอุดมสมบูรณ์หมดไป ก็รีบออกจากพื้นที่นั้นไปหาพื้นที่ใหม่ และทิ้งความหายนะไว้เบื้องหลัง อันจะทำให้ความสามารถของผืนดินที่จะปลูกพืชอาหารเพื่อคนรุ่นหลังหมดสิ้นไป

การขนส่งอาหารทางไกล และการใช้พลังงานในการผลิตพืชผลทางการเกษตรและแปรรูปอาหาร เป็นตัวการสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 30-40% ในโลก อันเป็นสาเหตุของวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลลบต่อการผลิตอาหารเป็นลูกโซ่ต่อไป

ยิ่งกว่านั้น นอกจากตนเองยังล้มเหลวในภารกิจเลี้ยงดูประชากรโลกแล้ว บรรษัทด้านเกษตรเหล่านี้ยังสร้างความทุกข์ยากให้กับชาวนาชาวไร่รายย่อยซึ่งเป็นผู้ป้อนอาหารแก่โลกตัวจริง เช่น การแย่งชิงที่ดินและทรัพยากรเพื่อการเกษตร การกว้านซื้อที่ดิน การกดราคาสินค้าเกษตรในขณะที่ขายปัจจัยการผลิตในราคาแพง ฯลฯ

ชาวนาชาวไร่รายย่อยคือผู้เลี้ยงดูโลกตัวจริง
มีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า ที่จริงแล้วอาหารส่วนใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรโลกอยู่นั้น มาจากการผลิตของชาวนาชาวไร่รายย่อยตรงกันข้ามกับภาพลวงตาที่มากับโฆษณาชวนเชื่อของเกษตรอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง แม้ชาวนาชาวไร่รายย่อยทั่วโลกจำนวนราว 1,500 ล้านคน (ซึ่งรวมคนเผ่าพื้นเมืองอย่างน้อย 370 ล้านคน) จะถือครองที่ดินการเกษตรไม่ถึงครึ่งของที่ดินทั้งหมด แต่การศึกษาขององค์กร ETC พบว่า พวกเขาสามารถผลิตอาหารให้แก่โลกได้อย่างน้อย 70% ของอาหารโดยรวมโดยที่ 50% ของอาหารมาจากชาวนาชาวไร่ที่ทำการเกษตรในชนบท 12.5% มาจากการล่าสัตว์และเก็บของป่า และอีก 7.5% มาจากการทำการเกษตรในเขตเมือง (http://www.etcgroup.org /en/node/4921)

ในทางกลับกัน ธุรกิจเกษตรถือเอาการค้าการส่งออกเป็นอาชีพหลัก และมีแนวโน้มที่จะผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงสัตว์ ผลิตเอธานอลเพื่อเลี้ยงรถยนต์ หรือปลูกพืชผลเกษตรอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารโดยตรง

ด้วยเหตุที่การเกษตรของชาวนาชาวไร่รายย่อยอาศัยธรรมชาติโดยตรง พวกเขาจึงสั่งสมความรู้ด้านการเพาะปลูกที่ไม่รบกวนธรรมชาติ และการบำรุงรักษาผืนดินและธรรมชาติแวดล้อม แม้จะใช้สิ่งนำเข้าที่เป็นสินค้าของธุรกิจเกษตรน้อยหรือไม่ใช้เลย แต่การเกษตรนิเวศโดยชาวนาชาวไร่โดยประยุกต์ความรู้พื้นบ้านและวิธีการผลิตที่หลากหลายแบบดั้งเดิมนั้น มีศักยภาพล้นเหลือในการผลิตอาหารทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอีกทั้งการผลิตอาหารเพื่อตลาดในท้องถิ่นก่อน ยังทำให้ผู้คนเข้าถึงอาหารได้ง่ายกว่า

ลาเวียคัมเปซินา : ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาเพื่อเลี้ยงดูโลก
ชาวนาชาวไร่รายย่อยทั่วโลกล้วนเผชิญปัญหารากเหง้าอย่างเดียวกัน นั่นคือการรุกคืบของธุรกิจการเกษตรที่ร่วมมือกับอำนาจรัฐ เพื่อดำเนินนโยบายการเกษตรเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรม และเบียดขับชาวนาชาวไร่รายย่อยออกไป ซึ่งแสดงออกเป็นอาการของปัญหามากมาย เช่น การสูญเสียที่ดินจากการแย่งชิง การกว้านซื้อที่ดิน และการถูกบังคับให้ละทิ้งถิ่นฐานและอาณาเขต การใช้กำลังทหารหรือกองกำลังติดอาวุธละเมิดสิทธิของชาวนาในพื้นที่พิพาทด้านทรัพยากร การใช้ความรุนแรงและการดำเนินคดีอาญาต่อชาวนาชาวไร่รายย่อยที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนของตน การทำให้ชาวนาชาวไร่รายย่อยสูญเสียการเข้าถึงตลาด และสูญเสียการควบคุมด้านราคา การแปรรูป และการตลาดของอาหาร

การทำให้ชาวนาชาวไร่สูญเสียอิสรภาพและต้องไปเป็นลูกจ้างภาคการเกษตร การสูญเสียความรู้ดั้งเดิมในการทำการทำนาทำไร่ และอื่นๆ อีกมาก ปัญหาดังกล่าวนี้ ยิ่งสร้างความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีกในกลุ่มชาวนาชาวไร่รายย่อยที่เป็นชนกลุ่มน้อย ชนเผ่าพื้นเมือง เยาวชน ผู้หญิงและผู้สูงอายุ

บารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ในฐานะผู้ประสานงานของลาเวียคัมเปซินา ในประเทศไทย กล่าวว่า เราจะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรล้างผลาญโดยธุรกิจเกษตรมาเป็นเกษตรยั่งยืนโดยชาวนาชาวไร่รายย่อยได้อย่างไร การเปลี่ยนผ่านนี้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนในประเด็นสำคัญระดับโครงสร้างของประเทศ เช่น การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร การทำให้การตลาดของอาหารกลับคืนสู่ท้องถิ่น การปกป้องตลาดในประเทศ การปฏิเสธการค้าเสรีและการเก็งกำไรด้านอาหาร รวมทั้งการเปลี่ยนกระบวนทัศน์และพฤติกรรม เช่น เคารพภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนพื้นเมือง ปฏิเสธอาหารจากบรรษัท สนับสนุนตลาดที่เชื่อมโยงชาวนากับผู้บริโภคทางตรง และสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้  

การประชุมนานาชาติ ครั้งที่ 1 ว่าด้วยเกษตรนิเวศ โดย ลาเวียคัมเปซินา
ลาเวียคัมเปซินา จะจัดประชุมขึ้นในประเทศไทยครั้งแรก ระหว่างวันที่ 6-12 พฤศจิกายน 2555 ที่มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศ จังหวัดสุรินทร์ และกรุงเทพฯ  โดยสมัชชาคนจนซึ่งเป็นสมาชิกของลาเวียคัมเปซินาในประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ การประชุมช่วง 6-11 พฤศจิกายน เป็นการทบทวนสถานการณ์และแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาค และร่างแผนปฏิบัติการรวมระดับนานาชาติ

วันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นเวทีวิชาการสาธารณะ จัดที่ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นโอกาสดีที่ชาวนาไทย และสังคมไทยโดยรวม จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำชาวนาจาก 9 ภูมิภาคทั่วโลก กว่า 70 คน และนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ในประเด็นการเกษตรยั่งยืน และประเด็นสำคัญต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับชาวนา อาหาร และการเกษตร ซึ่งยังคงเป็นประเด็นหลักในสังคมไทยที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รอบโลกแรงงานตุลาคม 2555

Posted: 06 Nov 2012 03:54 AM PST

พบแรงงานยุโรป 7 ประเทศหยุดงานเหตุโรคซึมเศร้า


3 ต.ค. 55 - สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานว่ามีคนงาน 1 ใน 10 หยุดงานเนื่องจากสาเหตุโรคซึมเศร้า โดยสำรวจจากคนงาน 7,000 คน จาก 7 ประเทศในยุโรปโดยสมาคมโรคซึมเศร้ายุโรป หรือ อีดีเอ ได้ทำการสำรวจในประเทศอังกฤษ, เยอรมัน, อิตาลี, เดนมาร์ค, ตุรกี, สเปน และ ฝรั่งเศส ผลสำรวจระบุว่าคนงานในประเทศอังกฤษ, เดนมาร์ก และเยอรมัน มีการหยุดงานด้วยสาเหตุเรื่องโรคซึมเศร้ามากที่สุดผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 7,000 คน เปิดเผยว่า ร้อยละ 20 ของผู้ทำการสำรวจเคยผ่านการตรวจพบโรคซึมเศร้ามาก่อนในช่วงหนึ่งของชีวิต


