โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

Our Houses: ชีวอำนาจเคลื่อนไหวสถาบันเบ็ดเสร็จ

Posted: 13 Jan 2018 08:40 AM PST

"A House is made of woods and bricks but a home is made of love alone."

-คนแคระทั้งเจ็ด-

เออวิง กอฟฟ์มาน จัดให้เรือนจำทัณฑสถานเป็นสถาบันสังคมประเภท สถาบันแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบหนึ่งในห้าแบบ-แบบ(3)ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันชุมชนจากผู้ที่เป็นภัยคุกคามชุมชน โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของชุมชนมากกว่าตัวบุคคลที่ต้องเข้าไปอยู่ในสถาบัน- (เรียบเรียงจาก สายพิณ อ้างถึง Goffman. 1961. Asylums.) ในขณะที่สถาบันสังคมทั่วไปจะมี องค์ประกอบคือ วัตถุประสงค์ แบบอย่างพฤติกรรม และ สมาชิก แต่สถาบันเบ็ดเสร็จจะเพิ่มเติมข้อกำหนดวิถีปฏิบัติสมาชิกอย่างเข้มข้นละเอียดละออ มีลักษณะทางกายภาพที่สร้างสิ่งกีดขวางระหว่างคนนอกกับคนในที่เด่นชัดเป็นรูปธรรม และการเลื่อนชั้นหรือสถานะสมาชิกจากผู้ถูกกักกัน ควบคุมดูแล มาเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการอย่างเป็นทางการนั้นแทบไม่มีความเป็นไปได้เลย   

สำหรับประเทศไทยใช้คำว่า ทัณฑสถานกับผู้ต้องโทษเพศหญิงและผู้ต้องโทษจำแนกเฉพาะเช่น วัยหนุ่ม บำบัดกลาง และใช้คำว่า เรือนจำ สำหรับผู้ต้องโทษชายในนัยย์นักโทษแบบโดยทั่วไป  อย่างไรก็ดี "บ้าน"เป็นปรากฏการณ์ในเรือนจำทัณฑสถานที่น่าสนใจมากเกี่ยวโยงใยไม่เพียงแต่ความเป็นสถาบันทางสังคมเท่านั้น แต่ยังเห็นพัฒนการของการกลายเป็นสังคมที่อยู่ภายนอกได้ด้วย
 
ระหว่าง บ้านในบท "บ้าน-เพศ-กับข้าว: จินตนากรรมของการขัดขืน"อันเป็นบ้านที่ศึกษาในทัณฑสถานหญิงกลาง(2541-2542)จากวิทยานิพนธ์เรื่อง คุกกับคน:อำนาจและการต่อต้านขัดขืน ของ สายพิณ ศุพุทธมงคล(2543) กับ "บ้าน" ในแดนสอง รจพ.กท.(เมษ.-พค.-มิย.-กค.2560) น่าจะแตกต่างที่ขนาดวัตถุประสงค์จำนวนสมาชิกและดีกรีความอบอุ่น แต่ต่างมีส่วนสะท้อนภาพการต่อต้านขัดขืนในอำนาจเบ็ดเสร็จร่วมในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกัน  

บ้านในทัณฑสถานหญิงมีสมาชิก 2-5 คน จำลองลักษณะครอบครัวเดี่ยว แต่บ้านส่วนใหญ่ใน ด2รจพ.กท.มีจำนวนสมาชิกหลักสิบหลักร้อยโดยมีท้องที่ทำเลเป็นฐาน(ไม่ใช่ครอบครัว) เช่น บางนา บางเขน บางซื่อ ยกเว้นแต่บ้านเพศสภาพหนึ่งหลังแต่ก็มีสมาชิกสิบ++คน บ้านของฝั่งชายน่าจะเป็น บ้านดั้งเดิม-ระบบอุปถัมภ์ที่สะท้อนอำนาจแต่ละกลุ่มตระกูลในซีรี่ส์เกมส์ออฟโธรนหรือกลุ่มมาเฟียยากูซ่าในเมืองใหญ่มากกว่า   
ความอบอุ่นทางจิตใจที่สมาชิกปันกันตาม่บทบาทจากแบบจำลองจินตนากรรมครอบครัวของบ้านในทัณฑสถานหญิง จึงต่างจากความปลอดภัยของชีวิตที่ได้รับการคุ้มครองแลกกับหน้าที่ปฏิบัติและความจงรักภักดีในบ้านของฝั่งชาย 

ในบทการต่อต้านขัดขืน อ.สายพิณได้ยกข้อเสนอของฟูโกต์เป็นสมมุติฐานของ "อำนาจและการต่อต้านขัดขืน"ไว้ 5 ประการ

1. อย่าคิดถึงอำนาจคล้ายบุคคล หรือ สิ่งของ แต่ควรมองอำนาจในลักษณะ "สนามพลังงาน"ของปฏิบัติการในจุดต่างๆนับไม่ถ้วนที่เคลื่อนย้าย ตลอดเวลาในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน

2. ความสัมพันธ์เชิงอำนาจไม่อาจแยกเป็นเอกเทศจากความสัมพันธ์ในสังคมชุดอื่นๆ (การผลิต, ความรู้, เพศสัมพันธ์, ฯลฯ) และไม่ได้มีเฉพาะในโครงสร้างส่วนบน

3. อำนาจอยู่ทุกหนแห่ง เป็นปริมณฑลเชิงเครือข่าย มีการจำหน่ายซ้ำ(redistribution) การจัดแถวจัดแนว การผสานเป็นหนึ่งเดียว การจัดขั้นตอนปฏิบัติการเชิงอำนาจ  การครอบงำเชิงอำนาจเป็นภาพปรากฏของปฏิบัติการของอำนาจที่เป็นเครือข่ายที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

4. ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ มีทั้งที่เกิดโดย เจตนา และ ไม่เจตนา(ไม่ใช่อัตวิสัย-วัตถุวิสัย) แต่ไม่เคยปราศจากเป้าหมายและจุดมุ่งหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งหมดต้องเป็นผลจากทางเลือกและการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล

5. ณ ที่ใดที่อำนาจปรากฏ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้านขัดขืน แต่การต่อต้านขัดขืนก็มีหลากหลายไม่แพ้กันทั้งต่างไม่ใช่แรงกริยาปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ทว่าเป็นด้านตรงข้ามที่ขาดกันไม่ได้

0000

ถ้าพิจารณาป้ายผ้าที่เป็นหลักในแดนสอง ป้ายสารสนเทศที่เป็นทางการที่สุดติดตั้งอยู่ที่ ประตูหลักที่ทุกคนใช้จัดแถวเข้าทางขึ้นสู่เรือนนอน อักษรสีสดุดตาบนป้ายพิมพ์บนผ้าใบอาบมันขนาดใหญ่ อ่านได้ว่า


"นโยบายกรมราชทัณฑ์ หนังสือ กรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ. 0705.1/7355 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2559 (ตัวรอง) "ห้ามผู้ต้องขังสร้างกลุ่มบ้าน สร้างอิทธิพล หรือ กลุ่มซามูไร โดยวิธีการ ขายสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต รับจ้างเป็นตัวแทนในการกระทำผิด เป็นสื่อในการติดต่อสื่อสาร ป่ล่อยกู้ ทวงหนี้ ข่มเหงผู้ต้องหาอื่น" *หากมีการฝ่าฝืนจะดำนินการลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาด* *หรือใช้มาตรการทางการปกครอง ย้ายเรือนจำ*


ผมคิดว่า กรมราชทัณฑ์สามารถจัดการกับการสร้างอิทธิพลโดยวิธีการ..ข้างต้นได้เกือบครบ เว้นแต่ไม่ใช่ เรื่อง "บ้าน"การสร้างกลุ่มบ้านไม่ใช่เพราะไร้อำนาจแต่เป็นเพราะกลุ่มบ้านหรือวัฒนธรรมกลุ่มบ้านไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล แม้ว่าการเกิดขึ้นของมันเกี่ยวข้องกับฐานจิตสำนึกของปัจเจกบุคคลเท่าๆกับจากวัฒนธรรมฉากหลังของสถาบันทางสังคม 

สมมุติฐานข้างต้นทั้ง 5 ยังมีน้ำหนักอธิบายกรณีของเรือนจำทัณฑสถานเบ็ดเสร็จ และ ยังอาจเป็นสะพานทอดต่อไปเพื่อการเข้าใจสังคมไทยนอกเรือนจำในบรรยากาศสถาบันแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด total institutions (Goffman) และหรือ ระบบรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ Totalitarianism (Arendt)

สำหรับแดนสอง แดนวัยหนุ่ม รจพ.กท. ผมคิดว่ามีกลุ่มบ้านสามแบบซึ่งโดยจุดประสงค์เช่นเดียวกันคือเป็นพื้นที่ที่คนจะได้รับการคุ้มกันปลอดภัยแลกกับเงื่อนไขหน้าที่ของสมาชิก และ ทั้งสามแบบก็โยงยึดถึงพื่นที่อ้างอิงกับแดนอื่นด้วย(คล้ายแผนที่ของทองใบ แตงน้อยที่ใช้ร่วมกันในจินตนากรรมทั้งประเทศ)

1.กลุ่มบ้านสะท้อนเขตย่านพักอาศัย(ในกรุงเทพฯตามเขตที่มีฐานชุมชนประชากรนักโทษตามความเป็นจริง)

2.กลุ่มบ้านจำแนกถิ่น (ภาคใต้, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ฝั่งธน)

3.กลุ่มบ้านเครือข่ายสังคม (112, กะเทย, กลุ่มงานเฉพาะ, ฯลฯ)

ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดในแต่ละกลุ่มบ้าน ขอกล่าวถึง เรื่องพื้นที่จินตกรรมของแดนสองซึ่งจะช่วยให้เข้าใจ ภูมิทัศน์นี้จากมุมสถานที่ พื้นที่สาธารณะในแดนสองบางพื้นที่มีชื่อเรียกเฉพาะ เช่น เยาวราช หมายถึงของทางเดินมีหลังคาที่เชื่อมเรือนนอนกับโรงอาหารนัยยะคือเป็นเขตที่เหมาะสมกับการเป็นย่านการค้า, โค้งร้อยศพ คือ มุมเรือนนอนที่ค่อนผิวคอนกรีตขัดมันค่อนข้างลื่น, ท่าน้ำนนท์ คือ บริเวณที่รางเปิดน้ำทิ้งของแดนไหลไปลงรางเปิดใหญ่ริมกำแพง เป็นต้น มีข้อสังกตว่าชื่อเหล่านี้ไม่ใช่ชื่อกลุ่มบ้านสะท้อนเขตย่าน(ไม่มีบ้านเยาวราช) แต่อ่านได้ว่าในฐานะที่สมาชิกเป็นสมาชิกร่วมของเมืองใหญ่ตกลงเรียกย่านสถานที่ตามแหล่งที่อยู่ตามที่ต่างมีประวัติศาตร์สำนึกร่วมกันของสถานพื้นที่ (Sense of place)

1.แบบแรก กลุ่มบ้านสะท้อนเขตย่านพักอาศัยในกรุงเทพฯ ตามเขตที่มีฐานชุมชนประชากรนักโทษ มีจำนวนมากที่สุดทั้งสมาชิกและจำนวนหลัง เนื่องจากมีเรือนจำพิเศษธนบุรีรับผู้ต้องขังชายในเขตกรุงเทพฯตะวันตก-ธนบุรี และเรือนจำพิเศษมีนบุรีรับนักโทษที่ต้องคดีในเขตกรุงเทพฯตะวันออก ดังนั้น กลุ่มบ้านที่นี่จึงมีเท่าที่สะท้อนเขตเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ ได้แก่ บ้านมักกะสัน,บ้านรามคำแหง, บ้านยานนาวา, บ้านคลองเตย, บ้านบางซื่อ, บ้านบางเขน, บ้านบางนา, บ้านลาดพร้าว, บ้านห้วยขวาง.

บ้านบางซื่อจัดว่าใหญ่ที่สุดมีสมาชิกราว 100+ และมีบ้านย่อยในบ้านใหญ่บางซื่อได้แก่ บ้านครัว, กล้วยน้ำไท

หลายปีมาแล้วเคยมีสงครามจลาจลในแดนจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเหมือนกันกลุ่มเหล่านี้แยกย้ายไปรวมกันอยู่ในสองฝ่าย ในช่วงที่ได้สังเกตไม่มีความตึงเครียดให้เห็นมากนัก แต่ได้รับการบอกเล่าจากหลายคนว่าจะเกิดขึ้นได้ต้องมีฉันทามติจากพ่อบ้านของพ่อบ้านซึ่งอยู่แดนแปด

บ้านแต่ละบ้านมีความสัมพันธ์กันทางธุรกิจ มีข้อตกลงร่วมกันในการค้าไม่ให้แย่งสินค้ากัน คือ แต่ละบ้านอาจหาอาหาร(รับซื้อจากร้านค้าสงเคราะห์)แล้วนำมาจำหน่ายในราคาบวกกำไร รายได้ที่แต่ละบ้านได้เมื่อตัดทุนหมุนเวียนแล้วก็จะเป็นค่าอาหารของสมาชิกในกลุ่มที่ทำงานให้กลุ่ม คนที่ไม่ได้ทำงานให้กลุ่มหรือมีรายได้ก็จะส่งเงินสมทบเป็นค่าอาหารกินกันเป็นวงอิ่มด้วยกันอดด้วยกัน ตอนที่ได้เห็นยังไม่เข้าใจเรื่องบ้าน แต่เห็นเด็กสักเต็มตัวบ้างสักครึ่งตัวบ้างสิบกว่าคนนั่งล้อมวงเบี่ยงด้านขวาเข้าสู่วงตรงกลางมีกับสามชนิดทุกคนใช้มีอขวาถือช้อนตักกับกินกับข้าวในจานตัวเองพร้อมๆกันอย่างน่าประทับใจ

บ้านยานนาวาได้สิทธิการค้าสำหรับ ข้าวราดแกง, บ้านมักกะสันได้ ถั่วเค็ม,ถั่วหวาน,น้ำเอส,น้ำแดง,น้ำเขียว บ้านรามคำแหงขายกาแฟได้(ซื้อกาแฟผงครีมเทียมน้ำตาลมาแยกใส่แก้วพลาสติกใส่น้ำร้อน) บางเขนได้ข้าวเกรียบ,น้ำแข็งใส บางซื่อได้กาแฟ,น้ำหวาน,ชาเขียว บางนาได้ กับข้าว กาแฟ บ้านฝั่งธนได้ก๋วยจั๊บก๋วยเตี๋ยวส้มตำ เป็นต้น สมาชิกที่อุทิศแรงงานให้การผลิดการจัดจำหน่ายจะได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วน ในแง่นี้บ้านจึงเป็นสถาบันที่ให้ความมั่นคงทางอาหารในการดำรงชีวิต

