โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี อดีต ผอ.ไทยพีบีเอสและพวกขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ก.แรงงาน แจงรับข้อเสน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เสวนา: สังคมไทยกำลังป่วยด้วยหนี้นอกระบบ

Posted: 11 Jan 2013 06:06 AM PST

วงเสวนาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เปรียบเป็นอาการป่วยของสังคมไทยที่รุมเร้าปากท้องชาวบ้านและยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ไข<--break- />

ปัญหาหนี้นอกระบบกัดกร่อนสังคมไทยมาช้านาน เป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ยาก จนเกิดคำถามว่า หากมีการพัฒนาหรือส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี และเท่าเทียมกัน หนี้นอกระบบในสังคมไทยจะหมดไปหรือไม่ หรือการสร้างหนี้จะอยู่ที่ตัวบุคคล ที่ต้องรู้จักจัดการระบบการเงินรวมถึงความพอเพียงด้วย วงเสวนาเรื่อง "ปัญหาวิกฤติหนี้นอกระบบ : ทางออกของสังคมไทย?" ซึ่งศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคการเมือง สถาบันการเงิน  และภาคเอกชน เข้าร่วมเสวนา ต่างเห็นพ้องว่าการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบผลควรผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ และปรับปรุงการทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มีเป้าหมายเดียวกัน

ในวงเสวนาซึ่งประกอบด้วย ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม  พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้อำนวยสำนักบริหารการปกครองท้องที่ กระทรวงมหาดไทย ดร.ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย  และรศ.ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้แสดงความคิดเห็นที่สำคัญ

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม    กล่าวว่า เรื่องหนี้นอกระบบเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข เนื่องจากไม่ใช่แค่เรื่องความจนเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวโยงไปถึงการสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ด้วย พร้อมกับเปรียบปัญหาหนี้นอกระบบเป็นอาการป่วยของสังคมไทยที่มีตัวแปรหลากหลาย ซึ่งต้องอาศัยการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังและเร่งด่วนที่สุด

"ข้อแรกควรลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้วยการกระจายรายได้ ให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อสู้กับวัตถุนิยมได้ ข้อที่สองต้องร่วมกันไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือส่งเสริมการอบรมความรู้ให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้ทั่วถึงรวดเร็ว การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ คนจนจะได้ไม่รู้สึกว่าความยุติธรรมเข้าถึงยาก เพราะขณะนี้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นปัญหาระดับประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน"

                พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาปัญหาหนี้นอกระบบเป็นเรื่องที่เอาผิดได้ยากเนื่องจากสมยอมทั้งสองฝ่าย แม้เจ้าหนี้จะเก็บดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ตาม ส่วนที่เป็นคดีความขึ้นมาเพราะมีการข่มขู่กรรโชกและบังคับเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพลูกหนี้ ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดคือทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ง่ายขึ้น

"สาเหตุและปัญหาการเป็นหนี้มาจากการที่เขาจำเป็นต้องใช้เงิน พอกู้ยืมไปแล้วไม่มีเงินใช้เจ้าหนี้ขึ้นมา ฝ่ายที่ถูกกู้ยืมก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะได้เงินคืนมา ก่อให้เกิดแก๊งหมวกกันน็อกที่มีการประทุษร้ายร่างกายเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับรายต่อๆไป ส่งผลให้เกิดความรุนแรงตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากประชาชนพบเหตุการณ์เหล่านี้ควรแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ทันที และอยากเสนอแนะให้ศูนย์รับร้องทุกข์ฯที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งขึ้น ประสานข้อมูลกับหน่วยงานราชการหน่วยอื่น เพื่อขยายผลในการดำเนินการกวาดล้างแก้ทวงหนี้โหดต่อไป"

เช่นเดียวกับ นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้อำนวยสำนักบริหารการปกครองท้องที่ กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยเน้นแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ ซึ่งเชื่อว่าถ้าแก้ได้ ปัญหาหนี้นอกระบบจะลดลง นั่นคือ 1.ต้องศึกษาเหตุผลการเป็นหนี้ 2.การจัดระดับความสำคัญของหนี้ 3.การพัฒนาศักยภาพลูกหนี้ว่ามีศักยภาพในการใช้หนี้หรือไม่ 4.เพิ่มช่องทางแหล่งทุนหลักคือเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย 5.การเพิ่มช่องทางแหล่งทุนแก่ประชาชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเงินส่งเสริมอาชีพ และสุดท้าย 6.มีหลักประกันเกษตรกรรวมทั้งการส่งเสริมสินค้าโอทอป โดยปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยมีการรับเจรจาแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบมาโดยตลอด

ขณะที่ ดร.ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันทำให้ประชาชนรู้จักกลโกงของหนี้นอกระบบ ส่วนประชาชนเองต้องรู้จักประมาณตนด้วย เพราะการเป็นหนี้รายย่อยต้นทุนการบริหารสูง ฉะนั้นดอกเบี้ยก็จะสูงมากกว่าปกติ ทั้งนี้ตนอยากเสนอให้ในส่วนของธนาคารควรมีการปรับอัตราดอกเบี้ยต่ำลง เพื่อให้ประชาชนอีกส่วนหนึ่งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้

"ถ้าเราสามารถกันคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ออกจากวงจรหนี้นอกระบบได้  ผมคิดว่าปัญหาหนี้นอกระบบจะลดลง  จะเหลือกลุ่มที่เป็นหนี้จริงๆ สำหรับคนที่สมควรช่วยเหลือ อยากเสนอให้ช่วยเหลือด้วยการพัฒนาให้เป็นสวัสดิการสังคม ขณะที่กฎหมายต้องมีบทลงโทษแก่เจ้าหนี้นอกระบบที่ไม่มีศีลธรรมด้วย"

ด้านรศ.ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเห็นด้วยกับความคิดเห็นของ ดร.ธวัชชัย กรณีการเปลี่ยนสังคมไทยจากประชานิยมเป็นสังคมสวัสดิการ พร้อมเสริมแนวคิดว่า กระทรวงยุติธรรมควรทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะการรับผิดชอบอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการกู้ยืม เนื่องจากหลายคนยังไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย

"การทำสัญญาเงินกู้-เงินผ่อนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจะนำไปสู่หนี้นอกระบบ เป็นไปได้ไหมที่กระทรวงยุติธรรมจะจัดตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นโค้ช(ที่ปรึกษา)คอยแนะนำชาวบ้านว่าเงินกู้ที่ได้มาแล้ว ควรมีการบริหารจัดการอย่างไร พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลตามกฎหมาย เพราะขนาดนักลงทุนที่เชี่ยวชาญยังต้องจ้างที่ปรึกษาว่าจะลงทุนอย่างไร เช่นเดียวกับชาวบ้านควรมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลให้คำแนะนำในเรื่องนี้ด้วย"

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของการเสวนาเห็นว่าควรหยิบยกปัญหาหนี้นอกระบบให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นจริง โดยให้มีผลบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษกับขบวนการเงินกู้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ทั้งทางแพ่ง และทางอาญา ขณะเดียวกันควรสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่งเสริมการสร้างงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งนี้ ปัญหาโดยรวมและแก่นแท้ของการก่อหนี้ เป็นเรื่องของการใช้จ่ายที่เกินกว่ารายรับ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ และปลูกฝังในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงแก่ประชาชนด้วย.///

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทีดีอาร์ไอวิเคราะห์ผลดี/ผลเสียนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

Posted: 11 Jan 2013 05:15 AM PST

งานวิจัย ภาพรวมนโยบายรายได้ไม่น้อยกว่า 300 บาทต่อวันและเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท โดย รศ.ดร. ยงยุทธ แฉล้มวงษ์และคณะ ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานไทยยังไม่เหมาะสมกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า ยังมีแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่า 4 ล้านคนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความไม่สมดุลดังกล่าวเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า การคุ้มครองแรงงานยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงที่จะทำให้แรงงานได้รับค่าจ้างสอดคล้องกับค่าครองชีพอีกเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของแรงงานตกต่ำเสี่ยงต่อความยากจนและภาระหนี้สิน

การดำเนินนโยบาย "ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท" ของรัฐบาลให้ครบทุกจังหวัดใน 2 ครั้งคือ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555 และวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 คิดเป็นการเพิ่มค่าแรงถึงร้อยละ 80 ของค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือว่าเป็นนโยบายที่มีความสำคัญและจะมีผลกระทบอย่างมหาศาลกับตลาดแรงงานไทย ผลการศึกษานำเสนอข้อดีและข้อเสียของนโยบายดังกล่าว ดังนี้

ข้อดี:

  • ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้นเนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนจากการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น
  • การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำให้แรงงานได้ประโยชน์โดยตรงประมาณ 3.2 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 30 ของลูกจ้างเอกชนทั้งหมด
  • ค่าจ้างใหม่ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้กับแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและมีอำนาจต่อรองน้อย

ข้อเสีย:

  • ทำให้ต้นทุนรายจ่ายของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น หรือ แรงงานฝีมือสูงขึ้นมาก เช่น กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอุตสาหกรรมการค้าและบริการ เป็นต้น
  • มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 1 จากกรณีปกติ และอาจจะลดความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนเชิงเปรียบเทียบที่สูงขึ้นของไทย ทำให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้น
  • ภาระด้านต้นทุนค่าแรงงานของนายจ้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมลดลงมากและเคลื่อนย้ายไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบ (informal economy) มากขึ้น
  • ถ้าไม่สามารถปรับระดับผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้นอีกร้อยละ 8 – 10 อาจจะส่งผลให้การขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ลดลงมากกว่าร้อยละ 1.7 จากกรณีปกติ

ผลกระทบด้านต่าง ๆ จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

  1. ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ผลการศึกษา พบว่า การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นสูงและทันที และเมื่อพิจารณาถึงสาขาที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนค่าจ้างรวมมากที่สุดคือ สาขาเกษตรกรรมซึ่งอาศัยแรงงานเป็นหลัก (labour intensive) โดยหากคิดเป็นจำนวนเงินแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นจำนวน 2,125 – 2,936 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นการเพิ่มร้อยละ 21.71 – 29.99

สาขาที่จะได้รับผลกระทบมากอันดับที่ 2 ได้แก่ สาขากิจการโรงแรงและบริการด้านอาหาร ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น 465 – 861 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.82 – 14.32 อันดับต่อมาคือ สาขาก่อสร้าง โดยจ่ายเพิ่มขึ้น 836 – 1,308 ล้านบาท คิดเป็นค่าจ้างที่ต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.01 – 10.98

จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น คือ พึ่งพาแรงงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในสัดส่วนสูงและอัตรากำไรสุทธิต่ำ

โดยสรุปแล้ว การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งอาจจะมีผลดังนี้

  1. ผลกระทบด้านการส่งออก

ภาคส่งออกของไทยมีมูลค่ากว่าร้อยละ 62-65 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) และมีแรงงานอยู่ในระบบกว่า 5.5 ล้านคน ซึ่งอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น 15 กลุ่มในภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากค่าจ้างแรงงานของไทยยังสูงกว่าค่าจ้างแรงงานของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย บังคลาเทศ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยลดลงและจะเป็นปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

  1. ผลกระทบทางด้านเงินเฟ้อ

การปรับค่าจ้างตามนโยบายจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นลูกโซ่ทั้งแผง เนื่องจากสินค้ากว่าจะมาถึงผู้บริโภคได้ต้องผ่านห่วงโซ่อุปทานประมาณ 10 อุตสาหกรรม แต่ละช่วงต้องมีการผลักภาระค่าจ้างบางส่วนใส่เข้าไปในตัวสินค้า ทำให้สินค้าเมื่อถึงมือผู้บริโภคมีราคาสูงขึ้น เป็นต้นทุนของภาคการผลิต ซึ่งผู้บริโภคจะเป็นผู้รับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

  1. การกระจายรายได้และการกระจุกตัว

การใช้ค่าจ้างขั้นต่ำ ในอัตราเดียวทั่วประเทศจะส่งผลให้อุตสาหกรรมกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในปริมณฑล เพราะไม่มีแรงจูงใจที่จะกระจายการผลิตไปในต่างจังหวัดซึ่งมีรัศมีระยะทางเกินกว่า 300 กิโลเมตร เนื่องจากระยะทางที่ยาวไกลจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ในระยะยาวจะเป็นการทำลายโครงสร้างค่าจ้างปัจจุบันที่เน้นให้อุตสาหกรรมขยายตัวไปในจังหวัดที่ห่างไกลเพื่อเป็นการกระจายรายได้และกันคนให้อยู่ในพื้นที่

  1. ผลกระทบด้านการลงทุน

ไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากไทยจำเป็นที่จะต้องขยายภาคการผลิตเข้ามารองรับแรงงานใหม่ในแต่ละปี หากค่าจ้างของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามซึ่งอัตราค่าจ้างต่ำกว่าไทย 2.3 เท่า จะทำให้การลงทุนในประเทศมีการชะลอตัว ทั้งนี้ ในระยะสั้นและกลาง ภาคการผลิตของไทยจำเป็นต้องใช้การผลิตที่มีแรงงานเข้มข้นอยู่ในระบบการผลิตก่อนที่ไทยจะปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Productive Industry) มากขึ้น

  1. แรงงานผิดกฎหมายจะไหลเข้ามาสู่ระบบมากขึ้น

ค่าแรงที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านของไทยจะเป็นการกดดันให้มีแรงงานผิดกฎหมายไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นกว่าเดิม โดยตารางข้างล่างเปรียบเทียบค่าแรงไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนี้

รายชื่อประเทศ

ค่าจ้างขั้นต่ำต่อเดือน (เหรียญสหรัฐ)