ประเทศที่มีผู้ตรวจพบโรคซึมเศร้ามากที่สุดคือ อังกฤษ อยู่ที่ร้อยละ 26 ขณะที่ อิตาลี มีการตรวจพบน้อยที่สุดคือ ร้อยละ 12 ในกลุ่มผู้เป็นโรคซึมเศร้า มีการสำรวจต่ออีกพบว่า คนกลุ่มนี้มีโอกาสหยุดงานมากที่สุดในเยอรมัน ร้อยละ 61, เดนมาร์ก ร้อยละ 60, อังกฤษ ร้อยละ 58  ขณะที่ ตุรกี มีโอกาสหยุดงานน้อยที่สุด ร้อยละ 25 ก่อนหน้านี้เคยมีการวิจัยที่ประเมินว่าโรคซึมเศร้าได้สร้างความสูญเสีย 9.2 หมื่นล้านยูโร หรือราว 3.6 ล้านล้านบาท ในปี 2010 ทั่งยุโรป จากการสูญเสียผลผลิตเพราะมีการหยุดงาน หรือ จากประสิทธิภาพการทำงานที่น้อยลง เป็นสาเหตุหลักๆ ให้เกิดการสูญเสียรายได้ในประเทศที่ได้รับการสำรวจ 1 ใน 4 ของผู้เป็นโรคซึมเศร้าบอกว่าพวกเขาไม่บอกเรื่องนี้ให้นายจ้างรับรู้ หนึ่งในสามของพวกเขาบอกว่าพวกเขากังวลเรื่องความเสี่ยงในการทำงาน โดยผู้จัดการจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนกลุ่มสำรวจ 792 คนบอกว่าพวกเขาไม่มีการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบแก่ลูกจ้างที่ประสบภาวะโรคซึมเศร้า

ชาวอินโดนีเซียกว่า 2 ล้านคนประท้วงขอขึ้นค่าแรง


3 ต.ค. 55 -  สหภาพแรงงานของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า จะมีคนงานของโรงงานต่าง ๆ มากกว่า 2 ล้านคนนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ เป็นเวลา 1 วัน เพื่อเรียกร้องขอขึ้นค่าแรง และต่อต้านสัญญาการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า มีแรงงานหลายแสนคน ของบริษัทมากกว่า 700แห่ง จากนิคมอุตสาหกรรม 80 แห่ง เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงตามถนนหลายสายหลาย ในวันพุธนี้


นายยอริส ราเวไย ประธานของสหภาพสหพันธ์แรงงานอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า พวกแรงงานที่เข้าร่วมการประท้วง ต้องการให้รัฐบาลทบทวนกฎหมาย ที่ยอมให้บรรดาบริษัทต่าง ๆ ทำสัญญาว่าจ้างแรงงานชั่วคราวแค่ 1 ปี โดยไม่มีสิทธิประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ที่นอกเหนือจากค่าแรง ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยเมื่อเดือนมกราคมว่า สัญญาการจ้างงานดังกล่าวไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และยังละเมิดสิทธิแรงงานอีกด้วย


มีคนงานประมาณ 23,000 คน ได้วางแผนเข้าร่วมการประท้วงในกรุงจาการ์ต้า ในช่วงบ่ายวันนี้ และคาดว่าจะมีตำรวจ 15,000 นาย เข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยของผู้เข้าร่วมการชุมนุม

สิงคโปร์ขาดแรงงาน-จ้างนักโทษ


5 ต.ค. 55 - ทางการสิงคโปร์แถลงว่า บริษัทต่างๆในสิงคโปร์ต่างหันมาจ้างอดีตนักโทษเข้าทำงานกันมากขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขณะที่มีข้อจำกัดในการจ้างแรงงานต่างชาติ


นายเฮง ชี เฮา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า บริษัทต่างๆกว่า 3,100 แห่งกำลังร่วมมือกับหน่วยงานฟื้นฟูเพื่อจ้างอดีตนักโทษ โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้วที่มีบริษัท 2,872 แห่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว หนังสือพิมพ์เดอะ สเตรทส์ไทม์ส รายงานว่า แต่ละปีสิงคโปร์มีนักโทษราว 10,000 คนที่ได้รับการปล่อยตัว และหน่วยงานฟื้นฟูได้ฝึกทักษะการทำงานใหม่ๆให้แก่นักโทษราว 5,000 คนจากจำนวนดังกล่าว


นายเฮงกล่าวว่า อดีตนักโทษนับเป็นแหล่งแรงงานที่สำคัญของสิงคโปร์ในขณะที่ประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคบริการหลังจากมีการออกข้อจำกัดในการจ้างแรงงานต่างชาติ เนื่องจากมีการร้องเรียนจากพลเมืองเรื่องความแออัดและการสูญเสียตำแหน่งงานให้แก่คนที่ไม่ใช่พลเมืองสิงคโปร์

ซ้ำรอย! คนงานฟ็อกซ์คอนน์ผลิตไอโฟน 5 ประท้วงอีก บริษัทฯ ออกโรงปฏิเสธ


6 ต.ค. 55 - กลุ่มจับตาแรงงานจีนในนครนิวยอร์ก รายงาน (6 ต.ค.) คนงานราว 3,000 - 4,000 คน ร่วมหยุดงานประท้วง หลังจากที่ทางโรงงานฯ ยกระดับคุณภาพของผลิตผล และเรียกร้องให้คนงานทำงานในช่วงวันหยุด "สัปดาห์ทอง" (30 ก.ย. - 7 ต.ค.)


หลี่ เฉียง ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาแรงงานจีน กล่าวในแถลงการณ์ว่า "การหยุดงานประท้วงนี้ เป็นผลมาจากคนงานเหล่านี้มีแรงกดดันที่มาเหลือเกิน ตามข้อมูลจากคนงาน สายการผลิตไอโฟน 5 ในโรงงานหลายแห่ง ต้องหยุดการผลิตทั้งวันเช่นกัน (5 ต.ค.)"


ในแถลงการณ์ยังกล่าวอีกว่า "ฟ็อกซ์คอนน์เรียกร้องให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน แต่มิได้ให้ข้อมูลหรือจัดการฝึกใดๆ เลย รวมทั้ง ผู้ตรวจสอบควบคุมคุณภาพเกิดความขัดแย้งกับคนงาน และถูกคนงานทำร้ายร่างกายหลายครั้ง การจัดการของโรงงานกลับไม่มีการพูดถึงความขัดแย้งนี้ และไม่มีการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม"


บริษัทแอปเปิลมักถูกโจมตีเกี่ยวกับสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ภายในโรงงานผู้ผลิตสินค้าให้ ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทฯ จัดทำข้อมูลล่าสุดแก่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและแรงงาน โดยอ้างว่าโรงงานผู้ผลิตสินค้ายินยอมเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ต่อข้อเรียกร้องที่ให้ลดชั่วโมงทำงาน และควบคุมดูแลให้ดีขึ้น และจากเหตุประท้วงครั้งนี้ ทำให้หุ้นของแอปเปิลร่วงลงมา 2 เปอร์เซ็นต์ในการซื้อขายช่วงบ่ายเมื่อวานนี้


กระทั่งช่วงบ่ายวันนี้ ฟ็อกซ์คอนน์ออกโรงปฏิเสธเรื่องราวทั้งหมด โดยอ้างว่าโรงงานฯ ในเจิ้งโจวไม่ได้เกิดเหตุการณ์หยุดงานหรือหยุดการผลิต จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มเล็กๆ สองครั้งเท่านั้น


นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังส่งอีเมล์ฉบับหนึ่งแจ้งว่า "รายงานข่าวใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการหยุดงาน ล้วนไม่เป็นความจริง โรงงานฯ ในเจิ้งโจวและแห่งอื่นๆ ไม่มีการหยุดงาน ยังคงดำเนินการตามปกติ

บ.แพลทินัมแอฟลิกาใต้ไล่คนงาน 1.2 หมื่นคน เซ่นประท้วงขึ้นค่าแรง


สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่า บริษัท 'แองโกล อเมริกัน แพลทินัม' ผู้ผลิตแพลทินัมรายใหญ่ที่สุดของโลก ในแอฟริกาใต้ ไล่คนงานจำนวน 12,000 คน ที่ก่อเหตุประท้วงหยุดงานเพื่อขอขึ้นค่าแรง ออกจากบริษัทแล้ว หลังจากการประท้วงนานกว่า 3 สัปดาห์ ทำให้บริษัทเสียหายหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ


ตลอดช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนงานเหมืองของบริษัท แองโกล อเมริกัน แพลทินัม ในเมืองรุสเตนเบิร์ก ของแอฟริกาใต้ กว่า 28,000 คน ก่อเหตุประท้วงหยุดงานเพื่อขอขึ้นค่าแรง สร้างความเสียหายมากกว่า 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 322.9 ล้านบาท) ทำให้บริษัทตัดสินใจไล่คนงาน 12,000 คนที่เชื่อว่าเป็นตัวตั้งตัวตีในการประท้วงออกจากบริษัท


อย่างไรก็ดี นี่มิใช่ครั้งแรกที่เกิดการประท้วงทำนองนี้ โดยเมื่อวันที่ 16 ส.ค. คนงานเหมืองแพลทินัมแห่งหนึ่งในแอฟริกาใต้ ก่อเหตุประท้วงเพื่อขอขึ้นค่าแรงเป็นสามเท่า และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมีคนงานเสียชีวิต 34 คน ตำรวจเสียชีวิตอีก 10 อีกด้านหนึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทเหมืองทองที่ใหญ่ลำดับ 4 ของโลก 'โกลด์ฟิลด์' เพิ่งไล่คนงานออก 5,000 คน เนื่องจากเป็นผู้นำการประท้วงของกลุ่มคนงาน