2.แบบที่สอง กลุ่มบ้านจำแนกถิ่น คล้ายกลุ่มแรก เพียงแต่ว่าไม่ได้มีจำนวนประชากรแต่ละเขตแต่ละจังหวัดมากพอต้องรวมเขต เป็นคนท้องถิ่นอื่นอาจถูกคดีในกรุงเทพฯ ได้แก่ บ้านภาคใต้ บ้านอีสาน บ้านฝั่งธน บ้านกัมพูชา บ้านแบบนี้คล้ายกับบ้านแบบแรก ผู้ต้องขังชาติอื่นในแดนสอง เช่น ลาว เวียดนาม จีน กะเหรี่ยง ปากสถานไม่มีบ้านตามจำแนก มีจำนวนหนึ่งแต่พวกเขาอาจสังกัดบ้านแบบอื่นๆอย่างหลวมๆก็ได้ อย่างไรก็ตามบ้านต่างชาติดูจะไม่มีสิทธิทางการค้า มีการให้บริการที่ไม่ใช้ภาษา เช่น การนวดผ่อนคลายแลกเปลี่ยนกับอาหาร ผู้ต้องขังชาวกัมพูชามีจำนวนมากที่สุดพวกเขามักเป็นแรงงานที่ถูกนายงานหนีทอดทิ้งถูกจับกุม หรือ เป็นพ่อค้าที่รับซื้อของโจรโทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยไม่ได้เลยมีจำนวนน้อยที่ใช้ได้ทั้งสองภาษา คนหนึ่งคือ เคสคุณ(M)

3.กลุ่มบ้านแบบที่สามกลุ่มบ้านเครือข่ายสังคม จะมีบริบททางสังคมอื่นที่ไม่ใช่บริบทเชิงพื้นที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ กลุ่มเพศสถานะ, กลุ่มงาน, กลุ่มที่ต้องถูกสังเกต เช่น บ้านเพศสภาพ, บ้าน112/1, บ้าน112/2, บ้านช่างโยธาเคสคุณ(N), บ้านหน้าแดน หรือ ฐานสังคมอาชีพ   

บ้านเพศสภาพ บ้านกะเทยในแดนสอง ประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 10 คน โดยทั่วไปอยู่ในห้องสมุดที่เดียวกับ กลุ่มผมห้าคน (112/2) สัดส่วนประชากรชายหญิงเท่าๆกันในโลกนอกคุกที่เปลี่ยนไปในคุกทำให้เพศทางเลือกที่มีจำนวนน้อยมีอุปสงค์สูงขึ้นมาก โดยทั่วไปสมาชิกประกอบด้วยกลุ่มเพศทางเลือกและสามี กลุ่มจะช่วยให้ความต้องการพิเศษในเรื่องทั่วไปเป็นไปได้ ในห้องสมุดผู้คุมที่รับผิดชอบจะต้องมานั่งเวรประจำวันสมาชิกที่เรียนบีบนวดจะให้บริการ ในแง่หนึ่งก็ต่างก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กัน ผมจำได้ว่าวันหนึ่งที่ มีคู่หนึ่งที่ฝ่ายสามีจะได้ออกพ้นโทษในแถวผู้คุมคนหนึ่งเรียกเชิญน้องคนรักมาหอมแก้มส่งดูน่ารักดีในความสัมพันธ์จำลองที่คล้ายแบบที่อ.สายพิณเรียกว่า บ้านคู่ผัวตัวเมีย โดยทั่วไปแดนสองเป็นแดนวัยหนุ่ม ตามธรรมชาติพวกเขาจึงงดงามตามวัยกว่ากะเทยในแดนอื่น เคสคุณG

บ้าน 112 การเกิดกลุ่มที่จำเป็นต้องถูกจับตาเช่น กลุ่มนักโทษความคิด นักโทษการเมือง ซึ่งตามธรรมชาติสมาชิกจะจับกลุ่มแลกเปลี่ยนทัศนะข้อมูลข่าวสารอยู่และการเกาะกลุ่มก็ทำให้การสังเกตการณ์ทำได้สะดวก ยกเว้นแต่ว่าขนาดของกลุ่มจะใหญ่มากและการถ่ายทอดทัศนะอย่างกว้างขวางก็จะขัดต่ออำนาจครอบงำเบ็ดเสร็จเสียเอง ทางเรือนจำก็จะไม่ให้อยู่ในแดนเดียวกัน ในกรณีที่ทิศทางจำนวนไม่มากนัก การให้ทั้งกลุ่มจำนวนน้อยไปอยู่ในแดนที่สมาชิกสนใจกระบวนการทางการเมืองน้อยเป็นเยาวชนแบบแดนสองถือเป็นทางออกที่ดี ในแดนสอง มีสองบ้านเล็กๆคือคดีหมิ่นข่มขู่ 2558 (เคสคุณU) และ แชร์เฟสบุ๊ค 2560 ชื่อบ้านมีความสำคัญโดยทั่วไปแม้จะไม่เป็นทางการ เช่น การผัดเปลี่ยนเวรกันซื้อกับข้าวกินกับข้าวหลวงโดยใช้บัตรประจำตัว เวลาสั่งเราต้องเขียนรายการในใบสลิปจะได้รับอาหารที่สั่งในวันถัดไป เราต้องเอาบัตรไปซ้อนเรียงคิวเมื่ออาหารมาส่งที่ร้านค้า น้องที่ร้านค้าจะเคลียร์จากบัตรนั้นเมื่อเคลียร์กับสลิปแล้วก็มองหาใบหน้าแล้วเรียกชื่อ "112ครับ" เคลียร์แล้วก็วางบัตรไว้ให้หรือส่งให้ เมื่อรับบัตรกับสลิปคืนก็รอรับกับข้าวถุงอีกช่องจนครบ เรียกชื่อบ้านเพราะสะดวกกว่าทีจะจำชื่อจริงแต่ละคนในบ้าน (น้องที่ทำหน้าที่นี้ บางคนจำชื่อจำบัตรเลขบัตรได้ทั้งแดน การใช้บัตรรูดแทนเป็นเรื่องปกติเพราะช่วยไม่ให้ต้องมาเสียเวลารอคิวแทน เขาต้องรู้ว่าไม่ใช่บัตรที่ถูกขโมยมา ในความโกลาหลทุกวันนี่เป็นงานที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก แต่นั่นแหละคนกับงานจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเสมอ)

บ้านช่าง อยู่หลังที่ทำการแดน สมาชิกที่นี่มีฝีมือในงานช่างโดยทั่วไป ไม่มีบ้านลาว แต่มีสมาชิกเป็นชาวลาวและเวียดนามในบ้านนี้ พวงกุญแจประดิษฐ์เองด้วยลวดทองแดงที่ใช้เสียบขอบกางเกงเป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไป ผมเคยขอชมของช่างNชาวลาวเพราะมันประณีตและได้สัดส่วนงดงามมาก ในช่วงที่ทราบว่าจะได้ใกล้ออกมีคนแนะนำชวนเชิญด้วยว่าแกเป็นช่างฝังมุกฝีมือดี สมาชิกงานช่างซึ่งเป็นงานที่จำเป็นต้องมีทีมเวริค์ ทั้งเวลาทำงานของกลุ่มก็คล้ายกัน การฟอร์มบ้านแบบนี้ไม่ได้จัดตั้งอย่างจงใจเลย แต่เกิดจากเงื่อนไขทางการอาชีพ

เช่นเดียวกับ บ้านหน้าแดน ที่สมาชิกทำงานธุรการจิปาถะในที่ทำการแดน เรียกกันสั้นๆว่า หน้าแดน ที่มักมีระดับการศึกษา หรือ มีทักษะเด่นในการให้บริการงานโรงอาหารและงานร้านค้าก็มีลักษณะเป็นกลุ่มบ้านเช่นกัน

การงานอาชีพช่วยถมทับความว่างเปล่าได้ดี แต่ไม่ใช่ว่ากลุ่มงานทุกอย่างจะมีสถานะเป็นกลุ่มบ้าน กลุ่มงานที่ระดมคนทำงานจำนวนมากเช่น งานเย็บรองเท้า งานพับถุงกระดาษ ซึ่งเป็นการงานที่สร้างรายได้ให้กับระบบ จะมีเรื่องราวการควบคุมแน่นหนาใช้แรงงานเข้มข้นก็จะมีเรื่องราวต่างออกไป อันนี้คุณชูวิทย์รีวิวไว้แน่นพอสมควร

0000

ผมขอสรุปสาระเรื่อง "บ้าน" ที่ผมเข้าใจระยะนี้จากเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไป

วันหนึ่งผมและเพื่อนร่วมบ้านทั้ง 5 ต้องไปร่วมดูงานในแดนอื่นของ เรือนจำพิเศษกลางอย่างเป็นพิธีการ (ต่างจาก ขช.นช.อื่นโดยทั่วไปเราทั้งห้าถูกเรียกไปนู่นไปนี่เกือบทุกวัน บางวันหลายครั้ง) พิธีการที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญเราได้ดูงานสำคัญของเรือนจำ งานสูทกรรมและห้องซ้อมดนตรีการแสดงในแดน8 งานเบอรี่และหัตถกรรมฝีมือที่แดน3 นอกจากเราทั้ง5 แดนยังจัดให้มี น้องอีก 5 คนถูกจัดมาร่วมด้วยท่ามกลางคณะผู้บริหารระดับสูง ตอนนั้นผมเข้าใจว่าไม่ให้ภาพของเราในฐานะผู้ต้องขังพิเศษเกินไปในสายตาผู้ต้องขังโดยรวมซึ่งก็คงมีส่วนอยู่

ผมสังเกตว่าน้องที่มาร่วมด้วยต่างเป็นพ่อบ้านของบ้านสำคัญเชิงพื้นที่ของแดนทั้งสิ้น เหตการณ์นี้ทำให้พ่อบ้านคนหนึ่งใช้โอกาสนี้สร้างสานความสัมพันธ์กับผม การสนทนากันในระยะต่อมาช่วยทำให้มโนทัศน์ "บ้าน" ในแง่ชีวอำนาจของผมแจ่มชัดขึ้น 

สมมุติแกชื่อเอซนะครับ ผู้ชายร่างสันทัดอายุประมาณ 30 ปี ร่างกายสักแน่นทั่วตัว ตาคมใบหน้าคมมีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการจงใจกรีดเป็นแถว คล้ายหัวหน้าเผ่าชุมชนที่นักมานุษยวิทยาศึกษา หลังจากที่รู้จักกัน แกก็แวะมาคุยกับผมที่ "บ้าน112/2"(เก้าอี้ยาวหนึ่งชุดในห้องสมุด) บ่อยบ่อย แกมาจากสลัมย่านพระรามสาม

ช่วงนั้นผมเริ่มสนใจเรื่อง "บ้าน"แล้ว เที่ยวได้ถามได้ชวนใครต่อใครคุยพอคุณเอซรู้ว่าผมสนใจแกก็เล่าเรื่องบ้านให้ฟังจากมุมแก ผมรับฟังด้วยความทึ่ง แกให้ภาพรวมที่ชัดเจนราวกับบทคัดย่อของบทความวิชาการเห็นภาพโครงสร้างเชิงระบบมัน มันมีช่วงชั้นส่วนยอดที่แดน8ไล่ลงมาภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และมีความสัมพันธ์ทางนอนระหว่างแต่ละเรือนจำรวมไปถึงพื้นที่เกี่ยวข้องในเมือง พันธะการคุ้มครองแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ส่วยจากสมาชิกในลักษณะต่างๆ สรุปสาระสำคัญได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยอาชีพครูบางทีผมใช้เวลาจับตาเรดาห์สนใจคนนั้นคนนี้ที่เด่นในการใช้ชีวิตซึ่งก็มีหลายคน การสนทนานี่พบว่าคุณเอซฉลาดมากแต่หลุดจากจอเรดาห์  

ต่อมาแกเล่าภูมิหลังให้ฟังว่าเป็น บุตรชายของสัปเหร่อ เป็นขโมยตั้งแต่เด็ก เคยเกมส์(ถูกจับ)มาก่อนทำให้สถานะปัจจุบันที่ถูกจับซ้ำทำให้ลดชั้น แกว่าโดยทักษะและความมั่นใจแกคิดว่าไม่น่าจะถูกจับครั้งนี้ ที่ถูกจับเพราะแกอยู่ชั้นสองของบ้านเห็นตร.จะค้นย่ามพ่อซึ่งแกซุกของไว้ที่ชั้นล่างและจะทำให้พ่อแกเกมส์แน่แกเลยโดดลงมาคว้าไว้และตัดหน้าให้จับ ฟังแล้วก็มีส่วนคิดว่าแกโม้   

แกว่าตอนนั้นต้องคดีเยอะจน ตร. หมายหัวแล้ว ทว่าแกก็อยู่ที่บ้านและก็ไม่ถูกรวบสักที แกยังเล่าว่า ครั้งหนึ่งแกเดินเที่ยวในห้างสรรพสินค้าแถวบ้านกับสาวแล้วเรดาห์พบว่ามี ตร.นอกเครื่องแบบสงสัยตามหาจังหวะจับ แกเล่าว่าแกทำเป็นมองไม่เห็นทำเหมือนปกติแล้วขึ้นลงบันไดเลื่อนเพื่อซื้อเวลาคิด แกเชื่อว่า ตร.ไม่ชาร์จที่บันไดเลื่อนแน่ เมื่อคิดได้เดินจูงแฟนไปแถวร้านทองแล้วทำเป็นเดินไปชน ตร.ในเครื่องแบบที่ยืนหน้าร้านแล้วขอโทษ ตร.นอกเครื่องแบบจึงคิดว่าน่าจะจำคนผิดและเลิกตามแก จริงเท็จไม่รู้ แต่ถ้าแกเมคเรื่องขึ้นมาผมก็ว่าเรื่องนี้สมเหตุสมผลและฉลาดอยู่ดี

เมื่อแกเห็นเราถูกเรียกออกไปบ่อยๆ แกว่าถ้าเป็นแกจะไม่ออกไป

ต่อมาแกอกหักกับแฟน แฟนแกผมก็คุ้นเคยเพราะเคยมาถามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ทางแดนให้ผู้ต้องขังไปนั่งฟังจากผู้บรรยายจาก กอรมน.แกถามเพื่อรีเช็ค เรื่องเล่าทำนองมาจากอัลไตอะไรทำนองนี้ว่าผมคิดอย่างไร  

คู่นี่คือคู่คนรักที่ความสัมพันธ์พัฒนาสู่ขั้นตอนการเลิกรากัน ทั้งนี้เพื่อที่จะไม่ต้องเห็นกันทุกวัน แกขอร้องให้ผมช่วยเขียนจดหมายขอย้ายแดนให้ไปอยู่แดนสามเพื่อฝึกงานหัตถกรรม จดหมายทำให้เห็นชั้นนักโทษชั้นเลวของแกจริง แกได้ย้ายไปแดนแปด เพราะ แกมีคู่คดีที่แดน3

0000

เมื่อกลับมาคิดถึงวันดูงานซึ่งเป็นพิธีการมาก คณะผู้บริหารระดับสูงของเรือนจำและผู้คุมทุกคนไม่อยู่ในงานก็ต้องรับทราบแน่ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้บริหารจะไม่ทราบสถานะของแกและพ่อบ้านอีกสี่คนซึ่งเดิมผมเข้าใจว่าต้องหามาประกบเพราะรีบตามคำสั่งที่อาจมาไม่ครบ ผมกลับความคิดเป็นว่าเป็นการสะท้อนถึงอำนาจของระบบที่ยอมรับการมีตัวตนของแก