ประเทศไทย

260 เหรียญสหรัฐ

ประเทศพม่า

50-60 เหรียญสหรัฐ (ต่ำกว่าไทย 5.2 เท่า)

ประเทศกัมพูชา

60-70 เหรียญสหรัฐ (ต่ำกว่าไทย 4.3 เท่า)

ประเทศลาว

70 เหรียญสหรัฐ (ต่ำกว่าไทย 3.7 เท่า)

ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวในไทยประมาณ 3.8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 8.9 แสนคนเท่านั้น ผลกระทบของค่าแรงที่สูงขึ้นมากในไทยเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะทำให้เกิดปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงปัญหาด้านความมั่นคง สวัสดิการสังคมและอื่น ๆ ตามมา

  1. ผลกระทบต่อภาคการผลิต ภาคการค้า และภาคบริการ

โดยภาพรวม ต้นทุนการผลิตรวมจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 4.0 โดยหากพิจารณาผลกระทบเป็นรายกลุ่ม พบว่า ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง ใหญ่จะได้รับผลกระทบเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 90-94 เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบรายภาค พบว่า ภาคตะวันออกได้รับผลกระทบมากที่สุดร้อยละ 98 ตามมาด้วยภาคเหนือร้อยละ 96 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ95ภาคใต้ร้อยละ 90 และภาคกลางได้รับผลกระทบน้อยที่สุดร้อยละ 89

สำหรับผลกระทบกับรายสาขาธุรกิจ พบว่า ธุรกิจที่มีการใช้แรงงานเข้มข้นในภาคการผลิต เรียงลำดับผลกระทบมากไปน้อย ได้แก่ ผลิตเฟอร์นิเจอร์หวาย ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผลิตพลอยเจียระไน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องกระเป๋าหนัง เป็นต้น ในส่วนภาคบริการ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้านและธุรกิจการขนส่งทางบก เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วมีการคาดการณ์ว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดกิจการหรือย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การลดลงของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน

ที่มา : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว, http://bit.ly/HSekV6 อ้างอิงจาก www.nwpc.dole.go.ph

หมายเหตุ : ข้อมูล ณวันที่ 28 ตุลาคม 2554มาเลเซียและสิงคโปร์ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ ค่าแรงที่แสดงของสองประเทศนี้เป็นการคำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ยของแรงงานไร้ฝีมือ

กราฟข้างบนแสดงให้เห็นว่า หากปรับค่าแรงของประเทศไทยเป็น 300 บาทต่อวันแล้ว ค่าแรงของไทยจะสูงเป็นอันดับ 3 รองจากประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ หากพิจารณาค่าแรงของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา จะพบว่าประเทศเหล่านี้มีค่าแรงน้อยกว่าไทยกว่า 3 เท่า ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในอุตสาหกรรมประเภทที่ใช้แรงงานเข้มข้นจะหันไปพึ่งแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้แทน

บทสรุป

การตัดสินใจขึ้นค่าแรงสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นประเทศที่มีค่าแรงสูงทันทีซึ่งอาจจะอยู่ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหมาะสม คือ ตลาดแรงงานกำลังขาดแคลนแรงงาน (ระดับล่าง) อย่างรุนแรง ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและผลิตภาพแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจะมีการลดการจ้างงาน ลดคนงานเดิมและชะลอรับคนงานใหม่ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดการใช้แรงงาน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรมีการประสานความร่วมมือเพื่อปรับและเพิ่มทักษะให้กับแรงงานให้มีสรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาด สิ่งเหล่านี้จะทำให้โครงสร้างตลาดแรงงานไทยมีความแข็งแกร่งและลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นได้กับหลายภาคส่วนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การจัดระเบียบ “ทรงนักเรียน” ที่เพิ่งสร้าง สาระในกฎหมายเผด็จการ

Posted: 11 Jan 2013 05:00 AM PST

เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ เป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต

คำขวัญวันเด็กปี 2515


ภาพหม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล ณ อยุธยา
http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=382

 

นโยบายรัฐกับการควบคุมเด็กและเยาวชน

                ในรัฐไทยสมัยใหม่ พบว่ามีความต้องการที่จะควบคุมเด็กและเยาวชนอย่างน้อยก็ช่วงเริ่มขยายการศึกษาสมัยใหม่นั่นคือการตั้งกระทรวงธรรมการ ปี 2435 การจัดการศึกษาภาคบังคับในปี 2464 ด้วย พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464 และขยายตัวอย่างมากหลัง 2475 อันเนื่องมาจากรัฐบาลสามารถขยายโรงเรียนประชาบาลไปครอบคลุมทุกตำบลในปี 2479[1] ตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2478

แต่ภายใต้การควบคุม "ในโรงเรียน" อาจยังไม่พอ เด็กที่ไม่อยู่ในโรงเรียนหรือประพฤตินอกลู่นอกทางอาจต้องถูกส่งไปยัง "สถานฝึกและอบรมเด็ก" ตาม พระราชบัญญัติจัดการฝึกและอบรมเด็กบางจำพวก พ.ศ.2479 อันมีลักษณะคล้ายคุกเด็กในระดับย่อมๆ แต่กระนั้นเข้าใจว่ารัฐยังไม่พอใจการแก้ไขปัญหา ต้องการจะจำแนกเด็กที่เป็นเด็กในมาตรฐานของรัฐที่มีสังกัดโรงเรียนชัดเจน กับเด็กเร่ร่อน เด็กอนาถาที่ไม่มีสังกัด ที่ไม่มีบิดามารดาดูแลหรือมีแต่ก็ถูกศาลสั่งถอนอำนาจปกครอง จนต้องตรา พระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พุทธศักราช 2481

อำนาจรัฐบนเรือนกาย

พระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พุทธศักราช 2481 สมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม หากเราจะค้นลงไปดูกฎกระทรวงประกอบ พรบ. ในชื่อว่า กฎกระทรวงธรรมการและกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พุทธศักราช 2481 นั้นไม่ได้พูดเรื่องทรงผมเลย แต่กล่าวถึงเพียงแค่การควบคุมเรื่องเครื่องแต่งกายเป็นหลัก นั่นคือ เน้นการควบคุมเฉพาะการแต่งกายที่ผิดระเบียบอันครอบคลุมถึง เครื่องแบบนักเรียน ตาม พรบ.เครื่องแบบนักเรียน, เครื่องแบบยุวชนทหารและยุวนารี ตาม พรบ.เครื่องแบบยุวชน และเครื่องแบบลูกเสือ ตามพรบ.เครื่องแบบลูกเสือ และเครื่องแบบสมาชิกอนุสภากาชาดหญิง

แม้ว่าในระยะเวลาอันจำกัด ผู้เขียนยังไม่สามารถค้นเอกสารที่ยืนยันได้แน่ชัดว่า "ทรงนักเรียน" เริ่มขึ้นเมื่อใด แต่ที่พบการอ้างถึงกันบ่อยๆ ก็คือ บทความของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 สรุปความได้ว่า ประเทศไทยรับทรงผมทรงนักเรียนทั้งเครื่องแบบต่างๆ จากญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงสงครามนั้นเกิดเหาระบาดมาก ประชาชนจึงนิยมตัดผมสั้นเกรียน ซึ่งข้ออ้างนี้ถูกนำไปใช้กับการร้องเรียน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วย[2] แต่อย่างไรก็ตาม เรายังไม่พบว่าได้มีการออกกฎหมายของรัฐเข้าไปจัดการยุ่มย่ามถึงทรงผมมากไปกว่า "ความนิยม" หรือ "ความสะดวก" เราจึงยังพอจะพบเห็นทรงผมนักเรียนที่หลากหลายก่อนที่จะถูกรัฐจัดระเบียบในเวลาต่อมา

การอ้างถึงบทความนิธิ เอียวศรีวงศ์ เกี่ยวกับที่มาของทรงผมในประวัติศาสตร์ไทย

การเข้มงวดกวดขันกับเด็กและเยาวชนมีให้เห็นอย่างชัดเจนในสมัยรัฐบาลเผด็จการอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่วงทีอันเด็ดขาดรัดกุมของสฤษดิ์ที่กำราบอาชญากรรมต่างๆ เป็นที่ฝังใจมาอยู่ในหัวของคนรุ่นก่อนที่ยังมีลมหายใจมาจนถึงทุกวันนี้ สฤษดิ์มุ่งมั่นที่จะเข้าไปจัดระเบียบพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างพื้นที่สาธารณะ อาคารบ้านเรือน การขจัดความสกปรกเสื่อมโทรม ขจัดขอทาน สุนัขกลางถนน ยกเลิกสามล้อในพระนคร จับกุมคนโรคเรื้อน แม้แต่ราวตากผ้าสฤษดิ์ก็ยังยืนยันที่จะยุ่ง โดยถนน ให้เจ้าหน้าที่เทศบาลปราบปรามบ้านเรือนต่างๆที่ตากเสื้อผ้าไว้ตามระเบียง การจัดระเบียบดังกล่าวในที่สุดก็ลามมาถึงพฤติกรรมและเรือนร่างของเด็กและเยาวชน นั่นคือ ยกเลิกการเต้นรำที่สวนลุมพินี ว่ากันว่าห้ามมิให้เยาวชนไว้ผมยาว นุ่งกางเกงรัดติ้วตามสมัยนิยม[3] ซึ่งก็ไม่ทราบในรายละเอียดว่า "ผมยาว" ที่ว่านั้น หมายถึงผมยาวขนาดไหน ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่เราจะเห็นการยกระดับการควบคุมเด็กและเยาวชนออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กระนั้นก็ยังไม่พบกฎหมายรัฐที่ออกมาควบคุมทรงผม

 
   

นายจำเริญ บุลย์ดิษฐ์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ปุ๊ ระเบิดขวด ผู้ต้องหาเจ้าของ "ระเบิดขวด"

นักเรียนโรงเรียนศิริศาสตร์ ศรีย่าน กทม. (ข่าวปี 2504)

ข้อมูลและภาพจาก

สิทธิเดช จันทรศิริ และคณะ. กรุข่าวดังในรอบ 20 ปี (กรุงเทพฯ : การเวก), 2521, น.87



นิสิต จิรโสภณ นักศึกษารุ่น 14 ตุลาคม 2516 แห่ง ม.เชียงใหม่
เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยนักเรียน โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกุล จ.กระบี่โปรดสังเกตทรงผม

http://www.2519me.com/NTOctober/NTOcontent/NTOfiles/northernhero2.htm

ที่น่าสนใจก็คือ ปฏิบัติการทางกฎหมายที่เข้ามาควบคุมทรงผมนักเรียนอย่างจริงจังก็คือ การเกิดขึ้นของ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2515 ต่อไปจะเรียก ปว.132) ในสมัยที่จอมพลถนอม กิตติขจร รัฐประหารตัวเอง และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ล้มระบบรัฐสภานำประเทศเข้าสู่การอำนาจการครอบงำแบบเผด็จการอีกครั้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2514 ประกาศดังกล่าวได้ทำการยกเลิก พระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พุทธศักราช 2481 โดยเกริ่นนำว่า 

"นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติทั้งในด้านความรู้ ความคิดและคุณธรรมพร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่เป็นพลเมืองดีมีประโยชน์แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษาควรจะได้รับการอบรมดูแลใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครองและครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนรวมทั้งอยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมืองเป็นการสมควรจะส่งเสริมและคุ้มครองความประพฤติ การแต่งกาย และจรรยามารยาทให้รัดกุมยิ่งขึ้น"

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว ทำงานร่วมกับ กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2515) ที่ลงไปในรายละเอียดจัดระเบียบทรงนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ ทำให้เกิดมาตรฐานระดับประเทศขึ้นมาอย่างเบ็ดเสร็จ หรืออาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ทรงผมนักเรียนนั้นเกิดขึ้นบน "ความเท่าเทียมปลอมๆ" ในเผด็จการสไตล์โดยอาศัยอำนาจปฏิบัติการบนหนังศีรษะของเด็กและเยาวชน กฎกระทรวงดังกล่าว ระบุการแต่งกายและความประพฤติที่ถือว่า "ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน" ที่เจาะจงมาที่ศีรษะและใบหน้าก็คือ นั่นคือ

"นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่เกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา

นักเรียนหญิงดัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ไม่รวบให้เรียบร้อย

นักเรียนใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย"

แต่หลังจากเผด็จการล้มไปในปี 2516 อีก 2 ปีต่อมา รัฐบาลได้ปรับแก้ไขโดยตรากฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตาม ปว.132 โดยมีเหตุผลที่ทิ้งท้ายไว้ว่า "เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือ เนื่องจากสมัยนิยมเปลี่ยนไป สมควรผ่อนผันให้นักเรียนชายไว้ผมที่เหมาะกับวัยและสภาพของนักเรียนตามสมัยนิยมได้บ้าง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้" แต่อย่าลืมว่าในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 บ้านเมืองเกิดความตื่นตัวทางประชาธิปไตยและการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพอย่างมหาศาล นักเรียนในโรงเรียนก็ตื่นตัวไม่แพ้กัน ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็คงได้รับผลพวงมาจากกระแสการตื่นตัวของนักเรียนนักศึกษาหลัง 14 ตุลาฯ มากกว่าจะยอมเปลี่ยนเพราะเรื่อง "สมัยนิยม" ตามที่อ้างโดดๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงก็อยู่บนฐานที่ประนีประนอมมาก นั่นคือ ไม่ได้มีสำนึกไปถึงการทำลายล้างกฎหมายของเหล่าเผด็จการนั่นคือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ยังไม่ต้องนับว่า ช่วงปี 2516-2519 เป็นช่วงที่รัฐอะลุ้มอล่วยให้กับการเรียกร้องของประชาชนมากที่สุดนับแต่การรัฐประหารสฤษดิ์ 2501

เนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงไปในกฎหมายฉบับนี้ก็คือให้ยกเลิกข้อ 1 นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับทรงผม และเปลี่ยนเป็นข้อความ ซึ่งก็คงลักษณะไม่เหมาะสมของนักเรียนนั่นก็หมายถึงข้อห้ามนั่นเอง ได้แก่

"นักเรียนชายดัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวดไว้เครา

นักเรียนหญิงดัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากทางโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ผมยาวเกินกว่านั้น ก็ไม่รวบให้เรียบร้อย

นักเรียนใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย"

            ความแตกต่างอยู่ที่ทรงผมของนักเรียนชาย นั่นคือ ข้อความเดิมห้ามผมด้านหน้าและกลางศีรษะ ยาวเกิน 5 เซนติเมตร และ ชายผมรอบศีรษะไม่เกรียนชิดผิวหนัง

 

            หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เป็นกฎกระทรวงที่ประกาศ "เลิกเกรียน" อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามชะตากรรมของกฎกระทรวงที่เป็น กฎหมายลูกเล็กๆภายใต้กฎหมายแม่เผด็จการ ปว.132 จะเป็นอย่างไร เมื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมตีกลับทบต้นทบดอกทั้งหมด หลัง 6 ตุลาคม 2519 การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้ง ทั้งในสิทธิพื้นฐานในการรับรู้ข่าวสารและการแสดงออกแทบไม่มีพื้นที่ยืน แล้วสิทธิบนหนังหัวของเด็กและเยาวชนสมัยก่อนจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านน่าจะจินตนาการออก

แอกของนักเรียน อำนาจของอาจารย์?

            มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าววลีหนึ่งไว้อย่างน่ารันทดว่า "ค.ศ. 2013 ประเทศไทยเถียงกันใหญ่โตว่าจะยกเลิกผมทรงนักเรียนดีรึเปล่า กูจะบ้าตาย" ในสถานการณ์ที่รัฐบาลเพื่อไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พงศ์เทพ เทพกาญจนา ทำหนังสือเวียนถึงโรงเรียนในสังกัดเลิกบังคับทรงนักเรียนหัวเกรียนของนักเรียนชาย และเปิดโอกาสนักเรียนหญิงไว้ผมยาวตามความชอบได้

            อาจมองได้ว่า เสรีภาพครั้งนี้มาจากการที่รัฐใช้อำนาจในการยกเลิก โดยเริ่มอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2546 สมัยกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ยังเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่พิจารณาผ่อนคลายระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมให้เหมาะสมกับวัยและสภาพของนักเรียนตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งไม่ขัดแย้งกับกฎกระทรวง น่าสนใจก็คือว่า เรื่องนี้ถูกยกมาเกือบ 10 ปีมาแล้ว เรื่องนี้เราก็ยังพูดกันอยู่ [4] ในมุมมองของผู้ใช้อำนาจในระดับรองลงมาคือ ผู้บริหาร หรืออาจารย์ปกครองนั้น การควบคุมทรงผมและการแต่งกายเป็นเรื่องที่สร้างอำนาจการต่อรองและจัดความสัมพันธ์แบบรู้ที่ต่ำรู้ที่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการร้องเพลง "ปาเจราฯ" ในวันครู จึงไม่มิใช่เป็นการสำนึกในพระคุณของครูเท่านั้น แต่ยังต้องสำนึกในพระเดชที่ซ่อนอยู่ด้วย จึงไม่แปลกที่หลายโรงเรียนจึงหวงแหนอำนาจที่จะคงความ "เท่าเทียมจอมปลอม" บนหนังหัวของนักเรียนไว้เพื่อหล่อเลี้ยงความเข้มแข็งที่ไร้สมรรถนะของตน

เพื่อรักษาคอกวิญญาณอนุรักษ์ที่ว่างเปล่า?

            ที่น่าสนใจก็คือว่า การสร้างสำนึกรักระเบียบวินัยได้ซึมลึกไปอย่างสมบูรณ์แบบ จากการที่มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่สัมภาษณ์ออกรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ ช่อง 3 โดย สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ฟากหนึ่งให้เหตุผลในการสนับสนุนการดำรงอยู่ของทรงนักเรียน นั่นคือ[5]

"..การที่โรงเรียนมีกฏออกมาให้เด็กในวัยนี้ มันมีเหตุผลอยู่ มันเป็นกุศโลบาย ในการที่จะสอนว่าโลกต่อไปภายนอกยังมีกฏระเบียบอีก ที่เราต้องปฏิบัติตาม เราต้องรู้จัก อีกอย่างคือการไม่ให้นักเรียนมาโฟกัสเรื่องความสวยความงาม..การทำผมทรงสุภาพมันเป็นการให้เกรียรติเครื่องแบบนักเรียน..และน่าเป็นห่วงว่าเด็กนักเรียนจะกลายเป็นว่าไม่รู้จักกฏระเบียบอีกต่อไป ถ้าเราได้เปลี่ยนตรงนี้แล้วเราจะขอเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ชอบ อะไรก็เปลี่ยน การอยู่สังคมร่วมกันมันต้องมีกฏหมาย กฏองค์กรและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์กรด้วย"

ลดา ภู่พัฒน์

ร.ร.สตรีวิทยา

 

"การไว้ผมสั้นของเด็ก ม.ต้น เปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของความเป็นนักเรียนไทย เพราะการให้เขาไว้ผมยาวเขาก็อาจจะเน้นโฟกัสไปเรื่องความสวยความงาม มันจะมีเรื่องของเพศตรงข้ามเข้ามาด้วย มันก็จะส่งผลต่อการเรียนด้วยเช่นกัน"

สุทัศนีย์ สุวรรณเรืองศรี

 

            ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนไอเดียของรัฐบาลนั้น เราพบว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ๆก็ออกมาต่อต้าน แต่ทำงานมาก่อนในนามของ สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทยที่บันทึกแถลงการณ์ของสมาพันธ์ระบุวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 พวกเขาอ้างอิงตัวแทนจากนักเรียน 13 สถาบัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย[6]  ในประเด็นทรงผมนักเรียนนั้นพวกเขาเคลื่อนไหวผ่านแคมเปญรณรงค์ "ยกเลิกระเบียบเรื่องผมทรงนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ"[7] ขณะที่มีผู้ลงรายชื่อสนับสนุนอยู่กว่า 1,000 รายชื่อแล้วจนถึงเวลานี้

เรื่องทรงผมนักเรียน แม้จะดูเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับผู้ใหญ่ที่ผ่านช่วงชีวิตมานั้นอย่างไม่ใส่ใจ แต่ในอีกด้านมันแฝงไปด้วยมิติการต่อสู้ทางความคิดอันแหลมคม อย่าลืมว่า ที่เราถกเถียงกันนี้ มันเป็นเรื่องทรงผมภายใต้กรอบกรงของกฎหมายที่ชื่อว่า "ประกาศของคณะปฏิวัติ" ที่หัวหน้าคณะคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เราไม่ได้ถกเถียงถึงความชอบธรรมของกฎหมายแม่ตัวนี้เสียด้วยซ้ำ ทำให้ต้องลงไปในรายละเอียดยิบย่อยเรื่อง ความยาวทรงผม หรือกระทั่งเครื่องแต่งกายเล็กๆน้อย ดังนั้น การดำรงอยู่ของกฎหมายนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของป้อมปราการฝ่ายอนุรักษ์นิยม-เผด็จการอีกแห่งที่ยังคงตั้งตระหง่าน คอยสอดส่องและควบคุมสังคมไทยโดยอ้างศีลธรรมอันมีลำดับชั้นต่ำสูงอยู่อย่างใจเย็น การทำงานของมันพร้อมๆกันหลายป้อมค่าย ได้แสดงพลานุภาพอันน่าเกรงขามที่สามารถสร้างกลุ่มคนที่เห็นดีเห็นงามไปกับโครงสร้างอันอยุติธรรมทั้งในสถานะที่ตัวเองได้เปรียบอยู่แล้ว หรือกระทั่งยอมเสียเปรียบเพื่อจรรโลงอุดมการณ์ที่ตัวเองรักและเชื่อมั่นโดยการปิดกั้นเสรีภาพของผู้อื่นเพื่อสังเวยความต้องการจะแช่แข็งของตนเอง

การเดินทางนับว่ายังอีกยาวไกลนัก ประเด็น "ทรงนักเรียน"นี้ แม้จะเป็นแค่เพียงจุดปะทะจุดย่อยๆ แต่มันก็ทำให้ผู้เขียนนึกถึงอีกวลีหนึ่งของมิตรสหายท่านเดิม นั่นคือ

 

"ที่สุดของการกดขี่ ก็คือการทำให้คนไม่รู้สึกว่าถูกกดขี่และปกป้องการกดขี่นั้นด้วยตัวของพวกเขาเอง"

 




[1] วัชนี คำน้ำปาด. เด็ก กับความคาดหวังของรัฐบาล พ.ศ. 2502-2519 วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547, น.46

[2] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ . "รายงานผลการพิจารณาที่ 416/2555 เรื่อง สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล และสิทธิเด็ก กรณีเห็นว่าการกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550" . http://www.nhrc.or.th/2012/wb/th/print_news_detail.php?nid=773 (11 มกราคม 2556)

[3] ทักษ์ เฉลิมเตียรณ เขียน พรรณี ฉัตรพลรักษ์และคณะ แปล. การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จ การ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์), 2548, น.229-231

[4] กองนิติการ, สำนักงานปลัดกระทรวง, กระทรวงศึกษาธิการ. "ที่ ศธ 0204/5285  ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2546 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งกายและความประพฤตินักเรียน". http://school.obec.go.th/permit/law/rab19.pdf (11 มกราคม 2556)

[5] เพจ วิวาทะ. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=387156271374690&set=a.243596202397365.56873.243575105732808&type=1&theater (11 มกราคม 2556)

[6] สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย. "แถลงการณ์ก่อตั้ง"สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย" ". https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/299951960109343 (11 มกราคม 2556)

[7] สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย. "ยกเลิกระเบียบเรื่องผมทรงนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ".https://www.change.org/petitions/%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3?utm_campaign=friend_inviter_modal&utm_medium=facebook&utm_source=share_petition&utm_term=36501840 (11 มกราคม 2556)

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สัมภาษณ์เพจแห่งปี : โหดสัส V2 กับลิขสิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ การรีพอร์ตและขี้

Posted: 11 Jan 2013 04:16 AM PST

"ทิชชู, เหี้ย!!!, ความคิดด้านมืดของพวกมึง, เสรีภาพทางการแสดงออกและกระจกเงา" นี่คือสิ่งที่แอดมินเพจโหดสัส นี้นิยามเพจตัวเอง อ่านความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการปาขี้ ศาสนาความศักดิ์สิทธิ์ ลิขสิทธิ์ การระดมรีพอร์ต การแบนคนในเพจและการเซนเซอร์ของรัฐ เป็นต้น


รูปประจำตัวเพจโหดสัส V2

หลังจากทราบผลโหวต 10 แฟนเพจเฟซบุ๊ก ปี 2012  ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจของประชาไทได้ตั้งไว้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประชาไทสัมภาษณ์ เพจแห่งปีอีก 1 เพจ ที่นอกจากจำนวนโหวต จำนวน 20,624 โหวตแล้ว ในรอบปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความวาบหวาม หวาดเสียว เสียดสี หยาบช้าและคละคลุ้งตลบอบอวล แน่นอนนั่นคือเพจ "โหดสัส V2" กับ 5 แอดมิน ผู้ใช้นามแฝง 002, 003, 005, 007 และ 00เก๊า ที่ถึงแม้จะมีความโหดสัสเหมือนกันแต่ก็มีความต่างและสไตล์ที่น่าสนใจของแอดมินแต่ละคน

โดยเป็นเพจนี้ตั้งค่าเพจตัวเองเป็นประเภทชุมชน ที่มีขนาด User กดถูกใจ  111,491 ถูกใจ ตั้งขึ้นเดือน พ.ย.54 เป็นเพจล้อเลียนและโพสต์สิ่งที่คนทั่วไปในโซเชียลมีเดียไม่โพสต์หรือไม่นำเสนอ ซึ่งเป็นด้านลบที่ไม่ใช่สิ่งที่สังคมคาดหวังว่าจะดู แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ภาพ เช่น ภาพ ขี้ โดยเฉพาะการระดมแฟนเพจไปโพสต์หรือปาขี้ใส่เพจที่ขัดแย้งกับตน รวมทั้งการโพสต์ภาพเสียดสีความเชื่อที่ศักดิ์สิทธิในสังคม ศาสนา โดยคำว่า ทิชชู, เหี้ย!!!, ความคิดด้านมืดของพวกมึง, เสรีภาพทางการแสดงออกและกระจกเงา นี่คือสิ่งที่แอดมินเพจนี้นิยามเพจตัวเอง ทั้งนี้ เพจโหดสัส ได้ตั้งเพจใหม่ชื่อ "โหดสัส V2" เมื่อ ก.ค.55 โดยที่เพจเดิมมีคนกด like กว่า 1.4 แสน like และยังเปิดไว้เช่นเดิม แต่ไม่มีการโพสต์ต่อหลังมีการเปิดเพจใหม่คือเพจโหดสัส V2  นอกจากนี้ มีกรณีแอ็ดมิน โหดสัส 001 ประกาศในทางสาธารณะว่าแยกทางกับทีมโหดสัสอื่นๆ โดยไปตั้งเพจตัวเองใหม่ชื่อ "ไม่โหดสัส 001" อีกด้วย อีกทั้งในระหว่างการโหวตเพจแห่งปีเพจนี้ยังมีความโดดเด่นทั้งการเรียกคะแนนจากแฟนเพจด้วยสไตล์ของตัวเอง เช่น การปาขี้เพจอื่น การเชิญชวนแฟนเพจร่วมเป็นทีมงานรณรงค์หาเสียงถ่ายภาพเซ็กซี่ เป็นต้น