ทั้งนี้ นักสถิติระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีคนงานเหมืองกว่า 75,000 ชีวิต ที่ก่อเหตุประท้วงขอขึ้นค่าแรงจากบริษัทผู้ทำเหมืองทอง หรือแพลทินัม ซึ่งส่วนใหญ่ลักลอบทำเหมืองโดยไม่มีใบอนุญาต และการปลดคนงานออกจำนวนมากอย่างนี้ จะส่งผลต่อทั้ง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของแอฟริกา ที่ปัจจุบันมีคนอัตราว่างงานสูงถึงร้อยละ 25 และภาพลักษณ์ของรัฐบาลประธานาธิบดีจาคอบ ซูมาด้วย


ว่างงาน "สหรัฐ" ดิ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี


7 ต.ค. 55 - กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยอัตราว่างงานของประเทศในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า อยู่ที่ระดับ 7.8% ลดลงจากระดับ 8.1% ในเดือนก่อน และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ปี 2552 หรือตั้งแต่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ


ตัวเลขว่างงานดังกล่าวนับว่า ต่ำกว่าคาดการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดแรงงาน


"มีการจ้างงานในภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 31 ติดต่อกันแล้ว" อลัน ครูเกอร์ ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาว กล่าว


ขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาขึ้นปราศรัยระหว่างการหาเสียงที่รัฐเวอร์จิเนีย ว่า ตัวเลขว่างงานล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังมีงานทำ


อย่างไรก็ตาม ด้าน มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ และตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกโรงโจมตีโอบามาว่า ตัวเลขว่างงานที่ลดลงไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง


"สาเหตุที่ตัวเลขว่างงานลดก็เพราะคนเริ่มถอดใจเลิกหางานนั่นเอง หากคำนวณคนเหล่านี้เข้าไปด้วยอัตราว่างงานของประเทศก็จะอยู่ที่ระดับ 11%" รอมนีย์ กล่าวระหว่างหาเสียงในรัฐเดียวกัน


ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์ ซึ่งชี้ว่าในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 1.14 แสนตำแหน่งเท่านั้น ขณะที่ระยะเวลาที่คนว่างงานไม่มีงานทำเพิ่มขึ้นเป็น 39.8 สัปดาห์


ดีน เบเคอร์ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและนโยบายในสหรัฐแสดงความเห็นว่า อัตราการจ้างงานในตลาดแรงงานยังคงเชื่องช้าเกินไป เมื่อเทียบกับการขยายตัวของจำนวนแรงงาน


"หากการจ้างงานยังคงโตช้าเช่นนี้ คาดว่าอาจใช้เวลานานถึง 10 ปี กว่าจะเข้าสู่ภาวะการจ้างงานอย่างเต็มที่" เบเคอร์ ระบุ
ทั้งนี้ ภายหลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดังกล่าว ราคาน้ำมันที่ตลาดนิวยอร์กปรับตัวลง โดยสัญญาน้ำมันดิบไลต์สวีตส่งมอบเดือน พ.ย. ดิ่ง 1.83 เหรียญสหรัฐ ปิดที่ 89.88 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ


วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์เยอรมนีรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้จากเดิมที่ระดับ 3.5% เหลือ 3.3% และในปีหน้าจาก 3.9% ลดเหลือ 3.6% พร้อมเรียกร้องให้ยุโรปและสหรัฐดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น


ทั้งนี้ สื่อเมืองเบียร์เผยว่า ไอเอ็มเอฟเตรียมเปิดเผยรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า

ILO เผย 4 ปีคนตกงานเพิ่ม 30 ล้าน


13 ต.ค. 55 - องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ระบุว่า อัตราการว่างงานทั่วโลกในปัจจุบันยังสูงกว่าระดับเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินในปี 2551 ถึง 30 ล้านคน ขณะที่ยังมีหญิงชายทั่วโลกอีกถึงเกือบ 40 ล้านคน ที่เลิกคิดจะหางานทำแล้ว ซึ่งนับเป็นความกังวลล่าสุดในขณะที่หลายฝ่ายกำลังถกเถียงกันว่า มาตรการรัดเข็มขัดโดยเฉพาะในยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการจ้างงานมากกว่าที่คาดไว้


กาย ไรเดอร์ ผู้อำนวยการไอแอลโอ ระบุว่า ในจำนวนคนว่างงานทั่วโลกกว่า 200 ล้านคนนั้น เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่อายุต่ำกว่า 25 ปี มากถึงราว 1 ใน 3 ในขณะที่แต่ละปีนั้น ตลาดแรงงานทั่วโลกจะมีจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นราว 40 ล้านคนต่อปี
ทว่าสำหรับกลุ่มคนที่มีงานทำถึง 900 ล้านคน กลับไม่สามารถหาเงินให้พอเพียงที่จะยกระดับชีวิตตัวเองและครอบครัวให้พ้นจากเส้นความยากจนที่วันละ 2 เหรียญสหรัฐ (ราว 60 บาท)


"ผลเสียจากมาตรการรัดเข็มขัดได้ส่งผลกระทบมากกว่าที่เราเคยคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ และขณะนี้ก็มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทบทวนกรอบเวลาของสมดุลงบประมาณ รวมถึงการวางกรอบเวลาให้ยาวขึ้นในการแก้ไขความเสียหายจากวิกฤตการณ์การเงินก่อนหน้านี้" ไรเดอร์ กล่าว


ถ้อยแถลงของผู้อำนวยการ ไอแอลโอ ในเวทีการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้สอดคล้องกับ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ซึ่งกล่าวในวันเดียวกันว่า มาตรการรัดเข็มขัดไม่อาจเป็นทางออกเดียวในการแก้วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ เนื่องจากประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระและผลกระทบ โดยเฉพาะการว่างงาน ซึ่งนับเป็นการย้ำทิศทางเดิมที่เรียกร้องให้ยุโรปยอมผ่อนคลายกรอบเวลามาตรการรัดเข็มขัด


อย่างไรก็ตาม วูล์ฟกัง โชเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ได้ยืนยันว่าการจะแก้วิกฤตการณ์หนี้ยุโรปนั้น ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดลดหนี้ลงเท่านั้น โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศยูโรโซน 17 ประเทศ ซึ่งมีระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูง


โชเบิล กล่าวด้วยว่า แรงต่อต้านที่เกิดขึ้น อาทิ การต่อต้านแผนปฏิรูปแรงงานในตลาดแรงงานนั้น เป็นเรื่องปกติของโลกประชาธิปไตยที่จะเกิดการโต้เถียงและแสดงความเห็นก่อนที่จะนำไปสู่การหาทางออกร่วมกัน


ประเด็นถกเถียงเรื่องมาตรการรัดเข็มขัดลดรายจ่าย เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะในยุโรปนั้น ยังมีขึ้นในขณะที่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาแห่งยุโรป เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า อัตราการว่างงานในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วพุ่งสูงถึง 7.9% หรืออยู่ที่ 47.8 ล้านคน ในขณะที่ตัวเลขการว่างงานล่าสุดในกรีซได้พุ่งสูงสุดทุบสถิติใหม่ถึง 25%

ยูบีเอสจ่อปลดพนักงานหมื่นคน


14 ต.ค. 55 - หนังสือพิมพ์ทาเกส อันไซเกอร์  รายงานว่า ยูบีเอส ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ อาจปลดพนักงาน 10,000 คนในอนาคตอันใกล้นี้ โดยอาจประกาศพร้อมกับการนำเสนอรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันที่ 30 ตุลาคม
พนักงานส่วนใหญ่ที่ถูกปลดคาดว่าจะอยู่ในแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการจ้างงานทั้งหมด 8,200 คน โดย 3,200 คนอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์


ทั้งนี้ ยูบีเอส มีพนักงานทั้งหมด 63,520 คนทั่วโลก นับถึงสิ้นเดือนมิถุนายน รวมถึงพนักงาน 22,500 คนในสวิตเซอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม ยูบีเอส ยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวดังกล่าว