ดังนั้นเมือปะติดปะต่อเรื่องที่นึกขึ้นมาอีกครั้งแล้วอ่านไปพร้อมกับป้ายก็ยิ่งเห็นจริงตามสมมุติฐานของฟูโกต์ ถ้าจะกลับไปอ่าน 5 ข้อ อีกครั้ง น่าจะได้รสชาติทั้งอรรถนัยยะ เรื่องนี้สอดคล้องกับบ้านเคสคุณแก้ว-คุณทรายในงานของ อ.สายพิณ เคสที่ ผู้บริหารห้ามสัมภาษณ์ เคสที่สร้างสำนักงานปรึกษาทางกฏหมายที่เรือนจำควรมี บ้านที่ถูกห้ามพูดถึงกับบ้านดำรงอยู่เป็นบ้านที่ชีวอำนาจไหลไปมาในตาข่าย เป็นอีกตัวอย่างของสร้าง "พื้นที่"ของการต่อต้านขัดขืนในแบบของตนไว้ได้ในสถาบันสังคมประเภทสถาบันแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ณ ที่นี่

0000

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อิหม่ามในออสเตรเลียมีแผนสร้างมัสยิดเป็นพื้นที่สำหรับมุสลิม LGBTQ

Posted: 13 Jan 2018 08:32 AM PST

นูร์ วาซัมอี เป็นครูสอนศาสนาอิสลามเชื้อสายโซมาเลียที่เคยเปิดเผยตัวว่าเป็นคนรักเพศเดียวกัน เขามีแผนการจะสร้างมัสยิดในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อเป็นพื้นที่พักพิงสำหรับกลุ่มชาวมุสลิมผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) มีแรงดลใจจากการได้รับฟังความเจ็บปวดของวัยรุ่นมุสลิมผู้มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมาก

 
13 ม.ค. 2561 อิหม่าม นูร์ วาซัมอี เปิดเผยตัวเองว่าเป็นเกย์ตั้งแต่ปี 2553 เขากล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าต้องการสร้างมัสยิดที่เปิดรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหลังจากที่เขาได้รับรู้ "ความทุกข์ยากแสนเข็ญ" ของวัยรุ่นมุสลิมผู้มีความหลากหลายทางเพศ
 
วาซัมอีเปิดเผยถึงหนึ่งในปัญหาที่ชาว LGBTQ มุสลิมต้องเผชิญคือการถูกขับออกจากครอบครัวหรือออกจากชุมชนเนื่องจากเพศสภาพหรือเพศวิถีของพวกเขา ทำให้อิหม่ามผู้นี้กำลังร่วมมือกับผู้ทำการกุศลจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างมัสยิดที่จะเป็นแหล่งพักพิงสำหรับคนหนุ่มสาวชาวมุสลิมจำนวนมากที่ประสบปัญหาไม่มีที่ให้กลับไป
 
จนถึงบัดนี้วาซัมอีก็เคยให้ที่พักพิกแก่วัยรุ่น 7 คน ในอพาร์ทเมนต์ห้องเดียวเพราะการขาดที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องความเป็นความตาย วาซัมอีบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเยาวชนคือที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและมีราคาที่พวกเขาเข้าถึงได้ "สำหรับเยาวชนแล้วการเปลี่ยนผ่านอย่างปลอดภัยไม่สามารถกระทำได้ในสภาพแวดล้อมที่จะสร้างความบอบช้ำทางใจให้พวกเขา" วาซัมอีกล่าว
 
วาซัมอีย้ายถิ่นฐานจากโซมาเลียมายังประเทศออสเตรเลียเขาทำหน้าที่ดูแลกลุ่มชาวเกย์มุสลิมที่ยังไม่พร้อมจะเปิดเผยตัวเองกับครอบครัว จากรายงานของเดอะฟีดสื่อกระจายเสียงพิเศษของออสเตรเลียหรือเอสบีเอสระบุว่าชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในออสเตรเลียยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ
 
ก่อนหน้านี้วาซัมอีเองก็ปกปิดเพศวิถีของตัวเองมาตลอดโดยบอกว่าการเปิดเผยตัวเองขณะที่ยังอยู่กับชุมชนชาวมุสลิมเป็น "การเดินทางที่ยากลำบาก" จากที่ต้องพยายามประนีประนอมกันระหว่างเส้นทางจิตวิญญาณและเส้นทางเพศวิถี ต้องคำนึงถึงเรื่องชื่อเสียงครอบครัว ชื่อเสียงของชุมชน และการเปิดเผยตัวเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสีย เพราะมีกลุ่มที่เป็นสายอนุรักษ์นิยมถึงขั้นมองว่าการรักเพศเดียวสมควรถูกสังหาร ดังนั้นอิหม่ามผู้นี้จึงอยากสร้างพื้นที่ทำให้ชีวิตของเยาวชนผู้มีความหลากหลายทางเพศชาวมุสลิมง่ายขึ้น
 
"ผมไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามมีกลุ่มสุดโต่งอยู่ในชุมชนของพวกเราดังนั้นผมจึงระมัดระวังอย่างมาก แล้วผมก็ไม่ใช่คนที่จะถูกข่มขู่คุกคามได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ผมยังมีทรัพยากรสำหรับความปลอดภัยและการคุ้มครองดังนั้นผมจึงไม่ต้องเดินฝ่ามรสุมเว้นแต่มันจะเป็นทิศทางเดียวกับที่ลมพัดพาไปเท่านั้น" วาซัมอีกล่าว
 
หนึ่งในคนที่เคยเข้าร่วมกลุ่มของวาซัมอีกล่าวว่าหลังจากที่เขาได้เข้าร่วมกลุ่มก็รู้สึกว่าได้รับการยอมรับ มีคนที่อยู่บนพื้นฐานแบบเดียวกันคือเป็นชาวเกย์มุสลิม รวมถึงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องศาสนาและเรื่องเพศวิถีอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องกลัวการเปิดรับตัวตนของตัวเอง
 
เมื่อปีที่แล้วมีชาวมุสลิมหญิงในปากีสถานชื่อเซย์นาเปิดเผยถึงชีวิตที่เป็นมุสลิมเลสเบียนว่าเธอต้องเผชิญกับการถูกทุบตี ถูกข่มขู่คุกคาม และถูกเหยียดหยามเพียงเพราะเพศวิถีของเธอ แต่เธอก็ไม่ยอมปฏิเสธตัวตนของตัวเองแม้จะถูกรังแกก่อนที่เธอจะย้ายจากปากีสถานไปอยู่อังกฤษ 
 
ในช่วงที่เซย์นาเรียนปริญญาโทอยู่ในมหาวิทยาลัยอิสลามเธอถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเพราะพวกเขามองว่าเธอ "อันตราย" โดยเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยขู่ว่าจะแจ้งตำรวจโดยกล่าวหาว่าเธอเป็น "คนค้าบริการทางเพศ" ถ้าหากเธอไม่ยอมเลิกคบกับผู้หญิงและออกจากมหาวิทยาลัย นอกจากมหาวิทยาลัยแล้วเซย์นายังถูกคุกคามและทำร้ายจากพ่อของเธอเพราะว่าเธอเป็นเลสเบียน เซย์นาบอกว่าเธอยังมีอาการเจ็บปวดจากช่วงล่างของแผ่นหลังอยู่จนทำให้เดินได้ไม่สะดวก
 
 
เรียบเรียงจาก
 
Gay imam announces plans to open LGBTQ-friendly mosque, Pink News, 09-01-2018
 
Meet Australia's first openly gay Imam, SBS, 02-05-2016
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นิธิ เอียวศรีวงศ์: อำนาจกับผีและกฎหมาย

Posted: 13 Jan 2018 08:27 AM PST



ใครๆ ก็รู้ว่า พม่ามีผีชนิดหนึ่งที่เรียกว่านัต (Nat) ยากที่จะอธิบายว่านัตแตกต่างจากผีประเภทอื่นอย่างไร พม่าก็มีผีที่หมายถึงวิญญาณ (ที่จริงพม่ามีคำเรียกต่างหากเพื่อไม่ให้ปะปนกับศัพท์ทางพุทธ) ของคนที่ตายไปแล้ว แต่ไม่ได้ไปผุดไปเกิด กลับเฝ้าเวียนหลอกหลอนหรือทำร้ายผู้คนสืบมา

นัตก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อนเหมือนกัน ครั้นตายลง (และมักจะตายโหง) ก็กลายเป็นนัต ซึ่งผมเข้าใจว่ามีอำนาจมากกว่าผี และเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนอย่างกว้างขวาง มีศาลของตนเอง อาจจะหลายแห่งด้วย และมักมีวันที่ผู้นับถือพากันไปกราบไหว้ พร้อมเครื่องบูชาต่างๆ โดยเฉพาะกล้วย, มะพร้าว, อาหาร, เงิน, มโหรีปี่พาทย์, การรำถวาย, รำเข้าทรง, มีเพลงของตนเองซึ่งสานุศิษย์รู้จักดี ฯลฯ กลายเป็นงานรื่นเริงในระดับท้องถิ่น หรือสำหรับนัตบางตนก็ถือเป็นระดับชาติเลย เพราะมีสานุศิษย์กว้างขวางทั่วประเทศ

คนที่ตายไปเป็นนัตทั้งประเทศอาจมีรวมกันเป็นร้อย รวมไปถึงนัตที่เป็นเจ้าธรรมชาติ เช่น เจ้าป่าเจ้าเขา, เจ้าหนองน้ำ, เจ้าประจำต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ (และชักไม่แน่ว่าเคยเกิดเป็นคนมาก่อน) รวมเข้าไปด้วยอีกหลายร้อย แต่พระเจ้าแผ่นดินพม่าตั้งแต่สมัยพุกาม เลือกนัตขึ้นมา 33 องค์ แต่งตั้งขึ้นเป็นนัตหลวงหรือผีหลวง (ประกอบด้วยนัต 32 ตน + พระอินทร์อีกหนึ่งเป็น 33) กษัตริย์ในสมัยต่อมาเพิ่มท้าวจตุโลกบาลเข้าไปอีก 4 ปัจจุบันจึงมีนัตหลวงอยู่ 37 ตน

ดังนั้น ชาวพม่าในปัจจุบันจึงมีนัตอยู่สองประเภท ได้แก่นัต "ข้างใน" (รายชื่อนัตหลวง 37 ตน) และนัต "ข้างนอก" (บัญชีฯ)

แม้ว่าจัดเป็น "ข้างใน" แต่คนพม่าธรรมดาหาได้รู้จักนัตทั้ง 37 ตนไม่ แต่ละตนต่างมีตำนานประวัติของตนเอง ซึ่งคนพม่าน้อยคนเท่านั้นที่จะเล่าตำนานเหล่านี้ได้ (และพอเล่าเข้าจริงก็อาจไม่ตรงกันด้วย) อย่างไรก็ตาม ชาวพม่าแต่ละคนย่อมนับถือนัต 3 ตนเป็นอย่างน้อย ตนแรกทำหน้าที่เป็นผีเรือน และมักจะตรงกันทั้งประเทศคือนัตใหญ่ที่ชื่อมินมหาคีรี ตนที่สองคือผีบ้านหรือผีประจำหมู่บ้าน ซึ่งอาจเป็นนัตตนที่แตกต่างกันในแต่ละหมู่บ้าน และตนที่สามคือนัตที่เป็น "สายแม่สายพ่อ" แต่ละครอบครัวก็มีนัตประเภทนี้ต่างกัน แม้อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็ตาม

นัต "สายแม่สายพ่อ" นี่แหละครับ ที่ผูกคนต่างหมู่บ้าน, ต่างจังหวัด, ต่างภาค ให้มีความสัมพันธ์เชิงพิธีกรรมต่อกันได้ เพราะในวันที่มีการฉลองนัตตนนั้นประจำปี จะมีผู้คนจำนวนมากเดินทางไปยังศาลนัตในท้องที่ตามประวัติของนัตตนนั้น (โดยมากมักเป็นที่ตาย) เพื่อไปกราบไหว้บูชาด้วยเครื่องบูชาต่างๆ ซึ่งผมเรียกว่า "สานุศิษย์" งานฉลองของนัตบางตนใหญ่มากขนาดเป็นเทศกาลประจำชาติไปเลย เช่น นัตสองพี่น้อง ตองบยอน (Taungbyon) เป็นต้น

ที่น่าประหลาดแก่ผม (และผมอยากเดาว่าแก่คนไทยทั่วไปด้วย) คือ ตามตำนานประวัติของนัตเหล่านี้ ต่างล้วนเป็นคนชั่วหรืออย่างน้อยก็ไม่ดีตามมาตรฐานของพุทธศาสนาทั้งสิ้น เช่น กินเหล้าเมายาขนาดที่เรียกว่าหัวราน้ำเลยทีเดียวบ้าง เป็นคนร้ายเที่ยวปล้นฆ่าบ้าง มัวเมาด้านกามารมณ์บ้าง (ที่ไม่ชั่วร้ายก็มี เช่น ชายาของเจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งยอมสละชีวิตเพื่อสร้างฝายในระบบชลประทาน แต่มีจำนวนน้อย) ทั้งชาวพม่าเองก็รู้และพูดเองว่านัตทั้งหลายล้วนเป็นคนชั่วไร้ศีลธรรม นอกจากนี้ก็ประกอบด้วยคนหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น เป็นมุสลิมก็มี เป็นชานหรือไทใหญ่ก็มี แต่ที่น่าสังเกตคือนัตทั้งหมดล้วนเป็นคนมีฤทธิ์มีเดชตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ และด้วยเหตุดังนั้นเมื่อเป็นนัตจึงมีอำนาจมาก สามารถทำร้ายผู้ที่ลบหลู่นัตได้อย่างร้ายแรง บางครั้งถึงแก่ชีวิต

ฤทธิ์อำนาจของนัตอาจให้คุณแก่ผู้บัดพลีหรือร้องขอก็ได้ เช่น ทำให้ถูกลอตเตอรี่ (แต่ก็ต้องแลกเปลี่ยน เช่น บนบานไว้ ก็ต้องแก้บน) แต่ชาวพม่าเองบอกว่าที่เขานับถือนัต ก็เพราะกลัว คือกลัวว่าจะมาทำร้ายตนหรือคนในครอบครัว มากกว่าจะขอความปกปักรักษาจากนัต แตกต่างจากเทวดาหรือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านกราบไหว้เพื่อขอความคุ้มครองป้องกัน

ผมพยายามนึกถึงผีไทยที่พอจะเทียบกับนัตได้ แต่นึกไม่ออก และที่นึกไม่ออกนี้คือประเด็นหลักของบทความนี้ที่ผมจะพูดข้างหน้า