รูปประจำตัวโหดสัส 003, 005, 00เก๊า และไม่โหดสัส 001(ซึ่งไม่ได้สัมภาษณ์)

โดยประเด็นในการสัมภาษณ์ประกอบด้วย มุมมองต่อเพจตัวเอง กระแสเฟซบุ๊กในรอบปี 2012 และแนวโน้มปี 2013, การโหวตเพจแห่งปี, การละเมิดลิขสิทธิ์, การระดมรีพอร์ตใน facebook, การแบนคนในเพจ, การเซนเซอร์ของรัฐและการเอาข้อมูลส่วนตัวของบุคคลธรรมดามาเผยแพร่ให้สาธารณะ รวมถึงคำถามที่แฟนๆ ของเพจโหดสัสฝากมาด้วย โดยจะพยายามคงน้ำเสียงท่าทีและคำที่โหดสัสพูดให้มากที่สุด

0000

ประชาไท : มองปรากฏการณ์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่าง เฟซบุ๊กในรอบปี 2012 มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และทำไมถึงคิดว่ามันน่าสนใจ

002 : เอาจริงๆนะ กูไม่เคยสนใจเพจห่าเหว หรือเครือข่ายออนไลน์ห่าอะไรเลยสัส ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเพจใหม่ๆอะไรเกิดขึ้นบ้าง กูสนแต่พวกเครือข่ายนัดxxxกันอย่างเดียวเท่านั้นแหละ

003 : คนกล้าที่จะเปิดเผยตัวเองมากขึ้น กล้าแสดงออกทางความคิดมากขึ้น ดราม่าเยอะขึ้นว่ะสามว่า

005 : กูว่าสังคมออนไลน์อย่าง Facebook แม่งระยำขึ้นทุกวัน มึงลองสังเกตความเปลี่ยนแปลง เอาแค่ระยะสั้นๆ 3-4 ปีก่อนกับปัจจุบันสิ ไอ้ห่า หน้า feed แม่งเด้งนะ วันๆ มีแต่เรื่องเหี้ยๆ กูว่ามันน่าสนใจดี มองในมุมของเรื่องเหี้ยๆ นี่แหละชีวิตมึงถึงจะแข็งแกร่งขึ้น  มึงถึงจะมีภูมิคุ้มกันและอยู่ในสังคมได้ โลกนี้มันเหี้ยจริงๆนะมึง

007 : ภาพรวมที่ผมเห็นคือ มนุษย์มันเพี้ยนขึ้นทุกวัน หรือเพราะคนเพี้ยนๆ เล่นเฟซบุ๊กเยอะก็ไม่แน่ใจ บางเรื่องไม่เกี่ยวกันก็โยงให้มันมาเจอกันได้ เพียงเพราะจะทำลายคนอื่น จะหาเรื่องคนอื่น โดยเฉพาะพวกดราม่าการเมือง หรือที่แบ่งเป็นฝ่ายๆ อย่างชัดเจนนี่ตัวดีเลย ชักแม่น้ำกันเก่งมาก ที่น่าสนใจคือเรื่องพวกนี้มันเป็นความจริงในบ้านเราที่เกิดขึ้นจริง ผมเลยคิดว่าประเทศนี้ไม่น่าอยู่เอาซะเลย ถ้าผมเลือกเกิดชาติหน้าได้ ผมคงเลือกเกิดในประเทศอื่น (เดี๋ยวอาจจะมีคนไล่กูออกนอกประเทศอีกก็ได้)

00เก๊า : มันเหมือนสังคมกว้างขึ้น คนรู้จักกันง่ายขึ้น มีเพจที่่น่าสนใจมากขึ้น มีข่าวที่ไวกว่าทีวีเยอะขึ้น ซึ่งเก๊าคิดว่านี่แหล่ะเสน่ห์ของเฟซบุ๊กเค้าแหล่ะค๊ะ

ภาพป้ายหาเสียงในการโหวตเพจแห่งปี พร้อมข้อความ "เหล่าปัญญาชน คนชั้นกลาง จงโหวต โหดสัส V2"

คิดยังไงกับอีก 9 เพจที่อยู่ใน 10 เพจแห่งปีที่คนโหวตกับประชาไท

002 : อย่างที่บอกไปว่ากูไม่ได้สนใจห่าอะไรอยู่แล้ว เพจโหดสัสจะได้ที่เท่าไหร่ หรือไม่ติด 1 ใน 10 เลย กูก็ไม่สนใจ ส่วนอีก 9 เพจ มีเพจห่าอะไรบ้าง กูยังไม่รู้เลยสัส

003 : แต่ละเพจมีจุดยืนและสไตล์เป็นของตัวเองสามว่าเพจที่ผมคิดว่าเจ๋งและมีแนวทางชัดเจนที่สุดก็ โหดสัสV2 เนี่ย แหล่ะว่ะของเห็นๆ

005 : กูอยากปาขี้แม่งทุกเพจเลย สัส

007 : เป็นเพจที่ต่างก็มีคอนเทนท์มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีสิ่งที่ทำให้คนจดจำ บางเพจก็มีสาระในตัวมันเอง ถ้าคนมองเห็น บางเพจก็ไม่มีสาระ เน้นตลกขบขัน จิกกัด เสียดสี สังเกตได้ว่าจะไม่มีเพจเชิงวิชาแบบจริงๆ คงเพราะในชีวิตประจำวัน มนุษย์ก็เครียดกันพอแล้ว คงไม่หาเรื่องเครียดๆมาใส่หัวอีก ดังนั้นทุกเพจในที่นี้เลยเหมือนเป็นที่ผ่อนคลายของชาวเน็ต

00เก๊า - อยากนัดยิดออกพญาแคร่ะ (ยิ้มกริ่ม)

ภาพที่โหดสัสแสดงผลงานการปาขี้เพจที่มีคะแนนนำเพจตัวเองในการโหวต พร้อมข้อความว่า "ทำไมบอสด่านหลังๆแม่งกากจังวะสัส"

ในฐานะที่เป็นแอดมินภูมิใจไหมที่มีคนสนใจเพจคุณ คิดว่าที่ทำไปเกิดผลอะไรกับสังคมบ้าง เอาแรงบันดาลใจมาจากไหน ก่อนและหลังทำ มีอะไรเปลี่ยนไปในชีวิตบ้าง

002 : สิ่งเดียวที่กูได้จากการที่มีคนสนใจมากขึ้น คือ มีพวกตัวเมียให้กูเข้าไปส่องเฟซเยอะขึ้น บางคนแม่งหน้าตาน่ารัก และแม่งโหดสัส มาคอมเม้นท์ในเพจกูรัวๆ แม่งได้ใจเหี้ยๆ บางคนแม่งเปิด public ไว้กูก็เข้าไปก็อปรูปมันมาว่าว  ก็เท่านั้นแหละสัส ส่วนผลต่อสังคมกูไม่สนใจอยู่แล้วสัส อย่างที่บอกเพจกูแม่งแค่เพจเล็กๆ มีคน like แสนกว่าคน ซึ่งในจำนวนนั้นแม่งเป็นพวก แอคเคาท์อวตาร อีกไม่รู้เท่าไหร่สัส คำว่าสังคมที่มึงพูดแม่งใหญ่เกินไปสัส

003 : ถามว่าดีใจไหม สามไม่ดีใจนะเพราะไม่รู้ว่าจะดีใจไปทำไม เอาเป็นว่ารู้สึกแปลกใจมากกว่าว่า เห้ย!!!คนในสังคม ชอบเรื่องที่พวกสามเสนอมากขนาดนี้เชียวหรอวะ ถึงแม้ว่าบางคนจะไลค์เข้ามาด่าก็เถอะ อย่างน้อยแมร่งต้องมีแอบชอบบ้างบางเรื่องแหล่ะวะ ให้อะไรกับสังคมไหม!!!! สามไม่รู้ว่ะอยู่ที่ว่าสังคมเอาไปคิดมากแค่ไหนดีกว่า ส่วนแรงบันดาลใจของสามมาจากชีวิตในแต่ละวันของตัวเองล้วนๆ ทุกวันนี้รอบตัวแมร่งมีแต่เรื่องโหดสัสเยอะชิบหาย

005 : สังคมแม่งต่ำลงทุกวันๆอยู่แล้ว กูคิดว่าเพจกูไม่มีผลห่าอะไรกับสังคมหรอก สังคมจะต่ำมันต่ำเพราะคน  พวกกูมีหน้าที่ตีแผ่ความเลวทรามของสังคมนี้นี่แหละสัส  สนุกดี เผื่อพวกโง่งมแม่งจะได้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง

007 : ไม่ได้ภูมิใจ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่ก็รู้สึกดีที่สิ่งที่เราทำมีคนสนใจเยอะ ถ้ามันไม่มีใครสนใจผมอาจจะเลิกไปแล้ว สิ่งที่เกิดกับสังคมก็อย่างที่บอก เหมือนเป็นสถานที่ปลดปล่อย ให้คนเข้ามาเฮฮาเข้ามาเกรียนได้แบบไม่มีลิมิต (แต่มาร์คซัคก็เสือกมาลิมิตให้) หลายๆอย่างในเพจมันก็เป็นเรื่องจริงในสังคม ซึ่งอาจจะทำให้ใครบางคนมองอะไรได้กว้างขึ้น หลุดจากโลกอันสวยงามในจินตนาการซะที

00เก๊า : ดีใจนะค๊ะที่คนชอบเพจเก๊ามากขึ้น ดีใจที่บางคนรับได้ บางคนเห็นเก๊าพิมพ์เหมือนสก๊อยก็ด่ากันแบบขำๆ บางคนหลังไมค์มาว่าเห้ยเก๊าทำไมคุยแชทไม่พิมพ์เหมือนหน้าเพจล่ะ เก๊าก็บอกว่ามันเป็นตัวละครที่เก๊าพยายามพรีเซนต์ให้มีคนร่วมสนุกหรือมีอารมณ์ร่วมตามในสิ่งที่เก๊านำเสนอหรือโพสต์มากกว่า เก๊าคิดว่าคนที่ทักแชทเค้าคงอยากคุยกับเก๊าแบบรู้เรื่องมากกว่า ง่ายๆคืออย่างตัดสินคนที่ภายนอกค่ะ (ยิ้มกริ่ม)

ภาพแมวโหดสัสกับสัญญาลักษณ์เพจอื่นๆ ที่ถูกปาขี้ ในระหว่างโหวตเพจแห่งปี

แอดมินเพจเป็นทีมหรือว่าทำคนเดียว และแอดมินแต่ละคนเป็นใคร

002 : กูมีตัวตนจริงๆ สัส เล่นจริง เจ็บจริง xxxจริง เป็นทีม สวิงกิง กูก็ชอบสัส อย่างที่บอก ที่ไหนมีรูที่นั่นมีกู

003  : ทำเป็นทีมสิครับ แอดมินแต่ละคนเป็นใครไม่บอกครับสามว่าให้คนสงสัยอยากรู้ไปแบบนี้ดีกว่า

005 : เป็นโคโปรดิวเซอร์ เป็นนักแต่งเพลง เป็นนายแบบ กูเป็นทุกอย่างที่กูอยากเป็น สัส

007 : 007 มีตัวตนจริงๆ แต่ไม่อยากบอกว่าเป็นใคร แต่ดูจาก Mutual Friends ที่มากดไลค์เพจ มีบางคนที่โตมาด้วยกันเลยก็ว่าได้ บอกแค่นี้แหละ หึหึ

00เก๊า : เก๊าเป็นชะนีค่ะ เป็นผู้หญิงจริงๆ ซึ่งหลายคนรู้แล้ว

 

คิดว่าคนมา like หรือติดตามเพจคุณเพราะอะไร รวมทั้งคนกดโหวตเพจคุณเพราะอะไร

002 : เดิมทีคนที่มา like เพจห่านี่แม่งก็มี 2 พวก คือ พวกที่แม่งนิยมอะไรโหดสัส กับ พวกที่แม่งเข้ามา like เพื่อมาคอมเม้นด่าพวกกู ซึ่งกูชอบพวกหลังว่ะ แม่งทำให้กูมีอารมณ์ทุกครั้งที่อ่านคอมเม้นสาปแช่งของพวกมัน เอาจริงๆนะกูไม่รู้สึกเหี้ยอะไรกะคอมเม้นพวกนี้ซักนิด ชอบด้วยซ้ำ ดังนั้นด่ากูเข้ามาเยอะๆเลยสัส คำด่าคือคำชมเชย คำสาปแช่งคือพลัง ซอยเข้าไป ซอยเข้าไป 002 เรนเจอร์

003 : Like เพราะชอบ และก็ Like เข้ามาดูว่าพวกสามจะทำร้ายสิ่งที่ตัวเองชอบอะไรบ้างแล้วก้อมาเม้นต์ด่ารวมถึงรีพอร์ตรัวๆ 55555+ ส่วนไอ้พวกที่โหวตก้อต้องชอบสิวะครับถามได้

005 : อย่างว่า คนเราแม่งชอบเรื่องเลวทราม เชื่อกูเถอะ เพจกูนี่แม่งเป็นที่ปลดปล่อยอารมณ์ด้านมืดของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบเลยล่ะ คิดดูว่ามีซักกี่เพจที่ดิบเถื่อนขนาดนี้ มีซักกี่เพจที่แอดมินสามารถทนความกดดันของแฟนเพจที่บางครั้งถึงขั้นด่าพ่อล่อแม่แต่พวกกูไม่ยักโกรธ (จริงๆพวกกูชินชากันมานานแล้ว)

007 : อย่างที่บอก มันคลายเครียด มันสนองตัณหา มันพูดในสิ่งที่พูดในพื้นที่ปกติไม่ได้ Freedom of Speech มีจริงที่นี่ (ถ้ามาร์คไม่ลบ) หยาบคายก็ได้ เหี้ยก็ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้มันอยู่ในส่วนลึกของจิตสำนึกของมนุษย์อยู่แล้ว เพียงแต่สังคมมันดัดจริต ยอมรับกันไม่ค่อยได้ ส่วนที่กดโหวตกัน คงเพราะส่วนนึงชอบเราจริงๆ กับโหวตไปงั้น ส่วนเหตุผลอื่นไม่ได้สนใจ

00เก๊า : เก๊าคิดว่า 5,000 กว่าคนที่โหวตเพจเก๊า เพราะเก๊าบอกไว้ว่า เก๊าจะให้หลังไมค์มาแทะโลม คิคิ

 

อยากจะบอกอะไรกับคนเหล่านั้นบ้าง

002 : xxxสัส

003 : พวกมึงแมร่ง "โหดสัส"

005 : เข้ามาดิ้นกันเยอะๆสัส กูชอบ

007 : กูเชียร์ลิเวอร์พูล

00เก๊า : กรี๊สสสสสสสส เก๊าาร็อกทุกคนน๊ะค๊ะ 12 123 12 12 Hey!!!!!