โปรตุเกสประท้วงต้านแผนงบประมาณจี้รบ.ลาออก


16 ต.ค. 55 - สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานว่า นายวิคเตอร์ กาสปาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของโปรตุเกส ได้มีการแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนงบประมาณรายจ่าย ในปี 2013 ต่อสภา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นจาก 9.8% ในปี 2012 เป็น 13.2% ในปีหน้า เพื่อทำให้ประเทศมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น หลังจากต้องกู้เงินมาจากสหภาพยุโรป สูงถึง 78 พันล้านยูโร ในปีนี้ และเชื่อว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้รัฐบาลมีเงินเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจได้พร้อมกันนี้ ในแผนงบประมาณดังกล่าว ยังได้มีการประกาศลดค่าใช้จ่าย 2.7 พันล้านยูโร ในปีหน้า รวมถึงจะมีการปลดพนักงานของรัฐ กว่า 600,000 คน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และมั่นใจว่า งบประมาณดังกล่าว จะช่วยให้ โปรตุเกส เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณได้ 4.5% ในปี 2013 ซึ่งจะทำให้การขาดดุลต่ำกว่าเป้าหมายที่สหภาพยุโรปตั้งไว้ แม้ว่า อัตราการว่างงาน สูงกว่า 15% และคาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 16.4% ในปีหน้าก็ตามขณะที่ นายอันโตนิโอ เซกูโร ผู้นำพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในสภา  กล่าวว่า ร่างงบประมาณดังกล่าว เปรียบเหมือนระเบิดปรมณูทางการคลัง ซึ่งจะทำให้ประเทศเกิดความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นทั้งนี้ ระหว่างที่มีการเปิดเผยรายละเอียดงบประมาณ ปี 2013 ได้มีประชาชน กว่า 2 พันคน ได้รวมตัวประท้วงแผนดังกล่าวที่หน้าสภา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล ลาออก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพราะก่อนหน้านี้มีการปะทะกับกลุ่มม็อบมาแล้วหลายครั้ง   

นักเรียนสเปนร่วมเดินขบวนทั่วประเทศ ต้านแผนหั่นงบประมาณการศึกษา


18 ต.ค. 55 -นักเรียนมัธยมและนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายพันคน ร่วมเดินขบวนตามเมืองต่างๆ หลายสิบแห่งทั่วสเปนในวันพุธ (17) เพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลที่ตัดลดการใช้จ่ายด้านการศึกษา ที่รัฐบาลมีเป้าหมายลดการขาดดุลสาธารณะ
"เอาเงินจากพวกธนาคารนั่นแหละมาให้โรงเรียนของรัฐ" ผู้ประท้วงต่างพากันตะโกนขณะที่เดินผ่านท้องถนนสายต่างๆ ในกรุงมาดริด อ้างถึงเงินจำนวนแสนล้านยูโรที่รัฐบาลอัดฉีดช่วยเหลือธนาคารต่างๆ ที่กำลังร่อแร่ แต่อีกด้านหนึ่งกลับดำเนินการตัดลดการใช้จ่ายต่างๆทางสังคม


ในบาร์เซโลนา เมืองใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสเปน ตำรวจเปิดเผยว่ามีนักเรียนราว 3,000 คน เดินขบวนไปตามท้องถนนหลายสาย นอกจากนี้ยังพบเห็นการประท้วงที่มีผู้เข้าร่วมหลายพันคนทั้งในบาเลนเซียและเมืองอื่นๆ


การเดินขบวนเป็นส่วนหนึ่งของแผนประท้วง 3 วันของเหล่านักเรียนนักศึกษา ซึ่งจะมีไปจนถึงวันพฤหัสบดี (18) ขณะที่มีรายงานว่าการชุมนุมในกรุงมาดริดนั้น มีเหล่าผู้ปกครองและพวกครูบาอาจารย์เข้าร่วมด้วย "โรงเรียนของฉัน มีครูถูกปลดไปแล้ว 7 คนในปีนี้ หลังจากปีที่แล้วโดนไปทั้งหมด 16 คน" ซารา ดิอาซ นักเรียนมัธยมรายหนึ่งเผยระหว่างร่วมชุมนุมในเมืองหลวง


ด้านลีโอนอร์ อันเดรส วัย 50 ปี ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมในมาดริด พร้อมกับลูกสาววัย 14 ปี บอกว่าแผนตัดลดงบประมาณด้านการศึกษาส่งผลประทบต่อขนาดชั้นเรียนและบีบให้สถาบันการศึกษาต่างๆต้องยกเลิกกิจกรรมทั้งหลายแหล่
นอกจากนี้แล้ว ผู้ประท้วงบางส่วนยังคร่ำครวญว่าแผนลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ยังนำมาซึ่งค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้นในระดับมหาวิทยาลัย "ค่าเทอมพุ่งพรวด ปีที่แล้วฉันเสียค่าเทอมแค่ 700 ยูโร (28,000 บาท) แต่ปีนี้ขึ้นไปเป็น 1,300 ยูโร (52,000 บาท)" ลอรา รุยส์ นักศึกษาสื่อสารมวลชนวัย 21 ปีกล่าว


ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการสเปนระบุว่างบประมาณด้านการศึกษาในปีนี้ถูกปรับลดจากปี 2011 กว่า 1,000 ล้านยูโร และตามสถาบันการศึกษารัฐบาล ระหว่างปีการศึกษา 2011-12 มีการจ้างงานครูลดลงเกือบ 3,000 ตำแหน่ง

แรงงานส​เปน ​เล็งจัดประท้วงมาตร​การรัด​เข็มขัด14 พ.ย.นี้


18 ต.ค.55 - โฆษกสหภาพ​แรงงานส​เปนระบุว่า สหภาพ​แรงงานที่​ใหญ่ที่สุด​ในส​เปน 2 ​แห่ง ​เตรียมร่วมกันจัดชุมนุมประท้วงมาตร​การรัด​เข็มขัดของรัฐบาลส​เปน รวม​ถึงมาตร​การตัดลดงบประมาณรายจ่าย ​และ​การขึ้นภาษี ​ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้
ผู้นำสหภาพ​แรงงานซีซี​โอ​โอ ​และยูจีที​เตรียมจัดประชุมร่วมกัน​ในวันนี้(19 ต.ค.) ​เพื่อตัดสิน​ใจขั้นสุดท้ายว่าจะจัดชุมนุมประท้วงดังกล่าว​หรือ​ไม่ ​เธอกล่าวว่า​เป็น​ไป​ได้อย่างมากที่​การประชุม​ในวันนี้จะตัดสิน​ใจ​ให้จัด​การชุมนุมประท้วงครั้ง​ใหญ่​ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ​ซึ่งจะ​เป็น​การชุมนุมประท้วงครั้ง​ใหญ่ครั้งที่ 2 ​ในรอบน้อยกว่า 1 ปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ ส​เปน​ได้จัดชุมนุมประท้วงครั้ง​ใหญ่ครั้ง​แรก​ในปีนี้​ไป​เมื่อวันที่ 29 มีนาคม จนส่งผลกระทบต่อ​การสัญจร​โดยรถยนต์​และทางอากาศของชาวส​เปน อีก​ทั้งยัง​ทำ​ให้​โรง​เรียนทั่วประ​เทศส​เปนต้องยุติ​การ​เรียน​การสอน รวม​ทั้งต้องปิด​โรงงานทั่วส​เปนด้วย

ชาวกรีซผละงานประท้วงปะทะตำรวจ


18 ต.ค.55 - การประท้วงของชาวกรีซซึ่งมีขึ้นในกรุงเอเธนส์เมื่อตอนเย็นวานนี้ ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ โดยมีผู้ออกมาชุมนุมราว 40,000 คน เพราะความไม่พอใจที่รัฐบาลกรีซยอมทำตามคำบงการของบรรดาเจ้าหนี้จนประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อประหยัดงบประมาณซึ่งล่าสุดรัฐสภากรีซได้อนุมัติให้มีการลดงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐบาลลงอีก 11,500 ล้านยูโร ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องตัดค่าใช่จ่ายลงในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะค่าจ้างและเงินบำนาญบำนาญต่างๆ ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างทั้งภาครัฐและเอกชน


สำหรับการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับตำรวจปราบจลาจลในกรุงเอเธนส์เมื่อวานนี้ค่อนข้างรุนแรงโดยกลุ่มผู้ประท้วงมีระเบิดเพลิง,ขวดน้ำและก้อนหินเป็นอาวุธ ส่วนเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและพริกป่นในการเข้าสลายการชุมนุม โดยผู้ประท้วงซึ่งเป็๋นชายชราอายุ 65 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย และมีผู้ประท้วงบาดเจ็บอีก 3 ราย ตำรวจจับผู้ประท้วงที่ก่อเหตุรุนแรงได้ประมาณ 50 คน


การประท้วงของชาวกรีซเมื่อวานนี้ มีขึ้นในวันเดียวกับที่คนงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้พากันผละงานประท้วงทั่วประเทศเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของรัฐบาลถูกปิด รวมทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล ยกเว้นแผนกฉุกเฉิน ขณะที่ถนนหนทางและสำนักงานต่างๆ ในกรุงเอเธนส์ว่างเปล่า

หมอเปรูประท้วงใหญ่ ผู้บริหาร รพ.ลาออกเกือบทั้งประเทศ


21 ต.ค. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ว่า จากการเปิดเผยของสหพันธ์การแพทย์ของประเทศเปรู ระบุว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการสนับสนุนกลุ่มแพทย์ ที่ประท้วงขอขึ้นค่าแรง เนื่องจากไม่มีการปรับขึ้นค่าแรงมานาน ไม่สอดรับกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศ ที่กำลังขยายตัวขึ้น


นายซีซาร์ ปาโลมิโน ประธานสหพันธ์การแพทย์เปรูเปิดเผยว่า หากนับเฉพาะในเมืองหลวง กรุงลิมา มีผู้บริหารโรงพยาบาลลาออกแล้วกว่า 300 คน ขณะที่การประท้วงหยุดงานของแพทย์ไม่น้อยกว่า 11,000 คนทั่วประเทศ ดำเนินติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 แล้ว โดยเขากล่าวโทษว่า เหตุที่รัฐบาลไม่ยอมขึ้นค่าแรงให้แพทย์ เป็นเพราะนโยบาลทางเศรษฐกิจแบบอนุรักษ์นิยมของ นายลุยส์ มิเกล กาสติญ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง


ส่วนนายเฆซุส โบนิญ่า หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของสหพันธ์ฯ ระบุว่า เศรษฐกิจของเปรูกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่งบประมาณที่จ่ายให้กับภาคสาธารณะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลับลดลงอย่างมาก พวกแพทย์ไม่ได้รับการเพิ่มเงินเดือนเลยแม้แต่น้อย ทำให้อำนาจการซื้อของพวกเขาลดลง 30-40 เปอร์เซ็นต์ทีเดียง


ด้าน นางมิโดริ เด ฮาบิค รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ออกมาขู่ว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลคนได้ที่ประกาศลาออกเพราะเรื่องนี้ แต่รับโทษฐานก่ออาชญากรรม ขณะที่นายกาซติญ่าเคยออกมากล่าวเมื่อเดือนก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่การประท้วงเพิ่มเริ่มขึ้นว่า การพิจารณาขึ้นเงินเดือน ขึ้นอยู่กับคุณภาพการปฏิบัติงาน และเรียกร้องให้แพทย์กลับไปทำงานอ้างว่า ผู้ที่ต้องรับเคราะห์จากเรื่องนี้ก็คือประชาชนที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย

อังกฤษ-ประท้วงนโยบายรัดเข็มขัด


21 ต.ค. 55 - ชาวอังกฤษหลายหมื่นคนรวมตัวประท้วงนโยบายรัดเข็มขัดครั้งใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น และพยายามโจมตีบริษัทต่างชาติหลายแห่งบนถนนออกซ์ฟอร์ด ย่านช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงในกรุงลอนดอน


ร้านค้าของบริษัทต่างชาติหลายแห่งบนถนนออกซ์ฟอร์ด ตกเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มผู้ประท้วง เนื่องจากผู้ประท้วงอ้างว่าร้านค้าเหล่านี้หลีกเลี่ยงการเสียภาษี การประท้วงเริ่มขึ้นที่ถนนรีเจนท์ จากนั้นก็มุ่งสู่ถนนออกซ์ฟอร์ด ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระงับเหตุ และได้ทำการจับกุมผู้ประท้วงรายหนึ่ง ที่พยายามบุกเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้า Primark (ไพร์-หมาก) ขณะที่ร้านค้าอีกหลายแห่งต้องเร่งปิดร้านให้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงภายในร้าน นอกจากนี้ยังเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจและกลุ่มผู้ประท้วงที่ ร้าน McDonald และ Boots อีกด้วย ทั้งนี้ ตำรวจสามารถยุติเหตุประท้วงที่จตุรัสทราฟัลการ์ไราว 16.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 22.00 น.ตามเวลาในไทย


นอกจากนี้ยังเกิดการประท้วงมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหม่ตามเมืองใหญ่ๆในอังกฤษ เช่น ที่เมืองกลาสโกว์ และ ที่กรุงเบลฟาสท์ เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ

"ซิงก้า" ออกมาตรการรัดเข็มขัด พร้อมปลดพนักงาน 5%


24 ต.ค. 55 - ซีอีโอซิงก้าออกมายืนยันว่าบริษัทจะใช้มาตรการรัดเข็มขัด พร้อมเลย์ออฟพนักงานออก 5 เปอร์เซนต์ พ่วงปิดสตูดิโอบอสตัน และจะลามไปปิดสตูดิโอญี่ปุ่นและอังกฤษด้วย


"มาร์ค พินคัส" ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง "ซิงก้า"(Zynga) เจ้าของเกมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คชื่อดังหลายตัว ออกมายืนยันว่าจะมีการเลย์ออฟปลดพนักงานเกิดขึ้น โดยพนักงานจำนวน 5 เปอร์เซนต์ของพนักงานทั้งหมดในสังกัดของซิงก้าจะถูกเลย์ออฟออก การลดพนักงานข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างองค์กรภายในให้เกิดความคล่องตัว เพื่อดำเนินธุรกิจได้ดีขึ้นในอนาคต


เอกสารบันทึกภายในที่พินคัส ส่งให้สต๊าฟระบุว่าซิงก้าจะปิดสตูดิโอบอสตัน และมีแผนที่จะปิดสตูดิโอในญี่ปุ่นและอังกฤษเพิ่มเติมด้วย นอกจากนั้นหยุดให้บริการเกมเก่า 13 เกมและจะให้ความสำคัญน้อยลงกับการลงทุนเกมในซีรีส์ The Ville
พินคัส ยืนยันอีกด้วยว่าทางซิงก้าอยู่ระหว่างลดจำนวนพนักงานที่สตูดิโอออสติน และลดจำนวนทีมพาร์ทเนอร์ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนที่ลดลงในส่วนนี้


เอกสารบันทึกจากพินคัส ระบุว่า "เรามีพนักงานผู้โชคร้ายประมาณ 5 เปอร์เซนต์ที่จะต้องออกไปจากซิงก้า การตัดสินใจครั้งนี้มันไม่ง่ายเลย เรารับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่จะต้องถูกเลย์ออฟออกไป ยังไงเราก็ต้องขอขอบคุณการสนับสนุนที่ผ่านมา และเราจะคิดถึงพวกเขา"


ซีอีโอของซิงก้า เปิดเผยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดต้นทุนของบริษัท โดยจะมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายในหลายส่วน อาทิ การเช่าโฮสข้อมูล , ค่าโฆษณา และ เงินที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการใช้ประสิทธิภาพของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด และทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสร้างเกมใหม่และโปรเจกต์ใหม่ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถทำกำไรได้ในอนาคต


สำนักงานใหญ่ของซิงก้าตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ในแคลิฟอร์เนีย นอกจากนั้นยังมีออฟฟิศสำนักงานที่ ออสติน ในเทกซัส และเคมบริดจ์ ในแมซซาชูเซตต์ เท่านั้นยังไม่พอยังมีสาขาอีกมากมายตามเมืองในอเมริกา อาทิ บัลติมอร์ , ชิคาโก , ดัลลัส , ยูจีน , ลอสแองเจลลิส , ลอส กาโตส , แมคคินนีย์ , นิวยอร์ก , ซานดิเอโก และ ซิแอทเทิล


นอกจากมีสำนักงานในอเมริกาแล้ว ซิงก้ายังมีสำนักงานในต่างประเทศอีกด้วย อาทิ บังกาลอร์ , ดับลิน , ปักกิ่ง , ฟาร์นัม , แฟรงค์เฟิร์ต , ลักเซมเบิร์ก , สิงคโปร์ , โตเกียว และโตรอนโต

ดูปองท์กำไรหด ปลดพนักงาน 1,500 คนทั่วโลก


24 ต.ค. 55 - บริษัทดูปองท์ได้ประกาศเมื่อวานนี้ว่า ทางบริษัทจะปลดคนงานออกจำนวน 1,500 คนหรือ 2 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งหมด 70,000 คน โดยจะครอบคลุมถึงคนงานในแผนกธุรกิจต่างๆ ของดูปองท์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก แต่ไม่ได้ระบุว่าคนงานในโซนไหนของโลกที่จะลอยแพมากที่สุด บอกแต่เพียงว่า บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลดคนงานครั้งนี้ 242 ล้านดอลลาร์


การปลดคนงานของดูปองท์มีสาเหตุมาจากยอดขายและผลกำไรของบริษัทที่ลดลงอย่างน่าใจหาย เนื่องจากพักหลังนี้สินค้าของดูปองท์ทั้งสีและแผงโซลาร์ขายไม่ค่อยออก โดยยอดขายช่วงไตรมาส 3 ของดูปองท์ลดลง 9 เปอร์เซ็นต์เหลือ 7.4 พันล้านดอลลาร์ จากที่คาดกันว่าจะขายได้ราว 8.15 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ผลกำไรสุทธิไตรมาส 3 ของดูปองท์ลดลงเป็น 10 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยทำกำไรสุทธิได้สูงถึง 452 ล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว


ยอดขายของผลิตภัณฑ์ดูปองท์ลดลงทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่เป็นยอดขายในเอเชียและยุโรป สวนหนึ่งเป็นเพราะราคาไททาเนียม ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตสี ได้ถีบตัวสูงขึ้น


ข่าวการปลดคนงานและรายได้สุทธิที่ลดลง ทำให้ราคาหุ้นของดูปองท์ซึ่งถ่วงค่าอยู่ในดัชนีอุตสาหหกรรมดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กลดลงกว่า 9 เปอร์เซ็นต์ในช่วงครึ่งแรกของการซื้อขายเมื่อคืนที่ผ่านมา

พรรคร่วมรบ.กรีซเริ่มแตกแยก ไม่เห็นด้วย ตัดลดค่าใช้จ่ายเพิ่มด้านแรงงาน ตามข้อเรียกร้อง "ทรอยกา"