คนพม่าเชื่ออย่างเดียวกับคนไทยว่า ฤทธิ์อำนาจของนัต (และผีหรือเปรตหรือยักษ์) ไม่อาจทำลายผู้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด หรือผู้ทรงศีลได้ แต่ก็มีตำนานและเรื่องเล่ามากมายที่แสดงว่าพระภิกษุถูกสิ่งเหล่านี้ทำร้าย บางเรื่องถึงมรณภาพเอาทีเดียว ซึ่งเท่าที่ผมเคยรู้มา ไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าแบบนี้ในเมืองไทย อย่างไรเสียผีก็ต้องแพ้พระในเมืองไทยเสมอ

ฉะนั้น นักวิชาการบางท่านจึงเสนอว่า ความเชื่อเหนือธรรมชาติของพม่านั้น ไม่ใช่ความเชื่อที่ตกค้างมาจากอดีตก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามา และถูกกลืนหายไปเป็นเพียงส่วนล่างๆ ของพุทธศาสนาพม่าเท่านั้น แต่เป็นความเชื่อที่ยังมีชีวิตและลมหายใจอย่างแข็งแกร่งสืบมาเคียงคู่กับพระพุทธศาสนา เหมือนเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่แข่งขันกันอยู่ในที

(เรื่องนัตข้างต้นนั้นสรุปความโดยย่อจาก Burmese Supernaturalism ของ Melford E. Spiro)

ผมกลับไปหาเรื่องนัตมาอ่านใหม่ เพราะวันหนึ่งผมได้ยินในคลิปการอภิปรายครั้งหนึ่ง ที่อาจารย์อนุสรณ์ อุณโณ ท่านพูดทำนองว่า ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน อำนาจ (ทางโลกย์) ถูกนำไปผูกกับความดี หรือบารมี ซึ่งก็คือความดีที่ได้สั่งสมไว้มาในอดีต (ทางโลกย์ก็ได้ ทางธรรมก็ได้) ด้วยเหตุดังนั้นคนมีอำนาจจึงถูกมองว่าต้องเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ จำเป็นต้องหาความคิดของไทยที่ไม่ได้มองที่มาแห่งอำนาจแบบนี้บ้าง

ผมเห็นว่าน่าสนใจและน่าลองคิดหาดูบ้าง แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกครับ จึงกลับไปหาชาวพุทธที่ใกล้เคียงกับเราเช่นชาวพม่าและลองดูว่ามีอำนาจที่เกิดจากอะไรอื่นที่ไม่ใช่ความดีบ้างไหม และได้พบนัตอย่างที่เล่ามาแล้ว

เมื่ออ่านเรื่องนัตไปแล้ว สิ่งแรกที่นึกออกอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักก็คือ อาจไม่จริงนะครับว่า คนไทยไม่เคยคิดถึงอำนาจที่ไม่ผูกกับความดี (แบบพุทธ) เลย ผมนึกถึงพระขพุงผีในจารึกสุโขทัย ท่านจะเป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบ รู้กันแต่ว่าอยู่บนเขาหลวงที่สุโขทัย ไม่มีตำนานประวัติว่าท่านทำดีอะไร แต่ในจารึกดูจะกลัวๆ ท่านอยู่ไม่น้อยจึงต้องอ้างถึง

อีกคนที่ผมนึกถึงคือเจ้าหลวงคำแดง ซึ่งยังเป็นที่นับถือเกรงกลัวจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะในหมู่ม้าทรงของเจ้าพ่อต่างๆ เพราะถือว่าเจ้าพ่อที่ตนเป็นม้าอยู่นั้น ล้วนเป็นคนของเจ้าหลวงคำแดงทั้งสิ้น มีวันฉลองเจ้าหลวงคำแดงที่เชียงดาว ซึ่ง "สานุศิษย์" หรือม้าทรงต่างต้องไปร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง ดึงเอาคนที่ "ขึ้น" เจ้าพ่อทั้งหลาย หรือแฟนานุแฟนของเจ้าพ่อติดตามไปร่วมพิธีด้วย จึงกลายเป็นพิธีใหญ่ในวันนั้น

เจ้าหลวงคำแดงอาจมีตำนานประวัติ แต่ก็เป็นประวัติที่พระภิกษุเป็นคนเล่าเอาไว้ จึงนำไปผูกไว้กับพระพุทธศาสนา แต่สังเกตให้ดีเถิดครับว่าผูกได้ไม่สนิทนัก ยังเห็นร่องรอยที่จะเล่าใหม่ให้ไม่เกี่ยวกับพุทธเลยก็ได้ แต่ท่านก็ไม่ได้ทำชั่วอย่างนัตพม่า เพียงแต่มีฤทธิ์อำนาจมาตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

ปู่แสะย่าแสะเป็นยักษ์กินคนเลยทีเดียว พิธีกรรมเพื่อบูชาปู่แสะย่าแสะก็อยู่นอกประเพณีพุทธอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีการบูชายัญสัตว์ แต่เรื่องราวของท่านถูกพระในพุทธศาสนาเล่าใหม่ให้ต้องสยบยอมต่อพุทธานุภาพ และกลายเป็นผู้รักษาพุทธเจดีย์ไป

ผมออกจะสงสัยว่าในสมัยหนึ่งพญามังรายก็น่าจะเป็นผีใหญ่ของชาวเชียงใหม่ เพราะท่านตายลงด้วยถูกฟ้าผ่ากลางเวียง (ซึ่งจริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่คนใหญ่คนโตที่ตายอย่างนี้ และในพื้นที่สำคัญอย่างนั้น ไม่ใช่คนธรรมดาแน่) นอกจากนี้ มีตำนานเล่ากันว่าเมื่อท่านตีหริภุญไชยได้ ท่านดำริว่าท่านอยู่ไม่เป็นสุขในเมืองที่มีพระธาตุสำคัญตั้งอยู่ จึงย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ คงเป็นเวลาอีกหลายสิบปีหรือเป็นศตวรรษ กว่าเรื่องราวของพญามังรายจะถูกเขียนใหม่ให้กลายเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกของพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ "ศาสนา" อีกอย่างหนึ่งถูกกลบให้กลายเป็นความเชื่อนอกรีต ที่พุทธศาสนายอมให้ดำรงอยู่อย่างเป็นรอง

สรุปก็คือ ความคิดถึงอำนาจที่ไม่ผูกไว้กับความดี (แบบพุทธ) ก็คงเคยมีอยู่ในสังคมไทยในอดีต และคงเหลือร่องรอยตกค้างมาถึงต้นรัตนโกสินทร์ เช่น เจ้าพระยาวิชเยนทร์ในพระราชพงศาวดาร (ซึ่งเขียนขึ้นในต้นรัตนโกสินทร์) ก็ไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยความสามารถเฉพาะตน ซ้ำยังไม่ใช่ผู้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเสียด้วย

เมื่อผมเป็นเด็ก และได้มีโอกาสเติบโตในอำเภอศรีราชา ผมได้รับการบอกเล่าถึงเจ้าพ่อเขาเขียว ซึ่งคนศรีราชามองเห็นเป็นเงาอยู่ลิบๆ ว่าเป็นเจ้าพ่อใหญ่ที่ทุกคนต้องเกรงกลัวเมื่อเข้าป่าของท่าน บางคนว่าต้องบัดพลีสังเวยท่านก่อนเข้าป่าด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ได้เห็นรถไฟของโรงเลื่อยบริษัทศรีมหาราชาวิ่งเข้าไปขนท่อนซุงขนาดมหึมาออกมาจากป่าเขาเขียวทุกวัน และไม่ทราบว่าบริษัทต้องทำพิธีอะไรหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจ้าพ่อเขาเขียวนั้นไม่มีประวัติ ดังนั้น อำนาจของท่านจึงไม่เกี่ยวอะไรกับการทำความดีในพุทธศาสนา

นอกจากเจ้าพ่อเขาเขียวแล้ว โคกและต้นไม้ใหญ่ก็มีอำนาจ อย่างน้อยผมก็ถูกเตือนว่า อย่าได้ฉี่ใส่เป็นอันขาด เพราะจะทำให้เครื่องมือการฉี่บวมโตและเจ็บปวด มีตำนานเล่าว่านักเรียนประจำบางคนเคยละเมิดเรื่องนี้ จนผู้ปกครองต้องเดินทางมาทำพิธีขอขมาโคกหรือต้นไม้ เพื่อรักษาชีวิตของลูกหลานเอาไว้ ผีเหล่านี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ คือมีอำนาจโดยไม่ผูกอยู่กับการทำความดีแบบพุทธอะไรมาก่อนเลย

แต่ความคิดที่ไม่ผูกอำนาจไว้กับบารมีนี้ หายไปในตอนไหนอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ

อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของกษัตริย์-พุทธ-ผี ระหว่างไทยและพม่า ที่อาจช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้อยู่บ้าง ต้องหันกลับไปดูเรื่องนัตของพม่าใหม่

นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนัตต่างมีความเห็นตรงกันว่า ความเชื่อเรื่องนัตมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพระราชอำนาจอยู่มาก ไม่แต่เพียงกษัตริย์เป็นผู้สถาปนานัตบางตนขึ้นเป็นนัตหลวงเท่านั้น ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีอยู่อย่างน้อยสองด้าน

ด้านแรกก็คือ ในประวัติของนัตส่วนใหญ่ มักถูกราชทัณฑ์ถึงชีวิต เพราะท่านเหล่านั้นล้วนเป็นปฏิปักษ์กับพระราชอำนาจ เช่น เป็นกบฏ, ไม่ปฏิบัติตามรับสั่งหรือพระราชโองการ, หรือมีฤทธิ์อำนาจมากจนคุกคามความปลอดภัยของกษัตริย์ ดังนั้น ความเชื่อเรื่องนัตจึงช่วยยืนยันพระราชอำนาจสูงสุดของกษัตริย์พม่า

ด้านที่สองก็คือ ความเชื่อเรื่องนัตซึ่งมีตั้งแต่นัตประจำพื้นที่ ไปถึงนัตที่มีอำนาจเหนือคนบางกลุ่มแต่ไม่ผูกกับพื้นที่ (เช่น นัตสายแม่สายพ่อ) คือการจำลองระบบปกครองในสมัยโบราณของพม่า สะท้อนภาระหน้าที่ของไพร่ที่มีต่อขุนนางตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นไปถึงพระเจ้าแผ่นดิน ความเชื่อเรื่องนัตจึงช่วยเสริมระบบปกครองและพระราชอำนาจ

ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งที่ผมอธิบายไม่ได้ ความเชื่อผีในพม่าไม่ได้ถูกพุทธศาสนาก้าวเข้าไปกำกับควบคุมเหมือนเมืองไทย แต่เป็นภาระของกษัตริย์ที่จะจัดการเอง และก็จัดการโดยรักษาไว้ให้อยู่ในกำกับควบคุมของกษัตริย์ ผีพม่าจึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาเหมือนผีไทย (ผีประเภทนั้นก็มีเหมือนกัน แต่มักเป็นผีที่มากับคัมภีร์บาลี) แต่เป็นผีที่ช่วยสะท้อนพระราชอำนาจของกษัตริย์ให้ประจักษ์ต่อราษฎร

แม้กระนั้นก็ใช่ว่าผีจะสยบยอมอยู่ใต้พระราชอำนาจโดยดุษณี ประวัติและเรื่องเล่าเกี่ยวกับนัตแสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อพระราชอำนาจอยู่บ่อยๆ เช่น เมื่อพระเจ้าอโนรธาสั่งประหารนัตพี่น้องตองบยอน พรรคพวกของนัตทั้งสองซึ่งเป็นนัตไทใหญ่ สิงอยู่ในต้นไม้ จึงแปลงร่างเป็นควาย และขวิดพระเจ้าอโนรธาจนสวรรคต มีเรื่องเล่ากันว่า พระเจ้ามินดงสั่งให้เลิกพิธีกรรมประจำปีบูชานัตตองบยอน ทำให้อัณฑะของพระองค์บวมโตและพระนาภีของพระมเหสีก็บวมโตเหมือนกัน จนต้องสั่งยกเลิกให้ทำพิธีกรรมประจำปีได้ต่อไป

แม้เครือข่ายของนัต "สายแม่สายพ่อ" โดยเฉพาะนัตที่มีผู้นับถือมากๆ เช่น พี่น้องตองบยอน จนเทศกาลบูชาประจำปีกลายเป็นงานระดับชาติ ก็เป็นการคุกคามพระราชอำนาจอย่างหนึ่ง ในสังคมโบราณที่อำนาจการจัดองค์กรถูกจำกัดไว้ให้เป็นพระราชอำนาจ (และองค์กรสงฆ์ ซึ่งอยู่ใต้พระราชอำนาจ) เพียงฝ่ายเดียว เครือข่ายของนัต "สายพ่อสายแม่" กลายเป็นการจัดองค์กรที่อยู่นอกพระราชอำนาจโดยปริยาย จึงอาจเป็นภัยคุกคามต่อพระราชอำนาจได้มาก

ผมคิดว่าในเมืองไทย ผีถูกพระในพุทธศาสนาปราบจนโงหัวไม่ขึ้นไปหมดแล้ว เหตุดังนั้น อำนาจที่ไม่ผูกกับความดี (แบบพุทธ) จึงไม่มี หรือมองเห็นไม่ค่อยถนัด จนกระทั่งเราได้ความคิดเรื่องอำนาจแบบฝรั่งเข้ามา ซึ่งก็ไม่แพร่หลายในหมู่คนไทยนัก นั่นคืออำนาจผูกอยู่กับกฎหมาย กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองในเวลานี้ คือระหว่างอำนาจที่ถูกกฎหมาย กับอำนาจที่เกิดจากความดี

คงไม่ต้องบอกนะครับว่า อำนาจขององค์กรสงฆ์ในเมืองไทยก็ตกอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของกษัตริย์อย่างเด็ดขาดและครอบคลุมยิ่งกว่ากษัตริย์พม่าเสียอีก

ในการเมืองสมัยใหม่ของไทย ผมคิดว่ามีผู้นำอยู่สองคนที่อำนาจของเขาไม่ผูกกับกฎหมาย หรือไม่ผูกอย่างชัดเจนนัก แต่กลับเป็นที่นับถือในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง คนแรกคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งโดยประวัติและเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว ก็น่าจะกลายเป็นนัตหลวงตนที่ 38 ไปแล้ว หากอยู่ในพม่าสมัยที่ยังมีกษัตริย์ปกครอง อีกคนหนึ่งคือ คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งแตกต่างแทบจะตรงกันข้ามกับคนแรก ซ้ำยังชอบยืนยันที่มาแห่งอำนาจของตนว่าคือกฎหมาย (การเลือกตั้ง) ไม่ใช่ความดี (แบบพุทธ) ที่สั่งสมมาแต่อดีต เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นอัศวินคลื่นลูกที่สาม ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์

ผมบอกได้แต่ว่า ความเหมือนและความต่างของผู้นำสองคนที่ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยนี้น่าสนใจ และคงบอกที่มาแห่งอำนาจอีกแหล่งหนึ่งที่ไม่ใช่ความดี (แบบพุทธ) แต่มันคืออะไร ผมก็วิเคราะห์ไม่ออกครับ

 

ที่มา: www.matichonweekly.com 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

SOTUS: อำนาจเหนือสิทธิ(จริงหรอ...?)