 

ถ้าจะให้นิยามเพจคุณ เราควรเรียกหรือทำความเข้าใจว่าเพจคุณคืออะไร

002 : ทิชชู มันเหมือนทิชชูที่เอาไว้รองรับคราบน้ำรักของกู

003 : เหี้ย!!!

005 : คือความคิดด้านมืดของพวกมึงนั่นแหละ สัส

007 : เสรีภาพทางการแสดงออก

00เก๊า : "กระจกเงา...."

 

ตอนนี้มีดราม่าระหว่างแฟนเพจใน facebook เรื่อง "ก๊อบปี้" หรือละเมิดลิขสิทธิ์ คุณมองเรื่องนี้ว่าอย่างไร

002 : กูไม่สนใจเรื่องพวกนี้สัส หนังโป๊ในเครื่องกูแม่งของผิดลิขสิทธิ์ทั้งนั้นแหละสัส ขนาดดิลโด้ที่กูใช้แม่งยังเป็นของปลอมจากจีนเลย โหดสัสไหมล่ะมึง ก็ของลิขสิทธิ์แม่งแพงนี่หว่า กูไม่ได้รวยขนาดมีเงินมาซื้อของแท้ได้ทุกอันนะเว้ย คนที่พูดแบบนี้ก็มีแต่พวกที่มีเงินเหลือเฟือพอจะซื้อของลิขสิทธิ์ได้ก็เท่านั้นแหละสัส

003 : บางทีแมร่งเป็นของที่ทุกคนย่อมรู้หน้าที่อยู่แล้วว่ะ เหมือนมึงเอาของเค้ามามึงก้อต้องคืนประมาณนี้

007 : มันมีคนสองพวกที่ผมเห็นคือพวกสารพัดอ้างที่จะไม่อุดหนุนของลิขสิทธิ์ คือเหี้ยแล้วเหี้ยให้สุดไปเลย กับพวกที่อุดหนุนลิขสิทธิ์แค่บางอย่าง แต่ทำตัวคลั่งไคล้ลิขสิทธิ์ ทำตัวเป็นทาสทุนนิยม อันนี้เรียกดัดจริต คือบางอย่างคนเราก็ใช้ของปลอมนะ อย่างเสื้อผ้า เสื้อบอล กระเป๋า อะไรแบบนี้ ของพวกนี้ก็ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ผมไม่เคยเห็นใครด่ากันเลยว่า "ไอสัส มึงใส่เสื้อแมนยูปลอม มึงพกหลุยส์ปลอม" แต่พอเป็นหนังเป็นเพลง ดาวน์โหลดมาฟรีๆ เสือกด่ากันฉิบหาย คือมันต่างกันตรงไหนวะ เพราะสุดท้ายแล้ว ซื้อของปลอมเงินมันก็ไปไม่ถึงเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริง หรือว่าถือว่าเสียเงินให้โจรแล้วเลยไม่โดนด่า?

อีกเรื่องที่ขำมากคือพวกแฟนซับ (ไตเติ้ล) เอาง่ายๆเลย การ์ตูน พอมีลิขสิทธิ์ในไทยแล้ว ทุกค่ายซับต้องหยุดทำเพื่อให้คนซื้อแท้ ที่แปลกคือมีหลายคนบอกว่า "ถ้าอยากดูก่อนแผ่นออกก็ต้องไปดูซับอิงค์" ผมคิดในใจ "แล้วซับอิงค์มันถูกลิขสิทธิ์เหรอวะ?" คือไม่มีเหี้ยไรต่างกันเลย ต่างกันแค่ภาษาที่ใช้ทำซับ จริงๆมันผิดตั้งแต่ไอคนที่อัดไฟล์ดิบมาปล่อยแล้ว ถ้าพวกมึงคลั่ง LC กันนัก ผมบอกเอาไว้เลย ไม่ต้องดูไฟล์อัดจากทีวี ไม่ว่าจะซับเหี้ยอะไร หรือไฟล์ดิบๆก็ตาม รอแผ่นออกในไทยอย่างเดียว หรือไม่ก็รออิมพอร์ตมาจากต่างประเทศมาดูซับอิงค์ในแผ่นเอา นั่นแหละตรงประเด็นที่สุด แต่เอาจริงๆนะค่ายการ์ตูนประเทศนี้ ภาพก็ไม่ชัดเท่าอัดจากทีวีเพราะไม่ทำบลูเรย์ บางเรื่องก็นานกว่าแผ่นจะออก กูรอจนหำเหี่ยวยังไม่ได้ดู ไอ้พวกที่ทำเป็นคลั่ง LC นี่ผมว่ามันเป็นทาสทุนนิยมนะ คือเจ้าของ LC จะเหี้ยไงก็ต้องซื้อ เพียงเพราะได้ชื่อว่าลิขสิทธิ์ ดังนั้นค่ายการ์ตูนจะทำซับ ผมว่าก็ทำๆไปเถอะ ถึงจะมีซับไทยให้ดูฟรีจนจบ คนที่ซื้อมันก็จะซื้อเมื่อแผ่นออก คนที่ไม่ซื้อมันก็ไม่ซื้อ รอไฟล์ริปจนได้

ส่วนตัวผมโหลดหนังโหลดเพลงใส่ของก็อป เอาทุกอย่าง แต่ถ้าผมชอบอะไรจริงๆ แล้วไม่ขัดสนเงินทอง ผมก็ซื้อของแท้ แม้จะต้องอิมพอร์ต แต่ซื้อเพราะผมเห็นค่าของมัน อยากมีในครอบครอง ไม่ได้คิดอะไรให้มากเรื่องเหมือนพวกคลั่งแผ่นแท้ แต่วินโดวส์ปลอม โปรแกรมแคร็กทั้งเครื่อง แต่ที่ยกตัวอย่างเรื่องการ์ตูนเพราะมันทำให้เห็นเด็กไทยมีตรรกะวิบัติ ตลกดี

00เก๊า : รูปในโหดสัสทุกวันนี้แทบไม่ได้ใส่เครดิตเยย เก๊าเฉยๆกับการก๊อปรูปไปลงโดยไม่ได้ลบเครดิตนะก๊ะ แต่เก๊ารับไม่ได้ถ้าก๊อปไปแล้วลบเครดิตของเดิม ใส่ชื่อตัวเองลงไปแทน ทำแบบนั้นมันเหี้ยใจตุ๊ดมากๆเลยเค๊อะ

 

มองการระดมรีพอตใน facebook ว่าอย่างไร

003 : แมร่งไอ้การรีพอร์ตนี่มันเป็นอะไรที่สันดานแอบแทงข้างหลังว่ะสามว่า เหมือนศาลเตี้ย ซึ่งเพจสามมีแนวทางชัดเจนมาแต่ต้นแล้วว่ากูไม่เอาศาลเตี้ย เพจสามก็มีนะแบบไอ้สัส หมันไส้ไอ้เพจเหี้ยนี่ชิบหายอยากจะยิงให้แมร่งดับๆไปให้พ้น แต่พอลองกลับมาคิดอีกทีเห้ย!! เพจสามก็ไม่ได้แตกต่างกับพวกมันเท่าไหร่หรอก!! บางเพจแมร่งมีแนวทางเป็นของตัวเอง แมร่งอยู่ที่ความชอบกับความไม่ชอบในส่วนตัวของแต่ละคนล้วนๆ ถึงยังไงสามก็ยืนยันว่าการรุมรีพอร์ตไม่ว่าจะเป็นเพจเหี้ยไรก้อแล้วแต่แม่งก้อศาลเตี้ยหมดแหล่ะวะ

005 : คิดถึงสงครามรีพอร์ตครั้งนั้น กูยังมันส์ไม่หายเลยสัส

007 : มันแล้วแต่ผู้ปลุกระดม ถ้าไปรีพอตเพจที่เหี้ยจริงๆ เช่น หลอกลวงคนอื่น หรือพวกทำนาบนหลังคน หรือมิจฉาชีพ หรืออะไรก็ตามที่เห็นได้ชัดเจนจริงๆ มันก็ถือว่าโอเค แต่บางทีลูกเพจมันก็มีพวกงี่เง่า เป็นติ่งแอดมิน แอดมินทำอะไรก็เห็นดีเห็นงามหมด ไม่รู้จักคิดเอง คนแบบนี้มีไม่น้อย ถ้าแอดมินที่ปลุกระดมเกิดเหี้ยขึ้นมา ฉิบหายกันหมด

00เก๊า : คิดไรไม่ออกก็รีพอร์ต กากมากเลยเคร๊อะ

 

ในฐานะที่เป็นแอดมิน เคยแบนคนที่เข้ามาในเพจบ้างไหม เพราะเหตุใด

002 : ไม่เคยเลยสัส บอกแล้วกูชอบให้คนเข้ามาด่าเยอะๆ

003 : ไอ้พวกที่ผมแบนส่วนมากก็พวกมาแปะลิงค์โฆษณา รายได้ผ่านเนต พวกฟลัด พวกย้ำคิดย้ำทำ ซ้ำๆซากๆ

คนประเภทหลังนี่สามล่ะเกลียดชิบหาย

005 : ไม่ค่อยวะ ส่วนมากจะแบนพวกฝากเพจในคอมเม้นท์ คือมึงจะฝากแปะในเพจกูก็ได้ กูไม่เคยว่าวะ แต่มาฝากในคอมเม้นต์เยอะๆนี่แม่งกวนคนเข้ามาคอมคอมเม้นท์สัสๆ

ส่วนอีกปัญหาที่เจอบ่อยคือบางทีพวกมันคอมเม้นท์ฟลัดจนระบบแจ้งเป็นสแปมเอง กูต้องมาคอยกดทั้งวันว่าไม่ใช่สแปม สัส มันเหนื่อยมาก บางทีระบบแม่งก็แบนไปแบบอัตโนมัติ แม่งก็มางอแง สัส อย่างคำที่สแปมบ่อยก็พวก 555 ,ฮา อะไรแบบนี้วะสัส ส่วนใครที่โดนแบบนั้นส่งข้อความมาแจ้งหลังไมค์ กูก็ปลดให้หมดวะ

007 : ส่วนตัวยังไม่เคย แต่อยากลองเหมือนกัน แอดมินประชาไท สนไหม?

00เก๊า : มะเคยเยยยยย เก๊าชอบดูคนดิ้นๆๆๆๆ เก๊าฟินนนนนนนน

 

คิดเห็นอย่างไรกับการเซนเซอร์ รัฐควรควบคุมหรือบล็อกเว็บไซต์หรือไม่

002 : เลิกได้แล้วสัส โดยเฉพาะหนังโป๊ คนแม่งโหลดมาเพื่อดูxxxกระทบxxx ไม่ได้ต้องการดู ก้อนโมเสค สัส เพราะงั้นกูถึงนิยมของฝรั่งมากกว่า เพราะแม่งถึงน้ำถึงเนื้อจริง ส่วนของไทย ดูแล้วกูเหี่ยวสัส

003 : อิจฉาไอ้คนที่ทำการเซ็นเซอร์ชิบหาย แมร่งได้ดูก่อน

005 : ทุกวันนี้กูต้องชักว่าวกับรูปแฟนเพจเพราะกระบวนการเซ็นเซอร์และควบคุมเว็บไซต์นี่แหละ ไอ้เหี้ย  การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพนี่แม่งเหี้ยจริงๆนะมึง  กูคิดว่าการกระทำแบบนี้มันระยำมาก คดีต่างๆที่มีมากขึ้นทุกวันนี้  ไม่ว่าจะเป็นข่มขืน กระทำชำเรา เหี้ยอะไรก็ตามแต่ แม่งมาจากผลพวงของสังคมที่ปิดกั้นนี่แหละ  ถ้ามึงเลิกแบนเว็บพวกนี้ กูว่าอย่างน้อยไอ้พวกเสือสิงห์กระทิงแรดแม่งก็นั่งชักว่าวติ้วxxxหน้าคอมนี่แหละ มันช่วยได้เยอะจริงๆนะมึง อย่างน้อยก็แก้กระสันได้ชั่วคราว ดีกว่าออกไปตามล่าอิหน้าหนอนมาข่มขืน สัส