25 ต.ค. 55 - แหล่งข่าวในกระทรวงการคลังกรีซเผย รัฐบาลเอเธนส์จะยังคงยึดมั่นในการเดินหน้ามาตรการพิเศษเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไป แม้จะยังไม่มีความแน่นอนว่า บรรดาเจ้าหนี้จะพึงพอใจและยินยอมให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบใหม่หรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีแรงต้านจากภายในรัฐบาลกรีซเองเกิดขึ้น ต่อข้อเรียกร้องเพิ่มเติมจากชาติเจ้าหนี้ให้ตัดลดการใช้จ่ายด้านแรงงาน


รายงานซึ่งอ้างแหล่งข่าวภายในกระทรวงการคลังของกรีซระบุว่า รัฐบาลเอเธนส์ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอันโตนิส ซามาราสได้ใช้ความพยายามอย่างหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อหาข้อสรุปต่อมาตรการรัดเข็มขัดมูลค่า 13,500 ล้านยูโร (ราว 538,363 ล้านบาท) และนำเสนอต่อคณะผู้แทนเจ้าหนี้ 3 ฝ่าย หรือ "ทรอยกา" ที่ประกอบด้วยสหภาพยุโรป (อียู) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)


แต่ถึงแม้มาตรการรัดเข็มขัดดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบในการหารือรอบล่าสุดกับทางทรอยกาแล้ว แต่ดูเหมือนทางกลุ่มเจ้าหนี้จะยังคงเรียกร้องให้กรีซเพิ่มการปฏิรูปด้านแรงงานเข้าไปอีก ซึ่งเป็นจุดยืนที่ก่อให้เกิดแรงต้านอย่างหนักจากภายใน 3 พรรคร่วมรัฐบาลของกรีซ


รายงานข่าวล่าสุดยืนยันว่าพรรคการเมืองสายกลางร่วมรัฐบาลอย่างพรรค "เดโมเครติก เลฟต์" หรือพรรค "ดิมาร์" ภายใต้การนำของนายโฟติส ฟานูริโอส คูเวลิส ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการตัดลดการใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่มเติมตามการร้องขอของเจ้าหนี้กลุ่มทรอยกา โดยให้เหตุผลว่า การตัดลดดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อภาคแรงงานของประเทศ และซ้ำเติมภาวะการจ้างงานของกรีซให้เลวร้ายลงกว่าเดิม ขณะที่ตัวเลขการว่างงานล่าสุดของกรีซพุ่งแตะระดับร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ


"เนื้อหาหลักของแพ็คเกจดังกล่าวได้ข้อยุติแล้ว เหลือเพียงประเด็นด้านแรงงานเท่านั้น และหากเราสามารถหาข้อสรุปในเรื่องนี้ได้ ก็จะเป็นการปลดล็อกเงินกู้ยืมรอบใหม่จำนวน 31,200 ล้านยูโรทันที" แหล่งข่าวเผย


ก่อนหน้านี้มีข่าวลือแพร่สะพัดเมื่อวันพุธ (24) ว่า ยานนิส สตูร์นาราส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของกรีซบรรลุข้อตกลงด้านแพ็คเกจช่วยเหลือครั้งใหม่มูลค่าหลายหมื่นล้านยูโรกับเหล่าเจ้าหนี้นานาชาติแล้วและยังได้รับอนุมัติขยายกรอบเวลาอีก 2 ปีจนถึงปี 2016 จากเดิมกำหนดเส้นตายไว้ในปี 2014 สำหรับลดขาดดุลงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมายที่ร้อยละ 3 ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่มีความจำเป็นสำหรับปลดล็อกเงินกู้ยืมรอบใหม่จากนานาชาติ


แต่ทว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียู ไอเอ็มเอฟ และอีซีบี ต่างทยอยกันออกมาปฏิเสธโดยพร้อมเพรียงในวันพฤหัสบดี (25) โดยทั้ง 3 องค์กรต่างยืนยันยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงใดๆกับทางรัฐบาลเอเธนส์ทั้งสิ้น

ฟอร์ด ประกาศปิดโรงงานในอังกฤษอีก 2 แห่ง พร้อมปลดพนักงานอีก 1,400 คน


26 ต.ค. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ว่า บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประกาศแผนปิดโรงงานผลิตรถตู้ในเมืองเซาแธมป์ตัน และโรงงานขึ้นรูปในเมืองดาเกนแฮม ประเทศอังกฤษ รวมถึงปลดพนักงานของทั้งสองโรงงานรวม 1,400 ตำแหน่งภายในปี 2013


การตัดสินใจของฟอร์ดในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากประกาศปิดโรงงานในเมืองเก็ง ของประเทศเบลเยียม ภายในปี 2014 ซึ่งจะทำให้มีผู้ตกงานถึง 4,300 ตำแหน่ง เพื่อลดค่าใช้จ่าย หลังประสบปัญหาขาดทุนในยุโรปอย่างหนัก ซึ่งฟอร์ดคาดว่า ในปีนี้จะขาดทุนอย่างน้อย 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ


การปิดบริษัททั้ง 3 และปลดพนักงานกว่า 6,200 คน จะเป็นการลดกำลังผลิตทั้งหมดในทวีปยุโรปลง 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ฟอร์ดได้ถึง 450,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี


ทั้งนี้ ฟอร์ดเปิดเผยว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ทำให้ปริมาณความต้องการรถยนต์ตกต่ำลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 2007 และยอดขายรถในยุโรปของฟอร์ด ก็ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี และคาดว่าในปี 2012 ฟอร์ดจะขาดทุนถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

พนักงานจี้แอร์ฟารนซ์ปรับโครงสร้าง


28 ต.ค. 55 - พนักงานสายการบินแอร์ฟรานซ์หลายร้อยคนปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในช่วงที่มีการชุมนุมประท้วงกันในสนามบินรอยซี่ - ชาร์ล เดอ โกลล์


การชุมนุมประท้วงดังกล่าวของพนักงาน เป็นการประท้วงแผนการปรับโครงสร้างของสายการบิน
ดาวิด ริกัต โฆษกสหภาพแรงงาน บอกว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความผิดพลาดทางด้านยุทธศาสตร์เกิดขึ้นภายในสายการบิน และตอนนี้ มันก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง การเสนอปรับโครงสารเป็นการกระทำของฝ่ายนายจ้าง ที่ฝ่ายพนักงานไม่สามารถรับกับเรื่องแบบนี้ได้อีก


ด้านซีอีโอ แอร์ฟรานซ์ อเล็กซองเดอร์ เดอ จูเนี๊ยค กล่าวว่า พนักงานร้อยละ 1 จากทั้งหมด 7 หมื่นคนของแอร์ฟรานซ์ สายการบินแห่งชาติฝรั่งเศส ตัดสินใจเดินหน้าการประท้วงต่อต้านแผนปรับลดพนักงานลงร้อยละ 10


การประท้วงที่มีขึ้นในช่วงที่โรงเรียนเริ่มต้นการปิดเทอมนาน 2 สัปดาห์ ทำให้เครื่องบินบางเที่ยวต้องดีเลย์ แต่ทางสายการบินบอกว่า ผลกระทบจากการประท้วงมีแค่เพียงเล็กน้อย


ขณะที่ทางสหภาพแรงงานบอกว่า จะมีพนักงานเข้าร่วมในการประท้วงอีก และพวกเขาจะประท้วงต่อในวันอาทิตย์นี้ด้วย

ส​เปนชุมนุมประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายปรับลดงบประมาณปี 2556


28 ต.ค. 55 - ชาวส​เปนหลายพันคนออกมาชุมนุมประท้วง​ในมาริด​เมื่อวานนี้ ​เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายปรับลดงบประมาณปี 2556 ​ซึ่งจะ​เข้าสู่ขั้นตอน​การออก​เสียงรับรอง​โดยรัฐสภาส​เปน​ในวันพุธนี้


ทั้งนี้ ​ผู้ประท้วง​ได้ตะ​โกนคำขวัญต่อต้านน​โยบายปรับลดงบประมาณ​และปรับ​เพิ่มภาษีพร้อมกับ​เรียกร้อง​ให้คณะรัฐมนตรี​ซึ่งนำ​โดยนายกรัฐมนตรีมา​เรีย​โน ราฮอย ลาอก


นอกจากนี้ กลุ่ม​ผู้ชุมนุมประท้วง​ซึ่งมีประมาณ 3 พันคนยังยืนหันหลัง​ให้กับอาคารรัฐสภา​เพื่อ​ไว้อาลัย​เป็น​เวลา 1 นาที
ก่อนหน้านี้ ตำรวจหลายร้อยนาย​ได้ชุมนุม​ในมาดริด​เพื่อประท้วงน​โยบายปรับลด​เงิน​เดือน​และสวัสดิ​การตำรวจ ​โดยระบุว่า ​เป็น​การยก​เลิก​โบนัส​ในช่วงคริสต์มาสของตำรวจ


​ในขณะ​เดียวกัน ​ผู้จัด​การประท้วงระบุว่า มีประชาชนอีกราว 50,000 คนออกมาร่วมประท้วง​ในบา​เซ​โลนา ขณะที่​เจ้าหน้าที่ระบุว่ามี​เพียง 5,000 คน สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ชาวอิตาลีหลายหมื่นคนชุมนุมประท้วงน​โยบายรัด​เข็มขัดรัฐบาล