Posted: 13 Jan 2018 08:12 AM PST


 


หากพูดถึงกิจกรรมหรือการรับน้องให้ในรั้วมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ผมมีความเชื่อและคิดว่าคนส่วนใหญ่ย่อมนึกถึงระบอบโซตัส ซึ่งผมจะขอเรียกระบบโซตัสว่า "วัฒนธรรมชนชั้น"  จริงๆ หากพูดถึงประวัติศาสตร์ของระบบโซตัสคราวๆ ก็อาจกล่าวได้ว่าระบบโซตัสอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งอยู่คู่กับการเมืองและสังคมไทยก็ว่าได้ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่มาชัดเจนช่วงยุคก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการนำระบบโซตัสเข้ามาร่วมกับกิจกรรมรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยแต่ก็ถือว่ายังไม่รุนแรงมากดังเช่นปัจจุบัน

โซตัสเริ่มรุนแรงและมีอิทธิพลมาต่อสังคมมหาวิทยาลัยก็ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลเผด็จการทหารในสมัยนั้นมีความหวาดกลัวต่อภัยคอมมิวนิสต์มาก จึงเข้ามาควบคุมและมีอิทธิพลต่อกิจกรรมรับน้องในมหาวิทยาลัยมีการนำระบบว๊ากเข้ามาและครอบงำความคิดให้ต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ต่อนิสิตนักศึกษา ในยุคนั้นการรับน้องโดยใช้การว๊ากและระบบโซตัสจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร คนรุ่นนั้นมองว่าเป็นเพียงสิ่งที่ไม่ให้นักศึกษาน้องลู่นอกทางก็แค่นั้น จึงทำให้ระบบโซตัสค่อยๆ กลืนและรวมเข้ากับวัฒนธรรมของสังคมมากขึ้นมีอิทธิพลมากขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่ารุ่น

หากย้อนมามองที่ปัจจุบันจะพบว่าวัฒนธรรมโซตัสนั้นได้ฝังรากลึกเปรียบหมือนกับระบบราชการที่ทั้งแข็งแรงและมีอิทธิพลต่อสังคมยากที่จะเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสังคมปัจจุบัน เมื่อกล่าวดังนี้จึงมีคำถามตามมาว่าเหตุใดระบบโซตัสจึงไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงหรือยุติลงไป


"วัฒนธรรมชนชั้น"

"วัฒนธรรมชนชั้น" ผมได้เปรียบระบบโซตัสว่าเป็นวัฒนธรรมชนชั้น กล่าวคือ การที่นักศึกษาปี 1 ได้เข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบโซตัส ย่อมต้องเข้าสู่สังคมชนชั้นทันที ทุกคนต้องห้อยป้ายชื่อ และเสียงในการพูด เสนอ แย้ง ความคิดเห็น จะเบาลงหรือแทบจะไม่มีเลยในบางแห่งอำนาจในสิทธิของตัวเองจะมีไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็น ทุกคนต้องเข้าสู่ระบบชนชั้นที่มีรุ่นพี่เป็นผู้ควบคุมและมีอิทธิพลในชีวิตในมหาวิทยาลัยของนักศึกษา อำนาจและสิทธิของตัวเองจะมาพร้อมกับปีที่สูงขึ้นปี 1 เคารพปี 2 ปี 2 เชื่อฟังปี 3 ปี 3 รับคำสั่งจากปี 4 เรียงเป็นชนชั้นทางสังคม ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง ปี 1 ไม่มีสิทธิพูดหรือแม้กระทั้งตั้งคำถามในสิ่งที่รุ่นพี่ได้กระทำ ทุกคนถูกทำให้เป็นหุ่นยนต์รับคำสั่งได้อย่างเดียวแต่ไม่มีสิทธิตั้งคำถาม

จึงอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของนักศึกษาปี 1 ในมหาวิทยาลัยเป็นชีวิตที่อึดอัดและต้องอดทนมากที่สุดในการทำสิ่งที่ขัดต่ออุดมการณ์หรือความคิดเห็นของตนเองโดยไม่มีสิทธิที่จะพูด เป็นการถูกควบคุมอย่างแท้จริง แม้ในบางมหาวิทยาลัยจะมีการออกมาพูดประมาณว่าตนเองในฐานะรุ่นพี่ไม่ได้มีการบังคับหรือขู่เข็ญนักศึกษาปี 1 ให้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางตนได้จัดขึ้น ผมเชื่อว่าถึงแม้จะยอมให้ไม่เข้าร่วมจริงตามความสมัครใจแต่ก็จะใช้ชีวิตในคณะหรือในมหาวิทยาลัยลำบากขึ้น เพราะสิทธิคุณจะไม่เต็มร้อยอย่างที่ควรจะเป็น เช่น กิจกรรมบางความคุณถูกขัดขวางไม่ให้เข้าร่วม ถูกต่อว่าหรือกั้นแกล้งจากเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ หรือสิ่งที่อยากจะพูดหรืออยากจะทำถูกขัดขวาง เพราะในระบบโซตัสมีความเป็น Unity สูงจึงรับไม่ค่อยได้กับการแตกคอกของคนบางคนมีความหวาดระแวงวะจะนำข้อมูลบางสิ่งบางอย่างของสิ่งที่ตนกระทำหรือเชื่อไปบอกต่อให้รุ่นน้องจนเกิดความกลัวและจะสั่นคลอนต่อระบบของตนได้นั้นเอง


"เป็นวัฒนธรรมหรือลัทธิศาสนากันแน่"

หลายคนมีคำถามว่าถ้าระบบโซตัสไม่ดีจริงเหตุใดจึงไม่หมดไปจากสังคมเสียที ซึ่งผมจะขอกล่าวก่อนเลยครับว่าผมไม่ได้มองว่าวัฒนธรรมโซตัสนั้นดีหรือไม่ดีผมจะไม่ขอตัดสินใจในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของปัจเจคที่จะเลือกตัดสินใจชี้ขาดด้วยตนเอง จากสิ่งที่ได้จากประสบการณ์หรือรับรู้ด้วยตนเอง ผมยอมรับว่าระบบโซตัสนั้นก็มีข้อดีหากพิจารณาที่จุดมุ่งหมายของคำว่า "Sotus" จริงๆ ก็จะมีข้อดีที่เห็นได้อยู่ แต่ในปัจจุบันแม้นักศึกษาในหลายๆ มหาวิทยาลัยจะออกมาปกป้อง และเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองเชื่อโดยชี้ให้มองถึงข้อดีของระบบโซตัสบ้าง เพราะจะเห็นได้ว่าในหน้าข่าวปัจจุบันจะมีแต่ด้านลบของระบบโซตัสที่ออกมาเผยแพร่อย่างต่อเนือง และผู้คนภายนอกก็เริ่มตั้งคำถามในการมีอยู่ของระบบโซตัส สิ่งที่ทำให้โซตัสยังอยู่คู่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบันได้ก็เนื่องมาจากไป connect กับระบบอุปถัมภ์ได้พอดิบพอดี เพราะเป็นสิ่งที่คลายคลึงกันมากให้ความสำคัญกับพวกเดียวกัน คุณจบคณะเดียวกับผมมหาลัยเดียวกับผมอย่างที่พวกอุปถัมภ์ชอบอ้าง และด้วยการมีอยู่ของระบบอุปถัมภ์นี้เองจึงทำให้การคิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโซตัสจึงทำได้ยากมาก เพราะมีเครือข่ายที่กว้างไกลและเข้มแข็งมาก เช่น มีรุ่นพี่เป็นผู้มีอิทธิพล นักธุรกิจ ตลอดจนนักการเมืองจึงมีอิทธิต่อสังคมค่อนข้างมาก

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าระบบโซตัสเป็นเหมือนวัฒนธรรมที่ตกผลึกในสังคม แต่มันเหมือนกับลัทธิหรือศาสนาเสียมากกว่า เพราะหากระบบโซตัสเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมนั้นจริงๆ ย่อมต้องเปลี่ยบแปลงได้เพื่อให้เข้ากับสังคม เพราะคำว่าวัฒนธรรมนั้นจริงๆ ให้ความสำคัญกับมนุษย์ หากมนุษย์เปลี่ยนวัฒนธรรมย่อมเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ แต่ลัทธิหรือศาสนานั้นไม่ได้เปลี่ยนตามวิถีชีวิตของมนุษย์แต่เป็นในรูปแบบของความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะตั้งคำถามได้ยากมาก เพราะมนุษย์จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเชื่อว่าเป็นสิ่งต้องปฏิบัติเพราะได้ปฏิบัติมานานแล้วและเชื่อว่าต้องเป็นสิ่งที่ดี จึงเลือกปฏิบัติตามโดยไม่ตั้งคำถามแต่อย่างไร จะเห็นได้ว่าระบบโซตัสนั้นคล้ายคลึงกับลัทธิหรือศาสนามาก เห็นได้จากความล้มเหลวของผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง โค่นล้มระบบโซตัส และการไม่พยายามเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกยุคปัจจุบัน เพราะไปท้าท้ายต่อความเชื่อซึ่งยากที่จะยุติได้


"การมีอยู่ของระบบโซตัสเท่ากับการทำลายหัวใจของประชาธิปไตย"

หากได้มีโอกาสศึกษาเรื่องประชาธิปไตยในประเทศไทย จะพบว่าในประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นการที่จะกล่าวถึงประชาธิปไตยนั้นสังเกตยากมาก เพราะสังคมไทยนั้นส่วนใหญ่จะถูกปกครองโดยทหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้ง การเมืองขาดเสถียรภาพเป็นระยะเวลานาน ทำให้ประชาชนในประเทศมองเป็นเรื่องปกติ การคุกคามสิทธิหรือการไม่เคารพกฎหมายถูกมองเป็นเรื่องปกติ มองว่าสถาบันสถาบันหนึ่งมีความถูกต้องที่เข้ามาบริหารประเทศผ่านการรัฐประหารด้วยข้ออ้างอะไรก็แล้วแต่ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างไร สิ่งนี้เองจึงทำให้สังคมไทยเพิกเฉยต่อระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ และเลือกที่จะมองข้ามสิทธิของตนเอง จึงทำให้ชุดความคิดนี้ฝังลากลึกต่อสังคมไทยและการเมืองไทย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ

หากย้อนกลับมามองที่มหาวิทยาลัย การรับน้องของมหาวิทยาลัย ที่มีการใช้ระบบโซตัสในกิจกรรมรับน้องจะพบการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความรุนแรงหรือการว๊ากที่เป็นตัวประกอบของระบบโซตัส อย่างที่ผมได้กล่าวไปในข้างต้นว่า นักศึกษาปี 1 ทุกคนจะต้องห้อยป้ายชื่อ ต้องฟังคำสั่งรุ่นพี่ ห้ามพูด หรือแสดงความเห็นที่ต้อต้าน แค่การห้อยป้ายก็ถือเป็นการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลแล้วโดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นๆ เลย และยิ่งในคณะที่มีการสอนเรื่องการเมืองการปกครอง สอนในเรื่องของประชาธิปไตย ตกเย็นมาก็ต้องมานั่งว๊ากน้องเป็นตัวแทนของผู้บ้าอำนาจเหมือนเผด็จการ จึงเป็นสิ่งที่ดูสับสนและขัดแย้งกันเองมาก โดยเฉพาะในสังคมมหาวิทยาลัยที่มีการยกย่องเรื่องประชาธิปไตยแต่ก็ยังมีระบบโซตัสที่เหมือนกับระบบทหาร ที่กดสิทธิและความแตกต่างของคนอยู่

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้ความหมายของสังคมประชาธิปไตยไว้ว่า "สังคมที่เป็นประชาธิปไตยต้องเป็นสังคมที่แตกต่าง และเสียงดังโหวกเหวกโวยวายมาก จึงจะเป็นสังคมประชาธิปไตย ในสังคมประชาธิปไตยทุกคนล้วนต้องรับฟังซึ่งกันและกันจึงเป็นเรื่องยากมากที่สังคมจะนิ่งเงียบไม่มีเสียง เพราะหากเสียงนั้นเบาและเงียบลงเท่ากับสังคมนั้นจะเป็นสังคมของเผด็จการ" จึงนับเป็นเรื่องน่าเศร้าของสังคมที่คนรุ่นใหม่มีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ต้องมาถูกควบคุมความคิดและมีอิทธิพลต่อความคิดไม่ใช่เพื่อทำให้เกิดการพัฒนา แต่เป็นการควบคุมเพื่อให้เกิดการควบคุม กล่าวคือ ผู้ที่ถูกควบคุมจนยอมรับในระบบโซตัสก็ล้วนเป็นผู้สือทอดระบบต่อไปในอนาคต


"พื้นที่สำหรับความเห็นต่าง"

ผมได้กล่าวถึงบริบทของระบบโซตัสไปมากแล้วต่อจากนี้ผมจะขอเสนอแนวทางการปรับตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบันได้อย่างมีทางออกที่ขัดแย้งน้อยที่สุดตามความเห็นของผม จะเห็นได้ว่าปัญหาที่สำคัญที่เป็นตัวทำลายระบบโซตัส คือความเห็นต่างและนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยต่อระบบ โดยสังคมของระบบโซตัสนั้นล้วนไม่ชอบพวกที่เห็นต่างและมองเป็นศัตรูที่ควรถูกกำจัดหรือหลีกไปให้พ้นทาง จะเห็นได้ว่าในบางมหาวิทยาลัยบางคณะมีการจัดการกับพวกที่เห็นต่างต่อระบบค่อนข้างรุนแรง ส่งผลให้นักศึกษาที่เห็นต่างต้องทำการย้ายคณะหรือลาออกจากมหาวิทยาลัย แม้จะไม่มากแต่ก็เป็นนัยยะที่สำคัญเพราะยิ่งในยุคปัจจุบันที่โลกให้ความสำคัญต่อสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น จึงไม่ควรมองข้ามสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน ควรให้ความสำคัญและแก้ไข หากปล่อยไปก็จะกลายเป็นความเคยชินมากขึ้น เหมือนกับทองคำที่แม้จะมีแค่ตำนิเล็กน้อยก็จะหมดสิ้นราคาและคุณภาพไปเลย สังคมจึงควรให้ความสำคัญกับตรงนี้

สิ่งที่ผมจะเสนอคือควรมีพื้นที่สำหรับผู้ที่เห็นต่างในระบบโซตัสของคณะในมหาวิทยาลัย เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาคือเราไม่มีพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างได้พึ่งและแสดงความเห็น ได้พูดและทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ เพราะหากพวกเขาเห็นต่างในระบบโซตัสจะทำให้เกิดการหลบซ้อนไม่เป็นตัวของตัวเองไม่ได้พัฒนาศักยภาพในตัวเองให้มากขึ้น จึงควรมีพื้นที่สำหรับความเห็นต่างของนักศึกษา อาจตั้งเป็นชมรม หรือกลุ่มคนที่ทุกคนในมหาวิทยาลัยให้การยอมรับถึงการมีอยู่ และรับประกันว่าระบบโซตัสจะไม่มีอิทธิพลต่อพวกเขาทั้งในคณะและในมหาวิทยาลัย "พื้นที่สำหรับความเห็นต่าง" จึงเป็นแนวทางที่ผมเสนอเพื่อเป็นทางออกต่อทุกฝ่ายทั้งผู้ที่นิยมชมชอบในระบบโซตัส และผู้ที่เห็นต่างต่อระบบโซตัส ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยควรพิจารณาและให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มาก เพราะบัณฑิตที่จบออกไปในรั้วมหาวิทยาลัยล้วนเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ชาติพัฒนาไปได้ในอนาคต