007 : ของพวกนี้บล็อกยังไงมันก็ไม่หมด มันต้องปลูกฝัง ต้องสอนกันมากกว่า ประเทศนี้แก้ปัญหากันโง่ๆ พูดให้เข้าใจง่ายๆคือโง่กว่าเด็ก มึงแบนเว็บนี้ เด็กมันก็มีเว็บอื่น ยังไงก็ไม่ทันความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว ลองดูญี่ปุ่น ทำไมดาราเด็กๆ ถ่ายชุดว่ายน้ำกันตั้งแต่อายุยังไม่สิบขวบ บางคน ม.ต้น ก็ถ่ายแนวเซ็กซี่โชว์ตูดกับร่องนมแล้ว หนังโป๊ เซ็กทอยมีขายกันเกลื่อน แก้ผ้าอาบน้ำร้อนด้วยกัน ฯลฯ คืออะไรก็ตามที่มันโดนแบน มันย่อมทำให้คนยิ่งรู้สึกดีที่ได้ทำ แต่ถ้าทำให้เป็นเรื่องปกติ ก็จะไม่มีอะไร

00เก๊า : อยากดูจิ๊มิ๊เก๊าแบบไม่เซ็นหม่ายล่า

 

แอดมินบางเพจมีการเอาข้อมูลส่วนตัวของบุคคลธรรมดามาเผยแพร่ให้สาธารณะรู้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือหรือเศรษฐกิจบางอย่าง โดยไม่ได้รับอนุณาตจากเจ้าตัวก่อนนั้น คุณมองพฤติกรรมแบบนี้ว่าอย่างไร

003 : เหมือนพวกชอบไปดูดคอคนให้แดง มึงมีความสุขแต่อินั่นแมร่งอายสัส มันมีหลายอารมณ์ บางคนแมร่งก็ไม่ยอมกับอีกพวกคือเออดีว่ะกูดังละ

005 : เฟซบุ๊กหรือรูปมันเปิด public หรือ subscribe หรือเปล่าละสัส ถ้าคนพวกนั้นเปิดสิ่งพวกนี้ มึงก็ต้องยอมรับแล้วว่ามึงค่อนข้างเป็นบุคคลสาธารณะในระดับหนึ่ง กูเห็นอีบางตัวโชว์ร่องนม ร่องxxx ให้คนติดตาม พอมีคนเข้าไปด่า หรือแชร์แบบหื่นๆ เสือกทำเป็นรับไม่ได้ ดัดจริตสัส

007 : ขี้ขลาด

 

มองว่าปี 2013 นี้ แนวโน้วของเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ facebook จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่

002 : หวังว่าจะมีเพจพวกนัดxxxเพิ่มขึ้น หรือเพจxxxฟรี อะไรแบบนี้ มนุษย์แม่งก็มีแค่นี้แหละสัส กิน ขี้ ปี้ นอน เวลาเงี่ยนแม่งก็ต้องหาคนมาxxx หาไมได้ก็xxxมือตัวเองไปก่อน หรือถ้ามีความสามารถก็ประดิษฐ์xxxปลอม xxxปลอมก็ยังได้สัส

005 : หวังว่าจะมีเพจแข็งๆมาไฟว่กับกูบ้างนะสัส เพจเดิมๆเบื่อสัส

003 : ไม่รู้ว่ะสามไม่กล้าเดา ใครจะไปรู้อนาคตวะ!!! คำถามนี้แมร่งยากไปว่ะ เหมือนให้เดาว่าโลกจะแตกตอนไหน

007 : ไม่รู้เหมือนกัน แต่คงจะมีเพจแปลกๆ เพิ่มมากขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีคำถามจากแฟนเพจโหดสัสที่ฝากประชาไทถามด้วยดังนี้

ทำไมชอบเอาศาสนา ความเชื่อมาล้อเลียน

002 : ต้องถามกลับว่าทำไม ถึงล้อเลียนไม่ได้สัส ถ้ามึงคิดแบบพุทธ มึงก็ต้องคิดว่าพวกกูแม่งเป็นพวกมีกรรม เป็นบัวใต้น้ำที่สอนไม่ได้ ล้อเล่นกับศาสนาแบบนี้ตายไปก็ต้องตกนรกก็เท่านั้น คือถ้ามึงคิดแบบนี้แต่แรก มึงจะไม่ว่าอะไรพวกกูเลย เพราะใครทำกรรมห่าอะไรก็รับกรรมนั้นไป แต่การที่มึงออกมาดิ้น ออกมาด่าพวกกู แสดงว่ามึงไม่เชื่อหรือศึกษาในคำสอนของศาสนาให้ดีสัส หรือพูดง่ายๆก็คือ มึงไม่เชื่อว่า ถ้ากูตายแล้วกูจะต้องได้รับโทษจริงๆไงล่ะมึง เลยต้องออกมาขู่พวกกูให้เห็นxxxด้วนกับพวกมึง (หัวเราะ) บอกให้นะสัส สาเหตุที่กูล้อศาสนาแม่งมีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น ก็คือ การเห็นพวกมึงดิ้นเป็นความสุขของกูไงละ

003 : แล้วทำไหมศาสนาถึงชอบมีเรื่องให้คนล้อเลียน บางครั้งสามอยากให้คนที่ชอบถามคำถามแบบนี้นำคำถามที่สามถามกลับไปคิดดูบ้างนะ ว่าเห้ย!!! เพราะอะไรทำไหมมันถึงเอามาล้อเลียนวะ มันมีอะไร เกิดไรขึ้น สามไม่เคยดูถูกความเชื่อหรือคนที่นับถือศาสนาไหนว่าโง่นะ แต่สามว่าบางคนมันแสดงตัวออกมาให้เผลอไปคิดไปบ้างบางครั้งว่า เห้ย!!ศาสนาที่มึงนับถือมันไม่ได้ช่วยอะไรมึงได้จริงๆนี่หว่า บางคอมเม้นท์แมร่งสาปแช่งสามรัวๆ ขอให้มึงตายโหงตายห่า ชีวิตไม่มีความสุข ชิบหายวายวอด บลาๆๆๆ คือสามงงครับทำไหมต้องทำอะไรกันรุนแรงขนาดนี้ด้วย หรือว่านับถือแล้วคลั่งมากๆมันทำให้กลายเป็นคนป่าเถื่อนอยากเห็นคนอื่นตายหรือทรมานมากขนาดนั้นเชียวหรือ  (หัวเราะ) การสาปแช่งก็คือหวังให้เค้าเป็นอย่างที่คุณว่า อย่างคุณสาปแช่งให้เค้าตายก็เหมือนคุณได้ฆ่าเค้าไปแล้วส่วนนึงแหล่ะครับ แล้วแบบไหนมันบาปกว่ากันฟร๊ะ บางครั้งลองมีสติคิดทบทวนเยอะๆ เดี๋ยวนี้คนเราห่างหายจากการมีสติและยั้งคิดไปเยอะสามว่า

005 : ศาสนาพุทธเพิ่งกำเนิดเมื่อ 2556 ปี ศาสนาคริสต์เพิ่งกำเนิดเมื่อ 2013 ปี  พวกมึงคิดว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Homo sapiens เนี่ย  ก่อนแม่งวิวัฒนาการจาก Homo erectus  มาเป็น Homo sapiens พวกมึงคิดว่าก่อนนั้นมันมีศาสนามาก่อนมั้ย? แน่นอน เราอยู่กันอย่างไม่มีศาสนามากว่าล้านปีแล้ว มึงจะไปเชื่ออะไรกับสิ่งสมมุติที่มนุษย์เติมแต่งขึ้นมา ถามว่าผิดมั้ยที่นับถือศาสนา ไม่ผิดหรอก  คำสอนเหล่านั้นบางอย่างมันก็ดีต่อตัวมึงเอง ดีต่อการดำรงชีวิตของพวกมึงทุกคน แต่มีซักกี่คนที่เข้าใจถึงสิ่งเหล่านั้น ยกตัวอย่าง ไอ้พวกชาวพุทธที่คลั่งศาสนาน่ะ แตะต้องห่าอะไรไม่ได้กับรูปลักษณ์พระพุทธเจ้า ล่าสุดนี่ รูปพระพุทธเจ้าสวมหมวกซานต้า แม่งมาดิ้นกันเป็นพันๆคอมเม้นท์ กูขำมากเลยนะ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่าอย่าติดยึดกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ร่างกายคนเราประกอบด้วยธาตุ 4 ดินน้ำไฟลม ถึงวันก็ดับสลาย แล้วจะไปติดยึดอะไรกับรูปลักษณ์ต่างๆนาๆที่พวกมึงกราบไหว้กันอยู่ทุกวัน  แค่นี้มึงยังไม่เข้าใจเลย  ศีล 5 รักษาได้มั้ย? เข้าวัดบ้างรึเปล่า? เข้าวัดไปทำอะไร? ไปหาเครื่องรางของขลังเหรอ? ทำไมไม่ไปศึกษาพระธรรม? สวดมนตร์บลาๆๆๆ รู้รึเปล่าว่านั่นแปลว่าอะไรบ้าง? คนเราที่มองว่านับถือศาสนา เป็นคนมีศาสนาน่ะ จริงๆแล้วพวกมึงยังห่างศาสนาอีกเยอะ

007 : ส่วนตัวผมมองว่าไม่มีเรื่องอะไรที่แตะต้องไม่ได้ โลกนี้มันมีความเชื่อเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา สำหรับผม ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ คนเชื่อเยอะไม่ได้แปลว่ามีจริงหรือไม่มีจริง เหมือนถ้าเป็นสมัยก่อน ผมก็อาจจะคิดว่าโลกแบน แต่ตอนนี้มันได้รับการพิสูจน์แล้ว การล้อเลียนก็เหมือนการตั้งข้อสงสัยอย่างหนึ่ง แล้วมันสนุกดีว่ามั๊ย ที่เห็นพวกมีศาสนาแค่บนบัตรประชาชน ออกมาดิ้น คือพวกนี้เกิดมาก็ถูกบอกให้เป็นพุทธ มันก็เป็นพุทธ แต่มันเคยศึกษาจริงๆมั๊ย ว่าอะไรเหมาะกับตัวเองที่สุด จริงๆผมอยากให้เรื่องนี้เป็นเสรีภาพ คือไม่ใช่ว่าพ่อแม่พุทธ ลูกเกิดมาก็เป็นพุทธแล้ว เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย อีกอย่าง คนที่เข้าถึงศาสนาจริงๆ เขาไม่มาดิ้นหรอก พวกดิ้นนี่เหมือนโดนสะกิดติ่ง จุดยืนไม่แข็งพอ ถ้าเป็นผม ผมจะพิจารณาดูว่าที่ว่ามา มีเหตุผลมั๊ย แล้วค่อยไปศึกษาเอา ไม่มาโพสต์เถียงด้วยหรอก แต่ถ้าโพสต์ด่าขำๆมันก็อีกเรื่อง แต่บางคนด่าไม่ขำหนิ เอาพ่อล่อแม่กันเยอะแยะ ศาสนาคุณสอนมาเหรอครับ แหม่

00เก๊า : เก๊าชอบคนดิ้ลลลลลลล เก๊าฟินนนนนน

 

เพจโหดสัส กินขี้เป็นอาหารหลักหรือเปล่าครับ

002 : กินสัส เวลาจะxxxรูดาก  เอาลิ้นชอนไชเข้าไปก็ต้องกินขี้อยู่แล้ว

003 : ฝากไปบอกไอ้คนที่ถามคำถามนี้ว่ามันกินหรือป่าวล่ะวะ?

005 : ประชาไทอยากแดกไหมล่ะมึง

 

ทำไมต้องปาขี้

003 : แมร่งเป็นสิ่งที่มนุษย์บางคน (ส่วนมาก)เห็นแล้วรังเกียจ จะอ้วก ก็คงเหมือนกับเพจพวกสามแหล่ะ ยิ่งเอาสิ่งที่คนไม่ชอบมาให้มันเห็นเท่าไหร่สามว่าแมร่งกระตุ้นอารมณ์ไอ้คนรับได้ดีจริงๆเชียว

005 : มันสนุก ก็เท่านั้นเอง สัส

007 : ผมไม่ได้สนใจตอนฝ่ายตรงข้ามเปื้อนขี้นะ แต่ผมสนใจตอนที่ผมจินตนาการว่ามือข้างขวาของผมกำลังล้วงคอห่านไปจับก้อนขี้มากกว่า นุ่มบ้างแข็งบ้างเหลวบ้างก็ว่ากันไป ความรู้สึกตอนได้สัมผัสขี้นี่แหละ คือจุดประสงค์ที่ผมปาขี้ แค่พูดก็น้ำตาจะไหลสัส

00เก๊า : มัน เป็น วัด ทะ นะ ทำ

ภาพล้อเลียนเพจโหดสัสปาขี้เพจ VRZO ในระหว่างโหวตเพจแห่งปี ภาพโดย Gap Sparo

ทำไมถึงรักแมวขนาดนั้น

002 : กูไมได้รักแมวสัส

005 : กูเคยxxxเด็กคอสเพลแต่งตัวเป็นแมวน้อยแล้วแม่งฟิน จากนั้นกูก็รักแมวมาตลอด สัส

003 : แมวนี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวงครับ 

007 : แมวเฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล

00เก๊า : แมวเราเฝ้าโอล่ะเห่กล่อมลูกน้อยตกเปลไม่ห่างหันเหไปจนไกล

 

มีมุมมองต่อศาสนา ต่อพระเจ้า การหลุดพ้นจากบาป และความทุกข์อย่างไร ถ้าพวกเขาปฏิเสธการมีอยู่ของศาสนา

002 : กูว่าแม่งตลกดีว่า ถ้าพวกมึงตายไปแล้ว สิ่งที่พวกมึงเชื่อหรือพยายามทำมา ตลอดการมีชีวิตแม่งเป็นสิ่งหลอกลวงที่เชื่อตามๆกันมา มึงจะทำไงว่ะ ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้เรื่องพรรณนั้นหรอกสัส ตายแล้วไปไหน พวกมึงมาจากไหน เราเกิดมาทำไม ใครๆแม่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองทั้งนั้น ศาสดาของศาสนาทั้งที่รู้ตัวตนและไม่รู้ตัวตน มันก็แค่คนที่มีมุมมองที่โดนใจคนหมู่มากเท่านั้นสัส คำตอบไหนที่ถูกใจ พวกมึงก็เชื่อตามๆกันไป เพื่อให้มึงหลุดพ้นจากความกลัว ความรู้สึกไร้ค่าเท่านั้นสัส สำหรับกูนะ มนุษย์แม่งก็แค่สัตว์ที่เกิดมาแล้วเดียวแม่งก็ต้องตายตกๆกันไป ไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆหรอกสัส ชีวิตมึงแม่งไม่ได้มีคุณค่าหรือความพิเศษอะไรทั้งนั้นสัส

003 : ก็ไม่เชื่อศาสนา ไม่เชื่อเรื่องบาป ไม่เชื่อว่าเป็นเวรกรรม ไม่เชื่อชีวิตหลังความตาย คือจะต้องอธิบายอะไรวะ

00เก๊า : เก๊าชอบเวลาโดนxxxดดด เก๊ามีความสุก มันทำห้ายเก๊าลืมทุกข์ๆๆๆ

 

คิดยังไงกับ "คนไทย" "สังคมไทย"

002 : แม่งก็ไม่ต่างจากคนที่อื่นหรอกสัส มีแต่พวกโง่ทั้งนั้น แต่อาจจะโง่กว่าที่อื่นหน่อย ตรงที่หลงตัวเอง คิดว่าตัวเองนั้นดีเต็มประดา สุดท้ายแม่งก็แค่พวกโง่ที่อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาเล็กๆ ประเทศนึงที่เอาแต่ฝันว่าจะเจริญเทียบเท่าต่างประเทศซักวัน กับความหวังโง่ๆของพวกมึงก็เท่านั้นแหละสัส จริงๆ ประเทศห่านี่แม่งมีเรื่องเหี้ยๆเยอะนะ เพียงแต่มึงเสือกละเลยที่จะรับรู้หรือมองว่ามันเป็นเรื่องปกติก็เท่านั้นสัส

003 : สังคมดราม่า!!!