28 ต.ค. 55 - ชาวอิตาลีหลายหมื่นคน​ได้ออกมาชุมนุมประท้วง​ในกรุง​โรม ​เมืองหลวงของอิตาลี ​เพื่อต่อต้านน​โยบายรัด​เข็มขัดของรัฐบาล​ซึ่งประกอบ​ไปด้วย​ผู้​เชี่ยวชาญด้าน​เทคนิคของนายกรัฐมนตรีมาริ​โอ มอนติ


การประท้วง​ซึ่ง​ใช้ชื่อว่า "No Monti Day" นำ​โดยสหภาพ​แรงงาน สมาคมนักศึกษา กลุ่ม​การ​เมือง ​และ​ผู้ว่างงาน มีจุดประสงค์​เพื่อต่อต้าน​การปรับขึ้นภาษี​และลดสวัสดิ​การสังคมของรัฐบาล


ผู้จัด​การชุมนุมระบุว่า ชาวอิตาลีประมาณ 150,000 รายทั่วประ​เทศ​ได้​เดินทางมาชุมนุม​ในกรุง​โรม​เพื่อ​เรียกร้อง​ให้มี​การสร้างตำ​แหน่งงาน​เพิ่ม ​เพิ่ม​การลงทุน​ในด้าน​การศึกษา​และสุขภาพ ตลอด​ทั้งลดสิทธิพิ​เศษของนัก​การ​เมืองลง


ผู้ชุมนุมหลายราย​ได้ชูป้ายข้อ​ความ "Away Monti" ​และ "Cuts, only cuts" ​โดยกล่าวหาว่า ​ความ​เคลื่อน​ไหวของรัฐบาล​ใน​การปรับลดอัตรา​เงินกู้ลง​ในช่วงหลาย​เดือนที่ผ่านมา​ได้สร้าง​ความ​เสียหาย​ให้กับสังคม ส่งผล​ให้ภาคครัว​เรือน​และธุรกิจ​ได้รับ​ความ​เสียหาย​ในระดับที่ยอมรับ​ไม่​ได้


​ทั้งนี้ ​ผู้ชุมนุมบางราย​ได้​เผาป้ายธนาคารหลาย​แห่ง ​ในขณะที่กลุ่มนักศึกษา​ซึ่ง​ได้ปิดกั้น​การจราจรบนถนนหลายสาย​ได้มี​การปะทะกับ​เจ้าหน้าที่ตำรวจ


นอกจากนี้ ชาวอิตาลียังออกมาประท้วงที่​เมืองริวา ​เดล ​การ์ดา ​ในภาค​เหนือของอิตาลี ​ซึ่งนายมอนติกล่าวสุนทรพจน์​เนื่อง​ในวันครอบครัวว่า หาก​ไม่​ใช้น​โยบายรัด​เข็มขัด ภาคครัว​เรือนอิตาลีอาจต้อง​แบกรับภาระหนี้สินมากกว่า​ในปัจจุบัน สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มาเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, ประชาไท, สำนักข่าวไทย, สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, โพสต์ทูเดย์, กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, เดลินิวส์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทุนนิยาม: เกร็ดการเลือกตั้งสหรัฐ 2012 "มุมมองจากแรงงาน"

Posted: 05 Nov 2012 10:24 PM PST

สำหรับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสหภาพแรงงานในสหรัฐฯ นั้นพบว่าจำนวนสมาชิกสหภาพฯลดลงเรื่อยๆ ปี 1983 สัดส่วนสมาชิกสหภาพฯ 20.1% ของแรงงานทั้งประเทศ ปี 2011 มีสมาชิกสหภาพฯ 11.8%

และจำนวนสมาชิกสหภาพฯ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐ ยังคงสูงอยู่คือ 37% ในปี 2011 แต่ในปัจจุบันกำลังถูกกดดันจากนโยบายปรับลดรายจ่ายของภาครัฐ ในปี 2011 มีสมาชิกสหภาพฯ ทั้งประเทศ 11.8% ในบริษัทเอกชนมีสมาชิกสหภาพฯ เพียง 6.9 % เท่านั้น

ทั้งนี้บรรษัทมีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐมาก ซึ่งไม่เอื้อประโยชน์ต่อสหภาพฯและคนงานที่พวกเขาเป็นตัวแทน

ในปี 2010 ศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินสำคัญกรณีระหว่างองค์กรเอ็นจีโอชื่อ Citizen's United (ซึ่งเป็นเอ็นจีโอสายอนุรักษ์นิยม) กับคณะกรรมการการเลือกตั้งสหรัฐ (Federal Election Commission) โดยสุดท้ายผลการตัดสินสรุปได้ว่า อนุญาตให้บรรษัทให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง ผู้ลงสมัครรับการเลือกตั้งได้โดยไม่จำกัด (จากที่เคยจำกัดไว้ในกฎหมาย)

ประมาณการว่าจะมีการใช้เงินสนับสนุนดังกล่าวในการเลือกตั้งครั้งนี้ราว 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเงินส่วนใหญ่จะเอื้อประโยชน์ต่อพรรครีพับบลิกันที่ต่อต้านสหภาพแรงงานอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในปีนี้ พรรครีพับลิกันมีนโยบายในการออกกฎหมายที่ชื่อว่า "Right-to-Work" หรือสิทธิในการทำงาน ซึ่งถือเป็นนโยบายต่อต้านสหภาพแรงงานในเรื่องต่างๆ และกฎหมายจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สหภาพเคยทำมา เช่น ในเรื่องการเก็บค่าสมาชิก โดยปกติ เมื่อสหภาพได้ทำข้อตกลงกับนายจ้างแล้ว จะเป็นระบบหักค่าสมาชิกสหภาพจากเงินเดือนของคนงานโดยอัตโนมัติแล้วส่งให้สหภาพเพื่อดำเนินกิจกรรม ซึ่งร่างกฎหมายนี้จะกำหนดข้อห้ามไว้ และระบุว่า ให้สหภาพเป็นตัวแทนของคนงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่สมาชิกไม่มีภาระผูกพันในการจ่ายค่าสมาชิก ซึ่งองค์กรสหภาพในสหรัฐเป็นปัญหาหากสหภาพต้องดำเนินการกิจกรรมให้แก่สมาชิก แต่อาจขาดงบประมาณจากค่าสมาชิกที่เพียงพอต่อการทำกิจกรรมของสหภาพแรงงาน นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการที่สหภาพในสหรัฐ มองว่าริดรอนสิทธิของคนงานในการรวมกลุ่มตั้งเป็นสมาชิกสหภาพในอีกหลายเรื่อง

ทั้งนี้ แต่ละรัฐจะมีสิทธิตัดสินใจว่าจะออกกฎหมายนี้หรือไม่ ปัจจุบัน 23 รัฐได้ออกกฎหมายนี้ไปแล้ว โดยอินเดียน่า เป็นรัฐแรก และอาจจะมีการกำหนดเป็นกฎหมายระดับชาติในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น ในมุมมองของสหภาพแรงงานในสหรัฐ พรรคริพับพลิกันเป็นพรรคที่ต่อต้านสหภาพแรงงาน และสนับสนุนบรรษัทขนาดใหญ่ ส่วนพรรคเดโมแครตมีท่าทีสนับสนุนสหภาพแรงงานมากกว่า เช่น การนัดหมายอำนวยความสะดวกให้องค์กรแรงงานมีการประชุมพบปะกับผู้พิพากษาศาลมลรัฐ ศาลสูง คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ระดับชาติ กระทรวงแรงงาน

สนับสนุนกฎหมายการเลือกอย่างเสรีของพนักงาน (ในการรวมกลุ่ม) หรือ free choice act ซึ่งทำให้คนงานตั้งสหภาพในสถานที่ทำงานได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ในสมัยรัฐบาลโอบาม่ามีนโยบายสนับสนุนคนงาน เช่น ให้สิทธิในการตั้งสหภาพขนาดเล็กได้ ให้การศึกษาแก่คนงานโดยรับรองสิทธิของสหภาพในการติดประกาศแจ้งข้อมูลข่าวสารภายในโรงงาน พยายามทำให้การเลือกตั้งตัวแทนสหภาพมีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งนายจ้างมักจะร้องเรียนเพื่อให้การเลือกตั้งสหภาพเป็นไปอย่างล่าช้า และยังมีนโยบายที่คนงานได้ผลประโยชน์ เช่น กฎหมายการจ่ายค่าจ้างที่เท่าเทียมกับแก่ผู้หญิง (Lilly Ledbetter Law – Equal Pay for Women) กฎหมายประกันสุขภาพราคาถูก (Affordable Health Care Act 2010)