"โซตัสภายใต้แรงกดดันในสังคมปัจจุบัน"

จะเห็นได้ว่าในสังคมปัจจุบันคนเริ่มออกมาแสดงความคิดเห็น และตั้งคำถามต่อระบบโซตัสมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการที่มีข่าวด้านลบของระบบโซตัสในมหาวิทยาลัยออกมามากขึ้น ทั้งข่าวการละเมิดสิทธิของนักศึกษา การละเมิดทางเพศ และโดยเฉพาะมีข่าวการเสียชีวิตของนักศึกษาปี 1 ภายใต้การรับน้องของคณะที่มีการจัดกิจกรรมแบบระบบโซตัส ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงการมีอยู่และก็มีนักศึกษาส่วนหนึ่งออกมาปฎิเศษและปกป้องในตัวระบบ จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามและถกเถียงมากมากทั้งในแวดลงนักศึกษา ประชาชน และในแวดวงวิชาการก็ออกบทความต่างๆ ทั้งโจมตีและสนับสนุน จึงไม่สามารถหาข้อสรุปและยุติปัญหานี้ได้ ในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าระบบโซตัสเริ่มถูกกดดันและตรวจสอบมากขึ้นจากสังคม แต่ก็ทำได้เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ยังไม่ส่งผลต่อระบบโซตัสโดยรวมมากนัก เหตุเพราะในบางมหาวิทยาลัยบางคณะ อาจารย์ผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยต่างก็มีส่วนร่วม และอิทธิพลต่อระบบโซตัสในคณะหรือมหาวิทยาลัยของตน จึงออกมาปกป้องและปกปิดข้อมูลบางสิ่งบางอย่างที่สังคมควรที่จะรับรู้ สิ่งนี้เองจึงเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบโซตัสภายในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือบางแห่ง ที่มีความชัดเจนถึงการมีอยู่ของระบบโซตัสมาก และกิจกรรมหลายๆ อย่างของระบบโซตัสกลายมาเป็นกฎของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้เองถึงแม้ระบบโซตัสจะถูกกดดันโดยสังคม แต่ก็ยังธำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง

แต่ก็ใช่ว่าอนาคตจะมืดมนเสมอไป ก็พอมีทางสว่างอยู่บ้าง เพราะการที่สังคมให้ความสนใจในระบบโซตัสและทำการตรวจสอบมากเท่าไร ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่สังคมให้ความสนใจอาจทำให้เกิดการเกรงใจและเกรงกลัวกฏหมายมากขึ้นในระบบโซตัส และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้บ้างในอนาคต อาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลันล้มระบบโซตัสอย่างที่พวกนักปฏิวัติชอบใช้ แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ มากกว่า เพราะยิ่งเข้าสู่ Social globalization มากเพียงไรก็จะเกิดการกดดันและต่อต้านจากสังคมมากขึ้นเท่านั้น และในอนาคตผมเชื่อว่าสังคมในระบบโซตัสจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและเห็นผลมากขึ้น

จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าระบบโซตัสโดยเฉพาะในประเทศไทยนั้นตีความคำว่าโซตัส ผิดอย่างสิ้นเชิงโดยไปให้ความสำคัญกับรุ่น และการว๊ากมากเกินความจำเป็น จนนำไปสู่ความรุนแรงและลิดรอนสิทธิในรั้วมหาวิทยาลัย นำไปสู่การตั้งคำถามจากสังคมและกดดันจากสังคม ถึงเวลาแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพราะทุกสิ่งยอมมี 2 ด้านทั้งด้านดีไม่ดีและคนที่ชอบกับคนที่ไม่ชอบในตัวของระบบ ควรมีพื้นที่สำหรับพวกเขา และควรปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้มากขึ้น เพราะหากคุณยังดื้อดึงดึงดันในแนวคิดและสิ่งที่คุณทำว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คนเห็นต่างคือคนที่ไม่เข้าใจและควรกำจัดออกไป ขืนคุณคิดเช่นนี้ก็จะเกิดการต่อต้านและท้าท้ายไม่รู้จบ เราควรหันหน้าเข้าหากันและเปิดใจคุณกันเพื่อนำไปสู่กิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่มีทางออกที่ดีขึ้นสร้างสรรค์มากขึ้นและทุกฝ่ายยอมรับ ผมเชื่อว่าหากทำได้จะนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่สูงกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน...


 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฉีกแนว เอกชัย แจกปฏิทินนาฬิกา-ประวิตรในงานวันเด็กที่ทำเนียบฯ

Posted: 13 Jan 2018 07:41 AM PST

เอกชัยและเพื่อน เปลี่ยนแนว บุกทำเนียบอีกแจกปฏิทินนาฬิกาหรูประจานประวิตรในงานวันเด็ก เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้าควบคุมตัวเจรจาสุดท้ายยอมกลับแต่โดยดีแต่ก็ยื้อแจกปฏิทินให้กับเด็กจนหมด ชี้กิจกรรมวันเด็กของทหารเป็นกิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ

13 มกราคม 61 เวลา 09.50 น. นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นักกิจกรรมทางการเมือง ได้เดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล บริเวณ ประตู 4  ฝั่งถนนพิษณุโลก และได้แจกปฏิทินแบบพกพาเป็นภาพของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถ่ายคู่กับนาฬิกาข้อมือราคาแพงยี่ห้อต่างๆจำนวน 20 เรือน ให้กับเด็กๆ และผู้ปกครองที่มาร่วมกิจกรรม รวมทั้งบุคคลที่คนผ่านไปมาบริเวณดังกล่าวเป็นที่ระลึก

หลังจากแจกได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณสิบนายได้เข้าควบคุมตัวนายเอกชัยไปที่อาคารสำนักงาน ก.พ. แต่ปรากฎว่าอาคาร กพ.ปิดเนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ จึงต้องนำมาพูดคุยที่หน้าอาคาร ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักสุดท้ายเอกชัยและโชคชัยยอมที่จะเดินทางกลับแต่โดยดี แต่ขณะที่เดินทางมารอรถเมล์เพื่อเดินทางกลับก็ได้ทำการแจกปฏิทินไปด้วย

เอกชัยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ทุกๆ ปีรัฐบาลทหารพยายามโฆษณาชวนเชื่อด้วยการใช้อาวุธสงครามดึงดูดเด็กในวันเด็ก ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเด็ก ผมเลยนำปฏิทินมามอบให้กับเด็กเพื่อให้เด็กรู้ว่า ทหารไม่ได้มีดีแค่ยุทโธปกรณ์ แต่ยังมีนาฬิกาหรูด้วย"

ระหว่างการแจกทั้งก่อนและหลังถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบพยายามจะขอปฏิทินจากเอกชัย แต่เอกชัยปฏิเสธ โดยบอกว่าต้องการจะแจกให้กับเด็กเท่านั้น

เอกชัยตอบคำถามว่า "ทำไมวันนี้ถึงยอมกลับเร็วนัก" ว่า "เจ้าหน้าที่ๆ ควบคุมตัวผมเขาบ่นว่า เขาก็อยากพาลูกไปเที่ยวงานวันเด็กเหมือนกัน ผมก็เลยยอมกลับเพราะว่าสงสารพวกเขา"


ภาพเอกชัยขณะแจกปฏิทิน ประวิตร-นาฬิกาหรู ให้กับเด็กที่มางานวันเด็กที่ทำเนียบฯ


ภาพ จนท.นอกเครื่องแบบขณะเข้าควบคุมตัวเอกชัยข้ามมายังอาคาร กพ.

หมายเหตุ: ภาพและคลิปวิดีโอจาก Autchara Thongsawat ผู้สื่อข่าว Peace TV

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผลสำรวจเผย เด็ก เยาวชนใช้ความรู้ที่เรียนมาได้น้อย ไม่เป็นตัวเองเมื่ออยู่กับผู้ใหญ่

Posted: 13 Jan 2018 07:29 AM PST

'นิวกราวด์' องค์กรวิจัยคุณภาพชีวิตประชากร เผยผลสำรวจจากเด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไปกว่า 7,010 ตัวอย่าง ชี้ เด็ก เยาวชนค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ถามผู้ใหญ่น้อยที่สุด แต่ยังมีโอกาสกำหนดชีวิตตัวเอง

ภาพบรรยากาศงาน

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561 องค์กรนิวกราวด์ องค์กรศึกษา วิจัย และสนับสนุนทางเลือกในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรในอนาคต เผยผลสำรวจรับวันเด็กจากการจัดทำแบบสำรวจออนไลน์เพื่อสำรวจความคิดเห็นเยาวชนไทยต่อประเทศไทย ประจำปี 2560 ณ ร้าน Fathom Bookspace ซอยสวนพลู นำเสนอโดย เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ตัวแทนองค์กรนิวกราวด์ พร้อมด้วยวิภาวรรณ วงษ์สว่าง, วริศ ลิขิตอนุสรณ์ และวรวัส สบายใจ ร่วมเผยผลสำรวจดังกล่าว

เปรมปพัทธ กล่าวถึงผลสำรวจดังกล่าวจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 7,010 ตัวอย่าง จำแนกเป็นเด็กเยาวชน 6,010 คน และประชาชนทั่วไป 1,000 คน โดยสำรวจระหว่างวันที่ 3 - 31 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมาพบว่า ในประเด็นคำถามเกี่ยวกับตัวเองนั้น มีการสะท้อนจากเด็กเยาวชนว่ามีภาระที่ต้องทำอย่างมาก และใช้ประโยชน์จากความรู้ที่เรียนได้น้อย แต่ยังมีโอกาสเลือกวิถีชีวิตด้วยตัวเอง ขณะที่เด็กเยาวชนเป็นตัวของตัวเองน้อยสุดเมื่ออยู่กับผู้ใหญ่แค่ 39 คะแนน แต่ในกลุ่มเพื่อนถึง 83 คะแนน ส่วนคำถามเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลที่เด็กเยาวชนใช้สืบค้นส่วนใหญ่คือ อินเทอร์เน็ต 82 คะแนน ตามด้วยกลุ่มเพื่อน 62 คะแนน สถานศึกษา 52 คะแนน และผู้ใหญ่ 37 คะแนน

นอกจากนี้ในบอร์ดกระทู้เว็บไซต์ Dek – d จำนวน 500 กระทู้ ในช่วงเดือน ก.ย.- ต.ค. 2560 พบหัวข้อร้องเรียนที่เด็กเยาวชนตั้งกระทู้มากที่สุดคือการมีปัญหาความสัมพันธ์กับครู 67% ตามด้วยเรื่องทรงผม 8% การรับน้องและถูกลวนลาม อย่างละ 6%

วิภาวรรณ ได้สรุปคำถามปลายเปิดออกมาในประเด็นต่าง ๆ พบว่า งาน เงิน อาชีพ เป็นเรื่องที่ดีในมุมมองเด็ก 17% ตามด้วย การปรับปรุงตัวเองและได้ทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ระหว่าง 4-6% ส่วนประเด็นความเห็นเรื่องสื่อพบว่า สื่อขาดเรื่องของเยาวชนในมุมมองของเยาวชน สาระความรู้ที่สร้างสรรค์ และการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มีการนำเสนอประเด็นข่าวในวงการบันเทิงมากเกินไป

ทั้งนี้ ของขวัญที่เด็กอยากได้จากผู้ใหญ่ คือการรับฟังและความเข้าใจ 25% เงิน 11% ของขวัญ 8% การปรับปรุงตัวอง และระบบการศึกษา อย่างละ 7% ส่วนเรื่องที่เป็นที่ชื่นชอบในประเทศไทย ได้แก่ ความไม่ลำบาก อาหารอร่อย คนไทยน่ารัก และเรื่องที่ควรปรับปรุงคือ การศึกษา อยากให้ลดภาระเรื่องการบ้าน และระบบขนส่งสาธารณะ

ช่วงท้ายของการนำเสนอมีการรายงานถึงการทำความเข้าใจวัฒนธรรมเยาวชนในสังคมไทยว่ายังคงมีการอิงรูปแบบการแบ่งช่วงวัยโดยอาศัยความรู้ทางการแพทย์และแรงงานเป็นตัวชี้วัดว่าช่วงวัยใดที่เด็กทำงานได้หรือไม่ได้ โดยเสนอการแบ่งช่วงวัยโดยอิงมาตรฐานทางวัฒนธรรมดังที่มีการใช้ในต่างประเทศ มีลักษณะการแบ่งเป็น Tween, Teenager, Young adult, Keeper, Adulthood และอื่น ๆ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการแบ่งช่วงวัยในการศึกษาวิจัยเยาวชนที่หลากหลายและมองเห็นถึงความต้องการของเด็กเยาชนได้อย่างถูกจุด

อ่านผลการสำรวจฉบับเต็มได้ที่นี่

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สั่งเก็บสแตนดี้ ‘ประยุทธ์’ ขี่มอเตอร์ไซค์ หลังถูกติงไม่สวมหมวกกันน็อก

Posted: 13 Jan 2018 02:29 AM PST

เจ้าหน้าที่เก็บสแตนดี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อกออกจากงานวันเด็กทำเนียบรัฐบาล หลังประธานชมรมไทยปลอดภัยชี้ว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเด็ก 

 
 
13 ม.ค. 2561 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่าภายหลังจากที่นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานชมรมไทยปลอดภัย ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความไม่เหมาะสม กรณีที่ทำเนียบรัฐบาลจัดงานวันเด็ก โดยนำสแตนดี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก มาเตรียมจัดแสดงเพื่อให้เด็กถ่ายรูป ซึ่งนายนิกรมีความกังวลว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเด็ก หากรูปสแตนดี้นายกฯ ไม่สวมหมวกกันน็อก
 
ทั้งนี้ล่าสุดในการจัดงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลเจ้าหน้าที่ได้นำสแตนดี้นายกฯขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้าออกทั้งหมด เหลือแต่สแตนดี้นายกฯ ในอิริยาบถอื่น
 
ส่วนบรรยากาศการจัดงานวันเด็กในทำเนียบรัฐบาล ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาร่วมทำกิจกรรมจำนวนมาก โดยเด็กเข้าร่วมกิจกรรมตามบูธต่างๆ อย่างสนุกสนาน ส่วนไฮไลต์สำคัญที่เด็กให้ความสนใจคือกิจกรรมเข้าเยี่ยมชมตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ โดยได้จัดคิวให้เด็กเข้าตึกไทยคู่ฟ้ารอบละ 60 คน โดยเปิดตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ขณะที่การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีการตั้งเครื่องตรวจวัตถุอันตราย และเจ้าหน้าที่เน้นย้ำกับประชาชนว่าหากพกพาของมีคมให้ฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ด้วย เช่น อาวุธ กรรไกรตัดเล็บ มีดคัตเตอร์ เป็นต้น
 