005 : สังคมจอมปลอม ผู้คนกระแดะ

007 : คนไทย เป็นทาสสื่อ ขาดกระบวนการคิดพิจารณาด้วยตัวเอง โลกแคบ ศรัทธาและอคติอยู่เหนือเหตุผล ทำตัวสูง จิตใจต่ำ แต่ก็โชคดีที่ไม่ใช่ทุกคน สังคมไทย สังคมเสื่อมโทรม เงินเท่ากับอำนาจ กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ผลประโยชน์ส่วนตัวเหนือส่วนรวม

00เก๊า : เท่าที่เก๊าเจอมาหลายๆประเทศ ของคนไทยเล็กไปหน่อยเคร๊อะ

 

มีประวัติศาสตร์อะไรกับขี้มาก่อนหรือเปล่าคะ

002 : เคยมีครั้งหนึ่ง กูxxxทวารหนักสาว แล้วใส่เจลหล่อลื่นมากเกินไป ผลก็คือขี้พุ่งออกมาเลอะxxxกูเต็มไปหมดเลยสัส จนมีช่วงนึงที่กูรับจ้างสวนทวารสำหรับคนที่ขี้ไม่ออก ได้ครั้งละ 100

003 : ก็ขี้ทุกวัน คิดว่าชีวิตมนุษย์ผูกพันกับขี้หรือป่าวล่ะครับสัส 

005 : ทุกครั้งที่กูขี้ กูมักจะก้มมองลงในโถและพิจารณาขี้ตัวเองทุกวัน สังเกตุความเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์องค์ประกอบ และสีสันของมัน สัส

007 : ผมไม่ขี้ทุกวัน โดยเฉพาะวันที่ไม่อยู่บ้าน จะขี้ไม่ค่อยออก

00เก๊า : ตอนเด็กๆแม่เก๊าบอกว่าเก๊าชอบจิ้มขี้มาเลีย

 

ทำไมถึงชอบปาขี้ ทำไมไม่มีความอดทนอดกลั้นเลย ปาขี้เพื่อเรียกร้องความสนใจหรือปล่าว

002 : ถ้าเลือกได้กูอยากxxxแอดมินเพจอื่นมากกว่าวะ

003 : นี่เป็นอีก 1 คำถามของคนที่สามคิดว่าแมร่งไม่ควรที่จะเสียเวลาตอบเอาซะเลย มันเป็นคำถามที่คนขี้อิจฉาเขามักใช้ถามกัน

007 : ผมบอกไปแล้วว่าผมชอบกำขี้ นึกภาพตัวเองล้วงส้วมแล้วฟิน จะถือนานก็ไม่ได้ เลยต้องปาออกไป

00เก๊า : ก้อหลายๆเพจชอบยั่วให้เก๊าไปปานิเคร๊อะ ปาแล้วยอดไลค์เพจพวกนั้นก็ขึ้นพรวดๆยิ่งกว่าขี้อีกเคร๊อะะะะ

 

อะไรคือสิ่งที่คิดว่าโหดสัสที่สุดในชีวิตที่เจอมา

002 : ตอนอายุ 3 ขวบ กูโดนแก๊งกระเทยประมาณ 5-6 คน รุม Gangbang รูดาก จนเดินไม่ได้ไป 3 อาทิตย์ มึงคิดว่านั่นโหดสัสไหมล่ะมึง

003 : สันดานมนุษย์

005 : อภิสิทธิ์ชน

007 : มนุษย์

00เก๊า : วินมอไซค์รุมเคร๊อะ

คำขวัญวันเด็ก ที่เป็นภาพปกเพจโหดสัสขณะนี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผลสำรวจเผย "แพทย์" อาชีพในฝันเด็กไทย ปี 56

Posted: 11 Jan 2013 01:28 AM PST

ผลการสำรวจประจำปีโดยกลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย ในหัวข้ออาชีพในฝันของเด็กไทย ครั้งที่ 4 พบว่า "แพทย์" ยังคงเป็นอาชีพในฝันของเด็กไทยติดต่อกันเป็นปีที่สี่ ตามด้วยการเป็น "วิศวกร" "ตำรวจ" "นักธุรกิจ" และ "ครู"


   
กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย ได้ทำการสำรวจ "อาชีพในฝันของเด็กไทย" เป็นประจำทุกปี โดยการถามคำถามกับเด็กอายุ ระหว่าง 7-14 ปี พบว่าอาชีพในฝันยอดฮิต 4 ปีซ้อนของเด็กคือ การเป็น "แพทย์" ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากช่วยเหลือผู้คน และช่วยรักษาคนไข้ และสมาชิกในครอบครัว โดยมีความต้องการด้านรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 100 ถึง 10,000,000 บาท อย่างไรก็ตามในปีนี้ อาชีพ ครู ตกอันดับลงไปเป็นอันดับที่ 5 รองจากอาชีพ วิศวกร ตำรวจ นักธุรกิจ ซึ่งได้มาแทนที่อาชีพ ทนายความ พ่อครัว ซึ่งเป็นอาชีพในฝันอันดับรองลงมาในปีที่แล้ว

ผลการสำรวจยังพบว่าเด็กๆ มีความแตกต่างทางความคิดเป็นอย่างมากในเรื่องของอาชีพในฝัน ในขณะที่เด็กบางส่วนอยากทำงานเพื่อช่วยสังคม โดยเลือกเป็น "หมอ" ก็ยังมีเด็กบางคนชอบสนุก ชอบออกกำลังโดยเลือกเป็น "นักเต้นบีบอย"  นอกจากนี้ เด็กๆ เหล่านี้ก็ยังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขัน เช่นเด็กส่วนหนึ่งกล่าวว่าอยากเป็นตำรวจ จะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ หรือ เด็กอีกคนหนึ่งกล่าวว่าอยากเป็นนักเขียนโปรแกรมเนื่องจากจะได้เขียนโปรแกรมเกมส์สำหรับตนเองได้เล่นสนุกได้อย่างใจคิด


อาชีพในฝันยอดฮิต 5 อันดับในใจของเด็กไทย

    1. แพทย์
    2. วิศวกร
    3. ตำรวจ
    4. นักธุรกิจ
    5. ครู

ผลจากการสำรวจในปีนี้ พบว่า "ทหาร" ก็ยังเป็นอาชีพที่เท่ที่สุดเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ส่วนอันดับรองลงมา คือ ตำรวจ และ แพทย์ ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากเด็กๆ เห็นว่า อาชีพในเครื่องแบบเหล่านี้ นอกจากเครื่องแบบดูเท่ดี แล้ว ก็ยังพ่วงด้วยอำนาจในตำแหน่งหน้าที่การงานในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยในเวลาที่ประเทศชาติต้องการ

สำหรับการสอบถามเด็กๆ ว่า ถ้าหากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย 3 สิ่งที่ต้องการทำคืออะไร? คำตอบคือ
    - ปกป้องดูแลประชาชน
    - พัฒนาประเทศ และพัฒนาระบบการศึกษาให้กับประชาชนในเขตทุรกันดาร
    - สร้างความสามัคคี
    - ลดปัญหาเรื่องยาเสพติดและการเล่นการพนัน
    - พัฒนาระบบสาธารณูปโภคของท้องถิ่น เช่น ถนน ขนส่งมวลชน โรงพยาบาล เป็นต้น
    - รักษ์โลกด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม
    - ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

ในขณะเดียวกัน ก็มีเด็กๆ บางส่วนที่มีจินตนาการแตกต่างออกไป เช่น จะทำการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียน จะติดแอร์ให้ทั่วประเทศ หรือแม้แต่ จะออกกฎให้มีการนอนหลับพักผ่อนหลังอาหารกลางวัน เป็นต้น

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวคะฉิ่น-ไทใหญ่ในไทยเรียกร้องพม่ายุติการโจมตีรัฐคะฉิ่น

Posted: 10 Jan 2013 11:43 PM PST

จัดชุมนุมหน้าสถานทูตพม่าในกรุงเทพฯ ให้ยุติสงครามในรัฐคะฉิ่น และปกป้องพลเรือน หลังสถานการณ์รัฐคะฉิ่นวิกฤตหนัก-หลังกองทัพพม่าโจมตีทางอากาศในพื้นที่ยึดครองของทหารคะฉิ่น KIA จนทำให้มีผู้อพยพจำนวนมาก

ชาวคะฉิ่นที่อยู่ในประเทศไทยมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลพม่ายุติสงครามในรัฐคะฉิ่น ที่หน้าสถานทูตพม่าประจำประเทศไทย ถ.สาธร เมื่อ 11 มกราคม 2556

ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพมหานครมาร่วมชุมนุมกับชาวคะฉิ่่นที่หน้าสถานทูตพม่าประจำประเทศไทย

 

เวลา 10.00 น. วันนี้ (11 ม.ค.) ประชาชนชาวคะฉิ่นและชาวไทใหญ่ทั้งที่มาจากพม่าและที่อาศัยในประเทศไทย และชาวพม่า ได้ชุมนุมกันที่หน้าสถานทูตพม่าประจำกรุงเทพฯ ที่ ถ.สาธร เรียกร้องให้รัฐบาลพม่ายุติการสู้รบในรัฐคะฉิ่น หลังล่าสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมากองทัพพม่าเริ่มใช้ปืนใหญ่ และการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ของฝ่ายกองทัพแห่งอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) บริเวณรัฐคะฉิ่น ติดชายแดนจีน-พม่า

โดยนางปันปัน ชาวคะฉิ่นจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเดินทางมาชุมนุมด้วยกล่าวว่า ติดตามสถานการณ์ในรัฐคะฉิ่นจากข่าวทางอินเทอร์เน็ต รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ของชาวบ้านในรัฐคะฉิ่นอย่างมาก สำหรับข้อเรียกร้องให้ผู้ที่มาชุมนุมในวันนี้ก็คือ 1.เรียกร้องให้กองทัพพม่ายุติการทำสงคราม 2.หยุดการโจมตีใส่เป้าหมายพลเรือน 3.อย่าทำอันตรายสตรีและเด็ก

ขณะเดียวกัน สมาคมนักศึกษาพม่าในต่างประเทศได้ยื่นแถลงการณ์ถึงประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของพม่า ผ่านสถานทูตพม่าในประเทศไทย โดยมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อคือ 1.ยุติสงครามและวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในรัฐคะฉิ่น 2.เปิดการเจรจาและคลี่คลายความขัดแย้งในรัฐคะฉิ่นด้วยวิถีประชาธิปไตย และให้จำกัดด้านเงื่อนเวลา 3.ยุติการใช้เครื่องบินขับไล่และการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายพลเรือน 4.ให้มีการแจกจ่ายอาหาร ความช่วยเหลือ และที่พักชั่วคราวตามมาตรฐานนานาชาติ และ 5.ให้ฟังเสียงของประชาชนพม่าตามที่รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ทั้งนี้พม่ามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2553 และมีผู้นำคือประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งในเดือนมีนาคมปี 2554 อย่างไรก็ตามในพม่ายังมีสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยทั้งที่รัฐฉานและรัฐคะฉิ่น โดยที่รัฐคะฉิ่น ทหารพม่าและกองทัพอิสรภาพคะฉิ่นหรือ KIA เริ่มปะทะกันเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ปี 2554 หลังทหารพม่าข้ามมายังเขตควบคุมของทหารคะฉิ่นและโจมตีฐานที่มั่น และการสู้รบได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน โดยจากข้อมูลของหน่วยงานบรรเทาทุกข์ขณะนี้มีผู้ลี้ภัยในรัฐคะฉิ่นแล้วนับแสนคน