กล่าวโดยสรุปคือ นโยบายที่แตกต่างกันในเรื่องของแรงงานของสองพรรคการเมืองนี้ สหภาพแรงงานถูกนับรวมอยู่ในนโยบายการหาเสียงของของพรรคเดโมแครตมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2008 ซึ่งกล่าวว่า จะตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของคนชั้นกลางอเมริกัน และเป็นที่ยอมรับกันดีว่า สหภาพแรงงานในสหรัฐต่อสู้มายาวนาน และช่วยสร้างให้เกิดชนชั้นกลางขึ้นมาจนเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ ทั้งจากการเรียกร้องเรื่องสภาพการจ้างงาน ความมั่นคงในการทำงาน สวัสดิการทางสังคม และวันหยุดต่างๆ ในขณะที่ การลดลงของจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานในสหรัฐเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นโยบายของพรรครีพับบลิกันที่ถูกมองว่าต่อต้านสหภาพแรงงาน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชนชั้นกลางอเมริกันมีส่วนแบ่งในทางเศรษฐกิจและทางสังคมน้อยลง

อนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ รายงานที่ส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งสหรัฐจนถึงเดือนกรกฎาคม 2012 เงินในมือที่พรรครีพับบลิกันมีไว้ใช้จ่ายคือ 238.4 ล้านเหรียญ ส่วนเดโมแครต 129.9 ล้านเหรียญสหรัฐ รีพับบลิกันได้เปรียบโดยมีเงินสดมากกว่า 108.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ข้อมูลบางส่วนจากการนำเสนอของ คุณ Tyler Brown สหภาพแรงงานสากลคนทำหม้อไอน้ำ (International Brotherhood of Boilermakers) ที่เกาหลีใต้ กันยายน 2012

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เวียงจัน: การประชุม ASEM ครั้งที่ 9 เริ่มแล้ว

Posted: 05 Nov 2012 09:21 PM PST

การประชุม ASEM หรือ Asia-Europe Meeting (ກອງປະຊຸມອາຊີ-ເອີລົບ) คือการประชุมร่วมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทวีปเอเชียและประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งริเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 ในการประชุม ASEM ครั้งที่ 1 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นการสร้างความร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ เป็นเวทีเปิดโอกาสให้ประเทศที่เป็นสมาชิกจับคู่หรือจับกลุ่มสร้างความสัมพันธ์ได้อย่างอิสระ โดยเน้นความเท่าเทียมระหว่างกันและกัน โดยการประชุมมีทั้งระดับผู้นำประเทศ ระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและต่างประเทศ ระดับเจ้าหน้าที่จนถึงระดับภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาสังคม โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกวาระ 2 ปี

ในปี 2012 นี้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEM ครั้งที่ 9 (ກອງປະຊຸມອາຊີ-ເອີລົບ ຄັ້ງທີ9)  ณ นครหลวงเวียงจัน ซึ่งทาง สปป. ลาว ก็ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการเร่งรัดพัฒนาประเทศและนครหลวงเวียงจันให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และทันสมัย เพื่อต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศต่างๆ ที่จะมาเข้าร่วมการประชุม หลังจากการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 ในปี 2009 ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศลาวอย่างใหญ่หลวงมาแล้ว

การเร่งพัฒนาปรับปรุงประกอบด้วย

-    การซ่อมแซมและปรับปรุงสนามบินนานาชาติวัดไต ทั้งขยายลานบิน ปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองและสร้างห้องรับรองแขกกิตติมศักดิ์เพิ่มเติม โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น
-    การซ่อมแซมปรับปรุงถนนหนทางในนครหลวงเวียงจัน ส่วนที่ยังเป็นถนนลูกรัง หรือมีหลุมบ่อ ให้สะอาดปราศจากฝุ่นละออง
-    การกวดขันระบบรักษาความปลอดภัย โดยสนธิกำลังตำรวจร่วมกับกำลังทหาร เพื่อตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยทั่วนครหลวงเวียงจัน
-    การโยกย้ายขอทานและคนจรจัดที่อยู่ในนครหลวงเวียงจัน ออกไปยังนิคมสร้างตนเองเพื่อจัดหาอาชีพและสถานที่อาศัยใหม่
-    การก่อสร้างเมืองใหม่ พร้อมปรับปรุงโรงแรมและศูนย์การประชุมนานาชาติ เพื่อการจัดการประชุม ASEP (Asia-Europe Parliament Meeting) และ ASEM ในบริเวณเมืองใหม่ดอนจัน อันเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ โดยกลุ่มทุนจากประเทศจีน โดยเขตเมืองใหม่ดอนจันนี้ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ของประเทศไทย หากมองข้ามแม่น้ำโขงไปจากฝั่งไทย จะเห็นเป็นเมืองใหม่ขนาดใหญ่ติดไฟสว่างไสวทุกค่ำคืน

การประชุม ASEM ครั้งนี้ รัฐบาลลาวได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยประกาศให้โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย หยุดการเรียนการสอน เพื่อลดปัญหาการจราจรและเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาเข้าเป็นอาสาสมัครในการช่วยเหลือการประชุม ตั้งแต่ระดับผู้ใช้แรงงาน ทำความสะอาด ตกแต่งสถานที่ จนถึงการเป็นผู้ช่วยเหลือคณะผู้แทนต่างชาติหรือ Liaison สำหรับนักศึกษาที่มีความสามารถทางด้านภาษาต่างประเทศขั้นดี

แม้ว่าการก่อสร้างและเตรียมตัวรับการประชุมดังกล่าวของทางการลาวจะสำเร็จลงอย่างฉิวเฉียว เช่น การรับมอบลานบินและห้องรับรองใหม่ของสนามบินวัดไต เพิ่งสำเร็จในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2012 ก่อนหน้าที่เหล่าผู้นำจากนานาชาติจะเดินทางมาถึงเพียงวันเดียว หรือศูนย์ประชุมแห่งชาติและผู้บ้านอาเซ็ม ที่การก่อสร้างค่อนข้างล่าช้าจนทางการลาวต้องไปเร่งรัดอย่างต่อเนื่องกว่าจะแล้วเสร็จทันเวลา แต่ทางการลาวก็พยายามต้อนรับเหล่าผู้แทนจากต่างประเทศอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ บริษัท ลาว โทรคม จำกัด ยังได้เปิดตัวระบบการสื่อสารไร้สาย 4G เพื่อให้กลุ่มผู้นำและผู้แทนต่างชาติได้ใช้งานซิมโทรศัพท์มือถือ 4G ในระหว่างการประชุม ก่อนที่จะขยายเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ให้ชาวนครหลวงเวียงจัน และชาวลาวทั่วประเทศในลำดับต่อไป โดยที่บริษัทโทรคมนาคมอื่นๆ ของลาว เช่น Beeline, Unitel และ ETL ก็ได้เตรียมเข้าแข่งขันเปิดให้บริการในระบบ 4G ด้วยเช่นกัน

การประชุม ASEM ครั้งที่ 9  มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือในภาวะวิกฤต ซึ่งการลงทุนจากประเทศยุโรปได้รับความเสียหายจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำและความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ อีกทั้งเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า กลุ่มประเทศอาเซียนจะใช้เวทีนี้เป็นตัวกลางให้กลุ่มประเทศยุโรปเป็นผู้เจรจาในปัญหาความขัดแย้งประเด็นหมู่เกาะสแปรตลีย์กับจีนหรือไม่ อย่างไร รวมถึงการปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีจีน เหวิน เจียเป่า ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจผู้นำสูงสุดจีน ก็เป็นที่น่าสนใจเช่นกัน

เกร็ดความรู้ของการประชุม ASEM ครั้งที่ 9

สัญลักษณ์การประชุม ASEM ครั้งที่ 9 (ກອງປະຊຸມສຸດຍອດອາຊີ-ເອີຣົບ ຫຼື ອາເຊັມ ຄັ້ງທີ 9),ณ กรุงเวียงจัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นรูปเส้นสายสีแดง เหลือง และน้ำเงิน ถักทอสานเป็นอักษร A และ E โดยมีดอกจำปา (ลั่นทม, ลีลาวดี) ผูกด้วยโบว์ริบบิ้นสีเขียว เขียนวลีคำขวัญว่า Friends for Peace, Partnership for Prosperity

เส้นสาย 9 เส้น เป็นเครื่องหมายแทนการตำหูกทอไหม อันเป็นประเพณีวัฒนธรรมอันยาวนานของลาวซึ่งมีนัยยะถึงการถักทอความร่วมมือระหว่างกัน ส่วนจำนวน 9 เส้น คือ เป็นการประชุมครั้งที่ 9 สีแดง คือทวีปเอเชีย สีน้ำเงิน คือทวีปยุโรป ส่วนสีเหลือง เป็นสี่ทั้งสองทวีปใช้ร่วมกันเพื่อแทนบรรดาประเทศสมาชิก ดอกจำปา คือดอกไม้ประจำชาติของลาวซึ่งมีกลิ่นหอม เป็นเครื่องหมายถึงความจริงใจและยินดีต้อนรับตัวแทนจากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม และโบว์สีเขียว หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในเมืองลาว และการรณรงค์ให้นานาประเทศรักษาต้นไม้และสภาพแวดล้อม ผูกรัดเส้นสายสามสีอันเป็นตัวแทนสองทวีป ด้วยคำขวัญ "ເພື່ອນມິດ ເພື່ອສັນຕິພາບ, ຄູ່ຮ່ວມມື ເພື່ອຄວາມສົມບູນພູນສຸກ" หรือ Friends for Peace, Partnership for Prosperity
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น