มอบโอวาทขอให้เด็กและเยาวชน คิดพัฒนาการเรียนรู้ให้กับตัวเอง ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ยึดมั่นสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
 
 
ด้าน เว็บไซต์สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล รายงานว่าวันนี้ (13 ม.ค. 2561) เวลา 10.45 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวให้โอวาทกับเด็กและเยาวชน ที่มาร่วมงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ณ ทำเนียบรัฐบาล ประจำปี 2561 โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ได้รับชมวิดีทัศน์นำเสนอผลงานเด็กไทยได้รับรางวัล สัมภาษณ์เด็กชายจิรัฏฐ์ สุมิตรเหมาะ (น้องคอปเตอร์) โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ทีมหุ่นยนต์วิ่งเร็วสองขาปั่นพลังงานด้วยมือ จากโรงเรียนวังรีบุญเลิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช และทีมโครงการห้องน้ำอัจฉริยะ จากโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ กรุงเทพมหานคร
 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวให้โอวาทกับเด็กและเยาวชน สรุปสาระสำคัญว่า ปีนี้เป็นปีแห่งความสงบสุข โดยช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองอยู่ในความสงบสุขมากขึ้น มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการพัฒนาหลาย ๆ อย่างดีขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการพัฒนาคนตามช่วงอายุ ที่เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงจบการศึกษา เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศในเวลานี้  เพื่อการเตรียมพร้อมรองรับกับโลกยุคปัจจบัน ยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในประเทศ ประชาคมอาเซียน และในโลก ซึ่งสิ่งที่เรากำลังร่วมมือกันวันนี้คือการทำให้เด็กไทยเป็นเด็กที่เหมาะสมกับยุค 4.0 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคน 3.0 2.0 1.0 จะหมดไปจากประเทศไทย ทั้งนี้ คำว่า 1.0 2.0 3.0 ไม่ใช่การแบ่งชนชั้นประชาชน แต่ 1.0 2.0 3.0 4.0 เป็นตัวเลขในเชิงของอุตสาหกรรมโลกยุคใหม่ ที่ 1.0 ใช้แรงงานอย่างเดียว 2.0 ใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก 3.0 ใช้เครื่องจักรขนาดเล็กขนาดใหญ่ และ 4.0 ใช้หุ่นยนต์  ซึ่งตัวของเราจะอยู่ในส่วนไหนก็ไม่เป็นไร  เพียงแต่จะต้องใช้สติปัญญาในการขับเคลื่อนชีวิต  
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คนไทยประกอบอาชีพที่หลากหลาย ตั้งแต่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและบริการ ตลอดจนอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นสาขาอาชีพที่เด็กทุกคนจะต้องไปเรียนต่อในวันข้างหน้า ตามสมรรถภาพของร่างกาย กำลังสมองและปัญญาของแต่ละคน โดยผู้ปกครองก็ต้องให้การส่งเสริมลูกในทางที่เหมาะสมกับลูกของตัวเอง ให้หาศักยภาพของเด็กให้เจอ ว่ามีพรสวรรค์ตรงไหน ให้เด็กได้ทำอย่างที่ต้องการและมีความสุข  เพื่อให้เด็กเกิดแรงคิด แรงในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ออกมาเพื่อเป็นกำลังในการช่วยกันพัฒนาประเทศในอนาคต
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า อยากให้น้อง ๆ ทุกคน หลาน ๆ ทุกคนได้คิดทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้คิดใช้เวลาที่มีค่าวันละ 24 ชั่วโมงในการคิดพัฒนาตัวเอง พัฒนาการเรียนรู้ให้กับตัวเอง โดยนายกรัฐมนตรีอยากให้เด็กทุกคนได้เห็นโลกทัศน์ที่กว้างไกลกว่าที่บ้าน และครอบครัว เพราะเมื่อทุกคนโตขึ้นก็ต้องไปเจอสังคมข้างนอกในวันข้างหน้า  เด็กและเยาวชนคือผู้ที่เป็นอนาคตของประเทศ  ทุกคนจึงต้องช่วยเหลือกันในการทำพาประเทศชาติของเราไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน
 
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวฝากขอให้ทุกคนเป็นผู้ที่รอบรู้ รู้กว้าง คิดอย่างมีเหตุผล รู้จักคิดวิเคราะห์ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก รู้จักความดีความชั่ว มีการใช้สติในทางบวก รู้จักค่านิยมความเป็นไทย เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในศตวรรษที่ 21 ในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อมกับขอให้ทุกคนภาคภูมิใจในความเป็นไทย ยึดมั่นในสถาบันชาติ  ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดำรงความเป็นไทยให้คงอยู่ตลอดไป รวมทั้งขอให้เด็กทุกคนมีความสุขในวันเด็ก เป็นเด็กที่ดี และเป็นอนาคตที่ดีของชาติต่อไป
 
จากนั้น นายกรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกับเด็กและเยาวชน แล้วออกจากตึกสันไมตรี (หลังนอก) ไปยังตึกสันติไมตรี (หลังใน) ผ่านโถงกลางเพื่อชมกิจกรรมของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชมกิจกรรมขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่ห้องสีฟ้า แล้วชมกิจกรรมของกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ที่โถงกลาง ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีออกจากตึกสันติไมตรี (หลังใน) ผ่านทางหน้าห้องสีเหลืองไปยังสนามหญ้าหน้าตึกสันติไมตรี เพื่อชมกิจกรรมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงกลาโหม สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ราชกิจจาฯ ประกาศ 'สุภิญญา' พ้นเก้าอี้ กสทช.หลังศาลฎีกาชี้ผิดชุมนุมบุกสภา

Posted: 13 Jan 2018 02:04 AM PST

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ 'สุภิญญา กลางณรงค์' พ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. เหตุเข้าลักษณะต้องห้าม หลังศาลฎีกาพิพากษาความผิดนำผู้ชุมนุมบุกรัฐสภาปี 2550

 
 
วันที่ 12 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ้นจากตําแหน่ง ระบุว่าตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554 ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 นั้น เนื่องจาก นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ส่งผลให้เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 7 ข. (7) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และต้องพ้นจากตําแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2560 และสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตําแหน่งต่อไปแล้ว
 
บัดนี้ ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตําแหน่ง กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2560 
 
ประกาศ ณ วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ผู้รับสนองพระราชโองการ 
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
 
ทั้งนี้ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2560 ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาคดีที่นายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และพวกรวม 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนองค์กรภาคประชาชน รวมทั้ง น.ส.สุภิญญา นำผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภาเมื่อปี 2550 เพื่อขัดขวางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ให้พิจารณาร่างกฎหมาย โดยศาลฎีกามีคำพิพากษากลับให้จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง 
 
ซึ่งในส่วนของ น.ส.สุภิญญา มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 215 วรรคแรก แต่เมื่อพิจารณาจากอายุ อาชีพ การศึกษา เหตุผลและวัตถุประสงค์แล้ว เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง จึงเห็นควรให้รอการกำหนดโทษไว้เป็นเวลา 2 ปี ภายหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาดังกล่าว น.ส.สุภิญญา ได้ทำหนังสือแจ้งเลขาธิการ กสทช.ขอยุติการปฎิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช.ในวันเดียวกัน
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นศ.ชายแดนใต้รณรงค์ต้านกฎอัยการศึก

Posted: 12 Jan 2018 10:32 PM PST

นักศึกษา มอ.ปัตตานี จัดกิจกรรมรณรงค์ทางการเมืองอย่างต่อเนือง ต่อต้านการใช้กฎอัยการศึกต่อประชาชนในพื้นที่

 
 
เพจ Free Voice  รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2561 ที่ผ่านมานักศึกษา มอ.ปัตตานีจัดกิจกรรมรณรงค์ทางการเมืองอย่างต่อเนือง เพื่อการต่อต้านในการใช้กฏอัยการศึกต่อประชาชนในพื้นที่ ณ อาคารเรียนรวมตึก 19 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
 
นายฮาซันหนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมกล่าวว่า "กิจกรรมครั้งนี้นักศึกษามีการรณรงค์ใส่เสื้อสีดำ เพื่อสะท้อนถึงสัญลักษณ์ความหวาดกลัวและความเจ็บปวดของประชาชนในพื้นที่ ในการบังคับใช้กฎอัยการศึกต่อประชาชน การสวมใส่เสื้อผ้าสีดำเพื่อแสดงความรู้สึกร่วมที่จะต่อต้านความเลวร้ายของการบังคับใช้กฎอัยการศึก"
 
ด้านนายฮาฟิส ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี PerMAS เผยว่า "เนืองด้วยเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 7 วันในการใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ในส่วนบันนังสตาทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี PerMAS ได้มีการลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้านบันนังสตาเพื่อเยี่ยมเยือนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ปูพรมปิดล้อมชาวบ้านเมื่อวันที่ 4 และ 9 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมาจากเหตการดังกล่าวประชาชนยังถูกควบคุมตัวอีก 21 คน ที่ยังไม่ได้ปล่อยตัว
 
นายฮาฟิส เล่าอีกว่า "จากรายงานของชาวบ้านหลังจากที่ PerMAS ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือน ชาวบ้านได้สะท้อนด้วยความคลางแคลงใจ สงสัยในมาตรการการบังคับใช้กฎหมาย"
 
ญาติบางรายเล่าว่า "ผู้ถูกควบคุมตัวโดนซ้อมทรมาน หน้าตาบวมช้ำและมีอาการซึมเศร้า หวาดกลัว"
 
จากการในกฎอัยการศึกชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านมีความวิตกกังวลมีอาการกลัวที่จะใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน ไม่กล้าที่จะออกไปประกอบศาสนกิจ และยังเกิดความกลัวไม่กล้าที่จะออกไปประกอบอาชีพ ชาวบ้านเกิดความวิตกกังวลตลอดเวลาเมือได้ยินเสียงรถยนต์กลัวว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมาจับควบคุมตัวอีกด้วยจากการได้ลงพื้นที่ได้สัมผัสถึงความเงียบเหงาของหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัยรุ่นและชาวบ้านบางส่วนไม่กล้าที่จะอยู่ในหมู่บ้านจึงจำเป็นต้องออกจากหมู่บ้านเพราะเกิดหวาดระแวงที่จะโดนควบคุมตัว"นายฮาฟิสกล่าว
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ล้อปมนาฬิกา ติดท็อป 'คำขวัญวันเด็ก' ที่ควรให้ผู้ใหญ่ทำ

Posted: 12 Jan 2018 10:26 PM PST

แฟนพจ 'ประชาไท' แต่งคำขวัญวันเด็ก ที่อยากมอบให้ 'ผู้ใหญ่' สรุปอันดับ 1 คือ "ผู้ใหญ่ดี ชาติพัฒนา ต้องใส่แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน" 

ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.ทีผ่านมา ประชาไทชวนแฟนพจ 'ประชาไท Prachatai.com' ร่วมแต่งคำขวัญ ที่อยากมอบให้ 'ผู้ใหญ่' เนื่องจากที่ผ่านมา มีแต่ 'ผู้ใหญ่' ให้คำขวัญวันเด็ก อันสะท้อนถึงความคาดหวังของ 'ผู้ใหญ่' มาตลอด 

มีผู้ร่วมตั้งคำขวัญและแชร์ต่อจำนวนมาก โดยคำขวัญของ Thanadech Thongprem ที่ว่า "ผู้ใหญ่ดี ชาติพัฒนา ต้องใส่แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน" ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้กดไลก์กว่า 100 

คำขวัญอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น

"ผู้ใหญ่ดีมีอำนาจ
ต้องฉลาดซื้อปืนซื้อกระสุน
ต้องเข้าใจคบหาพวกนายทุน
ต้องอุดหนุนประชารัฐ รักมารดา
ต้องมากมีเพื่อนฝูง มีของฝาก
นาฬิกา แหวนทอง ต้องเหมาะสม
อย่าไปเรียนรัฐศาสตร์ให้ยากจน
เป็นยอดคน เรียนนายร้อย พอสอยดาว" - Bkarn Uma

"ทำให้ได้ก่อนสอนคนอื่น ระวังผดผื่นจากแหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน" - หมอน สองขา 

"คนไทยยิ้มสดใส มีหัวใจมีศักดิ์ศรี วันหนึ่งถ้ามีคนดี ก็จะมีประชาธิปไตย" - Boonprathan Hattaphasu 

"รู้ทันเทคโนโลยี หยุดกลั่นแกล้งปวงประชา พร้อมใจฟังความคิดเห็นของเด็ก" - Ekkasit Ekkanasing 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผบ.ทบ. ขอตรวจสอบก่อน กรณีชาวอินเดียแจ้งความถูก สห.รีดเงิน

Posted: 12 Jan 2018 09:08 PM PST

13 ม.ค. 2561 มติชนออนไลน์ รายงานว่าที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีนายรามา อาดอร์ สัญชาติอินเดีย แจ้งความกับตำรวจว่าถูกชายอ้างเป็นสารวัตรทหาร (สห.) แต่งกายคล้ายชุดทหารใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์ ประมาณ 3 แสนบาทว่า ได้ตรวจเรื่องนี้ตั้งแต่เช้า โดยเจ้ากรมสารวัตรทหารได้ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่การปฏิบัติของ สห. ทั้งนี้ เราขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดก่อน เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็น สห.จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามเน้นย้ำเสมอถึงเรื่องภาพลักษณ์ของความเป็นทหาร ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน หากกำลังพลคนใดเป็นมาเฟียไม่ได้ หากใครกระทำในลักษณะดังกล่าวจะต้องถูกลงโทษทางวินัยอย่างรุนแรง
 
เมื่อถามว่า มีการให้ข้อมูลว่าเป็นชายแต่งกายคล้ายทหารที่ประจำจุดบริเวณบ้านพักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทบ.กล่าวว่า "ถ้าตรวจสอบลงในกระบวนการ คงไม่ใช่ และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะแต่งเครื่องแบบมาอุ้มคน ดังนั้น ผมขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แต่ในทางปฏิบัติทุกคนก็จะอำพรางหมดว่าอะไรเป็นอย่างไร เพื่อให้สังคมเกิดความไขว้เขว"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ก.ต่างประเทศ เผยมีคนไทยเสียชีวิตโคลนถล่มแคลิฟอร์เนีย 1 ราย

Posted: 12 Jan 2018 08:13 PM PST

อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเผยมีคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในเมืองซานตา บาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย 1 ราย เป็นเด็กชายอายุ 6 ปี

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมาว่า น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกระแสข่าว กรณีที่มีคนไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในเมืองซานตา บาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส แล้ว พบว่า สถานกงสุลใหญ่ได้ตรวจสอบรายชื่อผู้เสียชีวิตจากสำนักงานชันสูตรศพ เมืองซานตา บาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว มีรายชื่อที่คาดว่าเป็นชื่อไทย พบชื่อ ด.ช. พีรวัฒน์ สุทธิเทพา เพศชาย สัญชาติไทย เกิดที่จังหวัดขอนแก่น อายุ 6 ปี
 