ขณะที่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านซึ่งได้รับอิสรภาพในเดือนพฤศจิกายนปี 2553 และชนะการเลือกตั้งซ่อมในเดือนเมษายนปี 2555 และได้เป็น ส.ส. ในสภาพม่านั้น ถูกฝ่ายชนกลุ่มน้อยในพม่าวิจารณ์อย่างหนักต่อการมีท่าทีเมินเฉยกับสถานการณ์ในรัฐคะฉิ่น โดยก่อนหน้านี้ระหว่างที่นางออง ซาน ซูจีเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อรับเหรียญสดุดีจากสภาคองเกรส ขุนทุนอู ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย (SNLD) และเป็นอดีตนักโทษการเมือง ซึ่งเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเช่นกันได้วิจารณ์นางออง ซาน ซูจีระหว่างการแถลงข่าวว่าไม่ยอมพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันองค์กรชาวคะฉิ่นในสหรัฐอเมริกาก็ประกาศคว่ำบาตรการรับรางวัลที่สภาคองเกรสของนางออง ซาน ซูจี และเรียกร้องให้นางออง ซาน ซูจี ให้ความสนใจความขัดแย้งในรัฐคะฉิ่นมากขึ้นและออกมาปกป้องผู้ลี้ภัยชาวคะฉิ่น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าวดีวีบี รายงานว่า นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่าเธอจะไม่เข้าไปยุติสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่าและกองทัพคะฉิ่น หากรัฐบาลไม่เห็นชอบ "เรื่องนี่ขึ้นกับรัฐบาล เรื่องนี้รัฐบาลเป็นผู้ดูแลอยู่ในขณะนี้" ออง ซาน ซูจีกล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพี เมื่อถูกถามว่าออง ซาน ซูจีจะเข้าไปช่วยคลี่คลายสถานการณ์สู้รบในรัฐคะฉิ่นหรือไม่ หลังจากที่กองทัพพม่าเริ่มโจมตีพื้นที่ของกองทัพคะฉิ่นทางอากาศ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่พม่ายังดำเนินคดีต่อผู้ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพในรัฐคะฉิ่นด้วย โดยมีการฟ้องเยาวชนและนักกิจกรรมพม่าอย่างน้อย 13 คน ที่เป็นผู้จัดการเดินขบวนที่นครย่างกุ้งเรียกร้องให้มีการยุติสงครามในรัฐคะฉิ่น เนื่องในวันสันติภาพสากล 21 กันยายนปีที่ผ่านมา โดยผู้ที่ถูกฟ้องจะต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จดหมายถึงอธิบดีราชทัณฑ์: พัทยา คุกนรก? ข้อเสนอแนะจากผู้ต้องขัง

Posted: 10 Jan 2013 11:11 PM PST

 

โรงเรียนการเมือง นปช.

เรื่อง พัทยาคุกนรกเมืองท่องเที่ยว

เรียน อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

           

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 ข้าพเจ้าไปขึ้นศาลพัทยาในข้อหาร่วมชุมนุมบุกโรงแรมพัทยารอยัลคลิฟฟ์ เมื่อปี 2552 ที่มีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, ส.ส.พายัพ ปั้นเกตุ, ส.ส.วรชัย เหมะ และ อ.สุรชัย แซ่ด่าน รวมอยู่ด้วย

ได้รับการร้องขอจาก อ.สุรชัย ที่ถูกคุมขังอยู่คนเดียวในคุก ต้องเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ย้ายมายังเรือนจำพอเศษพัทยาเพื่อขึ้นศาลพัทยาว่า

สภาพเรือนจำพิเศษพัทยาเหมือน "คุกนรก" ปัญหาที่หนักที่สุดก็คือปัญหา 2 น. คือ "น้ำ" กับ "แน่น" เรือนจำพิเศษพัทยาเปิดทำการเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพื่อรองรับผู้ต้องขับประมาณ 600 คน แต่ปัจจุบันคุมขังอยู่ 3,600 คน เกินความจุไปถึง 3,000 คน

เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาพผู้ต้องขังก็ถูกอัดแน่นกันเป็นปลากระป๋อง เวลานอนต้องสลับหัวสลับเท้า เพื่อให้ส่วนกว้างของร่างกายคือช่วงไหล่ของคนหนึ่งอยู่ที่ช่วงเท้าของอีกคนหนึ่ง ทำให้ใบหน้าแต่ละคนอยู่ตรงช่วงฝ่าเท้าของคนอื่น ต้องนอนดมฝ่าเท้าซึ่งกันและกัน

แต่ขนาดนี้แล้วที่นอนก็ยังไม่พอ จึงต้องมีคนไปนอนบนโถส้วม ใช้กล่องกระดารองนอน เวลามีคนจะไปถ่ายก็ต้องปลุกให้ลุกขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ ต้องจัดเวรยามห้องละ 5-10 คน ยืนและนั่งเพื่อให้มีที่ว่างให้คนอื่นๆ นอน เลยกลายเป็นอาชีพรับจ้างเข้าเวรยามทั้งคืน แล้วค่อยแอบงีบหลับตามซอกมุมในตอนกลางวัน ช่างน่าอนาถใจ

ส่วนปัญหาเรื่องน้ำจะปล่อยให้ไหลวันละ 2-3 ชั่วโมง 10 โมงเช้าถึงเที่ยงหรือบ่ายโมง ช่วงเช้า ช่วงเย็นและตลอดทั้งคืนไม่มีน้ำ ผู้ต้องขังจึงเป็นหิดและโรคผิวหนังกันมาก ต้องแก้ปัญหากันเองด้วยการพกน้ำใส่ขวดขึ้นไปบนเรือนนอน ไว้ใช้ล้างก้น ล้างส้วม กลายเป็นขาใหญ่ก็สะดวก คนเข้าใหม่ขาเล็กก็คงลำบาก

สำหรับอาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน ถูกย้ายไปคุมขังอยู่ 5 วัน ศาลก็อนุญาตให้ส่งกลับจากการที่ทนายร้องขอต่อศาลว่าจำเลยอายุ 71 ปีแล้ว และป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และต่อมลูกหมากโต ต้องพบแพทย์ประจำ อีกทั้งข้อหาก็เล็กน้อยเพียง "ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน" เท่านั้นเอง จึงไม่ต้องเบิกตัวจำเลยมาฟังการพิจารณา

อาจารย์สุรชัย บอกว่าอยู่แค่ 5 วัน ก็รู้สึกทรมานสุดๆ ขนาดหัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางอนุเคราะห์เป็นพิเศษแล้วในฐานะเป็นนักโทษคดีการเมือง อายุมากและป่วย อีกทั้งมีผู้ใหญ่ฝากฝังไว้ โดยให้ไปอยู่แดนสูทกรรมที่ถือว่าดีที่สุดของเรือนจำพิเศษพัทยา และสภาพห้องขังขนาด 5x10 เมตร เท่ากับ 50 ตารางเมตร ต้องนอนรวมกัน 60 กว่าคน ต้องทำยกพื้นขึ้นไปอีก 1 ชั้นจึงจุได้ 60 กว่าคน

มีผู้ต้องขังคนหนึ่งสละที่นอนให้อาจารย์สุรชัย อาจารย์ต้องไต่กระไดลิงขึ้นไปนอน เพราะชั้นล่างอับและผู้ต้องขังสูบบุหรี่กันทั้งห้อง ขืนปล่อยให้คนแก่ที่ป่วยนอนสูดควันบุหรี่ทั้งคืน ไม่เกิน 7 วันก็คงตาย ชั้นบนอากาศค่อนข้างโปร่งหน่อย แต่ก็ยังต้องนอนเอาผ้าอุดจมูก

ที่ลำบากมากคือ อ.สุรชัย ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อย คืนหนึ่งเกือบสิบครั้ง การปีนกระไดลิงขึ้นลงอันตรายมาก แล้วพอลงมาก็ไม่สามารถเดินไปเข้าห้องน้ำอย่างปกติ เพราะมีคนนอนอยู่เต็มทางเดิน ต้องค่อยๆ โหนข้ามศีรษะคนอื่นๆ ไป พอปัสสาวะเสร็จก็ไม่มีน้ำราด กลิ่นปัสสาวะกระจายฟุ้งทั้งห้อง ไม่เรียกนรกแล้วจะเรียกอะไร ส่วนการถ่ายหนักต้องกลั้นเอาไว้ ค่อยถ่ายกลางวัน อ.สุรชัย บอกว่าขอติดคุกเพิ่มอีกสองปีดีกว่าไปถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษพัทยา

ดังนั้น การแก้ปัญหา อ.สุรชัย เสนอ 3 ขั้นตอน คือ เฉพาะหน้า ระยะกลาง และระยะยาว เฉพาะหน้าในการแก้ปัญหา 2 น. คือ น้ำกับแน่น เรื่องน้ำทำอย่างไรที่จะปล่อยให้ใช้วันละ 4 เวลา คือเช้า 1 ชั่วโมง ลงจากตึกขังจะได้ล้างหน้า แปรงฟันอาบน้ำและใช้ในสุขา เที่ยงสัก 1 ชั่วโมง เย็นก่อนขึ้นห้องสัก 1 ชั่วโมง และกลางคืนสัก 20 นาที รวมแล้ว 3 ชั่วโมง 20 นาที แทนการเปิด 10 โมงถึงบ่ายโมง เวลาพอกัน การใช้น้ำก็พอกัน

ทางด้านการแก้ปัญหาคุกแน่น เฉพาะหน้า ขอให้กรมราชทัณฑ์ใช้ระเบียบอย่างยืดหยุ่นต่อเรือนจำพิเศษพัทยา คือตามระเบียบเดิมกำหนดผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด โทษ 10 ปีขึ้นไปจึงจะย้ายไปเรือนจำอื่นๆ จึงควรผ่อนผันเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โทษตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปก็ควรย้ายได้ด้วยความสมัครใจ และควรมีมาตรการจูงใจให้ผู้ต้องขังอยากย้ายเรือนจำ เพราะผู้ต้องขังโดยทั่วไปเมื่ออยู่ที่ใดเข้าที่แล้วมักคิดว่าเป็นที่ที่ดีที่สุด หากย้ายไปที่อื่นจะลำบาก จึงไม่อยากย้าย เพราะต้องกลายเป็นคนใหม่ในที่ใหม่ ต้องเริ่มต้นใหม่

ผู้ต้องขังที่เป็นคนในพื้นที่จะไม่ต้องการย้ายเรือนจำ เพราะจะไม่สะดวกในการเยี่ยมญาติ แต่ผู้ต้องขังนอกพื้นที่และผู้ที่ไม่มีญาติจะไม่เป็นปัญหา ก็ให้ทางเรือนจำพิเศษพัทยาต้องอำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการย้ายไปเรือนจำอื่นๆ

สำหรับการแก้ปัญหาระยะกลาง ก็ควรสร้างแดนและสร้างตึกนอนเพิ่มจากเวลานี้ เรือนจำพิเศษพัทยามีแดนใหญ่และตึกนอนรองรับผู้ต้องขังอยู่ 2 แดน ผู้ต้องขังแออัดกันอยู่แดนละพันกว่าคน มีแดนพยาบาลควบคุมผู้ต้องขังอยู่จำนวนหนึ่งไม่มาก และมีแดนสูทกรรมที่มีผู้ต้องขัง 60 กว่าคน อีกแดนหนึ่งคือแดนหญิง 500 กว่าคน ถ้าเพิ่มแดนและตึกนอนเท่ากับแดนใหญ่อีกหนึ่งแดนก็จะแบ่งเบาความแออัดได้หนึ่งในสามของผู้ต้องขังชาย ทราบว่าทางเรือนจำมีโครงการสร้างตึกนอนเพิ่มแล้ว รอแต่งบประมาณจากกรมราชทัณฑ์เท่านั้น จึงต้องขอเร่งจากท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพราะการเพิ่มขึ้นของผู้ต้องขังมีทุกวัน

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว ทางกรมราชทัณฑ์จะต้องขยายเรือนจำพิเศษพัทยาเพิ่ม เพราะมีพื้นที่พอจะขยายได้เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ที่จะเชื่อมต่อกับโครงการทวายโปรเจ็คในอนาคต เพราะเมื่อเมืองขยายตัว สังคมก็โตขึ้น คนก็มากขึ้น คนทำผิดกฎหมายก็มากขึ้น คุกก็จะยิ่งแน่นขึ้นเป็นลูกโซ่

การเป็นเมืองอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึกและเมืองท่องเที่ยว ถือเป็นหน้าตาของประเทศ การปล่อยให้เรือนจำพิเศษพัทยากลายเป็น "คุกนรก" ทำให้เป็นที่น่าอับอายต่อชาวต่างประเทศที่ต้องมีคนของเขามาถูกคุมขังอยู่

อ.สุรชัย จึงร้องขอต่อข้าพเจ้าให้ช่วยเป็นปากเป็นเสียงแทนผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษพัทยาที่ขอร้องมาทาง อ.สุรชัย อีกที ในฐานะผู้มีประสบการณ์เรื่องคุกและเคยเป็นคณะอนุกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร ตรวจติดตามศึกษาสภาพความเป็นอยู่ผู้ต้องขังและเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศมาก่อน

หากการร้องขอต่อข้าพเจ้าไม่เป็นผล อ.สุรชัย ที่เป็นสมาชิกขององค์กรกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) หมายเลข 201416 ก็จะร้องต่อคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศให้เข้าไปตรวจติดตามในเรือนจำพิเศษพัทยา เพราะเป็นสภาพที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมที่เป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศจะต้องดูแล

จึงหวังว่าท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ท่านรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม จะได้พิจารณาแก้ปัญหา เพื่อให้เรือนจำพิเศษพัทยา พ้นจากสภาพ "คุกนรก" ด้วยเถิด

 

                                                                       

                                                                                    ขอแสดงความนับถือ

 

                                                                                       (นิสิต สินธุไพร)

                                                                                ผู้อำนวยการโรงเรียน นปช.

                                                                                      1 มกราคม 2556

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น