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวอีกว่าสถานกงสุลใหญ่อยู่ระหว่างการติดต่อญาติของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามที่ได้รับการติดต่อจากญาติที่ประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ทราบว่าแม่ของ ด.ช.พีรวัฒน์ ปลอดภัย ส่วน พ่อของ ด.ช. พีรวัฒน์ และลูกสาวอีก 1 คนอายุ 3 ขวบยังคงสูญหาย
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รัฐบาลประสาน กกต.ขอแก้คำสั่ง คสช.53/2560

Posted: 12 Jan 2018 07:54 PM PST

รัฐบาลประสาน กกต.ขอคำแนะนำเรื่องแก้คำสั่ง คสช.53 /2560 ขณะที่ประธาน กกต.ระบุไม่มีอำนาจหวั่นถูกพรรคการเมืองตำหนิเป็นเครื่องมือฝ่ายบริหาร 

 
สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561 นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติไม่ส่งคำร้องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. ประเด็นเซ็ตซีโร่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่ายังไม่ทราบมติของผู้ตรวจการแผ่นดิน  และคงไม่สามารถให้ความเห็นได้ ส่วนตัวยังยืนยันเหมือนที่เคยให้ความเห็นไปว่าไม่ได้ติดใจ เพราะหากดำเนินการอะไรกลัวจะถูกมองว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เขาอยากทำอะไรก็ให้ทำไป
 
ส่วนกระแสข่าวรัฐบาลมีการประสานขอความเห็น กกต.เพื่อนำไปแก้ไขประกาศ คสช.ที่ 53 /2560 ประธาน กกต. กล่าวว่ายังไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่มีในวาระการประชุม กกต.ที่ผ่านมา เพราะคำสั่ง คสช.เป็นเรื่องของ คสช. กกต.ไม่มีอำนาจจะแก้ไขได้ ทั้งนี้การออกกฎหมายต้องทำให้ปฎิบัติได้ ต้องไม่ทำให้มีปัญหาเรื่องการตีความ ถ้ารัฐบาลหารือมา กกต.จะมีข้อสังเกตุให้ได้ แต่จะทำอะไรเกินเลยกว่านี้คงไม่ได้      
 
"กรณีพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช.ขัดรัฐธรรมนูญนั้น แม้ประธาน กกต.จะเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เราก็คงต้องดูในกรอบอำนาจหน้าที่ของเราว่าเป็นอย่างไร แต่และองค์กรก็มีอำนาจต่างกัน ไม่ใช่ผู้ที่รักษาการจะก้าวล่วงได้ การใช้สิทธิ์ยื่นของพรรคเป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่จะทำได้ แต่ถ้าเรามีความเห็นแล้วเกิดความแตกแยกก็ไม่ควรทำ เพราะประเทศชาติต้องการความรักความสามัคคี" นายศุภชัย กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม กกต.เมื่อวันอังคารที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมาว่าสำนักงาน กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองได้เสนอวาระหารือแนวทางปฎิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560  ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ คสช.ได้ออกคำสั่งดังกล่าวแล้ว นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายได้ประสานขอให้ผู้บริหารของ สนง.กกต.ไปให้ความเห็นเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจากการหารือรัฐบาลเห็นว่าคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 มีปัญหาในทางปฎิบัติและขอให้สำนักงาน กกต.ยกร่างแล้วนำเสนอให้รัฐบาลออกคำสั่งอีกครั้ง ทาง สนง.กกต.จึงได้สรุปผลการหารือมาเสนอต่อที่ประชุม กกต. แต่ในที่ประชุมเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึง กกต. อีกทั้งขณะนี้ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง นายทะเบียนพรรคการเมืองคือเลขาธิการ กกต. จึงเป็นเรื่องที่สำนักงานต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและให้สำนักงานถอนเรื่องดังกล่าวออกไป 
 
สำหรับการหารือระหว่างรัฐบาลกับกกต.ได้ให้แนวทางเสนอข้อแก้ไข 5 ข้อ คือ 1. ให้คงมาตรา 140 ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นสมาชิกพรรคต้องยืนยันด้วยตัวเอง  2.การแก้ไขมาตรา 141 (1) ถึง (5) ใหม่ให้เป็นธรรมและปฎิบัติได้ทั้งพรรคเก่าที่เล็กและใหญ่  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกภายใน 90 วัน การหาสมาชิกพรรคให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วัน การให้มีทุนประเดิม 1 ล้านบาทใน 180 วัน การให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 180 วัน การให้สมาชิก 5 พันคนชำระค่าบำรุงพรรคภายใน 1 ปี และ 1 หมื่นคนภายใน 4 ปี  และให้เช็ตสาขาพรรคทั้งหมด โดยการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคใหม่ ให้มีตัวแทนสมาชิกจาก 4 ภาคร่วมประชุมแทนหัวหน้าสาขา 3.แก้ไขมาตรา 144 มีหลักการ คือพรรคเก่า และพรรคที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หากยังมีสาขาไม่ครบถ้วน ให้มีคณะกรรมการสรรหาตามบมเฉพาะกาล 11 คน และสามารถส่งผู้สมัครได้เท่าเทียมกัน 4.ค่าบำรุงพรรคการเมือง ให้เก็บ 50 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี ทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่ และ 5.การหารือให้พรรคหารือมาที่ กกต.ก่อน หาก กกต.เห็นว่าเป็นเรื่องของ คสช.ให้ส่งเรื่องให้ คสช.ต่อ
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเรื่องดังกล่าว กกต.ได้พิจารณาเป็นเรื่องลับ และอาจจะเสนอกลับเข้าที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเรื่องดังกล่าวทาง กกต.ไม่อยากเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ เพราะกังวลเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองขององค์กร และอาจถูกพรรคการเมืองตำหนิว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาล
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'นาซา' พบหลักฐานเป็นครั้งแรกว่าชั้นโอโซนกำลังฟื้นตัวเพราะการสั่งห้ามสาร 'ซีเอฟซี'

Posted: 12 Jan 2018 07:21 PM PST

นาซาอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมออราที่เก็บข้อมูลของชั้นโอโซนพบว่าปริมาณการทำลายชั้นโอโซนลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยจากการวัดผลทางเคมีในชั้นโอโซนพบว่านโยบายห้ามใช้สารซีเอฟซีในระดับโลกสามารถลดการทำลายโอโซนได้จริง ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นแรกสำหรับกรณีนี้

 
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ 'นาซา' (NASA) เปิดเผยในเว็บไซต์ของตนเองว่าชั้นโอโซนของโลกกำลังฟื้นตัวซึ่งเป็นการค้นพบหลักฐานเชิงประจักษ์ของปรากฏกาณ์นี้เป็นครั้งแรก
 
ชั้นโอโซนเป็นส่วนหนึ่งในชั้นบรรยากาศของโลกที่มีก๊าซโอโซนอยู่หนาแน่นช่วยดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่เป็นอันตรายต่อ โดยที่ผ่านมาการปล่อยมลพิษทางอากาศและสารเคมีบางประเภทของมนุษย์ส่งผลเสียในการทำลายชั้นโอโซน เช่น สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอนส์ หรือ ซีเอฟซี
 
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2561 เว็บไซต์ขององค์การนาซาเปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจผ่านดาวเทียมระบุว่าปริมาณสารคลอรีนที่ทำงานโอโซนนั้นมีปริมาณลดลง ส่งผลทำให้ชั้นโอโซนถูกทำลายลดลง
 
นาซาระบุว่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการออกมาตรการห้ามใช้สารซีเอฟซีในระดับนานาชาติตั้งแต่ช่วงราว 30 ปีที่แล้วได้ผล ทำให้ลดการทำลายโอโซนลงได้ราวร้อยละ 20 เมื่อวัดจากชั้นบรรยากาศในช่วงฤดูหนาวของแถบแอนตาร์กติกาเมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ตรวจวัดปริมาณโอโซนและคลอรีนครั้งแรกด้วยดาวเทียมออร่าของนาซา
 
ซูซาน สตรอห์น นักวิทยาศาสตร์ด้านชั้นบรรยากาศจากศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ดของนาซา ระบุว่า "พวกเราเห็นได้ชัดว่าปริมาณคลอรีนจากสารซีเอฟซีมีปริมาณลดลงในชั้นโอโซน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการสลายตัวของโอโซนน้อยลง"
 
สารซีเอฟซีเมื่อขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศแล้วจะแตกตัวทางเคมีเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตย์ทำให้ปล่อยคลอรีนอะตอมออกมา และคลอรีนจะปทำลายโมเลกุลของโอโซน เมื่อโอโซนถูกทำลายก็จะส่งผลทำให้รังสีอัลตราไวโอเล็ตแผ่ลงมาที่โลกมากขึ้นเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งพืชและสัตว์ โดยส่งผลกระทบทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง โรคต้อกระจก และยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
 
หลังจากที่มีการค้นพบ 'รูรั่วโอโซนในทวีปแอนตาร์กติกา' (Antarctic Ozone Hole) ในปี 2528 หลายประเทศก็ลงนามใน 'พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน' เพื่อมีการกำกับดูแลการใช้สารที่ทำลายโอโซน หลังจากนั้นจึงมีการแก้ไขพิธีสารสั่งให้มีการเลิกผลิตสารซีเอฟซีโดยสิ้นเชิง
 
จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงการวิจัยแบบวิเคราะห์เชิงสถิติเท่านั้นที่นำเสนอว่าการทำลายชั้นโอโซนลดลง แต่หลักฐานจากดาวเทียมของนาซาถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่าการทำลายชั้นโอโซนลดลงจริงและชี้ให้เห็นว่าสาเหตุมาจากมาตรการการสั่งห้ามสารซีเอฟซี
 
ข้อมูลของนาซาได้รับมาจากเครื่องมือตรวจวัดที่ชื่อว่า 'ไมโครเวฟลิมบ์ซาวน์เดอร์' (MLS) จากดาวเทียมออรา โดยเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีการวัดในช่วงเดือน ก.ค. ถึงเดือน ก.ย. ทุกปี สาเหตุที่ต้องตรวจวัดช่วงนี้เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงน้อยกว่าทำให้แยกแยะได้ว่าการสลายตัวของโอโซนมาจากคลอรีนจริง
 
พวกเขาพบว่าปริมาณการสูญเสียโอโซนลดลง โดยที่หลังจากคลอรีนทำลายก๊าซโอโซนที่มีอยู่จนเกือบหมดแล้วพวกมันจะทำปฏิกิริยากับมีเธนจนกลายเป็นกรดไฮโดรคลอริคที่จะถูกตรวจวัดโดย MLS ขณะเดียวกันก็ต้องตรวจวัดเทียบกับไนตรัสอ็อกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซที่คงอยู่ได้ยาวนานและทำตัวคล้ายซีเอฟซีส่วนใหญ่ในชั้นบรรยากาศสตราโตสเปียร์ ขณะที่ซีเอฟซีลดลงบนพื้นผิวโลกแต่ไนตรัสอ็อกไซด์บนชั้นบรรยากาศจะยังมีอยู่เท่าเดิม โดยเมื่อมีการเปรียบเทียบกับกรดไฮโครคลอริกแล้วจะพบว่าคลอรีนในชั้นโอโซนลดลงราวร้อยละ 0.8 ทุกปี รวมแล้วมีการสูญเสียโอโซนลดลงตั้งแต่ปี 2548-2559 ร้อยละ 20 
 
สตรอห์นกล่าวว่าผลจากการวัดใกล้เคียงกับที่แบบจำลองพยากรณ์เอาไว้ว่าถ้าลดปริมาณคลอรีนจำนวนเท่านี้จะทำให้การสูญเสียโอโซนลดลงเท่าใด นั่นทำให้พวกเขามั่นใจว่าการลดระดับคลอรีนในชั้นโอโซนมาจากการหยุดใช้สารซีเอฟซี อย่างไรก็ตามพวกเขายังไม่แน่ใจว่ารูรั่วของโอโซนจะลดขนาดลงด้วยหรือไม่เพราะปัจจัยของรูรั่วนี้มาจากเรื่องอุณหภูมิซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละปีด้วย
 
ขณะที่กลุ่มนักวิจัยหวังว่ารูรั่วโอโซนในทวีปแอนตาร์กติกาจะฟื้นฟูได้หลังจากสารซีเอฟซีหมดไปแล้ว แต่แอนน์ ดักลาสส์ นักวิทยาศาสตร์จากก็อดเดิร์ดผู้ร่วมเขียนงานวิจัยในครั้งนี้ก็บอกว่าการที่ชั้นโอโซนจะฟื้นฟูตัวเองได้ทั้งหมดจะใช้เวลาหลายสิบปี อาจจะราวปี 2603 หรือ 2623 เพราะสารซีเอฟซีมีช่วงอายุอยู่ได้นานมากราว 50-100 ปี มันจึงจะอยู่ในชั้นบรรยากาศไปอีกนาน
 
 
เรียบเรียงจาก
NASA Sees First Direct Proof of Ozone Hole Recovery, NASA, 04-01-2018
 
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โพลล์ระบุเด็กขอให้เลิกตี 31.9%

Posted: 12 Jan 2018 07:10 PM PST

กรุงเทพโพลล์สำรวจพบเด็กส่วนใหญ่ 63.5% ระบุถ้าเป็นไปได้อยากขอให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีเวลาพาไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากัน 49.2% ระบุอยากได้สมาร์ทโฟน/ไอแพด/แท็ปเล็ตไว้ใช้ และ 31.9% ขอให้เลิกตีเด็ก

 
 
 
13 ม.ค. 2561 เนื่องด้วยวันเสาร์ที่ 13 ม.ค. นี้ ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นของเด็กๆ ในเรื่อง " 10 เรื่องเด็กวอนขอผู้ใหญ่ใน ปีจอ" โดยเก็บข้อมูลจากเด็กที่มีอายุ 6-14 ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,185 คน พบว่า 
 
เรื่องที่เด็กส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.5 ต้องการวอนขอจากผู้ใหญ่ถ้าขอได้ คือ ขอให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีเวลาพาไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากัน รองลงมาร้อยละ 51.3 ขอให้เรียนเก่งๆ  ร้อยละ 49.2 ขอสมาร์ทโฟน/ไอแพด/แท็ปเล็ต ร้อยละ 44.5 ขอให้ผู้ใหญ่ในสังคมเลิกทะเลาะกัน และร้อยละ 35.9 ขอการบ้านน้อย ๆ เรียนน้อย ๆ ร้อยละ 35.1 ขอให้เด็กได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ร้อยละ 34.9 ขอให้ผู้ใหญ่ช่วยพัฒนาบ้านเมือง ร้อยละ 34.7 ขอให้ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ต้องกินยา ร้อยละ 33.1 ขอให้พ่อแม่บ่นน้อยลง และร้อยละ 31.9 ขอให้เลิกตีเด็ก
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น